Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และ เดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

 

 

กลั่นจากความทรงจำ

"จงสร้างบทเรียน เรียนรู้จากบทเรียน หมั่นสรุปบทเรียน ยกระดับบทเรียน ถ่ายทอดบทเรียน"

โดย

ส.เทอด /ส.เกษตร

[พี่ใหญ่ตัวเป้งแห่ง "โครงงานชาวนา" อดีต นักศึกษาจากรั้ว จามจุรี]

 

ตอนที่ ๒

เข้าป่าครั้งแรก –นกสีเหลืองมาแล้ว
 

บ่ายวันที่ 5 ตค.19 เราเดินทางมาที่ชุมนุมของนักศึกษาประชาชนที่ศาลากลางจังหวัด ภายหลังเดินทางกลับจากฝาง เพื่อเตรียมการประสานงาน นำผู้นำชาวนาและผปง. ที่อาจจะถูกจับ หรือเก็บ จากอำนาจรัฐปฏิกิริยา และสมุนพวกมัน ในช่วงาวลานั้น กระแสการก่อรัฐประหารสูงมาก

[บทเรียนจากข่าว การรัฐประหาร เมื่อปลายปี 18 เป็นบทเรียนครั้งใหญ่  ที่สอนให้เรา เรียนรู้ การเตรียมการประสานงาน ระหว่างหมู่บ้าน หมู่บ้านกับ ผปง. และ ผปง. กับแกนหลัก ของ โครงงานชาวนา  มีการกำหนด จุดนัดพบ หลายๆ ที่ ไม่รวมศูนย์ ของ ผปง. เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับหมู่ เป็น จุดเริ่มต้นของการกำเนิด กลุ่ม "เยาวชนมังกรน้อย" ที่เราเรียกเลียแบบมาจากนวนิยายปฏิวัติเรื่อง "หน่วยจรยุทธ์ห่านป่า" ของ จีน เป็นระบบการติดต่อระหว่างชนบทกับเมือง ด้วยกำลัง ของ ลูกหลานสหพันธ์ชาวนาฯ เอง

เริ่มสนใจ สำรวจเขตป่าเขา ใกล้ๆ พื้นที่เขตงานชาวนา เริ่มจัด ผปง. บางส่วนทำงานแบบ ฝังตัวในพื้นที่ที่สำคัญ เริ่มการติดต่อกับเขตฐานที่มั่นสามจังหวัด ฝ่ายนำโครงงานชาวนา ได้ตระหนักถึง การเชื่อมต่อ ระหว่างงานชาวนา กับเขตฐานที่มั่น ทางเชียงราย โดยเฉพาะแนวถนนเทิง-เชียงของ เรากับเพื่อน ผปง. ได้เดินทางสำรวจหมู่บ้าน ตามแนวถนนเทิง-เชียงของ มาหลายครั้ง]

ใน เย็นวันที่ 5 ตค. มีมติ ว่า จะต้องสลายการชุมนุม การข่าวแน่ชัดว่า พวกปฏิกิริยากำลังระดมพล เข้าปิดล้อมการชุมนุมของนักศึกษาในคืนนั้น เรากับตุ๊ก (ผดุงศักดิ์ พื้นแสน ผู้ประสานงานโครงงานชาวนาและเรา ก็รับรู้เอง ว่า ตุ๊กเป็นหนึ่งในทีมฝ่ายนำ ของ สายจัดตั้งใน มช.) ได้นัดแนะพบกันอีกสองวันข้างหน้า

รุ่ง เช้าวันที่ 6 ข่าว ที่ชวนให้เจ็บแค้น กระจายมาถึงเชียงใหม่ คืนนั้นการรัฐประหาร ก็เกิดขึ้น ช่วงเวลาที่พวกเราคาดการณ์ไว้ ได้เกิดขึ้นแล้ว ช่วงเวลา ของ ความเครียดแค้น สับสน งงงวย ประเดประดังเข้ามา เราจะทำอย่างไรกันต่อไป เราต้องเปลี่ยนที่อยู่ ไปอาศัยบ้านแม่ของเพื่อน ที่เป็นยุวชนสยามมาก่อน ตั้งแต่อยู่ ค่ายฝึกกำลังคนสามโคก  อาศัยอยู่อาศัยกิน ตระดับรับฟังข่าวสาร รอเวลานัดพบกับ ผปง. แต่ละหน่วย ที่ได้เตรียมการ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ถึงวันนัดพบ มีพวกเราสามคนกับตุ๊ก ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การนำแกนนำชาวนา ผปง. และ นักศึกษาที่อยู่ในเมืองต่อไปไม่ได้แล้ว ขึ้นฐานที่มั่น “เขตที่พักพิงที่ไว้ใจได้”

ก่อนหน้านั้น เรารู้มาว่า พวกเราได้ติดต่อกับเขตสามจังหวัด และเขตเชียงม่วน(ผาจิ-ผาช้าง)ได้แล้ว แต่อยู่ไกลเกินไป  การเดินทางอาจเสียลับและถูกจับได้ เขตที่ใกล้ที่สุด คือ เขต อ.เทิง อ. เชียงของ [ตอนนั้นเราเองยังไม่รู้ว่าเป็นเขตฐานที่มั่นดอยยาว] แต่การติดต่อยังไม่สำเร็จลุล่วงดี

ท่ามกลาง สภาพการณ์ล้อมจับ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วใน มช. ทำให้พวกเรารอไม่ได้ มวลชนชาวนาเริ่มทะลักเข้ามาแล้ว ปล่อยเวลาไว้นานจะเกิดความเสียหายแน่ ใน ที่ประชุมมีมติให้เปิดเชื่อมการติดต่อกับเขตดอยยาว  โดย ฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายบุกเข้าไปหา!! เพื่อเปิดทางให้หน่วยอื่นตามไปได้ แล้วใครจะไป เราออกปากอาสาสมัครเป็นคนแรก

