Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

 

 

 

 

กลั่นจากความทรงจำ

"จงสร้างบทเรียน เรียนรู้จากบทเรียน หมั่นสรุปบทเรียน ยกระดับบทเรียน ถ่ายทอดบทเรียน"

โดย

ส.เทอด/ส.เกษตร

 

 

 

 

 

ตอนที่ ๓

ชิวิตในการควบคุมของกอรมน -ศูนย์การุณยเทพ เชียงราย เชียงใหม่”

อาหารมื้อเย็น แกงอ่อมหมู ไข่เจียวพร้อมข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊ป (แต่กินตอนดึก) หลังจากกระเพาะว่างมาสองวัน ณ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะได้เข้ามาเป็นแขก

พวกเรามาถึงที่นี้ ศูนย์การุณยเทพ เชียงราย ค่อนดึก มีทหารยศนายร้อยคนหนึ่ง รับตัวพวกเรา ไปทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ มันถามเรา ว่า กินข้าวมาหรือยัง แน่นอน เราย่อมบอกว่า ยังไม่ได้กิน (เรื่องนี้เราไม่ดื้อ) แล้วให้จ่าพาเราไป เชิญเราเข้ากรง (กรง เป็น กรงจริงๆ เหมืนกรงในโรงพัก) ให้เกียรติเรา ได้อยู่คนละห้องติดกัน ไม่นาน จ่าเอาเสื้อผ้ามาให้คนละสองชุด เป็นเสื้อผ้าพื้นบ้าน ได้หมอนกับผ้าห่ม แบบที่แจกชาวบ้านตอนหน้าหนาว รอบกรงอื่นๆ ไม่มีใคร มีเราเพียงสองคน ห้องอาบน้ำอยู่ข้างกรงถัดไป เป็นห้องอาบน้ำรวม กินข้าวอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็กลับไปเข้าตรงต่อ แล้วมันก็ปล่อยให้เราอยู่ตามลำพัง คืนนี้พวกเราไม่ได้ร้องเพลงเหมือนเคย ต่างคนต่างเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรกันจริงๆ

วันแรกแห่งการสูญเสียอิสรภาพผ่านไป ตื่นเช้ามา จ่าก็มาเรียกให้เราไปกินข้าว กินกันวันละสามมื้อ กับข้าวเหมือนเดิม เช้านี้เราเตรียมใจรอมันเรียกตัวไปสอบสวน มันคงไม่ให้เราอยู่พักฟรีแน่ แล้วมันก็เรียกเราขึ้นไปสอบสวนจริงๆ เราตบไหล่สมศักดิ์เบาๆ ไม่พูดอะไร ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวเราสูญเสียอิสรภาพทางกายไปแล้ว เราก็ไม่อยากให้สมศักดิ์รู้สึกว่าต้องเสียอิสรภาพทางใจเพราะเราไปอีก

สมศักดิ์ ไม่พูดอะไร ตั้งแต่ถูกจับขึ้นรถมาจากป่า ซึ่งปกติสมศักดิ์ก็เป็นคนเงียบๆ อยู่แล้ว เป็นคนพูดน้อย แต่ก็ชอบยิ้มเวลาคุยกัน เรามีโอกาสทำงานร่วมกับสมศักดิ์ในฐานะ ผปง.โครงงานชาวนาได้ไม่นาน ตุ๊กแนะนำให้มาทำงานกับเรา ช่วงนั้นเข้ากลางปี 18 เนื่องจากพวกเรากำลังขยายสหพันธ์ชาวนาฯ จากฝางไปที่แม่อาย มีหมู่บ้านที่เข้าร่วมในระยะแรก 4-5 หมู่บ้าน งานเริ่มตึงมือ เราต้องดูแลเขตเหนือทั้งหมด และเขตอำเภอเมืองลำพูนด้วย สมศักดิ์เป็นคนแม่อาย เข้าเรียน วค. ไปร่วมสัมมนางานชาวนาที่บ้านธิ ลำพูน มาก่อน เราให้ทำงาน ร่วมกับ ผปง.จ่อย (วัชรินทร์) ที่ดูแลฝางส่วนบน สมศักดิ์ถูกจับร่วมกับ ผปง. หลายคน ตอนที่ไปพักอยู่ที่บ้านแสงตะวัน ข้อหามีอาวุธปืน

คนที่สอบสวนเรา เป็นทหารยศนายพัน พันอะไรจำไม่ได้ จ่าบอกว่าเป็น ผอ.ศูนย์ มันนั่งโซฟายาว เราสองคนนั่งแยกคนละตัว ตรงกันข้ามกับมัน บรรยากาศไม่เหมือนสอบสวน เป็นการพูดคุยกัน

มันว่าพวกเราไปทำอะไรในป่า เป็นนักศึกษาใช้มั้ย มาถึงตอนนี้แล้ว เราก็พูดกับมันตรงๆ เป็นนักศึกษา หนีการล้อมเข่นฆ่า จากพวกกระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้านที่ธรรมศาสตร์ ไม่รู้จะไปไหน รู้ว่าแถวนี้มีคอมมิวนิสต์ เราก็เลยชวนกันมา มันถามว่า ต้องไปหาคอมมิวนิสต์ ทำไมไม่มอบตัว รัฐบาลไม่ทำร้ายอะไรอยู่แล้ว

เราพยายามพูดจาเชิงตอบโต้แบบไร้เดียงสากับมัน เพื่อหวังว่า มันจะไม่ประเมินพวกเราสูงเกินไป เราพยายามพูดตลอดที่มันถาม โดยไม่ให้สมศักดิ์ได้พูด เราอยากให้สมศักดิ์ค่อยๆ ปรับตัวไปกับเราและไม่เครียดมาก

มันถามเราว่า เรียนที่ไหน เรื่องนี้เราเตรียมมาแล้วตั้งแต่เมื่อคืน บอกไปว่า เป็นนักศึกษารามฯ คณะรัฐศาสตร์ เรียนเอกการเมืองการปกครอง มีเพื่อนเรียนที่ มช. เป็นศูนย์นักศึกษาภาคเหนือ [ขาย ชีรชัย เพื่อนเราเสียเลย ที่ต้องอ้าง อย่างนี้ เพราะชีเป็นเพื่อนเรา ชีเป็นคนที่แดง ’เด่น’ อยู่แล้ว ยังไงมันก็ต้องมีข้อมูลชีแน่ หากไปอ้างนศ.คนอื่น เดี๋ยวมันถามมาก ไม่รู้จะตอบอะไรมัน จะสงสัยซักเรามากไปอีก หากชีรชัยเพื่อนรักได้อ่านข้อความเวปนี้แล้ว เราต้องขอโทษด้วยที่ต้องอิงเรื่องของนาย เราเชื่อว่า ชี มีที่ปลอดภัยให้พักพิงอยู่แล้ว โปรดให้อภัยเรา] รู้จักกันตอนมาทำงานเผยแพร่ประชาธิปไตยที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2517 พอสนามหวง มีเรื่องล้อมฆ่านักศึกษา เราเลยหนีขึ้นมาทางเชียงใหม่ หาชีรชัยไม่เจอ มาเจอ น้องจันทร รู้จักตอนเผยแพร่ประชาธิไปด้วยกัน เลยชวนกันหนีเข้าป่า เพราะตอนนั้น นักศึกษา ก็ชวนกันหนีเข้าป่ากันทั้งนั้น (ว่าเข้านั่น) มันเชื่อหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ หน้ามันตายมาก เดาไม่ถูก แต่มันก็ไม่ทำท่าทีดุกับพวกเรา ทำให้เรากล้าพูดมากขึ้น บางครั้งมันก็ชวนเราคุยเรื่องสัพเพเหระ มันก็คงไม่อยากให้เราเกรง เดี๋ยวจะหลอกเราไม่ได้ สัปดาห์แรก มันสอบสนเราทุกวัน แต่เปลี่ยนเป็นตอนกลางคืน ชีวิตในศูนย์กักกันวนเวียนอยู่อย่างนี้ นานวัน เราก็ชินกับมัน

หลังจากผ่านการสอบสวนวันแรก สมศักดิ์ก็เริ่มพูดคุยกับเรา เราบอกสมศักดิ์ว่า “ทำตัวสบายๆ อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด ช่วยกันภาวนาให้มิตรสหายที่อยู่ข้างนอกปลอดภัยกันทุกคนน่าจะดีกว่านะ” เราแฝงนัยะเอาไว้ เชื่อว่าสมศักดิ์เข้าความหมายที่เราพูด

คืนแรกนอนไม่ค่อยหลับ คืนที่สองก็ยังนอนไม่ค่อยหลับ กังวลอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เราหวนนึกไปถึงการใช้ชีวิตของอดีตนักโทษการเมืองที่คุกบางขวาง ที่มี สหายจิตร ภูมิศักดิ์ ทนายทองใบ ทองเปาว์ และอีกหลายๆคน พวกเขาใช้ชีวิตในคุกกักกันอย่างไรตั้งหลายปี เราเริ่มใช้ประโยชน์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ กับชีวิตในศูนย์กักกันนี้ บ้างแล้ว

ทุกเย็น เราจะวิ่งรอบกรงนั่นแหละ ไม่กว้างไม่ยาว 2x5 เมตร วิ่งแป้บเดียวก็ครบรอบ ตั้งใจว่าจะวิ่งให้เหงื่อออกมากๆ ราวๆ 20 นาที (ใจจริงอยากปลูกผักมากกว่า ได้แต่อยาก) สมศักดิ์ก็เริ่มทำอย่างเราบ้าง ผ่านไปไม่นาน เราสองคุยกันสนุกสนาน ได้เหมือนเดิม แต่ยังไม่กล้าร้องเพลงออกมาดังๆ ก่อนนอน เรามักมานั่งใกล้กันผิงกำแพง พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต เป็นการช่วยปลุกเร้าจิตใจซึ่งกันและกัน ไม่ให้อยู่กับความเงียบเหงาเกินไป

กาลราตรียาวนาน เราได้มีโอกาสนั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เราประสบมาตั้งแต่ขึ้นมาทำงานทางเหนือ มองหาจุดเปลี่ยนของชีวิตแต่ละตอน ๆ บางครั้งเราก็อดหัวเราะกับตัวเองไม่ได้ (ท่าจะบ้าแล้ว หัวเราะได้อยู่คนเดียว).....

**อะไรดึงดูดให้เราขึ้นมาทำงานทางเหนือ

?!?

ตุลา 2510 เรามาเข้า ค่ายลูกเสือที่ค่ายช่างเคียน เชิงดอยสุเทพ เป็นครั้งแรกของชีวิตที่ได้มาถึง ทุ่งแอ่งเชียงใหม่ ทุ่งราบข้าวเหนียว แห่งแดนลานนา เป็นการออกต่างจังหวัด ที่ไกลที่สุด ครั้งแรกในชต ของเด็กเมืองกรุงอย่างเรา การได้ท่องทัศนะศึกษาภูดอย ลำธารน้ำตก เห็นทุ่งข้าวที่กำลังจะออกเหลืองปรายๆ กว้างใหญ่ไพศาล ได้ไปไหว้พระพุทธรูปแปลกๆ เห็นวัดอยู่เต็มเมือง เราเริ่มรักเชียงใหม่แล้วซิ

ปลายมีนา 2512 เราแต่งชุดลูกเสือ โบกรถสิบล้อตั้งแต่ท่าสะพานปลากรุงเทพ ตะลุยขึ้นเหนืออีกครั้ง เที่ยวนี้หวังจะได้สัมผัสชีวิตชนบท ได้ใช้มือใช้เท้าแตะกับแผ่นดินถิ่นเหนือจริงๆ เสียที สิบล้อจอดตรงไหน ก็ตะเวณเที่ยวทั่วรอบนั้น นอนวัดบ้าง ขอนอนโรงเรียนบ้าง จากลพบุรี ตะลุยถึงตาคลี ไปโผ่สุโขทัย ย้ายเยื้องที่พิษณุโลก ผ่านไปสิบกว่าวัน ก็มาถึงสุดแดนแห่งสยาม แล้วก็โบกลงมาต่อ ผ่านลำปาง เข้าเมืองลี้ นอนลำพูน สนุกกับการได้เดินด้วยตีนตัวเองไปทั่วเมือง ได้กราบพระพุทธบาทตากผ้าตามที่ฝัน ได้เคาะกังสดารที่ใหญ่ที่สุดตามที่เคยรู้มา เดินตามทางลำพูน-เชียงใหม่ มุ่งหน้าเข้าเวียงในฝัน [เราได้เดินผ่านหน้าบ้านของกาญจนา(ติ๋ม) และ กัลยา(อ้อย) ใหญ่ประสาน พี่น้องสองสาว ที่จะกลายเป็น นักปฏิวัติหญิง แห่งเมืองลำพูนในอีก 8 ปีข้างหน้า ไม่น่าเชื่อ ต้นปี 2517 วาสนาจะนำให้เรา ได้มาผ่านบ้านหลังนี้อีก ไม่เพียงแต่ผ่าน แต่ได้พักพิง บ้านที่แสนจะมีน้ำใจ ร่วมทำงานกับเธอทั้งสอง เมื่อออก ค่ายเผยแพร่ ประชาธิปไตย หนองกระทิง จังหวัดลำปาง ได้อยู่พักอยู่กินนานนับเดือน]

ถึงเชียงใหม่ได้ใช้ห้องพยาบาล รร.ยุพราชฯ เป็นที่หลับนอน ตะลุยเชียงใหม่ได้อีกสิบกว่าวัน ตั้งแต่เหนือสุดท่านตอน ลงใต้สุดดอยเต่า ย่ำเท้าขึ้นดอยสุเทพ นอนเอกเขนกในแอ่งน้ำตกห้วยแก้ว พบสาวงาม (ทะลึ่งแล้ว เป็นเด็กเป็นเล็ก) เป็น นักเรียนดาราฯ ขายผ้าทอพื้นเมืองที่สันกำแพง พูดจาฉะฉาน ประทับใจที่เป็นนักเรียนแต่มาช่วยทำงานขายของ แทนที่จะไปเที่ยวเตร่แบบเด็กกรุงเทพ ได้ที่อยู่เธอมา อยู่ซอยชื่อแปลกๆ “หมื่นด้ามพร้าคต” ซอยนี้ท่าจะดุ ก็เลยลองไปหาเธอที่บ้านในซอย พบเธอ เธอแปลกใจ แต่เราดีใจ พ่อเธอก็แสนใจดีเชิญเราขึ้นบ้านไปพูดจา (ไม่ใช่มาสู่ขอนะครับ) โชคร้ายได้ข่าวบ้านเราถูกไฟไหม้ จับรถไฟกลับบ้านทันที ตั้งแต่บัดนั้น ใจเราก็วนเวียนอยู่ที่เชียงใหม่ (แต่นานวันก็ลืมไปอีก ผู้ชายนะผู้ชาย)

เพ้อเจ้ออยู่กับอดีต จนง่วง แล้วก็หลับไป

ตื่นเช้ามาทำกิจวัตรประจำวัน เหมือนเคยเกือบเดือนแล้ว ไม่ถึงสองอาทิตย์ นายพันไม่เชิญเราไปสอบสวนอีก หลังจากพบว่า การสนทนาธรรมระหว่างเรา มีแต่เรื่องซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น

ไม่มีข่าวคราววี่แวว มิตรสหายภายนอกเลย พวกเขาจะรู้หรือไม่ว่าพวกเราสูญอิสรภาพอยู่ในนี้ ตอนนี้พวกเราเป็นอย่างไรกันบ้าง ทีมอื่นๆ บรรลุเป้าหมายหรือเปล่า คงไม่ถูกจับ ถ้าถูกจับคงมาให้เราเห็นแล้ว อยู่ในนี้แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้อ่าน โทรทัศน์ก็ไม่ได้ดู พอตกค่ำก็ปล่อยให้ความหลังมาบรรเลง ปลอบใจตัวเอง เช่นเคย......

 

**จุดเริ่ม โครงการเผยแพร่ประชาธิปไตย ภาคเหนือ ค่ายหนองกระทิง ลำปาง -เป้าหมาย จัดตั้งนักเรียน

กุมภา 2517 อ้วน ( วัฒนชัย หรือ ภูมิธรรม ในปัจจุบัน) มาติดต่อกับเรา ให้จัดทีมมาช่วย งานเผย แพร่ประชาธิปไตยในต่างจังหวัด อ้วน กับ พวก กลุ่มโซตัสใหม่ ( ซึ่งภายหลังก็เข้าร่วม จัดตั้งพรรคจุฬาประชาชน ด้วยกัน) ได้ งบมาจากสำนักนายกฯ มี คุณหญิงอัมพร มีสุข เป็นเจ้าของโปรเจคต์ อยาก ให้นิสิตนักศึกษาออกไปเผยแพร่ประชาธิปไตยโดยเน้นเรื่องการศึกษาเป็นหลัก ต่างจาก งบของกระทรวงศึกษา ที่ผ่านทาง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ที่ เน้นเอาโปสเตอร์ไปให้นักศึกษาไปติดตามหมู่บ้าน

เราเคยเข้าร่วมโครงการ ของ ศูนย์กลางฯ ด้วย ไปกับ ทีม มศว. ใน พื้นที่อีสานใต้ แต่เราไม่ชอบท่าทีและวิธีทำงานของทีมนี้ ที่ ‘ไปสั่ง’ ให้องค์การนักศึกษา วค. ทำงานแทน แทนที่จะใช้ท่าที "ร่วมกันทำงาน" จบงานนั้น เรารู้สึกผิดหวัง พออ้วนมาเสนองานนี้ เราบอกว่า ต้องให้สิทธิเด็ดขาด กำหนดวิธีทำงานของเราเอง โดยเรา เน้นการจัดตั้งองค์กรนักเรียนในต่างจังหวัด ขึ้นเป็น ศูนย์นักเรียนประจำจังหวัด ฝึกนักเรียนพวกนี้ แล้วให้นักเรียนพวกนี้ออกทำ กิจกรรมเผยแพร่ประชาธิปไตย ในชนบทเรียนรู้ชีวิต ในชนบท ของ จังหวัดตัวเอง

ทำงานประสานกับ ศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทย ที่กำลังมีบทบาท อย่างมาก ต่อการท้าทาย และเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา วิธีนี้เท่านั้น ที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่ก้าวหน้า ที่จะเป็นกำลังรับช่วงต่อไป ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด และเราขอเอาโครงการนี้ไปทำที่ภาคเหนือตอนบนเท่านั้น หากไม่ได้ตามที่ว่านี้เราไม่จะรับทำ

ต่อรองกันนาน เพราะวิธีของเราต่างกับทีมอื่น ที่รับผิดชอบในพื้นที่อื่น กลัวว่า คุณหญิงจะไม่เห็นด้วย  ในที่สุด อ้วนเห็นด้วย แต่สงสัยว่า จะเอานักเรียนแต่ละจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด มาได้ยังงัย ปัญหานี้ อ้วนไม่ต้องสนใจ พวกเรามีวิธี บทเรียนการทำงาน ของ ยุวชนสยาม มีมากพอที่จะนำมาใช้ในงานนี้ แต่ให้อ้วน ติดต่อไปที่ ศูนย์กลางนักศึกษาภาเหนือ ก่อน ต้องใช้ที่นั่นเป็นที่ทำงาน อ้วนโอเค

