Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

บันทึกจากความจำ รร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา ดอยยาว-ดอยผาหม่น

โดย

.ขานคำ(พรรค)

.. การเมือง การทหาร 7 สิงหา ของฐานที่มั่นเขต ๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รร. การเมือง การทหาร 7 สิงหา-สองคู่หูรายงานข่าว

**บุกเบิก

**ทีมงานชุดแรก

**สองคู่หูรายงานข่าว

**แสนคึกคัก-ลูกหลานนักปฏิวัติในฐานที่มั่น

**เกี่ยวหญ้าคา-ผ่าฟืนวางแผนร่วมหรืองานจร

**7 สิงหา-โรงเรียนของเรา

**กองร้อยโรงเรียนการเมืองการทหาร

**งานเปิดโรงเรียน

**ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น

**“เล่าทุกข์ ชีวิตจริงปลุกให้สู้

** ขอตีศัตรู!!!

** เตรียมความพร้อม

**จู่โจมตี ซุ่มโจมตี ปะทะบังเอิญ

**ฉลองวันเสียงปืนแตก 7 สิงหา

**สงครามประชาชน สงครามยืดเยื้อ

**กองทัพปลดแอดประชาชนแห่งประเทศไทย

**ฐานที่มั่นและการสร้างฐานที่มั่น

**การเมืองบทท้าย พรรคคอมมิวนิสต์

** “ยอมจำนนเหีย ไม่ฆ่า

**ไปตามที่พรรคต้องการ

**โรงพิมพ์กลางไพร

**ผู้ปฏิบัติต้องเป็นแบบอย่างทุกด้าน

**การฝึกจู่โจมตี

**เทศกาลลำเลียง

**ไฟไหม้โรงเรียน เชื่อว่าลาวเผาไล่

**เดินทางฉุกเฉิน

**สร้างโรงเรียนการเมืองการทหารในไทย

*“ "ไฟเหนือ”

**นักเรียนม้งอีกรุ่น

**สหายครอบครัวปฏิวัติ

**ภัยธรรมชาติ

**คำขอร้องจากตัวแทนประชาชน ปลายทาง คือจุดเริ่มต้น

 

 

 

A

บันทึกจากความจำรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา ดอยยาว-ดอยผาหม่น


โดย ส.ขานคำ(พรรค)


โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ดอยยาว-ดอยผาหม่น โรงเรียนการเมืองการทหารเขตดอยยาว-ดอยผาหม่น มี 2 ชุด ชุดแรกชื่อโรงเรียนการเมืองการตลาด 6 ตุลา เปิดสอนรุ่นเดียว นักเรียน รร.การเมือง-การทหารรุ่นนี้ จบแล้วล้วนรับภาระหน้าที่สำคัญทั้งในเขตฐานที่มั่น แนวหน้า และไปศึกษาต่อแนวหลังทั้งด้านการแพทย์ ศิลปวัฒนธรรม และอื่น ๆ โรงเรียนการเมืองการทหารที่จะเขียนถึงต่อไปนี้เป็นเฉพาะ รร. การเมือง-การทหาร 7 สิงหา

top

รร.การเมือง การทหาร 7 สิงหา

**บุกเบิก

ทีมงานบุกเบิก รร. การเมืองการทหาร 7 สิงหา ประกอบด้วย ส.เก่า และ ส.ใหม่ทั้งใหม่สด และใหม่ที่ย้ายมาจากภาคใต้ งานบุกเบิก เริ่มต้นประมาณกลางเดือนมกราคม ปี 2521

. ระพินทร์ (ที่จบจาก รร.การเมืองการทหาร 6 ตุลา) นำ .ใหม่ ประมาณ 10 คนเดินขึ้นภูชายแดน เพื่อข้ามไปยังฝั่งลาว ตลอดเส้นทาง จากสำนักกองทหาร 85 เป็นการเดินขึ้น ๆ อุปกรณ์สำหรับ ส.ใหม่ ประกอบด้วย บัลโล หรือ เป้สนาม พร้อม ของใช้ส่วนตัว มี เสื้อผ้า 2 ชุด ผ้าผลัดอาบน้ำ ผ้าห่ม ผ้ายางสั้น ผ้ายางยาว เหล็กปะรองเท้า และเศษรองเท้าเก่า เป็นต้น

เส้นทางช่วงหนึ่งบนภูชายแดน ค่อนข้างโล่ง บัดดลมีเสียงจากปลายฟ้า อื่มมมมมม…….” .ใหม่ ส่วนใหญ่ ยังไม่มีประสบการณ์ กับเสียงที่ว่า บางคนเพลินการมองชมธรรมชาติ ที่มองไปทางไหน ก็เห็นทิวเขาสุดลูกหูลูกตา เครื่องบินมา หลบใต้ต้นไม้ ใกล้โขดหิน นั่งลงอยู่นิ่ง ๆ.ระพินทร์ ตะโกนบอกมาจากหัวขบวน ส. แต่ละคน ต่างแอบโคนไม้ หรือโขดหินข้างทาง คนที่ไกลจากที่หลบซ่อนได้ต้องวิ่ง จนหอบ

เมื่อหลบได้ที่แล้ว สายตาทุกคู่ มองไปยังที่มาของเสียง เครื่องบิน โอวี 10” . เก่า ที่ปิดท้ายขบวนบอก บนฟ้า โอวี 10 จำนวน 2 ฝูงๆ ละ 3 ลำ บินจิกหัวลงทิ้งระเบิด และยิงกราดยอดดอยเล็ก ๆ เบื้องล่าง สำหรับ ส.ใหม่บางคน นี่เป็น ครั้งแรกที่ได้เห็น สงคราม จากของจริง เอ้า, ไปต่อได้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยสักครู่ ส.ระพินทร์ สั่งเดินทางต่อ

ดินไปสักพัก ก่อนข้ามสันภูชายแดน เสียงเครื่องบินก็ดังมาอีก คราวนี้ทุกคนหลบ โดยไม่ต้องมีการบัญชาการ แฮลิบู ไอ้ปากหมา มันเป็นเครื่องบินลาดตระเวนและชี้เป้าสหายระพินทร์บอก หลังจากเครื่องบินดังกล่าว บินเลยไป ตรงจุดพักเหนื่อยใต้ร่มไม้ครึม ส.ระพินทร์ ขยายความให้ ส.ใหม่ ฟังว่า เครื่องบินแฮลิบู เป็นเครื่องบินสอดแนม หรือ ไอ้ปากหมาแต่เอาแน่ไม่ได้ บางทีมันก็ยิงกราดไปด้วย ดังนั้นเมื่อเครื่องบินมา ต้องระวังการเสียลับที่ตั้ง ให้มากเข้าไว้

เครื่องบินอีกประเภทหนึ่ง ที่ต้องระวังไว้ ก็คือ ไอ้ช้างร้องหรือ ซี 130 เวลาบินมา ดังเหมือนช้างร้องมาแต่ไกล บางคนก็ฟังเป็นเสียง อู ๆ อู ๆ” “ไอ้ช้างร้อง นี้บินช้า อุ้ยอ้าย ใต้ท้องหุ้มเกราะยิงไม่เข้า และตกยาก เพราะใช้ใบพัดมีหลายเครื่องยนต์ อันตราย คือ บินอยู่บนท้องฟ้าได้นาน กระสุนเยอะยิงกราดได้หลายชั่วโมง กระสุนก็อันตรายเป็นขนาด 20 มม. และกระทบแตก เสียงตอนยิงดังบนฟ้าก่อน ป๊อก ๆ ๆๆเมื่อตกกระทบเป้าหมายกระสุนจะแตกออกเป็นลูกเล็ก ๆ เสียงดัง ตึ้ง ๆ ๆ ๆ ๆ เวลาหลบต้องรัดกุมอาศัยไม้ใหญ่อยู่คนละทิศทางกับเครื่องบิน เวลาไอ้ช้างร้องยิงต่อเนื่องเสียงจะดัง ป๊อก ๆๆๆ ตึ้ง ๆๆๆๆ สลับกันไปเรื่อย ๆ

