Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

เรื่องเล่า จาก ส.เอียบ...ผมก็เข้าป่าวันตรุษจีน

วันตรุษจีนปลายเดือนกุมภาพันธ์ปี 2520 คือวันที่ได้ออกจากบ้าน เป็นการออกจากบ้านไปต่างถิ่นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ตีตั๋วนานถึง 10 ปี

คืนวันตรุษจีนได้นัดหมายเพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกันมาแต่เด็ก และยังไปมาหาสู่กันเสมอไปนั่งกินเลี้ยงที่บ้าน เพื่อนเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อนที่มีหัวก้าวหน้า แต่ยังเป็นมิตรที่ดีอยู่เสมอ ไม่ก้าวหน้าแต่ใช้ให้ไปลากรถครัวทานมาเป็นเวทีให้วงกรรมาชนเล่นที่ประตุเชียงใหม่ก็เคยช่วยกันมาแล้ว

คืนนั้นเรากินและเล่นดนตรีร้องเพลงกันอย่างเต็มที่ ทุกคนไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่เราจะออกจากบ้านไป ไปนานแสนนาน เพื่อนๆ ทุกคนก็ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติอันนี้

เช้าของอีกวันในขณะที่เพื่อนหลายคนที่มากินเลี้ยงและถือโอกาสนอนค้างที่บ้านยังไม่ตื่น เราก็คว้ากระเป๋าออกบ้านอย่างไม่ลังเล พยายามปลอบใจว่าได้ให้เพื่อนๆ หลายมาอยู่เป็นเพื่อนแม่แล้ว อีกทั้งยังได้ฝากเพื่อนที่เป็นนักเคลื่อนไหวอีกหลายคนไว้ให้คอยดูแลแม่ ซึ่งตอนหลังเรามาทราบว่าพวกเขาเล่นมาเช่าบ้านของเราที่อยู่ด้านหลังกันเสียเลย และที่นั่นก็กลายเป็นสถานีให้ทั้งงานในเมือง ทั้งการติดต่อระหว่างเมืองกับป่าอยู่หลายปี มีคนผ่านมามากมาย แต่ในนั้นไม่มีเรา ไม่มีทั้งข่าวสารที่จะระแคะระคายไปถึงหูแม่ของเราได้ว่าความจริงพวกเพื่อนนักศึกษาที่มาเช่าบ้านอยู่ข้างหลังนั้น คือพวกที่รู้ความเป็นไปเป็นมาในเวลานั้นทั้งนั้นอยู่ไม่น้อย แต่เนื่องด้วยการที่ต้องปิดลับของงาน เรื่องนี้จึงกลายเป็นความลับ จนวันที่แม่จากไป ก็ไม่ได้รู้ว่าพวกที่อยู่หลังบ้านคือใครกันบ้าง

วันที่เข้าป่าเราจำรายละเอียดได้เกือบหมด จำไม่ได้ตอนเดียวว่าตอนเราออกจากบ้านเมื่อ 6 โมงเช้าเราเดินไปขึ้นรถที่ไหน แต่จำได้ว่าไม่น่าจะห่างจากบ้านมากนัก มาพยายามนึกดูก็น่าจะไปขึ้นแถวประตูท่าแพนั่นแหละ สมัยนั้นประตูท่าแพยังมีถนนผ่ากลางไม่ใช่เป็นข่วงขวางทางอยู่อย่างนี้

รถที่เราไปขึ้นคือรถจี๊บแลนด์โรเวอร์ และพบว่าคนขับคือเพื่อนนักเรียนร่วมโรงเรียนเดียวกับเรา แต่ได้ออก "เข้าป่า" ไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาใหม่ ปรากฏว่าเวลานี้เพื่อนกลางเป็นคนรับส่งคนเข้าป่าคนสำคัญไปแล้ว อาจเพราะขับรถยนต์ได้และมีความกล้าหาญ คนๆ นี้เป็นคนเดียวกับในบันทึกของ ส.ดวงที่ว่าชื่อ ส.พร้อม ที่เป็นคนรับส.ดวงและลูกๆ เข้าป่า ความจริง ส.พร้อมก็ยังอยู่ในแวดวงของพวกเรา แม้จะไม่ได้พบกันโดยตรง แต่ยังได้ข่าวสาร ได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของมิตรสหายอยู่เสมอ

