Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหว อันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

 

 

กลั่นจากความทรงจำ

โดย

ส.เทอด /ส.เกษตร

 

"จงสร้างบทเรียน เรียนรู้ จากบทเรียน หมั่นสรุป บทเรียน ยกระดับ บทเรียน ถ่ายทอด บทเรียน"

 

 

ตอนที่ ๔

“วันตรุษจีน –ฤกษ์ดีของการเดินทางขึ้นฐานที่มั่นผาจิ”

 

ท่านให้กอด และกอดเราแน่นเสียด้วย น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมา ยิ่งฟังท่านเล่าถึงวันที่ 6 ตค. ได้ข่าวว่า นักศึกษาถูกยิง ถูกฆ่า ท่านออกจากบ้านไปตามหาเราที่จุฬา เจอนักศึกษา ก็ถามว่าเห็นเรามั้ย เห็นเรามั้ย ตะลอนๆ ไปถึงสนามหลวง ถามชาวบ้านว่า เห็นเรามั้ย เห็นเรามั้ย เราเลยยิ่งร้องหนักเข้าไปอีก

ด้วยเหตุที่เราเป็นคนเรียนหนังสือเก่งได้ที่ 1 มาตั้งแต่ ป.1 เรื่อยมา ยิ่งสอบเข้าสวนกุหลาบได้ เข้าจุฬาได้ ท่านยิ่งรักเรา ตามใจเรา สำหรับคนจีนแล้ว จะยากดีมีจน หากลูกหลานเรียนหนังสือเก่ง เข้ามหาวิทยาลัยได้ ยิ่งเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ เหมือนลูกสอบจอหงวนได้ยังไงยังงั้น ยิ่งครอบครัวเรายากจน กว่าญาติๆ ยิ่งทำให้พี่น้องพลอยภูมิใจไปด้วย รู้สึกเหมือนเป็นเกียรติเป็นศรี ไม่ให้ญาติอื่นๆ ที่ฐานะดีรวยดูถูกครอบครัวเรา เหตุนี้ ทั้งพ่อแม่ ทั้งพี่ชาย เลยรักเรา เชื่อใจเรา เชื่อว่าเราทำอะไรๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไปด้วย ไม่ขัดขวาง ไม่ห้ามปราม เราก็เลยได้ใจ ติดนิสัยทำตัว เป็นนักผจญภัย ไม่ค่อยอยู่กับบ้านมาตั้งแต่มัธยม หายออกไปจากบ้านเป็นเดือนๆ ก็ดูไม่แปลกใจ พวกท่านเคยชินกับนิสัยของเราแล้ว

แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องตัดใจ มิตรสหายกำลังต่อสู้อยู่กับความเป็นความตายอยู่ข้างบนนั้น แม้เราจะอยู่ที่บ้านได้ เราก็คงอยู่อย่างไร้วิญญาณ พี่ชายสังเกตอาการเราออก ถามเราตรงๆ ว่า “จะไปอีกใช่มั้ย” “เราต้องไป เราต้องไปจริงๆ” พี่ชายที่แสนดี ไม่ซักไซ้ ไม่ห้ามปราม “จะไปเมื่อไหร่” “คงไปวันตรุษจีน นัดกันไว้แล้ว” “อย่าบอกให้แม่รู้ล่ะ จะบอกแม่ให้เอง ระวังตัวด้วย”

เช้าวันตรุษ เราออกจากบ้านแต่เช้า เดินทางไปที่ศาลาเฉลิมกรุง ไปรอท่ารถแท็กซี่รับจ้างเดินทางไปบ้านโป่ง ราชบุรี เมื่อถึงนครชัยศรี เราลงรถเดินทางต่อด้วยเรือด่วนหางยาว แล่นย้อนกลับเข้ากรุงเทพ ขึ้นเรือทีท่าช้าง ทวนเจ้าพระยาขึ้นเหนือต่อทันที แวะเปลี่ยนเรือเป็นจุดๆ จนมาถึงอำเภอไชโย จับรถโดยสารมุ่งขึ้นเหนือต่อไป รุ่งเช้าถึงกว้านพะเยา

เราไปรอพบ มิตรสหายที่เป็นเพื่อนหญิง เรียนครุศาสตร์ 4-5 คน ที่มาสอบเข้าเป็นครู ที่ภาคเหนือ ตามที่เราขอร้อง ให้มาช่วยทำงานมวลชนชนบท ในอีกรูปแบบหนึ่ง นัดเจอกันที่นี่หวังจะได้ร่ำลาและฝากฝัง ให้สหายที่ทำงานในเมือง ช่วยดูแลเพื่อนๆ ของเราต่อไป

ถึงเวลานัดแล้ว น่าจะเป็น ส.เอียบ กระมัง (ดูเป็นนักศึกษา) มารับเราไปต่อ ขึ้นรถปิกอัพ เดินทางมุ่งสู่ป่าเขาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งที่แล้วอีกต่อไป เราเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัว ว่า เดินทางไปที่ไหน ผ่านอะไร จำไม่ได้เอาเสียเลย แม้แต่มิตรสหายที่ร่วมเดินมีใครบ้าง ก็ยังจำไม่ได้ มารู้เอาจะๆ เมื่อลงจากรถที่ชายป่าแห่งหนึ่ง พลัน ทหารดาวแดงขอบเหลืองก็ปรากฏกายต่อหน้าเรา สุดจะบรรยาย.....

นี่คือ ความใฝ่ฝันของเรา กาลเวลามาถึงแล้ว อีกไม่นาน เราจะสวมชุด “ทหารของประชาชน” เป็น ทหารของกองทัพปลอดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ตามที่ใฝ่ฝันมานาน

พบสหายรัก ที่ไม่เห็นหน้ากัน มาหลายเดือน "เติบ"/"สหายวรวุฒิ" เรากำลังจะขึ้นฐานที่มั่น แต่เพื่อนเรา กำลังจะไปแนวหน้า เขตงานใหม่ ที่เคยบุกเบิกไว้ เวลาช่างน้อยนิดเหลือเกิน ทักทายกันได้ไม่กี่คำ ต้องรีบขึ้นรถออกเดินทาง เราเองก็ไม่คาดคิด นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็น "เติบ"/"สหายวรวุฒิ" ...

ปลายปี 22 ข่าวการเสียสละของสหาย ก็มาถึงหูเรา  “หลับสนิทเถิดสหาย มิตรร่วมยากสหายร่วมรบ กายแม้นมิดูใหญ่โต แต่จิตใจยิ่งใหญ่ดุจขุนเขา ประวัติศาสตร์ ที่สหายได้ใช้เลือดและเนื้อเขียนขึ้นมา จะเป็นตำนาน ให้เล่าขานถึงลูกหลานสืบไป”

ดูเป็นเรื่องแปลก สำหรับเรา เรื่องราวบนฐานที่มั่นอำนาจรัฐแดง ที่เราใฝ่ฝันมานมนาน อยากเป็นส่วนหนึ่งด้วย มุ่งมั่นขึ้นไปหา เราใช้ชีวิตอยู่ที่ฐานที่มั่นผาจิถึง 6 เดือน แต่ทำไมเรากลับจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ฐานที่มั่นนี้ ได้น้อยเหลือเกิน พยายามกลั่นก็แล้วเผาก็แล้ว มันก็ยังไม่ระเหิดระเหยออกมาซักที เรื่องราวที่พอจำได้ มันเป็นเพียงภาพเหตุการณ์ ที่ผุดขึ้นเป็นท่อนๆ ไม่รู้อะไรก่อนอะไรหลัง ชื่อเรียกแต่ละบ้าน แต่ละสำนักแต่ละดอย ที่พอได้ยินได้เห็น บางที่อยู่พักตั้งนานก่อนไปแนวหน้า ก็ยังเรียกความทรงจำขึ้นมาไม่ได้ ชื่อสหายในกองร้อย แม้แต่สหายในหมู่เดียวกัน ก็ระลึกไม่ออก จนได้มาอ่านเจอในเวปนี้ ภาพในความทรงจำก็ลอยขึ้นมาอย่างเลือนลาง

อย่างไรก็ดี ชีวิตบนฐานที่มั่นผาจิ ที่เราพอจะบอกเล่าได้ต่อไปนี้ เป็นเพียงความประทับใจในเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ตัวเราได้ “สัมผัส” มากกว่าเหตุการณ์ที่เรามีส่วนลงมือทำด้วยตัวเอง ดังนั้น มิตรสหายท่านใดจะมีส่วนช่วยเติมเต็มในเรื่องราวที่บอกเล่านี้ ก็ขอให้ช่วยด้วยเถิด ส่วนไหนที่บิดเบี้ยวไป ก็มาช่วยตบให้มันตรงๆ เรื่องราวบนฐานที่มั่นนี้เรามีส่วนเป็นตัวละคอนเล่นด้วยมีไม่มาก กว่าครึ่งของเวลาที่อยู่บนนี้ เราใช้ไปกับการเตรียมตัวเองกลับเข้าสู่แนวหน้า กลับไปร่วมงานกับสหาย ผปง. และ ชาวนา ที่ซึ่งสหายหลายคนได้เดินทางล่วงหน้ากันไปแล้ว