ทีมบุกเบิก เดินข้าม ภูชายแดนลงสู่ไหล่เขาแผ่นดินลาว มองเห็นหมู่บ้านประชาชนลาวชัดเจน เพราะไม่ต้องสร้างอยู่ใต้ต้นไม้ เหมือนหมู่บ้านและสำนักหน่วยงานต่างๆ ใน เขตดอยยาว-ผาหม่น


top

**ทีมงานชุดแรก

ทีมงานชุดแรก ในการบุกเบิก รร.การเมืองการ-ทหาร 7 สิงหา เท่าที่นึกได้มีดังนี้ .รับผิดชอบ มี ส.ระพินทร์ อดีตผู้นำชาวนา ส.เล่าเม้ง เป็นสหายม้ง ส.ทัศน์ มาจากแนวหลังดูแลงานพลาธิการ ส.หมอพิชิต รับผิดชอบเรื่องงานพยาบาล และอีกหลายท่านที่ยังนึกชื่อไม่ออก .ใหม่ ชุดแรกมี 3 กลุ่มที่มาสนธิกำลังกัน มี ส.สรรค์ .รื่น. .ขาน และ ส.ธาร จากกรุงเทพฯ มี ส.ทางทางใต้อาทิ ส.เหมย ส.สล่า และ มี ส.อีกชุดหนึ่ง คือ ส.วิน ส.บำเพ็ญ เป็นต้น

วันแรกเมื่อถึงที่หมายก็บ่ายโข ภารกิจ อันดับแรก คือ ปรับดิน ตัดใบไม้เลือกที่นุ่ม ๆ ไม่คัน มาปูนอนใต้ร่มไม้ โดยทำเพิงชั่วคราว  หลังคาปูใบตองและเสริมด้วยผ้ายางกันน้ำค้าง การประชุมตอนเย็น ส.ระพินทร์ แจ้ง รหัสประจำหน่วย คือ 20 (สองศูนย์) กำหนด รหัสเคาะติดต่อ แสดงการเป็นพวกเดียวกัน กำหนด จุดนัดพบที่หนึ่ง และจุดนัดพบสำรอง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ทั้งนี้เพราะ ในปี 2521 นั้น ประชาชนลาวเพิ่งได้รับชัยชนะจากการปฏิวัติ แต่ก็ยังมีกลุ่มปฏิการ (หมายถึง กลุ่มกำลังอาวุธปฏิกิริยา เป็นศัพท์ที่ใช้กล่าวถึงกองกำลังอาวุธฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน) ติดกำลังอาวุธกลุ่มย่อย ๆ ดำรงอยู่

รุ่งขึ้นประชุมเช้าพร้อมกัน มี ส.ใหม่ และ ส.เก่าทั้งสิ้นสัก 20 คน ภาระหน้าที่หลัก คือ การสร้างโรงเรียน ให้ทันกำหนดเปิดเรียน การแบ่งงาน ดังนี้ ส่วนหนึ่ง ตัดไม้ไผ่และไม้จริง มาทำเพิงพักนอนชั่วคราว  และเตรียมสร้างอาคารโรงพักขนาดใหญ่ อีกส่วนหนึ่งไปกับ ส.ทัศน์ ซื้อและลำเลียงเสบียง จาก หมู่บ้านม้งลาว ที่เห็นจากไหล่ภูชายแดน ส่วนที่สาม ไปกับ ส.ระพินทร์ สำรวจแหล่งฟันไร่ ทำสวนผัก ส่วนที่สี่ อยู่ ณ ที่ตั้ง ปรับที่ ตระเตรียมอาหาร จัดทำเส้นทางเดินไปอาบน้ำ ไปสุขา งานหลัก ๆ ของการบุกเบิกสร้างโรงเรียนประกอบด้วย การสร้างบ้าน ที่พัก ฟันไร่ข้าวโพด ไร่มัน ถางป่าเตรียมที่ปลูกผัก งานลำเลียงเพื่อเตรียมเสบียงไว้ล่วงหน้า, เกี่ยวหญ้าคา, ตัดไม้ไผ่, ตัดไม้จริง, ผ่าฟืน, สร้างบ้าน ปรับพื้นที่ทำสนามฝึก

งานทั้งหลายเหล่านี้เป็นในลักษณะทยอยทำพร้อม ๆ กับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ถึงอย่างไร รร.การเมือง-การทหาร ก็ต้องพึ่งตนเอง!
 

top

**สองคู่หูรายงานข่าว

สหายใหม่ชุดที่แรก ที่มาร่วมบุกเบิกโรงเรียนการเมืองการทหาร แม้ว่าจะใหม่สำหรับเขตดอยยาว-ผาหม่น แต่สำหรับงานในชนบท งานการใช้แรงงาน และการทำงานแบบร่วมหมู่มีการจัดแบ่งกำลังจัดสรรงานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ .เหมย และ .สล่า มีบทเรียนจากการผ่านเขตงานทางใต้ ทีมชุด .วิน ส.บำเพ็ญ และ .ศิลา ก็เคยผ่านเขตงานมาเช่นกัน ที่ขึ้นเขตป่าเขาเป็นครั้งแรกเป็นทีม ของ .สรรค์ .รื่น .ขาน และ .ธาร สหายทั้ง 4 คนชุดนี้ แม้จะเป็นสหายปัญญาชน แต่ผ่านการออกค่ายมาพอสมควร ที่พิเศษคือ ส.สรรค์ มาจากครอบครัวทำนา มีประสบการณ์และฝีมือในการใช้มีด ขวาน จอบ และอุปกรณ์งานไร่งานนาสารพัด....เรื่องความพร้อมทางจิตใจ ความคิด ไม่เป็นปัญหา เรื่องความสามารถในการใช้แรงงาน หลายคนมีพื้นฐาน บางคนมีความชำนาญ

กระนั้นก็ตามเมื่อการใช้ชีวิตดำเนินไปอย่างนี้.....ตื่นเช้า กินข้าว ฟังการแบ่งงาน : วันนี้ ฟันไร่ เตรียมที่ปลูกผัก, เกี่ยวหญ้าคา, ตัดไม้ไผ่, ตัดไม้จริง, ผ่าฟืน, สร้างบ้าน, จัดเตรียมอาหาร, ถือปืนไม่มีกระสุน อาบน้ำ กินข้าว เข้านอน....วันรุ่งขึ้นเหมือนวันก่อน วันรุ่งขึ้นอีกเหมือนสองวันก่อน ก็...เบื่อซิครับ...............ภาวการณ์เช่นนี้ แล้วอะไรเกิดขึ้นล่ะ? ธรรมชาติของนักศึกษา(ปัญญาชน)อย่างหนึ่ง ก็เกิดขึ้นในเขตป่าเขา การจับกลุ่มคุยกัน ................สหายเหมยและสหายสล่ามีประสบการณ์เรื่อง การจับกลุ่มคุยกันแล้วไม่รีบคุยกับทาง ส.นำ หรือ "จัดตั้ง" ให้รู้เรื่องมาแล้วจากทางใต้ว่า จะมีปัญหาจุกจิกยุ่งยากตามมา เพราะความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำสอง

