Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

กลั่นจากวามทรงจำ

โดย

ส.เทอด

"จงสร้างบทเรียน เรียนรู้จากบทเรียน หมั่นสรุปบทเรียน ยกระดับบทเรียน ถ่ายทอดบทเรียน"

 

 

 

 

ตอนที่ ๕

ชีวิตในเขตงานใหม่ 7/2 ตอนบน

 

 

 

**เตรียมเดินทางขึ้นเขตงานใหม่ เขต 20 ดอยลังกา น้องใหม่ของเขต 8/1

 **มารู้จักเขตงานใหม่ -มวลชนเราอยู่ไหน

**สนุกกับงานวันแรก สำรวจพื้นที่เขตงานใกล้ๆ

**หวนรำลึกถึงการเตรียมเขตจรยุทธ์ สร้างฐานที่มั่นในป่าพื้นที่ขาว 7 แห่ง -ปฏิวัติบนแผนที่

**สองทิศทาง สองยุทธวิธี -การขยายงานเพื่อการต่อสู้ด้วยอาวุธในภายภาคหน้า

**สำรวจเทือกดอยตะวันออก -ธรรมชาติสวยงามเจอชาวบ้านครั้งแรก

 *สำรวจเทือกเขาฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือแนวตะเข็บระหว่างแดนเชียงรายลำปาง -ทุ่งนาสวยที่สุดเท่าที่เห็นมาในชีวิต

 **สำรวจเทือกดอยตะวันตก –มองเห็นหมู่บ้านมวลชนของพวกเราแล้ว ไกลลิบๆโน้น

 **สำรวจพื้นที่เขตงาน 18 ของเขตงานน้องใหม่ 8/1 –ที่นี่แหละต่อไปจะเป็นฐานงานหลักของเหล่าสหาย 8/1

 **สำรวจเขตพื้นที่เขต 13 แถบบ้านธิ สันกำแพง เข้าใกล้เขตงานใหม่ 7/2 มากขึ้นแล้ว

**วางแผนจัดกำลัง –วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของเขตงานใหม่ 8/1

**งานมวลชนมีอุปสรรค –ปัญหาความน่าเชื่อถือระหว่างชาวนากับนักศึกษา สะท้อนวัฒนธรรมวิถีชุมชน ชั้นชนในชนชั้น

**ลงงานมวลชนครั้งแรก ในเขตงานใหม่ 8/1 -คันเกือบตาย เจอกันที่เถียงนาดีกว่า

 **เตรียมการต้อนรับเยาวชนมังกรน้อยรุ่นที่สองของงานโครงงานชาวนาในสถานการณ์ที่ปฏิวัติ -ลูกหลานร่วมชนชั้นมาร่วมปฏิวัติด้วยแล้ว

**อาลัยสหายพ่อหลวงศรีทน ยอดคันทา –ธงชัยผืนใหญ่อีกผืนหนึ่งของสหพันธ์ชาวนา เหนือดินแดนถิ่นลานนา

**บาทเดียวในคืนปีใหม่ -อมิตรยังไม่เลิกลา เกือบติดคุกอีกครั้ง

**โดดเดี่ยวบน “ภูผาชัน” -เขตงานใหม่ 8/1 เริ่มเสียลับ

**อำลาเขตงานใหม่ 8/1 -คืนนั้นที่ฐานดอยแม่ตะไคร้ เขต 18

 

 

 

**เตรียมเดินทาง ขึ้น เขตงานใหม่ เขต 20 ดอยลังกา น้องใหม่ของเขต 8/1

เมื่อลงจากฐานที่มั่นผาจิ เราไม่ได้ไปที่เขตงานใหม่ทันที แต่กลับไปที่กรุงเทพพร้อมกับ ส.ชิงชัย และสหายอีก 2-3  คน ไปพักอยู่แถวๆ ถนนพระรามสี่ ใกล้ท่าเรือคลองเตย เราไม่รู้ว่าเป็นบ้านใคร มีสหายพักอยู่ 2-3 คน สหายเค้าให้เรามาทำฟันใหม่และทำคอนแทกเลนซ์

ตอนอยู่ที่เขต 7 สหายเอาเนื้อช้าง ซึ่งไม่รู้ได้มายังงัย เอามาให้กิน ไอ้ความตระกะ รีบงับแล้วฉีก ได้ผล เนื้อช้างไม่ขาดแต่ฟันหน้าเรา หักสองซี่แทน (สมน้ำหน้า) เราได้ไปทำฟันปลอมที่ร้านหมอ ซึ่งเป็นร้านของ พี่ชายสหายxx (จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว เป็น ผปง. โครงงานชาวนาทำงานมาด้วยกัน เป็นนักศึกษา มช. เป็นคนใต้)

อยู่ที่นี่ หลายวัน วางแผนการจัดเตรียมข้าวของ ที่จำเป็นต้องใช้ในเขตงานใหม่ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะไปเขตงานไหน เราเสนอให้ ส.ชิงชัย ช่วยจัดเตรียมทำ ชุดอยู่ป่า ประกอบด้วย เปลที่ทำจากผ้าร่ม ดัดแปลงให้เป็นทั้งเปลผูกนอน และเป็นถุงนอนไปในตัว (เบา เหนียว พับได้ง่าย เหลือเล็กนิดเดียว เหมาะสำหรับพกพา) มีดป่า แบบสหายม้งใช้กัน (ตีจากแหนบรถ ทนเหนียว) รองเท้ายางรถยนต์ พักอยู่ 4-5 วัน ก่อนจะออกจากกรุงเทพ ได้ข่าวว่า พ่อหลวงปัน บ้านร้องอ้อ ถูกลอบยิงมาพักรักษาตัวที่กรุงเทพ จัดตั้งอยากให้ขึ้นฐานที่มั่นจะปลอดภัยกว่า แต่พ่อหลวงไม่อยากขึ้น ห่วงทางบ้าน ส.ชิงชัย ให้เราไปพูดกล่อมพ่อหลวง เพราะเราสนิทกับพ่อหลวงมาก พูดคุยอยู่ค่อนวันพ่อหลวงยอมขึ้นฐานที่มั่น (หลังจากนั้นไปไหนต่อ เราไม่รู้ข่าวเลย จนช่วงปลายปี 23 พ่อหลวงกลับเข้าหมู่บ้าน เมื่อศัตรูร้ายมีอันเป็นไปแล้ว)

ขบวนรถสองคันออกจากกรุงเทพขึ้นเหนือ คันนึงบรรทุกคน อีกคันบรรทุกของ ตามกันมาห่างๆ เพื่อความปลอดภัย ใกล้ค่ำ เดินทางมาใกล้ปากทางดอยสะเก็ดที่จะขึ้นดอยนางแก้ว มีสหายอีก 6-7 คนมาสมทบด้วย รถวิ่งมาเส้นทางดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน ถึง สันดอยนางแก้ว เขตแบ่งจังหวัดเชียงใหม่กับเชียงราย ตรงนั้นมีศาลเจ้าพ่อดอยนางแก้วอยู่ด้วย คนลงของลงโดยไว รีบเดินขึ้นเนินสูงไม่ไกล เพื่อไม่ให้รถที่ผ่านไปมาเห็นพวกเรา รีบจัดแจงเอาของลง เป้....

เป้ เป็น กระสอบปุ๋ยเอามาดัดแปลง ผูกปมที่ท้ายสองข้าง เอาปลายผ้าขาวม้าผูกไว้ คล้องขึ้นมาที่ปากถุงพับทับผ้าขาวม้า เอาเชือกมัดอีกที เป็นเป้จรยุทธ์อเนกประสงค์ได้เลย และที่สำคัญชาวบ้านที่เข้าป่าหาของป่าแถวนี้ ก็ใช้แบบนี้

แจกจ่าย ปืนพก และ ปืนลูกซองที่เอามาด้วย เราได้ปืนพกเหน็บไว้ที่เอว มี ไฟฉายคนละอัน เสร็จสรรพ ก็เดินพาเหรดขึ้นสันดอย มุ่งขึ้นสู่ดอยลังกา เขตงานใหม่ 8/1 ดอยสะเก็ดทันที (ตอนนั้นเราเข้าใจว่าเป็นเขต 8/1 เหตุผลเดียวอธิบาย)

ทีมทีนำพวกเราขึ้นดอยมี 3 คน พวกเราอีก 8-9 คน เดินตามกันมา ทีมนำ เป็น สหายที่มาสำรวจเตรียมงานที่นี่ล่วงหน้าแล้วหลายเดือน สหายผู้บุกเบิกเส้นทางให้พวกเรา ที่แท้ ก็คือ หน่วยกองกำลังป้องกันตนเองของสหพันธ์ชาวนาฯ อำเภอดอยสะเก็ดและสันกำแพงนันเอง (เป็นหน่วยป้องกัน พ่อหลวงศรีทน ยอดคันทา กับ พ่อบุญศรี ขันตี แห่งอำเภอสันกำแพง ที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 3) บัดนี้ จากเยาวชนอ่อนเยาว์กลายมาเป็นหนุ่มฉกรรจ์ทหารแห่งกองทัพปลอดแอกแห่งประเทศไทย อายุ 20-23 ปี ที่กระฉับกระเฉง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ลงมาจากเขต 8 ดอยยาวได้ไม่นาน สหายเหล่านี้แหละคือ สหายรุ่นบุกเบิกของ 8/1 ที่แท้จริง

เส้นทางที่พวกเราเดินขึ้น (ขึ้นจริงๆ ชันมาก แทบจะไม่เคยเดินบนสันเขาที่ราบเรียบเลย) ผ่านดงไม้ไผ่ที่หนาทึบ ใช้เวลาหลายชั่วโมง สี่ทุ่มกว่า จึงจะได้พักบนสันเขาที่พอจะมีที่ราบแคบๆ มีต้นเกี๊ยะขึ้นอยู่เต็มไปหมด ได้ดื่มน้ำ พักพอสบายๆ แล้วก็เดินต่อ ท่ามกลางความมืดมิดแต่กระจ่างด้วยแสงดาวที่แพรวพราวระยิบระยับพาดยาวอยู่เต็มท้องฟ้า เดินขึ้นดอยกันต่อ เดินไปบางที่ก็หลงกันไปหลงกันมา สองข้างทางมีต้นไม้หนาทึบ อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่พวกเราเหงื่ออกเต็มกาย ฝ่าพงหญ้าและดงหนามไม้เลื่อยมาตลอดทาง ดูจะเป็นเส้นทางใหม่ ที่สหายเพิ่งจะลุยกันมาครั้งสองครั้ง สหายเหล่านี้ แต่ไหนแต่ไร ก็ไม่เคยคิดจะเดินป่าเดินเขา เพราะชีวิตอยู่แต่ในทุ่งนามาตลอด แต่ด้วยความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยดินแดนถิ่นเกิดที่อยู่ข้างล่าง สหายเหล่านี้จึงอาสามาเป็นหน่วยแนวหน้าทำหน้าที่สำรวจพื้นที่ป่าเขาแถวนี้ ทั้งๆที่ไม่เคยขึ้นมาก่อนเลย เตรียมการรอรับพวกเราและอีกหลายชุดที่เดินทางตามมา

เที่ยงคืนกว่าแล้ว พวกเรามาถึง ดอยลังกา สูงจากระดับน้ำทะเลพันเก้าร้อยกว่าเมตร มี ลานโขดหินกว้าง ลำห้วยน้อยๆ ไหลผ่าน นี่คือ ต้นน้ำสายหนึ่งของแม่กวง นันเอง พักกินข้าวเย็นกันที่นี่ แล้วเดินทางขึ้นไปต่อ จนถึงยอดดอยแม่โถ ห่างไปอีกสักห้าหกกิโล เป็นยอดดอยที่แบ่งเขตจังหวัด 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำปาง และเชียงราย เป็น ยอดเขาสูงที่สูงที่สุดในย่านนี้ สูงจากระดับน้ำทะเลสองพันกว่าเมตร รองจากดอยหลวงเชียงดาวไม่กี่ร้อยเมตร ซึ่งต่อมาเราเรียก เขตงาน ที่นี้ ว่า เขต 20 ดอยลังกา แห่งเขตงานใหม่ 8/1

เขตงานนี้ ภายหลังการสำรวจและจัดกำลังคนกันใหม่เกือบสองเดือน เรากับหน่วยนำที่นี่ได้แบ่งพื้นที่งานมวลชนออกเป็น 3 เขตย่อย ได้แก่ เขต 20 ดอยลังกา บางที่ก็เรียกเล่นๆ ว่า เขตสามจังหวัด, เขต 18 ดอยแม่ตะไคร้ พื้นที่เขตงานที่พุ่งลงสู่ดอยสะเก็ด และ เขต 13 ดอยบ้านธิ ซึ่งเป็นเขตอยู่ใกล้ดอยขุนตาล ใกล้เขตงานใหม่ 7/2 มากที่สุด) คืนนั้นเราพักหลับนอนอย่างเป็นสุข หลังยอดดอยนี้เอง

 

**มารู้จักเขตงานใหม่ -มวลชนเราอยู่ไหน

ตื่นเช้าขึ้นมา อย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เราว่าเราตื่นเช้าแล้ว แต่สหายผู้บุกเบิกทั้งสาม ตื่นก่อนพวกเราเสียอีก กำลังหุงต้มอาหารกันอยู่ กลิ่นหอมเชียว อาหารเช้าของพวกเรา เป็นข้าวเจ้าหุงด้วยหม้อสนามแบบทหารศัตรูเรียงกันเป็นตับ กับข้าวเป็นปลีกล้วยป่า ที่ทุบแยกเป็นชิ้นย่อยๆ ใส่เนื้อกระรอกคั่วสุก ที่สหายทั้งสาม ยิงมาได้ เมื่อตอนเย็นวาน และพริกที่เผา จนเกือบดำ เดือดปุดๆ ห้อมหอม ทำธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ตรงหุบนี้มีลานราบไม่กว้างนัก มีต้นไม้ใส่เสื้อทั้งต้นขึ้นทึบ มีสายน้ำน้อยๆ ไหลรินออกมาจากซอกเขา เอามือรองกินได้ แปรงฟันบ้วนปากเรียบร้อย (ทำได้ก็แค่วันแรกๆ ไม่กี่วัน หลังจากนั้นลืมไปเลย) พวกเราทุกคนมานั่งล้อมวงกินอาหารมื้อแรกที่สหายปรุงจากวัตถุดิบของป่าแห่งนี้ พูดคุยกันอย่างเบิกบาน

วันนั้น เราใช้ที่นี่เป็นที่ปรึกษางานกันกับ ส.ชิงชัย และ ส.อินทร ส่วน สหายผู้บุกเบิก ที่เราเริ่มจำหน้าตาได้   คือ เด็กชายแห่งดอยสะเก็ด ส.มิว (ชื่อจัดตั้งจริงๆ นึกไม่ออก) อายุน้อยกว่าเพื่อน ชอบยิ้ม เวลายิ้มเห็นฟันงามสองซี่เด่นชัด ส.นักร้อง (ชื่อจำไม่ได้อีกเช่นกัน) ชอบร้องเพลงลูกทุ่ง อยู่ที่นี่เธอได้แต่งเพลงขึ้นมาสองเพลง ใช้ทำนองเพลงลูกทุ่งเดิมที่ร้องกัน แต่ใส่เนื้อเพลงใหม่ เพลงแรก ดูเหมือนจะเป็นเพลงสดุดีพ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ คนแรกของพวกเรา เริ่มต้นว่า “พ่อหลวงอินถา พ่อจากไป มวลชนชาวนาร้องไห้…” (เสียดายเราจำเนื้อร้องไม่ได้หมด) เพลงที่สองเป็นเพลงปลุกเร้า เยาวชนหนุ่มสาวชาวนาให้ลุกขึ้นสู้ เพลงนี้ ทำนองมันมาก เนื้อร้องก็ดี แต่แย่ตรงที่เราจำไม่ได้เลย (ไม่เอาไหนจริงๆ) เราเคยคิดว่า หาทางอัดเสียงแล้วส่งไปออกวิทยุ สปท. น่าจะดี แต่ก็ไม่ได้ทำ ส่วนสหายคนที่สาม เสียใจจริงๆ เราจำได้แต่เค้าหน้าได้เท่านั้น ตอนเจอที่บ้านแสงตะวัน ในกลุ่มเยาวชนมังกรน้อย เดี๋ยวนี้ เป็นหนุ่มแล้ว ทั้งสามคน ช่วยเป็นยามระวังภัย อยู่รอบๆ ดอยแม่โถ

สหายที่ขึ้นมาด้วยกับเรา มี ส.ชิงชัย ส.อินทร และ สหายที่มาจากอำเภอพาน ทั้ง 6-7 ท่านนี้ ขึ้นมาที่นี้ เพียงเพื่อพักชั่วคราว เตรียมเดินทางต่อไป เขตงานใหม่ 8/2 พื้นที่ถิ่นเกิด มี ขอบเขตงาน กินพื้นทีอำเภอพาน อำเภอ แม่สรวย กินลงมาถึง เขต อำเภอ แม่ใจ อำเภอ เวียงป่าเป้า และ อำเภอพะเยา ด้วยเหตุนี้เราจึงรู้ว่า ที่เราอยู่เป็น เขตงานใหม่ 8/1 เพราะกำลังหลักมาจากเขต 8 แทบทั้งสิ้น ส.ชิงชัย ก็ยืนยันเช่นนั้น มี เรากับ ส. ชิงชัย ที่มาจากเขต 7

แม้ ปี 22 ตอนที่อยู่ขุนฝาง ตัวเราก็ยังขึ้น ฐานที่มั่นดอยยาว เขต 8 ไปรายงานตัวกับ สหายเล่าเต็ง เพื่อรับมอบ ภาระกิจสำคัญงานหนึ่ง ที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ กลับมาพร้อมกับ สหายอาวุโส (น่าจะชื่อ สหายเล่าล่ง ตามที่ คุณแสนไชย บอก) และ สหายเล่าเต็ง ยังสอนให้เราทำ คู่มือแปลรหัสข้อความสื่อสาร ระหว่างเราที่จะส่งรายงาน มาที่สหายเล่าเต็งด้วย (รายละเอียดการทำ รหัสนี้จะเล่าอีกทีตอนที่เราไปทำงานที่เขตขุนฝางแล้ว) ต่อเมื่อ ภายหลังที่เราย้ายไปทำงานที่ เขตงานใหม่ ที่ ขุนฝาง ซึ่งเป็น เขตงานที่ 7/3 สหายเพลิน จาก ผาจิ แจ้งว่า ที่เรากำลังทำงานอยู่ นี่คือ เขตงานใหม่ 7/2 ตอนบน มี ภาระหน้าที่ ขยายงานมวลชน จัดตั้งกองกำลังจรยุทธ์ มุ่งลงใต้เชื่อมกับ เขตงานใหม่ 7/2 เขตแม่ ขณะที่งานของ เขตแม่ 7/2 มุ่งขยายลงใต้ลงไปอีก แต่จริงๆ 7/2 ตอนบน ก็แทบจะไม่ได้ มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับเขตแม่ 7/2 เลย จึงเพื่อให้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึง ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเสียสละ ของ เหล่าสหายผู้บุกเบิกเขตงานนี้ เรายังขอเรียกเขตนี้ ว่า เขตงานใหม่ 8/1 เพื่อเป็นเกียรติ แด่เหล่าสหายที่ทำงานในพื้นนี้ ในบันทึกความทรงจำนี้ต่อไป ส่วนเขตงานใหม่ 7/1 จริงๆ อยู่ไหน.....เราไม่รู้!

สหายจาก เขตงาน 8/2 อยู่กับพวกเราสามสี่วัน ก็ลงจากดอย เดินทางไปปลดปล่อย เขตบ้านเกิดเมืองนอนของตน ส.ชิงชัย ก็ลงไปด้วย แต่ไม่รู้ว่าไปไหน ที่เหลืออยู่ มีเรากับสหายผู้บุกเบิกกันสี่คน ใช้ชีวิตร่วมกัน ในเขตนี้ เกือบหนึ่งเดือน จึงค่อยมีสหายใหม่ๆ ขึ้นมาสมทบ

ช่วงเวลาหนึ่งเดือนแรก ที่อยู่ที่นี้ เราทั้งสี่สหาย ออกเดินสำรวจสภาพภูมิประเทศ เขตที่พวกเรา จะต้องสร้างงานมวลชน และเขตจรยุทธ์ขึ้นมา ภายใต้เข็มมุ่ง ที่ต้องเปิดลับที่สุด เรารู้สึกอนาถ กับตัวเองจริงๆ ด้วยใบหน้าตี๋ๆ ซ้ำยังใส่แว่นตา มาเดินท่อมๆ สำรวจป่าเขา ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปิดลับที่สุด เฮ้อ ! ถอนหายใจใหญ่ๆ ออกมาหนึ่งเฮือก แล้วก็สูดอากาศที่สดชื่น หนาวเย็นเข้าเต็มปอด รู้สึกดีขึ้น มุ่งหน้าทำภาระกิจที่ปฏิญาณตนไว้แล้ว อย่างเต็มอกเต็มใจ

เมื่อยืนอยู่ บนยอดดอยแม่โถ ลมหนาวเย็น พัดกระหน่ำ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา ที่นี่ หนาวจริงๆ  หนาวอย่าง ไม่เคยเจอมาก่อน ถ้ายืนเฉยๆ ไม่ถึงห้านาที จะหนาวสั่นอย่างจับจิตจับใจ ดังนั้น พวกเราจึงต้องหาอะไรทำกันอยู่ตลอด (แต่จะไม่ยอมก่อกองไฟไว้ผิงเป็นอันขาด บทเรียนจากการเข้าป่าครั้งแรกที่เล่าไปแล้ว ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ) บริเวณโดยรอบมีต้นไม้ใหญ่ และ ต้นไม้คล้ายๆ บอนไซหงิกๆ งอๆ แต่ใหญ่มาก ทุกต้นล้วนใส่เสื้อดูเปียกชื้นแฉะ

ที่ว่า ใส่เสื้อ เรานึก เปรียบเทียบเอาเอง เป็นต้นเฟิน หญ้ามอสที่ขึ้นเกาะลำต้นไม้ใหญ่ทั้งต้น ดูเหมือน เสื้อสีเขียวขจี ที่นี่เมฆหมอก ลอยมาปะทะขุนเขา เอาความชื้นปนความหนาวเย็นมาอยู่ตลอด แม้เป็นเวลาฤดูร้อน ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ความหนาวเย็น ลดลงไปหน่อยเท่านั้น

จาก จุดยอดดอย หากเรายืนหันหน้าไปทางใต้ แล้ว กางมือสองข้างออก ขยับมาเป็นวงโค้ง ซ้ายมือเรา จะเป็นแนวเทือกเขายาวไกลออกไป มุ่งไปที่แจ้ห่ม ลำปาง มือขวาเรา ยิ่งเป็นเทือกเขาหน้าผาสูงชัน ยาวทอดไปทางใต้ เห็นภูเขาสลับซ้อนมากมาย สุดลูกหูลูกตา ปลายสายตาเรานั้น คือ ดอยขุนตาล ถัดไปอีกไกล คือ เขตงานใหม่ 7/2 ตรงหน้าเรา เป็นหุบเขาที่ค่อยๆ ลาดชันลง เห็นซากเครื่องบินที่พุ่งชนดอยแม่โถเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว มีไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมซากเต็มไปหมด มีเสียงระเบิดหินนานๆ ครั้ง บนนี้มีการทำเหมืองด้วย ด้านหลังเราที่เป็นทิศเหนือ มองตรงไปข้างหน้า เต็มไปด้วยขุนเขา ยิ่งสลับซับซ้อนกว่า ยาวเหยียด สุดลูกหูลูกตา ปลายสายตาเรา คือ เทือเขาผีปันน้ำ พาดผ่านขึ้นไปโอบอุ้มอำเภอพร้าว และ จรดยอดขุนฝาง เขตงานใหม่ในอนาคตของเรา!

เมื่อมอง รอบตัวเรา คำถาม  ก็ผุดขึ้นมาในใจ “มวลชนของเราอยู่ที่ไหน? อยู่บนนี้มองไม่เห็นเลย”
 

สหายผู้บุกเบิกบอกว่า “อยู่ข้างล่าง ขวามือเรา เดินทางจากดอยนี้ลงไป 12 ชั่วโมงเท่านั้นเอง !!!”

@@@@@@@@

หมายเหตุ/ส.เอียบ

แถวนั้นเรียก 8/1 ถูกต้องแล้วครับ ดูเหมือนจะเป็น เขตงานที่ทอดลงไปทางเวียงป่าเป้าเชียงราย เพียงแต่ สับสนนิดหน่อยว่าที่ ทอดมากินแดนทางดอยสะเก็ด นี่สังกัดอันไหนกันแน่ เพราะ หากลงใต้ก็ไปทางสันกำแพงทะลุบ้านธิ ข้ามขุนตาลไปห้างฉัตรแม่เลียง

ตอนนี้ภาพคงชัดขึ้น หากเอา ดอยลังกา (คนละดอยกับภูลังกาที่เตสอง) เป็นศูนย์กลาง ทางตะวันออกก็ไปทางเวียงเหนือเวียงป่าเป้า ทางใต้ก็ไปสันกำแพงบ้านธิ ทางตะวันตกก็ห้วยฮ่องไคร้ บ้านห้วยแก้ว อันนี้คงเป็น 8/1 ส่วน 7/2 คงอยู่ใต้ลงไป ห้างฉัตร-แม่เลียง-ลำพูน เรื่องเขตงานนี้ พี่เจ ยังเวียนไปเวียนมาแถบนี้เจอหน้าจะถามให้ถูกต้องอีกที

ส่วน 8/2 นั้นมีคนเล่าให้ฟังอยู่ว่า กระโดดข้ามไปชิดกับทาง อ.พาน ถิ่นเดิมของชาวนาปัญญาชนปฏิวัติ แต่หลังจาก ส.อินทร เสียไปดูเหมือนยัง ไม่มีใครขึ้นมาเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้น เพราะตัวบุคคลก็ยังได้พบกันอยู่ [จิ๊กซอว์-อีกชิ้น/-หมายเหตุ ส.ต่อ]

ส่วน ส.มิว น่าจะเป็น อ้ายน้องเริ่ม อยู่ กองร้อยหกเขต 7 เหมือนกัน ตอนนี้ ยังเป็น แอคทิวิสต์คนสำคัญ ของ แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ

เส้นทางขึ้นดอยลังกาตอนนี้สะดวกอยู่ ก่อนขึ้นสันดอยนางแก้วจะมีร้านขาหมูภูเก็ตอันแสนอร่อย ให้แยกเข้าไปทางนั้น จะแวะกินขาหมูก่อนก็ได้ ทางจะลาดชันผาขึ้นเขา ไม่นานก็จะถึงหมู่บ้านหนึ่งที่เห็นยอดดอยลังกาข้างหลังชัดเจน สองสามปีที่ผ่านมาก็มีการโปรโมทเดินขึ้นยอดดอยลังกา จากจุดนี้ไปใช้เวลาเดิน 3-4 ชั่วโมง (น้อยกว่าที่สมัยนั้นบอกว่า 12 ชั่วโมงมาก อาจเพราะตอนนั้นเป็นงานปิดลับและป่าอาจใหญ่อยู่) เคยถามชาวบ้านว่าเมื่อก่อนเคยขึ้นไปหรือเปล่า ชาวบ้านจะตอบทันทีว่าเมื่อก่อนไม่มีใครกล้าขึ้นไปเพราะมี พวกทหารป่า อยู่ (ไม่ยักกะเรียก ผกค. แฮะ) ฟังสุ้มเสียง หากไม่เรียกเราว่า ผกค. แต่เรียกเป็น พวกทหารป่า บ้าง พวกคอมมิวนิสต์ บ้าง แบบนี้น่าจะเคยเป็นมวลชนของเรา

เส้นทางตอนนี้หากมุ่งลงใต้ก็จะไปสู่อำเภอแจ้ซ้อนของลำปาง มีน้ำพุร้อนและน้ำตกที่มีชื่อ คือ น้ำตกแจ้ซ้อน ไม่รู้ว่า สมัยนั้นได้สำรวจเส้นทางไปถึงกันหรือเปล่า เพราะเป็นน้ำตกใหญ่และสวยมาก แถมข้างล่างยังมี น้ำพุร้อน ให้อาบ

แต่หากไม่ลงใต้จะมีทางแยกมาดอยสะเก็ด มาทะลุห้วยฮ่องไคร้ หรือจะไปทางสันกำแพงไปบ้านห้วยแก้วก็ได้ ตอนนี้ที่บ้านห้วยแก้วหรือเหนือขึ้นไปจนถึงบ้านแม่กำปองมีบ้านให้พักหลายหลัง ของญาติๆ กัน บนสันดอยก็เป็นไร่กาแฟไปแล้ว หากพี่มาจะพาไปตระเวณดูรำลึกความหลังก็ได้

เส้นทางจากบ้านแม่กำปองตอนนี้ ก็มี ทางเส้นใหม่ตัดข้ามเขาทะลุไปแจ้ซ้อน อีกเหมือนกัน ทำตามคำบัญชาของนายกทักษิณ เส้นทางแคบและสุดอันตราย แต่ก็ทำขึ้นมาจนได้ เหมาะสำหรับคนเคยอยู่แถวนี้ขึ้นไปชมอาณาบริเวณรอบทิศที่ยอดดอยได้

@@@@@@@

**สนุกกับงานวันแรก สำรวจพื้นที่เขตงานใกล้ๆ

ฟังที่สหายบอกมา เที่ยวนี้ เราถอนหายใจหลายเฮือกเลย “12 ชั่วโมงเท่านั้นเองเหรอ” จะเท่านั้นเองจริงๆ ถ้าเราตัดตรงลงไปได้ ความจริงข้อนี้เราได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง เมื่อเดินทางลงไปทำงานสำรวจสภาพหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ราบทั้งนั้น แต่ไม่ใช่สิบสองชั่วโมง มันต้องใช้เวลา 1 วันเต็มๆ ด้วยเส้นทางที่เป็นไปได้ที่สุด ปิดลับที่สุด จึงจะไปถึงหมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ ที่อยู่ใกล้ที่สุด เป็นหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ที่อยู่ในเขตดอยสะเก็ดก่อนถึงหมู่บ้านพ่อหลวงศรีทน จากเขต 20 ต้องเดินทางผ่านเขต 19 รอจนค่ำถึงจะเดินลงเขาไปต่อได้ ข้ามแนวป่าตึงใกล้ๆ หมู่บ้านสหกรณ์ห้วยแก้ว เดินต่อไป ตัดลงพื้นที่ราบถึงทุ่งนา ก่อนถึงหมู่บ้านสหพันธ์ฯหมู่บ้านแรก หนึ่งวันเต็มๆ แค่เดินทางมาหา

การสำรวจเริ่มต้นวันที่หก หลังจากที่ได้ขึ้นมาอยู่ ปัญหาใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่สหายนำทาง แต่อยู่ที่ตัวเรา หนึ่งเราต้องไม่ใส่แว่น ต้องใส่คอนแทกเลนส์แทน สองเราต้องไม่พูดมากหรือไม่พูดเลยนั่นแหละดี เวลาเจอชาวบ้านที่เข้าป่ามาหาของป่าหรือล่าสัตว์ เพราะสำเนียงเราไม่เหมือนสำเนียงถิ่น สามทำอย่างไรให้หน้าเรามันดำคล้ำกว่านี้ ตอนเราทำงานโครงงานชาวนาในที่ราบขับมอเตอร์ไซด์ออกหมู่บ้านตากแดดเป็นเวลานานๆ ผิวเราคล้ำ ลดความเป็นตี๋ลงได้มาก แต่ตอนที่เรารอเดินทางที่สำนักเขต 7 สองสามเดือน แทบไม่ได้ตากแดดกรำฝน ผิวหน้าก็เลยขาวขึ้น แก้ปัญหาด้วยใส่หมวกผ้าเก่าๆ ที่ชาวบ้านชนบทเขาใส่กัน ปิดบังใบหน้าสักหน่อยแต่อย่ามาก เดี๋ยวยิ่งสงสัย สี่ พวกเราทุกคนมีย่ามคนละใบ เป็นย่ามพื้นเมือง สำหรับใส่ไฟฉาย ข้าวสาร หยูกยาสามัญ ผ้าเปลและเชือก มีด แต่ปืนเราเหน็บไว้ที่เอว ปล่อยชายเสื้อปิดคลุมไว้ แต่ย่ามของเรามันใหม่เกินไป เพิ่งซื้อมา ทำไงดี ก่อนเดินทาง2-3วัน เราเอาย่ามของเราไปแช่น้ำคลุกโคลนไว้ 2 วัน แล้วเอามาตาก ทำให้มันดูเก่าเข้าไว้ แต่รองเท้ายางรถยนต์ทำยังไงมันก็ไม่เก่า แต่ก็ต้องใช้ จะให้เดินเปล่า ตายแน่ พวกเราสะพายปืนลูกซอง (ก็ดูใหม่อีก ต้องเอาดินมาถูด้ามปืนให้ถลอก ทำให้ดูเก่าเข้าไว้ แต่มีสองคนสะพายปืนแก๊ป สหายสองคนเดินหน้า เราเดินตามปิดท้ายด้วยสหายอีกคน

เริ่มต้นสำรวจรอบๆ ดอยแม่โถ ดอยลังกา มีทางหนีทีไล่อย่างไร แต่ทิศแต่ละทางน่าจะไปถึงที่ไหน แล้วก็มาสำรวจบริเวณลานหุบที่มีซากเครื่องบินตกอยู่ สภาพพื้นที่ป่าที่เราสำรวจวันแรก แทบจะไม่มีร่องรอยชาวบ้านใช้เลย หรือมันเพิ่งผ่านหน้าฝนมา ชาวบ้านเลยไม่ขึ้นมา ต้นไม้ใบหญ้า โดยเฉพาะเจ้าไม้เลื้อยหนาม ใบเหมือนใบต้นองุ่น ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่ว หนามมันเกี่ยวฝังเนื้อใน เจ็บปวดมาก บางบริเวณเป็น ป่าคา

ร่องรอยทีพบ คือ ร่องรอยของพวกเราเอง ดังนั้น ตอนกลับจึงต้องพยายามพรางร่องรอยไว้!