เขตพื้นที่โครงงานชาวนา ซึ่งนับแต่นี้ จะกลายเป็นเขตแนวรบใหม่ของเขต 7/1 7/2 7/3 และเขต 8/1 8/2 บนทุ่งราบและดอยสูง, เป็นเขตการสู้รบใหม่ด้วยอาวุธ ที่มี สหาย จาก ผปง.โครงงานชาวนา นักศึกษาจากทั่วสารทิศ และสมาชิกสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ เป็นกำลังหลักเกือบทั้งหมด ที่ได้ทำหน้าที่ “รับใช้ประชาชน” อันทรงเกียรตินี้, เป็นเขตขาวที่เป็นแนวหน้า ของการขยายเพลิงปฏิวัติ ให้ลามออกไป ภายใต้การนำ ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อย่างเต็มรูปแบบ และจะเป็นผืนแผ่นดิน ที่ใช้จารึกเรื่องราว เลือดเนื้อ ชีวิตของเหล่ามิตรสหาย ทั้งที่ยังอยู่และฝังร่างแล้ว ไว้เป็นร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ การลุกขึ้นสู้ของนักเรียนนักศึกษาและชาวนาภาคเหนือ ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเล่าขานกันสืบไปอีกนานแสนนาน

จับมือจับไม้ทักทายกัน กับสหายที่มารับ อย่างมีความสุข แล้วก็เริ่มเดินทางขึ้นเขา ตลอดทางสายตาเรามองเหลียวไปเหลียวมา ป่าที่เรากำลังเดินอยู่นี้ ดูก็คล้ายๆ กับป่าที่เราเข้าครั้งแรกเมื่อวันที่สาม แต่ทางเดินที่นี่ชัดเหลือเกิน ที่แตกต่างกัน ก็คือ ความรู้สึก ที่นั่น โดดเดี่ยวเหลือเกิน กดดันเหลือเกิน แต่ที่นี่อบอุ่นเหลือเกิน ปลอดภัยเหลือเกิน เพราะที่นี่เรามีดาวแดงนำทางเราอยู่

เดินทางกันมาหลายชั่วโมง จำไม่ได้ว่าได้ว่าเดินลุยน้ำลงดอยขึ้นเขากี่ลูก(สงสัยว่าจะไม่ได้ลงน้ำแฮะ เพราะไม่มีอยู่ในอารมณ์เลย) พอเดินลงมาตามทางลาดเขาใกล้ถึงที่ราบ เสียงเพลง “เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ” ก็ดังก้องป่า

สหายมากมาย ยืนแถวเป็นสองแถว ร้องเพลงไปตบมือไป ใบหน้ายิ้มแย้มปิติ มองมาที่พวกเรา ตัวเราขนลุกเลย นี่ภาพในฝันหรือ สหายในชุดทหารกองทัพปลดแอกเป็นร้อย คุ้นหน้าคุ้นตาเกือบทั้งนั้น มาชุมนุมกันที่นี่หมดเลย ใครที่คิดว่าจะไม่ได้เห็นก็ได้เห็น ใครที่คิดว่าจะไม่ได้เจอ ก็ได้เจอ กอดกันกลมเชียว พูดคุยทักทายราวกับไม่ได้เจอกันเป็นปีๆ (บางคนไม่ได้เจอกันเป็นปีเหมือนกันนะ) อบอุ่นใจอะไรเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่เป็นสุข อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น มานานหลายเดือนแล้ว

มาที่นี่ เราใช้ชื่อว่า “ส.เกษตร” ดูมันเรียบง่ายดี จำไม่ได้ว่าตั้งชื่อให้ ส.เอียบ ด้วย ภาพตอนนั้นยังดึงขึ้นมาไม่ได้ อย่างไรก็ดี พวกเราต่างมีชื่อใหม่กันแล้ว ชีวิตก็เป็นชีวิตใหม่ ในที่ที่แสนจะใหม่สำหรับเรา

เราได้เจอ ตุ๊ก “ส.ฐาน” ได้เล่าเรื่องราวคร่าวๆ ที่ผ่านมาให้ ส.ฐาน ฟัง ส.ฐาน บอกว่า กลัวว่าเราจะไม่ขึ้นมา เราตอบไปว่า แม้แต่ ส.ฐาน ยังขึ้นมา เหตุใดเราจะไม่ตามขึ้นมาเล่า

เราได้อยู่หมุ่ 3 ส.จัน (อาจารย์ มช.ที่เคยคุ้นเคยเมื่อครั้งที่ชุมนุมใหญ่จังหวัดลำปาง เราจำท่านได้ดี คนหนุ่มที่ดูเงียบๆ ยิ้มเสมอ ตัวผอมๆ แต่ใจเด็ดชะมัด) เจอ ส.เข้ม (ไอ้ชีเพื่อนยาก) เจอ ส. สุภาพ/จาตุรนต์ ฉายแสง (คนนี้แหละที่ถูกล้อมในยูเนี่ยน เราก็ไปนั่งเป็นเกาะป้องกันให้ด้วยนะ คงจำเราไม่ได้) เจอ ส.ดอน ลูกหลานชาวนา (กองกำลังป้องกันตนเอง ของ สหพันธ์ชาวนาฯรุ่นแรกๆ ที่จัดตั้งขึ้น คอยปกป้อง พ่อหลวงศรีทน ยอดคันทา ผู้นำสหพันธ์ฯของเรา เธอเป็นคนเงียบๆ สีหน้าดูอมทุกข์ หน้าตาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่จิตใจมั่นคงยิ่ง) เจอ ส.เสรี (น่าจะเป็น อาจารย์ มช.อีกคน หน้าขาวเชียว ใช่เคยอยู่ศูนย์กักกัน การุณยเทพเชียงใหม่ ก่อนหน้าเราหรือเปล่า จำไม่ได้ชัด) เจอ ส.เลิศ ส.อำนาจ และ ส.พลัง ทั้ง สาม ส. เราไม่คุ้นเคย น่าจะเป็นนักศึกษา มช.

เกือบทั้งวัน เราได้แต่ไปหาคนนั้นคนนี้ ไปทักทายเล่าสุขเล่าทุกข์กัน ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บ่ายๆ เหล่าสหายต่างไป ทำกิจกรรม ของ โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา โรงเรียนที่จะบ่มเพาะเหล่ามิตรสหายนักเรียนนักศึกษาชาวนาปัญญาชน ให้เป็นนักรบนักปฏิวัติของพรรค ที่จะแบกรับ ภาระกิจปฏิวัติ อันทรงเกียร ติต่อไปภายภาคหน้า (เราเองไม่รู้ประวัติการจัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้มากนัก เพราะมัวสนใจแต่งานแนวหน้าที่จะทำในอนาคตมากกว่า) ตัวเราเพิ่งมาใหม่ เลยยังไม่ได้ไปทำอะไร ท่านบอกว่า ให้พักผ่อนก่อน เราก็ไม่รู้จะพักผ่อนยังงัย เพราะไม่ง่วงไม่เพลีย เลยเดินสำรวจอาณาบริเวณโรงเรียนเสียซะทั่วเลย เรือนนอน โรงครัว ห้องส้วม (ห้องโล่งๆ ลมโกรกสบาย) เรือนเลี้ยงหมู ลำน้ำสาวที่ใช้อาบน้ำ ยกเว้นก็แต่เรือนที่พักสหายนำ ไม่กล้าเข้าใกล้ กลัวรัศมีอาวุโส (รู้สึกเคยชินเป็นนิสัยแล้ว ตั้งแต่ทำงานในโครงงานชาวนา ไปหมู่บ้านไหน ก็ชอบสำรวจหมู่บ้านก่อน ชอบขี่มอเตอร์ไซด์ออกสำรวจป่าเขา ตอนที่ว่างๆจากงานออกชนบท เราว่านิสัยแบบนี้ เป็นนิสัยที่น่าจะมีสำหรับสหายที่ต้องไปทำงานแนวหน้า) เห็นสหายชาวนาที่ตาเสียอยู่ข้างนึง เป็นสมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ คุ้นเคยกัน (ภายหลังได้เข้าทำงานมวลชน ฝังตัวอยู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขตเชิงดอย ใกล้เส้นทางลำเลียงของเขตงานใหม่ 7/3) กำลังเลื่อยแผ่นไม้ จะทำเป็นโต๊ะปิงปอง เราก็เลยเข้าไปช่วยเลื่อยด้วย สหายก็บอกให้เราไปพักผ่อนๆ อยู่นั้นแหละ เราก็ไม่ยอมไปอยู่อย่างนั้นแหละ จนสหายใจอ่อนให้เราร่วมทำงานด้วย จนถึงเย็นได้เวลาอาหารแล้ว

พวกเราตักข้าวและกับ มานั่งทานกันเป็นกลุ่มๆ เหล่าแม่ครัวเป็นสหายม้ง ทำงานกันขยันขันแข็ง อาหารดูพื้นๆ แต่มีชิ้นหมู อร่อยมาก อร่อยกว่าที่กินยามปกติ เพราะอาหารที่นี่ ใส่จิตใจปฏิวัติรับใช้ประชาชน เป็นเครื่องปรุงรสด้วย

ตกค่ำมี พิธีต้อนรับสหายที่มาใหม่ และ ให้สหายที่มาใหม่เล่าประสบการณ์ก่อนเข้าป่า ให้สหายทั้งโรงเรียนฟังกัน พอถึงตาเรา ส.ฐาน บอกว่าอยากให้เล่าเรื่องตอนที่รับภาระกิจติดต่อฐานที่มั่นดอยยาวแล้วหลงทางถูกจับ ให้พวกเราฟัง สหายหลายคนที่นี้ยังไม่รู้เรื่องนี้ เราไม่รู้จะเล่ายังงัย อะไรลับอะไรไม่ลับ ควรเล่าอะไรไม่ควรเล่าอะไร แค่ไหน โลเลอยู่สักครู่ ใจก็คิดว่าต่อพรรคต้องซื่อสัตย์ ต่อสหายต้องซื่อๆ ตรงๆ ได้คิดแบบนี้ ก็เปิดฉากบรรเลงไป ราวกับว่าเรื่องที่เกิดเกิดเมื่อครู่นี้เอง พอตกดึก ส.ฐานมาบอกว่า เรื่องเกี่ยวกับสหายคนอื่นๆ และพื้นที่งานต้องเก็บเป็นความลับ หลายคนที่เราเอยถึง กำลังทำงานอยู่ในเขตขาวใกล้ๆ ฐานที่มั่นนี้ พื้นที่งานโครงงานชาวนา ที่จะเป็นเขตงานใหม่ ก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยทั่วไป เราฟังเช่นนี้แล้ว ตกใจพอสมควร นี่เรากำลังเผยความลับอะไรบางอย่าง ที่เป็นอันตรายต่อมิตรสหายหรือ เรากล่าวคำขอโทษ ติดนิสัยจากที่ราบ ชอบปลุกระดมมวลชน ต้องขออภัยด้วย แต่นั้นมา เราก็ไม่ค่อยพูดถึงงานชาวนาที่เคยทำกับสหาย แต่เราเองก็ยังไม่รู้ว่าจบจากโรงเรียนนี้แล้ว เราต้องไปทำอะไร ชีวิตในโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ตลอด 2 เดือนแรก จึงเป็นชีวิตที่เดินไปตามโปรแกรมของโรงเรียนที่ได้กำหนดไว้ นานๆ ทีถึงจะมีเรื่องตื่นเต้นมาให้เราสนุกสนานกัน เร้าใจกัน