พวกเรา เขียนงบ และรายละเอียดโครงการเสนอไป จัดทีมจากครุศาสตร์ ทีมจากยุวชนสยามที่ไปทำงานกับศูนย์นักเรียนฯ เข้ามาร่วมงานกัน (สมาชิกในทีมมีใครบ้าง เราจำไม่ค่อยได้ จำแต่เหตุการณ์ได้มากกว่า แต่มีกล่าวชื่อไว้ในงานเขียนของ ผดุงศักดิ์ พื้นแสน ในเวปนี้)

เดือนมีนาคม 2517 เราเดินทางขึ้นเหนือ ไปพบกับ ชีรชัย ตุ๊ก ปาลรัฐ และ อีกหลายๆ คน แบ่งงานติดต่อนักเรียน ทาง ตุ๊กและทีมรับงานติดต่อนักเรียนเชียงใหม่ ซึ่งมีศูนย์นักเรียนที่กำลังก่อตั้งอยู่แล้ว เรากับเพื่อนๆ ไปติดต่อที่เชียงราย น่าน แพร่ ลำพูน อ้วนติดต่อลำปาง เพราะ มีคนรู้จักอยู่ ส่วนแม่ฮ่องสอน ทีมครุศาสตร์ ไปติดต่อ

วิธีการ ก็คือ ไปที่โรงเรียนประจำจังหวัดชาย-หญิง ยื่นจดหมายจากสำนักนายกฯ เซ็นโดยคุณหญิงอัมพร มีสุข ให้อาจารย์ใหญ่ให้ความร่วมมือ (เทคนิคแบบนี้ เราใช้บ่อยมากเวลาติดต่อกับหน่วยงานราชการต่างจังหวัด ส่วนมาพวกเขาจะให้ความร่วมมือ) ขอพบ ประธานและกรรมการนักเรียน ถ้าโรงเรียนไหนไม่มีกรรมการนักเรียน ก็ขอพบ หัวหน้าชั้น ม.ศ.4-5 ทุกห้อง เพื่อ นัดประชุมรับอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมโครงการนี้

พวกเรา ชี้แจงชักชวนให้ ผู้นำนักเรียน ที่มาประชุมให้เห็นถึง ความสำคัญและปัญหา ของ การปกป้องประชาธิปไตย ชี้ให้เห็นว่า มีโอกาส ที่เผด็จการทหารจะฟื้นกลับมามีอำนาจอีกได้ หากประชาชนยังขาดความมีส่วนร่วมในเรื่องประชาธิปไตย ผู้ที่เป็น อาสาสมัครจะได้เข้าค่ายฝึกประชาธิปไตย กันก่อน 3 วัน หลังสอบไล่เสร็จ แล้วจะได้ออกไปเผยแพร่ประชาธิปไตยในชนบทในจังหวดของตัว 10 วัน ในช่วงปิดเทอม

ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ได้ผล ทุกจังหวัด ยกเว้น แม่ฮ่องสอน (จำไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร) นักเรียนส่วนใหญ่ศรัทธานักศึกษา อยู่แล้ว ยิ่งเป็นนักศึกษามาจาก กรุงเทพ ( พูดเหมือน ดูถูกนักเรียนต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราเอาจุดเด่นนี้ เป็นตัวชักชวน )

ที่ ลำพูน กาญจนาและเพื่อนๆ 2-3คน เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครนักเรียนเผยแพร่ประชาธิปไตย ยังช่วยเราออกไปรับอาสาสมัครจากโรงเรียนรอบๆ ด้วย เธอแสดงบทบาท ความเป็นผู้นำนักเรียน ได้สูงเด่นมาก เราได้ไปเยี่ยมที่บ้านเธอ คุณแม่เธอใจดี ออกปากให้มาพักที่บ้าน เราก็รีบรับปาก ตั้งแต่นั้นเราก็ใช้ บ้านของเธอ เป็นเสมือนศูนย์ทำงาน ที่ลำพูนประสานกับจังหวัดอื่นๆ และยังใช้เป็นที่พักหลับนอนในหลาย ครังด้วย

การที่ได้พักบ้านนี้ ทำให้เรามีโอกาส พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การทำงานที่ผ่านมา เล่าเรื่องการต่อสู้ ของ นักเรียนนักศึกษา เมื่อครั้งก่อน 14 ตุลา การต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลาการเคลื่อนไหวของศูนย์นักเรียน ของ ยุวชนสยาม เราฝากหนังสือที่เป็นผลงาน ของพวกเขาเหล่านั้น ให้เธอได้อ่าน และ ที่สำคัญ มันยังมีผลให้น้องสาวของเธอ กัลยา(อ้อย) อยู่ชั้นมศ.4 ได้เข้าร่วมฟัง และขอเป็นอาสาสมัครด้วย

ทุกครั้ง ที่ได้มาพักบ้านนี้ เราจะทำกันแบบนี้ จนมีวันนึง กาญจนา บอกกับเรา ว่า เธอ“อยากเป็นคอมิวนิสต์” [ทบทวนความหลัง เหมือนเขียนรายงานเลยแฮะ] ราหัวเราะกับคำพูด แบบไร้เดียงสาแต่จริงใจของเธอ คิดอยู่ในใจ “เด็กสาวคนนี้ บรรลุธรรม ก่อนเราเสียอีก”

หลักการทำงานใน ค่ายหนองกระทิง เน้นให้นักเรียนลงมือทำเอง แต่ละจังหวัดจัดให้อยู่เรือนพักร่วมกันเป็นหลังๆ ไป เพื่อให้พวกเธอมีโอกาส ทำงานร่วมกัน อภิปรายถกเถียงร่วมกัน รู้จักกันและกันให้ดีขึ้น ช่วยกันทำอาหาร ตามรสนิยม ของพวกเธอ ช่วยกันวางแผนงาน กำหนดเส้นทาง การเผยแพร่ประชาธิปไตย ไปพร้อมๆ กับ การเรียนรู้ความทุกข์ยาก ของมวลชน ในชนบทถิ่นฐาน บ้านเกิด ของพวกเธอเอง

ดังนั้น หลักสูตร จึงต้อง แน่น ชัด กระชับ เพราะอีกไม่กี่วัน ข้างหน้า เหล่ายุวชนประชาธิปไตย กลุ่มนี้ จะต้องออกท่องยุทธจักรกันแล้ว

เรากับอ้วนแสดงบทบาทต่างกัน เราแสดงบทบาทเข้มงวด มีวินัย เอาเป็นเอาตายกับพวกเธอ ส่วนอ้วนแสดงบทบาทพระผู้เมตตา ปลอบใจ เข้าใจ [ เขาเรียก ว่า เล่นบท "ตำรวจดี-ตำรวจเลว".."""ค่ะท่านพี่.""""/บก. 2519me..แบบว่าขอแจมหน่อยอ่ะ! ]

ทุกคนตื่น แต่เช้า ออกกำลังกาย ตลอดเช้าฟังบรรยาย สภาวะสังคมไทยปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การกดขี่ข่มแหง ของนายทุนขุนศึกศักดินา การครอบงำ ของจักรพรรดินิยมอเมริกา อำนาจรัฐเผ็ดการ  ขวนบวนการเคลื่อนไหว ต่อสู้ ของ นักเรียนนักศึกษา สาระประชาธิปไตย แนวทางการทำงาน วิธีการทำงาน ภาคบ่าย เปิดประเด็นถกเถียง แลกเปลี่ยนทัศนะกัน เป็นกลุ่มใหญ่ เย็นๆ ก็ให้ไป คิดแผนการทำงาน เผยแพร่ประชาธิปไตย ตกค่ำ ก็ร้อง เพลงเพื่อชีวิต ปนๆ เพลงปฏิวัติ เข้าไปด้วย ความเข้มข้นและความเข้มงวด ของ การฝึก ทำให้นักเรียนบางคน ต้องร้องไห้ บางคน ขอกลับบ้าน!!

สองวันแรก เราไม่รู้เลย ว่า ข้างๆ ค่ายหนองกระทิง เป็นที่ตั้ง ของ ค่ายทหารลำปาง นี่ เราด่าทหารมาสองวันเต็ม ให้พวกมันฟังด้วย หรือนี่อ่ะ วันที่สาม พวกเราจะรอดกลับออกจากค่ายฝึกมั๊ยนี่อะ เพื่อให้โครงการเราเดินหน้าต่อไปได้ วันที่สามเราก็ลดโทนเสียงลง

เราทำงานร่วมกับ ยุวชนลำพูน ติ๋ม เป็นหัวหน้าทีม วางแผน เริ่มออกชนบท ตั้งแต่อำเภอลี้ ขึ้นมาเรื่อยวกเข้าตะวันตก ไปอำเภอแม่ทา แล้วมาจบลง ด้วยงานติด โปสเตอร์เผยแพร่ประชาธิปไตย ตามหมู่บ้าน สถานีรถไฟ ริมทางรถไฟจากลำพูนไปถึง วัดศรีดอนชัย ในชนบท

เมื่อถึงหมู่บ้าน ที่กำหนดไว้ จะอยู่พักที่โรงเรียนประชาบาลนั้น เช้าบ่าย ออกไปเรียนรู้ ชีวิตชาวบ้าน ช่วยชาวบ้านทำงาน ทำไร่ พวกเราจะมี มอเตอร์ปั่นไฟ ตัวขนาดย่อมๆ น้ำหนักขนาดพอสะพายหลังไหว ตกกลางคืน จะนัดประชาชน ในหมู่บ้าน มาชุมนุม รวมตัวกันที่ลานวัด หรือสนามโรงเรียน เปิดสไลด์ แสดงปัญหาและความทุกข์ยาก ของ ประชาชน การเอารัดเอาเปรียบ ของนายทุน ขุนศึก ศักดินา  ประวัติการต่อสู้ ของ ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา การเคลื่อนไหว 14 ตุลา ภาพเหตุการณ์ 14 ตุลา ผู้พากษ์ประกอบสไลด์ ก็เป็นยุวชนประชาธิปไตย พวกเธอนี่แหละ พูดด้วยภาษาคำเมือง หลายครั้ง เมื่อพูดถึง ปัญหาความทุกข์ยาก ของมวลชน ผู้พากษ์ ก็แทรกสภาพการณ์จริง ที่เธอประสบ เมื่อตอนเช้าบ่าย เล่าได้อย่างสนุกสนานมาก

สำหรับ ยุวชนประชาธิปไตย กลุ่มนี้ ผู้ที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของ การต่อสู้ของประชาชนในท้องถิ่นของพวกเธอ จะได้เรียนรู้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ใช้รูปธรรมจริงที่ปรากฏ

ที่โรงเรียนจะมี กระดานแสดงสถิติ จำนวนนักเรียนแต่ละชั้นแต่ละห้อง มาสายขาดป่วย เราถามพวกเธอว่า ทำไมทุกโรงเรียนที่เราไปเจอ นักเรียนป.4 มีน้อยกว่านักเรียน ป.1 เธอคิดว่านักเรียนป.4ปีนี้ จะได้เรียนต่อ ป.5 ที่โรงเรียนในตำบลทุกคนไหม ทำไมนักเรียนชั้นป.7 เหลือน้อยนิดเดียว พวกเธอคิดว่านักเรียนป.7 ที่โรงเรียนนี้ จะมีกี่คนได้ไปเรียน ม.ศ.1 ที่จังหวัด มีกี่คนจะเรียนถึงม.ศ.5 พวกเธอในที่นี้ จะมีกี่คนที่จะได้เรียนมหาวิทยาลัย ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

เมื่อ โครงการจบลง ยุวชนคนรุ่นใหม่ ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เปิดเทอมหน้า คงมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นในโรงเรียนของพวกเธอ พวกเราทีมงาน ไปสรุปงาน ที่บ้านพักการไฟฟ้า ที่ลำปาง หลังจากนี้ไป การดูแลและฟูมฟักยุวชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้ จะเป็นงานของศูนย์นักเรียนภาคเหนือ เป็นของ ทีมงานตุ๊กและเพื่อนๆ มช. ต่อไป

หลังจากจบ ภาระกิจบ่มเพาะ ยุวชนคนรุ่นใหม่ ของ ภาคเหนือตอนบนแล้ว งานหลักของเรา คือ การร่วมกับมิตรสหายในจุฬาจัดตั้ง พรรคจุฬาประชาชน เพื่อให้เป็น องค์กรแนวร่วม สำหรับทุกกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวแนวก้าวหน้า ต่อต้าน ระบบศักดินา ในรูปของ ระบบโซตัส ร่วมขบวนการเคลื่อนไหว ของ นักศึกษาประชาชน ระดับประเทศ เพื่อให้บรรลุปณิธาณเป้าหมาย ที่ใจอยาก พรรคจะต้องช่วงชิง "อำนาจรัฐ" ในจุฬาให้ได้ในปีการศึกษาใหม่นี้ ภาระกิจแรกของเรา คือ ร่วมกับตัวแทนกลุ่มต่างๆ อีก 5 คน ร่างธรรมนูญพรรคจุฬาประชาชน

คำขวัญ ของเรา คือ  “เกียรติภูมิจุฬา คือ เกียรติภูมิแห่งการรับใช้ประชาชน”  

ยุทธวิธี ของเรา คือ “แยกกันขยาย ร่วมกันต่อสู้”  

ให้พวกเรา กระจายกันไปจัดตั้ง กลุ่ม ชุมนุม ชมรมในคณะของตน ตามสภาพปัญหา ระดับความคิด และความต้องการของนิสิตในขณะนั้น ทำให้เป็นที่รวมของนิสิตที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันมาทำงานด้วยกัน และ เมื่อต้องเคลื่อนไหวร่วมกับสถาบันอื่นๆ หรือเหตุการณ์ร่วมสมัย พวกเราจะนำสมาชิกเข้ามาร่วมภายใต้ธงพรรคจุฬาประชาชน

ภาระต่อมา คือ การจัดตั้งโรงเรียนการเมือง คล้ายกับที่ธรรมศาสตร์จัดตั้ง แต่งานนี้ต้องเลื่อนออกไป เมื่อ เสกสรร ประเสริฐกุล  ตั้งกลุ่ม "นักศึกษาเสรี" แยกบทบาทออกจาก ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่จุฬาพวกเราส่วนหนึ่งก็เข้าร่วม “จุฬาเสรี” ทำให้กำลังของเราในพรรคจุฬาประชาชนอ่อนลงไป แต่ในปีนั้นพรรคจุฬาประชาชน ก็สามารถช่วงชิงอำนาจรัฐในจุฬาสำเร็จ ที่นั่ง ในสโมสรนิสิตจุฬา เป็นของพรรคจุฬาประชาชน

**บทบาท ผู้ประสานงาน โครงงานชาวนา ระหว่าง ศูนย์กลางฯ กรุงเทพ กับ ศูนย์กลางฯ ภาคเหนือ

จะว่าไปแล้ว เราเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับ แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ ครั้งแรก เคลื่อนไหวต่อต้านฐานเรด้า ของ อเมริกัน ที่ ดอยอินทนนท์

ปลายปี 2516 เรากับ ชีรชัย เดินเท้าบนถนนที่กำลังก่อสร้าง ตั้งแต่ต้นทางที่รถแล่นขึ้นไม่ได้ห่างอำเภอจอมทองไม่ไกลนัก มีนักศึกษา  มช. ร่วมเดินไปด้วยมากมาย อากาศหนาวเย็นมาก แต่ก็สนุกดี เราไม่มีบทบาทอะไร เป็นเพียง เพื่อนร่วมอุดมการเท่านั้น

การต่อสู้ของ ชาวนาชาวไร่ที่ภาเหนือ เริ่มปะทุขึ้น นักศึกษาเชียงใหม่ ก็เริ่มเข้าไป "ร่วมประสานชาวนา" กันแล้ว แต่เรายังมัวยุ่งอยู่กับการตัดสินใจ ว่า จะทำ  งานกรรมกรกรณีกรรมกรฮาร่า ดี หรืองานชุมชุนสลัมที่ดินแดง ดี พอดีทางศูนย์กลางฯ ต้องการนักศึกษา ขึ้นไปทำงาน ร่วมกับ ศูนย์กลางฯภาคเหนือ แต่ยังไม่มีใครเสนอตัวไป รองเลขาธิการศูนย์กลางฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ มาหาเรา อยากให้เราขึ้นไป เพราะเคยทำงานร่วมกับทางศูนย์กลางฯ ภาคเหนือ และแนวร่วมนักศึกษา มช. มาก่อน อยากให้ขึ้นไปทำหน้าที่ประสานงาน เกี่ยวกับ การเคลื่อนไหวของชาวนา เป็นตัวแทนศูนย์กลางฯ กรุงเทพ เราตอบตกลงทันที ไม่ต้องคิดมากเลย ไม่ต้องดูฤกษ์ดูยาม ไม่ต้องรำมวยไหว้ครู มอบหมายการงานในพรรคเสร็จ 2 วันต่อมาก็ เดินทางขึ้นเหนืออีกครั้งทันที [รำลึกไปรำลึกมา ชักจะเป็นอัตชีวประวัติเข้าไปทุกทีแล้ว(?!?)]