ตามร่องหุบน้ำ มีกล้วยป่าขึ้นแน่นเป็นหย่อมใหญ่ ไม่มีร่องรอยการตัดต้นกล้วยเลย แล้วสหายเราไปเอาหยวกกล้วยจากที่ไหนมาทำเป็นน้ำแกงเกือบทุกเย็นให้กินกัน ส่วนมากตัดแถวหุบหลังดอยแม่โถ เป็นป่าทึบใส่เสื้อทุกต้น แม้แต่ก้อนหินก็ใส่เสื้อ มองจากทิศทางไหนก็ไม่เห็นว่าต้นกล้วยถูกตัดไป ที่นี้เป็นแหล่งเสบียงกินกันได้เป็นเดือน

ขากลับขึ้นดอยที่พัก เราเห็นกล้วยเป็นเครือ มีสองสามหวี ลูกอ้วนเชียวแต่มีไม่มาก ดีใจคิดว่ามาเที่ยวนี้จะได้กินกล้วยป่ากันแล้ว ตัดเอามาด้วย เราแบกใส่บ่ากลับที่พัก มีหวีนึงเหลืองแล้วดูสุก ปลอกเปลือกออกมาก็งับให้ แต่บุญไม่ถึง มันแข็งและฝาด มีเม็ดสีดำๆ เต็มไปหมด กินไม่ได้ จำไว้เลย คราวหน้า จะได้ไมต้องเหนื่อยแรงอีก

วันนี้ทั้งวัน เราไม่เห็นชาวบ้านสักคน ตกกลางคืน ลงไปหุบลึกลงไปอีกหน่อย ก่อกองไฟเล็กๆ โดยแน่ใจไว้แสงไฟ จะไม่ลอดใบไม้ ที่หนาทึบ และมองจาก ยอดดอยแม่โถ ไม่เห็น บริเวณหุบนั้น มีลานราบขนาด ห้าหกคนนอนด้วยกันได้ การก่อไฟก็แสนสบาย เพราะที่นี่ มีไม้เกี๊ยะอยู่มากมาย มาอยู่ที่นี่ เราไม่เคยนอนเปลเลย เพราะ อากาศหนาวมาก ต้องเอาเปล มาแปลงเป็น ถุงนอนแทน โดยปูผ้ายางรองไว้ ที่เรานอนเป็นที่อับลมหนาว จึงพอนอนกับพื้นได้ อบเย็นดี

ตกกลางคืน พวกเรา  นั่งล้อมรอบกองไฟ คุยกันไปพราง ดื่มน้ำาโสมร้อนๆไปพราง ตอนที่สำรวจ ผ่านเนินดอยใกล้ๆ แม่โถ เราเจอต้นโสมคนเข้า ใบคล้ายใบบัวบก เป็นเถาเลื้อยสั้นๆ รากขนาด นิ้วชี้ผู้ใหญ่ ลักษณะตรงกับตำรา ที่เราอ่านเจอที่สำนักผาจิ สรรพคุณ เพิ่มความร้อน บำรุงกำลัง ขับเสลด ขยายหลอดลม เราเลยขุดมา หลายต้น

เรื่องพูดคุยกัน คือ ประสบการณ์การสำรวจพื้นที่ ของ เหล่าสหายบุกเบิก ทั้งสามคนยังไม่มีครอบครัว ไม่มีเรื่องอะไรให้เป็นห่วงนัก ตอนมาใหม่ๆ ก็กลัวเหมือนกัน ไม่เคยทำงานแบบนี้ ตอนอยู่ฐานที่มั่นก็ไม่เคยถูกฝึกให้สำรวจ เลยไม่รู้ว่าต้องสำรวจรายละเอียดอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ต้องหา เส้นทางลำเลียง ที่พักที่ดูปลอดภัยห่างไกลชาวบ้านให้มากที่สุด และที่ได้มาก็สมใจจริงๆ มาอยู่ยอดดอยสูงสุดเสียเลย

ช่วงเดินป่าสำรวจต้องหุงข้าวเจ้า ใช้หม้อ แบบชาวบ้านหุง แบกข้าวสาร ขึ้นมา คนละถังสองถัง เก็บไว้ในที่แห้งมิดชิด ไม่ให้สัตว์มาคุ้ยเขี่ยได้ กลางวัน ก็ยิงนก ยิงสัตว์ป่าตัวเล็กๆ โดยเฉพาะกระรอก มีชุกชุม เอามาทำเป็นลาบคั่วสุก มาอยู่ที่นี่หลายเดือนยังไม่เคยลงไปที่ราบหรือกลับเข้าบ้านกันเลย ก็คิดถึงเหมือนกัน แต่กลัวเสียลับ เสียการงาน ที่รับมอบหมายมา

เรานั่งคิด ทบทวน สิ่งผ่านมาในวันนี้อยู่คนเดียว เหล่าสหาย หลับนอนแล้ว ประสบการณ์ในวันนี้ ทำให้เรานึกถึง ความจำเป็น ที่ต้องมีแผนที่หนึ่งต่อห้าหมื่น ที่กรมแผนที่ทหารทำไว้ เราเคยใช้ ตอนสำรวจพื้นที่ในปลายปี 18 และ ต้นปี 19 ที่พวกเรา ผปง. โครงงานชาวนา ทำงานกันในที่ราบ มีป่าเขา ที่ใดบ้าง ที่น่าจะเตรียมเป็น เขตพื้นที่หลบซ่อน เป็นเขตจรยุทธ์ในอนาคต เพื่อ เตรียมการ ขยายสหพันธ์ฯ เข้าไปให้ถึงพื้นที่นั้น

ตอนนั้น เรามีแต่แผนที่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย ที่วางขายกัน ทั่วไป มันหยาบมาก ไม่สามารถบอกที่ตั้งหมู่บ้านทั้งหมด ความชัน ความสูง ร่องน้ำ ห้วยน้ำ ลำธาร ดอยต่างๆ ที่ราบ ทุ่งหญ้าทุ่งนา ตามที่เราอยากได้......

เราจำได้ว่า ตอนปีหนึ่งเรียนวิชาภูมิศาสตร์และแผนที่ เราข้ามไปเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ อาจารย์เอาแผนที่ทหารหนึ่งต่อห้าหมื่นมาสอนการแปลความหมายสัญลักษณ์ต่างๆในแผนที่ มันละเอียดมาก เราอยากได้ ที่ห้องสมุด มช. น่าจะมี เราเข้าไปค้นหา แล้วก็เจออยู่ในตู้เป็นชั้นๆ แต่ห้ามเอาออกมา ดูได้ที่ตรงนั้น มันจัดเป็นเอกสารรีเซริบ เป็นแผนที่สีอย่างที่เราเคยเรียน เราไปบอก ชีรชัย ช่วยหาทางถ่ายเอกสารให้ที เราจดรหัสแผนที่แต่ละแผ่นไว้ ชีรชัย ก็สุดยอดจริงๆ ไม่ถ่ายเอกสารให้ เอาของจริงออกมาเลย ทำได้งัยก็ไม่รู้ เราไม่ได้ถาม!
 

**หวนรำลึกถึงการเตรียมเขตจรยุทธ์ สร้างฐานที่มั่นในป่าพื้นที่ขาว 7 แห่ง -ปฏิวัติบนแผนที่

จากแผนที่ที่ได้มา ถ่ายเอกสารเก็บตัวจริงไว้ เราพยายามศึกษาอย่างละเอียด เอาแผนผังหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ที่ยังมีอยู่บ้าง (ส่วนใหญ่ส่งให้ ส.ฐานไปแล้ว) บวกกับความจำเกี่ยวกับหมู่บ้านที่เป็นสหพันธ์ฯ ทียังหลงเหลือ มาหาจุดเทียบในแผนที่

ช่วงเวลานั้น เราให้เวลาการศึกษาข้อมูลจากแผนที่และข้อมูลในสถานที่จริง ด้วยการขับมอเตอร์ไซด์ออกไปคนเดียว สำรวจเส้นทางที่ผ่านป่าเขตหรือรอบๆ ป่าเขาที่ดูจากแผนที่ที่ได้มา การตั้งถิ่นฐานหมู่บ้านตามเส้นทางที่ผ่าน เช่น เส้นทางสันกำแพง แม่ออน บ้านห้วยแก้ว เส้นทางดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน เส้นทางขึ้นดอยจากเวียงป่าเป้าไปลงที่พร้าว เส้นทางจากพร้าวออกไปที่ปิงโค้งเข้าเชียงดาว เส้นทางสันทราย-แม่หอพระ เส้นทางแจ้ห่ม-วังเหนือ เส้นทางหุบแม่วิน สันป่าตอง เส้นทางสะเมิง ทั้งหมดใช้เวลาเป็นอาทิตย์ บางครั้งก็นอนที่พื้นที่นั้นๆ  เส้นทางเวียงป่าเป้า-พร้าว

เป็นเส้นทางที่เราประทับใจและชอบมากที่สุด ตลอดทางเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน บนสันดอยแบ่งเขตอำเภอเวียงป่าเป้ากับพร้าว สูงเด่นมาก มีป้อมป่าไม้เก่าๆอยู่หลังนึง มีสำนักงานป่าไม้เรือนเล็กๆ หลังนึ่ง แต่ไม่มีใครอยู่ ที่จุดนี้มองไปทั่วทิศ เห็นแต่เทือกดอยยาวเหยียด เหนือจรดใต้ นี่เป็นแนวเทือกเขาผีปันน้ำตอนบน

[ที่จริงพื้นที่นี้อยู่ในแผนการสำรวจของสหายทหารของเราในเขต 7/3 ตามแผนการขยายพื้นที่เชื่อมต่อ 8/2 นั่นเอง และได้ลงมือปฏิบัติจริงไปแล้ว แต่ขาดกำลงคนที่จะเข้าไปทำงานมวลชนตามแนวเทือกเขานี้ จะว่าอีกทีตอนขยายงานทั่วทิศ 7/3]

เรื่องเราขอแผนที่จากชี และศึกษาสำรวจเส้นทาง เราไม่ได้รายงานให้ ส.ฐาน ได้รู้ เนื่องจากเราเคยถูกตำหนิ ตอนที่เราขึ้นมาทำงานโครงงานชาวนาใหม่ๆ พักที่บ้านปัญญาอ่อน เราเอาแผนที่เชียงใหม่มาติดผนัง แล้วเอาเข็มหมุดปักที่อำเภอที่มีสหพันธ์ชาวนาฯ เราอยากรู้ว่า สหพันธ์ฯขยายงานไปที่ไหนบ้าง ที่ไหนยังไม่มี ถูกตำหนิว่าศัตรูอาจมาสังเกตแอบดูเราจะรู้ข้อมูลเข้า เราเลยต้องเก็บหมด ครั้งที่สอง ตอนสำรวจทำแผนผังหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ก็ถูกตำหนิอีก ครั้งนี้เราเลยยังไม่บอก อยากศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนแล้วค่อยรายงาน

ตอนที่เราศึกษาแผนที่อยู่ที่บ้านสันติธรรม เราถูกมิตรสหาย ผปง. บางท่านแซว ว่า “พี่มนัส จะปฏิวัติบนแผนที่หรือ” “จะยึดเชียงใหม่ในแผนที่หรือ” เราไม่ว่าอะไร จะมีก็แต่ ส.เติบ และ ส.สรรเสริญ (ไม่ทราบชื่อจัดตั้ง) ที่เข้าใจเรา แต่เธอบอกว่าเธอเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านอะไร เรื่องแบบนี้น่าปวดหัวสำหรับเธอ และเธอก็สนับสนุนให้มีการสำรวจแผนผังหมู่บ้านเมื่อครั้งนั้นด้วย แต่เธอได้ทำหรือเปล่าเราไม่รู้ บางทีวิธีทำงานของเราอาจจะดูเหมือนปัญญาชนปัญญาอ่อนก็ได้ ชอบดูแผนที่ชอบจุดนั้นจุดนี่ในแผนที่ให้มิตรสหายเห็นบ่อยๆ ดูๆ แล้วก็ตลกดี ก็เป็นได้

แต่สิ่งที่เราพบ เราเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนหลายอย่าง สำหรับการเตรียมพื้นที่อย่างว่า งานสหพันธ์ฯ ส่วนมากหมู่บ้านสหพันธ์ฯ กระจุกอยู่ในเขตที่ราบที่มีพื้นที่นาผืนใหญ่ เช่น แม่ริม แม่แตง สารภี ดอยสะเก็ด สันกำแพง ลำพูน หางดง สันป่าตอง พื้นที่ที่มีที่นาน้อย หมู่บ้านสหพันธ์ฯ จะกระจายกันไป เช่น เชียงดาว ฝาง แม่อาย จอมทอง แม่ทา แม่เรียง เป็นต้น มีหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ที่ติดเชิงดอยหรืออยู่ในดอยมีน้อยมาก เช่น ที่แม่ทา แม่เลียง แม่แจ่ม มีที่เดิมที่กลุ่มครูเคยเคลื่อนไหว หลายพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีข้อมูลหมู่บ้านสหพันธ์ฯ อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น อำเภอพร้าว อำเภอสะเมิง อำเภอวังเหนือ อำเภอเวียงป่าเป้า เมื่อดูจากแผนที่ พื้นที่ป่าเขาดอยสูง เทือกกว้างใหญ่แถบตะวันออก ทีมีหมู่บ้านตั้งอยู่ในนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่ไม่มีหมู่บ้านที่เป็นสหพันธ์ฯ เลย

จากการสำรวจ เราพบข้อมูลเบื้องต้นว่า ป่าดอยเหล่านี้ คนเมืองไม่ค่อยไปอยู่อาศัยตั้งหลักแหล่ง ที่มีหมู่บ้านบนดอย มักเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก คนที่ไม่มีที่นาทำหรือเช่า มักใช้เป็นที่พักอาศัยที่ไม่ค่อยถาวรนัก มักขึ้นไปทำสวนเมี่ยงบ้าง เก็บเมี่ยงบ้าง บ่มเมี่ยงบ้าง หรือรับเมี่ยงส่งมาขายในเมือง หาของป่าบ้าง พอหมดฤดูการก็ลงมาอยู่ที่ราบ ตามข้อมูลที่เรารู้ ใบเมี่ยงเด็ดใบที่ไม่แก่นักมาจากต้นชานั้นเอง (หรือใบชาเด็ดยอดอ่อนจากต้นเมี่ยงนั่นแหละ) วัฒนธรรมการเคี้ยวเมี่ยง มักเป็นนิสัยของคนสูงอายุและผู้หญิงในหมู่บ้าน คล้ายคนภาคกลางที่ชอบเคี้ยวหมาก เวลามีคนมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน มักเอาเมี่ยงและยาสูบมาต้อนรับ เราเคยเจอแบบนี้หลายครั้ง

[จากความรู้ที่เราทำงานที่ เขตงานใหม่ 7/3 เรามีความรู้เพิ่มขึ้นมาว่า การเคี้ยวเมี่ยงให้ผลร้ายกับร่างกายด้วย คือคนที่เคี้ยวบ่อยและเป็นเวลานาน มักมีอาการโรคเหน็บชาตามมาด้วย เราจึงเห็น มวลชนคนสูงอายุเป็นโรคเหน็บชากันมาก]

บริเวณป่าดอยทางตะวันออกและเขตทางเหนือ มีชุมชนชนชาติอยู่ไม่มาก ไม่เหมือนเขตใต้ เทือกดอยตะวันตก ซึ่งมีหนาแน่นมาก การทำไร่เลื่อนลอยมีน้อย อาจเป็นเพราะใกล้เชียงใหม่ ทางการเข้มงวด ยกเว้นแถบตะวันตก จะมีการทำไร่เลื่อนลอยมากกว่า ดังนั้นการขยายงานมวลชนขึ้นเขตที่ว่ามา จึงต้องมีการสำรวจพื้นที่ สภาพป่าเขาและชาวบ้านที่อยู่บนนั้น ศึกษาหาทางที่ว่าจะใช้วิธีอะไรได้บ้างที่จะขยายงานหรือส่งคนขึ้นไปทำงานมวลชนที่นั่น

ภายหลัง ที่เราสรุปงานสำรวจและเขตพื้นที่ที่คาดไว้ เราก็ขอพูดกับ ส.ฐาน เสนองานและความคิดของเรา ส.ฐานเห็นด้วย และให้ทำต่อไป ส.ฐาน กับพวกเราได้นัดแกนนำชาวนาที่ยอมรับการต่อสู้ด้วยอาวุธ และพร้อมที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมทุกข์ร่วมสุข กันมา ประชุมปรึกษาหารือ เป็นการลับ แล้วเริ่มกำหนดคนเข้าสำรวจพื้นที่...

เราค่อยๆ วาดแนว แต่ละแนวที่มีความเป็นได้ ที่จะขยายสหพันธ์ฯ เข้าไป ให้แกนนำและ ผปง. หาวิธีเข้าไปสำรวจพื้นที่ ศึกษาหาหนทางขยายงานเข้าไป ผูกมิตรกับมวลชนที่นั่น เราสรุปได้ 7 พื้นที่

เขตเหนือ อำเภอฝาง ขยายขึ้นดอยขุนฝาง บ้านป่าเมี่ยง ผปง. วัชรินทร์ ดำเนินการ, อำเภอดอยสะเก็ดและสันกำแพง ขยายขึ้นดอยตะวันออก ดอยลังกา ดอยแม่ตะไคร้ พ่อหลวงศรีทนและ ผปง.เมือง, อำเภอแม่แตงขยายขึ้นทางเหนือป่าแม่งัด พ่ออุ้ยทา บ้านม่วงคำ อ้ายหงบ กับ ผปง.ปี้ (สมนึก) เขตใต้ อำเภอสันป่าตอง ขยายลึกเข้าไป แม่วิน ไร่ส้มวังน้ำค้าง ขึ้นดอยอินทนนท์ ไปแม่แจ่ม และอำเภอแม่ลาน้อย ผปง. สรรเสริญ และ ผปง. อ้อย(กัลยา) เป็นผู้กำหนด ตัวบุคคล [ที่แม่ลาน้อยเราได้ไปสำรวจมวลชนร่วมกับมิตรสหายเราทั้งสองด้วย มีหมู่บ้านที่ต่อสู้ เรียกร้อง กับอำนาจรัฐปฏิกิริยา โดยขอให้มิตรสหายทั้งสองเข้าไปช่วยเหลือ หมู่บ้านตั้งอยู่ในดงป่าใหญ่ ทีเดียว ต้องข้ามลำห้วยเข้าไป] เขตลำพูน ลำปาง แม่เลียง อำเภอเสริมงาม และบ้านาทสะป๊วด อำเภอแม่ทา ผปง. เติบ และ ผปง. ชาตรี พิจารณาเอง

การสำรวจแต่ละที่มีไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความพร้อม ของ แกนนำและ ผปง. แต่ละคน ที่จะต้องหาวิธี เข้าพื้นที่ ให้ได้อย่างปิดลับ สำหรับเราแล้ว เราขึ้นไปที่ฝาง ไปปรึกหารือเรื่องนี้กับพ่อหลวงปัน และ ส.จ่อย(วัชรินทร์) เราใช้เวลาอยู่ที่นี้หลายวัน ปรึกษาแกนนำชาวนาบ้านอื่นๆ ที่ไว้ใจได้ด้วย

ต่อมาพวกเราพบหนทางแล้ว ที่ดอยขุนฝาง มีหมู่บ้านป่าเมี่ยงอยู่ที่นั้น มีชาวบ้าน อยู่รวมกัสิบกว่าหลังคาเรือน อยู่ปนๆ กัน ทั้งคนเมือง ชนชาวปากะยอ และมีหมู่บ้านชาวลีซออีกหลายสิบหลังอยู่เหนือขึ้นไป ที่ป่าเมี่ยง พ่ออุ้ยจันทร์ ชาวบ้านที่มีอาวุโสที่สุดบนนั้น ทำเมี่ยงด้วย และเป็นหมอสมุนไพรอยู่บนนั้น เป็นที่รักและยอมรับของชาวบ้านที่นั้น

อ้ายเมือง (ต่อมาเป็นสหายทหารบ้านป่าเมี่ยงนี้) เป็นลูกเขตพ่ออุ้ยจันทร์ เป็นชนชาวปากะยอ มักเดินทางลงมาส่งเมี่ยงเข้าอำเภอ และแวะพักที่บ้านพ่อหลวงปันบ่อยๆ เมื่อรู้ว่าที่หมู่บ้านร้องอ้อมีสหพันธ์ฯ มีนักศึกษา มาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ที่บ้านพ่อหลวงปันบ่อยๆ เธอก็ยากมาร่วมฟังด้วย เราได้พบเธอหลายครั้ง ได้ร่วมสนทนาวิเคราะห์ปัญหาชาวนาชาวบ้าน ปัญหาบ้านเมืองกันอย่างเอาจริงเอาจัง เธอได้ฟังวิทยุ สปท. ที่พ่อหลวงปันเปิดฟังตอนกลางคืนอยู่บ่อยๆ ดูเธอสนใจเรื่องนี้มาก เราจึงวางเป้าหมายการขยายพื้นที่ขึ้นดอยจากอ้ายเมืองคนนี้แหละ ขอให้ ส.จ่อยเกาะติดอ้ายเมือง ขอให้พ่อหลวงปันช่วยด้วยอีกคน จนกระทั่ง อ้ายเมืองยินดีพาเราขึ้นไปเที่ยวที่บ้านป่าเมี่ยง เรานัดกันกับ ส.จ่อย ด้วย ตั้งใจเอาปืนยาวแบบตะวันตกที่ได้มา เอาขึ้นไปด้วย....

แต่มีเหตุสถานการณ์บางอย่างที่เราจะต้องกลับเข้าเชียงใหม่ ทำอีกภาระกิจหนึ่ง และเป็นภาระกิจที่หนุนเสริมงาน เตรียมตั้งเขตจรยุทธ์ ของสหพันธ์ชาวนาฯ ด้วยอย่างสนิทแนบ นั่นคือ การจัดกำลังคนออกเผยแพร่ประชาธิปไตย รอบที่สอง นั่นเอง
 

**สอง ทิศทาง สอง ยุทธวิธี -การขยายงานเพื่อ การต่อสู้ด้วยอาวุธในภายภาคหน้า

แต่ด้วยจำนวน ผปง.โครงงานชาวนา ในขณะนั้นมีน้อยกว่าจำนวนเขตพื้นที่ที่ดูแล บางคนต้องดูแล 2 อำเภอ และ ผปง.บางส่วน ส.ฐาน ได้เริ่มส่ง ผปง. หลายคนเดินทางเข้าป่าขึ้นเขตสามจังหวัดแล้ว ทำให้การขยายงานตามแผนไปเป็นไปได้ช้า จนทำให้บางแห่ง เมื่อสำรวจเสร็จเตรียมแผน จะขยายงานสหพันธ์ เข้าไปติดเชิงดอยก็ทำไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องมาขบคิดถกเถียงกัน หาหนทางขยายงานกันใหม่

คิดกันจริงๆจังๆ ก็ได้ แผน ออกมา คือ “สองทิศทาง สองยุทธวิธี”

ทิศทางที่หนึ่ง ในเขตพื้นที่โครงงานชาวนา มุ่งขยายติดดอย ขึ้นเขา ยุทธวิธีที่ใช้ในการขยายงาน เน้นอาศัยเครือญาติ รู้จักญาติพี่น้องที่ไหนในพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย ให้ส่งสมาชิกสหพันธ์ฯหรือเหล่าเยาวชนมังกรน้อย เข้าไปผูกมิตร ปักหลัก ไว้ก่อน บางพื้นที่ติดต่อหมู่บ้านชายดอยหรือบนดอยได้อยู่แล้ว ให้ส่งสหายที่ไม่เด่นแดงนัก และมีทักษะการทำงานมวลชนลงไปฝังตัว ทำตัวปิดลับ ลดการเคลื่อนไหวเปิดเผยลง ทำตัวให้ขาวเข้าไว้ ทำงานมวลชน ขยายจัดตั้งมวลชนระดับลึก ไม่จำเป็นอย่านำมวลชนเคลื่อนไหวใหญ่ ที่จะทำให้เป็นเป้าสนใจของอำนาจรัฐท้องถิ่น ยุทธวิธีนี้ โดยเฉพาะเขตเหนือใช้ค่อนข้างได้ผล

อีกทิศทางหนึ่ง ใช้ยุทธิวิธีขยายปิดลับ คือ ขยายงานเข้าใกล้เขตชายฐานที่มั่น โดยเฉพาะ เช่น อำเภอเชียงของ อำเภอเทิง อำเภอเชียงม่วน อำเภอปง ด้วยการอาศัยเครือญาติสหพันธ์ฯ ที่รู้จักกับญาติมิตรสหายในพื้นที่อำเภอที่กล่าวมา ให้ย้ายครอบครัวไปที่นั่น เน้นขยายงานความคิดและจัดตั้งเป็นหลัก

ส่วนยุทธวิธีการเคลื่อนไหวเปิดเผย ให้อาศัยโอกาสการเผยแพร่ประชาธิปไตยรอบสอง ช่วงต้นปี 19 ส่งนักศึกษาเป็นหน่วยๆ เข้าพื้นที่ชายฐานที่มั่น

งานเปิดเผย คือ เผยแพร่ประชาธิปไตย รณรงค์ให้ชาวบ้านไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ติดโปสเตอร์ สำรวจปัญหาชาวบ้าน งานปิดลับ ให้หาทางติดต่อสหายในเขตที่มั่นนั้นๆ ให้ได้!