การใช้ชีวิตในโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ของเรานั้นเป็นเช่นเดียวกับเหล่าสหายนักเรียนน้อยทั้งหลาย เราเข้าชั้นเรียนกลางคัน เลยไม่ได้เรียนเนื้อหามาแต่ต้น เรื่องราวต่างๆ เราจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก แต่ได้อ่าน เรื่องเล่า ของ ส.ต๊ะ แล้วรู้สึกว่า ส.ต๊ะให้รายละเอียดถี่ยิบ รู้สึกทึ่งในความจำของสหายมากมิตรสหายเปิดอ่านดู ที่ในเวบไซท์นี้ได้ ส่วนที่เราจะบอกเล่า ขอกล่าวถึงประสบการณ์ที่พบในส่วนที่จะมีผลต่อวิธีคิดวิธีทำงานของเรา เมื่อเราไปทำงานที่เขตงานใหม่ 7/2 ตอนบน และ 7/3

**ไม่มีตำราสร้างฐานที่มั่น –เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

วันหนึ่งเรามีโอกาสพูดคุยกับ ส.ฐาน/ตุ๊ก เป็นการส่วนตัวมากเป็นพิเศษ ส.ฐาน บอกว่า “ที่จริงอยากให้เราเป็นหัวหมู่ หมู่ใดหมู่ใดหมู่หนึ่ง แต่เราจะได้รับภาระกิจไปบุกเบิกงานเขตงานใหม่ในเร็วๆ นี้” เราบอกว่าเราไม่สนใจหัวหมู่อะไรนั้น เราอยากรู้ว่า ภาระกิจบุกเบิกงานในเขตงานใหม่นั้นมีอะไรบ้าง และเราจะได้ไปเมื่อไหร่ ถ้าเร็วได้ก็จะยิ่งดี

แน่นอน ภาระกิจในเขตงานใหม่ คือ การสร้างเขตจรยุทธ์ สร้างกองทัพ สร้างฐานที่มั่น ขยายงานมวลชนรุกเข้าไปใจกลางพื้นที่ของอำนาจรัฐเผด็จการ โดยใช้เขตงานเดิมของโครงงานชาวนา เป็นฐานปฏิบัติงาน พูดมาถึงตอนนี้ เราพอจะเห็นงานเห็นพื้นที่งานของเราแล้ว ส.ฐาน ไม่บอกรายละเอียดอะไรต่อ

เราถาม ส.ฐาน ว่า ที่นี่มีเอกสารตำราที่บันทึกประสบการณ์ การสร้างเขตจรยุทธ์ สร้างฐานที่มั่นสร้างกองทัพ อย่างที่เราเคยอ่าน จากหนังสือของศัตรูที่มันตีพิมพ์เอามา จากประสบการณ์ทางอีสานบ้างไหม “ไม่มี” “ที่นี่ต่อสู้สร้างเขตจรยุทธ์ฐานที่มั่นจากบนดอย ทำงานกับมวลชนเหล่าชนชาติ ไม่เหมือนกับที่อีสาน”

นั่นหมายความว่า ต่อนี้ไป เราจะต้องเรียนรู้ภารกิจของเราจากประสบการณ์ ที่มีอยู่ตรงนี้ ตำราเล่มใหญ่อยู่ตรงหน้านี้เอง ตำราที่มีชีวิต เคลื่อนไหวได้ เหล่าสหายทั้งหลายที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกอง สำนัก หมู่บ้าน ทุ่งไร่ ป่าเขา ขอแต่ให้เรารู้จักค้นหา สังเกต เรียนรู้ เก็บสั่งสะสมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อนาคตเมื่อไปสู่เขตงานใหม่ ตำราปฏิวัติสร้างเขตจรยุทธ์ สร้างกองทัพของพวกเรา จะมาจากสมองและจิตใจของเหล่าสหาย ผปง. มวลชนในพื้นที่และศัตรูของเรานั่นแหละ และนั่นก็หมายความ ว่า ประสบการณ์ที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อชีวิตของสหาย ผปง.และมวลชนในเขตงานใหม่ จะเป็นตำราปฏิวัติที่เราต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าตำราจากพรรคพี่พรรคน้องที่เราเคยอ่านเจอ ดังนั้น นับแต่นี้ ช่วงเวลาที่ยังมีโอกาสอยู่ที่นี้ เราต้องเก็บสะสมความรู้ให้มากที่สุดจากตำราที่มีชิวิตอันทรงคุณค่าเหล่านี้

**การวิจารณ์วิจารณ์ตนเอง –มองสหายในแง่ดี เรียนรู้ชีวิตของสหายให้มาก

ในคืนวันหนึ่ง เป็น วันสำรวจวิจารณ์ตนเอง เราได้วิจารณ์ความคิดที่คับแคบของเรา การมองด้านเดียว ความคิดที่มองแต่แง่ร้ายของสหาย ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำหรับเรา ให้เราตระหนักถึงความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับสหายในเขตงานใหม่

เรารู้สึกไม่พอใจในท่าที ของ ส. ธวัช (ผู้นำนักศึกษาจาก วค.) ที่ชอบแสดงท่าทีกลุ้มกลิ่มกับเหล่าสหายหญิงบ่อยๆ มันเป็นท่าทีเหมือนคนเจ้าชู้ ไม่ดีเอาเสียเลย ซ้ำแต่งตัวดูสำอาง รู้สึกขัดใจนัก เมื่อรู้สึกเช่นนี้ ท่าทีที่เรามีต่อ ส.ธวัช เลยดูเหมือนท่าทีที่มีต่อศัตรู ไม่ใช่ท่าทีที่มีต่อมิตรสหาย

มาวันหนึ่งทราบว่า ส.ธวัช ป่วยเป็นไข้ป่า นอนซมอยู่ในเปลที่ผูกแขวนไว้ใต้ต้นไม้ หน้าเรือนพัก เราผ่านมาเห็นเธอเข้า เธอกำลังหลับ หน้าซีดเชียว เรามองดูๆ ก็อดสงสารไม่ได้ มาคิดอีกที นี่เรามีวิธีคิดแบบ "ขาวดำกระจ่างชัด" จนเกินไปหรือเปล่า เราขีดเส้นแบ่ง “ปฏิวัติกับปฏิกิริยา” เกินไปหรือเปล่า

ส.ธวัช มีบ้านมีครอบครัวมีอนาคตของเธอ เธออุตส่าห์เสียสละ อุทิศตัวให้กับการปฏิวัติ จะเป็นจะตายวันนี้พรุ่งนี้อย่างไรก็ไม่รู้ ความเสียสละของสหายมีค่าน้อยกว่าเรื่องหยุมหยิมที่เรายึดถือหรือ งานปฏิวัติเป็นงานอาสาสมัคร ต้องเสียสละ แต่ละคนต้องมาหล่อหลอมตัวเองท่ามกลางความยากลำบาก น้ำจะเดือดเป็นไอ ยังต้องสั่งสมความร้อน คนจะเปลี่ยนตัวเอง ก็ต้องการเวลา

เราเข้มงวดต่อสหายเกินไปแล้วสหายเอ๋ย ความคิดเราคับแคบเกินไปแล้วสหายเอ๋ย เราเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเกินไปแล้วสหายเอ๋ย เราควรรู้จักเธอให้มากกว่านี้ เข้าใจเธอให้มากกว่านี้ ก่อนที่จะตัดสินอะไรลงไป หากเรามีจิตใจคับแคบแบบนี้ เมื่อไปทำงานในเขตงานใหม่ คงจะเหลือเราอยู่แค่คนเดียวหรอก เราต้องขอโทษ ส.ธวัชด้วย และขอบคุณที่สอนบทเรียนนี้ให้เรา “กับตัวเองต้องเข้มงวดให้มาก ต่อสหายต้องพองาม”

 

**ขออ้อยจากมวลชนหมู่บ้านปลอดปล่อย -จุดเริ่มศึกษาสมุนไพร

วันหนึ่งเรากลับมาจาก เปอะหัวเผือก ที่ไปขุดมาจากบ้าน.. เป็นหมู่บ้านแดงแล้ว เพื่อเอามาขยายพันธุ์ที่ไร่ใกล้ๆ โรงเรียน งานเพาะปลูกขยายตัวมาก เพื่อผลิตให้พอกับสหายที่เดินทางเข้ามาศึกษาที่ฐานที่มั่น เราผ่านเรือนพักของ สหายหญิง ที่มี ส.สุแสง เป็นหัวหมู่ เห็นสหายมุ่งกันอยู่หลายคน เลยเข้าไปดู เราเห็นสหายหญิงชื่อ ส.มีนา เป็นลูกหลานชาวนาจากเชียงม่วน ป่วยเป็นไข้ป่า ส.อื่นๆ กำลังป้อนอาหารให้ แต่สหายทานไม่ลง บอกว่าขมปาก ดูซีดเซียวมาก ให้น้ำกินก็ไม่กิน เรานึกขึ้นได้ เราเคยเป็นไข้ป่าตอนมาอยู่ค่ายช่างเคียน ปี 10 กินอะไรไม่ลงจริงๆ น้ำลายก็รู้สึกขมผะอืดผะอม เวลาไข้ขึ้นก็ร้อนเหลือเวลาหนาวก็สะท้านตัว ครูเขาเอาอ้อยมาคั้นน้ำให้เรากิน รู้สึกดี

