op

Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

บันทึกจากเตสอง : รอยต่อแห่งยุทธการ

โดย

สหายกลด

 

 

 

ทักทาย ที่ชายป่า / เรื่องเล่า...รอบกองไฟ / รอยต่อแห่งยุทธการ / ขึ้นหาผีฟ้า ลงหาผีเงือก /ภูผา..ทุ่งนา..และเหยี่ยว /สูญเสีย  และพรากจาก /ฝันร้าย จากนกเหล็ก /ห้วงเวลา...ชำระแค้น /หลายผู้คน  บนเส้นทาง /แนวหลังสะเทือน /ลาก่อน...  ออนซอนเด เตสอง /มนตราแห่งป่าดอย

 

 

1. ทักทาย ที่ชายป่า

..............................................

เรื่องราวนั้น  มีอยู่ว่า

วันเวลา ของชีวิต ช่างแสนสั้น

จากแล้วพบ พบแล้วจาก พลัดพรากกัน

ช่วงเวลา สั้นสั้น มันฝังใจ

จากมอชอ สู่ผาจิ และ ผาช้าง

ความทรงจำ  ยังกระจ่าง  สว่างไสว

โรงเรียน  การเมืองการทหาร  อันเกรียงไกร

แหล่งพักพิง  สุดท้าย  ของพวกเรา

ขึ้นภูเขา เราเรียน เพียรสู้ศึก

ในใจคึก  คุกรุ่น  รุนแรงเร้า

เดินเข้าป่า  ฝ่าสงคราม  ที่นานเนา

เหลือจะเดา  อนาคต เป็นเช่นไร 

ที่โรงเรียน ได้เรียน การต่อสู้

เล็งศัตรู   ปืนในมือ  ไม่สั่นไหว

หลับตาซ้าย เล็งขวา  ผ่ากลางใจ

เห็นเป้าแล้ว  ยิงเข้าไป  ให้สะท้าน

                        เรียนวิชา ใช้ชีวิต กลางป่าเขา

กลางลำเนา  ได้ปลูกข้าว  จนดำกร้าน

ปลูกกะหล่ำ ทำสวนผัก  ช่างเบิกบาน

เก็บผักหวาน เก็บหน่อไม้  ไว้ต้มกิน

                        อยากกินไข่ ก็เลี้ยงไก่ ไว้ให้มาก

ไม่ลำบาก  ยากง่าย  เรียนรู้สิ้น

อยากกินหมู  ก็เลี้ยงหมู  สู่กันกิน

ไม่เลิศลิ้น  แต่พอใจ  ในชะตา

                         ความลำบาก  ตรากตรำ  พร่ำเหนื่อยหนัก

เปรียบกับทุกข์  อันประจักษ์  อยู่ทั่วหล้า

เมื่อแผ่นดิน สิ้นคุณธรรม  ความเมตตา

ต้องโค่นล้ม   มันลงมา  จึงสาใจ

                         กลางความฝัน บรรเจิด  ช่างเพริศแพร้ว

เราตรวจแถว  แนวรบ  อันกว้างใหญ่

ประสานกัน จากชนบท ทั่วถิ่นไทย

จะมุ่งไป  ป่าล้อมเมือง ให้เลื่องลือ

ทุกชีวิต เราหลอมใจ ให้เป็นหนึ่ง

ฝากสายลม  รำพึง ช่วยเป็นสื่อ

นำความรัก  จากยอดดอย  นามระบือ

ทะเลฤา   สู่เมืองแม่   แน่ใจครัน

 

 top

2. เรื่องเล่า...รอบกองไฟ

..............................................

 

ได้นั่งล้อม  รอบกองไฟ ในค่ำหนึ่ง
ฟังเรื่องราว  ลึกซึ้ง เรื่องชวนฝัน
ฟังเรื่องขำ  เรื่องสนุก  สุขอนันต์
ฟังจักจั่น  ขานรับ  ขับทำนอง

เติมฟืนไฟ ให้โหมไหม้ ไม่รอช้า
ประกายไฟ  เจิดจ้า  ใบหน้าผ่อง
คนโน้นคุย คนนี้ฟัง ตามครรลอง
เราเพ่งมอง เห็นความฝัน ผ่านแววตา

สหายจาก ปักษ์ใต้ มาเล่าทุกข์
ชวนขนลุก ปลุกวิญญาณ สะท้านป่า
ศัตรูจับ ไปนั่งยาง ช่างทรมา
เอามีดหวา  หวาหว่างนิ้ว  เจ็บเจียนตาย

ถีบลงเขา  มันเผา  ลงถังแดง
นอง โลหิต จนเหือดแห้ง  ชีพสลาย
จำจากเมือง มุ่งสู่ป่า  ข้าสู้ตาย
ไม่รบนาย ไม่หายจน ไม่พ้นกรรม

ไหนจะเรื่อง ทุกข์ทน ชาวชนชาติ
มีเจ้าก๊ก เจ้าทาส มาเหยียบย่ำ
รังแกคน ทนให้เขา เข้ากระทำ
ช่างชอกช้ำ เกินบรรยาย  สหายรัก