ภาระกิจของเราในขณะนั้น ต้องทำงานสองด้าน ด้านหนึ่ง รับสมัครนักศึกษาเข้าโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตย

[นักศึกษาส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด เป็นนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในองค์กรที่พวกเราจัดตั้งกันแล้ว ทั้ง มช. วค. เทคนิคพายัพ และศูนย์นักเรียน]

จัดหน่วยนักศึกษาและพื้นที่ให้เข้างาน โดยที่ ตุ๊ก บอกพื้นที่ที่ต้องการให้หน่วยอาสาสมัครเข้าไป เพื่อการปิดบังตัวเอง เราจัดทำบัตรประจำตัวนักศึกษาอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยขึ้นมาตั้งชื่อใหม่ให้ทุกคน รู้สึกว่ามีมิตรสหายบางท่าน ยังใช้ชื่อที่ตั้งให้ เป็นชื่อจัดตั้งเมื่ออยู่ในฐานที่มั่นด้วย คงชอบมาก ส่วนเราใช้บัตรสองใบ ใบหนึ่งชื่อ “มณฑล กลิ่นประดับ” อีกใบใช้ชื่อว่า “ประสาน ประสิทธิ์ชัย” บัตรหลังนี้ใช้ตอนเข้าพื้นที่แถวเชียงม่วน และน่าน เพื่อติดต่อสหายที่ชื่อ “ประสิทธิ์ ประสานชัย” แต่เราทำไม่สำเร็จ ภายหลังนักศึกษาอีกหน่วยหนึ่งถูกส่งเข้าไปทำต่อ และสามารถติดต่อสหายได้สำเร็จ

ช่วงที่เรามัวยุ่งกับทิศทางที่สอง ทำให้เราติดตามงานในทิศทางที่หนึ่งได้น้อยลง บางพื้นที่แทบจะไม่รู้ผลเลย เช่น พื้นที่ดอยลังกาและดอยแม่ตะไคร้ ที่ทางพ่อหลวงศรีทน และผปง.เมือง ดำเนินการ เมื่อเราเข้ามารับผิดชอบเขตงานใหม่ 8/1 จึงทำให้เรามืดไปหลายด้าน ยิ่งได้สำรวจป่าเขาในเขต 20 เขต 18 และเขต 13 แล้ว เราพบจุดอ่อนทางการทหาร การทำงานมวลชนหลายด้าน บางด้านเป็นจุดอ่อนที่ล่อแหลมมากเมื่อเกิดการเสียลับขึ้นมา พวกเราอาจถูกปิดล้อมทำลายได้ รายละเอียดเดี๋ยวจะกล่าวถึง

ต่อมาอีกสองอาทิตย์ มีเที่ยวเมล์มาส่งเสบียง เราได้ฝากจดหมายถึง ส.ชิงชัย ช่วยจัดของสองสิ่งมาให้ที ต้องการมากๆ คือ แผนที่หนึ่งต่อห้าหมื่นของเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และอีกอย่าง คือ กล้องส่องทางไกลที่ใช้กันในสนามม้า
 

** สำรวจ เทือกดอยตะวันออก - ธรรมชาติสวยงาม เจอชาวบ้านครั้งแรก

พวกเราสี่สหาย ก่อนออกสำรวจครั้งต่อไป ได้ปรึกษาหารือว่าพวกเราจะสำรวจศึกษาอะไรกันบ้างในช่วงนี้ ก็ได้ประเด็นร่วมกัน ศึกษาภูมิประเทศ แนวเทือกดอยแต่ละแนว สันเขาจากดอยลูกหนึ่งจะไปเชื่อมกับดอยลูกไหน มีเส้นทางคนใช้เดินทางหรือไม่ เส้นทางใหญ่หรือเล็ก เส้นทางเหล่านี้มาจากไหน ไปไหน มีถ้ำหรือไม่ ถ้ำเป็นแบบไหน ถ้ำเปิด(เห็นชัดจากภายนอก)หรือถ้ำปิด(ปากถ้ำมองเห็นจากภายนอกยาก หรือซ้อนในเหลือบเขา) มีหมู่บ้านหรือบ้านชาวบ้านตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง แต่ยังไม่ลงลึกถึงที่มาของชาวบ้านหรือชีวิตความเป็นอยู่ พวกเรายังไม่กล้าเข้าไปใกล้หมู่บ้านมากนัก สหายเราก็เป็นแปลกถิ่นที่นี่ เกรงอาจเสียลับ

เสียงระเบิดหินที่ได้ยิน สองสามวันที อยู่บริเวณไหนเพราะได้ยินเสียง และเสียงก้องมาก (เอาแค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ยังไม่ต้องลงลึกถึงว่า ระเบิดอะไร มีคนทำงานมากน้อยแค่ไหน พักอยู่ที่ไหน ใช้เส้นทางไหนเดินทางขึ้นลง ใช้พาหนะอะไรเดินทาง) พื้นที่ไหนพอจะใช้เป็นที่พักพิงได้ เส้นไหนที่จะใช้ขึ้นลงไปทำงานมวลชนหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ได้บ้าง และที่สำคัญเฉพาะหน้า หมู่บ้านที่ พ่อหลวงศรีทน ยอดคันทา และ สหาย ผปง.เมือง หรือ สหายเคียว สำรวจเอาไว้เมื่อครั้งเตรียมการ อยู่แถวไหน มีใครเป็นญาติที่ไว้ใจได้ของสหายพวกเรา

[สำหรับเรื่องนี้เราไม่มีข้อมูลอยู่เลย เนื่องจากเราไม่ได้ติดตามผลสำรวจครั้งนั้นอย่างจริงจัง มัวแต่ไปสนใจการสำรวจที่ขุนฝาง แม่งัด และงานเผยแพร่ประชาธิปไตยรอบสอง สหายนำทางทั้งสามก็ไม่รู้ข้อมูลนี้ด้วย เลยต้องเริ่มศึกษากันใหม่]

ทั้งนี้ช่วงการสำรวจของพวกเราสี่สหาย จะต้องเน้นปิดลับเป็นหลัก หากสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ เช่น มีชาวบ้านขึ้นมาหาของป่าหรือล่าสัตว์กันมาก พวกเราจะยุติการสำรวจไว้ก่อน พยายามสังเกตการไปมาของชาวบ้านเหล่านี้ให้ดี และ พยายามสังเกตว่า มีการตั้งห้างเฝ้ายิงสัตว์ของชาวบ้านมีอยู่แถวไหนบ้าง ถ้าเจอสังเกตว่าเป็นห้างร้างหรือเพิ่งทำ (ห้างนี้เป็นชั้นไม้ที่พวกพรานป่าจะสร้างขึ้นมาบนง่ามยอดไม้สูง ใช้นั่งเฝ้าสังเกตสัตว์หรือลอบยิงสัตว์เวลาค่ำคืนที่สัตว์เดินผ่านออกหากิน) หากเราไม่ระวัง เกิดมีพรานมานั่งห้างแล้วพวกเราเดินทางผ่านไปมา จะเสียลับเอาง่ายๆ

เริ่มออกสำรวจพื้นที่เป็นวันที่สอง ค่อยๆสำรวจกันไป ไม่รีบร้อน เที่ยวนี้พวกเราสำรวจไปตาม แนวเทือกเขาฝั่งตะวันออก จากภูแม่โถ ลงไปตามสันดอยยาวลงไปทางแจ้ห่ม ช่วงแรกๆของสันดอย จะค่อนข้างโล่ง มีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก เป็นสันที่ข้างๆเป็นหุบลึก มีต้นไม้หนามากขึ้น บริเวณนี้มีป่าไม้เกี๊ยะ มากพอสมควร เห็น ร่องรอยเล็บหมีบนลำต้นไม้เป็นทางยาว แถวนี้มีหมีป่าด้วยแฮะ แต่พวกเรายังไม่เคยเจอตัวจริงๆ สักที รอบๆ ยังไม่เห็นมีหมู่บ้านชาวบ้านเลย เส้นทางที่เดิน บางครั้งเป็นเส้นทางบางๆ แสดงว่า แถวนี้ไม่ค่อยมีใครขึ้นมา เสียงระเบิดหินดังขึ้นมาจากหุบขวามือของพวกเรา แต่ไม่เห็นควันอะไร มันอยู่ตรงไหนน้า

การเดินทางของเรา บางครั้งเดินบนสันดอย หากมีทางแยกลงขวามือไปทางหุบเราจะไปทางนั้นก่อน เพราะหุบนี้กว้างใหญ่มาก เกิดจากแนวเทือกเขาที่เรากำลังสำรวจอยู่ กับแนวเทือกเขา ฝั่งตะวันตกด้านที่ติดไปทางเชียงใหม่ โดยมีดอยแม่โถเป็นศูนย์เชื่อมทั้งสองสันนี้ ใจเราก็คิดไปเรื่อย หุบนี้จะใช้เป็นที่พักพิงขนาดใหญ่ได้มั้ย ใช้เป็นที่ฝึกอาวุธยิงปืนได้มั้ย เดินลงไปเรื่อยๆ ค่อนข้างชัน จนเกือบเที่ยง ลงมาถึงห้วย สำรวจลงไปตามลำห้วย บางช่วงเป็นผา บางช่วงก็ราบ แล้วพวกเราก็มาเจอน้ำตกที่สวยมาก สูงราวบ้านสองชั้นครึ่ง สายน้ำตกแผ่บานกว้าง สามสี่เมตร เป็นม่านน้ำ ตกลงกระทบพื้นน้ำโขดหิน เสียงใส สวยมาก แอ่งน้ำไม่ลึกนัก มีปลาตัวเล็กๆว่ายไปมาบนนี้ด้วยแฮะ แต่พบไม่มาก เห็น)เล็กๆ กระดองสีน้ำนมอยู่ตามริมธาร ดูแปลกดี ใจก็สงสัย ทำไม ที่นี่มีสัตว์น้ำแบบนี้ อยู่บนดอยสูงได้ เป็นไปได้มั้ย มีหมู่บ้านที่ตั้งติดลำธารนี้อยู่ข้างล่างไม่ไกล ปลาพวกนี้อาจเกิดจากชาวบ้านมาปล่อยไว้ พวกเราพักกินข้างเที่ยงทีนี่ สายลมหวนพัดวนอยู่ในแอ่งน้ำตกนี้เย็นสบายๆ มองไปรอบๆ เป็นลาดเขาสูงชันขึ้นไป อดครึมใจไม่ได้ก็ร้องเพลงนี้ออกมา.....

“ป่าลำเนาทิวเขาเสียดฟ้า สายธาราภูผากั้นกลาง อุปสรรคกีดขวางกันทาง ไม่อาจขัดขวางเราได้ สายธารนักรบประชา เกียรติประวัติจารึกแต่หลัง สูงส่งดังตำนานผ่านมา เอกราชจักสมอุรา มีแต่จิตใจฟันฝ่า ฟ้าดินต้องยอมจำนน ชูสงครามประชา ช่วงชิงชัยมา ไว้เป็นอนุสรณ์ ปลดปล่อยประเทศบ้านเกิดเมืองนอน คืนสู่ถิ่นฐานมารดร สร้างไทยเจริญรุ่งเรือง”

ส.นักร้อง ฟังแล้วชอบใจขอให้ร้องอีก เพลงนี้เราพอจำได้ว่าเป็นเพลงที่สหายเก่าแก่รุ่นบุกเบิกแต่งไว้ แต่ไม่ค่อยได้ยินจากวิทยุ สปท. นัก เห็นว่าถูกวิจารณ์ว่าไม่มีพลัง ไม่สู้รบหรือไงนี่ แต่เราว่า เพราะมาก ปลุกจิตใจลึกๆ ให้หาญกล้า กระตุ้นความใฝ่ฝันแบบปัญญาชนได้มากทีเดียว ยิ่งบรรยากาศรอบข้างแบบนี้ เข้ากันได้ดีเลยละ

รอบๆ บริเวณน้ำตกและลำธารที่เราเดินสำรวจ ไม่มีร่องรอยของชาวบ้าน แต่บริเวณที่เป็นดินริมธารหลายแห่ง มีรอยเท้าสัตว์ปรากฏอยู่หลายรอย สหายคิดว่าเป็นรอยเท้าเก้งหรือกวาง รอยเท้าช้างก็มี แต่รอยไม่ใหญ่ไม่หนาแน่น ที่สำคัญเห็นรอยเท้าคล้ายๆ รอยเท้าควาย หรือนี่เป็นรอยเท้าควายของชาวบ้านข้างล่าง ถ้าใช่ก็น่าจะมีทุ่งนาอยู่ข่างล่างด้วย แต่พวกเรามองจากบนดอยไม่เห็นทุ่งราบพอที่จะมีนาเลย ดูจะเป็นไปไม่ได้ ไม่มีร่องรอยเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เลยนี่ หรือนี่เป็นรอยกระทิงป่า ก็ได้แต่เดากันไป แต่ที่น่าสนใจ ถ้าเป็นควายของชาวบ้าน มันขึ้นมาบนนี้ได้ยังงัย มีบ้านประชาชนอยู่ใกล้ๆ นี่ใช่มั้ย นี่เป็นงานที่เราต้องหาคำตอบสำหรับบ่ายนี้

เดินสำรวจตามห้วยน้ำนี้ลงไปสักครู่ก็ขึ้นสันดอย ทิศทางยังลาดลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ หันกลับไปข้างหลัง ไม่เห็นดอยแม่โถแล้ว สภาพป่าก็เปลี่ยนไป จาก  ป่าสนเกี๊ยะ เป็น ป่าดิบชื้น เป็น  ป่าดิบโปร่ง เป็น  ป่าไผ่ ต้นไม้ใหญ่ไม่ขึ้นหนาแน่นอีกแล้ว มีทุ่งหญ้าคากว้างเป็นแห่งๆ ไป แต่ไม่พบไร่เลื่อนลอยเลย แสดงว่าแถวนี้ไม่มีชนชาวภูเขาอยู่ เดินลงไปเรื่อยๆ แล้วเราก็พบเส้นทางดินที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเส้นทางเดินของชาวบ้านแน่นอน

แนวเส้นทางผาดขึ้นไปตามสันดอยที่จะขึ้นไปทางตะวันตก ที่เป็นแนวเขาสูงอีกด้าน เป็นด้านที่ไปถึง เขต 18 นั่นเอง (ตอนนั้นเรายังไม่ได้กำหนดชื่อเขต 18 พวกเรายังสำรวจไปไม่ถึง) เที่ยวนี้ต้องระวังตัวมากขึ้น อาจพบชาวบ้านก็ได้ เราระวังตัวรีบเชียว นี่อาจเป็นครั้งแรกที่จะได้เจอชาวบ้านในเขตงานใหม่ 8/1 และเป็นชาวบ้านที่พวกเราไม่เคยสัมผัสรู้จักมาก่อน เพื่อให้ดูเหมือนเป็นชาวบ้านมาหาของป่า พวกเรามีของป่าถือติดกันมา เราถือหวายที่ปลอกเปลือกหนามออกแล้วยาวสามเมตรม้วนเป็นวงกลม สะพายเฉียง สหายบางคนถือไม้เกี๊ยะที่ตัดเป็นท่อน บางคนถือหน่อไม้บงที่ใหญ่มาก ต้มกินกันสี่คนได้หลายวันเลยและ เตรียมคำตอบกันไว้ ว่ ถ้าพบชาวบ้านถามว่าพวกเรามาจากไหน ตกลงกันว่า มาจากบ้านแม่ตะไคร้ ฝั่งสันกำแพง เพราะมีชื่อหมู่บ้านนี้อยู่จริงๆ ซึ่งต่อมากลายเป็นหมู่บ้านขยายของหน่วยงานมวลชนเขต 18

ไม่นานพบชาวบ้านจริงๆ คนนึง เป็นผู้ชายอายุราว สามสิบกว่าตัวไม่สูง ค่อนข้างผอม สหายของเราเข้าไปทักทาย สอบถามทุกข์สุขตามธรรมเนียม บอกว่าพวกเรามาแถวนี้เป็นครั้งแรก จะไปหาญาติที่หมู่บ้านอะไรสักแห่งเราจำชื่อไม่ได้ เราจดเอาไว้ตอนขับมอเตอร์ไซด็สำรวจเขตป่าเมื่อครั้งกระโน้น อยู่ใกล้แจ้ห่ม คำตอบ ก็คือ มันต้องไปอีกไกล (สบายใจขึ้นมาก นี่ถ้าชาวบ้านบอกว่าอยู่แถวนี้ อาจเป็นเรื่องใหญ่ ชาวบ้านอาจถามชื่อแซ่ญาติที่เราอ้างก็ได้ ความแตกแน่) ได้โอกาสสะกิดให้สหายที่อยู่ใกล้เราสอบถามชื่อหมู่บ้านที่เธออยู่ เส้นทางข้างหน้า หมู่บ้านข้างหน้า สภาพข้างหน้าที่เราจะไปหาญาติ ได้ข้อมูลมาเพียบ มีเส้นทางไปหมู่บ้านข้างหน้ามีเรือนไม่หนาแน่ 10 กว่าหลังกระจายไป เลยไปจะเป็นแจ้ซ้อน ตามเส้นทางนี้จะเจอบ่อน้ำร้อนด้วย ทักทายกันเป็นมิตรดี สหายเรารู้งาน ให้หน่อไม้บง หัวนึ่งแก่ชาวบ้านคนนี้ ดูเธอดีใจมาก ถามชื่อแซ่กันเอาไว้เผื่อวันหน้าผ่านมาจะมาเยี่ยมเยือน (ไม่รู้ว่าเราทำถูกหรือผิด ชาวบ้านอาจเอาไปเล่าต่อเล่าต่อกันว่าได้หน่อไม้มาจากพวกเรา เอาเถอะทำไปแล้ว คงไม่เป็นปัญหาใหญ่หรอก เพราะที่นี่ ขาวมากๆ ไม่เคยมีการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ฯ หรือนักศึกษามาทำงานที่นี่คงไม่เป็นไร) ชาวบ้านคนนี้ก็ไม่ได้สนใจเราเป็นพิเศษอะไร ที่พวกเราต่างกับชาวบ้านคนนี้ที่เด่นมาก คือ รองเท้า พวกเราใช้ รองเท้ายางรถยนต์ ชาวบ้านใช้ รองเท้าแตะทั่วไป เสื้อผ้าปอนๆ เหมือนกัน เรามีปืนลูกซอง จะแปลกแยกหรือเปล่าไม่รู้

พวกเราเดินทางต่อจน เจอบ่อน้ำร้อนจริงๆ สภาพโดยรอบ ไม่ค่อยมีใครมาเที่ยวแต่อย่างใด คงยังไม่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางเป็นทางดินป่า ไม่มีร่องรอยรถยนต์ให้เห็น อนาคตถ้าขยายงานมวลชนมาถึงที่นี่ อาจใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอีกทางหนึ่งได้

บ่ายคล้อยมากแล้ว พวกเราตัดสินใจไม่เดินทางไปต่อ กลับขึ้นแม่โถ แต่เปลี่ยนเส้นทาง ไม่ให้เจอชาวบ้านคนนั้นอีก เดียวจะสงสัยเอา ถึงแม่โถดึกมากแล้ว เพลียมาก ปวดขา นี่เป็นครั้งแรกที่เดินทางสำรวจขึ้นลงไกลที่สุด แต่ก็คุ้มค่า คืนนี้ ได้กินต้มหน่อไม้เป็นครั้งแรก อร่อยดี เจริญหาอาหารมาก


*สำรวจเทือกเขาฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ แนวตะเข็บ ระหว่าง แดนเชียงรายลำปาง - ทุ่งนาสวยที่สุดเท่าที่เห็นมาในชีวิต

เช้านี้ สี่สหายปฏิบัติภาระกิจเช่นเคย บนดอยแม่โถ มีแนวสันเขาสายนึ่งที่พาดข้นมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ เราเดาเอาว่าน่าจะเป็นแนวเขตแดนลำปางเชียงราย ถ้าเดินลงไปตามทางนี้ น่าจะไปถึงแม่ขะจานหรือไม่ก็วังเหนือ ตามสันนี้เป็นสันโปร่ง มีต้นเกี๊ยะขึ้นปะปราย แต่มีลมมาปะทะเราแรงมาก นี่กำลังเข้าหน้าหนาวแล้ว ลมหนาวจากจีนพัดมาแล้ว เดินมาได้สักครึ่งชั่วโมง เราก็ตะลึง.....

ซ้ายมือเบื้องหน้าพวกเรา มองเห็นทุ่งนาเขียวขจี ไม่ใช่ซิ ต้องเรียกว่า ทุ่งนาเหลืองขจี ผืนใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นจากที่สูง มันเหลืองปนเขียวจางๆ กว้างแผ่ลามขึ้นเหนือไปจรดทุ่งราบเวียงป่าเป้า ข้าวกำลังจะสุก ทำให้เรานึกถึงคำกล่าวของพ่อหลวงปัน ครูชาวนาของเรา “ข้าวจะสุกจากเหนือลงใต้ ผลไม้จะสุกจากใต้ขึ้นเหนือ” ภาพที่เราเห็นทำให้ไม่อยากเดินทางต่อ มันสวยจริงๆ นี่แหละ คือ มนต์เสน่ห์ที่ทำให้เราขึ้นมาทำงานทางเหนือ “ทุ่งรวงทอง ผ่องอำไพ” แต่น่าเสียดายทุ่งรวงทองนี้ ไม่ใช่เป็นของคนที่หลั่งเหงื่อลงแรงเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเนรมิตรมันขึ้นมา เจ้าศักดินาต่างหากเป็นเจ้าของ นี่แหล่ะ ปมเหตุของการกำเนิดสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

เส้นทางค่อยลงลาดลงไปเรื่อยๆ ที่เรียกว่า สันเขา มันเป็นสันเขาจริงๆ เป็นทางแคบ สองข้างเป็นหุบลาดลงไปป่าไม้หนาทึบ พวกเรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนนี้ หากใครตาดี มองจากข้างล่างอาจเห็นพวกเราตัวนิดๆ เคลื่อนที่อยู่ กลางคืนถ้าเดินบนนี้แล้วใช้ไฟฉาย เสียลับแน่ พวกเราระมัดระวังมากขึ้น ถ้าใครเดินสวนขึ้นมา เจอกันจังๆหน้าแน่นอน ไม่มีที่หลบ อนาคตหากใช้เส้นทางนี้ ควรหาทางเดินตามไหล่เขาลัดเลาะไปดีกว่า ไม่นานพวกเราเห็นถนนสายดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน ยาวเลื้อยเป็นสีเงิน เห็นหมู่บ้านตามข้างทาง เป็นหย่อมๆ น่าจะเป็นบ้านโป่งน้ำร้อน เราเคยขับมอเตอร์ไซด์ผ่านมาบ่อยๆ

ขวามือพวกเรา เห็นหมู่บ้านอีกไหล่เขานึง แถวนี้ คงเป็นวังเหนือ มีหมู่บ้านลายแห่งมากกว่า น่าเสียดายนัก งานสหพันธ์ฯ ของพวกเราขยายมาไม่ถึงแถวนี้ จะมีเครือญาติของสหพันธ์ฯอยู่แถวนี้บ้างไหมหนอ พวกเราไม่กล้าเดินทางลงไปต่อ เกรงจะเจอชาวบ้าน เพราะเริ่มมีเส้นทางเดินปรากฏชัดมากขึ้น นี่ถ้ามีแผนที่ มีกล้องส่องทางไกล เราคงจะได้เห็นสภาพภูมิประเทศแถบนี้ชัดขึ้น ไม่เป็นไร เก็บไว้ให้หน่วยสหายที่จะต้องทำงานมวลชนแถวนี้มาสำรวจละเอียดอีกที วันนี้เราพอก่อน เดินทางกลับกันเถอะ แต่เวลายังเหลือมาก ถึงแม่โถยังไม่เที่ยง ตัดสินใจสำรวจแนวเทือกเขาอีกเส้นนึ่ง เส้นที่พวกเราใช้เดินทางขึ้นมาเห็นแต่ภาพตอนกลางคืน ไม่เคยเห็นภูมิประเทศตอนกลางวันเลย กินข้าวเที่ยงที่จุดเขตสามจังหวัด

เรานั่งจังหวัดเชียงใหม่ อีกสามสหายนั่งจังหวัดลำปางและเชียงราย แม้จังหวัดจะอยู่ห่างไกล แต่เรามานั่งกินข้าวร่วมกันได้ มีกับข้าวเป็นปลาแห้งและน้ำพริกตำ (มื้อไหนไม่มีน้ำพริก รู้สึกพวกเราจะกินข้าวไม่อร่อย) วางอยู่ระหว่างจุดแบ่งเขต ท่ามกลางแสงแดดจ้าแต่ไม่ร้อน อากาศหนาวแต่สบาย มีความสุขดี กินข้าวได้เยอะ

ภูมิประเทศด้านตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวถนนดอกสะเก็ด-แม่ขะจาน เป็นป่าหนาทึบกว่าด้านที่เราสำรวจตอนเช้า เดินลงมาไม่นาน เป็นทุ่งป่าเกี๊ยะ ลงมาเรื่อยๆ จนถึงลานเก๊ยะ จุดที่เราเคยพักดื่มน้ำตอนที่เดินทางขึ้นมาครั้งแรก พวกเรายังไม่เห็นหมู่บ้าน ยังไม่เห็นถนน ลงมาอีกเป็นป่าดิบแต่ไม่ชื้น บนดอยนี้ เราเห็นหลังคาหมู่บ้านแล้ว มีอยู่หมู่นึงตั้งอยู่ในป่า ไม่รู้ว่าชื่ออะไร มีสักสิบกว่าหลัง รอบๆเป็นป่าไผ่ทึบ ไผ่ที่พวกเราเห็นมีลำใหญ่มาก  อาชีพของชาวบ้านน่าจะเก็บเมี่ยง แต่ไม่เห็นทุ่งเมี่ยง ย่านนี้คงมีร่องรอยเส้นทางมากพอดู น่าจะมีทางเดินลงถนนได้ เป็นหมู่บ้านอีกแห่ง ที่จะต้องทำงานมวลชนในวันข้างหน้า เดินลงเลยไป เห็นถนนแล้ว มีหมู่บ้านริมถนน คงเป็นบ้านแม่หวานหรือบ้านโป่งดิน เราเคยแวะซื้อน้ำกินที่นี่บ่อยๆ เวลาใช้เส้นทางนี้ไปมาเชียงใหม่เชียงราย ไม่มีสหพันธ์ฯ ที่นี่เหมือนกัน น่าเสียดายมาก

ตอนนั้นที่วางแผนขยายงานขึ้นป่าดอย เราน่าจะดูแลแถวนี้ด้วยนะ จำได้ว่า กลางปี 19 ส.ฐานหรือตุ๊กในเวลานั้น เคยพาชายคนหนึ่งรูปร่างล่ำสันมากับ าจารย์ มช. คนนึง น่าจะนามสกุลเหมือนชื่อถนนในชียงใหม่ มีเราและมี ส.ชิงชัย เดินทางมาสำรวจตามถนนสายนี้จากดอยวสะเก็ด ถึงบ้านโป่งดิน จำได้ว่าชายหนุ่มคนนี้ บอกว่า ที่นี่เหมาะมาก เราคิดในใจเหมาะอะไร จะทำอะไรกันที่นี่ ส.ชิงชัย กระซิบเรา เป็นเขตจรยุทธ์ เราบอก ส.ชิงชัย ว่า แล้วมวลชนเราอยู่ไหน?

เหล่าสี่สหายสิ้นสุดภาระกิจวันนี้ที่ตรงนี้ เดินทางกลับเข้าบ้านของเราที่หนาวเย็นแต่อบอุ่น เที่ยวนี้เราร้องเพลง เราเป็นทหารของประชา จับอาวุธขึ้นมาปลดปล่อยไทย … ส.นักร้อง ก็ร้องด้วย พวกเรามีความสุขดี


**สำรวจ เทือกดอยตะวันตก – มองเห็นหมู่บ้านมวลชน ของ พวกเราแล้ว ไกลลิบๆโน้น

วันนี้เหล่าสี่สหายเตรียม ข้าวสาร อุปกรณ์หุงต้ม เครื่องนอนใส่เป้ถุงปุ๋ย ตั้งใจออกสำรวจแนวเทือกเขาฝั่งตะวันตกกัน แล้วจะพักอยู่แถวนั้น ให้เวลากับพื้นที่ที่เราจะต้องทำงานมวลชนมากสักหน่อย เดินลงจากยอดดอยแม่โถ

[บางทีเราก็รู้สึกแปลกใจ ภูเขาย่านตะวันตกของภาคเหนือมักเรียกว่า “ดอย” แต่ย่านตะวันออกมักเรียกว่า “ภู” ดอยกับภูมันต่างกันยังงัย]

เส้นทางที่ผ่าน ช่วงแรกมักเป็นต้นไม้ดูดึกดำบรรพ์ เพราะมีมอสเฟิiNนขึ้นหุ้มต้นไม้หนาแน่น อากาศชื้นมากและหนาว สักครู่ใหญ่ก็มาถึงดงหนามไม้เลื้อยเป็นดงทุ่งใหญ่ ใบเหมือนใบองุ่น มีหนามเต็มลำคมแหลม แทงเข้าเนื้อแต่ละ ปวดแสบปวดร้อน ทีแรกจะฟันให้เป็นทาง แต่มานึกอีกทีปล่อยไว้แบบเดิมอะดีแล้ว มันทำหน้าที่เป็นกำแพง ไม่ให้ชาวบ้าน ขึ้นไปถึงดอยแม่โถ ทำให้บนนั้นดูปลอดภัย ทุรักทุกเรมาหลายนาที ผ่านดงหนามมาได้ เจอทางราบเดินสบายๆ มีป่าเกี๊ยะอยู่หนาแน่นเหมือนกัน แต่นี้จะเริ่มเดินทางสำรวจ ตามแนว เทือกเขาตะวันตกกันแล้ว

มาสักชั่วโมง มาเจอทุ่งราบบนดอย สวยจริงๆ เต็มไปด้วยหญ้า ดอกไม้ป่าออกดอกสารพัดสี เราไม่รู้จักสักต้น ถ้าเหล่าสหายก็ไม่รู้ บริเวณนี้เริ่มมีร่องรอยคนเดินบ้างแล้ว ไม่ใช่ร่องรอยที่สหายทำเอาไว้ เราเดินตามร่องรอยนี้ไป ผ่านทุ่งดอกไม้นี้ อดครึ้มใจร้องเพลงออกมา.....

 “แดนป่าเขาหนูน้อยเริงใจ เก็บดอกไม้สอดใส่แซมผม
ดอกมะลิวัณย์ กรรณิการ์ ลั่นทม เฝ้าเด็ดดมนิยมแดนไพร
ชวนกันร้องเพลงเพลิดเพลินไป น่าชื่นใจดอกไม้ในดง”

ส.นักร้อง หันมามองเรา หัวเราะ คงคิดในใจว่า “เรานี้แปลกคน ทำตัวเหมือนเด็ก ทำอย่างกะมาเที่ยวป่า” เราได้คิด ตาย...เดียวเสียลับหมด แต่ก็ยังร้องเพลงนี้อยู่ ร้องในใจ เพราะมันทำให้เราเบิกบาน ลดความตึงเครียดได้มากเลย ดังนั้นบริเวณแทบนี้ เราจึงตั้งชื่อให้กับมันว่า ทุ่งดอกไม้ เป็นที่รู้กันของสหายที่มาทีหลัง ที่มีโอกาสเดินทางผ่านทุ่งนี้ และเป็นหน่วยทำงานมวลชนเขต 20 นี้

มาสักพักใหญ่ๆ มาถึงสันเขาแคบสูง ที่มุมนี้ พวกเรามองเห็นทุ่งราบใหญ่ แอ่งทุ่งนา แห่งเมืองเชียงใหม่แล้ว เหลืองเหมือนกัน แต่ ไม่ประทับใจเท่าที่เห็นเมื่อวาน วันนี้มีเสียงระเบิดหินอีกแล้ว ดังมาจากหุบเขาตะวันออก พวกเรามองดูทุ่งกว้างข้างหน้า เห็นหมู่บ้าน ถนนหนทาง เห็นตัวอำเภอดอยสะเก็ด เยื้องมาทางเหนือ สันกำแพงเยื้องมาทางใต้ เห็นตัวเมืองเชียงใหม่ เห็นลานสนามบินเชียงใหม่ โอ้... เชียงใหม่อยู่แค่เอื้อมนี้เอง!