จำได้ว่าที่หมู่บ้าน.. ที่เราไปเปอะหัวเผือก มีบางบ้านปลูกอ้อยไว้เป็นกอ เป็นบ้านสหายม้ง ใจก็คิดว่าน่าจะไปขออ้อยมาคั่นให้ ส.มีนา ลองกินดูบ้างท่าจะดี รีบเดินย้อนกลับไปที่หมู่บ้านนั้นทันที เจอบ้านที่ปลูกอ้อยหลังนั้น มวลชนสหายม้งออกมาหน้าบ้านพอดี เราจะบอกมวลชน ว่า งัย จะขอดื้อๆ อย่างงั้นหรือ จะผิด กฎ10 ประการของทหารปลอดแอก หรือเปล่า จะซื้อก็ไม่มีตังค์ ตัดใจออกปากไปตรงๆ “สหายครับ สหายเราคนหนึ่งป่วยเป็นไข้ป่า กินข้าวไม่ลง เราอยากขออ้อยสักลำ ไปให้สหายได้กิน” ไม่มีเสียตอบ ท่านชักมีดออกจากซองมาพลัน ฟันช้วบเข้าให้ (ไม่ได้ฟันเราหลอกนะ ฟันอ้อยอะ) ครั้งเดียวก็ขาดสะพายแล่ง หยิบขึ้นมาให้เรา ทำท่าจะลงมือฟันอีกลำ เรารีบบอก “พอแล้วครับๆ” ท่านหันมายิ้มให้ เราก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อม (ตอนนั้น ทปท.เขาใช้ตะเบ้ะกันหรือเปล่า เราไม่รู้ไม่เคยเห็น) ได้อ้อยมาแล้วก็รีบบึ่งกลับเข้าโรงเรียน ปลอกเปลือกแล้วก็คั่นเป็นข้อเล็กๆ เอาไปฝากกับหัวหมู่สหายหญิง ช่วยป้อนให้สหายที่ป่วยได้กินด้วย

จากที่ได้เห็นสหายหญิงป่วย ทำให้เราเกิดสำนึก งานแนวหน้าที่จะไป ไม่รู้จะมีหมอด้วยหรือไม่ ถ้าไม่มี เราคงต้องศึกษาเรื่องสมุนไพรรักษาโรคที่พบบ่อยในป่า เอาความรู้นี้ใส่ตัวให้มากๆ งานแนวหน้าคงต้องพึงตนเองเป็นหลัก คิดได้พลันก็ไปหาสหายหมอประจำกองร้อย บอกจุดประสงค์ แป้บเดียวก็ได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม เนื้อในสวยมากมีภาพพืชสมุนไพรพิมพ์สีประกอบเต็มไปหมด แต่เราอ่านไม่ออก มันเป็นภาษาจีน บอกสหายขออย่างที่เป็นภาษาไทยพอมีไหม สหายใจดีเอาเล่มภาษาไทยมาให้ แต่เป็นเล่มเล็กๆ มีภาพไม่มาก แค่นี้ก็ดีใจแล้ว ศึกษาให้เข้าใจ ที่เหลือก็ไปศึกษาเพิ่มเอาเองในสนามรบ

ประสบการณ์ครั้งนี้ เราได้นำไปใช้ในงานเขตใหม่ ศึกษาสมุนไพรไทยมากขึ้น แต่ก็พบว่าตำราของบ้านเรา มักไม่มีรายการสมุนไพรที่เติบโตในป่าสักเท่าไร แต่พื้นฐานความรู้ที่ได้ก็พอจะเอาไปดูแลตนเองและมิตรสหายได้มากทีเดียว ได้ใช้ครั้งแรกตอน ส.ดอน ป่วยเป็นไข้ป่า ที่เขต 7/2 ตอนบน ใช้ ขมสามแฉก ต้มกินน้ำรักษาไข้ และใช้การแทงเข็มประสานด้วย พอมาอยู่ เขต 7/3 เจอปรมาจารย์สมุนไพรป่า พ่ออุ้ยจัน แห่งบ้านป่าเมี่ยง ก็เลยได้เรียนรู้จากท่านมากขึ้น ความรู้เหล่านี้ติดตัวเรา ภายหลังกลับอยู่เมือง เรายังใช้สมุนไพรช่วยรักษาหลานเราอายุ 2 ขวบที่เป็นหอบหืดจนหายได้

**สหายถูกผ่าตัดใส้ติ่ง -จุดเริ่มการเรียนรู้การแทงเข็ม รักษาโรค จากสหายหมอชนชาวม้ง

มีอยู่วันหนึ่งที่สถานพยาบาลในโรงเรียน สหายท่านหนึ่งปวดไส้ติ่งมาก ต้องรีบผ่าตัด เราก็นิสัยไทยมุง เฝ้าติดตามผลอย่างใจจดใจจ่อ บนฐานที่มั่นจะทำการผ่าตัดได้หรือ คงลำบากแย่ สหายจะทนกับความเจ็บปวดตอนผ่าไหวมั้ยนี้ นึกถึงเราตอนผ่าตัดไส้เลื่อนเมื่ออยู่ ป.6 หลังจากผ่าแล้วยังเจ็บปวดอยู่หลายวัน (ดูเราช่างงี่เง่านัก บนฐานที่มั่นมีหมอแผนใหม่ หลายคน ยาสมัยใหม่จากในเมืองและยาสมุนไพรจากจีนมีมากมาย ความไม่รู้ของเราเลยเกิดความเป็นห่วง) ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เสร็จเรียบน้อยแล้ว สหายพักอยู่ไม่นาน เห็นตอนเย็นออกมาเดินปร๋อเลย สงสัยมากผ่าตัดจริงหรือเปล่า เข้าพูดคุยด้วย “จริงสหาย” “เจ็บมั้ยตอนที่ผ่านะ” “ไม่เจ็บเลย สหายหมอฝังเข็มให้ชา รู้สึกตัวตอนผ่าด้วยละ” น่าทึ่งแท้ ไม่ยักรู้ว่าแทงเข็มทำให้ชาได้ เลยอยากรู้มากขึ้น

วันต่อมาได้เจอสหายหมอชนชาติม้ง ที่ร่วมผ่าตัดด้วย เสียดายจำชื่อท่านไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตอนขยายงานมวลชนที่ 7/2 ตอนบน ท่านก็ได้อาสามาแนวหน้าอยู่กับพวกเราด้วย บอกว่าเราอยากศึกษาวิชาแทงเข็มรักษาโรค ช่วยเป็นครูสอนเราที เผื่อว่าวันข้างหน้าได้ไปทำงานแนวหน้ามีความรู้นี้ใช้รักษาสหายและมวลชน สหายหมอท่านใจดีจริงๆ ท่านถ่อมตัวมาก บอกว่าตัวเองความรู้ยังน้อย ไม่กล้าสอนเราหลอก ขนาดผ่าตัดได้จะเรียกว่ามีความรู้น้อยได้อย่างไร เราตื้อต่อไป ในที่สุดสหายใจอ่อน รับปากว่าช่วงในว่างจะสอนให้ เราถามไปว่ามีตำราหรือเปล่า “มี” เราก็เลยขอ หนังสือตำราแทงเข็ม มาอ่านก่อน ท่านใจดีมาก สองสามวันหลังจากนั้นเจอกันอีก ท่านเอาตำรามาให้เล่มใหม่เชียว เปิดอ่านดูด้วยความทึ่ง ที่ทึ่งเพราะอ่านไม่ออก เป็นตัวหนังสือจีนทั้งนั้น

มีรูปภาพประกอบ เป็นสรีระ และเส้นที่ลากเชื่อมจุดต่างๆ เต็มไปหมด เรามองหน้าสหายแล้วยิ้มแบบงงๆ “ทำไงต่อเนี่อะ เราอ่านภาษาจีนไม่ออก” สหายหัวเราะ แต่เราก็บอกว่าไม่ ไม่เป็นเรา เราขอไปดูก่อน ว่า จะ วาดรูปสรีระ และจุดแทงเข็มไว้ ในสมุดปกแข็ง ที่เราผ่าครึ่งเล่ม ไว้จดความรู้ต่างๆ มีสามเล่ม

เล่มนึงจด เกี่ยวกับสมุนไพร เล่มนึ่งจด เกี่ยวกับหลักว่าด้วย การสร้างเขตจรยุทธ์ และหน่วยจรยุทธ์ จากที่ได้พูดคุยกับสหายเก่าแก่ ในฐานที่มั่น และเล่มนึ่งจะใช้จด เรื่องการแทงเข็ม (แต่ทั้งสามเล่มก็ไม่ได้ไปกับเราด้วยตอนลงฐานที่มันไปแนวหน้า สหายสี บอกว่าไม่ควรมีอะไรที่อาจทำให้เป็นหลักฐาน เผื่อถูกตรวจระหว่างทาง เราเลยฝากสหายสีไว้ หวังว่า มีโอกาสสหายสีจะส่งตามมา แต่ก็ไม่ได้รับนับแต่นั้น เสียดายมากๆ)