กลุ่มสหายใหม่ มีการปรึกษาหารือกัน มีความเห็นร่วมกันว่า แม้งานสร้างโรงเรียนจะมีความสำคัญ แต่ระหว่างบุกเบิกควรจะมีกิจกรรมทางการเมือง มีการศึกษาทางการเมืองไปพร้อม ๆ กันได้ ไม่จำเป็นต้องรอโรงเรียนเปิด ส.สรรค์ และ ส.เหมย เป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มสหายใหม่ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ส.ระพินทร์ และ ส.เล่าเม็ง

สหายทั้งหลาย งานบุกเบิกของเราคืบหน้าไปด้วยดี ได้จัดเตรียมพื้นฐานไว้รองรอบทีมงานบุกเบิกระลอกต่อไป ที่จะเข้ามาเพิ่มในเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เรื่องที่พัก เรื่องอาหารการกินถือว่า เพียงพอระดับหนึ่ง ที่จะเพิ่ม คือ การติดตามข่าวสารปฏิวัติ เพราะพวกเรามาอยู่ที่นี่เพื่อทำงานปฏิวัติ.ระพินทร์ เกริ่นนำหน้าการเข้าแถวเช้าของสหายบุกเบิกโรงเรียน  สหายทุกคน ตั้งแต่วันนี้ไป มี การปรับตารางการใช้ชีวิตดังนี้ ตอน 1 ทุ่มตรง ทุกคนมาร่วมกันฟัง ข่าวสปท. ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน ส่วนตอนเช้าจะมีสหายผลัดเปลี่ยนกันมาสรุปข่าวหน้าแถว หลังจากออกกายบริหารและวิ่งออกกำลังแล้ว สายตาของบรรดาสหายใหม่และสหายเก่าที่ร่วมงานบุกเบิกโรงเรียนชุ่มชื่นขึ้น เมื่อ ส.ระพินทร์ กล่าวจบ ส.เล่าเม็ง รับช่วงพูดต่อ สหายทั้งหลาย แม้ว่าเราจะอยู่ในเขตลาวที่ประชาชนได้รับชัยชนะแล้ว แต่การปฏิวัตินั้นประมาทไม่ได้ ยิ่งพวกเราอยู่ท่ามกลางสงครามประชาชน ฝ่ายตรงข้ามต้องพยายามทำลายทุกวิถีทาง ดังนั้นการอยู่เวรยาม การขานสัญญาณรหัสจึงต้องเข้มงวดต่อไป รวมทั้งไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาบน้ำ หรือกิจกรรมส่วนตัวอื่น ๆ เรื่องเวรยาม จะเป็นภาระหน้าที่ของสหายเก่า ส่วนเรื่องการฟังวิทยุ สรุปข่าวจะเป็นภาระหน้าที่ของสหายใหม่

ดูเหมือนว่าเรื่อง บทเรียนความขัดแย้งในเขตป่าเขาทางภาคใต้ กลายเป็นบทเรียนของฝ่ายนำในทุกแห่งของพรรคคอมมิวนิสต์ ท่าทีต่อนักศึกษาจึงผ่อนปรนมากขึ้น นอกจากนี้ ส.ระพินทร์ ที่รับผิดชอบงานการเมืองในช่วงแรกของทีมบุกเบิก ก็เป็นอดีตนักเรียน โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา มาก่อน ย่อมเข้าใจนักศึกษาปัญญาชนได้ดี (.นักเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา มีชื่อคล้องจ้องกัน อะทิ มี ระพินทร์ ก็มี ไพรวัลย์ เป็นระพินทร์ ไพรวัลย์ สุภาพบุรุษไพรแห่งเพชรพระอุมา นิยายยาวแต่งนานกว่า 27 ปี)

การสรุปข่าวส่วนใหญ่ ส.วินภ์ และ ส.รื่น จะทำหน้าที่รายงานข่าวตอนเช้า บางครั้ง มี ส.เหมย และ ส.สรรค์ สรุปข่าวให้เพื่อน ๆ สหายใหม่ฟัง สำหรับสหายเก่านอกจากรับฟังข่าวสารผ่านวิทยุคลื่นสั้นแล้ว ยังมีจดหมายแจ้งข่าวสารอื่น ๆ อีกด้วย

สหายวิน และ สหายรื่น รูปร่างผอมสูง และใส่แว่นเหมือนกัน ตอนรายงานข่าวหน้าแถว ใส่ชุด ทปท.เต็มยศ หมวกดาวแดง เสื้อคอปกติดแถบแดง สะพายปืนเซกาเซ ดูเท่ห์แบบปฏิวัติได้อย่างหนึ่ง ที่คล้ายกันไม่ใช่ผอมสูงหรือใส่แว่น สหายทั้งสองท่านนี้เป็นคนคุยสนุกสนาน ฟังอร่อยได้รสชาติ และ ส.วิน กับ ส.รื่น มักจะชอบประลองวาทกรรมกันเป็นประจำ สร้างความเฮฮาแก่สหายทั้งหลาย ทั้งปวงได้ดีนัก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ ต่อมา ส.วินภ์ และ ส.รื่น กลายเป็น 2 คู่หูที่รายงานข่าวได้รสชาติ เป็นที่ชื่นชอบทั้งสหายใหม่สหายเก่า นอกจากเหตุปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวแล้ว สหายสองท่านนี้ เปี่ยมด้วยบุคลิก ร่าเริง รื่นรมย์ พูดจาสนุกสนานอยู่เป็นนิจ บทจะใช้คำพูดดูหมิ่นดูแคลนศัตรูก็ทำได้สะใจ ทำให้ศัตรูเป็นตัวตลก

วิทยุปฏิกิริยา รายงานข่าวว่า มี การโจมตีค่ายแต่ผู้ก่อการร้ายทำอะไรทหารไม่ได้ ฝ่าย ผกค. ต้องถอยหนี มีเลือดหยดไปเป็นทาง.....” เนื้อข่าวเช่นนี้มีเป็นประจำ สหายวินและสหายรื่น มักจะมีคำล้อเลียนมาต่อท้าย ปรับเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ อาทิ เสียดาย เลือดหมู เลือดไก่ แทนที่จะเอาไว้กิน กลับต้องเอามาสาดมาหยดให้เป็นทาง สร้างหลักฐาน สหายที่ฟังอยู่หัวเราะกันครืน รายงานข่าวที่แท้จริง อาจจะมาคืนนี้ ไม่ทาง วิทยุ สปท. ก็คอยดูว่า บ่าย ๆ เย็น ๆ มีเมล์มาจากฝั่งไทย หรือไม่ แล้วจะได้รู้ว่า ทหารฝ่ายปฏิกิริยา สูญเสียไปอย่างไร ช้าหน่อยแต่แน่นอนเพราะต้องเดินมา.รื่น-.วินภ์ มักจะหยอดและล้อได้เนียนเสมอ

สหายอีกสอง-สามท่านที่ขึ้นรายงานข่าวสรุปข่าว มีลีลาการรายงานข่าวแตกต่างกัน ส.เหมย ที่มีเสียงในฟิล์ม แบบจาวเหนือประกอบ (.เหมย คนเดียวกับที่ ส.ปาหนันเขียนถึงตอนที่ไปตีค่ายนั่นแหละ ลำดับวันเวลา ส.ปาหนัน อาจจะมีเหตุผล เลยไม่อยากให้ชัดเจนเกินไป โฆษกในการตีค่ายยังมี ส.อ้อย อีกคน ที่ทำเช่นนั้นเพราะอัดเทปไปออกอากาศสปท. เสียง "ยอมจำนนเหีย ยอมจำนวนเหีย ยอมจำนวนเหีย" ...ดังขจรขจายไปทั่วประเทศ)