ไฟกองใหญ่ โหมไหม้ ใจลามลุก
ทั้งเรื่องสุข เรื่องทุกข์ ล้วนประจักษ์
หน้ากองร้อย ลานกว้าง ต่างชะงัก
ล้นทะลัก ร้อยเรื่องทุกข์ ถมทวี

ทั้งราวป่า เงียบสงัด ขณะหนึ่ง
ดังจะตรึง ทุกชีวิต อยู่กับที่
แต่เปลวไฟ ยังโชนลุก  ทุกนาที
เรายังมี  มิตรสหาย มากมายนัก

ใครคนหนึ่ง เอ่ยร้อง เพลงปลุกเร้า
ใจเต้นเร่า ดังรัวกลอง  ก้อง ตึก ตัก
ปักจิตใจ เด็ดเดี่ยว ไปกับพรรค
แม้งานหนัก ไม่กลัวตาย ไม่กลัวเกรง

ขอพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ให้สิ้นโศก
ไม่รอโชค  หาญสู้  ผู้ข่มเหง
เร่งโหมไฟ  กองใหญ่  เร้าบรรเลง
พร้อมจะเร่ง  รุดไป  คว้าชัยมา

เพลงรำวง รอบกองไฟ สหายเอ๋ย
ฟ้อนเถิด ฟ้อนเลย อย่ารอช้า
กลองกระชั้น ชุบชีวิต ชื่นชีวา
มาเถิดมา  เติมแรงใจ ให้กล้าแกร่ง

หลับตาลง เห็นกองไฟ ในสีสัน
เห็นคืนวัน ผ่านพ้น ทุกหนแห่ง
เห็นสหาย มากมาย ได้แสดง
พลังแห่ง  ความมุ่งมั่น นั่นคือชัย
 

                               ในที่สุด ก็ถึงวัน ต้องพลัดพราก

พบเพื่อจาก  สู่ภารกิจ  ครั้งใหม่

ไปตามที่ พรรคเรียกร้อง ไปเถิดไป

นัยน์ตาชุ่ม  ด้วยอาลัย  สหายรัก

                                ตาสบตา  มือจับมือ ใจประสาน

อาจยาวนาน  กว่าจะพบ   เราตระหนัก

มิตรภาพ  ยังตรึงตรา  ในใจนัก

เชื่อมั่นพรรค   เถิดสหาย   คงไม่นาน

                                จะได้เห็น ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ

ประชาชน จะเป็นใหญ่ ให้เล่าขาน

จะขีดเขียน  วีรกรรม  สร้างตำนาน

ให้ลูกหลาน  จารึกไว้  ไม่ลืมเลือน 

 

 

 top

3. รอยต่อแห่งยุทธการ

..................................................

 

            ตื่นแต่เช้า  เก็บข้าวของ  สะพายหลัง

                                เปี่ยมพลัง  ทั้งใจกาย  ไปขับเคลื่อน

                                จะพลิกฟ้า คว้าดาว  เก็บดวงเดือน

                                ที่กล่นเกลื่อน  ลงมา  ให้ดื่มกิน

                                                สองมือนี้  ที่มุ่งสร้าง สังคมใหม่

                                สองมือนี้   ที่ภูมิใจ  ไม่รู้สิ้น

                                สองมือนี้   ที่หยัดสู้  กู้ธรณินทร์

                                สองมือนี้   ทั้งแผ่นดิน  จะมีชัย

                                                พอรุ่งสาง  ออกเดินทาง  ไปข้างหน้า

                                เรื่องทายท้า  ที่น้ำโขง  ช่างยิ่งใหญ่

                                ที่ชายขอบ  แบ่งเขต  ประเทศไทย

                                อ้ายน้องลาว  อ้ายน้องไทย  สายสัมพันธ์

                                                จุดมุ่งหมาย   ไปลำเลียง  สรรพาวุธ

                                เพื่อการยุทธ   ที่แนวหน้า   ฐานที่มั่น

                                เพื่อทำลาย  หมู่ศัตรู  ผู้โรมรัน

                                เหล่านักรบ  มุ่งประจัน   เข้าพันตู

             ทั้งเซกาเซ  อาก้า     อาร์พีจี

                                ระเบิดมือ   มากมี    เพื่อต่อสู้

                                ขบวนคน   ขบวนม้า   ก้าวขึ้นภู

                                แล้วลงสู่   ลำห้วย   ด้วยมั่นใจ

 