ตอนที่เราออกจากโรงเรียน ไปเตรียมตัวเดินทางไปแนวหน้า ได้พักรอเมล์อยู่หลายอาทิตย์ที่ สำนัก.. (จำชื่อไม่ได้แล้ว) สหายหมอท่านนี้มาปฏิบัติงานที่นี้ด้วยหลายวัน เลยได้เรียนกับท่านอย่างหนำใจ ท่านสอนให้เราฝึกแทงกับหยวกกล้วยก่อน พร้อมกับสอนจุดแต่จุด ประกอบภาพที่เราคัดลอกไว้ ว่าใช้รักษาอะไรบ้าง จุดไหนแก้ปวด จุดไหนแก้เหน็บชา จุดไหนกระตุ้นการคลอด เยอะจุดไปหมด ชื่อแต่ละจุดเป็นภาษาจีนทั้งนั้น พอเห็นว่าเราแทงหยวกกล้วยคล่องแล้ว ที่นี้ให้แทงตัวเอง (อ้าว) สหายบอกว่าเราจะได้รู้ว่าการแทงคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เวลาแทง เวลาหมุนเข็ม เวลาปั่นเข็ม แต่ละจุดแทงลึกแค่ไหน ต้องลองกับตัวเองถึงจะเข้าใจ ตัวเราก็เลยพรุนไปทั่ว

ความรู้ที่ได้เรียนครั้งนี้ เราได้ใช้หลายครั้งในงานเขตงานใหม่ทั้ง 7/2 ตอนบนและ 7/3 รักษาสหาย และรักษามวลชน 2-3 ครั้ง ใช้เป็นสื่อขยายมวลชน ในเขตพื้นที่ อำเภอพร้าวที่เป็นชนชาวปากะยอด้วย ขอบคุณสหายหมออย่างมาก

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราอยากเรียนรู้ เช่น การถนอมข้าวเปลือกใส่ยุ้งฝากต้นไม้ซ่อนไว้ในแต่จุดกระจายไปทั่วเขตฐานที่มั่น วิธีการกำหนดจุดพบระหว่างสหายกับเมล์ สัญญาณที่ใช้ หลักการเลือกจุดพบ การดูแลรักษาปืนที่ฐานที่มั่นจะส่งไปให้ เพราะในช่วงแรกของงานพวกเราคงยังไม่สะพายอาก้า เอ็มสิบหก เดินเผ่นผ่านในป่าแน่ ที่เขตงานใหม่ พวกเราไม่เรียกว่าปืน เราเรียกว่า “ขนม” อยากรู้ว่า ระหว่างการเดินบนสัน กับเดินตามห้วย แบบไหนดีกว่ากัน ในการรักษาความลับเส้นทาง การเดินบนสัน กับการเดินข้างไหล่ดอย เส้นทางแบบไหนจะถูกพบง่ายกว่า และอะไรอีกหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่ได้เรียนแล้ว มีคำสั่งให้เราเดินทางไปเขตงานใหม่แล้ว เขตงานใหม่ที่ว่าเราก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเขตไหน มีสหายคนใดบ้างที่จะทำงานร่วมกัน เป็นความลับอย่างยิ่ง

**งานเบ็ดเตล็ด ก่อนไปแนวหน้า

เราได้อำลาสหาย ในโรงเรียนก่อน จบหลักสูตร ไม่กี่สัปดาห์ เพื่อเดินทางไปเขตงานใหม่ ร่ำลากันซะดีเชียว แต่ที่ไหนได้ เรายังไม่ได้ไป ไม่รู้เหตุผลอะไร เราได้ไปพักที่สำนัก.. (จำชื่อไม่ได้ ซึ่งเราไม่เคยไปมาก่อน) บอกให้เรารออยู่ที่นี่ก่อน (ไม่รู้ใครเป็นผู้บอก จำไม่ได้อีกแล้ว) เราพักอยู่ที่นี่ ผูกเปลนอน เพราะไม่มีเรือนพัก ที่สำนักนี้มีสหายอยู่หลายคน ส่วนมากเลี้ยงหมู ทำอาหาร ไม่รู้ทำให้ใครทานดูมากพอสมควร ส่วนมากจะเป็นสหายม้งที่พำนักอยู่ที่นี่ ไม่ค่อยจำเห็นสหายนำมาที่นี้ (หรือเราไม่รู้จักก็ไม่รู้ ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นในเรื่องนี้) เราพักรออยู่ที่นี่โดยไม่รู้ว่าจะให้เราทำอะไรบ้าง

สองสามวันต่อมา มีหน่วยทหารและสหายห้าหกคน พาเราเดินทางไปกับหน่วยนี้ด้วย เราไม่รู้ว่าไปทำอะไร ถามก็ไม่บอก เราก็ไป เดินทางไปตามแนวเขาบ้าง หุบเขาบ้าง ที่ลาดบ้าง สามสี่ชั่วโมง ก็มาเจอประชาชนห้าหกคน ไม่มีอาวุธ เราอยู่รอห่างจากการสนทนาของสหายผู้นำหน่วยกับประชาชนกลุ่มนั้น ฟังเสียงได้ยินไม่ชัดนัก พูดคุยกันไม่ถึง 20 นาที หน่วยเราก็เดินทางกลับ

หัวหน้าหน่วยบอกให้เราฟัง ว่า เป็นการเจราจาตกลง ให้ประชาชนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทค้าไม้ เข้ามาตัดไม้บางประเภทได้เพื่อการแปรรูปเอาไปขาย โดยฝ่ายเราได้ค่าสัมปทานคุ้มครอง แต่ต้องตัดเฉพาะไม้เล็ก และไม้ที่ทางเราทำเครื่องหมายให้เท่านั้น (รู้สึกว่า นี่เป็นวิธีการหาทุนสนับสนุนการปฏิวัติอีกวิธีหนึ่ง) ขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้ ก็จะส่งเสบียงอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ที่ทางเราต้องการมาให้ และยังทำหน้าที่สายสืบ ความเคลื่อนไหว ของ ทางการ และทหารของ อำนาจรัฐปฏิกิริยาท้องถิ่น ให้ทางเราด้วย เสร็จภาระกิจวันนั้นก็กลับที่พักที่เดิม

เราสงสัยว่า สหายนำกำลัง ให้เราเรียนรู้งานเศรษฐกิจในฐานที่มั่น เผื่ออนาคตเมื่อ ไปอยู่เขตงานใหม่อาจจะต้องใช้กระมัง

ต่อมาอีกสองสามวัน ก็มีสหายทหารสองคน พาเราไปสถานที่หนึ่ง  เดินทางสักสามชั่วโมง  เจอสหายที่เป็น    ทหาร ทปท. จริงๆ ไม่ใช่ทหารแบบเรา อาวุธพร้อมรบ เราได้พบผู้กองท่านหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะชื่อ ผู้กองประสิทธิ์ (จะใช้ ประสิทธิ์ ประสานชัย ที่เราเคยพยายามมาหา ตอน เผยแพร่ประชาธิปไตยครั้งที่สอง ปี 19 หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ชื่อตรงกันเป้ะ) นี่เป็นหน่วยทำงานมวลชนรอบฐานที่มั่น แถวๆเชียงม่วน ได้เจอ ผู้กองณรงค์ มาทำงานมวลชนเช่นกัน

ดูเหมือนว่าพรรค กำลังให้เราเรียนรู้ การทำงานมวลชนในเขตจรยุทธ์ ชายขอบของฐานที่มั่นกระมัง คิดได้อย่างนั้น เราก็พูดคุยซักถามประสบการณ์การ ทำงานของสหาย ทั้งหลายอย่างเอาจริงเอาจัง สนุกสนาน ได้อยู่ค้างคืนนึง....

รุ่งขึ้น มีสหายอีกชุดหนึ่ง ที่กำลังเดินทางขึ้นฐานที่มั่นมา ผ่านมาทางนี้ โอ้โห สุดยอด! เราได้เจอกับสมศักดิ์ ศักกินา มิตรสหายร่วมทุกข์(ไม่มีสุขเลย) ฝ่าฝันบุกแสวงหาดาวแดง ที่ดอยยาวมาด้วยกัน เธอออกจากศูนย์กักกันได้ไม่นานก็ขอเข้าป่าด้วย เรากอดกันกลม ที่มาด้วยมี ส.พะลา (ศูนย์นักเรียนเชียงใหม่ นักเรียนยุพราช ที่เคยเข้าค่ายหนองกระทิง ลำปางนี่เอง) สหายคนนี้นี่เองที่ติดต่อกับเรา ตอนเราอยู่ศูนย์กักกันเชียงใหม่

พอได้เจอ มิตรสหายเก่า ก็เล่าสุข เล่าทุกข์กันอย่างสนุกสนาน สมศักดิ์ เธอบอกว่า หลังจากเราออกมาแล้ว เจ้าผู้พันสองคน ที่มักเป็นคนสอบสวนเรา มาบอกว่า พวกเขาเชื่อว่า เราเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แน่นอน เพราะท่วงทำนองการใช้ชีวิตในศูนย์ และทัศนะการวิเคราะห์การเมืองของเรา (ทำไมมันเชื่ออย่างนั้นไม่รู้) มันบอกว่า เราหายออกจากบ้านไปแล้ว เธอบอกเราด้วยความเป็นห่วงว่า เราต้องระวังตัวด้วย ดูท่าที่พวกมันสนใจเรามาก ชอบมาพูดด้วยทำทีสนิทสนมเป็นกันเอง แล้วให้บอกเรื่องราวเกี่ยวกับเราให้มัน พูดคุยกันได้ไม่นาน สหายทั้งสองก็เดินทางต่อ (อีกไม่นานสหายทั้งสองก็ได้มาทำงานร่วมกับเราอีกในเขตงาน 7/3 ราวปี 22)