มองไปที่เทือกดอยข้างหน้า เห็นวัดดอยสุเทพลางๆ ระหว่างกลางดอย ดอยปุยอยู่ต่ำกว่าที่เรายืนอยู่เสียอีก ข้างล่างระหว่างภูผาชั้นนี้ ต่อมาเราเรียกที่นี่ว่า “ภูผาชัน” เพราะมันเป็นสันดอย บนภูผา   ที่       ชันมาก....กลางหุบข้างล่างเห็นหมู่บ้านหนึ่งมีไม่กี่หลังคาเรือน น่าจะเป็นหมู่บ้านป่าเมี่ยง เรียกชื่อว่าอะไรน่า สหายบอกเราเหมือนกันจำไม่ได้ ที่นี่ไม่มีสหพันธ์ฯเหมือนกัน จะเป็นหมู่บ้านมวลชนต่อไปที่จะต้องเข้าไปขยายงาน ....ดู ๆ เหมือนมีเส้นทางใช้เดินลงที่ราบได้ ตรงที่ราบเป็นเนินดอย น่าจะเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยแก้วของในหลวง เพราะการจัดวางเรียงบ้านแต่ละหลัง เป็นแนวเป็นแถว เราเคยมาตอนที่อยู่ศูนย์การุณย์เชียงใหม่ ดูท่าหมู่บ้านนี้จะทำงานมวลชนลำบากกระมัง เพราะเป็นหมู่บ้านจัดตั้งของทางการ ไม่จำเป็นอย่างเพิ่งเข้าไปยุ่งจะดีกว่า

เราตั้งข้อสังเกตว่า ภูผาชั้นลูกนี้น่าจะเป็นดอยที่สามารถมองเห็นจากตัวเมืองเชียงใหม่ หรือจากดอยสุเทพ เป็นดอยที่สูงที่สุดที่มองเห็นจากที่ราบได้ ดังนั้น วันหน้าเวลาผ่านภูผ่าชันตอนกลางคืนต้องพรางไฟฉายให้ดี มิฉะนั้นข้างล่างจะเห็นพวกเราได้..... [แต่ที่ไหนได้ อีกสองเดือนต่อมา เรากลับต้องมาอาศัยนอนที่นี่คนเดียว เปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก จะเล่าต่อไป]

สหายช่วยเราชี้ว่า หมู่บ้านสหพันธ์ฯ ในเขต ดอยสะเก็ด อยู่ตรงไหนบ้าง บ้านพวกเราอยู่ตรงไหน เห็นแล้วก็ได้แต่นึก นึกว่า สหายเราที่จะทำงานมวลชน ฟื้นงานสหพันธ์ฯ ในพื้นที่นี้จะเดินทางลงไปอย่างไร คงลำบากน่าดู มองไปมองมาประทับภาพเหล่านี้ไว้ในความทรงจำแล้ว ก็เดินทางกันต่อ ค่อยๆ ไต่ไปตามแนวหินอย่างระวัง มิฉะนั้นก็ต้องฝังร่างไว้ใต้ผานี้แน่ จะเดินอีกด้านก็ไม่ได้ มันชันซะเรียบ ไม่มีร่องหินให้จับ ให้เกี่ยว จำใจแล้ว ต้องใช้ทางนี้ อนาคต คงต้องสร้างเส้นทางเดินด้านใน ตามไหล่เขาแทน มิฉะนั้น เสียลับแน่ๆ

พ้นมาได้ เดินลงมาหน่อย สภาพป่าดูเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่ป่าผืนเดียวกันกับที่ผ่านมา พวกเราเข้าเขตป่าดิบชื้นแล้ว มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นหนาแน่น ด้านพื้นมีต้นไม้เล็กพยายามขึ้นสู้เหมือนกัน ดูช่างเหมือนป่าที่ฐานที่มั่นผาจิ ที่ส่วนใหญ่เราเดินทางผ่าน สองข้างทาง เป็นเทือกเขามีสันเขาเชื่อมกันไปมาซับซ้อน ลดระดับกันลงไป เจอต้นไม้ที่มีลูกคล้ายๆ เกาลัด แต่ลูกเล็กกว่ามีเปลือกเป็นหนามหล่นที่โคนต้นมากมาย เก็บมาทุบดู กินได้แม้ดิบๆ รสชาดเหมือนเกาลัด แต่สหายบอกว่าเหมือนถั่วลิสง เลยเก็บใส่ย่ามเอาไว้เผากินคืนนี้

เดินทางต่อ เราเริ่มเห็นเส้นทางเท้าที่ชาวบ้านใช้กัน มันเริ่มกว้างขึ้น ยิ่งมาพบอีกว่า เป็นทางที่เหมือนมีการถากทางไหล่เขา ให้เรียบกว้างซักครึ่งเมตร นี่ไม่ใช่เป็นแค่ทางเดินแล้ว มันน่าจะเป็นทางใช้สัตว์บรรทุกของด้วยสัตว์เลี้ยงเดินด้วยแน่ มีรอยเท้าสัตว์ น่าจะเป็นลา หรือ ล่อ หรือม้า อย่างใดนี่แหละ โชคดี เส้นทางที่พบนี้ดูเก่า มีหญ้าไม้เลื้อยขึ้นมากแล้ว เป็นยังใช้ได้ดี แนวเส้นทางมาจากเหนือไปใต้ คงเป็นเส้นทางบันทุกเมี่ยงกระมั่ง นี่แสดงว่า ปลายทางสองข้างต้องมีหมู่บ้านตั้งเรือนอยู่แน่ พวกเราต้องใช้ความระวังตัวกันมากขึ้น ค่อยๆไป ไม่รีบร้อน

แต่เจ้ากรรม ความที่เราไม่ระวังตัวเท่าที่ควร เดินใกล้สหายที่เดินนำหน้ามากเกินไป พอสหายผ่านต้นไม้ที่มีกิ่งยาวขวางทางออกมา สหายปัดก่งไม้นั้น พอเดินผ่านก็ปล่อยกลับ มันดีดเข้าที่ตาเราอย่างแรง ได้เรื่องแล้วซิ คอนแทกเลนซ์ทั้งสองข้างที่ใส่มา กระเด็นหลุดออกไป ช่วยกันหาตั้งหลายนาทีก็ไม่เจอ นี่ก็บ่ายแก่ๆ จวนค่ำแล้ว มองอะไรที่พื้นก็ไม่ค่อยเห็นแล้ว เราตัดสินใจให้เดินทางต่อ โชคดีในย่ามเรามีแว่นคู่นึง เป็นแว่นเก่าที่ใช้ประจำติดตัวมาด้วย ลองไม่ใส่แว่นเดินทาง มันทุรักรักทุเรมาก เสียเวลาเดินทาง จะเสียงานหมด จำเป็นต้องใส่แว่นแล้ว เราเครียดมากขึ้น ต้องระวังการเสียลับมากๆ ตอนนี้เรากำลังกลายเป็นตัวปัญหาของสหายแล้ว ไม่สนุกเอาเสียเลย....

พวกเราสำรวจต่อไป จนมาถึง สันเขาที่ค่อยข้างราบ มีเส้นทางเก่าๆ ผาดผ่านตะวันตกตะวันออก มองลงไปทางตะวันออก ทางนี้คงลงไปหมู่บ้านแถวแจ้ซ้อน ที่สองวันที่แล้วเราไปสำรวจมา ทางตะวันตก เส้นทางยังไปตามสันเขามุ่งไปทางใต้ เราคิดว่าคงเป็นทางไปหมู่บ้านป่าเมี่ยงอีกแห่ง ที่เราเคยดูจากแผนที่เชียงใหม่ และขอให้ ผปง.เมือง กับ พ่อหลวงศรีทน ช่วยสำรวจเมื่อครั้งเตรียมที่พักพิงในป่า เบื้องหน้าเราเป็นดอยเขาสูง สูงมาก พวกเราไม่ปีนขึ้นไป เดินตามทางเส้นทางที่เห็นดีกว่า

[ดอยสูงที่ว่า คือ ดอยแม่ตะไคร้ ต่อมาเราเรียกเขตนี้ว่า เขต 18 แห่ง เขตงานใหม่ 8/1 เป็นฐานของหน่วยงานมวลชนที่จะดูแลพื้นนี้และงานมวลชนเขตดอกสะเก็ด]

ใกล้ค่ำแล้ว ตัดสินใจลงหุบเขาข้างๆ ดอยแม่ตะไคร้ ที่นี่ทากเยอะมาก โดยเฉพาะ ทากเขียว ( ทากดิน จะสีคล้ำดำ อยู่ตามพื้นชื้น แต่ทากเขียวสีเขียวชอบเกาะอยู่ตามใบไม้ ดีดตัวเข้าจับเกาะติดสัตว์หรือคนที่เดินผ่าน) ได้พื้นที่ราบพอสมควรมีต้นไม้หนาทึบ มีลำห้วยน้ำๆไหลผ่าน มีกล้วยป่าขึ้นหนาแน่น มั่นใจว่าเมื่อก่อไฟหุงข้าว แสงและควันคงไม่ลอดออกไปให้ใครเห็น แบ่งงานกัน.... เราปรับที่ทางใช้นอน บางคนก่อไฟเตรียมหุงข้าว บางคนเตรียมทำลาบกระรอก ที่ยิงมาได้ตอนกลางวันสองตัว เที่ยวนี้ได้กินแกงปลีกล้วยกันอีกแล้ว บางคนตัดกระบอกไม้ไผ่ ใส่น้ำไว้กิน วันนี้พวกเราทุกคนต่างเสียเลือดให้กับทากเขียวคนละสองสามตัว คืนนั้น....นั่งล้อมกองไฟ เอา "เกาลัดป่า" มาเผากินกัน เพลิดเพลินเจริญใจกันดี

 
**สำรวจพื้นที่ เขตงาน 18 ของ เขตงานน้องใหม่ 8/1 –ที่นี่แหละต่อไปจะเป็น ฐานงานหลัก ของ เหล่าสหาย 8/1

การสำรวจพื้นที่เขตงาน 18 เริ่มต้นอีกวัน พวกเราเลือกที่จะสำรวจจากดอยแม่ตะไคร้ ลงไปทางบ้านป่าเมี่ยง เส้นทางที่จะนำพวกเราไปสู่หมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ ที่ดอยสะเก็ด เราต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะแถวนี้ปรากฏเส้นทางที่ใช้เดินทางของชาวบ้านเด่นชัด มีหลายทาง มากกว่าทุกที่ที่เราเคยสำรวจมาตลอดสามวันที่แล้ว

ส.นักร้อง ที่มีอาวุโสกว่าสหายคนอื่นๆ บอกว่า วันนี้ขอให้เราพักอยู่ที่นี้กับสหายเยาวชนมังกรน้อยที่เราจำชื่อไม่ได้ (เราขอเรียกว่า ส.มังกรน้อย ก็แล้วกัน) เธอจะไปสำรวจกับ ส.มิว สองคน เธอเห็นความลำบากที่เราต้องใส่แว่นเดินทาง สำรวจได้สภาพที่ชัดเจนแล้ว ค่อยให้เราไปด้วยจะดีกว่า

เราเองก็อึดอัดใจ ดูเหมือนสหายทั้งสามยกให้เราเป็นสหายนำไปแล้ว แต่สหายนำกลับพักอยู่กับที่ คราวที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข เราไม่ได้ร่วมด้วย แต่เหตุผลของ ส.นักร้อง มีเหตุผลดี เพื่อรักษาความลับไว้ให้นานที่สุด และลดความกังวลของสหาย เราจึงเห็นด้วย เราอยู่ที่นี่ จะเตรียมอาหารข้าวปลาไว้ให้ เวลาสหายกลับมา

สหายทั้งสอง ออกเดินทางสำรวจแล้วพร้อมห่อข้าวกลางวัน เหลือเราสองคน อยู่กันอย่างนั้นพูดคุยกันเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ตอนสายๆ ก็คิดได้ บอก ส.มังกรน้อย ว่า แทนที่เราจะอยู่เฉยๆ ที่นี้ พวกเราขึ้นไปหาทำเลซุ่มเฝ้าดู เส้นทาง ที่เราเจอเมื่อวาน ดูซิว่ามีชาวบ้านผ่านไปมาหรือเปล่า มีมากแค่ไหน หรืออย่างไร เราก็สำรวจภาย ในหุบเขาที่แหละ หาทำเลดีๆ เสียลับยาก เผื่อจะใช้เป็นที่พักแทนดอยแม่โถได้บ้าง เป็นอันว่าวันนั้น เราไม่ได้อยู่นิ่งๆ แล้ว มีงานทำแล้ว ค่อยสบายใจหน่อย

เที่ยวนี้เราได้ที่นอนกันใหม่ ดูดีกว่าเก่า ไม่ชื้นแฉะ น้ำท่าดี มีแดดส่งถึง รอบข้างเป็นป่าทึบ คงไม่มีชาวบ้านหรอพรานป่าลงมาที่นี่แน่ๆ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรให้ให้ลงมาหา เส้นทางลงมาที่นี้ ใช้ลัดเลาะตามไหล่เขาดอยแม่ตะไคร้ ลงไปไม่นานนัก มีช่องทางหนีทีไล่ไปได้ทั้งสามทิศ ที่ชาวบ้านไม่ใช้กัน

ตกเย็น พวกเรามาเจอกันอีก เที่ยวนี้ได้กินแกงหน่อไม้ เห็ดป่าร้อนๆ พักผ่อนสบายๆ แล้ว ก่อกองไฟเล็กๆ เช่นเคย ที่นี่อากาศไม่หนาวเท่ากับที่ดอยแม่โถ ลมหนาวก็ไม่พักแรง เย็นสบายๆ

เที่ยวนี้เราได้หัวต้น "หมาขนทอง" ใบคล้ายต้นเหิน แต่ยาวใหญ่กว่า หัวของมันมีขนสีทองๆ ขึ้นเต็ม ขนมันใช้ห้ามเลือด หัวมันปลอเปลือกออกฝานเอามาต้มน้ำกิน น้ำเป็นสีคล้ายๆ น้ำชา รสชนฝาดอมหวาน สรรพคุณเพิ่มพลังความร้อนในร่างกาย ละลายหินปูน ป้องกันโรคนิ่วกระเพาะปัสสาวะและที่ไต ตำราบอกไว้อย่างนั้น เสียดายเราจำชื่อไม่ได้ เลยตั้งชื่อให้มันว่า หมา(จู)ขนทอง ขึ้นตามไหล่เขาชื้น ยิ่งมีห้วยผ่านยิ่งขึ้นมาก เคยเห็นที่ฐานที่มั่นผาจิ ตอนไปพักกับหน่วยทำงานมวลชน ส.นักร้อง ก็เอาใบชามาให้ด้วย บอกว่าเก็บมาจากต้นเมี่ยงป่า มีมากตามเส้นทางลงไปหมู่บ้าน เอาใบมันมาคั่วให้แห้งกรอบ แล้วต้ม กลิ่นชาออกมาอย่างเด่นชัด หอมและหวานน่าดื่มมาก ตกลงพวกเรามีน้ำชาและน้ำหมาขนทองให้กินกันสลับกันไปทุกคืนแล้

จากที่เราพัก มีเส้นทางลงไปที่หมู่บ้านป่าเมี่ยงจริงๆ สหายเราไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้าน มีบ้านอยู่สิบสองหรือสิบห้าหลัง เกาะอยู่ใกล้ๆ กัน ห่างจากหมู่บ้านนี้ห่างออกไปราวร้อยกว่าเมตร มีต้นเมี่ยงปลูกกันมาแถว แต่ไม่มากนัก ส่วนมากเป็นต้นที่ปลูกทิ้งเก่าแล้ว จากหมู่บ้านมีเส้นทางเดินลงไปข้างล่าง และมีอีกเส้นทางหนึ่ง ใช้เดินทางลงข้างล่างได้เหมือนกัน ดูเหมือนจะเป็นทางขนานกันลงไป (ทำไมต้องมีอีกเส้นด้วยน้า) เส้นจากหมู่บ้านจะกว้างกว่าเส้นที่ขนานมีร่องรอยสัตว์ต่าง เส้นขนานเป็นทางเดินแคบๆ ลงไปสักชั่วโมงจะถึงป่าไผ่เป็นดง ไผ่กำลังออกดอก (ไผ่ออกดอกแสดงว่ามันจะใกล้อายุไขของมัน) มีเสียงไก่ป่าหลายตัว แต่ไม่ได้ยิงมา ลงมาเรื่อยๆ จนถึงป่าตึง จะโล่ง เป็นดอนขึ้นๆลงๆ สลับกันไป จนถึงเส้นทางเป็นถนนลูกรัง เข้าใจว่า ไปบ้านออนหลวย แต่ไม่เข้าไป ดินทางกลับขึ้นมาทางเดิม

ส่วนของเราที่เฝ้าสังเกตเส้นทางบนนี้ ตอนบ่ายแก่ๆ มีชาวบ้านสองคนเดินขึ้นมาจากทางตะวันตก พูดคุยกันเป็นภาษาคำเมือง สำเนียงไม่ใช่คนยอง เป็นคนเมืองแน่ๆ รูปร่างไม่สูง ออกไปทางผอมๆ ใส่เสื้อแบบที่ชาวนาเขาใส่กันตามบ้าน ใส่รองเท้าแตะเก่าๆ มีมีดพร้าใส่ในซองหวายเหน็บไว้ที่เอว คาดผ้าขาวม้าเก่าๆ เสียดายสองคนนี้ไม่พูดถึงชื่อกันและกัน เลยไม่รู้ว่าชื่ออะไร เหมือนเป็นเพื่อน มีปืนแก๊ปคนละกระบอก สูบยาเส้นทั้งคู่ เดินแบบสบายๆ ไม่เห็นมีของป่าอะไรติดตัวมาด้วย เดินทางไปทางหมู่บ้านป่าเมี่ยง น่าจะเป็นชาวบ้านที่นี่

ผ่านไปอีกวัน ถึงวันใหม่ ตกลงกันว่าจะทำแบบนี้อีก แต่จะเปลี่ยนเป็น ให้สหายทั้งสอง เดินทางจากข้างล่าง ทำทีว่าขึ้นมาข้างบน เข้าหมู่บ้าน ดูซิว่าจะมีคนรู้จักหรือเปล่า ถ้ามั่นใจว่า ไม่มีให้เข้าทักทายชาวบ้าน บอกว่าขึ้นมาหา ของป่า มาหาหวาย (ที่เราอยู่มีหวายมาก เส้นยาวและใหญ่ด้วย หวายเป็นต้นไม้ต้องห้าม เอาลงไป อย่างเปิดเผยไม่ได้ ผิดกฎหมาย) เอาไปทำเก้าอี้ เหลือเอาไปขาย ถ้ามีใครจะเข้าป่า หาของป่าก็ให้ไปด้วย เสร็จแล้ว ให้เดินทางกลับลงมา แล้วย้อนกลับ มาอีกเส้นทางนึง

ส่วนเรา สองคน จะเฝ้าเส้นทางสังเกตคนผ่าน ไปมา เหมือนเดิม หมู่บ้านนี้ ชาวบ้านส่วนมากขึ้นมาจากข้างล่าง หมู่บ้านแถวนั้น ส่วนมากมาจากหมู่บ้านแถวสันนำแพง แม่ออน เป็นชาวนายากจน ไม่มีที่นา ทีมีอยู่บ้างมีน้อย บางคนเช่าที่นา พอหมดหน้านา จะว่างไม่รู้จะทำงานอะไร จะขึ้นมาเก็บเมี่ยง ตัดใบตองเอาไปรีดทำเป็นมวนยาสูบ หาของป่าบ้าง แต่ตอนนั้นมีคนอยู่ไม่มาก เพราะไม่ใช่หน้าเก็บเมี่ยง มีหลายหลงทิ้งล้างไว้ มีสองสามครอบครัวอาศัยอยู่ถาวร เดินทางขึ้นๆ ลงๆ บางทีก็ข้ามไปแจ้ซ้อน มีบางคนชอบออกมาล่าสัตว์ ที่นี่มีหมูป่า มีเก้งด้วย หน้านี้จะมีคนขึ้นมาหาของป่า ล่าสัตว์ ส่วนของเรา พบว่าเส้นที่เป็นสันสามแพร่ง บนต้นไม้มีห้างด้วย แต่เก่ามาก วันนี้มีชาวบ้านผ่านไปลงทางตะวันออก แต่เช้า แต่ไม่ได้มาจากทางหมู่บ้านป่าเมี่ยง ดูไม่เหมือนออกมาล่าสัตว์ ไม่มีปืนแก๊ป แต่แต่งตัวเหมือนชาวบ้านเมื่อวาน เดินทางดูรีบร้อน คุยกันเสียงดัง ตอนเย็นก็ไม่เห็นกลับขึ้นมา

สี่ห้าวันนี้ พวกเราทำกันแบบนี้ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ เข้าหมู่บ้านป่าเมี่ยงสองครั้ง เดี่ยวนี้เราคุ้นเคยแถวนี้ขึ้นมากแล้ว หาการกินก็มีรสชาดมากขึ้น มีเนื้อกระรอก ไก่ป่ามาให้กินด้วย ไก่ป่าตัวเล็กแต่เนื้อนิ่มหวาน

วันถัดมาเริ่มเข้าร่วมสำรวจด้วย ออกจากที่พักแต่เช้ามืด เดินทางลงที่ราบด้วยเส้นทางขนาน สภาพเป็นอย่างที่สหายบอก เราใช้เวลาป้วนป้วน แถบพื้นที่ออนหลวยมากหน่อย เพื่อเตรียมสำรวจ เส้นทางสำหรับเดินทาง เข้าหาหมู่บ้านสหพันธ์ฯ มวลชนของเราที่ดอยสะเก็ด.....


**สำรวจ เขตพื้นที่ เขต 13 แถบบ้านธิ สันกำแพง เข้าใกล้เขตงานใหม่ 7/2 มากขึ้นแล้ว

หลังจากการสำรวจพื้นที่เขต 18 เสร็จแล้ว สหายของเรายังติดต่อมวลชนหมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ ที่ดอกสะเก็ดได้ด้วยในครั้งนั้น งานของพวกเราเริ่มสัมผัสมวลชนดั่งเดิมได้แล้ว มีความสุขกันมาก คืนสุดท้ายที่หุบดอยแม่ตะไคร้ เลยฉลองไก่ป่ากันอย่างอิ่มหนำ

วันรุ่งขึ้นพวกเรา เคลื่อนขบวนออกสำรวจลงใต้เพื่อหาหนทางเชื่อมการทำงานกับสหพันธ์ชาวนาฯสันกำแพงและบ้านธิ..... สภาพป่าเขาเปลี่ยนไป ความสูงชันของเทือกเขาค่อยๆลดระดับลง จากป่าดิบชื้น มาเป็นป่าเบญจพรรณ แล้วมาเป็นป่าไผ่ เรามาถึงดอลูกหนึ่งสูงกว่าเพื่อนแต่ไม่รู้จักชื่อ เลยตั้งให้เองว่าเป็นดอยบ้านธิ ภายหลังเมื่อได้แผนที่หนึ่งต่อห้าหมื่นมาแล้ว เราจึงตั้งชื่อเป็น เขต 13 .....ไม่ให้ใช้ชื่อดอยเรียกขานกัน เพื่อไม่ให้เสียลับ แถวนี้มีชาวบ้านเข้ามาหาของป่ากันมาก โดยเฉพาะพวกหวาย บางพวกมาตัดไม้เอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ แกะสลัก บางกลุ่มมาตัดไม้ไผ่ เอาไปทำจักสาน ทำตอก ร่องรอยการใช้พื้นที่มีอยู่เต็มไปหมด เราทำอย่างเดียวกันกับที่สำรวจเขต 18

หาที่พักในหุบหลัง ดอย 13 ที่แน่ใจว่า คนไม่เข้ามาใกล้ ปรับเปลี่ยนตัวเองกันใหม่ ปืนลูกซองไม่ต้องสะพายไป เอาแต่ปืนแก๊ป เปลี่ยนมีดเดินป่าแบบม้ง มาเป็นมีดพร้า เพื่อให้ดูกลมกลืนกับชาวบ้านที่ขึ้นมาทำมาหากิน สหายดูไม่สบายใจที่มีชาวบ้านขึ้นมาพลุกพล่าน แต่เรากลับดีใจ เราบอกสหายว่า ที่ซ่อนที่ดีที่สุด คือ ที่ซ่อนที่มีคนอยู่มากที่สุด

วันหลังหน่วยงานที่ทำงานมวลชนที่นี่ สามารถพรางตนเองด้วยการทำงานแบบเดียวกับชาวบ้านที่ขึ้นมาบนนี้ พวกเขาจะไม่สงสัย เพราะใครๆ ก็ขึ้นมาหาของป่า ตัดไม้ไผ่ จักตอก เลื่อยไม้กัน ดีไม่ดีพวกเราอาจจะทำงานมวลชนกับชาวบ้านบนนี้แล้วขยายงานกับไปที่หมู่บ้านของพวกเขาได้อีก เวลานัดแกนนำสหพันธ์ฯ ขึ้นมาพบ ก็ดูจะง่ายกว่าด้วย แต่ที่สำคัญพวกเราจะต้องทำตัวให้มีข้าวของติดตัวให้เหมือนกับชาวบ้านให้มากที่สุด

งานที่เราต้องสำรวจที่นี่ คือ ชาวบ้านที่ขึ้นมาบนนี้พวกเขาอยู่หมู่บ้านอะไร อยู่พักบนนี้ด้วยหรือเปล่า พักกันที่ไหน อยู่กันอย่างไร อยู่กันกี่วัน ใช้เส้นทางขึ้นลงตรงไหนบ้าง มีเส้นทางเดินไปถึงหมู่บ้านสหพันธ์สันกำแพงที่ใกล้ที่สุดทางไหนบ้าง สำรวจตรงนี้ให้ดี

เท่าที่เราจำได้ นอกจากหมู่บ้านบวกค้าง ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่มาก มีกาดวัวกาดควายอยู่ด้วย ที่พ่อศรี ขันตี เป็นแกนนำซึ่งตอนนี้ขึ้นฐานที่มั่นไปแล้ว เป็นหมู่บ้านที่ตั้งห่างจากดอยแถวนี้มาก จะเข้าไปต้องตัดผ่านทุ่งนา  ผ่านหมู่บ้านอื่นด้วย เลยหมู่บ้านบวกค้าง ออกไปค่อนข้างไกล มีอีกหมู่บ้านหนึ่ง แกนนำเข้มแข็งมากชื่อ หมู่บ้านคล้าย กับขึ้นต้นว่า บ้านสันป่า… อะไรนี่อ่ะ ตั้งอยู่ตามแนวลำคลอง เที่ยวนี้ต้องให้ ส.มังกรน้อย ลงไปด้วย เพราะเป็นคนในพื้นที่ เราจะอยู่กับ ส.มิว บนนี้ แนวทางการสำรวจของพวกเราเที่ยวนี้ดูจะทำได้ดีเพราะผ่านประสบการณ์จากการสำรวจเขต 20 และเขต 18 มาแล้ว

ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่า หากเดินทางตามเทือกเขานี้ลงใต้ไปอีก จะสามารถไปถึงหมู่บ้านในอำเภอแม่ทาฝั่งตะวันตก ด้านที่เป็นหุบเขาลงไปถึงที่ราบตามเส้นทางรถไฟ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เรากับศูนย์นักเรียนลำพูนออกค่ายเผยแพร่ประชาธิปไตยครั้งแรกเมื่อปี 17 จึงไม่ได้สนใจที่สำรวจต่อไป ต่อเมื่อภายหลังปลายปี 20 มีสหายมาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ ส.พัลลภ (ผปง.ชาวนา นักศึกษา วค. เป็นชาวสันกำแพง ที่เคยดูแลงานสหพันธ์ฯแถวสันกำแพง บ้านธิ แม่ทามาก่อน) มาเสริมกำลัง ภาระหน้าที่ของเขต 13 จึงต้อง ขยายงานมวลชน ไปถึงแม่ทาฝั่งตะวันตก ซึ่งก็ใกล้กับเขตงานใหม่ 7/2 มากที่สุดแล้ว

พวกเรา ใช้เวลาสำรวจอ ยู่สองสามวัน พอใจกันแล้ว สามารถติดต่อมวลชน แกนนำสหพันธ์ฯ บ้านบวกค้างได้ ก็เดินทางกลับเขต 20 เพราะใกล้เวลา นัดเมล์ กันแล้ว ขากลับ ค่อนข้างผ่อนคลาย กันมาก เพราะพวกเราดูคุ้นเคยสภาพ และเส้นทางที่ต้องผ่าน เดินอีกวันครึ่ง ก็มาถึง ดอยแม่โถ ที่พำนักอันแสนอบอุ่นใจและหนาวยิ่ง


**วางแผนจัดกำลัง –  วิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน ของ เขตงานใหม่ 8/1

เมล์เที่ยวนี้ นอกจากจะได้ แผนที่ กล้องส่องทางไกล เรายังมีสหายขึ้นมาเพิ่มกำลังของพวกเราด้วย เที่ยวนี้ มีส.ชิงชัย และ พ่อหลวงศรีทน ยอดคันทา ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ในสถานการณ์ที่สู้รบขึ้นมาอยู่กับพวกเราด้วย มีสหายชาวนานักศึกษามากันหลายคน รู้สึกว่าจะมี ส.ดอน ส.เหล็ก และ ส.เล่ากื๊อ นศ. มาด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ บางคนคุ้นหน้าบางคนไม่คุ้นหน้า รวมแล้วพวกเรามีกำลังเป็น 11 คนแล้ว

ทุกคนได้พักผ่อนที่ฐาน 20 ดอยแม่โถ เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราไม่เคลื่อนไหวอะไร ให้สหายที่มาใหม่ได้พัก ทีมสหายนำทางก็จะได้พักด้วย ทั้งหมดไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันมานาน เปิดโอกาสให้เหล่าสหายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผ่านมา

เมื่อได้แผนที่มา เราก็รีบศึกษาแผนที่เทียบเคียงกันความทรงจำจากการสำรวจสภาพในเขตงานทั้งสามเขต ช่วงบ่ายเราได้สรุปสภาพเขตงานใหม่ 8/1 และเสนอแผนงาน ให้ทั้งสองสหาย (ส.ชิงชัย และ พ่อหลวง) รับฟัง เพื่อขอความเห็นและมติ กำหนดแนวทางการทำงานในเขตงานใหม่นี้ในช่วงสองสามเดือนแรก

[เราถือว่า พวกเราสามคนเป็นสหายนำของเขตงานที่นี่ เราตั้งของเราเอง เพราะที่นี่สหายที่เป็น ส. มีสามคนนี้เท่านั้น ที่สำคัญทางจัดตั้งไม่ได้แจ้งมาด้วยว่าหน่วยนำที่นี่จะเป็นใคร ดูเหมือนจะปล่อยให้เราดำเนินการเอง ตัดสินใจกันเอง ส่วนตัวแล้วเราไม่เห็นด้วยเลย ควรจะแจ้งมาให้เรารู้ มันกลายเป็นว่าเราอุปโลกตัวเองเป็นสหายนำของที่นี่เอาเอง นี่จะทำงานแบบเดิมๆ อย่างที่เคยทำในโครงงานชาวนาอีกแล้วหรือ]

ดีที่มีแผนที่อยู่กับมือทำให้การอธิบายแลกเปลี่ยนความเห็นดูง่ายเข้า..... จุดแข็งจุดอ่อนของเขตงานนี้ ประการแรก สามารถเดินทางบนดอยลงใต้เชื่อมต่อกับเขต 7/2 ได้ ขึ้นเหนือไปเชื่อมกับเขต 8/2 ได้ (ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามีเขตงานใหม่ 7/3 ขุนฝางอยู่) ประการที่สองภูมิประเทศสลับซับซ้อน กว้างใหญ่ สามารถใช้ยุทธวิธี “เองมาข้หลบ” ได้ (เพียงข้อเดียว ยังใช้ข้อ เองหยุดข้าแหย่ เอ็งเพลียข้าตี เอ็งถอยข้าไล่ ไม่ได้ กำลังของเรายังจัดตั้งไม่สมบูรณ์ในระยะสองสามเดือนนี้) แต่ก็มีจุดอ่อนของภูมิประเทศบางด้าน คือ แนวสันเขาตะวันตกตะวันออก เป็นเหมือนคีมหนีบเรา หากใช้พื้นที่ ในหุบเขาใหญ่ ข้างล่างดอยแม่โถ ศัตรูสามารถขึ้นมา ปิดล้อมเราได้สามทาง คือ จากดอยนางแก้วด้านเหนือ ขึ้นมาดอยแม่โถ จากแจ้ซ้อนด้านตะวันออก และจาก แม่ตะไคร้ด้านตะวันตก ถ้าตั้งฐานที่หุบ เราหมดทางถอยแน่นอน ป่าเขาที่นี่แม้นกว้างใหญ่ แต่เป็นดอยเขาสูงชันมากเกินไป ทำให้มีดอย ที่สลับซ้อนแบบผาจิ ที่ช่วยให้ มีพื้นที่เคลื่อนไหวได้มาก มีน้อยเกินไป ถ้าจะรบกันบนนี้ เรา เสียเปรียบมาก นอกจากเราต้อง คุมสภาพภูมิประเทศที่นี่ได้ทั้งหมด ประการที่สาม ขุมกำลังมวลชน ของเรา มีจุดแข็งและจุดอ่อน อยู่ในตัว ฝั่งเหนือตามแนวถนนดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน ไม่มีมวลชนจัดตั้งของเราเลย แม้จะมีประชาชนอยู่ไม่หนาแน่น แต่ถ้าเราขยายงานมวลชนแถบนี้ได้ เราจะได้พื้นที่ป่าตลอดแนวถนนเป็นเขตงานเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยาวมาก เราจะได้เปรียบเมื่อจำเป็นต้องทำสงครามจรยุทธ์ ชดเชยจุดอ่อนตรงที่เขตนี้เป็นดอยสูงชันได้