เราขึ้นมาพบกับชีรชัย ชีให้เราพักที่บ้านปัญญาอ่อนอีกหลังหนึ่ง เป็นบ้านเรือนไม้ยกพื้น อีกหลังหนึ่งชีพักอาศัยอยู่ ทั้งสองหลังตั้งอยู่ในพื้นที่ของมูลนิธิอะไรซักอย่างหนึ่งเกี่ยวกับปัญญาอ่อน เลยเรียกที่นี่ว่า บ้านปัญญาอ่อน โครงงานชาวนาใช้ที่นี่เป็นที่ติดต่องานกันในระยะแรกก่อนที่จะไปเช่าบ้านข้างนอกเป็นที่พักของ ผปง.โครงงานชาวนาโดยเฉพาะ

เราได้คุยกับ ตุ๊ก (ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นมิตรสหายคนเดียวที่เราสนิทรองมาจากชี) ถึงงานที่จะให้เราทำที่นี่ ช่วงแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับประสานงานทางงบประมาณสนับสนุนงานชาวนา จาก ศนนท. ตอนนั้น ไดมีโอกาส เข้าร่วมรับฟังการสัมมนา ที่ค่ายท่าวังพร้าว อำเภอสันป่าตอง (หรือไม่ก็ที่บ้านธิ ไม่แน่ใจ) ในตอนปลายค่าย ดูจะเป็นงานแรกๆ ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม กับนักศึกษาหลายสถาบัน งานโครงงานชาวนาเพิ่งจะเริ่มได้ไม่นานนัก เมื่อมีโอกาสที่ ผปง. ออกพื้นที่ เราก็ได้ติดรถมอเตอร์ไซด์ออกไปด้วย

ผปง. โครงงานชาวนา ส่วนมาก จะใช้มอเตอร์ไซด์ เป็นพาหนะ สำหรับเดินทางเข้าหมู่บ้าน ในชนบที่ชาวนากำลังเคลื่อนไหว หรือมาเรียกร้อง ให้นักศึกษาช่วยเหลือ

ตอนนั้นเราขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็น ดังนั้นช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะ เป็นการไปดูงานมากกว่าทำงาน ช่วงนั้นชาวบ้านอำเภอสันทราย แถบที่ติดดอยแม่กวง แถบเชื่อมต่อสันทรายดอยสะเก็ด กำลังเรียกร้อง ปัญหาการสร้างเขื่อนแม่กวง ที่น้ำจะท่วม ที่อยู่ ที่ทำกิน ของชาวบ้าน หลายหมู่บ้าน ไปรู้จักกับ อ้ายโต๊ะ ผู้นำชาวนาแม่ริม ไปรู้จักกับ ผู้นำชาวนาที่บ้านม่วงคำอำเภอแม่แตง เรียนรู้ปัญหา และการต่อสู้ของชาวนาที่นั้น เรียนรู้การทำงานของ ผปง. ซึ่งตอนนั้น ยังไม่มีรูปแบบการทำงาน ที่เข้ารูปเข้ารอย เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของโครงงานชาวนา ประกอบทั้งปัญหา ข้อเรียกร้อง ที่ชาวนามาขอให้ ศนภน. ช่วยเหลือ ก็มีหลากรูปแบบ หลากปัญหา ช่วงสองสามอาทิตย์แรกจึงไม่ได้จับงานใดๆ เป็นชิ้นเป็นอัน จึงถือโอกาสนี้ ฝึกขับมอเตอร์ไซด์ ชีเป็นครูฝึกให้ พอเป็นแล้ว ชีช่วยซื้อให้คันเป็นคันมือสอง ที่นักศึกษาไม่ใช้แล้ว ได้ฮอนด้าขนาด 60 หรือ 80 ซีซี จำไม่ได้แล้ว สีฟ้า ซึ่งเป็นสีโปรด

เมื่อมีมอเตอร์ไชด์เป็นของตัวเอง เราก็เริ่มขี่สำรวจเมืองเชียงใหม่เพื่อให้คุ้นเคยซอกซอยต่างๆ ออกไปอำเภอรอบนอก ไม่ไกลนัก ไปหาชาวบ้านบ้างเป็นครั้งคราว พูดคุยกับ ผปง. ที่มาหาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ มักพูดคุยกับเพื่อน มช. มากกว่า เจ มาพูดคุยเรื่องจะทำ ค่ายฝึกกำลังคน แบบยุวชนสยาม ให้กับเพื่อน ักศึกษาแพทย์ด้วยกัน

ตอนนั้น เราเข้าใจสภาพภูมิประเทศ ของภาคเหนือไม่มากนัก แม้จะเคยขึ้นมาย่ำเท้าที่นี้แล้ว เมื่อหลายปีก่อน หาซื้อ แผนที่เชียงใหม่ มาฉบับนึง เราเลยขี่จักรยาน แล่นไปตามถนน ที่ออกจากตัวเชียงใหม่ทั้งเหนือใต้ออกตก ตามที่แผนที่บอกไว้ ไปได้ไกลแค่ไหนก็ไปแค่นั้น สนุกมากๆ [...สนุกจริงๆ นะ การที่ได้ ขี่มอเตอร์ไซด์แล่นท่องไป ในที่ที่อยากจะไป ยามเมื่อสายลมเย็นปะทะใบหน้า มันกระตุ้นจินตนาการเกี่ยวกับงานชาวนาให้เราไม่น้อยเลย... ]

อย่างไรก็ดี เราเองกลับรู้สึกว่ายังไม่เป็นส่วนหนึ่งของมิตรสหาย ที่ทำงานทางเหนือ รวมทั้งผปง. โครงงานชาวนา เรารู้สึกว่ามีช่องว่างบางๆ ขวางอยู่ ไม่ใกล้ชิดไม่สนิมสนม ร่วมทั้งไม่เชื่อใจหรือไม่เชื่อมือก็สุดจะเดา อาจจะเป็นนิสัยเราชอบอ่านหนังสือมาก ชีช่วยไปยืมหนังสือ เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมทางเหนือ รวมทั้งชนชาวภูดอยจากห้องสมุดมช. มาให้อ่าน เวลาฟังมิตรสหาย ผปง. คุยงานกันเราก็มักจะเปิดแผนที่ดูตามไป สงสัยก็ให้ช่วยชี้ในแผนที่ ซักถามไปซักถามมาบ่อยๆ ทำให้ดูน่ารำคาญ [ท่วงทำนองแบบนี้ ดูจะเป็นแบบปัญญาชนนักวิชาการมากเกินไป นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือเปล่า]

เรายังคงขึ้นลงเชียงใหม่ กรุงเทพบ่อยๆ ลงไปขอปัจจัยสนับสนุน จาก ศนนท. หนังสือหนังหาดีๆ จากยุวชนบ้าง จากเพื่อนพ้องน้องพี่จุฬาบ้าง ทราบข่าวว่า ผู้นำชาวนา บ้านสันมนะ ลำพูน (พ่อตาอ้ายใจ ธรมพงค์ -ส.บุญมี) ถูกลอบสังหารเสียชีวิต และ ชาวบ้านจะจัดงานรำลึกถึงผู้นำท่านนี้ เราจึงขอให้เพื่อนยุวชนสยามช่วยจัดพิมพ์โรเนียวเพลง “เลือดต้องล้างด้วยเลือด” จะเอามาร้องในงานนี้ด้วย แล้วก็ได้ทำสมใจยาก

เราเข้าหมู่บ้านสันมนะครั้งแรก พร้อมๆ กับนักศึกษา มช. และ ผปง. ได้รู้จักกับ อ้ายใจ อ้ายดวง ในงานนี้  ช่วงนึงเราแจกแผ่นโรเนียว เพลงที่ว่า ให้ชาวบ้าน นักศึกษาร้องพร้อมๆ กัน พวกเราร้องกันอยู่หลายรอบ ยิ่งร้องยิ่งดัง สะใจเราจริงๆ ตั้งแต่นั้น บ้านแม่ยายอ้ายใจ ที่ไปอาศัยอยู่ด้วย ก็กลายเป็นบ้านที่เราเข้าไปพักหลับนอน เกือบจะเป็นบ้านที่สองรองจากบ้านปัญญาอ่อน และได้ กลายเป็น ผปง. โครงงานชาวนา ที่มีพื้น ที่ทำงาน เป็นจริง เป็นจัง นับแต่บัดนั้น

 

@@@@@@@@@@

หมายเหตุ: ส.เอียบ/-

บ้านนั้นชื่อ บ้านปัญญาอ่อน เพราะตอนนั้น เป็นที่ตั้ง ของ มูลนิธิช่วยเหลือคนปัญญาอ่อนภาคเหนือ มีที่กว้างขวาง มีบ้านหลังเล็กๆ หลายหลัง ตอนนี้เป็นโรงเรียนสารพัดช่าง นึกเค้าเดิมที่เหมือนกับอยู่ชานเมืองไม่ออกแล้ว กลายเป็นกลางเมืองที่มีคนหนาแน่นไปเรียบร้อย อ้ายดวงบ้านสัมมะนะ ก็เคยเขียนเรื่องมาให้เรียบร้อยแล้ว แต่เอาแต่ที่ก็อบมาให้ ไม่เอาแผ่นดิสก์มา กำลังตามทวงอยู่

หมายเหตุ : ส.เทอด /- 

เรียกบ้านสัมมนะ หรือสันมนะ เราเข้าใจว่าเป็นสันมนะมาทุกวันนี้ เพราะแนวหมู่ บ้านจะนูนสูงจรดลำห้วยน้อยๆ

@@@@@@@@@@

 

**พบปราชญ์ชาวนา เหตุแห่งการลาออกจากจุฬาอย่างเป็นทางการ

ปลาย 17 ชาวบ้าน บ้านร้องอ้อ อ. ฝาง ภายใต้การนำของ พ่อหลวงปัน นำชาวบ้าน ต่อสู้คัดค้านการยึดที่ทำกิน ในเขตป่าสงวน ของชาวบ้านแถบนั้นของกรมป่าไม้ เรียกร้องให้คืนพื้นที่ให้ชาวบ้าน การคัดค้านเป็นไปอย่างดุเดือด ชาวบ้านชนะ ได้ที่ผืนใหญ่มาผืนนึง ตกลงแบ่งปันกันคนละเล็กคนละน้อยให้กับชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกิน

เราได้ออกไปวัดพื้นที่กับชาวบ้านด้วย ตกค่ำ พ่อหลวงปั้น ขอให้ช่วยคำนวณพื้นที่ที่ไปวัดกันมา ให้ตายซิเราคำนวณไม่ออก ทั้งที่ เราได้คะแนนเลขาคณิต และตรีโกณเต็มมาตลอด เพราะพื้นที่ทุกแปลง ไม่มีรูปเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจตุรัสเลย เป็นสี่เหลี่ยมที่แต่ละด้านไม่เท่ากัน ทั้งสี่ด้าน ความรู้เราตอนนั้น คิดว่า ต้องวัดเส้นทะแยงมุมเส้นตั้งฉาก หรือหามุมแต่ละมุม คำนวณทางตรีโกณ จึงจะคำนวณได้ พ่อหลวง บอกว่า จะไปวัดมุมวัดช่องกันที่ไหน ชาวบ้านไม่มีเครื่องวัดมุมอะไร ที่ว่านั้นหรอก แล้วจะให้ไปลาก เส้นทะแยงอะไร นั่นนะจำทำยังงัย พื้นที่เป็นลุ่ม เป็นดอน จะไปลากเส้นกันอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไร มิขายหน้า ความเป็นนิสติ จากจุฬาหรอกหรือ [เพื่อนที่อ่านมาถึงตอนนี้ ช่วยเราที สมมติพื้นที่นั้น ด้านหนึ่งยาว12 วา ตรงข้ามยาว 20 วา อีกด้าน 16วา ตรงข้าม 18 วา ช่วยเราคำนวณพื้นที่ให้หน่อย] เราขอตัวว ครั้งต่อไปจะมาบอกให้ เราจดหมายให้เพื่อนๆ วิศวะช่วยหน่อย พรรคพวกไม่มีใครหาคำตอบได้ เราเซงเลย จำใจกลับไปสารภาพความจนปัญญาของตัวเองกับพ่อหลวงปัน พ่อหลวงหัวเราะอย่างเอ็นดู แล้วก็สอนวิธีคำนวณให้ดู

เอาความยาวด้าน สองด้าน ที่ตรงข้ามกันมารวมกัน แล้วหารด้วยสอง จะได้ (12+20)/2 ได้ 16 วา อีกคู่นึง (16+18)/2 ได้ 17 วา เอา 16x17 ได้ 272 ตร.วา หรือ 2 งาน 72 ตร. วา แค่นี่เอง !!

อุแม่เอ๋ย นี่ เป็นแก่แท้ ของ   การคำนวณ  พื้นที่สี่เหลี่ยมทั้งมวลนี่นา เป็นการแปลงในเชิงเลขาคณิตธรรมดาๆ ให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าในจินตนาการ ในนาทีนั้น บอกกับตัวเอง เราเสียเวลาเรียน ในมหาวิทยาลัยกันอยู่ทำไม ภูมิปัญญา ของ ชาวบ้านเป็นสิ่ง ที่น่าเรียนรู้มากกว่าภูมิความรู้ ที่เราได้จากมหาวิทยาลัยยิ่งนัก

งานแรก ที่เราทำเมื่อลงกรุงเทพ คือ เข้าครุศาสตร์ ยื่นใบลาออก จากการเป็นนิสิตจุฬาอย่างเป็นทางการ ทันที ปีนั้น 2517 นับแต่นั้น

บ้านร้องอ้อ ก็กลายเป็นเรือนหลับนอน ของเราอีกแห่ง เมื่อขึ้นไปทำงานที่ฝาง เราได้พื้นที่ทำงานชาวนาเพิ่มแล้ว จากปราชญ์ชาวนาท่านนี้ เราได้เรียนรู้อะไรอีกตั้งเยอะ “เสียมบ่คม แปลงด้ามหนักๆ คนบ่ลวกอู้คนหลายๆ” “หากหมั่นไต่ถามจะได้คำกระจ่าง” “เดินไปหนึ่งก้าว ทางก็สั้นลงหนึ่งก้าว” และอะไรอีกมากมาย ท่านก็เอ็นดูเราเหลือเกิน พาเราไปขยายงานชาวนาหมู่บ้านอื่นๆ อีกหลายหมู่บ้าน และท่านนี้แหล่ะ ที่เป็นจุดเริ่มของการได้พื้นที่ขุนฝาง เป็นแหล่งที่มั่นขยายงานเขตใหม่ 7/3 ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
 

เย็นวันนั้นอากาศหนาวขึ้นมาก เสียงปะทัด ดอกไม้ไฟดังถี่ยิบเป็นระยะ นอกศูนย์กักกันพวกเรา “นี่ถึงวันลอยกระทงแล้วหรือ” พลันเราก็นึกขึ้นได้ ถามสมศักดิ์ว่า “จะขึ้นศาลวันไหน” [คดีมีอาวุธปืน ตอนถูกจับที่บ้านแสงตะวัน พร้อมๆ กับเติบและมิตรสหาย ซึ่ง อ.องุ่น ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวท่านประกันตัวออกมา] “ไม่แน่ใจ เดือนหน้าหรือมกรานี่แหละ”

ใจก็คิดไป นี่ถ้าต้องอยู่ที่นี่ไม่รู้ จะมีอะไรต่อ หากเลยวันขึ้นศาล ทรัพย์สินทีท่าน อ.องุ่นนำมาประกันตัว สมศักดิ์ มิต้องถูกยึดไปหรือ ท่านมีน้ำใจ ทุ่มเทและเสียสละให้พวกเรามามากนักแล้ว ไม่ควรต้องให้ท่านมาเสียสละด้วยเหตุของพวกเรานี้อีก เพราะอย่างไรเสียเราก็ติดคุกกันอยู่แล้ว

ค่ำนั้น ไม่นั่งหวนทวนอดีต อีกแล้ว เราสองคนปรึกษากัน อย่างเอาจริงเอาจัง ต่อนี้ไปเราจะทำอะไรกันดี ผลสรุป สารภาพ บอกความจริงกับมัน เอาแค่ชื่อจริง มีคดีจริง ต้องขึ้นศาลจริง และอาจติดคุกจริงๆ เรียกร้อง (ไม่ใช่ร้องขอ) ให้มันส่งพวกเราไปติดคุกที่เชียงใหม่ (ตอนนั้นไม่รู้ว่าที่เชียงใหม่ก็มีศูนย์การุณยเทพด้วย) และ พร้อมจะรับสภาพอะไรก็ตามที่เกิดตามมากับพวกเรา สองคนพยักหน้า เราบอกให้จ่า ช่วยไปบอกนายมัน เรามีเรื่องเรียกร้อง

คืนนั้น ผอ. ศูนย์คนเดิม เรียกเราเข้าไปพบ (ที่เดิม นั่งเหมือนเดิม) ไม่ต้องอาราธนาศีล อาราธนาธรรม เราบอกพวกมัน ว่า ความจริงเราทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานศูนย์กลางนักศึกษาแห่งประเทศไทย กับ ศูนย์กลางนักศึกษาภาคเหนือ เราชื่อ มนัส จินตนะดิลกกุล เป็นนิสิตจากจุฬา เพื่อเราชื่อ สมศักดิ์ ศักกินา เป็นนักศึกษาวค.เชียงใหม่ มีคดีจะต้องขึ้นศาลเดือนหน้า อาจารย์ผู้มีพระคุณเอาหลักทรัพย์ประกันตัวให้ ไม่อยากเนรคุณอาจารย์ ขอให้ทางศูนย์ส่งพวกเราไปกักกันต่อที่เชียงใหม่เถิด แววตามันลุกวาว บนใบหน้าที่ตายด้าน ดูมันลิงโลดมาก หรือมันจะซึ้งในธรรมะที่เราพูดออกไป มันถามชื่อเราซ้ำถึงสองครั้ง มันให้ความสำคัญกับชื่อนี้เหลือเกิน และก็ไม่เห็นจะซักถามอะไรอีก บอกให้เรากลับไปได้ พวกเรางงๆ มันคงคิดว่าพวกเรากะล่อน หลอกมันอีกแล้วหรือเปล่า

ที่ไหนได้ วันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สามนาย พาพวกเราขึ้นรถปิคอัพ วิ่งไปส่งพวกเราที่เชียงใหม่ !!!

ตลอดทางเชียงราย เวียงป่าเป้า พวกเรานั่งมาอย่างไม่รู้สึกร้อนใจอะไรอีกแล้ว รู้สึกเบา รู้สึกเด็ดขาดแล้ว ลมเย็นๆพัดตลบใบหน้าตลอดเวลา ข้างหน้าเรา ทางก็วิ่งหนีห่างเราไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสบาย อดีตก็หวนคืนมา...
 

**เริ่มเป็นที่ยอมรับ จาก มิตรสหาย มช. ภายหลังการชุมนุมใหญ่ที่ลำปาง –การจัดรูปแบบชุมนุมยึดพื้นที่

เมื่อ เดือนเมษา 18 ใกล้ วันสงกรานต์ชาวเหนือ มี การชุมนุมครั้งใหญ่ ของ ชาวบ้านอำเภอห้างฉัตร จากหลายตำบล หลายหมู่บ้าน มากันหลายๆ พัน   ยึดสนาม หน้าศาลากลางจังหวัด เป็นที่ชุมนุมเรียกร้อง เกี่ยวกับปัญหาที่หน่วยราชการฮุบที่ดินทำกินของชาวบ้าน ปัญหาน้ำแร่จากเหมืองแร่ทำลายสายน้ำที่ใช้ยังชีพ ปัญหาน้ำเสียจากโรงงาน สารพันปัญหา เบ็ดเสร็จ ดูจะมีข้อเรียกร้องให้ ทางราชการเข้ามาจัดการปัญหาไม่น้อยกว่า 13 เรื่อง ข่าวการชุมนุมใหญ่ ทำให้ ทางกรุงเทพ เคลื่อนไหวประสานหนุนช่วยตามทันที เราก็รีบเดินทาง ขึ้นลำปางโดยพลัน

เช้าวันนั้น สิ่งที่เราเห็น รู้สึกแปลกใจ ในรูปแบบการจัดที่ตั้งชุมนุม มีจุดล่อแหลมหลายจุด ให้เจ้าหน้าที่โจมตีกลุ่มผู้ชุมนุมได้อย่างง่ายดาย (เฮอะ อวดเก่งดีนะ) บริเวณที่ตั้งศาลากลางจังหวัด หน้าศาลากลางมีสนามใหญ่ กำแพงล้อม 4 ด้าน ด้านหน้ามีทางเข้าออก 2 ประตู อยู่ข้างละด้าน มีทางตรงหน้าศาลากลาง และมีเสาธงสูงอยู่ถัดไป กำแพงทั้งสามด้านติดถนน รถยนต์รถมอเตอร์ไซด์วิ่งไปมาขวักไขว่ ด้านกำแพงด้านใต้(ถ้าจำไม่ผิด) ตรงข้ามถนนมีเป็นตลาดสด ด้านตะวันตกติดถนนตรงข้ามเป็นสถานีตำรวจ ด้านตะวันออก ติดถนนซอย มุมกำแพงด้านใต้กับตะวันตกมีศาล(พระ)ตั้งอยู่ เวทีไฮปาร์คของพวกเรา ไปตั้งติดกำแพงด้านตะวันตกซึ่งมีสถานีตำรวจอยู่ข้างหลัง คั่นด้วยถนนทีรถวิ่งไปมา ประตูทุกบานเปิดอ้าซ่า ไม่มีพวกเราเข้าไปควบคุม นี่ ถ้าพวกมันให้ใครขี่จักรยานวิ่งผ่าน สามารถโยนระเบิดส่เวทีของเราได้อย่างสบาย มีกาใช้เครื่องกระจายเสียง หันลำโพงเข้ามาที่ชุมนุม ของฝ่ายตำรวจ (ในรูปของพลเรือน) ส่งเสียงโจมตีฝ่ายเราเป็นระยะๆ และหากพวกมันส่งคน เข้าป้วนเปี้ยน ในกลุ่มผู้ชุมนุมปะปนกัน ไม่มีทางดูออกเลย