.สรรค์ ค่อนข้างจริงจัง ตามแบบฉบับของเขาที่ทำงานจริงจัง และต้องได้ผลงานชัดเจน (.สรรค์ คนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นส.สมา เมื่อ ลุงสรรค์ "จัดตั้ง" โรงเรียนมาถึง) .สรรค์ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของทีมสหายนักศึกษาชุดบุกเบิก เพราะเขาเป็นงานทุกอย่างเกี่ยวกับการสร้างบ้านจากไม้จริง ไม้ไผ่ ตอก และหญ้าคา ไม่แพ้ ส.ม้ง ทีเดียว ส่วน ส.ขาน นั้น น่าจะยืนหน้าสรุปข่าวครั้งเดียวกระมั้ง สหายท่านนี้ ว่า แต่เนื้อหาล้วน ๆ ข้นจนฝืดคอ และมักจะติดการบวกสำนวนทฤษฎีปฏิวัติเข้าไปด้วย ประเภท...เอ...ประเภท แบบเนี้ยะ.... “ข่าวชัยชนะ 1 ข่าวจะช่วยปลุกเร้าจิตใจสู้รบและแปรเป็นการทำงานรูปธรรมได้ วันนี้มีข่าวชัยชนะถึง 4 ข่าว จิตใจสู้รบยิ่งจะสูง...” อะไรแบบนี้แหละ (ฮา) .ขานท่านนี้อ่านสรรนิพนธ์ 8 เล่มจบตั้งแต่อยู่ในเมือง ทั้งยังจำแม่นเสียด้วย อุตสาห์เจอตัวผิด (ไม่ฮา) ตรงสรรนิพนธ์เล่มสองตอนปลาย ที่ค่อนข้างท้ายเล่ม มีพิมพ์ผิดอยู่ 1 แห่ง เล่าต่ออีกนิด ส.ขาน นี่นะ พอรู้ว่า มี ส.ม้ง ท่านหนึ่ง ท่องคติพจน์ปากเปล่าได้ทั้งเล่ม เขาก็ดอดไปคว้าคติพจน์มาจากไหนไม่รู้ ฟังว่า จะขอท้าชิงท่องคติพจน์ สรรนิพนธ์ยังพอจำได้ คติพจน์ไม่น่าจะยาก เคยฟัง ส.ขาน หล่นคำพูดไว้ทำนองนี้แหละ แต่ไม่เคยได้ข่าวว่ามีชิงแชมป์หรือไม่ อาจจะเพราะมีเรื่องอื่น ๆ ให้ทำมากกว่ามั้ง คำพูดที่หล่นไว้จึงกลิ้งลงห้วยไป

ดังนั้นก่อนก่อรูปเป็น กองร้อยนักเรียงโรงเรียนการเมืองการทหาร สหายวินภ์ และ สหายรื่น จึงเป็นขวัญใจในการรายงานข่าว และสรุปข่าวตอนเช้าของบรรดาสหายชุดบุกเบิกโรงเรียน

ในปี 2521 ข่าวสารจาก สปท. (สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย) มักเป็น ข่าวการสู้รบ ของ กองทัพปลดแอกประชาชน หรือ ทปท.ในเขตงานต่าง ๆ ข่าวชัยชนะของการสู้รบของกองกำลัง ทปท. ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจากใต้จรดเหนือ ตะวันตกจรดตะวันออก ทำให้จิตใจของสหายใหม่เร่าร้อน แบกรับและเชื่อมร้อยงานประจำวันเข้ากับงานปฏิวัติได้ แต่สิ่งที่สหายทุกคนไม่ลืม คือ ในเขตป่าเขาท่ามกลางสถานการณ์สงคราม ตารางเวลาใช้ชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืนจำเป็นต้องเป็นแบบทหาร การปฏิบัติตามคำสั่งถือว่าสำคัญเป็นอันดับแรก แม้มีการประชุมแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นประจำ แต่เมื่อตกลงและสั่งการแล้ว...ต้องปฏิบัติตามอย่างเด็ดเดี่ยว!

top

**แสนคึกคัก-ลูกหลานนักปฏิวัติในฐานที่มั่น

งานสร้างโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา คืบหน้าไปพร้อม ๆ กับจำนวนสหายนักเรียนเพิ่มขึ้น  ใครมาก่อน ก็สร้างบ้านไว้รอคนมาทีหลัง งานหลัก อย่างหนึ่งที่ต้องตระเตรียมไว้ ก็คือ การฟันไร่ เพื่อเตรียมเสบียงอาหาร ไว้รองรับระหว่างการศึกษาการเมืองการทหาร สหายชนชาติม้ง จำนวนรวม 3 หมู่เป็น สหายชาย 2 หมู่ สหายหญิง 1 หมู่ เดินทางมาเข้าร่วมโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ด้วยความคึกคัก สหายชนชาติม้ง ทั้ง 3 หมู่ นี้ ส่วนใหญ่เป็นลูก ๆ หลาน ๆ ทหาร และ สหายผู้ปฏิบัติงานชนชาติม้ง

ความคึกคักแห่งเยาวภาพ ของ เยาวชนเปล่งประกายจรัสกล้าอย่างเต็มที่จากบรรดาสหายม้งเหล่านี้ แม้มิใช่จะเป็นดั่ง พวกเรา ลงกลางน้ำกระทุ่ม  คลื่นแล่นฉิวปะทะเรือดุจเหินบิน….” เพราะอยู่ป่าเขา แต่พวกเขา (.ชนชาติม้ง) แสดงความคึกคักเร่าร้อน ตั้งแต่การตัดไม้ไผ่ เพื่อสร้างบ้าน การฟันไร่ ถึง 3 ไร่ คือ ไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด และ ไร่มันสำปะหลัง ส่วน ไร่ผัก.... "สหายที่ราบ" ไปฟัน ม้งคือเจ้าภูเขา เยาวภาพแห่งเยาวชนของลูกหลานนักปฏิวัติ ประชาชนในฐานที่มั่นในปี 2521 เป็นอย่างไร

เช้าตรู่พวกเขาใน ชุด ทปท. เดินขึ้นภูชายแดน (ยังอยู่ฝั่งลาวพร้อม เสียงเพลงปฏิวัติภาษาม้งและภาษาไทย กึกก้องป่าเขาลำห้วย ตกเย็นกลับลงมาพร้อมเสียงเพลง (งานฟันไร่จะห่อข้าวกลางวันไปกิน เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกลับมากินข้าวกลางวันที่สำนัก)

การเดินขึ้นภูสูงพร้อมกับร้องเพลง ท่วมเขาทะลุฟ้านี่  เป็น เรื่องท้าทายสำหรับสหายที่ราบอย่างมาก เรื่องนี้ เสมือนเป็นยิ่งกว่าประกาศนียบัตรแห่งการเดินภู  ที่ต้องประสานลมหายใจเข้าออกกับจังหวะการก้าวขา สหายชนชาติบางคนยัง เป่าขลุ่ยผิว (ขลุ่ยไม้ไผ่ ที่เป่าด้านข้าง แบบเดียวกับ ขลุ่ยจีน     หรือฟรุต)  เวลาขึ้นลงภู ....นับ ว่า  สุดยอดจริงๆ.....เพราะสำหรับ สหายที่ราบ แค่จะเดินขึ้นเดินลง อย่างเดียวก็แทบจะ หายใจไม่ทันแล้ว (แต่เดินลงนี่..ค่อยยังชั่วหน่อย)