ด้านตะวันออกตั้งแต่วังเหนือลงไปถึงแจ้ห่ม มีหมู่บ้านหนาแน่ แต่ไม่มีมวลชนหรืองานสหพันธ์ชาวนาฯ อยู่เลย ยิ่งจากแจ้ซ้อนเข้ามาเขตดอย ศัตรูสามารถตั้งค่ายสกัดเราได้ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะตัดงานเขต 20 และเขต 18 ออกจากกัน แล้วทำลายเราลงทีละส่วนได้อย่างง่ายดาย เพราะมันทำให้พื้นที่ป่าเขาของเราแคบลง ประเด็นนี้ต้องรีบแก้ไข วางแผนส่งมวลชน แกนนำจากหมู่บ้านสหพันธ์ฯหรือสหายที่ไม่เด่นแดง มีทักษะงานมวลชนปิดลับได้ดีเข้าไปเกาะติด ขยายงานมวลชน ควรต้องทำโดยเร็วแต่จะเห็นผลช้าหน่อย ดังนั้น ช่วงนี้ต้องรักษาความลับให้เข้มงวดที่สุด

ส่วนด้านตะวันตกเป็นด้านที่เรามีมวลชนหนาแน่น หมู่บ้านสหพันธ์ฯ มีตั้งแต่ด้านเหนือดอยสะเก็ดไล่ลงไปถึงสันกำแพง บ้านธิ ลงไปทางใต้ แต่มีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ หมู่บ้านมวลชนของพวกเราอยู่ห่างป่าเขา มีหมู่บ้านที่ไม่ใช่สหพันธ์และถนนขวางอยู่ การเดินทางจากที่เราอยู่ลงไปทำงานมวลชนใช้เวลาเดินทางมาก เสี่ยงต่อการเสียลับเร็ว มีหมู่บ้านระหว่างที่ตั้งของเรากับเชิงดอยกระจายอยู่สองสามหมู่บ้านที่ไม่มีมวลชนของเราอยู่ ต้องพยายามเข้าไปขยายงานจัดั้งมวลชนควบคู่กันกับงานมวลชนในพื้นที่สหพันธ์ฯ จะปล่อยไว้ไม่ขยายไม่ได้ จะกลายเป็นฐานของศัตรูจ่อพุ่งมาที่เขตงานเรารอบด้าน

แต่โอกาสขยายเข้าหมู่บ้านที่ว่ามาน่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะเป็นหมู่บ้านเล็ก ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่อยู่ถาวร เราสามารถหาครอบครัวสหพันธ์ฯที่มีความพร้อมตื่นตัวสูง ไม่มีที่ทำกิน ไม่ได้เช่านา ให้ขึ้นมาตั้งครอบครัวในหมู่บ้านเหล่านี้ หรือหาสหายที่ไม่เด่นแดงเข้ามาอยู่ทำมาหากินที่นี่ เพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมระหว่างหน่วยงานมวลชนบนนี้กับชาวบ้าน และถ้าทำได้ดี เก็บลับได้นาน เราสามารถใช้เป็นเส้นทางลำเลียงได้เป็นอย่างดี เดินทางลงไปทำงานมวลชนที่เขตพื้นราบง่ายขึ้น

ดังนั้น ต่อไปนี้ หน่วยงานมวลชน จะต้องแบ่งออกเป็นสามหน่วย ประจำเขต 20 เขต 18 และเขต 13 แยกกันออกไป ไม่ให้เข้ามารวมกระจุกกัน เขตไหนสามารถใช้พื้นที่ป่าใกล้ที่ราบเป็นที่พักพิงทำงานมวลชนได้ ให้ใช้ และพยายามทำให้ใช้ได้ การมาอยู่บนดอยสูงเป็นที่พักพิง เสี่ยงต่อการเสียลับและถูกปิดล้ม จะใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เวลาประชุมหน่วยหรือประสานงานระหว่างเขต ในเดือนสองเดือนนี้ให้พยายามหาหนทางลงไปทำงานมวลชนใกล้หมู่บ้านสหพันธ์ฯ โดยไม่ต้องเดินทางไปกลับทุกครั้ง เปิดเส้นทางลำเลียงเขต 18 และเขต 13 กับเมืองเพิ่มขึ้น ลดการใช้เส้นทางดอยนางแก้วเขต 20 ลงให้มาก ให้สหายทุกคนเปลี่ยนอุปกรณ์ติดตัว เช่นอาวุธปืนลูกซอง หากไม่จำเป็นต้องใช้ให้ฝังไว้ มีดให้ใช้เหมือนชาวบ้าน เปลี่ยนรองเท้าเสียใหม่ ใส่รองเท้าแตะ หรือรองเท้าที่ชาวบ้านที่ขึ้นมาหาของป่าใช้กัน ยกเว้นหน่วยสำรวจพื้นที่ที่จะต้องทำต่อ พยายามสำรวจสภาพของหุบเขาใหญ่ ระหว่างดอยตะวันออกกับตะวันตกนี้ ให้ได้สภาพที่ชัดเจน ดูซิว่าเสียงระเบิดหินในหุบเขามาจากไหน มีทาง จะเข้าไปทำงานในนั้นด้วยได้ไหม

จากการสรุปสภาพเขตงาน พวกเราตัดสินใจ แบ่งเขตงานมวลชนออกเป็น 3 เขตงานใหญ่ เขตงาน 20 ดอยแม่โถ-ดอยลังกา ให้เราและพ่อหลวงประจำเขตนี้ มี หน่วยงานสำรวจและสังเกตมวลชนไว้ด้วย มีกำลัง 4 คน (ส.มิว และส.ดอน อยู่กับเราที่นี่) สำรวจพื้นที่และเงื่อนไขที่จะส่งคน เข้าเกาะติดหมู่บ้านริมถนนดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน หมู่บ้านในหุบบ่อน้ำร้อน เลยไปถึงแจ้ซ่อน

เขตงาน 18 ดอยแม่ตะไคร้ ให้ ส.นักร้อง และ สหายที่มาใหม่อีกสองคน ทำงานสำรวจสภาพ ติดต่อและสร้างสายงาน มวลชนสหพันธ์ชาวนาฯ เขตดอกสะเก็ด และหมู่บ้านริมในเขตป่าเขา เขตงาน 13 ดอยบ้านธิ ให้ ส.มังกรน้อย และ สหายมาใหม่สองคน ทำงานแบบเดียวกับที่เขตงาน 18 และ ที่สำคัญหน่วยนำจะต้อง จัดตั้งเยาวชนมังกรน้อยรุ่นที่สอง ขึ้นมาจากเยาวชนในเขตสหพันธ์ชาวนาฯดอยสะเก็ด สันกำแพงและบ้านธิในเขตงานนี้ให้ได้ภายในเดือนสองเดือนนี้ เพื่อให้เป็นหน่วยสื่อสารระหว่างหน่วยงานมวลชนกับหมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ ให้พ่อหลวงศรีทน และ ส.เทอด ดำเนินการในเรื่องนี้ สหายหน่วยนำถกเถียงรายงาน และข้อเสนอของเราอยู่วันครึ่ง จากนั้น ก็แบ่งหน่วยให้ดำเนินงาน กันทันที ตอนนั้นดูเหมือนจะอยู่ในเดือนตุลา 20

 

** งานมวลชนอุปสรรค –ปัญหา ความน่าเชื่อถือ  ระหว่าง  ชาวนา กับ   นัศึกษา  สะท้อน วัฒนธรรวิถีชุมชชั้นชน ในชนชั้น

การที่มี พ่อหลวง (จำชื่อจัดตั้งไม่ได้จริงๆ) มาประจำเขตงานใหม่ 8/1 ทำให้ การติดต่อแกนนำมวลชนที่ดอยสะเก็ดง่ายขึ้น เพราะพ่อหลวงสามารถบอกได้ว่า ที่เขตนี้มีสหพันธ์ชาวนาฯ อยู่ที่ไหนบ้าง ใครเป็นแกน ส่วนที่สันกำแพงและบ้านธิ ติดต่อลำบาก ค่อนข้างช้า แกนนำบางหมู่บ้านไม่เชื่อสหายของเรา เหตุเพราะเป็นเด็กวัยรุ่น ไม่รู้จักมาก่อน กลัวถูกหลอก ทำให้ตลอดทั้งเดือน งานไปช้ามาก สหายเองก็ดูออกจะท้อๆ สหายของเรา ส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นชาวนากันเกือบทั้งหมด ทักษะงานมวลชนมีน้อย แต่เดิมก็เป็น หน่วยกำลังป้องกันตนเอง ของแกนนำที่เข้าป่า การพูด การจา ไม่ถนัดนัก ปัญหานี้ จะแก้ไขอย่างไรดี...... ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามสำรวจเยาวชน ในแต่ละหมู่บ้าน เพื่อคัดมาเป็น เยาวชนมังกรน้อย เอามาทำงานความคิด กันก่อน ฝึกการส่งสาร การติดต่อระหว่างแกนนำกับสหาย การปิดลับ ถ้างานมวลชนไปได้ช้า การจัดตั้งเยาวชนมังกรน้อยก็เกิดขึ้นได้ช้าเช่นกัน

นี่ยังดี พ่อหลวงได้ให้คำแนะนำไว้ว่า ลูกใคร หลานใครบ้าง ที่น่าจะเป็นเป้าหมาย ไม่งั้น คงหากัน ไม่เจอ จะให้พ่อหลวงลงไปพบแกนนำ ก็เป็นไปไม่ได้ สภาพร่างกาย โดยเฉพาะหัวเข่า ของ พ่อหลวงปวดอยู่บ่อยๆ บางครั้ง ก็ลุกเดินไม่ไหว จะให้ ขึ้นดอยลงดอยสูงชันกันแบบนี้ ทำไม่ได้แน่ ยิ่ง อากาศหนาวเย็น ลงทุกวัน อาการปวดหัวเข่า ก็ยิ่งกำเริบมากขึ้น

ในสภาพเช่นนี้ เราเองก็ต้องงดงานสำรวจพื้นที่ 20 ไว้ก่อน ต้องลงไปพบ แกนนำหมู่บ้าน ที่สหายติดต่อได้ ไปให้ความมั่นใจ ทำงานความคิดกันใหม่ ส่วนมาก หมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ แถบดอยสะเก็ด สันกำแพง เราพอรู้จัก โดยเฉพาะแกนนำจะรู้จักเรา เพราะพวกเราเคลื่อนไหว เดินขบวนประท้วง มาด้วยกันหลายๆ ครั้ง แม้เราจะไม่คุ้นเคยกับ แกนนำมากนัก ต่างจาก ผปง. โครงงานชาวนา ที่ทำงานรับผิดชอบ ในสองสามพื้นที่นี้ อย่างเช่น ส. พัลลภ (จำชื่อจัดตั้งไม่ได้) ส.เคียว ส.ธีรัตน์ (ไม่รู้ชื่อจัดตั้ง) ที่เกาะติดพื้นที่ นี้อยู่นาน เราเองก็ทำจดหมาย ขอสหายเหล่านี้ จากจัดตั้งให้ส่งมา ทำงานที่นี่ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ....ส.ชิงชัย เองก็เดินทางลงไปแล้ว มีหน่วยเมล์พิเศษ มารับ แต่นั้นก็ไม่เห็น ส.ชิงชัย ขึ้นมาที่เขตอีกเลย!

หากจะว่า ด้วยความเชื่อถือ หรือการยอมรับ ระหว่าง ชาวนากับชาวนา ชาวนากับนักศึกษา จากประสบการณ์ การทำงานของเรา พบว่า.... ระหว่างชาวนาด้วยกันก็ยังมีการแบ่งชั้นชน ในชนชั้น ของตน

ชาวนา ที่มี ที่นาทำ แม้เล็กน้อย หรือชาวนา ที่มีอาชีพค้าขายไปด้วย เช่น ขายหมู จะเป็นที่ยอมรับมากกว่า ชาวนาที่เช่านาอย่างเดียว ชาวนาที่เป็นลูกจ้าง ไม่มีที่นาเช่าต้องใช้แรงงานรับจ้างทำนา จะได้รับการยอมรับน้อยที่สุด อย่างเช่น อ้ายใจ (ส.บุญชัย) บ้านสันมนะ แม้เธอจะเป็นประธานสหพันธ์ชาวนาฯ บ้านสันมนะ รับต่อมา จากพ่อตา ที่ถูกลอบสังหาร ไปแล้ว แม้เธอจะกระตือรือร้น ในการเคลื่อนไหว งานสหพันธ์ชาวนาฯ ชุมนุมที่ไหน ไปด้วยทุกครั้ง ใกล้ไกลแค่ไหน ก็ไม่ยั่น แต่เธอดู จะได้รับ การยอมรับ จากสมาชิกสหพันธ์ฯ ในหมู่บ้าน ไม่มากเท่า ส.ดวง ซึ่งเป็นรองประธานฯ เพราะ ส.บุญมี ไม่มี ที่นาของตนเอง ต้องอาศัย ที่นาเช่าและต้องอาศัยพื้นที่ บ้านแม่ยาย ตั้งเรือน อย่างเช่น ส.เติม (จำได้แล้ว สหายชาวนาที่ตาเสียข้างนึง ที่เรา พบครั้งแรกที่โรงเรียนฯ 7 สิงหา ผาจิ สหายที่กำลังเลื่อยไม้ทำโต๊ะปิงปองนั้นเอง) เป็น แกนนำชาวนา ของ หมู่บ้านนึงในพื้นที่ อำเภอแม่ริม เธอเข้มแข็งเอาการเอางานมาก ออกช่วยขยายงานสหพันธ์ชาวนาฯ แถบแม่ริม สันทราย ร่วมกับ ผปง.สมนึก(ปี้) อย่างสม่ำเสมอ เธอเป็นชาวนารับจ้างทำนา เกือบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องค่าเช่านาเลย เวลาว่าง เธอจะทำงานไม้รับจ้างและผลิตขายเลี้ยงชีพไปวันๆ หมู่บ้านที่เธอเป็นประธานฯ อยู่มีมวลชนร่วมสหพันธ์ฯ น้อยมาก แต่เธอเข้าป่าด้วย ต่อมาได้ไปทำงานมวลชนฝังตัวอยู่ที่หมู่บ้าน.. (ขอโทษที่จะไม่เอ่ยชื่อหมู่บ้าน) แนวเส้นทางลำเลียงของเขต 7/3 โดยอาศัยฝีมืองานช่างไม้ เข้าป่าแถบนั้นเลื่อยไม้ผลิตงานเลี้ยงชีพไปด้วยทำงานมวลชนไปด้วย ดูแลเส้นทางให้สหายเวลามาลำเลียงของที่จุดนัดพบกับสายเมล์ (รำลึกมาถึงตรงนี้ ก็ขออนุญาตคาวระจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของสหายท่านนี้ด้วย) ระหว่างชาวนาที่ทำนาและเป็นพ่อค้าด้วย เช่น พ่อหลวงศรีทน และ พ่อศรี ขันที แห่งบ้านบวกค้าง สันกำแพง ชาวนาให้การยอมรับมากกว่า ยิ่งแกนนำเป็นผู้ใหญ่บ้านยิ่งแล้ว ก็ยิ่งได้รับการยอมรับจากชาวนาด้วยกัน หมู่บ้านนั้นจะมีสมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ เป็นจำนวนมาก

เราไม่เคยเห็นแกนนำชาวนาที่เป็นผู้หญิงเลยสักคน วัฒนธรรมวิถีชุมขน ยังไม่ยอมรับการนำของผู้หญิง (แต่แปลกมาก ชื่อหมู่บ้านมากมาย ชื่อห้วยลำธารมากมาย ชื่อดอยมากมาย กลับขึ้นต้นคำด้วยว่า “แม่” เราเองก็ไม่เข้าใจ) ชาวนาที่เป็นคนหนุ่มคนสาวแม้จะมีครอบครัวแล้วกับชาวนาที่เป็นผู้ใหญ่ ชาวบ้านยอมรับ ชาวนาที่เป็นผู้ใหญ่ และระหว่างชาวนากับนักศึกษา ชาวนาจะยอมรับนักศึกษา สูงกว่าชาวนาด้วยกันอย่างเด่นชัดปัญหาวัฒนธรรมวิถีชุมชน มันแบ่งชั้นชนในชั้นนั้นอยู่ด้วยเสมอ แม้แต่สังคมในกรุงเทพ ก็ตาม เราจึงจำเป็น ต้องลงพื้นที่ เข้าพบแกนนำสหพันธ์ชาวนาฯ ที่ติดต่อได้แล้ว เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ (สัญลักษณ์จริงๆ หลังจากนั้นสหายของเราก็ทำงานกับแกนนำเหล่านี้ได้ด้วยดี เราไม่ได้ลงไป ทำงานมวลชนด้วยอีกเลย) เพื่อให้งานมวลชนก้าวหน้าไปตามแผนที่วางไว้

แผนการเดินทาง ลงพบมวลชนที่หมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ แห่งหนึ่งในพื้นที่เขต 13 สันกำแพง ก็ถูกวางขึ้น เราจึงต้องเดินทางไป เขตงานนี้ ปล่อยให้ ส.มิวและส.ดอน อยู่ดูแลพ่อหลวงศรีทน และให้พัก ที่ฐาน เขต 20

**ลงงานมวลชน ครั้งแรก ใน เขตงานใหม่ 8/1 -คันเกือบตาย เจอกัน ที่เถียงนาดีกว่า

เราเดินทางมา ตามเส้นทาง ที่เคยสำรวจ มาถึงเขตงาน 13 ตอนค่ำ คืนนี้ต้องพักที่นี่ เพื่อคุยงานกัน ดูๆ สหายมีความสุขดี พูดจากันเจี้ยวจ้าว ราวกับว่าอยู่ในบ้าน แต่งตัวแบบชาวบ้านกัน

ตอนกลางคืน สหายจะเอาปืนลูกซอง ที่ซ้อนไว้ มาประจำกายพร้อมกับปืนพก ทุกคน มีปืนพกคนละกระบอก เก่าบ้างใหม่บาง มาที่นี่เราได้กิน   ไก่ป่า  ต้มแกง       หยวก...กล้วยอีกแล้ว สงสัยมาทำงานที่นี้สักเดือนจะอ้วน จนเดินดอยไม่ไหวแน่ๆ สงสารไก่ป่า อาจจะสูญพันธุ์ไปจากดอยนี้ ไว้ปลดปล่อยสำเร็จแล้วจะกลับมา ขยายพันธุ์ให้ใหม่ก็แล้วกัน สหายได้นัดมวลชนไว้ คืนวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เย็นใกล้ค่ำ จะเริ่มเดินทางลงไป เพื่อ ให้ถึงหมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ เป้าหมาย สักประมาณสองทุ่ม คืนนั้น ยังเป็นคืนเดือนมืดอยู่ ใกล้จะข้างขึ้นแล้ว

ยังไม่ทันค่ำดี ประชาชนที่ขึ้นมาหาของป่า เลื่อยไม้ จักตอก ก็เดินทางลงดอยกลับบ้านตน ป่าบริเวณป่าไผ่เงียบสงัดอีกครั้ง ช่วงนี้มืดเร็วขึ้น เป็นโอกาสที่ดีของเรา สี่สหายเดินทางลงดอย บ่ายหน้าไปหาหมู่บ้านสหพันธ์ขาวนาฯ ที่นัดไว้ ตลอดทางไม่เจอผู้คน เดินลัดเลาะป่าตึงไปได้ไม่นาน ลงที่ราบเริ่มเป็นทุ่งนาแล้ว ต้นข้าวออกรวงโน้มลง ไหวไปมา ราวกับ กำลังต้อนรับสหายปฏิวัติที่กำลังเดินผ่าน เดินไปตามคันนาที่ค่อนข้างแห้ง เสียงกบเขียดยังดังอยู่เป็นระยะ แต่ไม่มาก เราอดครึ้มใจไม่ได้ก็ร้องเพลงออกมาเบาๆ เป็น เพลงภูสระดอกบัว ของ เขตงานอีสาน...

“ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว….. ต่อศัตรูเราสู้ สู้กับมันไม่ปราณี ต่อประชาที่ถูกกดขี่ เรายอมตายถวายชีวี ต่อสู้เพื่อประชา ศรัทธานี้ไม่สิ้น กอบกู้แดนดิน ให้ถิ่นไทยนี้อำไพ ให้ถิ่นไทยนี้อำไพ…. เราลูกหลานภูสระ.…”  ร้องแล้วทำให้จิตใจฮึกเหิมดี

มองเห็นแสงไฟ ที่หมู่บ้านข้างหน้าแล้ว บางดวง เป็นแสงไฟฟ้าจางๆ เห็นบ้านเรือนดำมืดตัดกับแสงดาวที่ขอบฟ้า มาถึงเถียงนาใกล้หมู่บ้าน พวกเราหยุดรอดูสภาพการณ์ ท้องฟ้ามีแสงดาวสลัว แต่พื้นดินมืดสนิท สหายท่านนึ่ง เดินเข้าไปใกล้บ้านหลังนึ่ง เปิดไฟฉายเป็นสัญญาณสั้นๆ สักครู่ มวลชนก็ลงมาหา สหายกลับมาบอกว่า พ่อ… กับอ้าย… (จำชื่อไม่ได้ทั้งคู่) มารออยู่แล้วในบ้าน เข้าไปได้เลย เรากับสหายขึ้นไปบนบ้าน สหายอีกสองคนเฝ้าต้นทางอยู่ใต้ถุนบ้าน

มวลชน จำเราได้! เรายกมือไหว้ ทักทาย ถามสารทุกข์ สุขดิบกันด้วยความดีใจ “เรากินข้าวมาแล้วหรือยัง” พรางก็บอกแม่บ้านให้ยกสำรับข้าวปลามาให้ “พวกเรากินกันมาเรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นไรไม่ต้องเอาออกมาหรอก” (คำสนทาเป็นภาษาคำเมือง ออกสำเนียงยอง เราเขียนไม่เป็นขอให้คำไทยก็แล้วกัน) ทักทายกันอยู่นาน แม่บ้าน ก็ออกมาคุยด้วย ลูกสาวสองคน อายุราว 15-16 ปี ก็มานั่งฟังเราคุยกันด้วย เราไม่ว่าอะไร [ภายหลังหนึ่งในสองคนนี้ เข้ามาเป็น เยาวชนมังกรน้อยรุ่นที่สองด้วย] บอกว่า ทำงานในโรงงานอาหารกระป๋อง แถวเส้นทางสันกำแพง-เชียงใหม่ เช้าก็ถีบจักรยานออกไปทำงานเย็นก็ถีบกลับมา

[ภายหลังเหตุการณ์ที่เราถูกตามจับ โดยตำรวจหนีมาได้ หลังปีใหม่ เธอคนนี้เป็นคนส่งสาร ให้สหายมารับเรากลับเข้าเขตงาน จะกล่าวถึง ในตอนบาทเดียวในคืนปีใหม่ -อมิตรยังไม่เลิกลา เกือบติดคุกอีกครั้ง ต่อไป ขอบคุณเยาวชนมังกรน้อยคนนี้ด้วย]

เราค่อนข้างดีใจมาก เพราะ แกนนำชาวนา ที่พ่อและอ้ายซึ่งเป็นลูกเขย... จำเราได้ ทำให้การพูดคุยสนทนาเบาแรงไปเยอะ เราเล่าเหตุการณ์ ว่า ทำไมพวกเราต้องเข้าป่าจับอาวุธขึ้นมา ต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการเมื่อครั้ง 6 ตุลา ท้าวถามถึงการต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาฯ ที่ผ่านๆมา กับการสูญเสียชีวิตของผู้นำชาวนา ...นี่เป็น วิธีปรับทุกข์ อีกแบบหนึ่ง ตามหลัก "ปรับทุกข์ ผูกมิตร ปักหลัก จัดตั้ง" เพียงแต่เป็นการรื้อฟื้นอดีต เพื่อกระตุ้นจิตใจสู้รบของแกนนำ แล้วก็บอกให้รู้ว่า เวลานี้ ทั้งนักศึกษาและสหพันธ์ชาวนาฯ ได้จับปืนลุกขึ้นสู้ ตามเทือกดอยทั่วภาคเหนือ แกนนำเองก็ได้ข่าวจากสื่อของท้องถิ่นว่ามีการต่อสู้ที่ลำปาง แม่แจ่ม เราบอกว่าพวกเราเอง (แต่ไม่บอกว่าพวกเราอยู่แถวไหน) เราพยายามขยับตัวเพื่อให้พ่อ..อ้าย.. ได้เห็นปืนที่เราเหน็บไว้ บอกว่า การต่อสู้ครั้งนี้ จะเป็นการปลดปล่อยชาวนาชาวไร่ให้พ้นจากทุกข์ ขจัดเจ้าที่ดินศักดินาตัวร้ายที่ทำร้ายพวกเรา…..

การพูดคุยเป็นไปด้วยดีเกินคาด เราเองก็เชื่อ    อย่างมั่นใจ  ว่า ทั้งพ่อ..และอ้าย… ยังมีจิตใจที่ต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยม คืนนั้นจึงนัดแนะกันว่า พ่อและอ้าย จะไปนัดแกนนำสหพันธ์ชาวนาฯ อีกสามหมู่บ้านใกล้ๆกัน ที่ยังมีใจกับพวกเรา มาเจอกันที่บ้านนี้ อยากให้เราอยู่พูดคุยด้วย

เป็นปัญหาใหม่ขึ้นมาแล้ว ถ้านัดคืนพรุ่งนี้ เราก็ต้องเดินทางกลับไปกลับมาอีก อาจเกิดปัญหาเสียลับได้ บอกกับอ้ายว่าเราเดินทางไม่สะดวก ไม่อยากให้ เจ้าหน้าที่ หรือ พวกนวพล ลูกเสือชาวบ้าน เห็นเรา พวกเรากำลังต่อสู้ กับพวกมันอยู่ พ่อ… ก็เสนอให้เรานอนที่บ้านนี้ อยู่บนบ้านก็ได้ เราขอบคุณ ตกลงเราจะนอนที่นี้ (เอาไงเอากัน เพื่อแลกกับความเชื่อมั่นกลับคืนมา แม้จะเสี่ยงมากสักหน่อย) แต่ถ้าใครเจอเราเข้าอาจเป็นอันตรายกับพ่อ… ได้นะ อ้าย… ก็เสนอให้เราหลบในห้องได้ (เอาเถอะ แล้วค่อยว่าถึง ที่หลบซ่อนอีกที ตอนเดินทางมาเราพอจะเห็นที่หลบซ่อนบ้างแล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยบอกอ้ายเค้าก็แล้วกัน) แต่เราขอให้ พ่อและอ้าย พรุ่งนี้ช่วยพาสหายเราทั้งสามคน แยกย้ายกันไปกับพ่อและอ้าย ด้วยเวลาไปหาแกนนำอีกสามหมู่บ้าน เพื่อให้สหายของเราได้รู้จักบ้านช่อง วันหน้าจะได้เข้ามาติดต่อได้ คุยกันดึกมาก ปาเข้าเกือบตีหนึ่ง คืนนั้นพวกเราได้นอนที่บ้านมวลชนชาวนา เป็นครั้งแรก หลังจากที่ลงจากป่าฐานที่มั่นมา แต่ ส.มังกรน้อย ขอนอนข้างล่างถุนเรือน อยากอยู่ยามให้

เช้ามา หลังจากกินข้าวเช้า ด้วยกัน เราเสนอตัวเอง ขอหลบอยู่ในยุ้งฉางข้าวเปลือก พ่อกับอ้ายไม่อยากให้เราทำอย่างนั้น เราตื้ออยู่นานสองนาน ท่านก็ยอม ยุ้งฉางอยู่ท้ายบ้าน รอบๆจะเป็นทุ่งนา มองจากซอกไผ่ที่ทำเป็นผนังกั้นข้าวเปลือก พอจะเห็นสภาพรอบๆ ได้บ้าง ส่วนสหายสามคน ออกไปทำงานที่ทุ่งนาพร้อมกับอ้าย… บ่ายๆ จะแวะไปนัดแกนนำชาวนา อีกสามหมู่บ้านให้มาเจอกันที่บ้านตอนค่ำ

ช่วงแรกๆ ที่หลบอยู่ในยุ้ง ก็ดูดีอยู่หรอก มีข้าวเปลือก บางมากแล้วเกือบไม่มีแล้ว เอาผ้าขาวม้า มาปูนั่งบ้างนอนบ้าง มองลอดออกไปบ้าง นี่เพิ่งเข้าใจที่ว่า การรอคอยนี่เป็นการทรมานตนเองอย่างหนึ่ง ได้แจ่มชัดมาก ใกล้เที่ยงลูกสาวคนเล็ก เอาข้าวเหนียวกับไก่ต้มมาให้กิน ตอนบ่ายๆ ชักทนไม่ไหว อากาศอบร้อนมาก ไรข้าวปลิวเข้าตัว ยิ่งน้ำก็ไม่อาบมาหลายวัน ยิ่งคันเข้าไปอีก ไม่เป็นอันนั่งอันนอน เรานี่น้า ไม่น่าเสนอตัวมาหลบในนี้เลย... ทรมานตัวเองแท้ๆ ครั้งต่อไปขอเถอะ อย่าต้องมาหลบในยุ้งอีกเลย

พอตะวันพลบค่ำ เราก็ได้อาบน้ำ กินข้าวรอมวลชนมาพบ สามสหายก็ช่างมีน้ำใจจริงๆ ผลัดเวรกันเฝ้าดูที่ถุนเรือน ทั้งๆ ที่เราไม่ได้บอกให้ทำ

คืนนั้นแกนนำอีกสามหมู่บ้านมาตามนัด ทั้งหมด 5 คน ทุกคนเรารู้จักแต่จำชื่อไม่ได้แล้ว พูดคุยกันแบบเก็บเสียง ดูเคร่งขรึมมาก นี่ท่า สหายเราคงไปทำให้ แกนนำทั้งหลายตื่นละซิ บรรยากาศพูดคุย กันดีมาก ได้ทบทวนความหลัง ที่ร่วมต่อสู้กันมา ชุมนุมกันที่ประตูท่าแพ นอนกินด้วยกัน เข้าค่ายสัมมนาชาวนามาด้วยกัน พอบอกว่า ตอนนี้มีทหารปลดแอกมาทำงานทั่วเชียงใหม่แล้ว รวมทั้งที่นี่ด้วย เหล่ามิตรสหายชาวนาดูตื่นเต้น แต่พ่ออุ้ยแกนนำท่านหนึ่งที่อายุมากที่สุด ดูนั่งขรึมๆ ถามเราว่า “จะเอาจริงมั้ย” “จริงแน่นอน” ลูกหลานชาวนาสามคนที่มาด้วย ก็เป็นทหารปลดแอก เพียงแต่ไม่ใส่ชุดทหารดาวแดง เพราะเวลานี้พวกเราจะต้องติดต่ออย่างปิดลับ ช่วยกันรื้อฟื้นสมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ ในหมู่บ้านของเรา ให้ตื่นตัวขึ้นใหม่ แต่ครั้งนี้จะทำเปิดเผย อึกกระทึกครึกโครมแบบครั้งก่อนไม่ได้ ต้องใจเย็นๆ หาวิธีที่ไม่ทำให้ความลับเปิดเผย ไปก่อนที่พวกเราจะพร้อมลุกขึ้นสู้กับพวกมัน ขอให้แกนนำ ประสานงานกับสหาย ที่มาด้วยนี้ คอยนัดแนะกัน ปรึกษาหารือวิธีรื้อฟื้นพวกเรา ขึ้นมาใหม่ การพบกันครั้งนี้ ก็ขอให้เก็บเป็นความลับไว้ก่อน อย่างเพิ่งไปบอกใครแม้แต่ญาติพี่น้องของเรา สหายเราจะมาติดต่อด้วย ช่วยหาที่ปลอดภัย ที่ที่สหาย จะได้เจอพวกเรามาปรึกษาการงานกัน

บรรยากาศดีมากจริงๆ ที่เราดีใจอย่างที่สุดคือ เห็นน้ำใจและจิตใจที่ยังรัก และรู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุขกันของวลชนที่ต่อพวกเรา คืนนั้นพวกเราขอตัวเดินทางกลับไป ตอนนั้นดึกมากแล้ว  ใกล้เที่ยงคืน พวกเรารีบเดินทางออกจากหมู่บ้านกลับขึ้นที่พักเขตงาน 13 ตลอดทางพยายาม สังเกตดูว่า มีใครตามมาหรือเปล่า เลยต้องเดินวกวนไปมา เพื่อการอำพราง เส้นทาง ถึงที่พัก โล่งอก เป็นที่สุด ดีใจเป็นที่สุด งานมวลชนต่อติดแล้ว งานของพวกเราก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว!