เรารีบจ้างสามล้อ ปั่นพาเราสำรวจไปตามถนนรอบศาลากลาง และถนนเชื่อมต่อ สอบถามคนขี่สามล้อว่า รู้มั้ยชาวบ้านมาชุมนุมเรืองอะไร สามล้อบอกว่าไม่รู้ [แน่ละสามล้อต้องไม่รู้ แต่คนขี่สามล้อก็ไม่รู้] เราลงเดินเข้าไปในตลาดตรงกันข้ามกับศาลากลาง

พูดคุยกับแม่ค้าแถวนั้น ถามพวกเขาว่าชาวบ้านมาทำอะไรกันที่นี่ คำตอบคือ มาเรียกร้องอะไรไม่รู้ มะรืนชาวบ้าน จะทำบุญปีใหม่ ใส่บาตรที่สนามศาลากลาง ไม่รู้จะทำได้ทำบุญหรือเปล่า

จากประสบการณ์การเคลื่อนไหว ตั้งแต่ ต้านสินค้าญี่ปุ่น ชุมนุมกฎหมายอัปยศ ชุมนุมเรื่อง นศ. ราม กับทุ่งใหญ่นเรศวร การชุมนุมอีกหลายๆ ครั้ง จนถึงการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 8 ตุลา 16 ที่ธรรมศาสตร์ เรามีโอกาสเข้าไปร่วมทุกครั้ง ในฐานะที่เคยมีบทบาทใน กลุ่มยุวชนสยาม ทำหน้าที่จัดขบวน เคลื่อนขบวนมวลชน การจัดระบบป้องกันหาข่าว “พิราบขาวพิราบแดง” หน่วยรักษาความปลอดภัย (อวดสรรพคุณยกใหญ่ แต่เรื่องนี้ ตุ๊กรู้เรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของเรา) ["""อวดออกมามากๆ นั่นแหละดี......คนอื่นๆ จะได้รู้ด้วย จะอมพะนำไว้เฮ็จหยัง......นี่ ท่านพี่ของฉันยังไม่ร่ายยาวประสบการณ์ดีๆ ออกมาอีกหลายแก่น.....โดยเฉพาะท่านพี่ ปาลรัฐ มนูรัชดา ที่กลายเป็นพลเมืองไอ้กันไปแล้ว...เร่งส่งจิ๊กซอว์ ส่วนของท่านพี่ข้ามน้ำข้ามทะเล มาให้ฉันซะดีๆ เด้อ ....../บก. 2519me ]

เรารีบเข้าไปเสนอความเห็นต่อ กลุ่มนำนขณะนั้น ทีมี นเรศน์ ชาญชัย ชาตรี .ประเสริฐ [อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มช. ต่อมาเป็น ส.จัน หัวหน้าหมู่ 3 กอง 6 รร.การเมืองการทหาร 7 สิงหา ที่ผาจิ และ เป็นหัวหน้าหมู่ของเราด้วย] และอีกหลายๆ คน (จำไม่ได้ว่าตอนนั้นมีตุ๊กอยู่ด้วยหรือไม่) บอกพวกเขาว่า รูปแบบเวทีจัดแบบนี้ มีจุดอ่อนหลายจุด เสี่ยงต่อการสูญเสีย ควบคุมมวลชนยาก สกัดสปายลำบาก ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ใกล้วันทำบุญปีใหม่ เราค่อยเสนอทัศนะของเรา เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือว่าได้สำรวจมาแล้ว เราเลยวาดรูปลงในกระดาษแผ่นใหญ่ ชี้แต่ละจุดๆ แล้วเสนอแนวทางการปรับขบวนใหม่ มิตรสหายรับฟังอย่างสนใจ

ขบวนทัพใหม่ให้ย้ายเวทีจากเดิม มาตั้งที่หน้าเสาธง ให้ด้านหน้าตึกศาลากลาง เป็นเขตควบคุมซ้ายขวา (ตอนนั้นข้าราชการ ก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้อยู่แล้ว) ให้ จัดตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัย  จากกลุ่มนักศึกษาและชาวบ้านหนุ่มๆ ทีไว้ใจได้ เป็น หน่วยเหยี่ยวแดง รักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มมวลชน หน่วยพิราบขาว ให้ ประจำหน้าประตูทั้งสองด้าน ให้ตรวจการคนที่อาจพกอาวุธเข้ามา หน่วยพิราบแดง ดูแลรอบเวทีและด้านหลังเวที ห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้

หน่วยพิราบเหลือง ทำหน้าที่เป็น หน่วยประชาสัมพันธ์ แบ่งประชาสัมพันธ์ด้านถนนติดกับตลาด ชี้แจงสาเหตุ และความต้องการของการชุมนุมด้วยโทรโข่ง อีกหนึ่งหน่วย หารถสองแถวติดไมโครโฟน ตะเวนรอบเมืองออก ชี้แจงให้ประชาชนทราบ และ ให้ หน่วยย่อยขนาด 2-3 คน ทำหน้าพูดผ่านโทรโข่งตอบโต้เสียง ที่กระจายผ่านลำโพง ที่ส่งมาจากสถานีตำรวจ ให้จัดกลุ่มมวลชนใหม่ ให้นั่งเป็นกลุ่มๆ ตามหมู่บ้านของตน ให้มีตัวแทนในกลุ่มคอยสังเกตตรวจตรา ว่า มีคนแปลกหน้า ที่ไม่ใช่ชาวบ้านหมู่เราอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้าเจอ ให้รีบบอกหน่วยเหยี่ยวแดง แต่ละหน่วยให้มีการผูกผ้าสีหรือริบบิ้นสีเป็นหน่วยๆ และ ต้องติดด้วย เพราะมันช่วยให้ดูเกรงขาม มีพลัง

สุดท้ายหาทาง ปรับข้อเรียกร้องใหม่ แยกเป็นข้อเรียกร้อง ที่ทำได้ทันที ทำได้ง่าย ด้วยอำนาจของผู้ว่า ให้เอามาก่อนตกลงกันก่อน กำหนดวันที่จะแก้ไข ข้อที่ยากๆ ไว้ท้ายๆ ข้อที่ต้องให้อำนาจรัฐส่วนกลางตัดสินให้ไว้หลังสุด ขอเพียงยอมรับปากจะดำเนินการอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็น่าจะพอ คำพูดเราจริงจังมาก และเราก็รู้สึกว่าต้องจริงจังด้วย ต้องทำให้มิตรสหายรับพิจารณาให้ได้ โชคดีที่เรากับชาตรี พอจะรู้จักกันมาก่อน ตอนทำค่ายแพทย์ ชาญชัย เห็นด้วยอย่างแข็งขัน และเป็นตัวแทนขึ้นเจรจาร่วมกับตัวแทนมวลชน นเรศน์ ที่ควบคุมเวทีแต่เดิมก็เห็นด้วย .ประเสริฐ ก็เห็นด้วยช่วยจัดหน่วยต่างๆขึ้นมา เราจำได้ว่าครั้งนั้น ผปง. ชาวนาเกือบทั้งหมด อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

จำได้ว่า เมือง ทำหน้าที่โต้ตอบก่อกวนเสียงจากฝากตำรวจ เธอตอบโต้ได้มันมาก จนเสียงแหบหาย

เมื่อรูปขบวนจัดใหม่ ทำให้การชุมนุมมีพลัง เรารู้มาว่า ทางการเริ่มยอมรับข้อเรียกร้อง รองนายกสมัยนั้น รู้สึกจะเป็นคนลำปาง นั่งเฮอริคอปเตอร์บินวนหัวที่ชุมนุม ของพวกเราหลายรอบ และเข้ามาร่วมเจรจาด้วย ฝ่ายนั้น ต้องประเมินกำลังของพวกเราใหม่ แล้ว 2 วันต่อมา ชัยชนะก็เป็นของประชาชน

พวกเราถอนกำลังกลับเชียงใหม่ แกนๆ กลับไปสรุปงานที่บ้านห้างฉัตร ไม่ได้กลับเชียงใหม่ทันที เรามีโอกาสเข้าไป ร่วมสรุปงานกับมิตรสหายด้วย เป็นครั้งแรก ความรู้สึกของเรานั้น มีความสุขมาก ไม่ใช่สุข ที่ประชาชนชนะ แต่กลับมีความสุขที่รู้สึกว่ามิตรสหายยอมรับเรา เข้าเป็นสหายร่วมรบอย่างแนบแน่นด้วยแล้ว
 

**”ชาวนาไทยลุกขึ้นสู้” หนังสือก้าวหน้า เล่มแรก ของ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

เรารับงานมาให้จัดพิมพ์ พ.ร.บ.ค่าเช่านาจากแบ่งกึ่งมาเป็นปันสามสมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์ ตามที่ชาวนาได้เรียกร้องต่อสู้กันมาก ก่อนที่เราจะเข้าร่วมงานโครงงานชาวนา เพื่อให้เป็นคู่มือสำหรับ ผปง. และ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ นำไปแจกให้สมาชิกและหมู่บ้านต่างๆ

แทนที่จะพิมพ์แค่ กฎหมายค่าเช่านา อย่างเดียว พวกเราได้เพิ่มเนื้อหาในเล่ม มีบทความ การต่อสู้ของชาวนา ในอดีต การลุกขึ้นสู้ ของ ประชาชน เหตุการณ์ 14 ตุลา การต่อสู้ ของ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ปัจจุบัน และเพลงแนวปฏิวัติชาวนา ขนาดพอกเก็ตบุ้ค ปกพิมพ์สี่สี หนังสือนี้ตั้งชื่อว่า “ชาวนาไทยลุกขึ้นสู้” เป็น รูปชาวนาจูงควายออกทำนามีชาวนาจากเดิมแบกคันไถมาเป็น "แบกปืน" และ "ชูปืน" พิมพ์ออกมาในนาม ของ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

มูลเหตุของการคิดทำหนังสือนี้ มีวันหนึ่งได้ฟัง ผปง. ที่ดูแลงานที่ แม่ริม เล่าให้ฟังว่า อ้ายโต๊ะ ตุลาทา ผู้นำสหพันธ์ชาวนาฯแม่ริม เอา หนังสือแนวก้าวหน้าสมัยการต่อสู้ของประชาชนก่อน 2500 มาให้ดู เป็นหนังสือเก็บเก่ามาก อ้ายโต๊ะบอกว่าสมัยนั้น ก็มีการต่อสู้ของชาวนาด้วย ตอนเด็กๆได้หนังสือนี้มา พอเกิดการรัฐประหารสมัยสฤษด์ ก็เก็บฝังดินซ่อนไว้

เราเกิดไอเดีย ปรึกษากับตุ๊ก ว่า เราน่าจะพิมพ์หนังสือรวมเล่มการต่อสู้ของประชาชน โดยเฉพาะของชาวนาในอดีตและปัจจุบันไว้ด้วยกัน พิมพ์แจกจ่ายให้สมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ ไว้ศึกษา และเผื่อในอนาคต ยุคลูกหลานจะได้มีอนุสรณ์รำลึกถึงการต่อสู้ของพ่อแม่ของพวกเขา และเพื่อไม่ให้ดูซ้ายเกินไป เราใส่กฎหมายค่าเช่านาไว้ด้วยน่าจะดี ตุ๊ก เห็นด้วยเลย

เรื่อง ทุนจัดพิมพ์เราจะไปเสนอขอจาก ศนนท. เอง เอาสัก 5000 เล่ม ส่วนเนื้อหา ตุ๊กรวบรวม  ส่วนหนึ่ง เรา ขอให้ กุลชีพ [สมาชิกยุวชนสยาม บรรณารักษณ์คลังหนังสือปฏิวัติของยุวชนสยาม] ช่วยหามาส่วนหนึ่ง พิมพ์ที่กรุงเทพ เราจะจัดการให้ เมื่อหนังสือแพร่หลายออกไป เป็นที่ต้องการ ของชาวนากันมาก มีครั้งหนึ่งเราออกพื้นที่ เห็นชาวนาคนหนึ่งจูงควายผ่านมา ในมือถือหนังสือ “ชาวนาไทยลุกขึ้นสู้” เราถามผปง. พื้นที่ว่าแถบนี้มีหมู่บ้านสหพันธ์ด้วยหรือ มิตรสหายบอกว่า “ยังขยายมาไม่ถึงเลย แต่สมาชิกสหพันธ์เอาไปเผยแพร่ กระจายออกไปเร็วมาก” “ใครถือหนังสือนี้ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน”

นับเป็นหนังสือเล่มแรก ของ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ ที่กลุ่มผู้อ่านเป็นชาวนาส่วนมาก มาถึงทุกวันนี้ 30 ปีแล้ว เราฝันว่า ในอนาคตอันใกล้ จะได้เห็น ชาวนารุ่นหนุ่มสาว สักคนสองคน ถือหนังสือเล่มนี้ซึ่งเก่าและจับคราบ มาให้ ผปง. ในอนาคต ได้ดู แล้วบอกว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเขาเคยลุกขึ้นสู้มาแล้ว [ฮา......มะออก!/บก.2519me]



**กรณี 9 ผู้นำชาวนาลำพูน การชุมนุมที่ศาลากลางลำพูน -กลหลอก "น้ำหรือน้ำมัน"

ราวเดือนกรกฎา 18 ผู้นำชาวนาและ ผปง. ถูกจับข้อหาบุรุกที่นา ของ เจ้าที่ดินศักดินาในจังหวัดลำพูน เจ้าที่ดินมันไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายค่าเช่านาที่ประกาศออกมาใช้ ซ้ำยังแจ้งความกล่าวหาว่าชาวนาบุกรุกที่ดินของมัน ข่าวนี้เมื่อรู้มาถึงในเมือง การชุมนุมใหญ่ของสหพันธ์ชาวนาก็เกิดอีกครั้ง คราวนี้บุกยึดสนามหน้าศาลากลางลำพูนเป็นที่ตั้ง มีกำลังสนับสนุนจากนักศึกษา มช. และ วค. มาสมทบด้วย เปิดไฮปาร์คโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายทุนศักดินาและอำนาจรัฐอย่างถึงพริกถึงขิง เรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้งเก้าคนทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

ทาง ศนนท. กรุงเทพก็เคลื่อนไหวประสานเสียงประสานคนร่วมที่ธรรมศาสตร์ทันทีเช่นกัน บนเวทีคราวนี้ ผู้นำชาวนาได้แสดงบทบาทของตนมากขึ้น พ่อหลวงศรีทน ยอดกันทา ดูจะเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ การชุมนุมกินเวลามาถึงบ่าย ฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีท่าทีจะยอมตามข้อเรียกร้อง

สามสี่โมงแล้ว         ชาวนาบางส่วนก็ห่วงบ้าน   ไม่ได้เตรียมตัวมา เพื่อจะสู้ยืดเยื้อ ปัญหาอาหารการกินก็ไม่เตรียมไว้ สำหรับการต่อสู่หลายวัน ทีมนำทั้งชาวนาและนักศึกษาประชุมกันอย่างเคร่งเครียด จะหายุทธวิธีอะไรบ้าง มากดดันให้รัฐบาลยอมโดยเร็ว ให้ทันก่อนค่ำ ถ้ายึดเวลาไป การชุมนุมจะเบาบางมันอาจกวาดล้างก็ได้

ทางออก มี หลายทาง หนึ่ง ให้ ผปง. ระดมชาวนาจากหมู่บ้านอื่นๆ เข้ามาสมทบให้มากขึ้น ผลัดเปลี่ยนชาวนาบางคนกลับบ้าน เอาชาวนาส่วนอื่นมาแทน สอง ระดมนักศึกษามาสมทบ ให้มากขึ้น เตรียมอยู่ค่ำคืนถ้าจำเป็น สาม ประกาศจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ต่อพวกมัน หากเลยเวลาหกโมงเย็นวันนี้

สำหรับเรา เกิดจินตนาการตามที่เคยอ่าน นิยายสามก๊ก เรื่องที่ว่า “จริงคือหลอก หลอกคือจริง” เราเดินทางกลับเข้า มช. ตอนเย็นนั้น ขอกำลังนักศึกษาสิบยี่สิบคน ซื้อแกลลอนถังน้ำ 25 ลิตร มา10 ใบ เติมน้ำเปล่าให้เต็มทุกใบ นักศึกษาถามเราว่า “จะเอาไปทำไม” “จะเอาไปกิน”  “ทำไม่ต้องใส่น้ำก่อน เติมที่ลำพูนไม่เบากว่าหรือ”  “เอาไปหลอกมัน” เหมารถสองแถวได้สองคัน บรรทุกพวกเราตลุยเข้าลำพูนอีกครั้ง เกือบจะค่ำแล้ว รถจอดบนถนนหน้าศาลากลาง มิตรสหายนักศึกษา ช่วยกันแบก ถังน้ำ (มัน) ด้วยท่าทีที่หนัก เดินเข้าสู่สนามรบ ท่ามกลางการตบมือต้อนรับ ของมวลชน ทั่วสนาม เราทำทีเข้ากระซิบกระซาบกับตุ๊ก แลกับแกนนำชาวนา นศ. หลายๆ คน พวกเรากำลังแสดงละครให้พวกมันดู  ขณะที่บนเวทีประกาศย้ำเส้นตายและมาตรการตอบโต้ อย่างรุนแรง ขั้นเด็ดขาด หากรัฐบาลยังไม่ปล่อยชาวนาและนักศึกษาของเราที่ถูกจำอยู่ในเรือนจำจังหวัดภายในหกโมงเย็นนี้ ส่วนตัวเราก็ให้นักศึกษาที่มาด้วย แบ่งถังน้ำเอาไปไว้รอบศาลากลาง แล้วให้ยืนเฝ้าไว้ ด้านข้างเวที ทำทีเทน้ำบางส่วน ใส่ขวดน้ำไว้หลายใบ มีเศษผ้าอยู่ใกล้ๆ เราเชื่อว่า ทุกอิริยาบทของพวกเรา จะถูกรายงานเข้ากรุงเทพแน่

ทุ่มกว่ามวลชนของเรา ก็กู่ร้องโห่ชัย อย่างเซ็งแซ่ เมื่อรัฐบาล ประกาศปล่อยตัวผู้นำของพวกเราออกมาอย่างไม่มีเงื่อนไข สองทุ่มกว่า 9 ผู้นำชาวนานักศึกษา ปรากฏกายบนเวทีหน้าศาลากลางจังหวัดลำพูนนั้นเอง กลหลอกของพวกเราดูจะได้ผล  [ตอนเราอยู่ ศูนย์การุณย์เชียงใหม่ ผู้พันที่สอบสวนเราเอาภาพถ่าย มีรูปเรายืนเฝ้าถังน้ำ ที่ด้านประตูขึ้นศาลากลาง ถามเราว่าเราจะทำอะไรในตอนนั้น จะวางเพลิงสถานที่ราชการหรือ โทษคุณหนักมากนะ]

รถแล่นมาตามถนนผ่านแม่ขะจานแล้ว กำลังมุ่งหน้าขึ้นดอยนางแก้ว ลมหนาวปะทะใบหน้า รู้สึกถึงมนต์เสน่ห์ของเมืองเหนือสำหรับเรา ลมหนาวที่แฝงไปด้วยไออุ่นที่ระเหยมาจากพื้นถนนตอนบ่ายแก่ๆ ชวนให้รู้สึกน่าหลงไหลนัก สายตามองตามแมกไม้ที่ผ่านตาเราไปเป็นระลอกๆ ก็อดหวนนึกถึงว่าครั้งหนึ่งเคยเตรียมการกันว่าจะใช้ป่าเขาที่นี่ เป็นเขตจรยุทธ์ของนักศึกษาและสหพันธ์ชาวนาฯ ประกาศการจับปืนลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการ .....
 