[ภายใต้สภาพการณ์ไม่แน่นอน เสี่ยงภัย อันตราย และต้องตัดสินใจ สำหรับเราแล้ว ถูกสอนมาจาก ประสบการณ์งานกลุ่มยุวชนสยาม ว่า การเป็นผู้นำคนนั้น จะต้องยึดหลัก“ทุกข์อยู่หน้า สุขอยู่หลัง” เราจึงไม่ลังเล ที่จะอาสาสมัคร ไม่ใช่ว่าเราอยากเด่น ไม่ใช่เพราะเราอวดเก่ง แต่เป็นเพราะ เราต้องรับผิดชอบต่อชีวิต ของ มิตรสหาย และเราเคยไปสำรวจเส้นทางถนนสายนี้มาก่อนใครๆ ]

เราเสนอให้ สมศักดิ์ ศักกินา ผปง. ที่ทำงานชาวนาบริเวณพื้นที่แม่อายไปกับเราด้วย สมศักดิ์ถูกจับคราวเดียวกับที่เติบถูกจับที่ บ้านแสงตะวัน อ.องุ่น ท่านช่วยประกันตัวออกมา เพราะถ้าถูกจับคราวนี้ อาจไม่ได้ปล่อยตัวออกมาอีก อีกทั้งเมื่อติดต่อกับฐานที่มั่นได้แล้ว อาจจะให้สมศักดิ์กลับลงมาประสานกับพวกเราที่เหลือ เพราะสมศักดิ์เป็น นศ. คนเมือง การพูดการจาจะเข้ากันได้ดีกับชาวบ้าน ไม่เป็นที่น่าสงสัย ที่ประชุมเห็นด้วย และจะเริ่มเดินทางเช้ามืดวันรุ่งขึ้น (9 ตค)

หลังจากนั้น เราไปพบกับหน่วย ผปง. ที่กระจายกันอยู่ แต่ละหน่วย มีชาวนาบางส่วนมาสมทบด้วยแล้ว แจ้งข่าวการเดินทางขึ้นฐานที่มั่น โดยที่พวกเราไม่รู้เส้นทางมาก่อน เมื่อทีมแรก (เรากับสมศักดิ์) เดินทางไปแล้ว ทีมต่อๆไปจะเดินทางตามไป หากมีการเปลี่ยนแปลง จะมีการส่งข่าวมาแจ้ง ผปง. ชาวนาส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่า ทีมไหนจะเป็นทีมแรก และหน่วยตนจะเป็นทีมที่เท่าไร ตุ๊กจะผู้ประสานงานตรงนี้เอง

เช้ามืดวันที่ 9 ตค 19 ด้วยรถมอเตอร์ไซด์ 2 คัน บรรทุกเรากับสมศักดิ์  ออกเดินทางไปตาม ถนนเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า  ถนนตัดใหม่ที่ผ่ากลางแนวเทือกเขาผีปันน้ำ สันเขาแม่ลาวที่กั้นเขตแดนเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ผ่านแม่สรวย เข้าถนนไปเชียงราย ก่อนถึงเชียงราย แยกแม่กรณ์ เราเลี้ยวขวา ไปตามถนนที่เราคุ้นเคย เมื่อสองเดือนที่แล้ว เราเคยมาเยี่ยมเยือน เราสี่คนผลัดกันขับมอเตอร์ไซด์ ระหว่างทางซื้อหาไฟฉาย ไฟแช็ค ประทัด ผ้าขาวม้า มีดพกพับได้คนละเล่ม ไก่ย่างคนละน่องพร้อมข้าวเหนียวคนละปั้น ไว้กินตอนเย็น จนเวลาบ่ายคล้อย สี่โมงเย็น พวกราก็วิ่งอยู่บนถนนสายเทิง-เชียงของ

จากข้อมูล ที่เราได้รับจากตุ๊ก ว่า ช่วงกม.ที่ xx ถึง xx เป็นช่วงที่จะมีสหายมารอรับ หากพลาดไป ให้ไปที่จุดนัดพบบนดอยที่มีต้นไม้ต้นหนึ่งสูงเด่นเป็นสง่า ระว่างกม.ดังกล่าว ให้ใช้ประทัดจุด เป็นสัญญาณบอก คำชี้แนะมีเท่านี้

[ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อง "แปลนโยบายให้เป็นรูปธรรม แปลรูปธรรมให้เป็นแนวปฏิบัติ แล้วเวลาปฏิบัติก็ต้องรู้จักยืดหยุ่นพลิกแพลง" เราเจอภาระกิจในทำนองนี้มาบ่อยๆ จนชินเสียและ]

เราขับมอเตอร์ไซด์คู่ชีพสำรวจเส้นทางอย่างช้าๆ เห็นหลัก กม. ดังว่าแล้ว แหงนมองขึ้นไปบนทิวเขา ดอยที่ยาวเหยียดขนานไปกับเส้นทางถนน

[ทีแรกเราเข้าใจเองว่า นี่คือ ดอยยาว สัญลักษณ์แห่งฐานที่มั่นแดง เบื้องหลังเทือกเขานี้คือ เขตอำนาจรัฐสีแดง]

เราเห็นต้นไม้สูงสง่าโดดเด่น ดังว่า เช่นกัน เราขับเลยไป เพื่อสังเกตว่า มีรถหรือใครผ่านไป ผ่านมา หรือไม่ ขับไปเสียไกล แล้วเราก็วนกลับ มาถึงแนวที่หมาย หมายตาไว้แล้ว จำขึ้นอกขึ้นใจ เวลานั้น ตะวันใกล้พลบ ปลอดคน ปลอดรถผ่านไปมา เพื่อนเราจอดรถให้ แล้วเราสองคน ก็รีบพลิกตัวลง เดินจ้ำเอ้าฝ่าแนวหญ้าสูง มุ่งเข้าสู่ป่าดอย ดินแดนแห่งความใฝ่ฝันทันที

เราสองคน เดินมุ่งหน้าเข้าป่าไป ไม่มีเส้นทางให้เดิน [ทางมีเพราะมีคนเดิน ทางไม่มีเราก็เดินเอง] แต่ต้องเดินกึ่งจ้ำเข้าไปเรื่อยๆ ตาก็แหงนมองต้นไม้สูง หมายตาหมายทิศทางไว้ ก่อนตะวันจะลับขอบฟ้าเบื้องหลังเรา