ส่วนอีก 3 คนที่นั่งรออยู่บนรถ ก็เคยรู้จักกันมาก่อน คนหนึ่งคือรุ่นพี่คณะแพทย์ปี 2 ที่ต่อมามีชื่อว่า ส.คำปัน อีกคนหนึ่ง ส.ศรัทธา ที่นามสกุลจริงเท่ระเบิด เพราะปู่เป็นชาวต่างประเทศ มีนามสกุลว่า "ไวท์สสโตน" จึงแปลงมาเป็นนามสกุลไทยๆ โดยเลียนเสียงเดิม ส.ศรัทธา มีพี่ชายเป็นนักบินขับ โอวีสิบ อยู่ที่กองบินเชียงใหม่ด้วย ส่วนอีกคนหนึ่งตัวดำๆ ผอมๆ สูง ท่าทางคล่องแคล่วคือ ส.นคร
.......................................
แต่ในรถพวกเราก็นั่งกันเงียบๆ แม้จะอยากคุยกับเพื่อนที่มารับว่าห้าหกเดือนที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง แต่ดูเหมือนเพื่อนจะสั่นหน้า บอกเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องถามอะไรมาก อยากจะถามว่าจะไปที่ไหน ก็ดูเหมือนไม่มีใครอยากพูดและอยากถามจึงนั่งมองหน้ากัน จากนั้นเส้นทางก็เริ่มคุ้นเคยเพราะวิ่งไปทางลำปาง ที่ว่าคุ้นเคยเพราะเราก็เคยทำหน้าที่รับคนจากลำปางมาส่งที่เชียงใหม่อยู่หลายครั้งเหมือนกัน

บันทึกของ ส.เทิดทำให้เราจำได้ว่ารถของพวกเราได้เลี้ยวเข้ากว๊านพะเยา รับพี่มนัสมาเป็นคนสุดท้าย เวลานั้นเราก็แปลกใจมากว่าเอทำไมพี่มนัสจึงเพิ่งมาเข้าป่าพร้อมเรา มารู้ภายหลังว่าพี่ได้สร้างวีรกรรมบุกเข้าฐานที่มั่นเขตแปดเอง แล้วลงหมู่บ้านผิดเลยต้องไปกินข้าวฟรีในศูนย์การุณยเทพเสียหลายเดือน

เพื่อรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งผ่านไปรับพี่มนัส เมื่อคืนกลับจากน่าน วิ่งผ่าน อ.บ้านหลวง-เชียงม่วน ผ่านจุดที่พวกเราเดิน-วิ่งข้ามทางรถ กลับมานั่งกินปลาเผาอยู่ริมกว๊านพะเยา เมื่อคืนเป็นคืนวันศุกร์ริมกว๊านคึกคักมาก แต่ไม่มีแสงไฟอะไรในกว๊านเลย หลายคนบ่นว่าน่าจะไปยืมไฟแถวเชียงใหม่ที่กำลังสว่างไสวกันทั้งเมืองมาติดให้กว๊านพะเยาบ้าง ระหว่างนั่งกินปลาเผาก็ได้เวลาเอเอสทีวี สนธิลิ้มทองกุลพอดี ปรากฏว่าร้านค้าแถวนั้นเปิดดูกันทุกร้าน จนทำให้เรารู้สึกแปลกๆ เหมือนกันว่าเอ แถวนี้เดิมมันเป็นถิ่นของนายยงยุทธ ไม่ใช่หรือ แต่ถามชาวบ้านว่าดูกันมานานหรือยัง เขาบอกว่าดูกันมาแต่แรกแล้ว ทำให้ได้รู้อะไรมากขึ้นอีกหลายอย่าง ดังนั้นที่ว่านายยงยุทธคุ้มพื้นที่นั้นนี้ได้หมด อย่าไปเชื่อเอามากเหมือนกัน

ตกลงคณะที่ไปร่วมกัน ส.เทิด ก็มี 5 คน ผม ส.คำปัน(หมอ) ส.ศรัทธา (มช. ตอนนี้เป็นครู) ส.นคร (ตอนนี้เป็น ดร.) จากนั้นรถคงวิ่งไปตามเส้นทาง อ.ดอกคำใต้ แล้วคงไปเป็น อ.จุน และปง แต่ไม่ได้ตัดขึ้นผาจิได้อย่างสะดวกใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเหมือนตอนนี้ รถคงพาเราลงใต้ผ่านเชียงม่วนไปสู่อำเภอที่เราคุ้นเคยคือ อ.สอง และตำบลสะเอียบที่เคยมาออกค่ายอย่างน้อยสองครั้งที่นี่

แล้วรถก็เลี้ยวเข้าแยกบ้านนาหลวง ก็เป็นจุดที่เราคุ้นเคยอีกเหมือนกัน ตอนนั้นชักตื่นเต้นว่า ทปท. อยู่แถวนี้หรือ เพราะตอนเรามาออกค่ายครั้งสุดท้ายเมื่อหน้าร้อนปี 2519 ไม่ได้ระแคะระคายอะไรแถวนี้ รู้อยู่แต่ว่าอยู่เหนือขึ้นไปทางทางเชียงม่วน