 

**เตรียมการ ต้อนรับ เยาวชนมังกรน้อย รุ่นที่สอง ของ งานโครงงานชาวนา ในสถานการณ์ที่ปฏิวัติ - ลูกหลานร่วมชนชั้น มาร่วม ปฏิวัติด้วยแล้ว

งานเขต 18 และ 13 ก้าวหน้ารุดหน้าไปแล้ว แต่งานทางเขต 20 ยังเฉื่อยอยู่ งานการคัดเยาวชนมังกรน้อย ก็เดินหน้าไปได้ดี จนถึงขั้นกำหนดวัน ที่จะให้เหล่ามังกรน้อยขึ้นเขาแล้ว ทีแรก ตั้งใจจะจัดค่ายระยะสั้น 2-3 วันฝึกอบรมมังกรน้อยที่ชายป่า แต่กรงว่างานชายป่าจะเกิดปัญหา งานพวกเรายังไม่แข็งพอ การกุมสภาพพื้นที่ยังไม่หนักแน่นพอ หากเสียลับไป งานมวลชนอาจเสียหาย ครั้นจะใช้พื้นที่ราบ ก็ยิ่งยากไปใหญ่ จะใช้ในเมืองก็หมดหนทาง ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว คิดกันไปปรึกษากันไป ทีมฝึกอบรมมังกรน้อยจะต้องให้พ่อหลวงเป็นหัวเรือใหญ่ พ่อหลวงเดินทางไม่สะดวก จึงตกลงให้จัดขึ้นที่ฐานดอยลังกา ลานโขดหินนั่นแหละ ที่ทางกว้างดี ไม่มีชาวบ้านขึ้นมาแถวนี้เลย แต่เสี่ยงต่อการเสียลับมั้ย คุ้มไม่คุ้ม เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่ต้องขบคิดกัน จะใช้ที่ไหนจัดอบรมแล้วไม่เสี่ยงเสียลับ หรือหากเสียลับ จะไม่เสียหายต่องานหลัก ของเขตงานใหม่.... จะไม่จัดตั้งเยาวชนกลุ่มนี้ สหายเราก็จะขาดแขนขาติดต่อมวลชน ทิ้งไปนาน เมื่อเสียลับ ก็อาจจะไม่ได้มวลชน ที่เป็นเยาวชนกลุ่มนี้ไป ทิ้งเวลาไป ก็จะเสียโอกาส โอกาสได้ขยายงานมวลชน วางรากฐาน การติดต่องานในพื้นที่ราบ กับนโยบายปิดลับ ให้นานที่สุด เราถอนหายใจ เฮือกยาวหลายๆ ครั้ง และรู้สึกจะบ่อยขึ้น ขอเวลาอีก วันสองวัน ช่วยกันคิดให้รอบคอบ จะตัดสินใจ อย่างไรดี ปรึกษาพ่อหลวงแล้ว พ่อหลวงเห็นควรจัดบนนี้?

เรา .....แอบถาม ความเห็นสหายที่ดูแลเขต 18 และ 13 ดูซิ ว่าจะคิดอย่างไร [ที่ต้องแอบถาม เนื่องจากสหายบนนี้ส่วนมาก เป็นมวลชนดั่งเดิมที่พ่อหลวงจัดตั้งขึ้นมา หากพูดคุยกันต่อหน้าแล้ว เกิดมีความเห็นต่าง อาจจะสร้างความรู้สึก ที่ไม่ดีต่อพ่อหลวงหรือกับเหล่าสหายด้วยกัน]

ในที่สุด ก็ตัดสินใจได้ ให้จัด จัดในคืนก่อนยี่เป็งหนึ่งวัน นี้แหละ ให้ฝึกสามคืน สองวัน ส่งกลับหลังวันยี่เป็งหนึ่งวัน ที่เลือกวันช่วงงานวันยี่เป็ง เพราะในเมือง คนมาเที่ยวกันมาก ชาวบ้านชนบท มักจะเดินทางมาเที่ยวกันด้วย พลุกพล่านดี จัดที่ฐานดอยลังกา เขต 20 แต่ต้องยึดกุมหลักต่อไปนี้...

คุณสมบัติของเยาวชนมังกรน้อย ที่จะคัดขึ้นมาฝึก หนึ่งต้องคัดเลือกเยาวชน ที่เป็นลูกหลานแกนนำหรือเป็นญาติพ่อหลวง ที่ไว้ใจได้จริงๆ สองเยาวชนเหล่านี้ ก่อนจะให้ขึ้นมาต้องทำงานความคิดเบื้องต้นก่อน มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั้ย มีนิสัยพูดมากขี้คุยมั้ย (ถ้ามีไม่เอามา) เคยรู้เรื่องการต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาฯ จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือไม่ (ถ้าไม่อย่าเพิ่งเอามา) แต่ถึงเคยดูซิว่า มีใจกับการต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาฯ หนักแน่นแค่ไหน สามเป็นเด็กเที่ยวเก่งไหม อยู่กับบ้านช่วยพ่อแม่ทำงานไหม รับผิดชอบงานบ้านดีไหม หากเป็นเด็กเกเร ดูแล้วไม่รับผิดชอบไม่เอา แม้แกนนำจะให้มาก็ตาม และสุดท้ายอยากช่วยงานปฏิวัติไหม พร้อมไหมที่จะทำงานติดต่อสื่อสาร ไหวพริบพอจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่หนักได้มั้ย เช่น เวลาเอา จดหมายจากสหายไปฝากมวลชนแล้วเจอ ด่านตรวจค้น จะทำอย่างไร ลองทดสอบความคิดดู

ส่วนการพาขึ้นมา หนึ่งต้องไม่บอกที่ตั้ง สองให้นัดเจอเป็นกลุ่มๆ แล้วให้เอารถไปรับ สามให้รับตอนเย็นหรือค่ำ สี่ให้ขับรถวนเวียน ที่เชื่อว่าเยาวชนมังกรน้อยจะจำทิศทางที่จะไปไม่ได้ ห้าให้ย้ายจุดส่งรับไม่ให้ใช้จุดเมล์ หกหารถรับส่งที่ไว้ใจได้จริงๆ (พ่อหลวงแนะนำไว้คนหนึ่งเช่ารถสี่ล้อแดงขับในเมือง พ่อหลวงบอกว่าไว้ใจได้ หลานเค้าเข้าป่าเหมือนกัน ตอนหลังเปลี่ยนใจให้แกนนำชาวนาคนหนึ่ง ซึ่งเคยขับสี่ล้อแดงมาก่อน ให้เป็นคนขับ ให้ยืมหรือเช่ารถมา) และให้มาถึงจุดรับตอนสองทุ่มครึ่ง

เมื่อแนวทางชัดเจนแล้ว สหายแต่ละเขตงานก็รับไปลงมือทำกัน มีเวลาอยู่ราว 20 กว่าวัน ก่อนวันยี่เป็ง มีการระดมเสบียง การจัดเฝ้าเวรระวังแต่ละจุด กำหนดแผนว่าถ้าเสียลับก่อนขึ้น ระหว่างขึ้น ช่วงที่อยู่ฐานฝึก ช่วงกำลังลง หรือลงเสร็จแล้ว จะทำอย่างไร หน่วยไหนรับผิดชอบอะไร ส่วนเนื้อหาการฝึกเป็นหน้าที่ของพ่อหลวงกับเรา เหล่าสหายดูตื่นตัวคึกคัก ความรู้สึกของเราบอกว่า เหล่าสหายดีใจที่เห็นงานก้าวหน้าเป็นรูปธรรม มีกำลังคนใหม่ๆ ญาติพี่น้องร่วมชนชั้นเดียวกัน กำลังมาร่วมงานปฏิวัติกับพวกเขาแล้ว ความเหนื่อยยากที่ได้ลงมือทำไปในสองสามเดือนที่ผ่านมา กำลังจะออกผลให้เหล่าสหายชาวนาได้ชื่นชมแล้ว แต่เรากับพ่อหลวงตรงกันข้าม แม้จะร่วมสุขใจไปกับเหล่าสหาย แต่งานนี้มีผลสองด้านไปด้วยดี หรือเสียลับ เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ครั้งแรกที่มาทำงานในเขตงานใหม่ 8/1 นี้ เครียดมากเอาการ แต่จิตใจ “กล้าสู้ กล้าเอาชนะ” ของพวกเรามีพลังมากกว่า

**สหายเยาวชนมังกรน้อยรุ่นที่สองของโครงงานชาวนาในสถานการณ์ที่ปฏิวัติเขต 8/1 -กำเนิดขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือนยี่ ปี 20

และแล้ว วันขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่ ก็มาถึง สหายที่รับผิดชอบเส้นทางรับเยาวชนมังกรน้อยเดินทางออกจากดอยลังกา ฐาน 20 ไปตั้งแต่สายๆ เพื่อไปกุมสภาพเส้นทางรอรับมังกรน้อยของพวกเรา พวกเราที่อยู่บนนี้ ได้จัดแบ่งหน้าที่กันแล้ว ทีมครัวรับผิดชอบหุงหาอาหารกับข้าว เที่ยวนี้พวกเรามีข้าวนึ่งกินกันแล้ว ตั้งแต่สหายของเราติดต่อมวลชนได้ ข้าวเจ้าแบไม่ได้กินกันอีกเลย แต่ก็ยังฝั่งไว้ตามจุดสำคัญๆ ทั่วเขตงานใหม่ 8/1 ทีมรักษาความปลอดภัยแบ่งเป็นสองชุด ชุดที่ไปเฝ้าเส้นทางที่คาดว่าศัตรูหรือชาวบ้านอาจผ่านขึ้นมาจากเส้นทางดอยนางแก้ว เส้นทางสันเขาตะวันตก และเส้นทางสันเขาตะวันออก ห่างจากฐานดอยลังกา ราว 300 เมตร อีกหน่วยรักษาความปลอดภัยบริเวณฐาน มีสหายไปรับมังกรน้อย 4 คน อาวุธครบมือ หากเสียลับระหว่างทางตกลงกันไว้ให้แบ่งสหายเป็นสองหน่วยรับผิดชอบมักกรน้อยแบ่งเป็นสองกลุ่ม หาทางพามังกรน้อยลงที่ราบตะวันตกและตะวันออกให้ได้ ไม่สุดวิสัยจริงๆ ไม่ให้ใช้อาวุธ ส.ดอนให้ดูแลพ่อหลวง

ใกล้ค่ำแล้ว เราเองอดกังวลขึ้นมาไม่ได้ เราไม่ได้เดินทางไปรับด้วย ได้แต่ภาวนาให้การรับและเดินทางของสหายปลอดโปร่ง ในสถานการณ์อย่างนี้ เรารู้ตัวเองว่าต้องแสดงความเชื่อมั่นออกมาอย่างเดียว ห้ามหงุดหงิด เดี๋ยวสหายรอบข้างพาลหงุดหงิดไปด้วย จะเสียการ แต่ใจไม่เป็นอย่างที่แสดงออกเท่าไร ยิ่งค่ำยิ่งดึก พระจันทร์ก่อนวันเพ็ญก็โพล่ขึ้นมาแล้ว ดวงกลมโตเชียว ดูใหญ่กว่าที่เคยมองจากข้างล่าง ลมหนาวพัดมาเป็นละลอกๆ แล้ว แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่ใจเราร้อน ไม่เย็นตาม อารมณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดกับเรามานานแล้ว จนพ่อหลวงต้องพูดปลอบ เหล่าสหายเข้าประจำที่กันหมดแล้ว....

ยามเมื่อ พระจันทร์ ใกล้ตรงหัว ขบวนสหาย ได้พา เหล่ามังกรน้อยเดินตามกันขึ้นมา เป็นแถวยาว คืนฟ้ากระจ่างอย่างนี้ พวกเรา แทบไม่ต้องใช้ไฟฉายกันเลย ช่วยการปิดลับระหว่างทางได้ดีด้วย เมื่อเหล่ามังกรน้อยมาถึง ต่างทิ้งตัวนั่งลงแบบอ่อนแรง ส่งเสียงเจี้ยวจ้าวขอน้ำกินจ้าละหวั่น ส. นักร้อง รายงานสภาพการเดินทางทุกอย่างเรียบร้อยดี เด็กๆ บางบางคนบ่นบ้าง ส่งเสียงบ้าง แต่ดูแลได้ “ทรมานพวกเจ้าแล้ว เหล่าสหายมังกรน้อยเอ๋ย” คิดอยู่ในใจ เมื่อมองดูเหล่าเยาวชนมังกรน้อยที่นั่งกันอยู่ตรงหน้า แสดงอาการอ่อนระโหยโรยแรงไปตามๆ กัน.....สหายเรา จัดแจงเสริพน้ำเสริพอาหาร(ไม่มีของหวาน)

เยาวชนมังกรน้อย ที่มากันเที่ยวนี้ มี 10 คน เป็นผู้หญิงหนึ่งคน ลูกสาวคนโตของอ้าย.. คนที่เราเจอตอนที่เราลงไปติดต่อแกนนำหมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ สันกำแพง ในเขต 13 นั้นเอง ที่สันกำแพงมากันสองคน ผู้ชายหนึ่งอยู่คนละหมู่บ้านกับเธอ ยังเป็นนักเรียนอยู่เลย อยู่ มศ. ต้น เอง อีก 8 คน มาจากเขตดอกสะเก็ดหลายหมู่บ้าน อายุอานามระหว่าง 15-16 ปี เป็นลูกหลานสหพันธ์ชาวนาฯ กันทั้งหมด พวกเราตกลงกันว่า มังกรน้อยทั้งหลายต้องไม่บอก ว่า ใครมาจากบ้านไหน ชื่อให้ใช้ชื่อเล่นตามที่เคยใช้ (ตอนนี้เรายังไม่ให้ใช้ชื่อจัดตั้งกัน ไว้ให้เหล่ามังกรน้อย ไปประจำ แต่ละหน่วยเขตงาน 18 และ 13 ให้สหายในหน่วยตั้งชื่อกันเอง เพื่อไม่ให้ทุกคนรู้จัดชื่อที่จัดตั้งให้)

หลังกินข้าวกินปลากันแล้ว พวกเราก็มานั่งล้อมกองไฟซึ่งปกติเราจะไม่ก่อใหญ่ แต่ครั้งนี้ใหญ่กว่าปกติหน่อย เพื่อไม่ให้เหล่า มังกรน้อยอยู่ในสภาพบรรยากาศ ที่มืดกินไป เกรงว่า จะทำให้เกิดความกลัวขึ้นมา...พ่อหลวง กล่าวต้อนรับ แล้วบอก วิธีการปฏิบัติตัว เมื่ออยู่บนนี้ อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ และจะทำอะไรกันในแต่ละวัน พ่อหลวงพูดคำเมืองที่เป็นกันเองกับเหล่ามังกรน้อย ด้วยบุคลิก ที่เป็นผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับพ่อและพ่ออุ้ยที่บ้าน การพูดจาที่นุ่มนวล ทำให้ มังกรน้อยดูผ่อนคลาย

เราแบ่งมังกรน้อยเป็นสามกลุ่ม ให้สหายหลักแต่ละกลุ่มดูแล และให้ตั้งหัวหน้ามังกรน้อย ประจำกลุ่มด้วย เพื่อช่วยดูแลกันเอง ตามแผนที่วางไว้ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เสียลับ หรือถูกปิดล้อม ต้องแยกกันออกเป็นสี่หน่วย สามหน่วยสหายละ 2-2-2 คน ดูแลมังกรน้อย 3-3-3 อีกหน่วยมีพ่อหลวง ส.ดอน กับสหายชื่ออะไรจำไม่ได้ ดูแลพ่อหลวง และเราดูแลมังกรน้อยหญิง ทั้งสี่หน่วยต้องแยกกันพามังกรน้อยลงดอยให้ถึงที่ราบให้ได้โดยปลอดภัย โดยใช้เส้นทาง ตะวันตกสองสาย ตะวันออก สองสาย ไม่ลงหุบแม่โถเป็นอันขาด เส้นทางที่ว่าสหายเราได้สำรวจมาแล้ว และพยายามทำให้ค้นคุยเคย ด้วยการเดินทางสำรวจด้วยหน่วยของตนเอง ก่อนที่จะรับเหล่ามังกรน้อยขึ้นมาได้สี่ห้าวันแล้ว จากนั้นอย่าเพิ่งรีบขึ้นเขา ให้พยามยามเดินลัดเลาะชายเขา ไปยังที่ตั้งหน่วยของตน ส่วนหน่วยของเรา จะไปรวมกันที่ชายป่าทึบ บริเวณใกล้ถนนดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน ด้านไปทางแม่ขะจาน บริเวณนั้น หน่วยสำรวจเขตงาน 20 ได้สำรวจไว้หลายรอบแล้ว ห่างชาวบ้าน ป่าทึบ สันเขา ไม่สูงแต่สลับซับซ้อน มีข้าวฝังไว้ที่นั้นแล้ว พูดคุย กันไม่นาน มังกรน้อยก็แยกกันไปนอนเป็นกลุ่มที่แบ่งไว้.....คืนนั้น การจัดเวรยามดูเข้มงวด ตลอดวันแรก ไม่มีชาวบ้านเข้ามาใกล้ในรัศมี สี่ห้าร้อยเมตรเลย

ตื่นเช้ามาเก็บข้าว    ของ ลงถุงปุ๋ยเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะ เคลื่อนที่หากมีอะไร ไม่น่าไว้ใจ อาวุธประจำกายเต็มอัตราศึก (ก็แค่ปืนลูกซอง 5-6 กระบอก ปืนแก๊ป 4-5 กระบอก ปืนพก มีไม่ถึง 8 กระบอก เอ็มสิบหกไม่มี อาก้าไม่มี ลูกระเบิดไม่มี ที่นี่เรายังไม่ได้ลำเลียง "ขนม" มาจากฐานที่มั่นเลย)

หลักสูตรตอนเช้า เป็น รายการของพ่อหลวง เป็นสหายวิทยากร เน้นเล่าทุกข์ของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย การกดขี่ขุดรีด ของเจ้าที่ดินศักดินา อำนาจรัฐเผด็จการ นายทุนขุนศึกศักดินา (เที่ยวนี้ ยังไม่พูดถึงจักรพรรดินิยม ไกลตัวเกินไป) เล่าตำนาน การต่อสู้ ของสหพันธ์ชาวนาฯ การสูญเสียผู้นำ ญาติพี่น้องร่วมชนชั้นของพวกเขา ส่วนเราจะเล่า วีกรรมความเสียสละ เอาการเอางาน และผลงานของเหล่าเยาวชนมังกรน้อย รุ่นแรก ที่เป็นลูกหลานชาวนา แบบเดียวกับพวกเธอ โดยแทรกวิธีทำงาน เกี่ยวกับการส่งสาร การปิดลับ การใช้รหัสลับ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ เหล่ารุ่นพี่ได้แสดงฝีมือฝากเอาไว้...

มังกรน้อยหญิง ถามเราว่า “ตอนนี้พวกพี่ๆ อยู่ที่ไหน” “เข้าป่าไป เป็น ทหารปลดแอก” “กลับมารวมตัวพวกเราสหพันธ์ชาวนาฯ ให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน” “เหมือนไม้ไผ่หลายอันรวมกัน” “เพื่อต่อสู้กับพวก ที่กดขี่ เอารัดเอาเปรียบพวกเราชาวนา” “สร้างผืนแผ่นดินกันใหม่ให้พวกเราชาวนามีที่ทำกินของตัวเองไม่ต้องเช่าใคร” “ลูกหลานได้เรียนหนังสือกันทุกคน” “มีหยูกยาและหมอดีๆรักษายามเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องเสียเงิน”

การพูดคุยเป็นไปอย่างสบายๆ ยิ่งอากาศบนนี้ก็เป็นใจให้ด้วย เหล่ามังกรน้อยนั่งขัดตะหมาดโน้มตัวมาข้างหน้าฟังพ่อหลวงเล่า ฟังสหายเล่า พูดถามกันอย่างสนใจ น่าทึ่ง และอาจจะปนงงๆ ด้วย เรามองดูสภาพแล้ว คล้ายๆกับเหล่ามังกรน้อยรุ่นแรกที่มาเจอกันใหม่ๆ ที่บ้านแสงตะวัน ช่างสดใส ตื่นเต้น กระตือรือร้นเสียนี่กระไร ใจเราอดรู้สึกปิติไม่ได้....

สหาย มังกรน้อยรุ่นใหม่อุบัติขึ้นแล้วในคืนยี่เป็ง บนดอยสูงของ เขตงานใหม่ 8/1 อุดมการณ์ สหายเยาวชนมังกรน้อย  มีผู้สืบทอดแล้ว

ตกค่ำ ร้องเพลงกัน เพลงปฏิวัติ ส.นักร้อง เป็นตัวนำ งานชอบของเธอ เพลงที่เธอแต่งไว้ สองเพลง   ได้ถ่ายทอด ให้เหล่าสหายมังกรน้อย ได้เล่าขานต่อไปแล้ว เราพยายาม ให้ใช้เพลง ที่ไม่ดุเดือดเลือดพล่านเกินไป เพลงของพรรคเพลงของกองทัพ ก็ยังไม่ได้ให้ร้อง เอาไว้ให้สหาย ในหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ เหล่าสหายมังกรน้อย เป็นผู้สอนเถอะ แต่ก็ย้ำว่าเวลาร้องเพลงที่สอนให้ อย่าไปร้องให้คนอื่นฟัง นอกจาก พ่อแม่ของเรา เพราะมันอาจจะทำให้   พวกลูกเสือชาวบ้านในหมู่บ้าน ในโรงเรียน สงสัยเอาได้

คืนนี้อยู่ไม่ดึก ให้เหล่าสหายมังกรน้อยได้พักผ่อน ตั้งแต่หัวค่ำ จากนั้นพวกเรา ก็สรุปงาน กำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างหน่วยงาน ของสหาย กับเหล่าสหายมังกรน้อย จะต้องไม่ให้ สหายมังกรน้อย ในเขตงาน รู้เขตงานของตน หรืออื่นๆ ให้รู้เท่าที่ควรรู้ สอน วิธีอำพรางเอกสาร ห้ามติดต่อแกนนำต่างบ้าน โดยตรง ต่างเขตต่างหมู่บ้าน อย่าให้มาสุมกัน หลายคนเรียนหนังสืออยู่ ดูแลให้ดี อาจจะมีบทบาท ในการขยายงานเยาวชนด้วยกันในโอกาสต่อไป คนที่ทำงาน ในโรงงาน ยังไม่ควรให้รีบเคลื่อนไหว ขยายความคิด ยังให้ยึดหลักเก็บลับไว้ แต่พยายาม สืบหาดูว่า มีลูกหลาน ที่เป็นคนหนุ่มสาว และสมาชิกสหพันธ์ฯ ที่ไว้ใจได้จริง มีใครบ้าง ทำงานในโรงงาน ควรพยายาม ขยายจัดตั้งพวกนี้ด้วย หากทำได้ เราจะได้มวลชนที่ช่วยขยายงานกรรมกร และชาวนาไปในตัว แต่ให้แยกออก จากความสัมพันธ์ กับสหายมังกรน้อย อย่างเด็ดขาด......

นโยบาย ปิดลับ โดยเฉพาะเขตการทำงาน ของ พวกเรา ยังต้องปิดลับ ให้ถึงที่สุด ไม่ควรพา สหายมังกรน้อย หรือเยาวชน ที่จัดตั้งแล้ว ขึ้นมาบนเขตงาน เป็นอันขาด ให้พบกันที่ชายป่า เถียงนา บ้าน ในสภาพที่ชาวบ้านทั่วไป ไม่เห็นและไม่สะดุดตา หรือ สงสัย พยายาม หาจุด สำหรับซ่อนจดหมาย หรือ เอกสาร มีรหัสชัดเจน ห้ามใส่ชื่อจริง หมู่บ้านจริง ของแกนนำ ให้กำหนดรหัส ขึ้นมาแทน ห้ามใช้คำว่า สหาย ในจดหมาย ห้ามลงท้าย ด้วยชื่อจัดตั้งเป็นอันขาด ให้ใช้สัญลักษณ์หรือชื่อใหม่ แบบชาวบ้านใช้กัน พยายามคิด หาวิธีที่จะได้พบเหล่ามังกรน้อยเป็นรายคน ให้การศึกษาความคิด ดูซิว่าจะมีใครก้าวหน้า ถึงขั้น ส่งขึ้นศึกษา ที่ฐานที่มั่นได้ แต่อย่ารีบร้อน ที่สำคัญ อย่าใช้งานสหายมังกรน้อย บ่อยนัก คำนึงถึง เงื่อนไขของแต่ละคน ใช้เวลา ให้เหมาะสม กับงานสื่อสาร ห้ามฝากซื้อข้าวของเครื่องใช้ใดๆ เด็ดขาด ต้องระลึกเสมอ ว่า สหายมังกรน้อย ก็เป็นสหายปฏิวัติ ของพวกเราคนหนึ่ง ที่กำลังร่วมทุกข์ ร่วมสุข อยู่กับพวกเรา จึงต้องรัก และ ปกป้องให้ความปลอดภัย อย่างถึงที่สุด!

ช่วงเช้า เป็นการแบ่งกลุ่ม สหายมังกรน้อย พบสหายรุ่นพี่ ในเขตงาน บ่ายวันนั้น เตรียมการ ส่งสหายมังกรน้อย กลับถิ่น รถมารับตามเวลา ทุกคน กลับเข้าบ้าน โดยปลอดภัย นับแต่นี้ เหล่าสหายในเขตงาน มีงานให้ทำ อย่างสนุกสนานแล้ว

@@@@@@@@

หมายเหตุ-ส.เอียบ/

ยี่เป็งปี 20 หลัง ออกจากโรงเรียนการเมืองไปอยู่ สำนักผาช้าง คืนนั้นในสำนักอยู่กับ ส.สมเกียรติ รุ่นพี่เภสัช มช. เพียง 2 คน พระจันทร์สุกใสสว่างขาวนวลยิ่ง ดูเหมือนว่า จะไม่เคยเห็น พระจันทร์ดวงไหนใหญ่ เท่ากับพระจันทร์เหนือยอดผาช้างนวันนั้นเลย เสียงเพลงจาก สปท. ดังกังวานไปทั่วสำนักที่มีเราอยู่แค่ 2 คน

"แสงจันทร์ส่องฟ้า งามตาน้ำนองตลิ่ง น้องพี่ชายหญิง พร้อมเพรียงกันจริง วันลอยกระทง เอ้า ฮ้าไฮ้ เอ้า เชี๊ยบ เชี๊ยบ ๆ "

อดน้ำตาไหล เพราะคิดถึงบ้านไม่ได้ น้ำตาไหล เพราะไม่รู้ว่าจะได้กลับไปอยู่ใกล้ๆ บ้านหรือไม่ เวลานั้น ข่าวยังไม่ชัด  พอยี่เป็งอีกปีหนึ่ง เราก็นอนเอกเขนก อยู่ที่เมืองจีนแล้ว จัดตั้งมาเล่าถึง สถานการณ์อันดียิ่งว่า "เขตงานใหม่ของเราขยายไปจนถึง เห็นแสงไฟของเมืองเชียงใหม่แล้ว" พวกเราทุกคนเร่งวันเร่งคืน อยากกลับ มาอยู่กับมิตรสหายที่แนวหน้าเร็วๆ....