ที่นี่เราไม่มีโอกาสได้ลงงานมวลชนจริงๆ เราก็ได้กลับมาอยู่ที่เดิม ในคืนนั่น ที่สำนึกมีการฉายหนังกลางแปลง (น่าจะเรียกว่าหนังกลางดอย เพราะฉายบนที่ราบไม่กว้างนักบนดอย เหนือสำนักไปไม่ไกล เท่าที่จำได้ ได้ดูสองเรื่อง เป็นหนังปฏิวัติของจีนเรื่อง บุกเหนือตีใต้ กับ ข้ามฝั่งสอดแนม ที่เราชอบมากคือ ท่าคลานครึ่งตัว ท่าคลานเต็มตัว ของ ทหารแดงจีน ที่ กำลังรุกเข้าค่ายศัตรู มันช่างคล้ายกับท่าคลานที่เราฝึกจากโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ไม่มีผิด เพียงแต่ในหนัง พี่แกคลานอย่างเรียบร้อยสุภาพมาก

พูดถึงเรื่องหนัง ก็เลยนึกขึ้นมาได้ ตอนทำงานโครงงานชาวนา มีอยู่ครั้งนึง ศนนท. ได้ม้วนหนังปฏิวัติของสหายพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรื่องอะไรจำไม่ได้ (คลับคล้ายคลับคาเหมือนเรื่อง “บุกเหนือตีใต้” ที่ดูบนนี้เลย แต่คนละเวอร์ชัน) ทางกรุงเทพได้ดูกัน เรารู้เรื่องนี้เข้า ก็เอามาเสนอ ตุ๊ก ว่าน่าจะเอาขึ้นมาฉายที่เชียงใหม่ด้วย เก็บตังคนดู (ก็นักศึกษาพวกเรานั่นแหละ) เป็นทุนทำงานโครงงานชาวนาต่อไป ตุ๊กเห็นด้วยเช่นเคย เราก็เลยไปติดต่อรองเลขาศูนย์ฯฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ขอให้เราขึ้นมาทำงานทางเหนือคนนั้นแหละ ได้หนังมาแต่ต้องคืน จำได้ว่าทีแรกติดต่อฉายที่โรงหนังที่อยู่ข้างๆ ร้านหนังสือใหญ่ที่ลูกสาวเจ้าของร้านติดคุกที่ศูนย์ฯ ด้วย แต่ถูกเจ้าหน้าที่บีบเจ้าของโรงหนังห้ามฉาย แล้วยังงัยไม่รู้ พวกเราคงมีเส้นใหญ่ ได้ไปฉายที่โรงหนังแสงตะวัน หรือไง ที่มีหินปูนปั้นขนาดใหญ่ติดอยู่หน้าโรงหนังด้วย คนดูเต็มไปหมดรู้สึกเก็บคนละห้าบาทหรือไง นี่เป็น งานเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่งของโครงงานชาวนา

ดูหนังกลางดอย ก็ได้รสชาติอีกแบบหนึ่ง ทำให้เราจินตนาการไปไกลเลย ว่าพวกเราเหล่าสหายร่วมรบและมวลชนในเขตงานใหม่ กำลังนั่งดูหนังปฏิวิติการสู้รบของทหารปลดแอก ประชาชนแห่งประเทศไทย กับทหารของรัฐบาลเผด็จการ อย่างดุเดือด เป็นตอนเข้าตีเชียงใหม่เสียด้วยซิ (ว่าเข้านั่น)

เล่ามาถึงตรงนี้ เนื้อหาในหนังตอนนึง ทำให้เราหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ราบของเขตงานใหม่ 7/3 ที่เราจะต้องตัดสินใจ ลงโทษสหายของเรา ที่มีปัญหาขัดแย้งกับแกนนำมวลชน เรื่องเกี่ยวกับลูกสาว ของแกนนำกับสหายที่ทำงานฝังตัว ทำงานมวลชนที่หมู่บ้านนั้น ในหนังที่ดู ก็สะท้อนปัญหา ความสัมพันธ์ เรื่องนี้เหมือนกัน แต่ถูกตัดสินให้ประหารต่อหน้ามวลชน แต่เรื่องของสหายเราไม่ถึงขนาดนั้น เรื่องไม่เลยเถิดไปไกลขนาดนั้น เพียงแต่ ความขัดแย้งนี้หากไม่จัดการให้ดี เราอาจจะเสียมวลชน และงานในเขตป่าของเขตงานใหม่ 7/3 จะพลอยเสียลับไปทั้งหมดด้วย แล้วค่อยๆเล่าเมื่อถึงตอนนั้น

*กลับเข้าโรงเรียน อีกครั้ง –ยังไม่ถึงคิวหรือคุณสมบัติไม่ถึง

พักอยู่ที่สำนักนี้ เดือนกว่าเข้าไปแล้ว ยังไม่มีข่าวว่าจะได้ไปแนวหน้าสักที ได้แต่ช่วยทำงานเล็กๆน้อยของสหายในสำนัก สหายเองก็ไม่อยากให้เราทำ ให้เราไปพักผ่อนอยู่นั่นแหละ สิ่งที่ทำประจำ ก็คือ เขียนหนังสือลงปกแข็งผ่าครึ่ง ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มา เป็นเช่นนี้จนเราเริ่มไม่สบาย ไข้ขึ้น กินข้าวไม่ค่อยลง สหายหมอวินิจฉัยว่าเราเป็นไข้ไทฟอยด์

ไข้นี้คล้ายๆ กับไข้ป่า ไข้ค่อยๆสูงขึ้น ไข้สูงเป็นพักๆเหมือนกัน หนาวสั่นครือกัน แต่ไม่สะท้าน ร้อนหนาวไม่เป็นเวลา ที่เห็นแตกต่างก็คือ หน้าซีดเซียว แต่เปลือกตาไม่ซีด ของเราไม่ซีดเหลือง แต่มักจะถ่ายเหลว สหายหมอให้ยาปฏิชีวนะให้เรากิน รู้สึกว่าจะเป็นคลอแรม หรือไงนี่อะ แล้วก็ยาเม็ดดำๆ เหมือนถ่าน ไม่รู้เรียกว่าอะไร ผ่านมาห้าหกวันก็ดูดีขึ้น การป่วยของเราครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ การตรวจและการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น จาก สหายหมอที่นี่ด้วย โดยเฉพาะโรค ที่มักเกิดในป่า เรียนกันเป็นอาทิตย์ใช้เวลาตอนเย็นๆ ค่ำๆ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ

วันหนึ่งเห็นสหาย จากโรงเรียนเดินผ่าน สำนักเป็นขบวน โรงเรียนคงปิดแล้ว รีบเข้าไปทักทาย สหายถามเราหลายคนคิดว่าเราไปแนวหน้าแล้ว ส่วนสหายกำลงไปปฏิบัติหน้าที่บางอย่างกัน เราไม่ซักไซ้ เพราะเราเรียนรู้แล้ว โดยมารยาทในฐานที่มั่น เขาไม่ถามกัน ถามก็ไม่บอก แต่เราก็อดเก็บมาคิดไม่ได้ ว่า ทำไมเรายังไม่ไปแนวหน้าซะที มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือ หรือจัดตั้งไม่ไว้วางใจเรา หรือเมล์ของพื้นที่ที่เราจะไปยังไม่มา หรือคุณสมบัติเรายังไม่พร้อมที่จะให้ไปแนวหน้า คิดๆแล้วก็ปวดหัว อย่าคิดดีกว่า เดี๋ยวไข้ขึ้น แล้วจู่ๆ เราก็ถูกเรียกให้กลับโรงเรียน เอ.. โรงเรียนปิดแล้วนี้น่า กลับไปทำอะไร....

อ้อ.. ไป ร่วมงานวันเฉลิมฉลองวันกองทัพปลอดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย วันเสียงปืนแตก 7 สิงหา นี่เอง สนุกมากเลย มีการเดินแถวของกองทหารหลัก มีการแสดงทั้งของมวลชนในฐานที่มั่น ของสหายนักศึกษา ของกองทัพ ยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา (เมื่อไปอยู่เขตงานใหม่ 7/3 วันที่ 1 ธันวา 22 ทางเราได้จัดงานวันเฉลิมฉลองวันกำเนิดพรรค ที่ลานทุ่งนาบ้านป่าเมี่ยง เขตขุนฝาง มีการร้องเพลง แสดงพลัง ชูธงพรรค (ที่เราบรรจงเย็บมากับมือ) ต่อหน้ามวลชนเป็นครั้งแรกด้วย หลังเสร็จงาน เราถูกสหายหน่วยนำด้วยกันวิจารณ์ซะเละเลย แล้วค่อยว่ากัน)

อยู่โรงเรียนไม่นาน ก็มีการเคลื่อนย้าย มีข่าวว่าศัตรูจะทิ้งระเบิดที่โรงเรียน เราเคลื่อนพลแต่เช้า สายๆ ก็ได้ยินเสียงเครื่องบินโอวีเทน บินวนเหนือโรงเรียน และก็ทิ้งระเบิดลงมา ดังกึกก้อง เรายืนมองลูกระเบิดที่ค่อยๆ ดิ่งลงมา ใจก็นึกแค้น อยากเอาปืนที่สะพายขึ้นยิ่งมันบ้าง แต่ถูกห้ามกันไว้แต่แรกแล้ว เพราะเสียงปืนและประกายไฟ อาจทำให้มันรู้ว่าพวกเราย้ายมาอยู่ที่ไหน เราได้ยินเสียงปืนกลยิงสวนขึ้นไปเป็นชุดๆ บนสันดอยเหนือโรงเรียน สหายเราคงยิงต่อสู้กับพวกมัน