สำหรับ ต้นไม้ ต้นนี้ มีความหมายต่อจิตใจเรามาก ไม่เพียงแต่จะเป็นเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึงให้ได้เท่านั้น แต่มันจะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชีวิตเรา 2 ปีที่แล้ว เราเคยกลับที่นั่น ต้นไม้นั่น ไม่มีตัวตนอีกแล้ว แต่เรายังเห็นวิญญาณของมัน

แสงตะวันจางๆ หายไปแล้ว ความมืดเข้ามาแทนที่ ไฟฉายถูกนำมาทำหน้าที่แทน เรามีคติเชื่อว่า “เดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ในที่สุด เกือบทุ่มหนึ่ง พวกเรามาถึงลานโขดหิน มีร่องรอยการใช้พื้นที่อยู่เกลื่อนกลาด เปลือกไม้ไผ่ที่เหลาที่ทิ้งไว้ ขี้เถ้ากองไฟหลายกอง แต่ดับมอดไปนานวันแล้ว เราเริ่มจุดประทัด แล้วก็ตะโกนออกไปว่า “สหาย นักศึกษามาแล้ว ๆ ๆ” “นกสีเหลืองมาแล้ว ๆ ๆ” [นี่ไม่ใช่รหัสนัดพบ ไม่รู้ว่าสหายในป่าเคยฟังเพลงนกสีเหลืองของคาราวานมาก่อนหรือเปล่า ไม่รู้จะตะโกนอะไรออกไป เราก็นึกได้แค่นี้เอง] ตะโกนไป ก็จุดประทัดไป เว้นว่างไว้ให้กับความเงียบเป็นช่วงๆ เผื่อจะมีเสียงตอบกลับบ้าง รอตั้งนาน นอกจากเสียงจั๊กจั่น ร้องจิ๊กๆๆ และเสียงใบไม้ต้องลมแล้ว ไม่มีเสียงอื่นใดๆ เลย ในป่าตอนนั้น มีสองเสียงนี้ เท่านั้น ที่เป็นเสียงบริสุทธิ์จริงๆ

สองทุ่มกว่า พวกเราเอาข้าวเหนียว ที่ซื้อมาระหว่างทางกินกับน่องไก่ย่างที่เย็นชืด แต่อร่อยจริงๆ ตอนนั้น พวกเราไม่เคยคิดเลย ว่า ถ้าคืนนี้ ไม่พบสหาย และพรุ่งนี้ ก็ยังไม่พบสหายอีก เราจะกินอะไรกัน เพราะใจเราเชื่อว่า เราจะพบสหายแน่ๆ มีลำห้วยเล็กๆไหลผ่าน ส่องไฟฉายดู ใสแจ๋วเชียว แถมยังเย็นเจี๊ยบอีกต่างหาก เราต่างดื่มกินคนละหลายๆ อึก พอแรงฟื้นกลับ สติเริ่มนิ่ง เราต่างก็ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป

สมศักดิ์ บอกว่า “จะกลับตอนนี้ทันมั้ย” เราบอกว่า ”ถ้าจะกลับก็น่าจะทัน แต่เราจำได้หรือว่า เดินมาทางไหน แล้วจะกลับถูกทางหรือ ที่แน่ๆ ถ้าเราเดินมุ่งขึ้นสู่ที่สูง ยังงัยๆ เราก็จะถึงยอดดอย เรายังมีเป้าหมายอีกจุดหนึ่ง หน้าที่เรายังไม่บรรลุ แต่เราก็ไม่ว่าอะไรนะ ถ้าสมศักดิ์อยากจะกลับ”

สถานการณ์ตอนนี้ จำเป็นที่เราต้องปรับความคิดกับสมศักดิ์ ให้เข้ากันให้ได้ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานหากใจเราไม่เป็นหนึ่ง ไม่แน่วแน่ จะพาลตายกันทั้งสองคน ในเวลานั้น เราเข้าใจความรู้สึกของสมศักดิ์  มาแล้วก็ไม่เจอ จะเจออะไรก็ไม่รู้ ความมืดความวังเวงและความไม่แน่นอน ทำให้ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในจิตใจ ใช่ว่า เราจะไม่กลัว แต่เรากลัวจนเลิกกลัวไปแล้ว ตั้งแต่มาทำงาน โครงงานชาวนา นี้ เราเจอกระสุนหลายครั้ง เกือบถูกรถทับก็หลายที มีอะไรจะให้กลัวอีก

ในที่สุด ใจพวกเราก็เป็นหนึ่งเดียว สี่ทุ่มกว่า พวกเราเดินขึ้นสู่ที่สูงกันต่อ ค่อยๆ คลำทางกันไป ประทัดจุดจนไม่เหลือแล้ว เสียงตะโกนก็แหบแล้ว หมดแรงก็พักสักครู่ มาทบทวนดู ต้นไม้ที่ว่า มองจากถนนมองขึ้นมา ก็ไม่เห็นจะไกลเท่าไหร่ แต่ทำไมไม่ถึงสักที เราหลงป่าแล้วใช่มั้ย .....ยามหวาดหวั่น ความคิดแง่ร้ายก็มักจะผุดขึ้นมา ในสถานการณ์ตอนนี้ เราจะแสดงท่าที ไม่แน่นอน ไม่แน่ใจ ไม่ได้ ฉับพลัน เราก็ร้องเพลงออกมาด้วยเสียงอันดัง (แบบแหบๆ) .....

“เราลูกหลานภูสระ ขอให้สัตย์และปฏิญาณ จะยืนคู่เคียงภูพาน ที่อาจหาญชาญชัย ยืนหยัดต่อสู้ เราจะสู้สุดใจ เอกราชประชาชนไทย จะต้องได้ชัยอย่างแน่นอน จะต้องได้ชัยอย่างแน่นอน”

เราจำมาจากวิทยุ สปท. เพราะมาก แต่ก็แปลกใจทำไมเราไม่ร้องเพลงภูแวภูพยัคฆ์ ทั้งที่เราก็ร้องได้ มันวังเวงไปมั่ง สมศักดิ์ก็ร้องเพลงไปกับเราด้วย ผลัดกันร้อง คนละเพลง สนุกดี ทำเหมือนมาเที่ยวป่ากันเลย ในที่สุดเรามาถึงที่ราบน้อยๆ บนไหล่เขา มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง สูงตระหง่าน แต่ไม่ใช่ต้นที่เราหมายมั่นจะมาหา มันไม่ได้อยู่บนยอดดอย บนนี้ เรามองเห็น  ต้นไม้เป้าหมาย ลางๆ อยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลแล้ว  [จริงๆ มันน่าจะไกลอยู่นะ เพราะไม่เห็นสันดอย ที่จะเดินขึ้นไปถึงเลย ]

ตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้ว พวกเราตัดสินใจจะนอนพักเอาแรงกันที่นี่ แต่ไอ้ความที่ ไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตในป่า เขานอนกินอยู่กันยังงัย ในความคิดมีแต่ ความเชื่อ ที่ว่า มันน่าจะมีสัตว์ร้าย งูเอย เสือเอย หมีเอย ถ้าจะนอนกับพื้นบนหญ้า เผื่อพวกมันโผล่มาจะทำยังงัย .....