@@@@@@@@

**อาลัย สหาย พ่อหลวง ศรีทน ยอดคันทา ธงชัย ผืนใหญ่ อีกผืนหนึ่ง ของ สหพันธ์ชาวนาคเหนือ ดินแดนถิ่นลานนา

หลังจาก เสร็จการฝึกเหล่าสหายมังกรน้อยได้ไม่ถึงเดือนดี อาการเจ็บหัวเข่า ของพ่อหลวง ก็กำเริบมากขึ้น เราจึงปรึกษากับพ่อหลวง อยากให้พ่อหลวง ลับฐานที่มั่น ไปพักรักษาตัวให้หายดี งานที่นี่ส่วนใหญ่ เหล่าสหาย แต่ละเขตงานสามารถ เดินงานมวลชน ของตนตามแผนที่วางไว้ได้แล้ว แผนงานที่พ่อหลวงและพวกเรา ได้ตกลงกันไว้เมื่อสองเดือนที่แล้ว ส่วนมากก็บรรลุล่วงไปได้ด้วยดี งานที่เหลือต่อไป ปล่อยให้พวกเราที่นี้ สานกันต่อเถิด พ่อหลวงน่าจะไป ทำงานระดับสูง ร่วมกับแนวร่วมอื่นๆ ของพรรค ทางนี้เราเชื่อว่า ทางจัดตั้งคงจะส่งสหายมาสมทบในไม่ช้า

กล่อมพ่อหลวงอยู่ตั้งนาน (ใจจริงเราก็ไม่ยากให้พ่อหลวงไป ถ้าพ่อหลวงไม่เจ็บป่วยเสียก่อน) พ่อหลวงอยู่ที่นี่ช่วยพวกเราได้มาก สามารถหา ครอบครัวสมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ ที่ยากจน มาฝังตัวที่บ้านป่าเมี่ยง เขตงาน 18 ได้แล้ว งานติดต่อ รื้อฟื้นหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ในเขตดอกสะเก็ด สันกำแพง ส่วนมากติดต่อได้แล้ว คงเหลือแถวบ้านธิที่งานยังช้าอยู่ .......งานขั้นต่อไป คือ การให้การศึกษาระดับลึกกับแกนนำ ขยายงานมวลชนคนหนุ่มคนสาวในหมู่บ้านเพื่อส่งขึ้นฐานที่มั่น ฝึกทหาร จะได้กลับมาเป็นกองกำลังให้กับเขตงาน หากจะว่าไปแล้ว ถ้าไม่ได้พ่อหลวงมาช่วยตั้งแต่ทีแรก การจัดตั้งเยาวชนมังกรน้อยของเขตงานใหญ่ 8/1 ก็ยากที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันได้ การฟื้นงานสหพันธ์ชาวนาฯ ในเขตงานก็ไม่สะดวกแบบนี้ พ่อหลวงช่วยพวกเรามากแล้ว เขตงานใหม่ 8/1 จะกำเนิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดผลงานที่ผ่านมาทั้งมวลของพ่อหลวง

หากพ่อหลวงอยู่ที่นี่แล้วเป็นอะไรไป สหายเราคงเสียใจ เสียขวัญมาก พ่อหลวงเปรียบเสมือนธงชัยของพวกเราเหล่าสมาชิกสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาพเหนือ

เมื่อแกนนำทั้งหลาย ต่างรู้ว่าพ่อหลวงยืนหยัด จับอาวุธลุกขึ้นสู้ ธงชัยนี้ ยังโบกสะบัดอยู่เหนือดินแดนเชียงใหม่อยู่ ทำให้แกนนำหลายคนมีกำลังใจ กล้าเข้าร่วมงานปฏิวัติกับพวกเรา ขอให้พ่อหลวงคิดดีๆ เถอะ สองวันก่อน พ่อหลวงจะเดินทางลงเขา เราอยู่คุยกันนาน เล่าทุกข์เล่าสุขที่ได้ร่วมต่อสู่มาด้วยกัน บางครั้งพวกเราก็หัวเราะออกมาดังๆ

นึกถึงภาพ พ่อหลวงที่ยืนเด่นขึ้นไฮปาร์ค ที่หน้าศาลากลางจังหวัดลำพูน ที่หน้าประตูท่าแพ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ผู้นำการอภิปรายท่ามกลาง แกนนำชาวนาทั่วภาคเหนือ ท่านเป็นธงชัย ของสหพันธ์ ชาวนาชาวไร่ ภาคเหนืออย่างแท้จริง แต่ภาพในวันนี้เป็นภาพ ที่ เรายังจำติดตา พ่อหลวง ที่ปกติรูปร่างล่ำตัวใหญ่ท้วม ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปมาก ท่านผอมลงมาก เรี่ยวแรงถอยลง แต่จิตใจแข็งแกร่งยิ่ง ถึงจะปวดจะเจ็บเข่าอย่างไร ก็กัดฟันทนเดินขึ้นๆ ลงๆ ในพื้นที่เขตงาน ช่วยแบ่งเบา งานสหายในเขต บางทีเรา ก็อดนึกไม่ได้ ถ้าท่านไม่ได้เป็นประธานสหพันธ์ชาวนาฯ ถ้าท่านไม่ได้เข้าป่าประกาศจับอาวุธขึ้นสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการ ถ้าท่านยังคงเป็นชาวนาเป็นคนขายของอยู่ในหมู่บ้าน เป็นพ่อหลวงที่เคารพรักของลูกบ้าน ท่านคงไม่ต้องมาทรมานร่างกายอยู่ที่นี่ ท่านอาจจะไม่เจ็บป่วยมากขนาดนี้ บนนี้ก็ยังไม่มีหมอ เราทำได้แต่เพียงช่วยฝังเข็ม ลดอาการเจ็บปวด ประคบผ้าอุ่นๆ ช่วยประทังอาการไปวันๆ เท่านั้น จิตใจปฏิวัติ ของพ่อหลวง ช่างยิ่งใหญ่นัก พ่อหลวงเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งกายและใจโดยแท้ พรรคจงภูมิใจเถอะ ที่มีสมาชิกพรรคเช่นนี้

สหายในเขตงาน 20 ค่อยๆ พยุงพาสหายพ่อหลวง เดินลงตามทางมาอย่างช้าๆ จนถึงจุดเมล์ เมื่อรถมาถึง เราน้ำตาไหล อดไว้ไม่ได้ สหายที่เป็นทั้งเพื่อน เป็นพี่ เป็นพ่อ เป็นนักปฏิวัติ ร่วมทุกข์ร่วมสุข บุกเบิกเขตงานใหม่ 8/1 กำลังขึ้นรถไปแล้ว อีกเมื่อไหร่จะเจอกัน “สหาย พวกเราจะเจอกันอีก ไปฉลองวันแห่งชัยชนะ ปลดปล่อยเมืองเชียงใหม่กัน”  นี่เป็น คำพูดสุดท้าย ที่ท่านร่ำลาพวกเรา เราก็เห็นน้ำตาของพ่อหลวงเช่นกัน หลังจากวันนั้นเราไม่ได้เจอสหายพ่อหลวงอีกนานหลายปี .....

มาเจอกันอีกที เมื่อขบวนสหายได้ถอยลงจากฐานที่มั่นแต่ละแห่ง พ่อหลวงมาพักกับเราชั่วคราว ที่สวนปางกว้าง รอเวลากลับ เข้าหมู่บ้านของตน ได้พูด ได้คุย กันถึงประสบการณ์ ความสำเร็จและความล้มเหลว ของกันและกันอยู่หลายวัน จนพ่อหลวงเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน ......ผ่านไปอีกเป็นหลายปี แม่หลวงมาบอกข่าว พ่อหลวงสิ้นบุญแล้ว ตั้งศพไว้ที่บ้าน ความเศร้ามาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่เศร้ามาหลายๆ ครั้ง นับแต่ร้างลาเขตงานใหม่ 7/3 เราทำได้แค่ ฝากปัจจัยร่วมทำบุญ เราเข้าหมู่บ้านไม่ได้ ไม่อยากเอาภัยไปให้ที่นั่น เรายังเป็นคนอันตรายสำหรับศัตรูที่นั่น

ณ วันนี้ เราขอฝากใจและความรำลึกถึงจากคนที่ยังอยู่ จากคนที่เคย หมดเยื่อใยกับมนต์เสน่ห์ภาคเหนือไปแล้ว  ฝากกราบคารวะจิตใจและวีรประวัติ ของผู้นำชาวนาที่ยิ่งใหญ่ ธงชัยผืนใหญ่ ที่เคยโบกสะบัดเหนือดินแดนถิ่นลานนา เป็นร่องรอย ให้ลูกหลานชาวนารุ่นหลังสืบสาวเรียนรู้สืบทอดต่อไป .......ด้วยจิตใจคาระยิ่ง ....ส.เทอด ....9พย49

@@@@@@@@

หมายเหตุ : ส.เอียบ /-ผมยังนึกถึง....ใบหน้า รูปร่างและท่าทางของพ่อหลวงศรีทนได้ดี วันที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูท่าแพ หรือเดินขบวนไปตามถนนท่าแพหลายครั้ง พ่อหลวงจะมีหมวกใบใหญ่แบบคาวบอยแม็กซิกัน สมัยนั้นพวกเราเด็กๆ ชอบบอกว่าแกเหมือนกับ "เฟอนันโดซันโจ" ผู้สวมบทบาทเป็นคาวบอยแม็กซิกัน สุดท้าย ก็เหมือนคาวบอยจริงๆ เพราะแกมีมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่ รูปร่างที่เจ้าเนื้อของแกนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ ก็สมกับรูปร่างแกจริงๆ ที่สำคัญ เวลาแกควบมอเตอร์ไซค์ชายเสื้อก็มักจะเปิดให้เห็นปืนพกที่เหน็บไว้ป้องกันตัว..... พอเสียงเพลงคนกับควายดังขึ้นแกก็จะออกนำทุกคนไปรำวงพร้อมกับหมวกใบใหญ่ของแก

@@@@@@@@@

 

**บาทเดียว ใน คืนปีใหม่ - อมิตรยังไม่เลิกลา เกือบ ติดคุกอีกครั้ง !! (1)

บ่ายแก่ๆ ของวันส่งท้ายปีเก่า 20 ที่ชายป่าระหว่างทางบ้านปางแฟนกับศาลดอยนางแก้ว สหายมาส่งเรารอขึ้นรถสี่ล้อเข้าเมืองเชียงใหม่ เราได้รับใบแจ้งจากเขตงาน 18 ที่ส่งมาจากในเมือง ผ่านทางสหายมังกรน้อย ให้เดินทางลงพบสหายในเมืองเช้าวันที่ 1 ปีใหม่ของปี 21 มีเรื่องสำคัญจะปรึกษา เที่ยวนี้สายเมล์ไม่มารับ ให้เราเดินทางมาเอง เราก็นึกเอาว่า แต่ไหนแต่ไรไม่เคยทำแบบนี้ คงมีเรื่องด่วน สำคัญมากจนไม่สามารถใช้ ระบบสายเมล์ตามปกติ อาจเป็นเพราะ สหายในเมืองคิดว่าเขตงานของพวกเรา มีระบบสื่อสารกันดี สามารถส่งข่าวถึงในเมืองได้ เลยคิดว่า เราก็น่า จะเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก

แต่เราอยู่ที่เขตงาน 20 กว่าจดหมาย จะมาถึงเราก็เป็นคืนวันที่ 30 แล้ว เขตงานนี้ยังพัฒนา ระบบสื่อสาร ผ่านสหายมังกรน้อยไม่ได้ อยู่ในช่วง ขยายงานมวลชนในหมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ในป่าสองสามแห่ง งานยังอยู่ในระยะเริ่มต้น..... มวลชนที่สหายเราเกาะติด ยังใหม่มาก ไม่เคยผ่านประสบการณ์ ร่วมเคลื่อนไหวกับสหพันธ์ชาวนาฯ มาก่อน อยู่ในระยะ “ปรับทุกข์ และผูกมิตร” กันอยู่ นี่เป็น ครั้งแรกที่ เราจะต้องเดินทางเข้าเมือง มาอยู่บนเขตงาน 8/1 ยังไม่เคยเข้าเมืองเลย และ นี่ ให้เข้าเองคนเดียวไม่มีเมล์มารับ (เราคงเป็นเห้งเจียแหงๆ)

วันนั้น บนถนนที่นั่งรอรถกันมีเพิงเล็กๆ คล้ายกับให้คนผ่านทางพักรอรถ มีรถวิ่งไปมามากกว่าปกติ คงเดินทาง เข้าไปเที่ยวปีใหม่กันที่เชียงใหม่ สภาพแบบนี้ ช่วยพรางเราไปในตัว แต่ที่ไหนได้ เราประมาท ไปลงรถที่คิวรถช้างเผือกปลายทางของรถสี่ล้อ ขึ้นสี่ล้อแดงให้ไปส่งโรงแรม… อยู่ใกล้โรงภาพยนตร์.. ที่ตั้งอยู่ตรงสี่แยกไปตลาดวโรรส โรงแรมนี้ เป็นโรงแรมที่มีพวกผู้แทนขายหรือเซลล์แมนมาพักกันมาก พี่ชายคนโตเราเป็นเซลล์ยาขึ้นมาพักบ่อย พี่เค้าชอบเล่าเรื่องงานติดต่อร้านขายยา โรงพยาบาลที่เชียงใหม่ให้เราฟังบ่อยๆ เมื่อเราขึ้นมาทำงานโครงงานชาวนาในระยะแรกๆ เลยคิดว่าถ้ามาพักที่นี่น่าจะปลอดภัย คนมากหน้าหลายตา หน้าตาเราก็น่าจะเป็นเซลล์แมนได้ (แต่ความจริงช่วงปีใหม่เซลล์ไม่ทำงานกันแล้ว โรงแรมจะมีนักท่องเที่ยวมาพักกันเยอะ) ......เราถูกติดตามโดยไม่รู้ตัว!

เราเห็น วัยรุ่นคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายนักศึกษาดูเป็นคนท้องถิ่น ขี่มอเตอร์ไซด์ตามหลังรถสี่ล้อ ที่เราขึ้นมาห่างๆ ตั้งแต่ ออกมาจากคิวรถแล้ว เราเอง ก็ไม่สะดุดใจ ถนนในเชียงใหม่มีเส้นทางหลักๆ ไม่กี่เส้น ถ้าไปตลาดวโรรส ก็ต้องใช้เส้นนี้ ก่อนถึงโรงแรมเราลงที่ ร้านที่มีหนังสือกำลังภายในให้เช่า เช่าเรื่อง "นักสู้ผู้พิชิต" มาสองเล่ม ตั้งใจอ่านฆ่าเวลา เดินไปอีกหน่อยก็เข้าซอยถึงโรงแรม ตอนนั้นเริ่มค่ำแล้ว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคนเคาะประตูห้อง เราก็คิดว่าเป็นบ๋อยโรงแรม พอเปิดประตูเท่านั้น เห็น ตำรวจ มีดาวบนบ่า (ไม่รู้กี่ดวง) ยืนอยู่หน้าประตูห้อง กับตำรวจอีกคน ไอ้หนุ่มคนนั้น ยืนอยู่ข้างหลัง เราตกใจ เกิดอะไรขึ้น เราเสียลับหรือ.....

ตอนนั้นหน้าเราคงซีดแน่ๆ.... “ต่อหน้าศัตรู หน้าไม่ถอดสี หัวใจไม่เต้นแรง” สหายจรยุทธ์ห่านป่าพูดไว้ แต่นี้มันกระทันหันเกินไป ไม่ทันตั้งตัวเลย..... แต่ไม่นานก็คุมสติได้ พูดคุยกับมัน พวกมันเข้ามาในห้อง มีแต่ไอ้หนุ่มคนนั้นไม่เข้ามาด้วย

มันซักเราว่ามาจากไหน เราบอกว่าเราเป็นตัวแทนขายยา กลับมาจากเชียงราย (เรื่องแบบนี้เราตอบได้คล่อง เราอ้างบริษัทยาที่พี่ชายเราทำอยู่ อ้างร้านขายยาที่เชียงราย แต่ไม่รู้ว่ามีชื่อนี้หรือเปล่า ส่วนมาก ร้านขายยา มักเป็นของคนจีน และชื่อร้านมักลงท้าย “ตึ้ง” กันส่วนมาก เราก็โมเมไป เชื่อว่ามันไม่รู้จัก แต่มันกลับถามเราว่า “มาจากแม่แจ่มใช่มั้ย” เราทำหน้าเหรอรา ผมไม่เคยไปขายที่แม่แจ่ม เขตของผมอยู่ที่เชียงราย เราไม่ขาย ข้ามเขต (แกล้งโง่ไม่รู้ความหมายของมัน) มันสั่งให้ตำรวจอีกคนค้นห้อง ตอนนั้นเราได้แต่ ภาวนาขออย่าได้ไปเปิดหลังกระจกเงา ที่แขวนอยู่หน้าเตียง เพราะเรา ซ่อนเอกสารชิ้นนึงตั้งใจเขียนถึงจัดตั้ง (แต่ไม่บอกสรรพนามแบบปฏิวัติ แต่อย่างไรก็ถือว่า เป็นความประมาท ไม่เคยเข้าเมือง ไม่มากับเมล์ ก็ไม่ควรติด เอกสารอันตรายมาด้วย ประมาทจริงๆ) ปกติกระจกเงาของโรงแรมจะมีทุกห้อง แขวนไว้หน้าโต๊ะเล็ก สมัยนั้น กระจกเงาด้านหลัง จะแนบด้วย กระดาษน้ำตาลหนา มีตะปูเล็กๆ ตีแนบไว้ เราเอาเอกสารซ่อนระหว่างกระจกกับกระดาษ (เทคนิคพวกนี้ เราอ่านจากหนังสือนวนิยายสืบสวนของผรั่ง ชอบอ่านรองๆ ลงมาจากนิยายปฏิวัติ กับกำลังภายใน)

ดูท่าที ของมัน มันคงคิดว่า เราเป็นนักศึกษา มาจากเขตงานแม่แจ่ม  มันย้ำแต่เรื่องแม่แจ่ม จนเราท่าเซ่อถามมันว่า “แม่แจ่มมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ” มันอธิบายใหญ่ “มีนักศึกษากับพวก ผกค.ไปปลุกระดมกันที่นั่น” เราทำเซ่ออีก “เฮ้ย เชียงใหม่มี ผกค. ด้วยเหรอ” ทำหน้าตกใจ “อย่างงี้เชียงใหม่ ก็ไม่ปลอดภัยนะซิ” ได้ผลแฮะ มับอกว่าไม่มีอะไร ถามเราว่า จะอยู่กี่วัน เราบอกว่างานเสร็จแล้ว เลยจะอยู่เที่ยวเชียงใหม่ สักสองสามวัน มันบอกว่า ไม่มีอะไร แล้วก็กลับออกไป เราแปลกใจ ทำไมมันไม่ขอดูบัตรประชาชน ของเรา ซึ่งเราก็ไม่มีติดตัวในตอนนั้น เราออกไปส่งมันที่หน้าประตู ไอ้หนุ่มคนนั้น ยังยืนอยู่ข้างนอก เราทำทีไม่สนใจ

ปัญหาใหญ่ อยู่ตรงหน้าแล้ว เราจะทำอย่างไรดี คงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เรามีรูปถ่ายที่ กอรมน. หากมันสงสัยว่าเราเป็นนักศึกษาพวกนั้น มันเช็คกับ กอรมน.ได้ ยังงัย ก็ต้องออกจากโรงแรม แล้วจะออกยังงัย ไม่ให้มันสงสัย มันอาจให้ คนเฝ้าดูเราอยู่ แต่ก่อนอื่น รีบทำลายเอกสารในกระจกนั้นเสียก่อน ฉีกลงส้วม ไปเลย ตัดสินใจ ต้องทำให้พวกมันตายใจ......

ออกจากห้อง ทำทีเดินทอดน่องไปร้านตรงข้ามโรงแรม ซื้อขนมซื้อของกิน แล้วเดินกลับเข้าห้อง สักพักออกมาอีก มือถือหนังสือกำลังภายใน ไม่ถือถุงอะไรออกมา (ที่คิวรถ เราซื้อ เสื้อกล้ามคอกลม มาตัวหนึ่งตั้งใจไว้เปลี่ยนตอนเช้า) ทำทีฝากกุญแจห้อง ให้บ๋อย พูดดังๆ ว่า จะไปคืนหนังสือ ที่หน้าปากซอย เดินไปๆ สังเกตว่า ยังไม่เห็นใครตามมา มุมข้างๆ มุมข้างหน้าก็ไม่มีใคร เดินไปใกล้ถึงร้านหนังสือ ก็รีบเลี้ยวเข้าซอยข้างๆ โรงหนัง (แถวนี้เรามาบ่อย มาดูหนังที่โรงหนังมาเช่าหนังสือกำลังภายในอ่าน) ในนี้มีซอยย่อยแยกหลายทาง ไปตลาดก็ได้ ไปท่าน้ำก็ได้ ไปแถววัดเจดีย์ประหลาดๆ ก็ได้) พอออกถนนได้ก็รีบเรียกสี่ล้อ ไป เส้นทางกงสุลอเมริกัน เลยแถวนั้นค่อยข้างมืด มีร้านขายอาหารอยู่ โทรศัพท์จองตัวรถเข้ากรุงเทพคืนนั้นเลย...

(ทีเชียงใหม่ เราไม่รู้ว่าจะไปบ้านใครดี คิดไม่ออกเลย เข้ากรุงเทพน่าจะดีที่สุด เอาตัวออกห่าง เชียใหม่ไปไกลๆ ก่อนค่อยว่ากัน)

นัดไปเอาตั๋วก่อนรถออกครึ่งชั่วโมง นี่อีกไม่กี่นาทีแล้ว ส่วนมากเราจะนั่งรถทัวร์ ไปกลับกรุงเทพ แถวถนนไนท์บาร์ซ่า (สมัยนั้นยังไม่มีไนท์บาร์ซ่า) จ่ายตังเสร็จ ถามว่าคืนนี้รถจะไปรับผู้โดยสารเพิ่มที่ไหน (ปกติถ้ารถไม่เต็ม มักไปจอด รอรับผู้โดยสารเพิ่ม แถวๆ ด่านตรวจ รถถนนเชียงใหม่-ลำปาง) เพราะเที่ยวนี้ มีคนกลับกรุงเทพน้อย ส่วนมากขึ้นมาเที่ยวมากกว่า เลยบอกว่า ถ้ามาไม่ทันรถออก จะไปขึ้นที่ด่านข้างนอก จากนั้นก็รีบเผ่นต่อ อีกครึ่งชั่วโมงรถจะออกแล้ว ตอนนั้นเกือบสามทุ่มแล้ว จับสี่ล้อไปลงแถวหน้าโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้สี่แยกทางไปสันกำแพง เป็นโรงแรมใหญ่มีคนมาก นั่งรอในนั้น พอใกล้เวลาก็จับรถไปที่ด่านรถมาพอดี ดูรอบๆ แล้วไม่มีใครตามมาแน่นอนแล้ว รีบขึ้นรถไป ตลอดทาง ก่อนถึงลำปาง ใจก็ภาวนาให้พ้นเถอะ จากลำปางไปแล้ว เลยเขตของพวกมันแล้ว น่าจะปลอดภัยหายใจโล่งแล้ว คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับ ข้าวต้ม ก็ไม่ลงไปกิน!
 

**บาทเดียวใน คืน ปีใหม่ -อมิตร ยังไม่เลิกลา เกือบติดคุกอีกครั้ง (2)

ทั้งคืน ทบทวนเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เราเสียลับได้อย่างไร จดหมายนัดเป็นของปลอมหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ รหัสที่ใช้ถูกต้องหมด สหายมังกรน้อยเปลี่ยนไปหรือ ก็เป็นไปไม่ได้ สหายมังกรน้อย ไม่รู้จักการทำรหัสพวกนี้ เสียลับ ตอนลงมาจากเขตหรือเปล่า ก็ไม่น่าใช้ เราใช้เส้นทางใหม่ ห่างไกลชาวบ้านมาก มันจะแจ้งข่าวให้ตามเราทันหรือ หรือในรถสี่ล้อที่ขึ้นมีคนรู้จักเรา ก็ไม่ใช่อีก เราสังเกตดูแล้วผู้โดยสารเป็นชาวบ้านและเด็กวัยรุ่น ที่ออกเที่ยวทั้งนั้น คนขับรถก็ไม่น่าจะใช่ ใบหน้าไม่คุ้นเคยเลย มันน่าจะที่คิวรถช้างเผือก เราเสียเวลาซื้อของ ที่นั่นหลายนาที แสดงว่า พวกมันจัดตั้งสปายอยู่แถวคิวรถ จับตาดูพวกเราที่มีท่าที แบบนักศึกษากระมัง ไอ้เวรนั้น มันตามเราออกมาจากคิวรถ เราไม่เอะใจเอง มันคงไม่รู้จักเราจริงๆ เพียงแต่สงสัย เลยสะกดตาม ถ้ามันตามเราเพราะมันรู้จักเราหรือเห็นรูปเรา มันก็น่าจะบอกตำรวจ ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ต้องให้พวกมันซักไซ้เรา จับเราไปได้เลยนี่นา สรุป ความเป็นไปได้ที่สุด คือ พวกมันวางสายไว้ตามคิวรถสำคัญๆ ที่เป็นชุมทางของเชียงใหม่ เราขาดความระมัดระวัง วางใจเกินไป มีท่าทางบุคลิกแบบนักศึกษา มันเลยสนใจ น่าจะเป็นแบบนี้ที่สุด

ถึงกรุงเทพสายๆ เราลงที่ดอนเมือง ก่อนถึงบขส.สายเหนือ เพื่อความปลอดภัยจากการติดตาม นั่งรถเมล์ไปตลอดทาง เพราะยังคิดไม่ออกว่าจะไปไหนดี....

จะติดต่อสหาย ของเรา ที่กรุงเทพอย่างไร อยู่ไหน จะบอกให้สหายที่เขตงาน รู้ได้ยังงัย เพราะก่อนมาบอกว่า จะขึ้นเขตงานที่เดิมตอนเย็นของวันปีใหม่ ให้มารอรับ นี่มารอแล้วไม่เจอเรา จะเป็นเรื่องใหญ่กันแน่ๆ สหายคงโกลหนแน่ๆ ไม่เป็นเรื่องดีต่อเขตงานเลย จะกลับบ้านก็ไม่ได้ เดี๋ยวเป็นเรื่องอีก อย่าทำให้ พ่อแม่ต้องเสียใจอีก เวลาเราหนีออกจากบ้าน วันนี้วันปีใหม่ด้วย อย่าให้เรื่องร้ายๆ เข้าบ้านเลย จะไปหาเพื่อนครุจุฬา ส่วนมากก็ไปเป็นครูต่างจังหวัด นั่งรถเมล์ขึ้นสายนี้ลงสายนั้น ต่อไปเรื่อย จนต้องไปนั่งปลงสังขาร ที่ท่าน้ำวัดทองนพคุณ วัดที่เราเคยไปใช้ ตอนอยู่ยุวชนสยาม ไปนั่งซึมอยู่แถวนั้น ตกเย็นก็คิดออก.....

ตอนเราลงจากผาจิเข้ากรุงเทพ เราพักทีบ้านแห่งหนึ่ง แถวพระรามสี่ใกล้ๆ ท่าเรือคลองเตย ไปหาสหายของเราที่นั้นดีกว่า ถึงบ้านที่ว่า เอาค่ำมากแล้ว เวรกรรม ข้างบ้านบอกว่าบ้านนี้ ให้คนอื่นเช่าไปตั้งนานแล้ว จบกัน สหายเราอยู่ที่ไหน ไปนั่งปลงสังขาร ที่ป้ายรถเมล์อีกรอบ ไม่รู้จะไปไหนจริงๆ เซ็งกับตัวเองจริงๆ ผู้คนเขาออกเที่ยวปีใหม่กันแล้ว นี่ข้าวเย็น ก็ยังไม่ได้กิน ล้วงกระเป๋าดู เจ้ากรรม ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือบาทเดียว แล้วจะกินอะไรได้ คืนนี่จะนอนที่ไหนละนี่ คิดมาคิดไปก็คิดไม่ออก เวลาผ่านไปจะเที่ยงคืนอยู่แล้ว ใครเค้าจะคิดว่าเราบ้ามานั่งรอรถตั้งนมนาน ไม่ไปไหนเสียที แวบนึงก็ตัดสินใจ พรุ่งนี้ ไปหาพี่ชาย คนที่เคยรับเรากลับจากศูนย์การุณย์ฯเชียงใหม่ พี่คนนี้เข้าอกเข้าใจเราดีที่สุด พี่ชายทำงานเป็นช่างฟิตซ่อมรถยนต์ เช่าอู่ที่ปั้มเอสโซ่ในซอยอ่อนนุช พรุ่งนี้เช้าไปหาดีกว่า ขอตังพี่เค้าจับรถขึ้นเชียงใหม่ พี่เค้าคงไม่ว่าอะไร แต่พรุ่งนี้วันที่สอง จะหยุดปีใหม่ต่อ หรือเปล่า เสียดาย ที่บ้านก็ไม่มีโทรศัพท์ ไม่เป็นไร ถ้าไม่เจอพี่จริงๆ เอานาฬิกาตึ้งเสียเลย แต่โรงรับจำนำจะเปิดหรือเปล่า สะบัดหัว อย่าเพิ่งคิดอะไรมากมาย ตอนนี้หาที่นอนก่อน อยู่แบบนี้ เดี๋ยวสายตรวจมาเจอจะเป็นเรื่องใหญ่ไปอีก แล้วจะ ไปนอนที่ไหน เหลือบไปเห็นรถเมล์ ที่วิ่งผ่าน “อ่อนนุช-หัวลำโพง” เออ ไปนอนสถานีรถไฟหัวลำโพงดีกว่า ชาวบ้านรอรถไฟ พักนอนกันที่นั้นเยอะแยะ ค่ารถห้าสิบตัง เหลืออีกห้าสิบตัง ไว้นั่งกลับไปซอยอ่อนนุช หาพี่ชายก็แล้วกัน ตกลงคืนนี้ นอนที่หัวลำโพง บริจาคเลือดให้ยุงทั้งคืน หิวน้ำ ก็กินน้ำในห้องน้ำสถานีนั้นแหละ

นั่งๆ นอนๆ บนเก้าอี้พักรอผู้โดยสาร มีชาวบ้านหลายสิบคน นอนยาวบ้าง นอนกับพื้นบ้าง ที่สถานี เงียบมาก คืนนั้น เรารู้สึกเหงาและว้าเหว่ เป็นที่สุด ไม่คิดว่า ชีวิตเราจะมาเป็นแบบนี้ หาที่พึ่งไม่ได้ ในยามที่อยากได้ที่พึ่งมากที่สุด ถ้าจะว่าไป เราก็เคยเหงาและว้าเหว่ แบบนี้มาก่อน สมัยเป็นเด็กนักเรียนประถม ทะเลาะกับพ่อ หนีออกจากบ้านมาคนเดียว ต้องไปนอน หน้าธนาคารกรุงเทพ ข้างคลองสีลม (ตอนนั้นยังไม่ถมคลองทำเป็นถนน) ความรู้สึกคล้ายกันจัง โดดเดี่ยวจริงๆ เสียงยิงพลุยังมีให้ได้ยิน ตามริมคลองผดุงฯ ใจก็ภาวนา ขอให้พรุ่งนี้ได้เจอพี่ชายทีเถอะ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น

โชคยังเข้าข้าง พี่ชายมาเปิดอู่วันนี้ พี่ชายคนนี้ เป็นคนแปลก ไม่ชอบหยุดงาน ขยัน พี่คนนี้ยอมออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อให้เรา ได้เรียนต่อ...... บ้านเรายากจน มีเราคนเดียว ที่ได้เรียนสูงที่สุด เจอหน้ากันอีก หลังจากหายหน้าไปเกือบปี ถามสารทุกข์สุขดิบอย่างห่วงใย แต่เราก็ไม่บอกความจริง พี่ชายพอจะดูออกว่าเราอ่อนเพลีย นอนไม่เต็มตา เลยสั่งอาหาร น้ำท่ามาให้กิน “อยู่ที่นั่นลำบากมากใช่มั้ย” “จะกลับบ้านหรือเปล่า” “อยู่ที่นั่นไม่ลำบากหรอก พอดี เดินทางลงมา นอนไม่ค่อยหลับ ช่วงนี้ ไม่ค่อยสบาย เค้าให้ลงมาพักที่กรุงเทพสองสามวัน เสร็จแล้วจะกลับขึ้นไปต่อ ทิ้งงานที่นั่นไม่ได้” พี่ชายที่แสนดี ไม่ซักไซ้ ไล่เลียงอะไรอีก

เราสอบถาม ความเป็น อยู่ที่บ้าน ที่บ้านมีเรื่องอยู่บ้าง พี่สาวเราที่เรียนมาด้วยกันตอนชั้นประถม ไปรักไอ้หนุ่มซ่อมโทรทัศน์ข้างบ้าน พ่อแม่พี่น้องไม่มีใครเห็นด้วยซักคน เพราะดูๆไอ้หนุ่มคนนี้จับจด กลัวจะถูกทิ้ง ไม่จริงไม่จัง เราก็ได้แต่ฟัง ออกความเห็นไม่ได้เพราะไม่รู้จริง ......