                                              บ้างขนส่ง  เสื้อผ้า   และอาหาร

บรรดายา  ใช้ในการ   รักษาไข้

เครื่องมือแพทย์   สารพัน   เราขนไป

แม้หนทาง   ยาวไกล   ไม่ท้อแท้

                                จากเตสอง   ที่มั่น    ประจำการ

เราเดินผ่าน   ลาวเทิง   บ้านเก่าแก่

ผ่านบ้านม้ง   ลาวสูง  สุดตาแล

ตามกันไป   อย่างแน่วแน่    แม้ทางชัน

                                ผ่านสองวัน   พลันถึง  ซึ่งที่ราบ

ค่ายทหาร    ตั้งขนาบ   น้ำโขงนั่น

อ้ายน้องลาว   เขาต้อนรับ    รวดเร็วพลัน

ทั้งพลทหาร   มาช่วยกัน   รับพี่ไทย

                                ตกกลางคืน  เลี้ยงสังสรรค์   กันคึกครื้น

แล้วร้องเพลง  รอบกองฟืน    กองไฟใหญ่

ฟ้อนรำ   งามชดช้อย    ช่างอุ่นใจ

คือหลังพิง    อันยิ่งใหญ่    ในการยุทธ

 

 

                               top                   

                                4. ขึ้นหาผีฟ้า ลงหาผีเงือก

                                ....................................................

 

                                การลำเลียง  หลายหลายครั้ง  บ้างอาศัย

ประชาชน    ชายแดนไทย   หลายหลายจุด

การต่อสู้   ยิ่งขยาย   ยิ่งเร่งรุด

ไม่อาจหยุด   การทำงาน   การเดินทาง

                                จากเตสอง   สู่กองตืน  กลับเตสอง

ขบวนยาว   ขนของ   แต่รุ่งสาง

เป็นทิวแถว   แนวยาว   ก้าวตามพลาง

หอบหายใจ   เมื่อเส้นทาง   ขึ้นสู่ดอย

                                ทีละก้าว   ยาวสั้น   นั้นเหนื่อยนัก

ที่กลางหลัง    แสนหนัก   แทบลิ้นห้อย

ม้าก็หอบ   คนก็หอบ  จนตาลอย

มาตามดอย   สูงชัน   สู่ชั้นฟ้า

                                เพื่อนขมุ   เอ่ยวาจา   ประสาซื่อ

อ้ายเอ๋ย   นี่นะหรือ   ที่ฟันฝ่า

เพื่อการรบ   กับชนชั้น   ปฏิกิริยา

อย่าท้อแท้    ทางข้างหน้า  ถ้าเฮาเลือก

                                แต่ทางชัน   ดุจขึ้น   หาฝีฟ้า

ยามลงห้วย  ดุจมุ่งหน้า   หาผีเงือก

เขาลูกแล้ว  ลูกเล่า  นับร้อยเทือก

เมื่อสูเลือก  จงภูมิใจ  ในสำนึก

                                งานของเรา  ชาวเตสอง  จึงสุขสันต์

เป็นรอยต่อ  อันสำคัญ  ของการศึก

ลำเลียงของ  ลำเลียงคน  ด้วยใจคึก

ขอผนึก  พลังแกร่ง  แห่งศรัทธา

 

                               top

                               5. ภูผา..ทุ่งนา..และเหยี่ยว

                                ..................................................

 

                                ยามว่างงาน  ข้ามดอย   ไปอีกด้าน

บ้านตมน้อย  งามตระการ  อยู่เบื้องหน้า

เป็นเพื่อนมิตร  อ้ายน้องลาว  หาข้าวปลา

เข้าหน้าฝน   ลงทำนา  น่ารื่นรมย์

                                ย่ำย่ำโคลน  หว่านหว่านข้าว  หวังปักกล้า

อีกไม่นาน  ท้องทุ่งนา   เหลืองสุขสม

ก้มเกี่ยวข้าว   กลางเหน็บหนาว  หน้าสู้ลม

ฟางกองถม   สูงใหญ่   สุขใจพลาง

                                นอนกลางนา  บนกองฟาง  ช่างอบอุ่น

ไอละมุน  แดดอ่อนอ่อน  ตอนรุ่งสาง

เหยี่ยว ขยับ   บินวน  บนฟ้ากว้าง

จ้องหาทาง   โฉบเหยื่อ  เพื่อเลี้ยงตน

                                จากฟ้าเข้ม  โฉบพุ่ง  ลงทุ่งข้าว

ขวับขวับห้าว  ราวยมทูต   จากเวหน

หนูตัวน้อย  ดิ้นรนหนี   อย่างร้อนรน

ไม่อาจพ้น  จากความตาย  ในครานั้น

                                ภาพชีวิต  กลางท้องนา   น่าตื่นเต้น

ชวนให้เห็น  ลึกซึ้ง   ถึงความฝัน

แกร่งก็รอด  อ่อนแอ  แพ้กลางคัน

อย่าหมายมั่น  จะต่อสู้   กู้แผ่นดิน

                                จากท้องนา   สู่หมู่บ้าน   มีงานบุญ

ปืนสั้นอุ่น  เหน็บกาย   ไปสู่ถิ่น

ชาวบ้านชวน  จิบเหล้า  กลางพื้นดิน

วงกับแกล้ม  ดื่มกิน  สบายใจ

                                ที่เตสอง  คืนวัน  นั้นผันผ่าน

ความสงบ   ความเบิกบาน   ความสดใส

เมื่อผ่านมา  วันเวลา  ก็ผ่านไป

ยุทธศาสตร์   อันยิ่งใหญ่  ใกล้ลงตัว

                                ก่อนเมฆฝน  ลมฟ้า  ช่างสงบ

เตรียมพานพบ   มรสุม   มืดสลัว

การล้อมปราบ  กำลังมา  ประชิดตัว

ไม่เคยกลัว  พร้อมรับศึก  ทุกเวลา

 

top

6. สูญเสีย  และพรากจาก

.........................................................