เราสองคน ต่างเห็นตรงกัน ปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้ นอนบนนั้นดีกว่า เอาผ้าขาวม้าที่ติดตัวมาด้วย พันรอบตัวเรากับลำต้นไม้ กันไว้ไม่ให้หล่นลงมา แต่ให้ตายเถอะ นอนไม่หลับเลย แถมเจ็บก้นด้วย สมศักดิ์ก็ไม่ว่าอะไร นี่ถ้า สมศักดิ์ออกปากมาสักหน่อย ก็จะชวนลงไปนอนข้างล่างล่ะ จะงูจะเสือจะหมี ก็ให้มันมาเฮอะ คืนนั้นทั้งคืน นอนโอนเอนกันอยู่อย่างนั้น เจ้ากรรม ยุงก็ช่างชุมนัก ทำไมดึกๆ ลมไม่พัดเอาเสียเลย ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ เราคงไม่ทำอีกแล้ว นอนที่ราบดีกว่า ก่อกองไฟไว้ข้างๆ สบายกว่ากันเยอะเลย......

ฟ้าเริ่มสาง แต่ไม่เห็นแสงตะวัน เราอยู่ฝากตะวันตกของเทือกเขา เสียงไก่ขันแว่วมา ไก่ป่าหรือไก่บ้านก็ไม่รู้ สายตาเรามองลงไปทุ่งราบข้างหน้า เมื่อเย็นที่แล้ว เรามาจากข้างล่างนั้น เห็นหมู่บ้านเป็นย่อมๆ บางที่ดูเหมือนจะคล้ายๆ บังเกอร์ของทหารด้วย ไอ้ความที่นอนไม่ค่อยหลับและเจ็บก้นด้วย ก็รีบลงจากต้นไม้ ปัญหาใหม่เริ่มเกิดแล้ว หิวน้ำ จะเอาน้ำที่ไหนมากิน จะตัดกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำไว้เมื่อคืน มีดพกเราก็เล็กปะติ๋ว อย่าว่าแต่ตัดเลย ค่อยๆ เลื่อย ก็ยังไม่เข้าผิวไผ่เลย แต่อย่างไรก็ช่าง ข้างบนนั้น มีเป้าหมายชัดแล้ว มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม อดทนอีกหน่อย เจอสหายแล้วคงมีอะไรๆ ให้เรากินบ้างแหละ ??

เกือบแปดโมง เราสองมายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ “เป้าหมายแห่งชัยชนะของเรา” ชีวิตช่างสดใสอะไรเช่นนี้ ลมเย็นอ่อนๆ พัดมากระทบเป็นระลอกๆ รู้สึกสบายๆ บนนี้มีที่ราบแคบๆ มีเพิงหมาแหงนหลังหนึ่ง มุงด้วยหญ้า พอนอนได้สบายๆ หนึ่งคน พวกเราเข้าไปนั่งในนั้น ที่พื้นมีหินหลักสามก้อนสำหรับวางภาชนะหุงอาหาร ขี้เถ้าดูเหมือนจับตัวทิ้งไว้หลายวัน ไม่มีร่องรอยอะไรที่ดูใหม่ๆ ปะปนรอบๆ เลย เมื่อคืน สหายคงไม่ได้พักบนนี้ เราเห็นต้นอ้อใหญ่ๆ ขึ้นอยู่ข้างๆ หุบเขา เราคิดว่าเป็นอ้อยป่า ดีใจสุดขีด รีบไปดึงถอนมันขึ้นมา งัดมีดพกออกมาปลอกเปลือกอย่างลิงโลดมีความสุข ได้ทีก็รีบงับหวังจะได้น้ำหวานจากอ้อยป่า เจ้ากรรมเอ๋ย น้ำไม่มีแถมยังคันปากอีก เราสองคนบ่นงึมงัมๆ กันไป เราก็ไม่รู้ว่าเราบ่นอะไรเหมือนกัน

พอได้สติ ก็ค่อยๆ สำรวจไปรอบๆ เพิงไปไม่ไกลกันนัก เผื่อจะมีแหล่งน้ำให้ได้เจอบ้าง เจ้ากรรมเอ๋ย ไม่พบอะไรเลย

รอบข้าง มีแต่หุบเขา ลึกลงไป มีแนวสันเขาเชื่อมมาสามทาง ทางหนึ่งทอดยาวไปสองข้างตามแนวเขา คงเป็นสันเขาของเทือกนี้ อีกสันหนึ่งทอดขึ้นมาจากทางตะวันออก มองลงไปข้างล่าง เห็นแนวหุบเขาสลับซับซ้อนยาวต่อกันไปเหนือจรดใต้ มีล่องรอยการทำไร่เลื่อนลอยเป็นผืนเล็ก ผืนใหญ่ กระจายกันไปหลายแห่ง มีแนวป่าเขียวขจีแคบๆ เป็นแนวยาวๆ คงเป็นห้วยน้ำแน่ๆ แต่ที่น่าอัศจรรย์ เบื้องหน้าตะวันออกของเรา เทือกเขาเขียวสูงตระหง่าน ต้องแสงราวกับมรกต ทอดยาวเหนือใต้ มันใหญ่กว่าเทือกที่เรายืนอยู่มากมายนัก มันคือดอยอะไรกัน รอสหายอยู่เป็นชั่วโมง ไม่มีวี่แวว ตัดสินใจจุดกองไฟขึ้น เผื่อสหายจะเห็นสัญญาณควันนี้บ้าง