**การจัดตั้งเตรียมเขตจรยุทธ์ สร้างฐานที่มั่นในป่าพื้นที่ขาว 7 แห่ง -เริ่มการฝังตัวยาวนาน

ก่อนการเตรียมสำรวจ พื้นที่ป่าเขา ที่หวังว่าในอนาคต จะใช้เป็นที่พักพิง ซ่องสุมกำลัง ต่อสู้กับอำนาจรัฐปฏิกิริยา และนายทุนศักดินาท้องถิ่น เราและมิตรสหาย แกนนำโครงงานชาวนา ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ อย่างเป็นจริงเป็นจังนัก จวบจวนสถานการณ์พัฒนาตัวมันเอง ไปชี้นำให้ต้องคิดถึง เรื่องนี้และลงมือทำกันจริงๆ เสียที 

**การจัดตั้ง กองกำลังป้องกันตนเอง ของ สหพันธ์ชาวนาฯ และ การติดอาวุธ ให้กับ ผปง. -ภายหลังการสูญเสียพ่อหลวงอินถา

ภายหลัง การชุมนุมใหญ่ที่ลำปาง ไปไม่นาน การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ของ ชาวนาชาวไร่ก็แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ทั้งที่อำเภอใกล้เคียงกับห้างฉัตร ลามมาถึงอำเภอแม่ทา แนวตะเข็บต่อแดนกับลำปาง การเรียกร้องถึงขนาด ต้องปิดล้อมและใช้อาวุธเข้าต่อสู้ การจับกุ ผู้นำชาวนาและ ผปง. ก็เริ่มถี่ขึ้น

การต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาฯ และ มวลชนผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบในชนบท ต่อพวกนายทุนศักดินาท้องถิ่น อำนาจรัฐท้องถิ่น ขึ้นสู่กระแสสูงยิ่ง พร้อมๆ ไปกับการลอบสังหารผู้นำชาวนาที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ปลายเดือนกรกฎา ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ –พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรื่อง ถูกลอบสังหาร นำความเศร้าโศก และเครียดแค้น ให้กับสมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ และ ผปง.อย่างมาก ในขณะเดียวกัน ฝ่ายศัตรูก็เริ่มมีการจัดตั้ง กลุ่มมวลชนของพวกมันขึ้นมา ต่อต้านเราเช่นกัน สถานะการณ์ความรุนแรง ต่อเนื่องกันมา ตลอด ปี 2518 เข้า 2519

ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามใหญ่ถูกตั้งขึ้นมา ที่เหล่า ผปง. และ ผู้นำชาวนาที่ยังยืนหยัดต่อสู้อยู่จะต้องช่วยหาคำตอบ คือ จะป้องกันผู้นำชาวนาของพวกเราและ ผปง. ทั้งมวลได้อย่างไร และ ควรโต้ตอบด้วยกำลังแบบเดียวกันหรือไม่

การจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง ของ สหพันธ์ [เรียกเสียใหญ่โตน่าดู] จะต้องมีขึ้น เราเสนอในที่ประชุม [ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ถกเถียงปัญหานี้กับตุ๊ก เป็นการเฉพาะแล้ว] ต้องให้อาวุธผู้นำชาวนา ที่พร้อมจะติดอาวุธป้องกันตัวอง ให้ มีการรวบรวมเยาวชนหนุ่มๆ วัยรุ่นที่ผู้นำไว้ใจได้ จัดระบบเวรยาม ในหมู่บ้าน ให้มีการเฝ้าสังเกตคนแปลกหน้า ที่เข้าหมู่บ้าน และ ใครควรติดอาวุธ.... เป็นคนใกล้ชิดผู้นำชาวนาก็ให้ติดอาวุธ ส่วน ผปง. คนใดที่เด่นแดงมาก น่าจะเป็นเป้าการทำลายของศัตรูก็ให้ติดอาวุธได้ แต่จะต้องเพิ่มความระมักระวังตัวอย่างสูงมากเป็นพิเศษ ต้องระวังการตรวจจับระหว่างการติดต่อเดินทางกับมวลชนในหมู่บ้านให้มากเข้าไว้

แล้วจะเอาอาวุธมาจากไหน เจกับเติบ บอกว่าไม่น่าจะมีปัญหา สามารถหาปืนเถื่อน ที่ชาวบ้านทำเอง เป็น ปืนสั้นลูกซอง จาก หมู่บ้านที่เรื่องชื่อในการทำปืนเถื่อนมานมนาน –หมู่บ้านปงยางคก ซึ่งก็เป็นหมู่บ้านหนึ่ง ที่เข้าร่วมต่อสู้ เมื่อครั้งชุมนุมใหญ่ลำปาง แต่จะหาลูกกระสุนปืนลูกซองจากไหน  จำนวนมากพอจะแจกจ่ายให้กำลังป้องกันตนเองของสหพันธ์ฯ เพราะลูกปืนที่ทำเอง มักมีปัญหาด้าน หรือระเบิดเวลายิง ปัญหาจะหากระสุนลูกซองดีๆ จำนวนมากมาจากไหน เราอาสาเอง

เราเองก็สนใจ ที่อยากจะมีปืนประจำตัว อยู่แล้ว เพราะ เมื่อครั้งทำงานมวลชน กับแกนนำ ที่บ้านปงตำ อำเภอฝาง ถูกพวกมันยิงทะลุฝาบ้าน แต่ลูกกระสุนแฉลบทะลุแขนเสื้อเรา ไปโดนผู้นำท่านหนึ่งที่นั้งข้างๆ เฉี่ยวลำคอเลือดไหลออกมา และ อีกครั้ง เมื่อเข้าหมู่บ้านสันมนะ ตอนค่ำ ก่อนถึงบ้านอ้ายใจ โดนเข้าอีก แต่โชคดีไม่ถูกตัว และ ยังโดนอีกตอนกำลังเดินทางเข้า หมู่บ้านสันทราย ติดเชิงเขาขุนฝาง ถูกลูกสมุนกำนันดักยิง อาจเป็นเพราะเรายังไม่ถึงฆาต หรือฝีมือมันยังไม่ถึง รอดปลอดภัยไร้กังวลมาได้[แต่เครียดสุดๆ]

จึงไป ขอตังพี่ชาย และ ขอให้อาจารย์ที่เราสนิทมากจากการทะเลาะกัน เรื่องโซตัสในจุฬา จนกลายเป็นเหมือนเพื่อนสนิทกัน ช่วยเป็นผู้ออกจดหมายรับรองการซื้อปืน ได้ปืนจุด 22 มากระบอกหนึ่ง เลยรู้จักร้านขายปืน แถวถนนอุนากรรณ วังบูรพา ติดต่อ ศนนท. ขอเงินมาจำนนหนึ่ง ซื้อกระสุนปืนลูกซอง 1 กล่องใหญ่ ราว 500 นัด กระสุน .38 .22 มาอีกเป็นร้อย ภายหลังได้ลงไปซื้ออีก เที่ยวนี้ซื้อปืนลูกซองและปืนลูกซองห้านัด มาหลายกระบอก บรรทุกโดยสารรถทั่วร์ ขึ้นล่องกรุงเทพเชียงใหม่ เพราะตอนขึ้นมาทำงาน โครงงานชาวนา ระยะแรกๆ เรามักจะขึ้นล่องบ่อยๆ จนสนิทกับคนขับรถและลูกน้อง ช่วยซ่อนแอบของมานี้ มาได้หลายเที่ยว

**การจัดตั้ง หมู่บ้านดาวล้อมเดือน -ระบบป้องกันแกนนำชาวนา

เราเสนอว่าน่าจะ สำรวจหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ที่มีอยู่ แบ่งเป็น หมู่บ้านแกนที่มีมวลชนแข็งขัน เอาการเอางาน หมู่บ้านที่มีแกนนำแต่บทบาทไม่มาก และ หมู่บ้านที่ไม่มีแกนนำและไม่ค่อยมีบทบาท ซึ่งมีจำนวนมาก พยายามเสริมความเข้มแข็งให้กับสมาชิกในหมู่บ้านหลัก และทำให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ เป็นแนวระวังป้องกันหมู่บ้านหลัก

หมู่บ้านทางเหนือ ทั้งเชียงใหม่ลำพูนลำปาง ในเขตที่ราบ มีพื้นที่ทำนาขนาดใหญ่ หมู่บ้านมักตั้งติดต่อกันเป็น บางหมู่บ้านมีที่นากั้นแดนเท่านั้น ถนนลุกรังก็วิ่งต่อเชื่อมกันหมด ส่วนหมู่บ้านที่มีที่นาน้อยมักเป็นที่ดอนเชิงเขา แต่ละหมู่บ้านจะห่างไกลกันกว่า แต่ถนนจะเชื่อมกัน

เราเคย ให้ ผปง.ที่เราดูแลอยู่ แถวสันกำแพง ดอยสะเก็ด แม่ริม แม่แตง เชียงดาว ฝาง แม่อาย และเขตอำเภอเมืองลำพูน ทำสำรวจแผนผังหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ให้ลงรายละเอียดถึงบ้านแต่ละหลัง หลังไหนเป็นสมาชิกสหพันธ์ฯหลังไหนไม่เป็น บ้านแกนนำอยู่ตรงไหน ข้างๆบ้านเป็นใครไว้ใจได้แค่ไหน มีเส้นทางเข้าออกหมู่บ้านกี่เส้น เชื่อมต่อกันอย่างไร หมู่บ้านข้างๆ ชื่อหมู่บ้านอะไร เป็นสหพันธ์ฯหรือยัง จากผลการสำรวจที่ก็ยังไม่ทั่วถึงนัก แต่ต้องยุติเสียก่อน เนืองจากตุ๊กไม่เห็นด้วย เกรงว่าเอกสารแผนผังอาจตกไปถึงมือศัตรู หรือถูกขโมยไปเวลาพวกเราไม่อยู่บ้าน ตอนนั้นเราย้ายอยู่ บ้านเช่าสันติธรรม

จากข้อมูลที่ทำเอาไว้ เราพบว่า ลักษณะการตั้งครัวเรือน หากมีแนวลำคลองหรือฝายผ่านจะตั้งติดแนวน้ำนี้เป็นแนวยาว ส่วนที่ไม่มีลำน้ำผ่านหรือแถบเชิงดอย จะตั้งเป็นกระจุกๆ หลายๆ หลังติดกัน เราเรียกว่าเป็นป็อกๆ มีอยู่หลายป็อก

แต่พบว่า บ้านผู้นำชาวนารุ่นแรกๆ จะมีบ้านติดๆกันเป็นสมาชิกสหพันธ์ แต่รุ่นหลังๆ และรุ่นที่ขยายใหม่ บ้านที่ติดกับบ้านผู้นำชาวนาไม่ได้เป็นสมาชิกสหพันธ์ฯ

ส่วน บ้านผู้นำชาวนาที่ถูกลอบสังหารที่ผ่านมา ส่วนมาก บ้านติดๆ กันเป็นสมาชิกสหพันธ์ฯ ไม่มาก และ มักจะเป็นบ้านที่เป็นป็อกโดดๆ อยู่ติดถนนหมู่บ้าน และอยู่ริมหมู่บ้าน ห่างจากที่มีบ้านรวมกันหนาแน่ เช่น ผู้นำชาวนาสันมนะพ่อตาอ้ายใจ หลายหมู่บ้าน บ้านผู้นำชาวนา อยู่ท่ามกลางบ้าน ของพวกลูกเสือชาวบ้าน สมาชิกสหพันธ์ฯ มักเป็นบ้านที่อยู่ในป็อกเดียวกัน ในแต่ละป็อกก็มักเป็นเครือญาตกัน ก่อนเข้าถึงหมู่บ้านผู้นำชาวนา หลายแห่ง เส้นทางต้องผ่านหมู่บ้านที่ศัตรูจัดตั้งหน่วยมวลชนไว้ เช่น แถวแม่แตง แม่ริม ดอกสะเก็ด การเดินทางเข้าหมู่บ้าน มักต้องผ่านทุ่งนาเปลี่ยว บางแห่งผ่านดอยป่าตึง

สภาพแบบนี้ จึงต้อง จำแนกแนวทางการจัดระบบดาวล้อมเดือนให้เหมาะสม ป็อกไหนที่อยู่ใกล้บ้านผู้นำ จะต้องให้แกนนำมวลชน และ ผปง. ขยายให้เป็นสมาชิกสหพันธ์ฯ หรือผูกมิตรเข้าไว้ บ้านไหนที่ป็อกนั้นเข้มแข็งให้ตั้งหน่วยป้องกันตนเอง หากติดอาวุธได้ให้ติดเท่าที่จำเป็น หมู่บ้านไหนโดดเดี่ยว พยายามหาเงื่อนไขให้หมู่บ้านข้างๆ เข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้อง ของ สหพันธ์ในครั้งต่อๆไปให้ได้ พยายามสร้างแกนนำใหม่ๆ ในแต่ละป็อก อย่าให้เด่นเฉพาะป็อกที่ผู้นำชาวนาตั้งอยู่ แนวทางนี้ไปฏิบัติกันทั่วในเขตงานเหนือ

โครงงานชาวนา ระยะหลัง ได้แบ่งเขตงานเป็น 3 สามเขตใหญ่ๆ ได้แกเขตเหนือ ตั้งแต่สันกำแพงดอยสะเก็ด แม่ริมขึ้นไปถึงแม่อาย รวมทั้งเขตอำเภอเมือลำพูน เขตนี้เราดูแลอยู่ เขตใต้ ตั้งแต่หางดงลงไป สันป่าตอง ลำพูนที่ติดกับลำน้ำปิง จอมทอง แม่แจ่ม แม่ลาน้อย เขตนี้สรรเสริญดูแลอยู่  และ เขตลำพูนลำปาง ตั้งแต่แม่ทา ลำพูนข้ามไปถึงลำปาง เติบกับเจดูแลอยู่ ผปง.จะแบ่งกันเข้าประจำเขตแต่ละเขต ส่วนมากตุ๊กเป็นคนประสานจัดการเรื่องกำลังคนให้ เวลาประชุมเรื่องที่จำเป็นมากๆ หรือสำคัญๆ พวกเราแต่ละเขตจะมาร่วมกันถกเถียงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน การแบ่งแบบนี้ไม่ได้ห้ามการทำงานข้ามเขตกัน ยามเคลื่อนไหวต่อสู้ทุกส่วนร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ทั้งสามเขตที่ว่า ต่อมาได้กลายเป็นเขตงานใหม่ ภายใต้การนำของพคท. คือ เขต 7/1 7/2 และ 7/3 นั่นเอง

**กลยุทธ์ ให้แกนนำชาวนา รู้จัก พคท. และ จัดตั้งมวลชนระดับลึก -วิทยุคลื่นสั้น สปท.

โครงงานชาวนาทั่วทุกเขต เริ่มแนวทางการจัดตั้งมวลชนในระดับความคิด และหยั่งลึกถึงความเป็นได้และการเตรียมตัวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ และ จำเป็นแล้ว ที่จะให้แกนนำชาวนา คุ้นเคยรู้จักองค์กรหนึ่ง ของประชาชน ที่ยืนหยัดต่อสู้ด้วยอาวุธ  องค์กร ที่มีฆ้อนเคียวบนธง เป็นสัญลักษณ์ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นั่นเอง แกนนำบางคนพอจะได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง แต่เป็นเพียงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา กระแสและความคิด ของ ผปง.ในขณะนั่น ไม่มีใครปฏิเสธองค์กรนี้เลย แม้จะไม่ได้รู้จักอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด [รวมทั้งตัวเราเองด้วย]

หากจะกล่าวไปแล้ว โครงงานชาวนาได้เผยแพร่กลิ่นอายของ พคท. ให้สมาชิกของสหพันธ์ชาวนาฯ ได้สัมผัสมาบ้างแล้ว ด้วยการใช้แนวรบทางวัฒนธรรม นั่นคือ ดนตรีเพื่อชีวิต การนำเพลงแนวปฏิวัติออกเผยแพร่ให้ชาวนาได้ร้อง ในยามปกติที่ทำงานมวลชนและในยามชุมนุมเคลื่อนไหว เพียงแต่ดัดแปลงเนื้อร้องให้ดูเบาลงเท่านั้น

แล้วพวกเรา จะทำอย่างไร ที่จะให้แกนนำ และมวลชนเป้าหมาย คุ้นเคย กับองค์กรนี้ ได้ล่ะ จากประสบการณ์ของเรา เรารู้จักองค์กรนี้ครั้งแรก ไม่ใช่จากหนังสือที่พิมพ์แพร่หลายกันทั่วไป แต่จากสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย *สปท. ต่างหาก เราได้ยินครั้งแรก ตอนไปสัมมนากับแกนนักศึกษาสถาบันต่างๆ ที่เกาะเสม็ด เมื่อครั้งเรายังเป็นนักเรียนอยู่ยุวชนสยาม ภายหลัง พี่แสง แห่งรามคำแหงถูกสังหารเสียชีวิต

เราไม่รู้จักพี่แสง แต่ดูเหมือนว่า แกนนำนักศึกษาดังๆ ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีบทบาทเคลื่อนไหวในสมัยนั้น ให้ความเคารพสูงยิ่ง มีการแต่งเพลงให้พี่แสงด้วย ค่ำคืนหลังการสัมมนาเสร็จ มีการเปิดวิทยุสถานนี้ให้ฟังด้วย เรารู้สึกแปลกใจกับเนื้อหาสาระที่ประกาศออกมา เราเริ่มรู้ว่าในบ้านเรา มีองค์กรหนึ่ง ที่อยู่แนวหน้าสุด นำมวลชนประชาชาติไทย ลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ มีศัตรูเดียวกันกับที่พวกเรามี ตั้งแต่นั้น เราติดตามรับฟังมาตลอด และจิตใจ ก็มีความโน้มเอียงที่จะแดงไปด้วยแล้ว แม้กายจะขาวอยู่ มาอยู่โครงงานชาวนาก็ฟัง แต่แอบฟัง ไม่ให้ใครรู้ ต่อมาก็ชวนชีฟังด้วย ผปง. โครงงานชาวนาที่เราดูแลอยู่ก็ยังไม่ได้เปิดให้มิตรสหายเหล่านี้ฟัง ย่างเข้าปี18 ก็เริ่มเปิดให้ฟังกัน [แต่ตุ๊กคงฟังมานานแล้ว]

เราเสนอตุ๊กว่า เราจะใช้วิธีแบบที่เราเคยประสบ เป็นกลยุทธ์ ที่จะทำให้แกนนำสหพันธ์ฯเและมวลชนเป้าหมาย รู้จัก พคท. ใช้วิทยุเป็นสื่อเผยแพร่แบบไม่ยัดเหยียดบังคับ ต่อไป ผปง. คนใดไปพบมวลชน พยายามหาโอกาสเปิดวิทยุนี้ฟัง ไปพร้อมๆ กับกลุ่มเป้าหมาย แล้วค่อยๆ อธิบายความเป็นมาเป็นไปขององค์กรเจ้าของเสียงในสถานีให้มวลชนฟัง