 

           วันนี้งด  การลำเลียง  ลงสักครั้ง

                                รับคำสั่ง   หยุดยั้ง   ตั้งคอยท่า

                                การประสาน จากที่มั่น  จะตามมา

                                กำหนดการ  วันเวลา  มีขั้นตอน

                                                พลันได้ยิน   เสียงปืน   จากราวป่า

                                ดังหลายนัด   ตามมา    น่าสังหรณ์

                                สหายนำ  สั่งหน่วยข่าว  ให้รีบจร

                                ไปสำรวจ  เสียงสะท้อน  สะท้านไพร

                                                แล้วข่าวร้าย    ที่ใครใคร  ไม่อยากรู้

                                ก็โจมจู่  เราทุกคน  ให้หม่นไหม้

                                สหายร่วมจิตร   ออกทำงาน    ก่อนใครใคร

                                ลงเก็บผัก  หาหน่อไม้   มาให้เรา

                                                ถูกซุ่มยิง  ล้มลง  ตรงชายป่า

                                หลั่งเลือดนอง  พสุธา  กลางป่าเขา

                                พร้อมลูกน้อย ในครรภ์  นิจจาเจ้า

                                ต้องพราก  จากพวกเรา  ในคราวนี้

 

                                           เหมือนสวรรค์  กลั่นแกล้ง  แสร้งทำร้าย

                         คนดีงาม ต้องล้มตาย  ไปหรือนี่       

 พวกเลวทราม  กลับลอยชาย  ในปฐพี

 จะทวงคืน   แค้นนี้   จากผู้ใด

                                สองเดือนผ่าน  ความเศร้าสร้อย  ค่อยห่างหาย

เกิดเหตุการณ์   ไม่คาดหมาย   ขึ้นมาใหม่

เล่าตั๋ว  สหายม้ง  แห่งพงไพร

ก้าวย่ำใส่   ทุ่นระเบิด  เจ็บปางตาย

                                เราเร่งรีบ   เดินเท้า   เข้าตรวจสอบ

ในใจลอบ   กังวล  อยู่ไม่หาย

เกรงว่า   พิษบาดแผล  อาจกระจาย

แล้วสุดท้าย  ต้องชีพวาย   ไปอีกคน

                                ที่กลางป่า   ใกล้ห้วยน้อย  ค่อยแลเห็น

เขานอนแผ่   เลือดกระเซ็น   ทุกแห่งหน

ในตาลอย  เหม่อค้าง  ช่างทุกข์ทน

ยังไม่พ้น  อันตราย  กล้ำกรายมา

                                สหายจัน อยู่ไหน ใคร่อยากพบ

เสียเครือเครือ  ฟังไม่จบ  อ่อนแรงล้า

คราบน้ำใส  ไหลซึม  จากนัยน์ตา

ลมหายใจ  อ่อนล้า  ลงทุกที

                                วาบความคิด  เราประจักษ์   ตระหนักแล้ว

ความสัมพันธ์  เพื่อนร่วมแนว  บนวิถี

ความเชื่อมโยง ทางชนชั้น บรรดามี

ก่อตัวขึ้น  บนพื้นที่   ที่เหลือเชื่อ

                                ความผูกพัน ของส.จัน  กับเล่าตั๋ว

ก่อตัว   บนสถานการณ์  ที่ก่อเกื้อ

นักศึกษา  กับชนชาติ  ไม่คลุมเครือ

แม้สิ้นลม  สิ่งที่เหลือ  คือศรัทธา

                                ศรัทธาใน ความฝัน  อันสูงส่ง

ศรัทธาใน  ผืนธง  สีแดงกล้า

ศรัทธาใน  การปฏิวัติ  ตลอดมา

ศรัทธาใน  ความศรัทธา  ประชาชน

                                สหายจัน  มาไม่ทัน  เสียงเรียกขาน

สิ้นลมปราณ  เล่าตั๋ว  ช่างมัวหม่น

ความเจ็บปวด มาแทนที่ ความอดทน

เล่าตั๋ว  พ้นทรมา  จากลาเรา

                                อันความตาย  ก็เห็น  เป็นเช่นนี้

บ้างก็มี น้ำหนัก  ดังขุนเขา

บ้างก็เบา  ดุจขนนก  อันบางเบา

แล้วแต่เรา  จะเลือก  เป็นเช่นไร

 

                     top

                     7. ฝันร้าย จากนกเหล็ก  

                     .........................................................