ในช่วงนั้นบรรดา สหายที่ราบ ซึ่ง เป็นนักศึกษาและเพิ่งเข้าป่า อยู่ระหว่างการฝึกฝนพละกำลังขั้นพื้นฐาน  ส่วนสหายชาวนา แม้ ไม่มีปัญหาเรื่องพละกำลัง แต่จังหวะก้าวขา การใช้กล้ามเนื้อ การเดินขึ้นเดินลงภูต่างกับการเดินที่ราบ

สหายชาวนา จะเดินนำลิ่ว ๆ เมื่อผ่าน ช่วงที่ราบ แต่เมื่อขึ้นดอย ไต่ภู สหายม้ง ก็จะแซงขึ้นหน้าไป (กรณีที่เส้นทางไม่อันตรายปล่อยให้เดินอิสระ แต่ส่วนใหญ่จะจัดการเดินทางเป็นหมวดหมู่ ไม่มีการแซงหน้ากันให้เสียขบวนแถว)

ชื่อ สหายชายชนชาติ ที่พอนึกออก อาทิ ส.ชูธง .ธงรบ .ธงสู้  เป็นต้น ส่วนสหายหญิงชนชาติ มี ส.ชื่นใจ .ชื่นจิต .สุดา  เป็นต้น สหายชนชาติไม่เพียงแต่คึกคัก ยังคึกโครมอีกด้วย

เรื่องมีอยู่ว่า หมู่สหายม้งชาย ขึ้นภูไปตัดไม้ไผ่เพื่อมาสร้างบ้าน เสียงร้องเพลงเคลื่อนสูงขึ้น ๆ ไปตามทางเดิน  จากนั้นพอแว่วเสียงตัดไม้ ดัง โป้ก ๆ มาบางครั้งบางคราแล้วแต่กระแสลม ประมาณใกล้ ๆ เที่ยง ซึ่ง บางวันจะมีเครื่องบินมาบินวนเวียนอยู่แถวดอยยาว-ผาหม่น บ้างครั้งก็ข้ามภูชายแดนมาฝั่งลาวด้วย วันนั้นไม่มีเสียงเครื่องบิน  แต่มีเสียงโครมครามตึงตังดังปานป่าแตกภูถล่มมาจากภูชายแดนเขีย! โอ้ว!!  ช้งลอ!!!…”  เสียงตะโกนภาษาม้งดังขรมตามมา  (หนี! เว้ย!!  ไผ่มาแล้ว!!!..) ช้งลอ! เขีย!! โอว!!!! (ไผ่มา! หลบ!! เว้ย!!!!) เสียงตะโกนภาษาม้งดังขรม    เวลานั้น สหายนักเรียนการเมือง-การทหาร 7 สิงหา ล้วนเข้าใจคำม้งง่าย ๆ กันแล้ว ประกอบกับรู้ว่า สหายชนชาติม้ง 1 หมู่ขึ้นไปตัดใหม่ไผ่บนภูชายแดน  จึงไม่มีใครแปลกใจกับเสียงนั้น เสียงตึงตัง โครมคราม และเสียงตะโกนบอกสอดรับกันเป็นจังหวะจะโคนประมาณ 30 นาที จากนั้น เสียงเพลงปฏิวัติ ทั้งม้ง ทั้งไทยก็ดังขึ้นอีก พวกเราเป็นนักเรียนของประชา…………..” /แป๋เหย่งเทียแป่เส็ง…………………..” กระทั่งมีเสียง ไฮ่เก๋อเซียะ ตามมา รวม ๆ เสียงทั้งหลายก็ลั่นภูตามเคย ที่ขาดหายไปก็เพียงเสียงขลุ่ยผิว  ตอนนั้นสหายที่อยู่เชิงดอยยังคิดอยู่ว่า  สหายชนชาติม้ง ทำอะไรกันนี่? …………………..ครั้นแล้วความจริงก็ปรากฎ ........ความงามงดแห่งพลังการสร้างสรรค์ ซุงไม้ไผ่ยาวใหญ่ หลายลำนั้น ทิ้งลงดอยลดหลั่นตามกันมา ม้งตัวน้อยไผ่ตัวใหญ่ การฉุดลากใช่เรื่องยากทิ้งดิ่งดอยไหลถลา ส่งเสียงเตือนจับจังหวะกะเวลา ซุงไม้ไผ่พร้อมหน้ามาตีนดอย

เมื่อบรรดา ซุงไม้ไผ่ ที่ หมู่สหายม้งใช้วิธีพิสดาร ทั้งคึกคัก!! และคึกโครม!! ไหลไม้ไผ่ มาถึงตีนดอยใกล้สำนักแล้ว จากนั้นเป็นการลากช่วงสั้นมากองรวมกันไว้ ก่อนนำไปสร้างโรงเรือนต่อไป ที่ใช้คำว่า ซุงไม้ไผ่เพราะขนาดไม้ไผ่ที่ตัดมานั้นใหญ่กว่าโค่นขาผู้ใหญ่ตัวโต ใหญ่เกือบจะเท่าสหายชนชาติที่ส่วนใหญ่ตัวเล็กทะมัดทะแมง ลำไผ่ยาวราวสัก 7-8 เมตร ดังนั้นเวลาซุงไม้ไผ่จำนวนมากไหลลงมาตามความลาดชันของดอยสูงจึงมีความเร็วสูง เสียงดัง และทะลุทะลวงกิ่งไม้  ต้นไม้ที่ขวางทางลงมาเชิงดอยเร็วขึ้น การตัดไผ่และทิ้งลงดอยดังกล่าว ทำให้จำนวนไม้ไผ่ที่มาใช้สร้างบ้านพักก็ครบถ้วนตามความต้องการเร็วขึ้น  อย่างไรก็ตามวิธีการไหลไผ่ลงดอย พร้อมตะโกน เขีย ช้ง  ล้อ นี้ไม่ได้ใช้บ่อยนัก สหายเล่าเม็งประกาศกฎว่า วันไหนจะใช้วิธีนี้ต้องแจ้งล่วงหน้าให้ทุกคนในกองร้อยทราบ เพื่อป้องกันอันตราย!

top

**เกี่ยวหญ้าคา-ผ่าฟืนวางแผนร่วมหรืองานจร

การบุกเบิกสร้าง รร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา  สหายชนชาติม้ง ได้สำแดง เยาวภาพแห่งเยาวชน ด้วยความคึกคักและคึกโครม ไหลไผ่ลงดอย ได้งานปริมาณมาก รวดเร็ว เหนื่อยน้อย เพราะอาศัยความลาดชันของภูมิประเทศช่วย ลำเลียง ซุงไม้ไผ่ เป็นรูปธรรมหนึ่งของการอาศัยสภาพแวดล้อมและพลังธรรมชาติ การพุ่งไหลของซุงไม้ไผ่ลงดอย กับ แรงโน้มถ่วงของโลก สหายนักศึกษา ก็ได้แสดงบทบาทจาก จุดเด่นของตนเอง  นักศึกษาปัญญาชน  ที่ต้องสันทัดในการขบคิด แก้ไขปัญหา ยกระดับการทำงาน

ในช่วงบุกเบิก ยังไม่ได้จัดหมวดหมู่ชัดเจน  อย่างไรก็ตาม สหายที่มาแต่ละคราว แต่ละกลุ่ม ล้วนมีตัวแทนกลุ่ม หรือ หัวหน้ากลุ่ม ของตนเอง  อาทิ ส.สรรค์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม ส.รื่น .ขาน และ ส.ธาร   ส.เหมย เป็นเสมือนหัวหน้าและตัวแทนของกลุ่มจากภาคใต้กลุ่มแรก   ตอนหลังยังมี กลุ่มจากทางภาคใต้ ขึ้นมาสมทบอีก มี ส.โนรี รับผิดชอบเป็นหัวหน้ากลุ่ม   ในชุดนี้ มีสหายท่านหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ผิวออกขาว ชื่อ สหายศิลา เขาเป็นคนที่เสมือนแสดง บทบาทตามธรรมชาติ ประการหนึ่ง ของ ปัญญาชน..... ความคิดสร้างสรรค์!