การที่จะหาวิทยุ คลื่นสั้นในสมัยนั้น ในราคาถูกๆ สำหรับที่เชียงใหม่แล้ว หาได้ค่อนข้างยาก จะพอหาได้ ก็แถวขายของเก่าริมคูเมือง ย่านประตูช้างเผือก คล้ายกับย่านหลังกระทรวงกลาโหมริมคลองหลอดที่กรุงเทพ เราออกไปรวบรวมวิทยุอย่างว่านี้ สมัยนั้น มักจะเป็นวิทยุขนาดพอกเก็ดบุ๊ค ยี่ห้อเนชั่นแนล หาได้อยู่สองเครื่อง น้อยเกินไป เราจึงลงไปที่กรุงเทพ อีกเช่นกัน เราเสนอของเงินช่วยเหลือจาก ศนนท. (แต่ ศนนท.ไม่รู้หรอกนะว่าความจริงเราเอาไปซื้ออะไร) อีกส่วนหนึ่ง ก็ขอจาก เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่สนิทใน พรรคจุฬาประชาชน ซื้อมาได้ 50 เครื่องแบบเหมาหมดเลย เครื่องหนึ่งตกราวๆ 150 บาทถ้าจำไม่ผิด ใส่ถ่านไฟฉาย 2 ก้อน ก็ฟังได้ยินชัดแล้ว สมัยนั้นออกอากาศอยู่สองช่วง เช้ากับค่ำ แบ่งให้แต่ละเขต นำไปเผยแพร่ ถ้าแกนนำคนไหน แสดงความกระตือรือร้น ชอบ อยากฟัง ก็แจกให้เลย วิธีนี้ช่วยได้มาก ทำให้แกนนำชาวนาและชาวนาคนหนุ่มสาว ที่ใกล้ชิดแกนนำ ได้ฟังไปด้วย  หลายคนแสดงการยอมรับ ที่จะต้องต่อสู้ทางชนชั้นด้วยกำลังอาวุธ นี่ เป็นการเตรียมตัว เตรียมใจสำหรับโอกาสที่ จะต้องลุกขึ้นสู้ เมื่อสถานการณ์นั้นมาถึง แกนนำชาวนาในเขตต่างๆ ได้รับวิทยุกันทุกคน

ตื่นจากพะวัง เมื่อรถวิ่งลงสู่ที่ราบ จากปากทางใกล้อำเภอดอยสะเก็ด มุ่งตรงเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ อีกไม่นานพวกเรา คงจะถึงคุกแห่งใหม่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเราหนอ

**วันแรกในศูนย์กักกันการุณยเทพ เชียงใหม่ -หลั่งน้ำตาเป็นครั้งที่สอง

รถปิคอัพข้ามสะพานนวรัฐไป ใจเราก็คิดว่ามันคงส่งพวกเราไปขังที่โรงพักที่ที่เติบและสมศักดิ์เคยถูกขังมาก่อน แต่มันเลยไป เลี้ยวซ้ายวิ่งไปตามถนนเลียบคูเมืองใกล้ถึงแจ่ง มันเลี้ยวเข้าสถานที่หนึ่ง หน้าประตูเขียนว่า ศูนย์การุณยเทพ จังหวัดเชียงใหม่ และมีชื่ออย่อ กอรมน. ที่นี่เราเคยผ่านมานี่นา อยู่ติดสวนบวกหาดอีกด้านหนึ่ง เรามาเที่ยวชมต้นไม้เมืองหนาวบ่อย ตอนที่มีเทศกาล ไม่ยักรู้ว่าข้างๆ มีศูนย์แบบนี้อยู่ ช่างเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยเสียนี่กระไร มันพาเราไปสำนักงานเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวใกล้ประตูทางเข้า พูดคุยอะไรกันก็ไม่รู้สักครู่พี่ผู้หญิงที่ทำงานเป็นเจ้าที่ที่นั่น ให้จ่าพาเราเข้าไปที่พัก ถัดจากสำนักงานนี้มีประตูใหญ่อีกหนึ่งบานเป็นแนวกำแพงรั้วสังกะสี ข้างในมีเรือนพักชั้นเดียวอยู่หลายหลัง

เมื่อเข้าไปถึง   ดีใจอย่างออกหน้า   เห็นมิตรสหาย ที่คุ้นเคยหลายคน     ส่วนมากเป็น   นศ. มช. เจอ อ.องุ่น ด้วย เข้าไปทักทาย ท่านเอ็นดูสมศักดิ์มาก เราเลยปล่อยให้สมศักดิ์พูดคุยอยู่กับท่าน เพราะเราเองก็ไม่สนิทอะไรกับท่านมากนั้ก เดินเข้าไปหวังจะทักทายมิตรสหาย แต่ท่าทีดูแปลกยิ่ง ยิ้มให้เล็กน้อยแล้วเดินปลีกไป ไม่พูดไม่จาด้วย ผ่านเรือนหลังเล็กเห็น อ้ายโต๊ะ ตุลาทา บ้านแม่ริม เห็นพ่อทา บ้านม่วงคำ ถูกขังอยู่ในเรือนนั้น มีกรงเป็นประตู ท่านก็ยิ้มให้แต่ไม่พูดคุยด้วย บรรยากาศนี่ช่างเมินเฉย เหมือนไม่เคยรู้จักกัน ทำให้เราต้องนิ่งเงียบไปด้วย

เรากับสมศักดิ์ถูกจัดให้พักในเรือนหลังใหญ่ เป็นที่พักรวมเหล่ามิตรสหายนักศึกษา เตียงนอนเดี่ยว เราเลือกอยู่ริมด้านในสุด เจอลูกสาวเจ้าของร้านหนังสือใหญ่อยู่ในนี้ด้วย รู้สึกว่าจะมีเพียงเธอคนเดียวที่กล้าพูดอะไรเสียงดังๆ เธอนี่แน่มาก สามารถเอาตู้เย็นที่บ้านมาไว้ในนี้ได้ด้วย

เย็นนั้นได้เวลาอาหาร ทุกคนมากินข้าวร่วมกัน แต่บรรยากาศดูเงียบเหงา พวกเขาพูดคุยกัน แต่ไม่คุยกับเรา ยิ่งทำรู้เรารู้สึกเศร้า เรารู้สึกโดดเดี่ยวและเหงาอย่างจับจิต อยู่เชียงรายก็ว่าเหงาแล้ว แต่ที่นี่กลับเหงายิ่งกว่า ความรู้สึกนี้ไม่เกิดขึ้นกับเรามานานแล้ว

คืนนั้น ต่างหลับไหลกันไปแล้ว แต่น้ำตาเรากลับไหลออกมา....

ทำไมมิตรสหายรู้สึกรังเกลียดเรา คนที่เคยคุ้นเคย ข้าวที่เคยร่วมกิน สนามหญ้าที่เคยร่วมนอนประท้วง ความสัมพันธ์ที่งดงามนี้หายไปไหนกันหมด ทุกคนเป็นอะไรไป ตัวเราจะนำภัยพิบัติมาให้หรือ คิดๆไปน้ำตาเราไหลไม่หยุด ออกันในบ้องหู

หวนนึกไปถึงครั้งแรกที่เราหลั่งน้ำตา ตั้งแต่ขึ้นมาทำงานร่วมกับมิตรสหายในโครงงานชาวนา ที่บ้านสันติธรรม เราถูกมิตรสหายท่านหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากการเคลื่อนไหวที่แม่เรียง บอกต่อหน้าที่ประชุมมิตรสหายร่วมงานว่าเรามีพฤติกรรมชู้สาวกับ ผปง. หญิงที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานได้ไม่นานนัก เห็นเรากอดจูบเพื่อนหญิงคนนี้ เมื่อยามดึกของเมื่อคืน เหมือนสายฟ้าฟาด เราเป็นงงกับกับถ้อยคำนั้น

มิตรสหายดูตกตะลึง บรรยากาศไม่ดีเอาเสียเลย ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดที่ได้ยินว่า “พวกเรากำลังต่อสูกับพวกมันอย่าง เอาเป็นเอาตายน้ำท่าไม่กินไม่ได้อาบ ไม่นึกเลยว่าพี่มนัสจะอยู่เสพสุขมีอะไรกันกับเพื่อนผู้หญิงอยู่ที่นี่”

ไม่เคยคิด ไม่เคยฝัน ไม่เคยมีอยู่ในจินตนาการ ว่า จะมาเจอข้อต้องหาแบบนี้จากมิตรสหาย ร่วมทุกข์ ร่วมยากกันมา หลายคนตอบโต้ให้ หลายคนแก้ต่างให้ แต่ตอนนั้นเราพูดอะไรไม่ออก เตรียมใจไม่ทัน เหลียวมองมิตรสหายหญิง ที่ถูกกล่าวหาด้วย เห็นน้ำตาเธอไหลออกมา เราหมดแรงตัวอ่อนใจอ่อน ไม่มีเสียงพูดอะไรออกจากปากเรา มิตรสหายหญิงนั้น เธอเพิ่งเข้ามาร่วมงานกับพวกเราไม่นาน เธอเป็นคนค่อนข้างเงียบ แต่ใฝ่รู้ แววตามักเศร้าๆ อยู่แล้ว เป็นนักศึกษา มช. ตุ๊กให้มาทำงานชาวนาในเขตนี้ เราไม่รู้ว่าพวกเราพูดคุยอะไรกันอีก จบลงเสียดื้อๆ เติบมาจับมือเรา “ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้หรอกนะ เขาเป็นคนอย่างนั้นแหละ โผงผางไม่รู้จักคิด” เราได้แต่พยักหน้า ไม่พูดอะไร คืนนั่นน้ำตาเราไหลให้กับโครงงานชาวนา   เป็นครั้งแรก คิดทบทวนเหตุคืนนั้น เราทำอะไรกันหรือ มิตรสหายจึงกล่าวหาออกมา

มิตรสหาย ผปง.หญิงคนนี้ ใจแกร่งนัก รุ่งเช้าเธอออกพื้นที่ร่วมกับ ผปง. คนอื่นๆ แต่เราซิ ยังทำใจไม่ได้ จับรถมอเตอร์ไซด์คู่ชีพ บึ่งออกจากบ้านสันติธรรม แต่เราไม่ได้ไปที่เขตงาน ขับไป อย่างไม่มีเป้าหมาย ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้กับลมที่พัดมากระทบกาย เหมือนจิตใจที่ไร้วิญญาณ

นี่เป็นครั้งที่สอง มาครั้งนี้ เรารู้สึกเหมือนไร้ความหมาย ไม่มีตัวตน คิดไปๆ ก็ทำให้น่าน้อยใจนัก แต่ในแวบหนึ่ง สมองก็เริ่มคิดในอีกแง่หนึ่ง ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับมิตรสหาย เราจะกล้าทักทายกันอย่างสนิทสนมไหม เราคงไม่ทำ ที่นี่ไม่ใช่ งานปาร์ตี้สังสรรค์ศิษย์เก่า ที่จะส่งเสียงทักทายกันอย่างลิงโลด ที่ไม่ได้เจอกันมานาน ที่นี่เป็นศูนย์กักกัน มิตรสหายของเราถูกจับมา พวกเธอคงถูกสอบสวน ถูกสาวราวเรื่องมาไม่ใช่น้อย การแสดงให้เห็นว่าไม่รู้จักกัน หรือไม่สนิทสนม น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในสถานการณ์เช่นนี้ คิดได้อย่างนี้ ใจเราก็ชื้นขึ้น รู้สึกตำหนิตัวเอง “ปากก็ชอบพูดถ้อยคำใหญ่โต แต่ใจนั้นซิ เล็กนิดเดียว” ยิ่งรู้สึกตำหนิตัวเองที่เรื่องเมื่อครั้งก่อนนั้น ทำไมเราไม่พูดปกป้องศักดิ์ศรีของมิตรสหายหญิงท่านนั้น เงียบอมพะนำอยู่ทำไม เธอไม่ยิ่งเจ็บปวด ไปกว่าเราหรือ ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

 

**กิจกรรม ใน ศูนย์กักกัน การุณยเทพ เชียงใหม่ –ทำใจให้สบาย ถือเสียว่า เป็นการพักร้อน

เช้าวันแรกในศูนย์กักกันการุณยเทพเชียงใหม่ เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก อาจเป็นเพราะ การปรับใจต่อมิตรสหาย ในความคิดลงตัวแล้ว ประการหนึ่ง สมศักดิ์ได้พบท่าน อ.องุ่น แล้ว เรื่องการค้ำประกันตัวคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วอีกหนึ่ง พื้นที่ศูนย์กักกันมีบริเวณค่อนข้างกว้างขนาดสนามบอลย่อยๆ มีอิสระเดินได้ทั่ว ไม่เหมือนที่เชียงรายต้องอยู่แต่ในกรง นี่อีกหนึ่ง ที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่มาบังคับ ให้คนที่อยู่ที่นี่ต้องทำ ยกเว้นการเข้าออกประตูรั้วด้านในมีเวลากำหนด การกินข้าวมีเวลากำหนด ส่วนเวลาตื่นเวลานอน พวกมันไม่มายุ่งด้วย และยกเว้นอีกอย่าง คือ เรือนขังผู้นำชาวนาที่เรารู้จักเท่านั้น ที่มีการปิดประตูไว้ นานๆ เห็นเปิดออกมาที เมื่อเราเดินผ่านเรือนท่าน เราจะก้มหัวหน่อยๆ ให้กับท่านทั้งสอง เป็นความรู้สึกร่วมทุกข์กับท่าน โดยไม่ต้องเปล่งวาจาอะไรออกมา และกับมิตรสหายที่รู้จัก และไม่รู้จัก เดินผ่านก็ยิ้มทักให้เท่านั้น ไม่รู้สึกน้อยเนื้อน้อยใจอะไรอีก เราเดินสำรวจอาณาบริเวณเสียทั่ว โดยไม่รู้สึกว่าจะต้องกลัวอะไร เพราะใจเราคิดว่ามันไม่ปล่อยเราออกไปแน่ คงต้องอยู่อีกหลายปี

อยู่ได้สักอาทิตย์นึง มันเรียกเราไปสอบสวน ที่สอบสวนหลักๆ มีสองนายพัน คนหนึ่งเป็นนายพันทหารบก อีกคนหนึ่งเป็นนายพันทหารอากาศ (เรียกยศมันไม่ถูก) นานๆ ที่ นายพันโท ผอ. ศูนย์ ก็เรียกเราไปสอบสวน หน้าตา ดูดุๆ แววตาเหมือนคนกินเหล้ามาทั้งปี

แนวการสอบสวนในวันแรกๆ คล้ายกับที่เชียงราย จากนั้นมันก็เริ่มถามเจาะลึก บางครั้งก็เอาภาพถ่ายของมิตรสหายเราบางคน เช่น ปาลรัฐ ตุ๊ก เจ เติบ มาถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมิตรสหาย

แนวทางการตอบ ของ เรา คือ หนึ่ง เราเป็นนักศึกษา ออกเผยแพร่ ประชาธิปไตยในชนบท เห็นความทุกข์ยาก ของ ประชาชนชาวนาชาวไร่ จึงอยาก เข้ามาช่วยเหลือ สอง รัฐบาลทหาร กดขี่ประชาชน ทำลายประชาธิปไตย เราเกลียด และ สาม อเมริกาเข้ามาครอบงำประเทศไทย ประเทศเราต้องเสียอิสระภาพทางเศรษฐกิจและทหารให้กับมัน เราเกลียด

ดังนั้น สาระการตอบของเราจึงวนไปเวียนมากับสามเรื่องนี้ จนระยะหลัง มันเริ่มเจาะเรื่องราวของเราโดยเฉพาะ มันเอาภาพถ่าย และภาพที่พิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ที่เป็นภาพเรา ให้ดู ซักเราว่าเราทำอะไรบ้าง ใครเกี่ยวข้องบ้าง เราตอบอย่างไม่เครียดนัก เราก็บอกถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องต่อสู้ในเรื่องนั้น เช่น การชุมนุมที่ลำปาง การชุมนุมที่ลำพูน การชุมนุมที่ประตูท่าแพ  เรียกร้องให้จัดการเหล่าร้าย ที่รอบสังหารผู้นำชาวนา การชุมนุมที่อำเภอเชียงดาว และอีกหลายๆ ชุมนุม บางครั้งมันก็พูดถึงสิ่งที่มันคิด มันเชื่อว่าเราจะเผาศาลากลางลำพูนจริงๆ มันซักถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับ ศศนท. และ ศนภน. เราก็บอกมันว่าไม่มีอะไร เราไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เรามีเพื่อนเป็นเลขาศูนย์ที่นี่ เคยเรียนสวนกุหลาบ มาด้วยกัน ก็เลยขึ้นมาช่วยงานเพื่อนที่นี่ แต่เราเรียนที่จุฬา เราเลยไม่ค่อยคุ้นเคยกับเด็ก มช. เท่าไร เวลามีเรื่องชุมนุมประท้วงก็ได้เจอกัน ในตอนนั้น เราพักอยู่กับชีรชัย ที่บ้านปัญญาอ่อน ไม่ค่อยรู้เรื่องราวใน มช . มากนัก

แต่แปลก มันไม่ซักเรา เรื่องเกี่ยวกับแม่เรียงแม่ทาเลย เรื่องอาวุธปืน ที่มันค้นเจอที่บ้านแสงตะวัน ก็ไม่พูดถึง เรื่องเราหนีเข้าป่ามัน ก็ไม่ถามถึง เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสมศักดิ์ ก็ไม่ถาม นอกเหนือจากนั้น มักซักถามเรา ซึ่งก็ดูเหมือนพูดคุยกันมากกว่า เกี่ยวกับ ทัศนะทางการเมือง สถานการณ์ปัจจุบัน ความคิดเห็น ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลานั้น มันไม่ถามเราเกี่ยวเหตุการณ์ 6 ตุลา เลย มันคงคิดว่าถ้าถามเรื่องนี้ เดี๋ยวเราหาเรื่องวิจารณ์ความโหดร้ายของพวกมันอีก

ชีวิตก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ในช่วงเดือนแรกๆ ที่อยู่ที่นี่ เราเริ่มปรับตัวได้แล้ว กับมิตรสหายในนี้ ก็พูดจาเข้ากันได้แล้ว ลูกสาวเจ้าของ ร้านหนังสือใหญ่ ก็ถูกปล่อยตัว ออกไปแล้ว อ.องุ่น ท่านก็ได้ออกไปแล้ว การถูกปล่อยตัวออกไป ของหลายๆ คน ทำให้เรารู้สึก มีความหวังว่า อาจจะได้ปล่อยตัวด้วย แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ ดังนั้นพวกเราที่เหลือ ก็เริ่มปรับตัวกันใหม่ ทำตัวให้ดูน่ารักในสายตาของพวกมัน

เราขอมาทำสวนกุหลาบ ที่ปลูกหน้าสำนักงานศูนย์ เพราะมันเฉามากไม่ค่อยมีใครเอาใจใส่ดูแล เราลดน้ำพรวนดินทุกเช้าเย็น ตัดแต่งกิ่ง ยิ่งตอนนั้นหน้าหนาวด้วย กุหลาบก็ออกดอกสวยมาก มาเยอะเลย พวกเจ้าหน้าที่ในนั้นก็มองดูเราแปลกๆ คน แต่พี่ผู้หญิงรู้สึกจะให้ความเป็นกันเองกับเรา อาจจะเป็นเพราะเราตัดกุหลาบ ดอกที่ออก เป็นดอกแรกให้พี่คนนี้ก็ได้