 

สิ้นฤดู  การเก็บเกี่ยว  เพิ่งผ่านพ้น

เค้าเมฆฝน  ไม่คาดหมาย  กลับมาใหม่

แต่เป็นฝน   ห่ากระสุน  ฝนจัญไร

พร้อมระเบิด  ลงกลางไพร  ให้วายปราณ

                                ยุทธการ   เริ่มแล้ว   ที่แนวหลัง

โอวีสิบ   บิน..หั่ง..หั่ง   ครางสะท้าน

แล้วนกเหล็ก  ก็จิกหัว   โฉบทะยาน

บอมบ์ก้องป่า   พร่าผลาญ  ชีวิตคน

                                เราเตรียมการ  รับมือ  อย่างคับขัน

วิ่งขึ้นสัน  ภูดอยมอง  จ้องเวหน

ปืนกลใหญ่  ในมือ  พร้อมทุกคน

ใกล้เข้ามา  ระดมพล   โจมตีมัน

                                เหยี่ยวเวหา  บินวน  บนฟ้ากว้าง

พอเห็นทาง   ก็ทิ้งร่าง  อย่างมุ่งมั่น

ปลดระเบิด  ลงสู่ค่าย  ในฉับพลัน

บ้านทั้งหลัง  ถูกไฟควัน  ผลาญวอดวาย

                                ที่บ้านม้ง  ของเล่าเปา   กลางเขากว้าง

ต้องพินาศ  เพราะถูกวาง   เป็นเป้าหมาย

อนิจจา  บ้างบาดเจ็บ  บ้างล้มตาย

เสียงร่ำไห้   กล่นกราย   ไปทั่วดอย

                                อาจบางที   ถึงเวลา   ต้องตอบโต้

หยุดผยอง  ลำพองโอ้  อวดความถ่อย

จากเตสอง  สู่ผาจิ   ถึงกองร้อย

การยุทธย่อย   คอยทวงแค้น  คืนกลับมา 

 

top

8. ห้วงเวลา...ชำระแค้น

............................................................

 