แล้วรถก็วิ่งเข้าชายป่าไปนิดหนึ่งก็หยุดลง คนแรกที่โผล่ออกมารับคือ พี่อี๊ด ไกรวุฒิ ซึ่งตอนหลังทราบว่าชื่อส.มีชัย พี่อี๊ดเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แต่แกใส่ชุด ทปท.ไม่เท่เลย พอแกไม่จัดทรงให้ดี กางเกงก็ดูรุ่มร่าม แถมหมวกทปท. แกก็ไม่ดึงให้เต็มศีรษะ แต่วางแบนๆ อยู่บนหัวเท่านั้น พี่อี๊ดโผล่ออกมาพร้อมกับถึอระเบิดลูกเกลี้ยงในมือ คงกะว่าหากมีการซุ่มหรือไล่ตามจะได้ปาลูกเกลี้ยงเข้าสกัด

แต่ ทปท.คนที่สองนี่สิที่ทำให้เราทึ่ง เพราะหน้าตาขาวหมดจด ดูสะอาดสะอ้าน รูปร่างสันทักแข็งแรง ทำให้นึกถึงหน้าปกของหนังสือเอเชียเมื่อปีก่อน ที่เคยลงรูปหน้าทหารจีนติดดาวแดง จนเรานึกขึ้นมาเล่นๆ ว่าสงสัยคนนี้แหละที่เขาไปถ่ายลงหน้าปก

สหายคนนี้ชื่อ สันทัด สมชื่อตามความทะมัดทะแมงคล่องแคล่วของเขา ในคณะของเราและอีกหลายๆ ครั้ง เขาเป็นคนนำทาง เดินหน้าสุดอยู่เสมอ เป็นที่น่าเสียดายที่เขาต้องเสียสละไปเมื่อครั้งเครื่องบินโอวีสิบทิ้งบอมบีลงที่นาพร้อมกับสหายอื่นๆ อีก 5 คน

ส่วนอีกคนหนึ่งรูปร่างผอมแต่แกร่งมาก เป็น ส.ม้ง ชื่อผู้กองทวี นัยน์ตาของแกแกร่งและเด็ดเดี่ยวมาก เคยสร้างวีรกรรมที่หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับต้องลงเรื่องราวมาแล้วเหมือนกัน

ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น ส.ใต้ ชื่อจำได้ไม่ชัดแล้ว จะเป็น ส.โย ใช่หรือไม่ ส.คนนี้เป็นคนปิดท้าย แต่รับภาระ "แสบ" ที่สุด เพราะแกต้องทำหน้าที่เป๊อะปี๊บน้ำมัน สมัยนั้นยังไม่มีแกลลอนพลาสติกกระมัง ไอ้ปี๊บนี่มันก็ผนึกไม่สนิท น้ำมันจะคอยซึมออกมาที่รอบๆ ฝาตลอดเส้นทางการเดินทาง ทำให้น้ำมันออกมาปนกับเหงื่อที่ข้างหลังเสื้อของแกเต็มไปหมด อันนั้นก็พอทำเนา แต่พอเดินไปมากปี๊บก็เสียดสีหลังทำให้เป็นแผลไปหมด แต่แกก็อดทนมาก พอถึงที่พักก็จะเอาเสื้อมาบิดเอาเหงื่อปนน้ำมันออกทีหนึ่ง

ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือเฒ่าไม้เท้าบิน "พลาศรี" เพราะแกตัวเล็กๆ พูดเสียงดัง ถือไม้เท้าอันหนึ่ง พอจับไม่เท้าได้ตัวแกก็ลิ่วไปเหมือนกับบรรดายอดฝีมืออาวุโสในนิยายกำลังภายในเลยทีเดียว

พอคณะของเราจัดข้าวของพร้อมจะเดินเข้าป่าไป ก็มีคณะของชายฉกรรจ์หลายคนเดินไปแถวลงมาด้วยความทะมัดทะแมง ที่ต้องเรียกอย่างนั้นก็เพราะภาพที่เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะพวกเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยเข้มแข็ง แข็งแรง ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ คนที่เห็นและจำได้ทันทีคือพี่เติบ ที่คาดผ้าขาวม้าอยู่ที่พุงตามเคย ตามมาติดๆ ก็พี่เจ และดูเหมือนจะมีพี่ยอด หรือวีระศักดิ์ ยอดระบำด้วย พวกเขาเดินไปขึ้นรถแทนที่พวกเราอย่างรวดเร็ว ทราบคร่าวๆ ว่าพวกเขากำลังจะเดินทางไปยังเขตใหม่ ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ที่แท้ก็อยู่แถวๆ ปลายจมูกของเรานี่เอง

เดี๋ยวมาเล่าต่อ.....

หมายเหตุ บก.2519me : สงกะสัยจะบ่ได้มาเล่าต่อซะหละมั๊ง""เนิ่นนานป่านนี้แล้วนิ"""""22 Sep. 2007

เพื่อมวลชน

เรื่องบันทึก /main menu / new update //