ระยะหลังพวกเรา ขออกมาที่สำนกงาน ทีเป็นลานพักอยู่บ่อยๆ ออกมาอ่านหนังสือพิมพ์ พวกมันก็ให้อ่าน จำได้ว่ามิตรสหายของรา ที่เหลืออยู่ มีบางคนทำหนังสือพิมพ์ บางคนมีฝีมือทางศิลป์ [จะใช่ อนุสรณ์ ลูกพ่อทา ผู้นำชาวนาบ้านม่วงคำหรือเปล่า คลับคล้ายคับคาจำไม่ได้แล้ว] พวกเราอาสาทำป้ายกระดาษ [ดูเหมือนจะเป็นโฟม ไม่แน่ใจ] เป็นตราสัญลักษณ์ ศูนย์การุณยเทพ เชียงใหม่ อันใหม่ไว้ติดที่ลานพักสำนักงาน รู้สึกว่า ผอ. ศูนย์ชอบใจมาก จนตอนหลังๆ พวกมันพาพวกเรา ไปเที่ยว(ฟื้นจิตใจ) ไปดูโรงงานทำผลไม้กระป๋อง ที่ลำพูน  ไปดู หมู่บ้านสหกรณ์ห้วยแก้ว ของในหลวง [ซึ่งหลังจากลงฐานที่มั่นผาจิ เขตงานใหม่ที่เราลงมาทำงานเป็นแห่งแรกก็อยู่แถวนี้แหละ ดอยแม่ตะไคร้ รหัส 18 เขตงาน 7/2 ตอนบนในเดือนกันยายน 20] สุดท้ายพาพวกเราขึ้นดอย แถวแม่ตะมาน อำเภอแม่แตง ติดเชียงดาว ไปสวนชาระมิงค์ เห็นบอกว่าเป็นเจ้าของสวนด้วย แล้วก็ดูโรงงานผลิตชาระมิงค์ เราไม่รู้เหมือนกัน มันพาพวกเราไปดูทำไม (ในตอนนั้น พวกเราทยอยถูกปล่อยตัว ออกไปกันมากแล้ว)
 

**การเผชิญหน้ากับผู้ว่าเชียงใหม่ -สงสัยจะได้พักร้อนยาวเสียแล้ว

วันหนึ่งราวต้น เดือนมกรา 20 ชลอ ธรรมศิริ ผวจ.  เชียงใหม่ ในฐานะอะไรไม่รู้แต่ใหญ่กว่า ผอ. ศูนย์ เข้ามาเป็นประธานอบรม “ผู้กลับใจ” ในงานปล่อยตัวพวกเราบางส่วน ชุดใหญ่ ที่โรงอาหาร เราเองก็ต้องไปนั่งฟังมันด้วย อยู่โต๊ะแถวที่สาม พอเรารู้ว่า ผู้ว่า คนนี้มาพูดและมีสิทธิตัดสินคนสุดท้าย ที่จะเซ็นปล่อยตัว ใจเราตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย “ซวยละเรา สงสัยชาตินี้คงไม่ได้ออกแน่”

ตอน ปลายปี 18 สหพันธ์ชาวนาชาวชาวไร่อำเภอเชียงดาว ชุมนุมประท้วงใหญ่ ที่หน้าอำเภอเชียงดาว เรียกร้องให้ยุติการขับไล่จับคุมชาวบ้านที่เข้าทำกินในเขตป่าสงวน ซึ่งหมดภาพป่าไปนานแล้ว แต่ถูกป่าไม้จับไล่ที่ ให้ย้ายและคืนเงินที่หัวหน้าที่ดินอำเภอที่เรียกเก็บ และอมเงินค่ารางวัดที่ดิน ของชาวบ้าน ที่ถูกโกงไป  รายละ 3000 บาท   (   เงินค่าธรรมเนียมรางวัดที่ดิน ออกสค.1 นั้นไม่ถึง 300 บาท ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่พบมากตั้งแต่เขตเชียงดาวขึ้นไปถึงฝาง เนื่องจากเขตเหล่านี้มีพื้นที่ราบทำนาน้อย ส่วนมากจะทำไร่ทำสวนตามชายเขาภูดอยเขตป่าสงวน) ชาวบ้านมากันนับพัน แกนนำชาวนาขึ้นไฮปาร์คโจมตีอำเภออย่างดุเดือด ตอนนั้นมีนักศึกษา มช. และ วค. เข้ามาสมทบด้วย ตัวเราเองไม่ขึ้นพูด เพราะอยากให้ ผปง. ที่ดูแลเขตนี้แสดงบทบาทเต็มที่

การชุมนุมดูยืดเยื้อ นายอำเภอบอกว่าตนเองไม่มีอำนาจตัดสินใจ ครั้นจะย้ายกลุ่มชุมนุมไปที่จังหวัด ก็เป็นเรื่องยาก เพราะชาวบ้านส่วนมากจน ไม่มีเงินจ้างรถรับคนทีละมากๆ เข้าจังหวัดได้ ประเด็นเรียกร้องก็เปลี่ยนไป ที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาเจรจาที่เชียงดาวแทน แต่นายอำเภอ บอกว่าผวจ. ติดราชการมาไม่ได้ เวลาผ่านไปใกล้เย็น ดูท่าการต่อสู้ครั้งแรกของสหพันธ์ชาวนาฯ ที่เชียงดาวจะแพ้เสียแล้ว หากการต่อสู้ครั้งนี้แพ้ สหพันธ์ชาวนาฯ ที่นี่ จะหมดบทบาทการนำลงไปแน่

เราจึงปรึกษาแกนนำชาวนา และ ผปง. ที่อยู่ที่นั้นสองคน ว่าจะทำอย่างไรดี สุดท้าย พวกเราเลือกที่จะแบ่งทีมออกเป็นสองทีม กลุ่มใหญ่ให้ชุมนุมกันต่อ ให้บางส่วนกลับไปบ้าน เอาอาหารมาทำกินที่สนามอำเภอ เตรียมการอยู่ค้างคืน อีกทีมมีเรา นักศึกษามช.และแกนนำนำชาวบ้าน 20 คน เดินทางเข้าจังหวัดไปพบผู้ว่า โดยติดต่อให้นักข่าวท้องถิ่นไปทำข่าวนี้ด้วย

ปรากฏว่า ผู้ว่าที่มาใหม่ นี้ ชื่อ ชลอ ธรรมศิริ (ภายหลังได้เป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในราว 2525) มันไม่ยอมให้เข้าพบ พวกเราก็ชุมนุมที่หน้าศาลากลางนั้นแหละ แต่ขาดพลัง เราไม่ได้เตรียมการไฮปาร์ค กำลังเรามีน้อย นักศึกษาทีมาช่วยเราส่วนใหญ่อยู่ดูแลชาวบ้านที่เชียงดาว สถานการณ์แบบนี้ไม่ดีสำหรับพวกเราเอาเสียเลย

ผู้ว่ากลับจวน ไม่ยอมมาพบพวกเรา พวกเราก็เคลื่อนไปล้อม ที่หน้าจวนผู้ว่า อยู่แถวเชิงสะพานนวรัฐ ตรงข้ามพุทธสถาน ใช้โทรโข่งโจมตีความไม่รับผิดชอบของผู้ว่า มีนักข่าวมาทำข่าวด้วย แต่ผู้ว่าไม่สนใจไม่ออกมาไม่เจรจา สู้กันอยู่อย่างนี้จนค่ำมืด พวกเราไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ครั้นจะรอสหพันธ์อำเภอใกล้เคียงมาสมทบช่วยกัน ผปง. ส่วนใหญ่ในเวลานั้นออกพื้นที่กันหมด ติดต่อกันไม่ได้ ก็ต้องรอพรุ่งนี้บ่ายๆ เกรงว่าที่เชียงดาวอาจพลิกผัน ตอนนั้นก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็เลยไปนั่งพักกันที่สวนย่อมข้างจวนผู้ว่า ปรึกษากันจะทำอย่างไรต่อไป

เราขอหนังสือพิมพ์ จากนักข่าวท้องถิ่น มาอ่าน อยากรู้ว่า มีข่าวเกี่ยวกับผู้ว่าคนใหม่นี้อย่างไรบ้าง อ่านเจอข่าวว่า สมเด็จพระพี่นางฯ (ตอนนั้นเรียกว่าอะไรก็จำไม่ได้) จะเสด็จประทับแรมที่พระตำหนักภูพิงค์ฯ ในตอนเย็นวันพรุ่งนี้ เสด็จจากสนามบินรถจะต้องแล่นผ่านถนนห้วยแก้ว ก็คิดกลยุทธ์ขึ้นมาได้ “กลยุทธ์ถวายฎีกา”

อธิบายแผนนี้ให้พวกเราฟัง พวกเราเห็นด้วยอาจได้ผล ดีกว่าไม่ทำอะไร เราขอให้นักศึกษา มช. ที่มาด้วยกลับเข้า มช. ระดมพวกเราให้ได้มากที่สุด เอากระดาษโปสเตอร์แผ่นผ้าดิบ สีที่ใช้เขียนมาเยอะๆ พวกเราจะช่วยกันเขียนแผ่นป้ายประท้วง โจมตีผู้ว่าที่ปล่อยปละละเลยไม่ขจัดทุกข์ความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ป้ายบอกปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้อง และเขียนแผ่นผ้าด้วยข้อความว่า “ชาวบ้านเดือดร้อน ผู้ว่าไม่ช่วย ขอพึ่งพระบารมีสมเด็จ…” ตัวใหญ่พอสมควร ปล่อยข่าวว่าจะไปชุมนุมที่เชิงดอยครูบา เส้นทางเสด็จ เราเชื่อว่าผู้ว่ายังไม่นอน มันต้องส่งสายของมัน เข้ามาสังเกตการณ์พวกเราแน่ ได้ผล.....

สี่ทุ่มกว่ามันส่งเจ้าหน้า(ปลัดจังหวัดหรือยังไงนี่) มาเจรจา บอกว่าผู้ว่าจะให้พวกเราเข้าพบพรุ่งนี้เช้าที่ศาลกลางจังหวัด พวกเราไม่ยอม ต้องพรุ่งนี้เช้าที่อำเภอเชียงดาวเท่านั่น ไม่งั้นไม่เลิก มีการเจรจาผ่านเจ้าหน้าที่คนนี้สองสามหน ในที่สุดมันยอม และยอมเขียนเป็นบันทึกสั้นๆ ลายมือตัวเอง (จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) จะไปพบชาวบ้านรับฟังปัญหาที่เรียกร้องวันพรุ่งนี้เช้า พวกเราเอาหนังสือนี้ ให้นักข่าวถ่ายรูปไว้ด้วย (ขู่มัน ตั้งใจจะขู่มัน ไม่ให้เบี้ยวสัญญา)

เช้ามืดเราเดินทางขึ้นเชียงดาว ไปบอกข่าวให้พวกเราและประกาศให้ชาวบ้านที่สนามอำเภอ และในตัวอำเภอได้รู้ด้วย ชาวบ้านมาชุมนุมกันมากขึ้น แน่นสนามเลยออกไป ที่ถนนหน้าอำเภอ แกนนำขึ้นไฮปาร์ค ต่อไม่หยุด จนรถผู้ว่ามาถึง

มันมาจริงๆ เราโล่งอกมากเลย ผู้ว่ายอมมาเท่ากับ มันถอยทางยุทธศาสตร์ไปแล้ว ข้อเรียกร้องของชาวบ้านมีโอกาสตกลงได้

แต่ผู้ว่าคนนี้ ก็ร้ายไม่เบา มันบอกว่าจะรับฟังปัญหาข้อเรียกร้องจากชาวบ้านจริงๆ เท่านั้น ไม่ผ่านพวกเราที่เป็นนักศึกษา ไม่ใช่คนในพื้นที่ไม่ใช่คนที่ประสบปัญหาจริงๆ โดยเฉพาะมันเจาะจงเรา ไม่ให้เราเข้าร่วมประชุมเจรจาด้วย โชคดี ผปง. ของ เราคนหนึ่งเป็นนักศึกษา วค. มีญาติอยู่ที่เชียงดาวเป็นกลุ่มที่มีปัญหานี้ด้วย เราบอกให้นักศึกษาคนนี้ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ที่แรกมันไม่ยอมแต่จำนนต่อคำพูดของมันเอง เพราะ ผปง. คนนี้เป็นคนที่นี่ จึงมีสิทธิเข้าร่วมเจรจาด้วย ชาวบ้านโห่ตะโกนสนับสนุน

ผลการเจรจา มันยอมตามคำเรียกร้อง แล้วมีการบันทึกร่วมกัน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานข่าวการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน พร้อมตีพิมพ์บันทึกข้อตกลงนี้ด้วยในฉบับวันรุ่งขึ้น


ผู้ว่าชลอ เอาชาร์ตสองแผ่น มาโชว์ให้ดูในที่ประชุม บอกว่าเป็นโครงสร้างการจัดตั้งของ พคท. กับของ ศนนท. ทั้งสองโครงสร้างเป็นแบบเดียวกัน สรุป มันบอกว่า ศนนท. คือ องค์กรจัดตั้งของ พคท. (เราหัวเราะอย่างดัง แต่ในใจนะ) มีการประสานงานระหว่าง ศนนท. กับ ศูนย์แต่ละภาค รวมทั้ง ศนภน. โดยมีผู้ประสานงานระหว่างภูมิภาคกับส่วนกลาง แล้วมันก็หันมามองที่เรา บอกว่า คนที่ทำหน้าที่ประสานงานต้องเป็นคนที่ พคท.ไว้ใจ (พี่เล่นสรุปแบบนี้ เราก็เตรียมใจได้เลย) จากนั้นก็พูดเรื่อยเปื่อยไป เราไม่ได้ฟังแล้ว จนเสียงตบมือดังขึ้น มันพูดจบแล้ว

กลับเข้าที่พัก เราก็ได้แต่คิดจะเอายังงัยต่อ สงสัยไม่ได้ออก “หนี” คำนี้ผุดขึ้นมาในสมอง ใช่ จะกลัวอะไร ถ้าไม่ปล่อยเรา เราก็หนีซิ เรื่องอะไรจะต้อง อยู่จุ้มปุ้กในนี้ให้แก่ตายล่ะ แต่ตอนนี้เรารอท่าทีมันไปก่อน ทำอะไรบุ่มบ่ามไปมิตรสหายที่ยังอยู่ในนี้อาจโดนร่างแหไปด้วย

บ่ายวันนั้น ยืนอยู่หน้าสำนักงานใจลอยมองออกไปที่ประตูนอกศูนย์ เห็นรถปิคอัพบรรทุกฟางข้าววิ่งผ่านไป แววนึ่ง เราก็คิดงานออก เราน่าจะเพาะเห็ดฟางฆ่าเวลานะ เราเคยทำนี่ ......

 

**สหพันธ์ ชาวนา ชาวไร่ ภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์ซึมลึก -ยกระดับเศรษฐกิจหมู่บ้านสหพันธ์ฯ


ในช่วงปลายปี 18 –19 สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ ลดบทบาทการเคลื่อนไหวใหญ่ลง ทั้งนี้มาจากสองกระแส หนึ่ง มาจากกระแสการต่อต้านของกลุ่มจัดตั้งของรัฐบาล คือ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน พวกมันมักออกมาล้อมหมู่บ้านเวลา ผปง. หรือหมู่บ้านที่นักศึกษาออกค่าย และ สอง เป็นช่วงเวลาที่พวกเรากำลังเคลื่อนไหวทางความคิด และจัดตั้งแกนนำระดับลึกในพื้นที่ทุกเขตของสหพันธ์ฯ จึงไม่เน้นการเคลื่อนไหวใหญ่

ตัวเราเองก็ต้องทำภาระกิจนี้เช่นกัน เพื่อให้มวลชน ยังมีกิจกรรมเคลื่อนไหว ภายในหมู่บ้าน เราจึงคิดหากิจกรรม  ที่เกี่ยวกับการยกระดับเศรษฐกิจ ของแกนนำและสมาชิกสหพันธ์ฯ

ที่ หมู่บ้านสันมนะ และ หมู่บ้านทุ่งยาว ที่อยู่ใกล้กัน เผอิญเราได้อ่านเจอ เอกสารแนะนำการเพาะเห็ดฝางที่หอสมุด มช. ของ อ. มหาวิทยาลัยเกษตรแนะนำ ซึ่งกำลังฮิตมาก ประกอบกับช่วงนั้นเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว ในเขตที่ไม่ค่อยมี ที่นาผืนใหญ่ เช่น แม่แตง ฝาง เชียงดาว มักจะ ปลูกยาสูบ ส่วน แถวลำพูน มักปล่อยทุ่งนาทิ้งว่างไว้ เพราะขาดน้ำ น้ำจากเหมืองฝายมีน้อย เราเลยเสนอแผนการเพาะเห็ดฝางให้แกนนำสองหมู่บ้านพิจารณา ปรากฏว่าอ้ายใจ บ้านสันมนะเอาด้วย แต่คนอื่นๆ ยังไม่รับปาก เพราะไม่เคยเพาะเห็ดฟาง ลงทุนไปแล้วมันจะไม่ได้ผล เรากับอ้ายใจตกลงกัน พวกเราจะลองทำก่อน

เลยไปทีตลาดวโรรส ที่นั้นมีเชื้อเห็ดฟาง มาจาก ม. เกษตร ขายไม่แพงถุงละ 15 บาท ซื้อมา 10 ถึง พวกเราอ้ายใจ เมียและน้องเมียอ้ายใจ ก็ช่วยกันทำ เอาฟางข้าว มาแช่ในลำฝายเล็กๆ ที่พอมีน้ำไหอยู่ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง เอาฟางมาเรียงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ โรยเชื้อเห็ดฝางตามขอบโดยรอบ แล้วก็เอาฟางที่แช่ไว้มาทับซ้อนไปอีก เป็นชั้นๆ สูง 30 ชม.ยาว 2 เมตร ช่วยกันเอาฟางข้าวที่ถักไว้เป็นแผงยาวปิดคลุมไว้ให้มิดชิด เพื่อเป็นการอบความร้อนให้เชื้อเห็ดเจริญเติบโตเร็ว พวกเราทำกัน 4 กอง คนละกอง ตอนที่ทำกิจกรรมนี้ พวกเราไม่แน่ใจเลยว่าจะได้ผล อ้ายใจรู้สึกกังวลและลุ้นตลอด จะแอบมาเปิดแผงดูทุกวัน ว่าเห็ดสร้างใยหรือยัง ผ่านไปอาทิตย์นึ่ง ดูเหมือนจะล้มเหลว ไม่มีใยอะไรเกิดขึ้น เราก็รู้สึกเซง แต่เมียอ้ายใจนี่ เป็นยอดหญิงจริงๆ เธอไม่เคย แสดงอาการท้อใจเลย ซ้ำยังปลอบใจพวกเราเสียอีก อีกสองวันต่อมา เห็ดงอกออกมาขาวโพลนไปตามขอบกองฟางที่ทำไว้ พวกเราโห่หิ้วดีใจกันยกใหญ่ เรียกแกนนำคนอื่น รวมทั้งอ้ายดวงและแกนนำจากทุ่งยาวมาดูกัน อีกอาทิตย์นึ่งก็จะเริ่มเก็บขายได้แล้ว และเก็บขายได้ตลอดเป็นเดือน

ในตอนนั้นตลาดแถวหมู่บ้านโละ 25 บาท เมื่อ การปลูกเห็ดฟาง ประสบผลสำเร็จ สมาชิกสหพันธ์ฯ แต่ละหมู่บ้านต่างเข้าร่วมกิจกรรมนี้ มีการจัดตั้งแบ่งงานช่วยกันทำ ใครรวบรวมเงิน    ไปซื้อเชื้อเห็ด ใครจะดูแลการแช่ฟางข้าว ใครจะ สานแผงฟาง บรรยากาศดูคึกคัด สนุกสนาน งานนี้เหล่าแม่บ้าน โดยเพาะภรรยาแกนนำทั้งหลาย ดูจะกระตือรือร้นมากที่สุด