การจัดงานประจำวันในช่วงบุกเบิกโรงเรียนการเมืองการทหาร งานของกลุ่มสหายม้งชัดเจน รับผิดชอบฟันไร่ 3 ไร่  ส่วนงานของสหายที่ราบทั้งนักศึกษาและชาวนา-กรรมกร เป็นงานฟันไร่ผัก  เกี่ยวหญ้าคา  ตัดฟืน  เก็บผัก  ไผคา ฯ บรรดางานเหล่านี้  สหายเก่าที่ทำหน้าที่เป็น เวรกองร้อย  แต่ละวันจะคอยแจ้งว่า กลุ่มไหน กลุ่มไหนไปทำงานอะไร ตัวอย่าง วันนี้กลุ่ม ส.โนรี  มี ส.ศิลา สหาย……. ไปเกี่ยวหญ้าคา กลุ่ม .สรรค์ มี .รื่น  สหาย………….ไปผ่าฟืนส่วนกลุ่มสหาย…………………..ไป……”

การจัดงานดังกล่าวจะหมุนเวียนไปทุกวัน ด้านหนึ่งมี ข้อดี ว่า สหายต่าง ๆ จะได้ผ่านการทำงานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในป่า แต่ก็มี ข้ออ่อน คือ ความต่อเนื่องของงาน ผมมีความคิดว่า ควรมอบหมายงานให้เป็นอาทิตย์ไปเลย แต่ละกลุ่มจะได้วางแผนว่า งานที่รับผิดชอบ ควรจะทำอย่างไรให้ได้ผลงานมากที่สุด .ศิลา เอ่ยกับ .โนรี  ก่อนหน้านี้ .ศิลา เคยเสนอว่า น่าจะจัดงานให้สหายแต่ละคนตามถนัด ยกตัวอย่างตัวเขาเอง ล่ำสัน มีแรงมาก ควรจะทำงานตัดไม้ผ่าฟืน แต่ต้องไปเกี่ยวหญ้าคา  ข้อเสนอนี้ตกไป เพราะสหายหลายท่านให้เหตุผลว่า เกี่ยวหญ้าคาก็มีความยากลำบากของการเกี่ยวหญ้าคา  แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก แต่ต้องมีความอดทนสูงเนื่องจากหญ้าคา คาย คัน คม ทั้งบาดมือ ทิ่มตำเท้า  ว่าแล้ว สหายที่ให้เหตุผลก็ก้มลงบีบหนองคัดเลือดที่ตอหญ้าคาทิ่มเท้าหักคาอยู่ งานเกี่ยวหญ้าคาก็เป็นงานปฏิวัติที่ไม่ได้มีคุณค่าน้อยกว่าการตัดไม้ผ่าฟืน ที่ต้องใช้คนมีแรงเยอะ สหายนักศึกษาอีกท่านหนึ่งโผงผางประโยคดังกล่าว บรรยากาศการจับกลุ่มคุยกันเข้มขึ้นทันที.....

ผมเห็นว่า ข้อเสนอไม่ได้อยู่ที่ว่า งานไหนคุณค่าต่อการปฏิวัติมากน้อยกว่ากัน  แต่ผมเห็นว่า งานที่เราทำอยู่นี่ไม่จำเป็นต้องเป็นงานจร เหมือนสงครามจรยุทธ์ก็ได้  ในเมื่อเรามีโอกาสวางแผนงานได้  นี่ตื่นมาแต่วัน ยังไม่รู้ว่าวันนี้จะทำอะไรเลย ตอนเย็นจะเตรียมลับมีดหรือลับเคียวไว้ล่วงหน้าก็ไม่รู้  สหายอีกท่านหนึ่งเสริมความคิดเห็นของ .ศิลา; เสียงเข้ม แววตาจริงจัง ผมเห็นด้วยตรงประเด็นที่ว่า ตอนเช้าต้องคอยฟังเวรกองร้อยมาบอกงาน ผ่าฟืน เกี่ยวคา เก็บผัก ขุดหน่อไม้  มันเป็นงานจรเกินไป  จะวางแผน จะสรุปงานก็ไม่ชัดเจน  ส.สรรค .เหมย และ .โนรี น่าจะคุยกับจัดตั้งเรื่องนี้ได้ คือ มอบหมายงานเป็นสัปดาห์  พวกเราจะได้มีส่วนร่วมในการวางแผนสรุปงาน พัฒนางานที่ทำ สหายนักศึกษาอีกท่านสรุป พร้อมเสนอให้ ตัวแทนกลุ่มไปคุยกับสหายรับผิดชอบงานก่อสร้างโรงเรียน

ในที่สุดข้อตกลงของกลุ่มนักศึกษา (ที่โดยธรรมชาตินั้น มักจะ จับกลุ่มคุยกันเห็นด้วยกับข้อเสนอเริ่มต้น ของ ส.ศิลา คือ จัดงานเป็นช่วงอาทิตย์ (การทำงานบุกเบิกหรืองานอื่นๆ  ของสำนักในเขตดอยยาว-ผาหม่น ทำงานวันจันทร์-เสาร์ วันอาทิตย์ให้หยุดพักผ่อน 1 วัน) สหายรับผิดชอบเห็นด้วยกับการจัดงานในลักษณะดังกล่าว การจัดสรรงานแต่วันที่เสมือน งานจร-จรยุทธ์ เปลี่ยนเป็น งานประจำสัปดาห์

หน่วยผ่าฟืน ที่กลุ่มสหายศิลาขอประเดิมในสัปดาห์แรก แสดงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน เริ่มด้วยการโค่นไม้ใหญ่ประเภทและสภาพที่เหมาะทำฟืน เลื่อยเป็นท่อน ๆ กลิ้งลงดอยมาที่สำนัก  ผ่า และจัดขึ้นรูปกองแบบคอกหมูตากแดดให้ฟืนแห้งมากขึ้น สะดวกในการใช้งาน ฟืนที่ได้ เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแต่เดิมที่ออกไปตัดฟืนวันต่อวัน มักจะเลือกไม้เล็กไม้น้อย เพื่อเป๊อะมาใช้ในโรงครัว งานกลุ่ม ส.สรรค์ และ กลุ่ม ส.เหมย  ไป เกี่ยวคา ได้พิชิต ทุ่งหญ้าคา โดย สำรวจและวางแผนเกี่ยว ตาก เก็บ เป๊อะมาสำนักงาน  การสำรวจใช้วิธีตัดไม้ขนาดเหมาะมือ ยาวสักเมตรกว่า ๆ สองอันต่อคน ยื่นไขว้กันไปเบื้องหน้าคล้ายกรรไกรยักษ์ ดัน เดิน แหวกหญ้าคา เพื่อไปเลือกกลุ่มหญ้าคาที่ยาว สมบูรณ์ และ ตั้งต้นจุดเกี่ยว จากหัวทุ่งหญ้าที่เกิดจากแรงลม ทำให้หญ้าคาลู่ไปทางเดียวกัน การเกี่ยวจากหัวทุ่งหญ้าคา ทำให้เกี่ยวง่าย เพราะใบคาเอนไปด้านหน้าผู้เกี่ยว สหายที่เกี่ยวคาสามารถใช้เคี่ยวเกี่ยวโคนหญ้าคาได้สะดวก การเสียเลือดเนื้อใน สงครามทุ่งหญ้าคา ที่ คาย คัน คม  ลดลงทันที