เดือนสามคล้อย  ลมวอยวอย   พัดใบไม้

ออนซอนไพร  เปลี่ยนสี   ทั่วภูผา

การเริ่มต้น  ทวงแค้น  มวลประชา

ทหารกล้า  มาชุมนุม  กันพรั่งพร้อม

                        กองสี่สี่   กองร้อยที่  เราเชื่อมั่น

ผสมกับ  กำลังขวัญ  อันหล่อหลอม

จากหัวใจ   ที่แม้ตาย   ไม่ยินยอม

ก้มหัวค้อม   ให้ศัตรู   ผู้รุกราน

                          เราจัดทัพ   ออกศึก  เป็นสามสาย

วางเป้าหมาย  คือที่มั่น  ทางทหาร

เนินป้อมค่าย   ใกล้ชายแดน   ถิ่นกันดาร

เลือดล้างเลือด  จะเดือดพล่าน  กันทั่วดอย

                           มันเป็นคืน  เดือนดับ  ลับฟากฟ้า

                อาศัยเพียง  แสงดารา  ดังหิ่งห้อย

                ส่องนำสู่  ใกล้ฐาน แล้วรอคอย

                ไร้ร่องรอย  ไร้สำเนียง  เสียงกลไก

                           มีเพียงหริ่ง  เรไร  ให้เห่กล่อม

                ที่รายล้อม  ล้วนลวดหนาม  ตามพุ่มไม้

                หน่วยที่หนึ่ง  คืบคลาน  ผ่านเข้าไป

                ตัดลวดหนาม  อย่างว่องไว  ใกล้เนินเขา

                            รอศัตรู  สามสี่คน  พ้นจากฐาน

                ส่งสัญญาน  ระดมยิง  อย่างเร่งเร้า

                ร่างข้าศึก   ล้มลง  ไม่เหลือเงา

                เกินคาดเดา  ว่าจะรอด  หรืออย่างไร

                             ชุดซุ่มยิง   ล่าถอย  อย่างชำนาญ

                ไฟทั่วฐาน   จุดกระจ่าง  สว่างไสว

                โกลาหน  ป่วนปั่น  อยู่ภายใน

                ปืนคำราม  กราดทั่วไพร  ไร้ทิศทาง

                               ผ่านเวลา   ไม่นาน  ตามคาดหมาย

                ฟังคล้ายคล้าย  เสียง ฮ. มา   จากฟ้ากว้าง

                รับคนเจ็บ  มาเก็บศพ  ที่ฐานกลาง

                เป็นไปตาม  แผนที่วาง   เข้าทางปืน

                               หน่วยที่สอง   ของเรา  เฝ้ารออยู่

                รอศัตรู    ลงจากฟ้า   มาสู่พื้น

                พอลำเลียง  ฮ. เตรียม  โผกลับคืน

                เป็นเวลา  ถล่มปืน  ระดมไฟ

                                คอปเตอร์  พลันสะท้าน  สั่นผวา

                ร่วงถลา   ดิ่งถลำ  ลำลุกไหม้

                แสงลุกโชน  โชติสว่าง  กลางพงไพร

                ชัยชนะ   ครั้งยิ่งใหญ่   ในยุทธการ

                                สองหน่วยแรก  ล่าถอย  สู่ดอยลับ

                หน่วยที่สาม  พร้อมสรรพ  อย่างอาจหาญ

                หากตามมา  จะตอบโต้  ศัตรูพาล

                สอดประสาน   กำลังไฟ   ไม่ยำเกรง

                                แต่ไร้เงา   กองกำลัง   ตามหลังไล่

                เสียงปืนใหญ่   คำราม  ตามเร้าเร่ง

                เรานอนฟัง   เสียงปืน  ดั่งเสียงเพลง

                ร้องบรรเลง   ฉลองแค้น   ที่ทวงคืน    

 

top

9. หลายผู้คน  บนเส้นทาง

.............................................................

                ชายแดน   เตสอง  ไม่เงียบเหงา

สำนักเรา   สหายผ่าน  งานไหลลื่น

สหายนำ  สหายตาม  ย้ำวันคืน

ให้คึกครื้น  ตลอดปี  ที่ผ่านไป

                สหายหลัก  คือ ลุงสี  มากสีสัน

พลาใหญ่  ฐานที่มั่น  ไม่หวั่นไหว

เรื่องสังขาร  ไม่เคยยั่น  ดั้นด้นไป

ไกลแสนไกล   ลุงย่ำเดิน  เพลิดเพลินจริง

                เจ้าสำนัก  ส.สุพจน์   หนวดครึ้มเข้ม

เชี่ยวชาญเกม  กลศึก  ลึกล้ำยิ่ง

ยามว่างเว้น  ตระเวนศึก   ไม่ประวิง

ลาบเลือดเลี้ยง  รสเด็ดยิ่ง   ถูกใจเรา

                แต่บางคราว  มีปากเสียง  เถียงกับหมอ

มาร้องขอ   เนื้อสุกสุก  ก่อนคลุกเคล้า  

ตัดรำคาญ  ลวกน้ำร้อน  เพียงเบาเบา

เกินขัดเกลา   ไว้เล่าขาน   ตำนานไพร

                ผาจิมี  สหายเลิศ  เอดิสัน

เตสองมี  สหายจัน  มั่นใจได้

จันเรดิโอ  ชื่อนี้  คุณมั่นใจ

ตอบคำถาม   ร้อยพันได้  ไม่หน่ายเลย

                ไหนจะ  วุดบอนไฟ  ไว้หนวดแหยม

คอยแซมแรม  มิตรสหาย  ไม่อยู่เฉย

เป็นคู่คิด  วิทย์กองสี่  ที่คุ้นเคย

สหายเอย   หวนรำลึก  ยังตรึงตรา

                ส.เล่าเยอ  คนเลี้ยงม้า  ผู้ลือลั่น

โดยขวานฟัน  เลือดหลั่ง   ข้างเข่าขวา

เล่าเยอครวญ  ร่ำไห้   ฟายน้ำตา

ประหนึ่งว่า  ชีวา  จะวอดวาย

                หมอข้องใจ   เย็บแผลให้  เลือดไหลหยุด

แต่สะดุด  สงสัย  อยู่ไม่หาย

แผลเล็กน้อย  ใยร่ำร้อง   เกือบจะตาย

เล่าเยอตอบ   ลูกผู้ชาย  ไม่เคยกลัว

                ไม่กลัวเลือด หลั่งไหล  จากเข่าขวา

กลัวแต่หมอ  จะตัดขา   กลัวสุดขั้ว

กลัวไม่ได้  รับใช้พรรค  ใจเต้นรัว

เกรงว่าตัว   จะไร้ค่า  ต่อใครใคร

 

                                                ยังสหาย   อาวุโส  อีกสามท่าน

                                ทหารหาญ    ส.สมศักดิ์   ผู้แจ่มใส

                                มีรอยยิ้ม  อิ่มมิตรภาพ  ประทับใจ

                                จะลุยน้ำ   ลุยไฟ  ไม่ครนา

                                                ส.สมหวัง   พูดน้อย  แต่ต่อยหนัก

                                กำลังหลัก  ของเตสอง   ป้องภูผา

                                พร้อมร่วมรบ   รุกรับ  ทัพยาตรา

                                อยู่แนวหน้า   ถาโถม   จู่โจมตี

                                                อีกหนึ่ง ส.   ส.สายันห์   คนบ้านถิ่น

                                ชาวลาวเทิง   ผู้ทำกิน   อยู่ที่นี่

                                ถูกรังแก  ทุกข์ระทม   ทบทวี

                                จึงเข้าป่า  เพื่อศักดิ์ศรี  เสรีชน

                                                ผู้เชี่ยวชาญ  การตระเวน  เห็นสภาพ

                                สืบเสาะข่าว   จากพื้นราบ  ทั่วทุกหน

                                รอบที่มั่น   ฐานกำลัง  ประชาชน

                                กำลังพล    จึงมั่นใจ   ไม่ทดท้อ

                                               