เราเอาผลทดลองนี้ เข้าที่ประชุมเขตงาน ขอให้ ผปง. ลองเอาไปปรับใช้ ที่ไหนเหมาะ จะทำอะไร ก็ให้ช่วยกันคิด ปรึกษา แกนนำแต่ละหมู่บ้าน ให้ ตอนกลางวัน ทำกิจกรรมเพาะปลูก ตอนกลางคืนทำงานความคิด

ส่วนที่บ้านร้องอ้อ ฝาง ทำแบบบ้านสันมนะ ไม่ได้ เพราะที่นามีน้อยมาก ส่วนมากสมาชิกจะทำไร่ยาสูบ ปลูกมันอลู ปรึกษากับพ่อหลวงปัน ที่นี่จะทำกิจกรรมอะไรได้บ้าง ที่จะช่วยลดค่าครองชีพและหารายได้เพิ่ม ที่ฝางและแม่อาย ชาวบ้านยากจนมาก ที่นามีน้อย หาได้ไม่พอกิน ตอนเรามาอาศัยบ้านพ่อหลวงปัน ต้องกินอยู่หลับนอนที่นี่

เช้าวันหนึ่ง ได้ยินพ่อหลวงแอบพูดจากับภรรยาในครัว ว่า ข้าวสารหมดแล้ว พ่อหลวงบอกให้ภรรยาไปแปะเอาข้าวสารมาก่อน เรารู้เรื่องนี้เข้าก็เพิ่งจะได้คิด นี่เรามาอาศัยอยู่กิน เป็นการรบกวนพ่อหลวงอย่างมาก ธรรมดาก็แทบจะไม่พอกินในครับครัวอยู่แล้ว ท่านไม่รังเกียจพวกเรา วันไหนพวกเรามาถึงบ้านท่านจะดีใจเสียด้วยซ้ำ

ตั้งแต่นั้น ผปง. เขตงานทางเหนือทุกคนต่อไปนี้เวลาเข้าหมู่บ้าน ต้องพักอาศัยกินนอนบ้านไหน ต้องเอาข้าวสาร ติดตัวไปด้วยเสมอ ห้ามรบกวนชาวบ้าน

พ่อหลวง เห็นว่า เราน่าจะช่วยเกี่ยวกับ ปัจจัยการผลิต นั่นก็คือ จอบ ซึ่งเป็นเครื่องมือการผลิตที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุด แต่จอบที่ฝาง แพงมาก แพงกว่า ที่ตลาดเชียงใหม่ 50-60 บาท ตกราคาเกือบสองร้อย โดยเฉพาะจอบยี่ห้อตราจระเข้ ซึ่งเป็นจอบที่เหนียว ทนบิ่น หักยาก ชาวบ้านชอบใช้ ส่วนยี่ห้ออื่นแม้ถูกกว่าแต่เสียง่าย ไม่คุ้ม ชาวบ้านมักไปแปะเอาจอบมาจากตลาดที่ฝาง เรื่องนี้เรารับปาก จะลงไปศึกษาดู เราไปสอบถามร้านที่ขายอุปกรณ์การเกษตรในตลาดวโรรส ก็รู้ว่า มีตัวแทนขายจอบตราจระเข้เอาส่งจากนครสวรรค์ ในราคาไม่ถึงร้อย หลอกขอเบอร์ที่อยู่ได้ก็ติดต่อไป ทำทีว่าเป็นพ่อค้าจะเอาไปเร่ขายแถวอำเภอปาย ได้มาน้อยกว่าเล่ม ตกลงกับพ่อหลวงปันว่า จะขายให้กับสมาชิกพวกเราเท่านั้น แต่ให้เพิ่มราคานิดหน่วย เพื่อวันหลังพ่อหลวงหรือแกนนำคนอื่นๆ สามารถเดินทางไปซื้อได้ที่ตัวแทนในจังหวัดเป็นค่ารถ

กิจกรรมนี้บรรลุผลไปด้วยดี ผปง. อื่นๆ ที่ดูแลเขตเชียงดาว ฝาง แม่อาย ให้เอาไปปรับใช้กัน แต่ที่สำคัญต้องให้แกนนำเป็นผู้ดูแลงานนี้ เพื่อให้สมาชิกเห็นบทบาทแกนนำมาขึ้น

เรื่อง กิจกรรมยกระดับเศรษฐกิจ ของหมู่บ้านสหพันธ์ฯ เขตเหนือ ถูกวิจารณ์มากพอสมควรจาก ผปง. ในเขตและเขตอื่นๆ บางคน ร่วมทั้งจากตุ๊ก ด้วย ว่า จะมีผลกระทบต่อแนวทางปลูกฝังจิตใจสู้รบของแกนนำหรือไม่ เพราะเป็นกิจกรรมที่คล้ายกับของทางราชการ ทำให้ชาวบ้านไม่ลุกขึ้นสู้รอแต่ความช่วยเหลือ เป็นการเบี่ยงเบน ไปในแนวเศรษฐกิจ ไม่ใช่แนวเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ปัญหานี้ ก็พูดคุยกันจนกระจ่าง กิจกรรมยังคงทำต่อไป แต่ไม่แพร่หลายนัก

**จัดตั้ง วงดนตรีเพื่อชีวิต ของ สหพันธ์ชาวนาฯ –ใหม่ประสานเก่า

ช่วงที่ทำงานความคิดอยู่ที่บ้านสันมนะ คืนวันหนึ่งที่บ้านทุ่งยาว มีเทศกาลอะไรซักอย่าง มีคณะร้องเพลงจ้อยซอ (เรียกแบบนี้ถูกหรือเปล่าไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว) บนเวทีเล็ก ผู้ชายผู้หญิงร้องแบบคำเมืองมีท่วงทำนองโต้ตอบกัน แต่มักใช้คำแอบแฝงกิจกรรมทางเพศ เกิดไอเดียขึ้นมา

ทำไมสหพันธ์ฯ ไม่ทำวงดนตรี ของตนเองขึ้นมาบ้าง เวลามีการเคลื่อนไหวที่ต้องนอนค้างคืน เอาวงดนตรีขึ้นมาเล่น เปิดแนวรบทางวัฒนธรรมในหมู่สมาชิกสหพันธ์ฯ แบบเดียวกับที่กรุงเทพทำ น่าจะดี

เคยเห็น อ้ายดวงกับพี่น้องและเพื่อนบ้าน เล่นดนตรีกันสนุกสนาน เป็นวงดนตรีแบบลูกทุ่งสมัยนั้น มีกลองเป็นพื้น พวกเขาร้องเพลงเพื่อชีวิตเกี่ยวกับชีวิตชาวนาชาวไร่ และเพลงลูกทุ่งที่นิยมกันในสมัยนั้น ก็ออกปากชวนให้จัดเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของสหพันธ์ชาวนาฯ เวลามีการเคลื่อนไหวหรืองานรำลึกเหตุการณ์สำคัญๆ ใน มช. ขอให้เข้าไปเล่นกัน

พวกเขา ถ่อมตนมาก ไม่เคยซ้อมกันมาเลย นานๆ  เอเครื่องดนตรีออกมาเล่นกันซักที กลัวจะเล่นได้ไม่ดี เราก็ลุ้นเหลือเกิน ประจวบเหมาะที่ มช. มิตรสหายจะจัดงานรำลึกเหตุการณ์อะไรสักอย่าง เลยเสนอทาง มช. ให้โอกาส วงดนตรีเพื่อชีวิตของสหพันธ์ฯ ได้เข้าไป ขับกล่อม เพื่อนนักศึกษาดู เผื่อวันหน้า อาจจะพัฒนาเป็น วงดนตรีเพื่อชีวิต แบบมาตรฐานแบบกรุงเทพได้ และอาจจะออกตะเวนไปเล่นตามหมู่บ้านสหพันธ์ฯ ด้วย เสียดายเราลืมชื่อวงนี้ไปแล้ว อ้ายดวงเป็นคนตั้งชื่อให้ และอ้ายดวงเป็นหัวหน้าวงด้วย

ดูนักศึกษาที่เข้าฟังชอบอกชอบใจ ผปง. ที่แม่ริมบอกว่าที่แม่ริม มีสมาชิกหายคนสามารถเป่าสีสะล้อซอซึงได้ น่าจะ สนับสนุนวงดนตรีเพื่อชีวิต แนวท้องถิ่นบ้าง พวกเราสนับสนุนเต็มที่ เข้าใจว่ามีซ้อมเล่นกันหลายครั้ง และ ได้ออกงานในงานสัมมนาครั้งใหญ่ที่อำเภอแม่ริมในช่วงต้นปี 19 ด้วย

มิตรสหายหลายคนได้ออกไปแล้ว ข่าวแว่วว่า เราก็อาจจะได้ออก ดูจากท่าทีผู้พันถามเราว่า ออกไปแล้วจะกลับเรียนหรือเปล่า เราบอกว่า ถ้าเขาให้เรียนก็เรียน ถ้าไม่ได้เรียนก็จะหางานทำที่กรุงเทพ ดังนั้นการคิดหนีจึงพักไว้ก่อน.....

**ยุทธวิธี สร้างแนวร่วม ให้ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ -การเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวไร่ยาสูบภาคเหนือ

มีการวิเคราะห์ ว่ สาเหตุใดสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ ถึงได้ถูกชาวนาชาวไร่ที่จัดตั้ง โดยเจ้าที่ดินศักดินา และอำนาจรัฐปฏิกิริยา เช่น นวพล ลูกเสือชาวบ้าน ต่อต้าน ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มผู้ทุกข์ยาก ถูกเอารัด เอาเปรียบ ถูกข่มเหงรังแก จากผู้จัดตั้งเหมือนกัน

ผลการวิเคราะห์ สรุป ได้หลายประเด็น ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจ คือ สมาชิกสหพันธ์ฯ ใช้กฎหมายค่าเช่าที่นา กับเจ้าของที่นาอย่างไม่จำแนก ในกรณีที่เจ้าของที่นาเป็นเจ้าของรายเล็กๆ เช่น มีที่นา 5-10 ไร่ให้เช่า เนื่องจากกำลังหลักในครอบครัวตายไป ไม่สามารถทำนาด้วยตนเองได้ แต่สมาชิกสหพันธ์ฯ ยังคงใช้หลักปันสาม ทำให้ ชาวนาเจ้าของที่รายย่อย มีข้าวไม่พอกิน รู้สึกว่าสหพันธ์ฯเอาเปรียบเขา จึงรู้สึกต่อต้าน อีกประการหนึ่ง การเคลื่อนไหวของชาวนา ชูธงเรื่องค่าเช่านา เป็นกระแสหลัก แต่ชาวไร่จำนวนมากในเขตภาคเหนือตอนบน ไม่ได้ทำนา และ ส่วนน้อยที่ได้เช่านาทำ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกขาว ป่าดอย ที่ราบพอทำนาได้มีน้อย เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนกับพื้นที่ทั้งหมด จึงทำให้มวลชนชาวนา ชาวไร่ ส่วนใหญ่ ไม่มีส่วนร่วมถึงผลได้ผลเสีย ในการ   เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฯ

เพื่อแก้ไขปัญหา ที่กล่าวมา จึงเรียกร้อง ให้จำแนกการใช้หลักปันสาม กับเจ้าของที่นารายย่อย ให้หักค่าใช้จ่าย แล้วแบ่งครึ่ง ให้อะลุ่มอะล่วยกัน ควรเคลื่อนไหว ประเด็นที่ชาวไร่เดือดร้อนหนัก เช่น ปัญหาไม่มีที่ทำกิน ปัญหาพืชผลถูกกดราคา เป็นต้น

ในขณะที่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวนาปี ชาวนาและชาวไร่ มักปลูกยาสูบกันอย่างกว้างขวาง ทุกตำบลจะมีโรงบ่มใบยาสูบตั้งอยู่มากมาย ส่วนมากเป็นโรงบ่มของโรงงานยาสูบเป็นของรัฐ และ 1 ใน 3  เป็นของเอกชน

ปัญหาที่เด่น คือ ราคาใบยาที่โรงบ่มรับซื้อจากชาวไร่ถูกกดราคาต่ำมาก กก. 20-50 สตางค์จนถึง 1.50 ทั้งๆ ที่น่าจะได้ถึง 2.00-3.50 บาท โดยที่โรงบ่มอ้างกฎหมายว่าราคากำหนดไว้อย่างนั้น ซ้ำร้ายโรงบ่มจ่ายปุ๋ยบังคับให้ใช้ แล้วหักค่าปุ๋ยในราคาสูง ทำให้รายได้จากการปลูกยาสูบของชาวนาฃาวไร่เกือบเท่ากับทำให้เปล่าแก่โรงบ่มยาที่รับซื้อ

เราได้รับมอบงานให้ศึกษา พรบ. ยาสูบ ซึ่งเก่ามาก ก่อน 2500 หาซื้อ พรบ. ได้ที่ร้านข้างๆ ม. ศิลปากรเท่านั้น พวกเราศึกษา พรบ. นี้ พบว่า การกำหนดราคาใบยาไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว กรมสรรพสามิต สามารถออกระเบียบปรับราคาได้ แม้กรมฯ จะไม่แจ้งการปรับราคา โรงบ่มกลางในจังหวัด ก็สามารถปรับราคารับซื้อ ได้ตามความเหมาะสม

เมื่อมีทางออก แบบนี้ จึงเกิด ยุทธิวิธีที่สร้างการเคลื่อนไหวใหญ่ของชาวนาชาวไร่ ได้ โดย ไม่ใช้ชื่อสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ แต่ ให้ตั้งขึ้นใหม่ ชื่อ สหพันธ์ชาวไร่ยาสูบภาคเหนือ โดยมี แกนนำสหพันธ์ชาวนาฯ ที่ทำไร่ยาสูบด้วย เป็นแกนเคลื่อนไหวในระยะแรก แล้วให้การเคลื่อนไหวเป็นตัวสร้างแกนนำใหม่ๆ ขึ้นมา

สมาชิกสหพันธ์ชาวนาฯ จะเข้าร่วม สนับสนุนด้วย ต้นปี 19 การเคลื่อนไหวใหญ่ก็เกิดขึ้น มีการชุมนุมใหญ่ที่สันป่าตอง แล้วย้ายมาชุมนุม ที่ศาลากลางจังหวัด การเคลื่อนไหวดูคึกคัมาก ทำให้ การขยายงานสหพันธ์ชาวนาฯ ก้าวต่อไปได้ ช่วยลดแรงกดดัน จากองค์กรมวลชน ที่ศัตรูจัดตั้งได้มาก

เราได้เสนอต่อตุ๊กและที่ประชุม ผปง. โครงงานชาวนา ขอให้ทำแนวร่วมใหม่ในหมู่บ้านสหพันธ์ฯ และหมู่บ้านข้างเคียงให้กว้างขวางขึ้น โดยใช้คำขวัญว่า “ขยายงานแนวร่วมสี่วัยสองชั้นชน”

สี่วัย คือ เยาวชนแรกรุ่น เยาวชนหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ และ คนชรา

สองชั้นชน คือ ครู และ พระในท้องถิ่น

โดย วัฒนธรรมของลานนา คนหนุ่มสาวแต่ละหมู่บ้านจะมีการตั้งกลุ่มหนุ่มสาว ตอนค่ำตอนกลางคืนจะมารวมกลุ่มกัน ที่บ้านพ่อหลวง หรือบ้านประธานกลุ่มหนุ่มสาว มาฝึกร้องเพลงฟ้อนรำพื้นเมือง ในเทศกาล จะมีการออกแสดง ในนามกลุ่มหนุ่มสาวหมู่บ้านหรือตำบล ตอนที่เราเข้ามาทำโครงงานชาวนา กิจกรรมนี้ลดหายไปมากแล้ว แทบจะไม่เคยเห็นเลย เราเสนอให้หมู่บ้านสหพันธ์ชาวนาฯ รื้อฟื้นวัฒนธรรมนี้ แม้กิจกรรมอาจจะดู ไม่เป็นไปในแนวปฏิวัติ แต่ก็เป็นหนทางหนึ่ง ที่จะสามัคคีกับชาวบ้านในชุมชน มีโอกาสสูงที่จะ ขยายงานความคิดไปสู่กลุ่มหนุ่มสาวเหล่านี้ ส่วนผู้สูงอายุ ให้เน้นผู้เฒ่าที่มีบารมี เป็นคนที่ในหมู่บ้าน นับถือ ให้ แกนนำพยายามเข้าหา ปรึกษา ให้เกียรติ ดึงมาเป็นแนวร่วมเราให้ได้ เช่นเดียวกันกับ ครูและพระ

หลักการที่เราเสนอ ดูจะไม่ได้รับ การตอบรับนักจากกลุ่มนำ แต่ก็ถูก หยิบยกขึ้นมากล่าว และพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อครั้ง การสัมมนาที่วังตะไตร้ นครนายก โดย ส.ชิงชัย เสนอให้หยิบยกขึ้นมาพิจารณา เมื่อจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่า มาเป็น การจัดตั้งเคลื่อนไหวมวลชนอย่างถูกกฎหมายในรูปแบบของ NGO

**วันแห่งอิสรภาพก็มาถึง หลุดจากศูนย์กักกันเสียที -พักฟื้นเตรียมตัวเข้าป่า

ช่วงเดือนกุมภา 20 เราได้รับการติดต่อจากมิตรสหาย ข่าวดีๆ มาถึง เราสบายใจ อดใจไว้รอวันออก..... เช้าวันหนึ่ง ผู้พัน เรียกเราไปพบ บอกว่านโยบายของรัฐบาล ไม่ต้องการกักขังผู้กลับใจ เมื่ออกไปไว้อย่าทำอะไรที่จะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน รถราวิ่งเร็ว เดี๋ยวจะถูกชนเอา (จะให้ออกแล้วยังมาว่าอีก) เราขอติดต่อลับไปทางบ้าน โทร. หาพี่ชาย บอกเรื่องราวการถูกจับตัวให้พี่รู้ ขอให้พี่ขึ้นมารับ วันเวลาจะบอกอีกที

ต้นมีนา มันปล่อยเราออกมา แต่สมศักดิ์ยังอยู่ เราร่ำมิตรสหาย กระซิบเบาๆ ว่า “แล้วเราจะได้เจอกันกันอีก ในที่ที่เราใฝ่ฝัน” พี่ชายที่แสนดี เอารถปิกอัพขึ้นมาจากกรุงเทพ มารับเราที่หน้าค่าย [ดูเหมือนเราจะถูกชะตากับปิกอัพจัง เข้าก็ปิกอัพ ออกก็ปิกอัพ ไปผาจิก็ปิกอัพ] นัดแนะการพบกันที่กรุงเทพกับมิตรสหายดีแล้ว ....เราก็กลับกรุงเทพกับพี่ชาย เกือบ 2 ปีแล้ว ที่ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้เห็นหน้าพ่อแม่นานเหลือเกินแล้ว กลับไปจะไปกอดให้หนำใจ....

แต่ไม่รู้ว่าท่านจะให้กอดหรือเปล่า ไอ้ลูกคนนี้!

 

 

รัตติกาล

 

 

เรื่องบันทึก /main menu / new update //

/ กลับ หน้าสารบัญ / กลับ ตอนที่ ๒ /ไป ตอนที่ ๔

first date 15 Oct. 2006/Last update 22 Sep. 2007