[การตัดสินใจ จุดกองไฟนั้น เป็น ความผิดพลาดอย่างมหันต์ เราลืมคิดไปว่า ศัตรูข้างล่างก็เห็นควันไฟนี้ได้เหมือนกัน]

นั่งรอไป สายตาก็ทอดยาวไปตามเทือกดอยข้างหน้า ปล่อยจินตนาการไปเรื่อยเปื่อย ไอ้ดอยยาวๆ ข้างหน้านั้น มันดอยอะไร ทำไมมันถึงยาวสุดลูกหูลูกตาอย่างนั้น มันคือ ดอยยาวหรือ? แล้วที่เรานั่งอยู่มันคือดอยอะไรล่ะ? ตายละเหวย ตายละวา ถ้าข้างหน้า....คือดอยยาว นี่มันต้องเดินอีกกี่วันถึงจะไปถึง แล้วจะหาพวกสหายเจอหรือนี่อ่ะ หมดแรงเลยเรา พอความท้อมาเยือน พลังมันก็เริ่มหมด แรงใจก็ค่อยๆ ลด ลดลงๆ ตัวอ่อนห่อลงๆ ต้องเปิดเสวนาปรับใจกันอีกแล้ว

“ถ้าไม่เจอจะไปกันต่อไหม” ดูเหมือนสมศักดิ์จะบ้าตามเราแล้วละ “พี่ไปไหน ผมก็ไปด้วยแหละ” มติเป็นเอกฉันท์ หายใจลึกๆ เข้าไว้สหาย “ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวความยากลำบาก ไม่มีความทุกข์ยาก ที่บังอาจขวางเรา ยืนหยัดต่อสู้ เราจะมุ่งหน้าไป สงครามประชาชนไทย จะต้องได้ชัยอย่างแน่นอน” เพลงก็เริ่มร้องมั่วแล้ว เราก็ทำได้แค่นี้แหละ โถ พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ [ปกติเราไม่เคยสบถเลยนะ ทำไมมันชักจะมีมากขึ้นก็ไม่รู้]

ใกล้เที่ยง ไม่มีวี่แววของสหายเลย ทันใดนั้น เสียงอะไรก็ไม่รู้คล้ายปะทะกับกระแสลมอย่างรุนแรง ดังก้อง ผับๆๆๆๆๆ มันโผล่มาแล้ว เฮอริคอปเตอร์ของศัตรู บินพุ่งมาที่เราสองคน

ไม่ต้องเสวนาจะพาระนังอะไรกันอีกแล้ว คว้าผ้าขาวม้าได้ ก็รีบกระโดดลงทันที สมศักดิ์ดึงเราไปทางสันเขาตะวันออก แต่เราขัดขืน “มันชัดเกินไป” เราดึงกลับ แล้วก็พากันลงไปที่หุบเขาของสันนั้นที่มีต้นไม้หนาทึบข้างๆ ทันที ตอนวิ่งลงแรกๆ ก็ดูดีอยู่หรอก แป้บเดียวก็กลิงลงไปโดยอัตโนมัติ มือรีบจับแว่นตาเอาไว้ นี่ถ้ามันหล่นหายไป การเดินทางคงเป็นแบบตาบอดคลำช้างแน่ๆ กลิ้งลงไปพอได้ที่ ลึกเท่าไหร่ไม่รู้ มันก็หยุดของมันเอง เสียงคอปเตอร์เงียบไปแล้ว

เที่ยวนี้ ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว เดินลุยไปอย่างเดียว มุ่งหน้าไปทิศตะวันออก ไปหาดอยที่อยู่ข้างหน้า ฐานที่มั่นคงอยู่ที่นั่น จินตนาการของเราคิดไปอย่างนั้น [ใช่เลยแหละ ฐานที่มั่นเราอยู่ที่นั่น มาทราบภายหลังที่ได้เข้าป่าแล้วอย่างเป็นทางการ] !?!
 

พวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่เดินลงหุบเขา ไม่ใช่เดินขึ้นสันเขา เกรงว่ามันจะเห็นเรา ทีนี้อาจจะไม่บินมาเฉยๆ มันอาจจะโปรยอะไรบางอย่างใส่หัวเราแน่ ยิ่งเดินลึกลงไป ก็ยิ่งเย็น มองไม่เห็นแนวเขาอะไรอีกแล้ว

ไชโย เราได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่วๆ ดังอยู่ข้างหน้า รีบจ้ำเข้าไปหา เจอลำธารสายน้อยๆ ไหลคดไปคดมาเมื่อเจอกับก้อนหินที่เกลี้ยงเกลา “สุขใจจริงหนอ เราไม่ง้อใครๆ” ฮัมเพลงนี้อยู่ในใจคนเดียว ใจก็เดาว่า นี่ คงเป็นต้นน้ำอีกสายหนึ่ง เป็นที่มาของแม่น้ำทั้งหลายประดามี

โชคดีอะไรอย่างนี้ เรียนวิชาภูมิศาสตร์ มาตั้งเยอะ ยังไม่แจ่มชัดเท่าที่มาเห็นของจริงแบบนี้เลย ไม่มีข้าวกิน กินน้ำอย่างเดียวก็พอทนไหว

เราเดินตามสายห้วยน้อยๆ นี้ไป แต่เดินยากมาก มันไม่ราบ ต้องเดินทรงตัวเอียงๆ ลื่นแล้วลื่นอีก ไปได้สักพักใหญ่ เราเสนอความเห็นว่า เราน่าจะเดินขึ้นสันดอยได้แล้ว ไม่งั้น เราจะไม่รู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางไหน ไม่ทันขอมติ เราเดินไต่เฉียงๆ นำขึ้นไปเลย ทางชันมาก มาถึงสันดอยก็เหนื่อยชัก เหงื่อท่วมตัว น้ำที่กินไปคงออกมาเป็นเหงื่อมาหมดแล้ว