                บางวันมี  สหายมา  จากเขตน่าน

เดินทางผ่าน  เพื่อทำงาน  เขตรอยต่อ

เตสองสู่  ภูลังกา  ไม่รั้งรอ

เพื่อถักทอ อุดมการณ์  กันต่อไป

                ไม่ทันไร  เหล่าสหาย  จากเขตเจ็ด

เตรียมเบ็ดเสร็จ  สู่แนวหลัง  อันกว้างใหญ่

มุ่งขึ้นเหนือ    เพื่อศึกษา   ศิลปชัย

นัยว่าไป   เติมเต็มค่า  วิชาการ

                ได้พบปะ  ส.แทนไท  ส.ใบไม้

สหายดวง   บ.ก.ใหญ่  ได้ผันผ่าน

สหายเจียง  หน่วยศิลป์  หลายเขตงาน

คอยบริการ  ฉายหนัง   นั่งกลางแปลง

                แม้เรื่องราว   ชาวเตสอง  ไม่หวือหวา

แต่เวลา  ผ่านเลยไป  ไม่แห้งแล้ง

มากสีสัน  หลากหลาย  ใต้ธงแดง

ก่อนลมแรง  จะพัดมา  น่าตื่นใจ

 

top

10.  แนวหลังสะเทือน

............................................................................

                คำสั่งให้  เรามุ่งหน้า  สู่น้ำโขง

เพราะใยโยง   ซับซ้อน  ที่ซ่อนไว้

ความสัมพันธ์  เปราะบาง  เลือกข้างใคร

ตัดสินใจ  อย่างไร   ให้เด่นชัด

                เรื่องราวเริ่ม  จากเวียดนาม   ข้ามแดนเขต

ยึดประเทศ  กัมพูชา  มุ่งกำจัด

เขมรแดง  ถอยร่น  อย่างรวบรัด

การปฏิวัติ   ยืดเยื้อ  เกลือเป็นหนอน

                อ้ายน้องเวียด  มีน้องลาว  เข้าเกื้อหนุน

ชุลมุน   เปิดประเด็น  เห็นกระฉ่อน

แผ่นดินใหญ่  แผ่นดินจีน  จึงเดือดร้อน

ความขัดแย้ง ตะลุมบอน  ร้อนเป็นไฟ 

                ด้วยเหตุใด  เกินกว่า  จะกล่าวอ้าง

ผลสะเทือน  ลงสู่ล่าง   ทางตอนใต้

การเคลื่อนพล  จากชายแดน  กลับเมืองไทย

ปรากฏการณ์   ครั้งใหญ่   ในสงคราม

                ภารกิจ   เตสอง   ต้องประสาน

ดำเนินการ   รับส่งคน   ทั่วเขตขาม

ผ่านน้ำโขง  เข้าแดนลาว  ข้ามเขตคาม

ก้าวติดตาม  สู่แดนไทย  ให้ทันการณ์

                ทีมเราต้อง   เช่าเรือล่อง  ท่องน้ำโขง

เห็นเรือโยง  เรือพาย  มากมายผ่าน

สู่ปากแบ่ง   แหล่งชุมนุม  ชุมชนงาน

เพื่อรับคน  สิ่งของผ่าน   จัดสรรมา

                ผ่านน้ำโขง  นึกถึงคำ  ทางน้ำของ

ยามเหลียวมอง  สองฝั่ง  คอตั้งบ่า

เห็นผู้สาว  เจ้าหาบน้ำ  ตามทางมา

จากตีนท่า  ลื่นลู่  ดั่งถูเทียน

ไหล่ก็ลู่   ดูไหวไหว ไปทั้งร่าง

แต่ละย่าง  ก้าวนั้น สั่นถึงเศียร

อันความทุกข์  มากมาย หลายเล่มเกวียน

 ก็วนเวียน  อยู่กับของ   สองฝั่งชล

            นับเดือนผ่าน  การเคลื่อนย้าย  ค่อยคลายผ่อน

อุปสรรค   ทุกขั้นตอน   จรผ่านพ้น

แนวหลังปิด  สนิทแล้ว  บอกทุกคน

ต่อแต่นี้    ต้องพึ่งตน   พึงเข้าใจ

การเปลี่ยนแปลง  แผลงสู่  ความปวดร้าว

                         แต่หนทาง  ย่างก้าว   นั้นยิ่งใหญ่

                         ยิ่งมุ่งหน้า  ทายท้า  ยิ่งเร้าใจ

                         อนาคต  กำหนดได้   ด้วยมือเรา

 

top

11. ลาก่อน...  ออนซอนเด เตสอง

 