ตกค่ำ เหล่าสหายขึงเปลทำที่นอนกัน เราเลือกใกล้กอไม้ไผ่ขนาดใหญ่สองกอ กำลังผูกเชือกเปลอยู่ สหายม้ง เข้ามาบอกเราว่า “สหายต้องระวังไม้ไผ่แห้งที่อยู่ข้างบนด้วยนะ ลมพัดแรงๆ จะตกลงมาทำร้ายสหายได้” เราเงยหน้าขึ้นมองดูกอไผ่ทั้งสอง อุแม่เอ๋ย มีลำไผ่แห้งตายขนาดสองผ่ามือโอบ หักคาอยู่บนนั้น ถ้าลมพัดมาแรงๆ (ในป่ามักมีลมพัดแรงมากๆ เป็นพักๆ อยู่บ่อยๆ) เกิดเจ้าลำนั้นมันพุ่งลงมาตอนเรานอนในเปล โอ้ย ไม่กล้านึกถึงภาพนั้น รีบขอบคุณสหายมากๆ เราได้บทเรียนอีกบทหนึ่งแล้ว

อยู่ร่วมกับสหายไม่ถึงสองวัน เราได้กลับไปอยู่ที่สำนักเดิมอีก เที่ยวนี้ สหายนำ (จำไม่ได้ว่าท่านชื่ออะไร) บอกให้เราช่วยเป็นครูสอนอ่านหนังสือ ให้กับสหายในสำนัก บางคนอยากอ่านหนังสือไทย สหายหมอที่สอนการแทงเข็มให้เราก็อยากเรียนด้วย ตอนกลางคืนเมื่อฟังวิทยุ สปท.จบ พวกเราก็มาวิเคราะห์สถานการณ์ให้เหล่าสหายฟังกัน บางครั้งก็เล่าเรื่องการต่อสู้ของชาวนาในพื้นที่โครงงานชาวนาให้ฟัง (แต่เที่ยวนี้ไม่บอกชื่อไม่บอกสถานที่ รับรองไม่เสียลับ) สหายม้งดูชอบเอามากๆ เริ่มมีสหายเข้าร่วมเสวนาเพิ่มขึ้น จากสามสี่คนเป็นแปดเก้าคนทั้งชายหญิง เราก็ชอบด้วย ดีกว่ากินแล้วก็นอน สันหลังยาวเปล่าๆ

**เข้า ส. ก่อนไปแนวหน้า -รออยู่ตั้งนาน

ในคืนวันหนึ่ง ต้นเดือนกันยา 20 สหายนำ(หรือที่นี่เรียกว่าสหายจัดตั้ง) มาหาเรา เรียกเราไปคุยด้วยสองต่อสอง ชื่นชมที่เราอุทิศให้กับงานชาวนาที่ผ่านมา เป็นแบบอย่างของสหาย แล้วก็เข้าเรื่อง ถามว่าเราเป็น “ย.” นานหรือยัง เราบอกว่าพึ่งเป็น เมื่อเดือนสิงหา 19

ว่า ด้วยเรื่อง “ย.” หรือ องค์การปฏิวัติ แนวร่วมที่ใกล้ชิดที่สุด ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เรารู้จักครั้งแรกเมื่อกลางปี 16 ตอนนั้นเราจำได้ว่า หมายถึง สันนิบาตเยาวชนประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หรือ สยท. (แต่ในเวปนี้เห็นบางคนเรียกว่า สันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ) มีสายจัดตั้งจากธรรมศาสตร์ เป็นมิตรสหายที่เคยเข้าค่ายยุวชนสยามสามโคกมาด้วยกัน แต่เป็นรุ่นพี่ ชักชวนเรากับมิตรสหายเพื่อนสนิท ที่ร่วมตั้งกลุ่มยุวชนสยาม มาด้วยกัน ให้เข้าเป็นสมาชิกองค์กรนี้ ตอนนั้นเรา ไม่รู้ว่าเป็นองค์กร แนวร่วมที่จัดตั้ง ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การเข้า ย. จะทำให้การจัดตั้งเยาวชนคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้า ได้ทำงานเคลื่อนไหวอย่างมีพลัง แทนที่จะทำกันแบบเป็นไปเอง มีการชี้นำการต่อสู้อย่างเป็นเอกภาพ มีทิศทางที่ตรงกับพวกเราสองคนทำอยู่แล้ว ดูเราลังเล มิตรสหายพี่ท่านนี้ ก็ไม่คาดคั้น ให้เราเอาไปคิด แต่ขออย่าได้บอกให้คนอื่นรู้นอกจากเราสองคนแล้ว มิตรสหายเพื่อนเรามีท่าทีสนใจมาก แต่ก็ไม่คะยั้นคะยอเรา

ดูจะเป็นธรรมชาติของกลุ่มยุวชนสยาม พวกเราแต่ละคนต่างเป็นอิสระต่อกันและกัน ใครจะมีแนวคิดแบบใด จะซ้าย จะพุทธ จะเปาโลแฟร์ จะปรัชญา จะมารค์ จะวอแตร์ จะสันติวิธีอหิงสาแบบคานธี จะอะไรก็ช่าง ขออย่างเดียวอย่าเป็นพวกทหารศักดินา เราต่างทำงานร่วมกันได้ ให้เกียรติกันและกัน รุ่นพี่ไม่ก้าวก่ายรุ่นน้อง ทุกอย่างทำด้วยความสมัครใจ ใครเห็นด้วยกับใครก็ไปทำกิจกรรมที่พวกตนสนใจ ไม่มีการบังคับ ดังนั้นสมาชิกในกลุ่มยุวชนสยาม จึงเป็นที่รวม ของกลุ่มนักเคลื่อนไหว หลากหลายแนวทาง ทั้งซ้ายแท้ ซ้ายเทียม ซ้ายลักทธิแก้ ซ้ายลักทธิเหมา อยู่ปนๆ กัน เราเข้าใจสภาพแบบนี้ดี มิตรสหายสนิทของเราบอกว่าพี่คนนี้ไว้ใจได้ พูดคุยกันบ่อย แต่เราไม่เข้าใจ ยังสำนึกถึงความเป็นองค์กรสู้รบ ที่มีการจัดตั้ง อย่างเป็นระบบได้ไม่ดีพอ ก็เลยปฏิเสธไป

แต่อย่างไรก็ดี กิจกรรมที่เราทำ ดูเหมือนหลายครั้งถูกชี้นำจากมิตรสหายรุ่นพี่คนนี้ ผ่านเพื่อนสนิทของเรา อย่างตอนเคลื่อนไหวก่อนวันที่ 14 ตุลา พวกเราทำงานระดมมวลชนจากสถาบันต่างๆ โรงเรียนที่เราคุ้นเคย และที่จุฬา ในคณะที่เราเรียน ให้มาร่วมชุมนุมกันที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลา ข่าวการรัฐประหารแพร่เข้ามา มิตรสหายสนิทคนนี้ บอกว่า โอกาสที่ทหารก่อรัฐประหารซ้อนตัวเองจะเกิดขึ้น ต้องระดมนักศึกษานักเรียนเข้าร่วมให้มากขึ้น ชวนเราให้ไประดมคนที่ต่างจังหวัด บอกว่าถ้าเกิดรัฐประหารก็ให้ทำงานในชนบทนั้นเลย เราตกลง

วันที่ 12 ตุลา ตอนเช้า พวกเราลงเรือที่ ท่าช้าง แล่นขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เป้าหมายจะไปที่ นครสวรรค์ ขึ้นท่าที่อำเภอไชโย ต่อรถเข้าอำเภอตาคลี พักที่โรงแรมหนึ่งคืน แอบไปดูฐานบินของพวกไอ้กันด้วย เย็นวันนั้น พวกเราทราบข่าวว่าจะมี การเคลื่อนขบวน ออกจากธรรมศาสตร์ในวันที่ 13 แล้ว สงสัยว่าพรุ่งนี้จะระดมนักศึกษาที่นครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯ ทันมั้ย วันที่ 13 พวกเราไปที่ วค. นครสวรรค์ บ่ายกว่าแล้ว ขบวนนักศึกษา เคลื่อนออกมาแล้ว จากธรรมศาสตร์ กว่าจะระดมเข้ากรุงเทพฯ ต้องพรุ่งนี้ถึงจะเดินทางได้ จะทันหรือเปล่า พรรคพวกที่กรุงเทพฯ โทรเลขมาบอกว่า ไม่ต้องแล้ว กรุงเทพตอนนี้ ประชาชนเรือนล้าน เต็มถนนกรุงเทพฯ แล้ว พวกเราก็เลยหยุดรอดูท่าทีที่กรุงเทพต่อ นอนพักที่โรงแรมนครสวรรค์ ฟังข่าวคราวที่กรุงเทพฯ มีการปะทะกันในตอนเช้า อะไรจะเกิดขึ้นอีก พวกเราตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อ ตกเย็น 14 ตุลา ถนอม-ประภาสประกาศลาออก พวกเราดีใจมาก ค่ำนั้นรีบจับรถเข้ากรุงเทพฯ

บอกเล่าเสียยึดยาว เพียงอยากบอก ว่า พวกเราสองคนคิดไม่ออกหรอก ว่า จะต้องเตรียมออกระดมกำลังจากต่างจังหวัด หากเกิดรัฐประหารซ้อน ก็ให้อยู่ทำงานในชนบทที่เราไปนั้นเลย นี่  เป็นเป็นคำชี้แนะของ จัดตั้ง ย. นั้นเอง (ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้เป็น ย. สักกะน้อย แต่ใจรัก เอาด้วย)