จากสันดอย พอจะเห็นร่องรอยเส้นทางจางๆ อยู่ คล้ายกับมีคนใช้เดินทาง เบื้องหน้าเรา ยังมองเห็นเทือกเขาดอยที่ยาวมากนั้นอยู่ แสงตะวันยังอาบแนวเทือกเขานั้น เหมือนมีสีเหลืองจางๆปกคลุมอยู่ เหลียวไปทางตะวันตก เราไม่เห็นต้นไม้ใหญ่นั้นอีกแล้ว เห็นแต่เทือกเขาสลับซับซ้อน ตะคุ่มๆ เดาไม่ถูกว่าเราลงมาจากเทือกไหน ตะวันถูกบังแสงไปแล้ว หากเดินตามสันนี้ลงไปเรื่อยๆ ทิศทางก็ยังมุ่งไปทางตะวันออก แต่เฉียงใต้น้อยๆ ใจเรายังคงแน่วแน่อยู่ หากลงไปถึงแนวป่าทึบแคบๆ ที่ยาวเหยียดในหุบข้างหน้า คงจะเป็นห้วยใหญ่ เราก็จะเริ่มเดินขึ้นดอยยาวๆ เทือกเขาที่เราอยากไปนั้นได้

เดินเรื่อยไป ไม่นาน เจอทางสองแพร่ง สันหนึ่งไปทางซ้าย สันหนึ่งไปทางขวา ต้องตัดสินใจอีกแล้ว ตั้งแต่เจอคอปเตอร์ตอนกลางวัน สมศักดิ์ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจามากนัก เราตัดสินใจเดินทางไปทางสันซ้าย เพราะ หนึ่ง มันมุ่งตรงไปทางเทือกยาวนั้นมากกว่า ที่สำคัญ มันมีร่องรอยทางเดิน เด่นกว่าอีกสันหนึ่ง

ใกล้จะค่ำอีกแล้ว พวกเราเดินลงหุบเขาเพื่อหาน้ำ ได้กินสมใจอยาก แต่จะไม่นอนข้างล่างนี้ ขึ้นไปนอนข้างบน หามุมดีๆ ราบๆ มีสันคอยต้านแรงลมที่เย็นลงเรื่อยๆ แล้วก่อกองไฟ นอนหลับแต่หัวค่ำดีกว่า คืนนี้เราไม่ร้องเพลงกัน เพลียมากแล้ว งูเงอเสือเสอ ไม่สนใจอีกแล้ว สมศักดิ์หลับแล้ว แต่เรายังไม่หลับนั่งมองกองไฟ คอยเติมเชื้อฟืนเข้าไป เงาไม้รอบข้าง กำลังเต้นระบำ ล้อแสงไฟให้เราดู สมองก็คิดไปเรื่อย.......

นี่ผ่านมาสองวันแล้ว มิตรสหายในเมือง จะเป็นอย่างไร ทีมที่จะตามมาจะมาหรือเปล่า จะเป็นอย่างไรไหม จะทำอย่างไร ให้พวกเขารู้ตัวก่อนจะมา ที่ผ่านมาเราตัดสินใจถูกหรือผิด เราควรรอสหายที่ลานโขดหินข้างล่างดีกว่าหรือไม่ ถ้าไม่เจอสหาย รุ่งเช้าเราก็น่าจะออกจากป่า ไปขึ้นรถกลับเชียงใหม่น่าจะดีกว่าไหม คำถามที่ผุดขึ้นมา เราไม่มีคำตอบ

เราไม่เคยโทษหรือตำหนิ คำชี้แนะจากตุ๊กเลย ตั้งแต่ทำงานชาวนามาด้วยกัน แม้เราจะพบกับตุ๊กไม่บ่อยนักก็ตาม จากประสบการณ์ของเรา ทำให้ เราเข้าใจธรรมชาติของงานโครงงานชาวนานี้ พอสมควร งานที่ทำอยู่ทุกวัน เราไม่มีตำราศึกษาชี้นำ ไม่เคยได้อ่านบทเรียน และวิธีทำงานชาวนาจากตำราไหนๆ ที่เป็นรูปธรรม อย่างเป็นรูปธรรม เกือบทุกอย่าง เกือบทุกงาน เกือบทุกการเคลื่อนไหว ที่ผ่านมา พวกเรา เหล่าผู้ปฏิบัติงานชาวนา ต่างต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ที่แต่ละคนเรียนรู้ คำชี้แนะการทำงาน มักมาจากการสรุปบทเรียนของพวกเรากันเอง

คัมภีร์ปฏิวัติ ทั้งหลาย วีรประวัติ ของ นักสู้ นักปฏิวัติที่เราศึกษา ยกเป็นแบบอย่าง สำหรับปัญญาชนปฏิวัติ ก็ ไม่มีรายละเอียด วิธีทำงานชาวนา มีแต่ คำขวัญ ที่ ปลุกเร้าชี้นำทิศทาง ที่ควรไป “ประสานกรรมกรชาวนา” “จัดตั้งมวลชนปฏิวัติ” “จักรพรรดินิยมจงพินาศ” “อำนาจรัฐได้มาด้วยกระบอกปืน” และอะไรอีกหลายๆ อย่าง ไม่ได้บอกว่าจะเอามาทำงานกับชาวนาได้อย่างไร

เกือบทุกอย่าง พวกเราต้องเรียนรู้กันเอง เรียนรู้จากหยาดเหงื่อและเลือด ของผู้นำชาวนา และของพวกเรา งานที่ช่วยกันทำ ที่ผ่านมาก็ไปได้ด้วยดี ประสบชัยชนะบ่อยครั้ง มวลชนปฏิวัติขยายตัว ไปอย่างกว้างขวาง ประสบการณ์ของพวกเราก็เพิ่มพูนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตใจที่เอาการเอางาน จิตใจที่เสียสละ จิตใจที่ปฏิวัติของ ผปง. แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ประวัติศาสตร์หน้านี้ พวกเราต้องช่วยกันสร้างขึ้นมาเอง ด้วยหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อของพวกเราทุกคน จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปโทษใคร...... ดึกแล้ว ง่วงแล้ว เติมฟืนเข้าไปแล้ว เราก็เอนตัวลงนอน