[ภายหลังพี่สาวคนนี้แหละที่ทำให้เราต้องตัดสินใจออกจากสวนปางกว้าง ที่แม่แตง เขตงานที่ราบด้านใต้ ของเขตงานใหม่ 7/3 ภายหลังกลับจากการสัมมนาที่วังตะไคร้ นครนายก เพื่อมาเอาหลานชาย เจ้าเด็กทารกแรกเกิดไม่ถึงอาทิตย์ ออกจากโรงพยาบาล เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดกับสหายในเขตงานใหม่ 7/3 ที่เชื่อว่า เราทิ้งสหายไปแล้ว ขายตัวไปแล้ว นับเป็น จุดเปลี่ยนแปลง ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ของ ชีวิตเราที่ทำงานปฏิวัติมา จะเล่า อีกทีเมื่อถึงตอนนั้น]

พี่ชายแสนดี ให้เงินเราติดตัว มาห้าร้อย ล่ำลากันอีกครั้ง เตรียมเดินทางกลับขึ้นเชียงใหม่ กลับไปเขตงานที่ได้ทำมา สหายรอเราอยู่

เช้าวันที่ 3 มกราของปี 21 เราลงรถที่ปากทางเข้าลำพูน ต่อรถเข้าตัวเมือง ต่อมาอีกทีไปเข้าโรงแรมแถวๆ หลังสถานีรถไฟ เที่ยวนี้ระวังตัวมาก ต้องไม่ให้ถูกสปายของพวกมันตามเราได้อีก หาทางติดต่อสหายมังกรน้อยหญิงแห่งสันกำแพง เธอน่าจะถีบจักรยานมาทำงาน ที่โรงงานแถวสันกำแพงเชียงใหม่ จากที่พักเราเดินทางไป ไม่ไกลนัก รถสี่ล้อมาจอดแถว ที่พักรถ เลยโรงงานไม่ไกล เข้าไปนั่ง สั่งอาหารร้านใกล้ๆโรงงานนั้น คอยสังเกต การมาของสหายมังกรน้อยหญิงคนนี้ วันนี้โรงงานเปิด เป็นวันแรกของปีใหม่ เห็นเธอแล้ว กำลังถีบจักรยานมา ด้วยท่าทางที่สง่านัก เราทำที เดินข้ามถนนตัดหน้าเธอ พอให้เห็นหน้า แต่ไม่ทักทาย เดินไป ร้านอหารฝั่งตรงกันข้าม ไปนั่งรอ สั่งกาแฟมากิน เธอเป็นสหาย ที่ช่างสังเกต มีไหวพริบ สักครู่เธอเดินเข้ามา ที่ร้าน ซื้อขนมอะไร บางอย่าง แล้วเดินออกไป เลี้ยวเข้าซอยข้างๆ ไม่มีผู้คนผ่านไปมา เราออกไป พบเธอ ฝากข่าว ให้แจ้งสหายของเรา ที่ดูแลเธออยู่ บอกว่าเย็นนี้ หกโมงถึงหกโมงครึ่ง มารับเรา เราจะรอที่ที่พัก ผู้โดยสาร ห่างจากโรงงาน 100 กว่าเมตร หากวันนี้มาไม่ได้ พรุ่งนี้จะมาอีก พูดกันแค่นี้ เธอเดินออกไปก่อน

เธอเป็น สหาย ที่เก่งจริงๆ แสดงว่า สหายในเขตงาน ทำงานความคิด ได้ดี เธอไม่ซักถาม อะไรเลย ทำตัวปกติ ไม่ตื่นเต้นร้อนร้น

เรากลับเข้า ที่พัก อยู่ฆ่าเวลาจนใกล้เวลานัด เราไปรอตาม ที่กำหนด เกือบหกโมงครึ่ง ส. มังกรน้อย นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ มากับเด็กหนุ่ม ที่เราไม่รู้จัก อีกคันมีอ้าย.. พ่อของสหายมังกรน้อยหญิงขับมา เราซ้อนหลัง แล้วก็บึ่งกลับ เข้าสันกำแพง ใช้ทางลัดเลาะ ไม่ผ่านตัวอำเภอ วิ่งไปจนเลียบชายป่าตึง ที่ที่เราเคยลงมา ลำเลียงกับสหายเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เหล่าสหายรอรับเราอยู่..... ขอบอกขอบใจ มวลชนของเรา รีบลงจากรถ รถก็วิ่งต่อไป แล้วก็รีบเดินทาง กลับขึ้นไป เขตงาน 13
 


** โดดเดี่ยว บน “ภูผาชัน” - เขตงานใหม่ 8/1 เริ่มเสียลับ

ก่อนที่ ส.พัลลภ ส.อดุล (น่าจะอยู่ วค. มาก่อน จำชื่อ จัดตั้งไม่ได้ทั้งสองคน) ส.หมอม้ง (สหายจากผาจิ สหายหมอ ที่เราเรียน แทงเข็มด้วย จำชื่อจัดตั้งไม่ได้) และ สหายชาวนา กับนักศึกษาอีกหลายคน จะมาประจำ เขตงาน 8/1 ภายหลัง สหายพ่อหลวงศรีทน ยอดคันทา เดินทางลงไปแล้ว ไม่นาน ในปลายพฤศจิ ปี 20 ที่เขตงาน 8/1 เหลือเหล่าสหาย 9 คน เขตงาน 20 มี 3 คน ส.ดอน ส.มิว และเรา ทำงานสำรวจ และเกาะติด ชาวบ้านแถวกลางดอย ระหว่าง ฐานดอยลังกา กับถนนดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน ไม่นาน ส.มิว ต้องไปช่วยงานที่ เขตงาน 18 เหลือเรากับ ส.ดอน แม้จะมีกำลังน้อย แต่ก็คุ้นเคยพื้นที่มากขึ้นแล้ว มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่ต้องใส่ ต้องถอดแว่น อยู่อย่างนั้นเวลาเดินทาง

ต่อมา ส.ดอน ป่วยเป็นไข้ป่า ต้องมานอนพัก ที่ฐานดอยแม่โถ ยาแผนปัจจุบันที่รักษาไข้ป่า ของ เราหมดแล้ว ส่วนใหญ่ จะอยู่กับเขตงาน 18 และ 13 เหลือแต่ยาลดไข้ แต่อาการไม่ดีขึ้น เราต้องหาสมุนไพร "ขมสามแฉก" เอารากมาต้มให้สหายกิน ประสานกับ  การแทงเข็มที่จุดเหอกู่.. ฉานอะไรเฉียวนี่นะ จำไม่ได้แล้ว คอยเช็ดตัวเวลาไข้สูง งานสำรวจ และงานมวลชนต้องพักเอาไว้ก่อน จะแจ้งข่าว ถึงอีกสองเขตงาน ก็ไม่มีทางทำได้ จะส่งเข้าเมืองก็ยังไม่ถึงเวลานัด จะส่งเข้าเมืองไปเอง ก็ไม่ได้ ไม่รู้จะไปติดต่อกับใคร ผ่านมาสามสี่วัน อาการดูดีขึ้น แต่ยังมีไข้ อ่อนเพลีย พอดี ส.มิว มาที่ฐาน มาคนเดียว บอกว่า ส.นักร้อง สหายที่ดูแลเขตงาน 18 ต้องการคำปรึกษาด่วน ขอให้เราไปให้ได้

ปัญหาเกิดขึ้นแล้วซิ จะไปยังงัย จะพา ส.ดอน ไปด้วยก็ไม่ไหว เราจะไปกับ ส.มิว แล้วใครจะดูแล ส.ดอน เราต้องไปเองแล้ว เสี่ยงมากเหมือนกัน เราเองก็ไม่ใช่ว่าจะคุ้นเส้นทางระหว่างเขตงาน 20 กับเขตงาน 18 ทุกครั้ง ที่ไปมาจะไปร่วมกับสหายเสมอ ครั้งนี้ต้องไปคนเดียวแล้ว จำเป็นต้องเสี่ยงแล้ว ฝากให้ ส.มิว ดูแล ส.ดอน แนะนำการต้มสมุนไพรที่เก็บมา หากฉุกเฉิน หรือไม่ไหวจริงๆ ต้องจำเป็นจริงๆเท่านั้น ก็ให้พาลงไป รพ.สวนดอก แต่ต้องเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่ บอกหมอว่าติดไข้ป่ามาจากสะเมิง ห้ามบอกเขตงานของเรา ถ้าต้องลงไป จริงๆ เขียนบอก ให้รู้ด้วย ฝากเงินไว้ให้ 200 ตอนเรามาทำงาน ที่เขตงานใหม่ 8/1 ตั้งแต่ต้น จนถึงวันนั้น เราไม่เคย ได้รับเงินจากจัดตั้ง หรือสายเมล์เลย เป็นเงินที่เรา ได้มาจากพี่ชายของ สหาย ผปง. โครงงานชาวนา เป็นทันตแพทย์ทำฟัน ตอนที่อยู่กรุงเทพ ได้มาพันนึง เราคิดว่าข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่างทางในเมืองจัดส่งให้หมด ภายหลังพวกข้าวนึ่ง ก็ได้มาจากมวลชน ที่สหายติดต่ออยู่ เราอยู่บนนี้ ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้ออะไร แบ่งเงินที่ได้ ให้สหายหลัก แต่ละเขตงาน ไว้ 300

เช้าวันรุ่งขึ้น เราเดินทาง ลงไปเขตงาน 18 ตามเส้นทางที่เคยสำรวจไว้ก่อนแล้ว มาถึงทุ่งดอกไม้ เจ้ากรรมเอ๋ย เจอชาวบ้าสองคน โพล่มาจากไหนไม่ทันเห็น เพราะเราต้องถอดๆ ใส่ๆ แว่นอยู่ตลอดเวลาเดินทาง หลบไม่ทันแล้ว ชาวบ้านเห็นเราในสภาพที่ใส่แว่นอยู่ รีบถอดออกทำใจดีสู้เสือ มือแตะที่ปืนพกข้างเอวซ้าย ตอนนั้นเราสะพายปืนลูกซองไปด้วย ชาวบ้านทักทายเรา เราก็ทักทายตอบ ถามเราว่ามาทำอะไร บอกไปว่ามาเที่ยวป่า ล่าสัตว์กับพ่อจัน พ่อจัน ไปข้างหน้าแล้วตามไม่ทัน เราถามกลับบ้างว่าทำอะไร ชาวบ้านบอกว่า มาหากระรอก เห็นมีปืนแก๊ปคนละกระบอก สูบยาเส้น น่าจะเป็นชาวบ้านจริงๆ นี่ดีที่ไม่ถามเราว่ามาจากไหน คงยุ่งมากขึ้น เพราะเรา จำได้แต่ชื่อบ้าน ที่เราพยายามขยายงานอยู่ จะโมเมขึ้นมาเอง คงไม่ได้ นอกจากหลอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวเดินป่าเท่านั้น พูดกันไม่นาน ต่างคนต่างไปคนละทิศ เราสังเกตท่าทีดูๆ ชาวบ้านสงสัยเราเหมือนกัน คงแปลกใจที่เห็นคนหน้าตาไม่เหมือนชาวบ้านขึ้นมาบนดอย

เรารีบเดินเร็วขึ้น ระวังมากขึ้น เที่ยวนี้ไม่กล้าใส่แว่นอีก มาถึงภูผาชัน ก็หาทางเดิน เลียบไหล่เขา ด้านในที่สหายของเรา ได้ทำเอาไว้ ไม่เจอ ต้องปีนเอาแล้ว นี่กลางวันแสกๆ มาปีนตรงนี้ ชาวบ้านข้างล่าง จะเห็นเราไหมหนอ รีบไปเถอะ ไอ้ความรีบพอลงภูผาชันได้ ก็เดินเอาๆ จนหาทางเดินไม่เจอ นี่เราหลงทางอีกแล้วหรือ (จะเป็นอย่างตอนขึ้นดอยยาวอีกไหมนี่ ต้องเข้าศูนย์การุณยเทพอีกรอบไหมนี่ ทีนี้จะได้แก่ตายอยู่ในนั้นแน่) เราจำทางไม่ค่อยได้ เพราะเวลาเดินทางมากับสหาย เราไม่เคยเดินนำหน้าเลย เดินตามตลอด เหลียวมองข้างทาง สังเกตโน่นสังเกตนี่ เดี๋ยวใส่แว่น เดี๋ยวถอดแว่น เราเลยไม่คุ้นทาง สารวนหาทางอยู่นั่น หลงไปหลงมาเกือบชั่วโมง มาเจอต้นไม้เกาลัดป่า ที่เคยเก็บลูกมันไปเผากิน ตอนที่สำรวจเส้นทางครั้งแรก ดีใจสุดขีด หาทางเจอแล้ว เที่ยวนี้ จะไม่ยอมหลงอีกแล้ว มาถึงฐานที่พัก 18 เอาตอนเย็นแล้ว โล่งอกมากๆ

เจอ ส.นักร้อง อยู่คนเดียว รอเราอยู่ เราบอกว่า เราเสียลับให้กับชาวบ้านแล้ว ช่วยสืบรูปพรรณสันฐานให้ทีว่า เป็นชาวบ้านป่าเมี่ยง แถวนี้มั้ย แจ้งข่าวให้สหาย ทุกเขตรู้ด้วย จับตามอง ความผิดปกติของชาวบ้านและคนแปลกหน้า ในเขตงานไว้ ว่า มีการเคลื่อนไหวอะไรผิดสังเกต ให้มวลชน ที่ราบช่วย สังเกตด้วย ปรึกษาการงาน ที่ว่าด่วนนั้น ช่วยกันหาข้อสรุป เราจะอยู่บนนี้ นานไม่ได้ เป็นห่วง ส.ดอน กับ ส.มิว ที่ดอยแม่โถ ต้องรีบกลับ ขอยารักษาไข้ป่าไปด้วย นี่เรา ต้องกลับคนเดียวอีกแล้ว จะให้ ส.นักร้อง ไปส่งก็ไม่ได้ สหายจะต้อง รีบไปแจ้งข่าวให้สหายคนอื่นๆ รู้ตัว ต้องเตรียมพร้อมกันไว้ เราคิดว่า เราเดินทางตอนกลางคืนแม้จะลำบากมากก็ตาม แต่ไม่น่าจะเจอใคร ธรรมดาชาวบ้าน ไม่เข้าป่าตอนกลางคืน แถวเส้นทางที่มาก็ไม่มีห้างเฝ้าสัตว์ ตลอดทางที่มาเราพยายาม ทำเครื่องหมายที่สำคัญๆ ไว้ ไม่น่าจะหลงทางอีก น่าจะกลับเองได้ ส.นักร้อง ไม่เห็นด้วยเลยต้องการไปส่ง แต่เราก็ยืนยัน

เดินกลับมาคนเดียว ท่ามกลางคืนเดือนมืด ค่อยๆไป ค่อยๆไป แม้อากาศจะหนาว แต่เรากลับไม่รู้สึกหนาว ไปกับมันด้วยเลย มาถึงภูผาชัน ดึกมากแล้ว เพลียด้วย ต้องนอกพักเาแรงสักงีบ หาทำเล หลังข้างๆ ภูผาชัน มุมที่อับลมหนาว ปูผ้ายางนอน แต่ทว่าเรากลับยังไม่นอน ปีนขึ้นไปบนภูผาชัน มองไปทางตัวเมืองเชียงใหม่ แสงไฟสว่างระยิบอยู่ไกลๆ เห็นแนวดวงไฟเป็นทางยาว นั่นคงเป็นรันเวย์สนามบิน เห็นดวงไฟน้อยๆที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ “เชียงใหม่อยู่ใกล้แค่นี้เองนะ” .......

งานมวลชน รื้อฟื้นสหพันธ์ชาวนาฯ ของพวกเรา ก็ขยับเข้าไปใกล้พื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่แล้ว ใกล้เข้าไปทุกทีแล้ว ภาพในคืนนั้น มันช่วยลดความเหน็ดเหนื่อย ของเราลงไปมาก อากาศหนาวเย็นพัดมากระทบ เสื้อพัดพรึบพรับๆ บนนี้ลมแรงจริงๆ มันเป็นภาพ ที่เราอยากมองดูนานๆ แต่เราต้องนอนพักเอาแรงสักหน่อย แม้จะได้มุมอับลมหนาว แต่อากาศก็หนาวเอามากๆ กองไฟก็ก่อไม่ได้ เดี๋ยวใครมาเห็น อันตราย ผ้าเปลไม่ช่วยลดความหนาวลงเลย ต้องเอาผ้ายาง มาคลุมทับคลุมโปงอีกที นอนได้ไม่ถึงชั่วโมงดี ทั้งตัวเปียกชื้น ผ้ายางอมความร้อนไว้ ข้างนอกหนาว ไอน้ำจับผ้ายางหยดมาผ้าเปล ลมหายใจของเรา มันเปลี่ยนเป็นหยดน้ำ ไปแล้ว นอนไม่ได้ ตัดสินใจเดินทางต่อ ตลอดทางปลอดโปร่งดี กลับถึงฐานดอยแม่โถเกือบใกล้รุ่ง

ความที่เคย กลัวผี มาตั้งแต่เด็กเพราะดูหนัง แม่นาคพระโขนงมา ความกลัวผี หายไปหมด เรารู้สึกว่าหากอยู่คนเดียว มีปืน แนบกาย ความกลัว มันหายไปได้ ดูศักดิ์สิทธิ์กว่าพระเครื่อง ที่ชาวบ้านใส่กันเสียอีก ตั้งแต่นั้น ไม่รู้สึกกลัวผี ที่ต้องอยู่คนเดียวในความมืดอีกเลย
 

** อำลา เขตงานใหม่ 8/1 - คืนนั้น ที่ฐานดอยแม่ตะไคร้ เขต 18

ต้นกลางมีนา 21 เราได้รับแจ้ง ว่า จะต้องไปทำงานในเขตงานใหม่ เตรียมตัวไว้ เราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเขตไหน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขตงานใหม่ทั้งหมดมีกี่เขต แต่เราก็พอเดาออก ว่า คงหนีไม่พ้น 7 เขตที่เคยสำรวจไว้เมื่อปี 18-19 ตอนนี้เรารู้ ว่า มี 7/1 7/2 8/1 8/2 แล้วจะมีอีกกี่ทับ ก็เหลืออีก 3ทับ แต่ไม่รู้ว่าเราจะได้ไปทำงานที่ทับไหน

ในช่วงเวลานั้น หน่วยนำ ที่ เขตงาน 8/1 นอกจากเราแล้ว ก็มี ส.พัลลภ และ ส.อดุล (เราโมเมตั้งขึ้นมาเอง เพราะจัดตั้งไม่แจ้งมา) ทั้งสองสหายเป็น ส. แล้ว แบ่งกัน ดูแลเขตงาน 18 และ 13

สหายในเขตงานก็มีเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสหายชาวนา ส่วนที่เป็นนักศึกษามีไม่กี่คน มาจาก วค. บ้าง วพ. บ้าง ไม่มีใครมาจาก มช. ผปง. โครงงานชาวนา ที่เคยทำงานแถบนี้ขอไป ก็ยังไม่เห็นส่งมา อาจจะอยู่เขตงานอื่น

ตอนต้นปี พวกเราได้กำหนด แนวทางและเป้าหมาย เอาไว้ สำหรับงานในครึ่งปีแรกของปี 21 งานในเขตที่ราบ ประการแรกจัดตั้งกองกำลังหน่วยย่อยๆ (4-6 คน) ให้ได้ทุกเขตงาน ประการที่สองจัดตั้งหน่วยเยาวชนต่อสู้ประจำหมู่บ้านให้ได้ นอกเหนือจากหน่วยเยาวชนมังกรน้อยแล้ว ประกาที่สามขยายบทบาทงานสตรี เยาวชนสตรีคนใดก้าวหน้าให้ส่งขึ้นศึกษาที่ฐานที่มั่น แล้วให้ลงมาช่วยงานจัดตั้งงานสตรีทุกหมู่บ้านที่เราขยายได้ ประการที่สี่ ทำงานแนวร่วมสี่วัยสองชั้นชนให้เป็นจริง และ สนับสนุนให้แกนนำหรือมวลชนที่ก้าวหน้าชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ ประการที่ห้า สำรวจเส้นทางทุกเส้นที่เชื่อมต่อกันระหว่างหมู่บ้าน ถนน ด่านตรวจ แต่ไม่จำเป็นอย่าบันทึกเป็นเอกสาร สำหรับงานบนดอย ประกาแรก สำรวจทุกเส้นทางทุกดอยให้ทั่ว แล้วถอนกำลังลงมา พยายามอย่าตั้งหรือพักพิงบนดอยอย่างที่ผ่านมา เพราะเราเชื่อว่าบนดอยนี้เสียลับแล้ว....

มีคนแปลกหน้าขึ้นมาที่หมู่บ้านป่าเมี่ยงเขตงาน 18 บ่อยขึ้น มีคนขึ้นมาล่าสัตว์บนดอยแถบ 20 มากผิดปกติ แม้จะดูเป็นชาวบ้านก็ตาม

ประการที่สอง สะสมเบียงข้าวฝังไว้ให้ทั้วพื้นที่ ที่คาดว่าหากจำเป็นต้องใช้ แต่ละที่พอกินสัก 7 วันสำหรับคนสี่ห้าคน ประการที่สาม เตรียมหาที่ฝัง “ขนม” จากฐานที่มั่น และต้องเก็บเป็นความลับ สูงสุดไม่จำเป็นที่จะต้องให้ สหายทุกคน รู้ที่ซ่อน ประการที่สี่ พยายามสำรวจพื้นที่ข้ามถนนดอยสะเก็ด-แม่ขะจาน ไปให้ถึง เส้นทาง เวียงป่าเป้า-พร้าว เผื่อไว้ใช้ ตอนจำเป็น หากที่นี่ถูกล้อมปราบ อย่างหนัก และให้สำรวจเส้นทาง เชื่อมกับแม่ทาและห้างฉัตรของเขตงาน 7/2 เผื่อจะต้องทำงาน ประสานการสู้รบ ในอนาคต ทั้งสองเส้นทาง ยังไม่เน้นงานมวลชน และสุดท้าย ต้องและต้อง ขยายงานมวลชน ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บ่อน้ำร้อน ออกไปจนถึงแจ้ซ้อนให้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้มีมวลชนจัดตั้ง ของเรา ไปฝังตัวอยู่ที่นั่น ก็ยังดี เป็นสายข่าวให้กับพวกเรา ด้านนี้เป็นจุดอ่อนที่สุดของเขตงานนี้

ก่อนเดินทางลงจากเขตงานสองวัน เรากับสองสหาย มาพักที่ฐานเขตงาน 18 ได้ ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นโยบายและแนวทางการทำสงครามจรยุทธ์กัน ฝากฝั่งให้ใส่ใจสหายชาวนาให้มาก ความสัมพันธ์ ระหว่างสหายชาวนากับสหายนักศึกษา  ต้องดูแลให้ดี ให้เกียรติกับสหายชาวนา สหายเหล่านี้ ได้บุกเบิกเขตงานนี้ ขึ้นมา สั่งสมประสบการณ์ไว้มาก ความผูกพันธ์กับมวลชน ที่นี่มีสูง เพราะเป็นญาติพี่น้องร่วมชนชั้น เป็นดินแดน ถิ่นเกิดของพวกเขา ต่างจาก เขตงาน 7/1 และ 7/2 ที่ สหายนักศึกษามีบทบาทสูง ส่งเสริมให้ ส.นักร้อง ขึ้นมามีบทบาท อาให้มาทำงานแทนเราที่เขตงาน 20 ก็ได้

สำหรับอนาคต ของ เขตงาน 8/1 นี้ เราได้เสนอความคิด ของเราออกไป ไม่ว่าสหายนำ ที่นี่ต่อไปจะเป็นใครก็ตาม (แต่เราเชื่อว่าส่วนมากจะเป็นสหายนักศึกษา) ฝากไว้ให้ศึกษาและพิจารณา ไม่จำเป็น ต้องเห็นด้วยกับเรา

เรื่องแรก เราคิดว่า การสร้างฐานที่มั่นในเขตงาน 8/1 เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น หากจะทำ จะรักษาไว้ไม่ได้ สูญเสียมากเกินไป ประการแรก เขตงาน ของพวกเรา อยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลาง อำนาจรัฐ เศรษฐกิจ การทหาร ทางภาคเหนือ ของ รัฐบาลกลางปฏิกิริยา ถ้ามันรู้ว่าที่นี้มีกองกำลัง ของ พรรคตั้งอยู่ มันโหม ทำลายแน่นอน และ  ทำลายอย่างทุมเท ด้วย ต่างจากเขตงานที่ลำปาง หรือแม่แจ่ม มันไกลกว่ากัน กระทบอำนาจรัฐ ของพวกมันไม่รุนแรงเท่าที่นี่ ต่อไปที่นี่จะเป็นสนามรบที่นองเลือดน่าดู ถ้ายังมุ่งเน้นแนวทางสร้างฐานที่มั่น แต่ถ้าจะใช้เป็นเขตจรยุทธ์ เป็นสนามสำหรับรบกับมัน ในรูปแบบจรยุทธ์และน่าจะเป็นอย่างนั้น พวกเรายังได้เปรียบอยู่ แต่ต้องยึดกุมภูมิประเทศให้แม่น ยึดกุมโอกาส ให้ได้  หน่วยเรา ต้องคล่องตัวสูง แล้วเล่นกับพวกมันให้สนุกไปเลย แต่อย่าไรก็ดี ความชำนาญป่าเขา ของเรากับพวกมัน คงไม่ต่างกัน แม้เราจะเริ่มต้นก่อน พวกมันก็ตาม ล้วนต่างถิ่นกันทั้งนั้น ที่นี่ไม่มีชนชาติตั้งถิ่นฐานอยู่ แม้เราอาจจะได้สหายชนชาติที่ชำนาญการรบในเขตเขามาช่วยทำงานที่นี่ก็ตาม พวกมันมีป่าให้ฝึกความชำนาญเหมือนกัน จึงประมาทไม่ได้

ประการที่สอง บทเรียนการสร้างฐานที่มั่นในภาคเหนือ เริ่มจากงานบนดอยทำงานมวลชนกับชนชาติ เมื่อเสียงปืนแตก มีเหล่าสหายชนชาติเข้าเป็นกองทหารหลัก ยืนหยัดต่อสู้พิทักษ์ถิ่นเกิด แต่ของพวกเรา สหายทั้งหมดเป็นคนพื้นราบ ความผูกพันกับถิ่นเกิดอยู่ที่ข้างล่างไม่ใช่ข้างบนนี้ นี่ไม่ใช่ดูหมิ่นจิตใจปฏิวัติของสหายชาวนา หากจำเป็นต้องมีฐานที่มั่น ในความเห็นเรา สร้างที่เขตแม่แจ่มจะดีกว่า ที่นั่นภูมิประเทศเราได้เปรียบมาก กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกเขตใหญ่กว่าที่พวกเราทำงานอยู่หลายสิบเท่า มีมวลชนชนชาติอยู่มาก พวกเขารักถิ่นเกิด อนาคตอาจจัดตั้งกองกำลังชนชาติโดยเฉพาะแบบเดียวกับที่เราตั้งกองกำลังสหพันธ์ชาวนาฯ ใช้ที่นั่นฝึกกำลังคนแล้วลงมาเล่นจรยุทธ์กับมันในทุกๆ พื้นที่ที่มีมวลชนของเรา เราน่าจะศึกษางานจากภาคอีสานและภาคใต้ดูบ้าง อาจจะเอามาเป็นประโยชน์กับเขตงานทางเหนือ แนวทางแบบทางเหนือไม่น่าเป็นแบบอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าไม่ถูก มันถูกตามประวัติศาสตร์และเงื่อนไขของมัน แต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตาม ของพวกเราก็มีประวัติศาสตร์และเงื่อนไขที่ต่างกับฐานที่มั่นเดิม

ประการที่สาม เขตงานใหม่ทั้งหมดมีจุดแข็งที่ที่ไหนก็ไม่มี ข้อแรก ที่นี้มีมวลชนสมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ เรือนหมื่นเรือนแสนอยู่ที่เขตพื้นราบต่อเนื่องกันไป จากเหนือลงใต้ ทั่วเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เคยผ่านการต่อสู้กับกับอำนาจรัฐปฏิกิริยามา มีประสบการณ์ทางการเมืองและการเคลื่อนไหวที่เป็นพลังกลุ่มก้อน พลังนี้ยังไม่สลายไปไหน รอพวกเราลงไปจัดตั้ง ปลุกพลังสู้รบขึ้นมา มิตรภาพสู้รบระหว่างนักศึกษากับชาวนาที่นี่แนบแน่นมากมาด้วยกัน ความรักความผูกพันที่มีต่อกันจากโครงงานชาวนาและสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือนั้นสูงยิ่ง จะทำอย่างไร ให้เขตงานที่ราบเป็นสนามรบของกองจรยุทธ์ของพวกเราในอนาคต ข้อสอง เรามีพลังของนักศึกษาในเมืองที่เคยผ่านการต่อสู้มา มีการจัดตั้งกันมา เราฟื้นใหม่ได้ ประสานพลังนักศึกษาชาวนาขึ้นมาอีกครั้ง สร้างงานโครงงานชาวนารูปแบบใหม่แบบจรยุทธ์บนมอเตอร์ไซด์อีกครั้ง ข้อสาม เรามีพรรคเรามีกองทัพ เรามีปืน สามพลังนี้มันบอกให้เราเห็นอยู่ชัดๆแล้ว ว่า สนามรบของเราอยู่ที่ทุ่งราบข้างล่างและในเมือง ไม่ใช่บนดอย

อย่าไปกังวลกับข้อกล่าวหา ลัทธิแก้ ลัทธิสุ่มเสี่ยง ลัทธิจรจัด เหล่านี้นักเลย เราไม่ได้ฝ่าฝืนกฎสงครามประชาชน ที่เอาชนบทล้อมเมือง แต่เรากำลังทำให้มันเกิดขึ้นจริงต่างหาก บทเรียน ที่พวกเราต้องหลั่งเลือดแลกมาด้วยชีวิตของมวลชนของสหายของเรา ยิ่งต้องเคารพ ยิ่งต้องศึกษาให้หนัก เอาบทเรียนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดพลัง อย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง ขุมพลังมันซ้อนตัวอยู่ อยู่ที่พวกเราจะขุดเข้าไปถึง แล้วปลดปล่อย พลังนั้นออกมา ได้หรือไม่ เท่านั้น พวกเราต้องเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์การสู้รบ การปิดลับอำพราง การพลิกแพลง และอะไรอีกหลายๆ อย่าง แบบจรยุทธ์ในทุ่งราบ และในเมืองกันใหม่

(คิดถึงจรยุทธ์ห่านป่าเอามากๆ ดูๆเราฝั่งใจกับนิยายเรื่องนี้มากเอาการ แต่อยากจะบอกว่า จินตนาการของเราที่ใช้ทำงานในเขตงานใหม่มาจากนิยายเรื่องนี้ มากกว่าสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงเสียอีก)

คืนนั้นไม่มีข้อยุติ การชี้นำงานเป็นหน้าที่ของสหายนำในเขตนี้ เราไม่มีบทบาทแล้ว วันใหม่ ตอนเย็น เราก็อำลาจากเขตงานใหม่ 8/1 อย่างตลอดกาล มุ่งหน้าสร้างฝันในเขตงานใหม่ที่รับมอบหมายต่อไป

กลับ หน้าแรก ส.เทอด / กลับ ตอนที่ ๔ /ไป ตอนที่ ๖

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องบันทึก /main menu / new update

มุ่งไปขยายเขตงาน