แล้ว บทบาทเด่นของสหายชาวนาล่ะ?.......สหายชาวนา รวมทั้งสหายที่เคยทำนา ทำสวน อาทิ. .สรรค์ เป็นนักศึกษาที่ผ่านการทำนา ทำสวนมาตั้งแต่เด็ก  แสดง บทบาทเด่น ในช่วงบุกเบิกโรงเรียนของสหายชาวนาใน เรื่องเครื่องมือใช้งาน  ตัวอย่างได้แก่ จอบและเคียว ส.ดำสหายชาวนา (น่าจะเป็น ส.ดำ ที่ผ่าน รร.การเมือง-การทหาร 6 ตุลา) เป็นสหายอีกท่านหนึ่งที่ช่วยในเรื่องการเสนอเครื่องไม้เครื่องมือให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องมือที่ใช้ ซึ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมอันดับต้น ๆ คือ จอบ และ เคียว

จอบ ได้มาใช้ในช่วงแรกของการบุกเบิกโรงเรียน เป็น จอบถาก ใบจอบรูปร่างสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ด้านขุดดินตัดตรง เวลาใส่ด้ามแล้วตั้งฉากกับด้าม จอบถาก นี้ เวลาขุดดินจะกินดินน้อย เปลืองแรง  ที่ต้องการ คือ จอบขุด ซึ่งใบจอบเป็นอีกลักษณะหนึ่งด้านขุดดินจะมีลักษณะคมคล้ายมัด และทำมุมแหลมกับด้าม เมื่อเสนอไปก็ได้มาในเวลาอีกไม่นานนัก เคียว เกี่ยวหญ้าคา ตอนแรก ๆ เป็นเคี่ยวที่ไม่มีฟันเคียว หมายถึงไม่มีร่องที่คมเคียว ร่องนี้จะทำให้เคี่ยวมีลักษณะเป็นซี่เล็กบ้างใหญ่บ้าง  เวลาเกี่ยวหญ้าคาก็ขาดง่าย ไม่เหนื่อยแรง และมีความฝืดไม่ลื่นไถลจนบาดมือที่กำหญ้าคาตอนเกี่ยว

เอ้า! เกี่ยวซะนะ แม่เกี่ยว  เกี่ยวซะนะ พ่อเกี่ยว อย่ามัวชะแง้  แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะบาดก้อยเอย ระหว่างการเกี่ยวคา แรก ๆ จะร้องเพลงปฏิวัติหลายเพลง กระทั่งร้องเพลงที่ใกล้เคียงสภาพการทำงาน คือไร่นาเขียวขจี    ธงแดงโบกพลิ้ว  โต้ลมงามตา แผ่นดินผืนนี้   เราแย่งยึดคืนมาได้ ด้วยกระบอกปืน ด้วยยืนหยัดสู้ และด้วยเลือดเนื้อของเราทั้งหลาย ………………..” เสียงเพลงปฏิวัติสนั่นทุ่งระหว่างเกี่ยวคา  หนัก ๆ เข้าก็มีการแปลงเพลงให้เข้ากับการทำงานจริงในเวลานั้น ไม่ใช่แค่ใกล้เคียง เอ้า!  หญ้าคาเขียวขจี ธงแดงโบกพลิ้ว เดินลิ่วเกี่ยวคา  ทุ่งคาแห่งนี้ เรายื้อยุดเอาจนได้  ด้วยเคียวคมกล้า   ด้วยอดทนสู้   และด้วยเลือดเนื้อของเราทั้งหลาย… ” เนื้อแปลงมียาวกว่านี้ (ใกล้เคียงกับที่เขียนนี่แหละ...) อาจมีจะเต็มเพลงจริงทีเดียว เห็นทีจะต้องให้ ส.รื่น (น่าจะมี ส.ขาน ด้วย) ที่ช่วยกันรจนาเล่าให้ฟัง  มันเป็นความสนุก คึก  ทะลึ่ง!  และความคิดเสรี แบบชนชั้นนายทุนน้อยกระมั้ง? แต่ก็ช่วยให้การสู้รบในสงครามหญ้าคากระชุ่มกระช่วยขึ้น เรียกเสียงหัวเราะได้   แม้จะมีสหายนักศึกษาหญิงบางท่านแอบค้อนวงงาม ๆ เอาก็ตามทีเถอะ .....[น่าจะเป็นวงค้อนของ ส.ธาร - สหายหญิงนักศึกษาที่ ผิวขาวมาก  ผิวขาวของสหายท่านนี้ ขาวแบบปฏิวัติ นะจะบอกให้ ใช้ประโยชน์ได้อย่างเอกอุ ตอนเดินขึ้นภูครั้งแรก มันมืดสนิท! สหายใหม่ที่เดินหลังอาศัยผิวขาว ของ .ธาร เป็นการแสดงตำแหน่งได้อย่างดี ก่อนที่จะได้กิ่งไม้ผุมีฟอสฟอรัสสีเขียวเรืองแสงช่วยรับช่วงต่อ]

งานชิ้นโบว์แดง ของ สหายชาวนา ในช่วงบุกเบิกสร้างโรงเรียน คือ การเลื่อยไม้แผ่น  สหายชาวนาได้เสนอจัดตั้ง ขอเลื่อยไม้แผ่นมาใช้งาน และได้ผลงานเป็นโต๊ะปิงปอง  และกระดานทำแป้นบาสเก็ตบอล   แป้น  (สหายชนชาติม้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลื่อยไม้แผ่นใช้  แผ่นไม้จะเป็นไม้ผ่าแล้วเอาขวานถาก แต่ก็เรียบมากเชียวล่ะ)

รวมความแล้ว งานบุกเบิกรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา  สหายแต่ละส่วนได้มีส่วนร่วมทั้งการวางแผนและการทำงานจริง เมื่อโรงเรือนต่าง ๆ ทยอยเสร็จเรียบร้อย ภาพโรงเรียนชัดเจนขึ้น จิตใจอันเร่าร้อนของสหายนักเรียนการเมืองการทหารทุกคน โลดไปรอที่.......วันเปิดโรงเรียน!

top

**7 สิงหา-โรงเรียนของเรา

ที่ตั้งโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา  ถึงอย่างไรก็อยู่กลางป่าเขา อุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ใหญ่ไม้เล็กแวดล้อมทั่วทุกทิศ  มีเสียงเครื่องบินจากฝั่งไทย ดังมาแทบทุกวัน เป็นการเตือนให้สำนึกสำเหนียกเสมอว่า อยู่ในสถานการณ์สงคราม  การเข้าโรงเรียนเพื่อสร้างความพร้อมไปรับภารกิจปฏิวัติด้านต่าง  ๆ