เช้านี้เราตื่นสาย แสงตะวันส่องพื้นแล้ว สมศักดิ์ตื่นก่อนเรา “ลองกินนี่ดูซิ อมเปรี้ยวอมหวานดี” สมศักดิ์ยื่นผลไม้เม็ดเล็กสีแดง สิบกว่าลูกให้เรา สมศักดิ์คงกินมาแล้ว เราหยิบใส่ปากเม็ดนึง พอเคี้ยวดู มันเปรี้ยวๆ หวานๆ ดี สมศักดิ์ไปเจอตรงหุบข้างล่าง ลงไปกินน้ำ เห็นมีร่องลอยสัตว์กัดกินผลที่ตกเกลื่นอยู่รอบต้น เธอจึงลองกินดู เธอยังเอาใบไม้คล้ายๆใบกล้วย รองน้ำมาให้เราได้กินด้วย [ขอบใจสหาย น้ำใจนี้เราจะจดจำไว้ไม่รู้ลืม] เราเริ่มเดินทางไปบนสันเขานั้นต่อ สันเขากลับวกกลับ ไปทางตะวันตก ไม่เป็นไป อย่างที่เราคิด......

ร่องลอยทางเดิน หายไปแล้ว มีแต่หญ้าใบแหลมแซมขึ้นมา ทางนี้คงยังไม่มีคนเดิน สภาพการณ์แบบนี้ บอกให้เรารู้ว่า ไม่น่าจะเดินต่อไป ค่อยๆ ย้อนกลับทางที่มา สักพักใหญ่เห็นทางแยกเป็นร่องลอยทางเดิน เราเลือกเดินไปทางนั้น เกือบสิบโมงแล้ว ร่องลอยหายไปอีก เที่ยวนี้ เราปรึกษากันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง จะทำอย่างไร จะเดินลงเดินถอยกันอยู่อย่างนี้ ไม่ไหวแน่ เราพอจะจำภาพแผนที่จังหวัดเชียงรายได้บ้าง ตอนที่เรามาสำรวจเส้นทางขยายงานชาวนาเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว

แนวดอยเทือกเขานั้น น่าจะติดชายแดนลาว มีบางส่วนติดแม่น้ำโขง ห้วยในหุบเขา ที่ขนาบด้วยดอยยาวสองข้างน้ำ น่าจะไหลไปทางแม่น้ำโขง หากเราเดินบนดอยยังหลงไปหลงมา ก็น่าจะเดินตามห้วยน้ำลำธารลงไปดีกว่า ไม่ว่ามันไหลไปซ้ายไปขวา วกไปเวียนมา โดยธรรมชาติของมันย่อมไหลไปรวมกับลำธารสายใหญ่ ซึ่งอาจจะออกแม่น้ำโขง หรือผ่านฐานที่มั่น หรือผ่านถนน หรืออย่างน้อย ก็น่าจะพบหมู่บ้าน ที่อยู่ติดกับลำธารสายใหญ่ได้ และที่สำคัญ ปัญหาน้ำที่จะกินก็จะหมดไป ไม่ต้องเดินขึ้นเดินลง ซึ่งบั่นทอนกำลังที่อ่อนโรยของพวกเรามาก ปรึกษากันอย่างใจเย็นๆ ค่อยๆคิด ในที่สุดก็ตกลง เดินทางไปตามลำห้วย จนกว่าจะพบลำธารใหญ่ แล้วค่อยไปว่ากันใหม่

เมื่อลงมาถึงหุบเขา พบลำห้วยที่กว้างเกือบหนึ่งเมตร มันใหญ่กว่าห้วยแรกๆ ที่เราเจอ สามารถเดินในลำห้วยได้เลย ไม่ต้องเดินเรียบข้างที่บางครั้งก็แคบ เอียงและลื่น เที่ยวนี้พวกเราเดินทางอย่างสบายใจขึ้นมาก หิวก็กวักน้ำขึ้นมากิน ปวดฉี่ก็ฉี่ข้างๆได้ บางครั้ง....เจอผักป่าที่เคยเห็นในตลาด หงิกๆงอๆ คล้ายผักกูด แต่เราก็ไม่กล้ากินสดๆ เราไม่มีภาชนะหุงต้มจึงไม่กล้าเสี่ยงกินสดเข้าไป เที่ยวนี้เดินลุยน้ำลำธารที่เย็นเจี๊ยบ อย่างเพลิดเพลิน เราต่างร้องเพลงกันอย่างสบายอารมณ์ ไม่ตึงเครียดเหมือนสองวันที่ผ่านมา

เดินไปเป็นชั่วโมงๆ จากห้วยกว้างหนึ่งเมตร กลายเป็นลำธารกว้างกว่าสี่เมตร บางตอนแคบ บางตอนก็กว้างมาก เราเห็น การไหลเชื่อมสมทบของห้วยน้อยใหญ่ มาสบกับลำธารที่เราเดินอยู่ ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ สองข้างทาง     เริ่มเป็นที่ราบกว้างขึ้น ยิ่งมั่นใจว่า ลำธารสานี้ น่าจะเป็นสายหลักๆ ที่จะนำทางให้เราพบสหายในฐานที่มั่นได้...

[ไม่รู้เอาข้อมูลอะไรมายืนยันความมั่นใจนี้ คงเป็นเพราะพวกเราเริ่มอ่อนล้า ดูเหมือนจะหมดหวังในภาระกิจที่รับผิดชอบ เลยหาเหตุผลมาสนับสนุนความเชื่อนี้ และใจจริงก็อยากให้มันเป็นจริงด้วย]

บ่ายสามโมงกว่า เราพบคันนาที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เดินลุยลำธารลงมา เรามาถึงฐานที่มั่นแล้วใช่ไหม?!? เราสองคนตื่นเต้นมาก ดีใจมาก และสุขใจมาก แต่ก็ยังไม่แน่ใจ ขึ้นจากตลิ่ง เดินเรียบไปตามขอบลำธาร อย่างระมัดระวัง เดินไปสักครู่ เราพบทางเดิน ที่คนน่าจะใช้เดิน เหมือนทางเดินตามท้องนา ในพื้นที่ที่เราทำงาน โอ้ อีกไม่นานเราคงเจอสหายแล้ว ภาระกิจเบื้องต้นของเรากำลังจะบรรลุแล้ว แรงเท้าเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เดินจ้ำๆอย่างเร็ว แล้วเราก็ได้เห็น ทหารของประชาชนอยู่ข้างหน้า ดูเหมือนสะพายปืนอยู่ หันหลังให้เราอยู่แต่ไกล ......