                                                แล้วลมหนาว  จากราวฟ้า  มาทายทัก 

                                นำความรัก  มาโปรายปราย   ในขุนเขา

                                ดวงตะวัน   ทอแสง  แห่งวัยเยาว์

                                ภูผากอด   ทอดเงา   ในวาวตา

                                                สหายม้ง  ตื่นแต่เช้า  ชวน..มาเถอะ

                                ช่วยย่ำครก    ช่วยแบกเป๊อะ    ออกหุงหา

                                ประชาชน   ออกสู่ไร่  ไปทุ่งนา

                                วันเวลา    เคลื่อนไป   ไม่หวนคืน 

                                                คือภาพแห่ง   ความทรงจำ   ความงามแท้

                                สันติสุข    คลี่แผ่   ทุกแผ่นผืน

                                คือเมืองแก้ว  อุดมการณ์   ทุกวันคืน

                                เธอและฉัน  จะมั่นยืน   ตลอดไป

                                                แต่ก็เป็น  เพียงภาพ  ในความฝัน

                                ช่วงแห่งสุข   แสนสั้น    ฤาไฉน

                                เมื่อแนวทาง    เปลี่ยนแปลง    โลกเปลี่ยนไป

                                ด้วยยุทธการ   ไทยปราบไทย   ในปีนั้น 

                                                ฐานที่มั่น  ไม่อาจมั่น  มลายสูญ

                                ความอาดรู   ความอาลัย   ไม่อาจกลั้น            

                                แตกกระสาน  ซ่านเซ็น  ไม่เห็นกัน

                                ตั้งความหวัง  ว่าสักวัน  จะหวนคืน

                                                คืนกลับมา  ซับน้ำตา  ให้ป่าเขา

                                คืนกลับมา   ให้ลำเนา  หยุดสะอื้น

                                คืนกลับมา    หามิตรแท้  ที่ยั่งยืน

                                คืนกลับมา   เพื่อหวนคืน   ความสัมพันธ์

                                                ออนซอนเด  เตสอง  ล่องน้ำสาว

                                ภูลังกา   เหยียดยาว   ยั่วไฟฝัน

                                ภูผาจิ   ตั้งตระหง่าน  อยู่อย่างนั้น

                                ภูผาช้าง  ตั้งเคียงกัน  ตลอดไป

                                                จาก เขตเจ็ด  เปลี่ยนเป็น  สันติสุข

                                ทั้งสุขทุกข์    ยังเวียนวน   คนรุ่นใหม่

                                แต่เอาเถิด   ที่เกิด  เป็นคนไทย

                                ภาคภูมิใจ ในตำนาน  อันยืนยง

                                                ไม่มีใคร  มาเปลี่ยนแปลง   ประวัติศาสตร์

                                ที่ขีดเขียน  อย่างองอาจ   อย่างสูงส่ง

                                การเสียสละ   ของมิตรสหาย   จะธำรง

                                และมั่นคง  ในใจเรา   ตลอดกาลฯ

 

top

ขับโคลง   ห่อกลอน : มนตราแห่งป่าดอย

""""""""""""""""""""""""""""""""โดย ทองอิน มาบชะอำ

                                ใครหนอใครเข้าใจ         แจ้งประจักษ์

                ตระหนักแท้ถึงมิตรรัก                     ร่วมสมัย

                ไฟฝันอันฟูมฟัก                            จักรวาล  โลกแล

                เก็บดินหินตระการไว้                      คู่โลก  ตลอดกาลฯ

 

                                เสียใจฤาเสียใจ            จำจาก    เจ้าเอย

                บ่เทียมทุกข์ไหลเชี่ยวกราก             สู่หล้า

ประชาทนทุกข์ยาก                           ยิ่งแล้ว  ผองเพื่อน

เชิญเจ้าร่วมวิญญาณกล้า                    ร่วมก่อ  อุดมการณ์ฯ

 

                ปีนป่ายขึ้นภูผา                 ผ่องทิพย์

หวังคว้าดาวพรายพริบ                        เบื้องหน้า

มุ่งสู่โลกแลลิบลิบ                             เบื้องล่าง

เปิบกินกันทั่วหล้า                              เอมอิ่ม ยิ่งเอยฯ

 

                สหายพลันร่วงลงลับ          ต่อหน้า 

มิถึงฝันอันเจิดจ้า                              เจ้าฝัน   

กอบดินลงปิดตา                               หลับเสีย  เถิดเอย

ปล่อยให้โลกผ่านผัน                          ผ่านพ้น ยุคสมัยฯ

                ร่ายโคลงประดับไว้             ให้เพื่อน

ร่ายกลอนไว้คอยเตือน                        สติมั่น

ร่ายมนต์อย่าแชเชือน                          มิตรแท้  สหายเอย

ร่ายรักไร้ขีดคั่น                                  คืนแด่  ป่าดอยฯ

 

                                                                      พฤศจิกายน 2549

 

ลมหนาวดาวเหนือ

มาฟังเพลง

เรื่องบันทึก /main menu / new update //

top