ครั้งที่สองถูกจัดตั้งอีก ราวปี 17 ปลายๆ เที่ยวนี้น่าจะมาจากสายพี่อนุช สังเกตดูมิตรสหายเพื่อนเราอีกคนที่มาขยายเราสนิทกับพี่อนุชมาก เราเชิญมาเป็นผู้เสวนาให้กับยุวชนสยาม และที่ครุศาสตร์บ่อยๆ เที่ยวนี้เราปฏิเสธอีก แม้เราจะไว้ใจมิตรสหายคนนี้และเคารพพี่อนุชมาก เรารู้สึกว่าทำงานเป็นอิสระตามที่เรารัก น่าจะดีกว่า

มาครั้งที่สามเที่ยวนี้ มิตรสหายรุ่นน้องยุวชนสยาม ที่เราสนิทด้วยมาช่วยทำงาน เผยแพร่ประชาธิปไตยที่ภาคเหนือ ค่ายหนองกระทิง เป็นคนที่รักการอ่านมากๆ เป็นศูนย์คลังหนังสือปฏิวัติของกลุ่มยุวชนสยามเลยละ มาจัดตั้งเรา ชวนให้เราเข้า ย. ตอนนั้นเราขึ้นมาทำงานที่โครงงานชาวนานานแล้ว

ตลอดเวลาที่เราทำงานโครงงานชาวนาทางเหนือ เราทราบดีว่า ที่ มช. ก็มีองค์กรจัดตั้งระดับลึกเช่นกัน เพราะไม่งั้น ทิศทางการเคลื่อนไหว ทำไม สอดคล้องกันกับคำชี้นำของ องค์กร ย. มากมาย “พลังสามประสานนักศึกษา กรรมกร ชาวนา” “ไปสู่กรรมกร ไปสู่ชาวนา” อีกหลายๆอย่าง ยิ่งมาเห็นสรรพ์นิพนธ์เหมาเจ๋อตง ฉบับปกขาว ที่ทางพี่นิสิตเป็นหัวเรือใหญ่จัดพิมพ์ขึ้น นี่ชัดมาก ชัดกว่าที่กรุงเทพเสียอีก

เราเชื่อว่า “ตุ๊ก” หรือ ส.ฐาน เข้าจัดตั้งด้วยแน่ แต่เราก็ไม่ซักไซ้ไล่เลียง เพราะถือว่า เรื่องแบบนี้เป็นความลับสุดยอดใครจะมาเล่ากันเล่นๆ ได้

ด้วยเหตุนี้ ตลอดเวลาที่เราทำงานในโครงงานชาวนา จึงถือเสมือนว่า ตุ๊ก เป็นตัวแทนองค์กรปฏิวัติชี้นำการทำงานที่นี้ เราจึงไม่ขัดและทำงานด้วยอย่างเต็มใจ แม้ว่า พฤติกรรมบางอย่างของตุ๊ก ดูขัดๆกับการเป็นแบบอย่างของเยาวชนปฏิวัติ เราก็เห็นเป็นธรรมดา อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์  ที่เราอยู่กับยุวชนสยาม ที่มีคนหลากหลายรูปแบบมาทำงานด้วยกัน ก็เลยคุ้นเคยก็เป็นได้

ตอนนั่นราว เดือนสิงหา 19 สถานการณ์การเมืองและการต่อสู้ของประชาชนดุเดือดมาก กระแสการรัฐประหารเด่นชัดมาก การรัฐประหารครั้งนี้คงนองเลือดน่าดู และดูท่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานชาวนา สอนให้เรารู้ว่า การจับอาวุธขึ้นสู้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การเข้าป่าจะเกิดขึ้นนอน อยู่ที่ช้าหรือเร็ว ตอนนั้นเรารู้สึกว่าจำเป็นแล้วที่จะต้องเข้า ย. จำเป็นแล้วที่เราจะต้องต่อสู้อย่างเป็นระบบ มีองค์กรชี้นำ จะทำงานแบบตามใจอยากอยู่อย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว เราตอบตกลงขอเข้าเป็น ย. อย่างสมัครใจ แต่(ไม่ใช่เงื่อนไข) ขอให้ได้พบสหายนำ “ชั้นบน” ของเธอจะได้ไหม ไม่ใช่ไม่เชื่อใจเธอ อยากเห็นหน้า (ตามหลักการมักไม่ให้รู้กันข้ามชั้น เพื่อป้องกันการเสียลับ) เธอตอบตกลง นัดเจอกันที่ฝั่งธนบุรี ใกล้ๆวงเวียนเล็ก ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ที่แท้ ส.อุทิศ นี่เอง เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เคยเจอกันบ่อยที่ใต้ถุนโค้งชมรมกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ ทักทายกันฉันท์มิตรสนิทยิ่ง เราขอ(ซึ่งไม่ใช้เงื่อนไข) เราขอทำงานที่โครงงานชาวนาต่อไป เราผูกพันอยู่ที่นั้น ความฝันเราเกิดขึ้นที่นั้น หากให้เราทำงานที่อื่น (ปกติการเข้าจัดตั้ง มักยึดถือ 2 ไป “ไปทุกหนทุกแห่งที่พรรคต้องการ ไปอย่างไม่มีเงื่อนไข”) เราก็ขอลาออกจาก ย. เสียตอนนี้เลย และขอให้สหายนำช่วยส่งข่าวสารสถานการณ์ การชี้นำที่ทันกาลให้เราด้วย งานที่เราทำอยู่รุนแรงขึ้นทุกวัน เราไม่อยากทำงานแบบ “ลงมือทำไปก่อนแล้วศึกษาไปด้วย” ทำแบบนี้ต้องสูญเสียมิตรสหายมากเกินไป เกินความเป็นจริง

สหายนำไม่ขัดข้องเลย ซ้ำบอกว่าที่เราทำอยู่ขณะนี้ดีมากที่สุดแล้ว ตกลงเราได้เข้า ย. แล้ว ดูเรียบง่ายและธรรมดามาก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยิ่งรู้สึกว่า เราจะต้องทำงานอย่างรัดกุมมากขึ้น ปรึกษา “สหายตุ๊ก” มากขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่จัดตั้งเดียวกัน (ที่ไหนได้ วันแรกที่เรามาถึงโรงเรียน ได้พบ สหายนำ ของเรา ส.อุทิศ ซึ่งแทบไม่เคยเจอกันอีกเลยหลังจากที่เราเข้าจัดตั้งขึ้นมาอยู่ฐานที่มั่นที่นี่ด้วย เราเลยเข้าใจเอาเองว่า สายจัดตั้งของเราเป็นสายเดียวกันกับสายจัดตั้งที่ มช. นั้นเอง)

คืนนั้น สหายนำ ถามเราว่า เรายินดีเข้าเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ แทบไม่ต้องคิดเลย “อยากมากครับ อยากจริงๆ” แต่เราคงไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิดพรรคได้หรอก เราไม่ใช่ชนชั้นกรรมาชีพ สหายนำสอนเราว่า ชนชั้นกรรมาชีพ นอกจากจะเป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานแล้ว ใครก็ตามที่มีจิตใจแบบชนชั้นกรรมาชีพ มีจิตใจรักและรับใช้ประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจ ก็เป็นสมาชิกพรรคได้

เรานี่สุดปลื้มเลย ไม่เคยคิดไม่เคยฝัน นี่เราจะได้เป็น “สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” จริงๆ หรือ เราตอบสหายนำ ว่า ใจเรานั้นมีสีแดงมานานแล้ว แม้กายจะขาวอยู่ จะอุทิศชีวิตรับใช้พรรค รับใช้ประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจ ท่านให้เราเขียนอะไรบางอย่าง อีกคืนหนึ่งต่อมา เราได้กล่าวปฏิญาณตน ต่อหน้าธงพรรค “ธงที่มีสัญลักษณ์ฆ้อนเคียวไขว้ มีดาวแดงขอบเหลืองอยู่บน” ชูกำปั้นมือขวาขึ้นระดับไหล่ ปฏิญาณตนอย่างภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต!

หลังเข้าพรรคไม่กี่วัน เราก็ได้เดินทางลงจากฐานที่มั่นผาจิ “ไปในที่ที่พรรคต้องการ ไปอย่างไม่มีเงื่อนไข” มุ่งไปสู่เขตแนวหน้า ไปบุกเบิกเขตงานใหม่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” อย่างเต็มภาคภูมิ........

นับแต่นี้ โครงงานชาวนาจะไม่เหมือนก่อนอีกแล้ว นับแต่นี้ พวกเราจะไม่สู้ด้วยสองเปล่าอีกแล้ว นับแต่นี้ พวกเราจะไม่สู้โดยไม่มีธงนำอีกแล้ว นับแต่นี้มวลชนชาวนาจะต่อสู้อย่างไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว นับแต่นี้จะไม่ยอมให้ศัตรูกระทำต่อเราเพียงฝ่ายเดียวอีกแล้ว และนับแต่นี้ จะไม่ใช่การเรียกร้องร้องขอจากอำนาจรัฐปฏิกิริยาอีกแล้ว แต่เราจะยึดมาเป็นของประชาชนผู้ยากไร้ ให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศจริงๆ กันเสียที"""""""""นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง !!

To dream the impossible dream

To fight the unbeatable foe
To bear with unbearable sorrow
To run where the brave dare not go

To right the unrightable wrong
To be, better far than you are
To try when your arms are too weary
To reach the unreachable star

This is my quest
To follow that star
No matter how hopeless
No matter how far
To be willing to give,
When there’s no more to give
To be willing to die so that honor
And justice may live

And I know if I'll only be true
To this glorious quest
That my heart will lie peaceful and calm
When I'm laid to my rest


And the world will be better for this
That one man, scorned and covered with scars
Still strove with his last ounce of courage
To reach the un
reachable star

 

กลับ หน้าแรก ส.เทอด/ส.เกษตร /กลับ ตอนที่ ๓ /ไป ตอนที่ ๕

first date 31 Oct. 2006/Last update 22 Sep. 2007