ความอ่อนเพลียอ่อนล้า และแรงกดดันที่พบมาสามวัน ทำให้เราขาดความยั้งคิด ขาดความระมัดระวังที่พึงจะมีในสถานการณ์ที่ไม่แจ่มชัดนี้ เราขาดความตระหนัก ว่า ฐานที่มั่นอำนาจรัฐแดง เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน หน้าตาเป็นอย่างไร อาณาบริเวณเป็นอย่างไร ทหารปลดปล่อยแต่งตัวอย่างไร ไม่เคยประจักษ์กับตาเราเอง เรามีแต่จินตนาการเท่านั้น!

ในขณะนั้น เรากลับรีบเข้าไปหาไปทักทาย และแล้วความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีก นี่..... เป็นทหารของอำนาจรัฐปฏิกิริยา ไม่ใช่ทหารของอำนาจรัฐแดง พวกเราสูญเสียอิสรภาพแล้ว! พวกเราถูกจี้ด้วยปืน บังคับให้เดินไปที่ค่ายของมัน

ไม่นานนัก พวกทหารมันหลายสิบคน ออกมาล้อมพวกเรา มันเอาพวกเราไปไว้ที่เต้น หัวหน้ามันสอบสวนเรายกใหญ่ เราเป็นใคร มาจากไหน ทำไมมาอยู่ตรงนี้    มาทำอะไร เป็น ผกค.   ใช่มั้ย  ภายใต้สภาพการณ์ที่อยู่ตรงหน้าศัตรู แวบนึง เราระลึกถึงคำที่เราอ่านเจอ จาก นวนิยายกองจรยุทธ์ห่านป่า ที่สหายจรยุทธ์ กล่าวกับ เยาวชนมังกรน้อยของเขาว่า “ความกล้าหาญคืออะไร ความกล้าหาญนั้น แสดงออกเมื่ออยู่ตรงหน้าศัตรู หน้าไม่เปลี่ยนสี หัวใจไม่เต้นแรง” เราก็พยายามทำอย่างนั้น ดังที่เคยทำมาเมื่อเผชิญหน้า กับตัวแทนอำนาจรัฐปฏิกิริยาท้องถิ่น และกับจังหวัด ว่าไปแล้วก็เหมือนโอ้อวด แต่เราก็พยายามทำอย่างนั้นอยู่อย่างที่กำลังทำตอนนี้

เราบอกพวกมันว่า เราเป็นนักศึกษา [กูเป็นผู้ปฏิบัติงานโครงงานชาวนาเว้ย] มาเที่ยวจังเกิลทัวร์ [กูมาหาทหารกองทัพปลอดแอกเว้ย] แต่หลงทางกัน [จริงว่ะ] พวกเราไม่ใช่ผกค. [ทหารกองทัพปลดแอกเว้ยไม่ใช่ผกค. กูอยากเป็นทหารปลดแอกเว้ย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น] มันไม่เชื่อเราเอาเสียเลย.....

มันถามคำถามวนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ เราก็ตอบมันอย่างเดิมอย่างนี้แหละ แต่ทำหน้าให้ดูน่าสงสาร หวาดกลัว อ่อนโรย หวังว่าจะตบตามันได้บ้าง แต่คงไม่เป็นผล มันค้นกระเป๋าเรากับสมศักดิ์ มันเจอบัตรประจำตัวผู้ประสานงานศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในนามของ “นายมณฑล กลิ่นประดับ” ซึ่งเป็นชื่อที่เราใช้ตอนออกไป เผยแพร่ประชาธิปไตยครั้งที่สอง ใช้แสดงตัวต่อพวกข้าราชการ แต่สมศักดิ์ไม่มีบัตรอะไร สมศักดิ์เองก็ไหวตัวทัน บอกชื่อไปว่า “นายจันทร สีสม” มันดูลังเลนิดหน่อย

ข้างนอกมีเสียงเอะอะอะไรไม่รู้ ทหารเข้ามาบอกกับมันว่า ชาวบ้านบอกให้พาพวกเราไปไว้ในเมือง ไม่ยากให้อยู่ที่นี้ กลัว ผกค. จะลงมาตีชิงตัว เราฟังแล้วรู้สึกขัดใจนัก

[แต่มารู้ ภายหลังว่า ที่ชาวบ้านเรียกร้อง เช่นนั้น เพราะกลัวพวกเรา จะถูกพวกมันฆ่าทิ้งในป่า ถ้าส่งเราเข้าจังหวัด เราจะปลอดภัยกว่า ชาวบ้านที่มาช่วยเรียกร้องนี้ เป็นมวลชนของสหายเรา ความนี้สหายทหารเขต 8 ท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง ตอนที่เรากลับขึ้นไป เขต 8 เพื่อรับนโยบายสำคัญบางอย่างให้มาทำ เมื่อครั้งที่อยู่ เขตงาน 7/3 ปี 2522]

ได้ผล ไม่นาน พวกมันจับพวกเรา ขึ้นรถปิคอับที่มาจากจังหวัด พาไปไว้ที่ ศูนย์การุณย์เทพ ที่ จังหวัดเชียงราย ในเย็นวันนั้นเอง..........

ทรนงองอาจสู้หมู่ไพรี เพื่อศักดิ์ศรี กองทัพปลดแอกประชาชน บุกหน้าไปใจบากบั่นและอดทน รณรงค์ศัตรูทั้งชนชั้นแหลกราญ ปวงประชาชนชาวไทยใจรักชาติ จะพิฆาต พวกปฎิกิริยา ให้อาสัญ รวมพลังผู้รักชาติทั่วหน้ากัน เอาเลือดมันล้างหนี้เลือดประชาชน

เอาเลือดมันล้างหนี้เลือดประชาชน

เรื่องบันทึก /main menu / new update // /กลับ หน้าสารบัญ / กลับตอนที่ ๑ /ไป ตอนที่ ๓

first date 15 Oct. 2006/Last update 22 Sep. 2007