ในที่สุด ดอกผลจากหยาดเหงื่อแรงงานของสหายทุกท่านในการบุกเบิกโรงเรียนเห็นชัดเจนมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปประมาณเดือนกว่า หรือในราว ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้นเดือนมีนาคม 2521  (วันที่ 8 มีนาคม 2521 ที่จัดงานวันสตรีสากลนั้น โรงเรียนน่าจะยังไม่เปิด แต่นักเรียนมากันแทบเต็มกองร้อยแล้ว) หยาดเหงื่อของสหายทั้งหลาย ก็ผลิดอกออกผลดังนี้....โรงเรือน บ้าน หรือ กระท่อมพักถาวร หลายโรงเรือน ขนาดจุเตียงนอน 10-12 เตียง เป็นเตียงใหญ่ขนาดนอนได้เตียงละ 2 คน บ้าน 1หลังจุได้ 2 หมู่ประมาณ 20-24 คน สนามใหญ่ฝึกทหารและออกกำลังกาย ใช้เป็น สนามบาสเก็ตบอล พร้อมแป้นสองด้าน โต๊ะเล่นปิงปอง  มี โรงอาหารขนาดใหญ่ ที่ด้านข้าง มี สนามที่ใช้เล่นแบ็คมินตัน ได้ 1 สนาม เป็นพื้นที่รองรับด้านเสบียงอาหารไปด้วย มี มีไร่ผัก ไร่ข้าวโพด และไร่มันสำปะหลัง สหายม้ง และ สหายที่ราบ เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ แต่ละคนที่มามีส่วนร่วมในการสร้างบ้านขึ้นอีก 1 หลังเสมอ  ตอนแรก ๆ ก็นอนกันแออัดจากนั้นก็แยกเป็นสัดส่วนมากขึ้น โรงเรียนการเมือง-การทหาร 7 สิงหาคม เป็นของสหายทุกคน เป็นโรงเรียนของเรา ที่เอาสองมือสร้างขึ้น

ภาพทาง ภูมิสถาปัตย์ ของ รร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหาคม  เป็นดังนี้ อยู่ภายใต้ร่มไม้ (แม้อยู่ฝั่งลาวก็ต้องสร้างใต้ร่มไม้ เพื่อความไม่ประมาท) ทิศเหนือ ของ โรงเรียนเป็น ภูชายแดน (ยืนยันว่าทิศเหนือ แม้ว่าภาพรวมประเทศไทยจะอยู่ด้านทิศใต้ของลาว ทั้งนี้เพราะว่า เมื่อลงไปในตำแหน่งเล็ก ๆ ของป่าเขาแล้ว การเดินเข้ามาในฝั่งไทยจะเดินสู่ทิศเหนือ) จากที่ตั้งโรงเรียนฯ เดินลงใต้ และ วกไปตะวันออกเป็น กอนตืนและแม่น้ำโขง  ทิศใต้เป็นหมู่บ้านลาวที่เห็นชัดตั้งแต่ลงภูชายแดน ทิศตะวันตกเป็นป่าทึบ ภูเขาและถ้ำ

ที่ตั้งโรงเรียนอยู่ใกล้ห้วย  ชิดภูเขา ลักษณะพื้นที่ (เห็นชัดขึ้นเมื่อบุกเบิกเสร็จ) เป็นที่ราบแบบแบบขั้นบันไดในหุบเขา  มีลำธารสายใหญ่ 1 สายไหลผ่าน และสายเล็ก ๆ อีกหลายสายแวดล้อม

ด้านใต้ของลำธารใหญ่ เป็น โรงครัว ขนาดพอประมาณทีเดียวมีเตาไฟใหญ่ 2 เตา เตาเล็กอีก 2 เตา โรงครัวจะต่อน้ำกินน้ำใช้มาจากต้นน้ำที่สะอาดยิ่งอยู่ไกลออกจากโรงเรียนไม่มากนัก โรงครัว มีหลังคายาวใหญ่พอให้สหายนักเรียนการเมือง-การทหาร กินข้าวได้อย่างสบาย ๆ ตอนฝนจะตก  แม้ไม่มีที่นั่งรับประทานอาหารแต่ก็มีโต๊ะวางกับข้าวครบทุกหมวดหมู่นักเรียน และหมวดหมู่ผู้ปฏิบัติงาน การข้ามลำธารไปโรงครัวมีสะพานท่อนไม้เพื่อช่วยให้เดินสะดวก สะพานนี้อยู่ตรงโรงครัวพอดี  แต่สหายหลายท่านก็จะเดิน-โดดเหยียบโขดหินข้ามลำธารไปมา ถัดจากโรงครัวไปมีลำธารเล็ก ๆ ข้ามลำธารนี้เป็น หน่วยปศุสัตว์ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ดูแลโดย ส.ลุงประชา ส.แม่ประไพ และ ส. แอ็ด (บุตรชาย และมีพี่สาว ชื่อ ส.วิมล เป็น "นักรบพยาบาล" และเป็น พยาบาล ในที่สุด "ครอบครัวปฏิวัติ" นี้ขึ้นดอยยาว-ผาหม่นทั้งครอบครัว) หน่วยปศุสัตว์นี้ เลี้ยงหมูได้ถึง 3-4 คอก มีไก่หลายสิบตัว เลยคอกหมูไปเป็นเส้นทางเดินไปบ้านประชาชนลาวได้

นอกจากเป็นทางเดินคนแล้วยังเป็นทางเดินของฝูงวัวประชาชนลาว  วัวที่บุกเข้ามาในโรงเรียนหลายต่อหลายครั้ง สร้างความเดือดร้อนลำราญ ตั้งแต่เลียหัวสหายตอนนอนหลับ เคี้ยวกินเสื้อผ้าชุมเหงื่อที่ผึ่งไว้  กินสบู่ถูตัว  เป็นต้น ในที่สุดทิศทางที่วัวจะเข้ามาโรงเรียนต้องมีรั้วล้อม

เมื่อจับลำธารใหญ่ที่ไหลผ่านที่ตั้ง สำนัก 20  (สองศูนย์) ได้แล้ว จะมองเห็นภาพโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหาสะดวกขึ้น กลุ่มบ้านพักอาศัยทั้งหมดอยู่คนละฟากลำธารใหญ่กับโรงเลี้ยงหมู ใกล้ลำธารมากที่สุดเป็นที่ราบหรือที่เพียง ใต้กลุ่มต้นไม้ กลุ่มบ้านครอบครัวมีประมาณ 4-5 หลังเป็นครอบครัวสหายที่มีลูกอ่อนบ้าง  เตรียมคลอดลูกบ้าง  [ครอบครัว ส.สิน ส.ขวัญ คลอดลูกชายวันเดียว กับ วันทำพิธีเปิดโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ดังนั้นสหายสินจะจำได้ดีว่าเปิดโรงเรียนวันไหน]

จากที่ราบพอสร้างบ้านเล็ก ๆ ได้ 4-5 หลังเดินขึ้นเนินเตี้ย ๆ จะเป็นที่ราบเล็ก ๆ ตามแนวเนินในแนวตะวันออกตะวันตก  ด้านตะวันออกเป็น กลุ่มบ้านพัก สหายนักเรียนหญิง 4 หลัง เป็น หมู่สหายม้ง 1 หลัง สหายที่ราบ 2 หลัง ทางด้านตะวันตกเป็น บ้านพัก สหายครูหญิง รร.การเมืองการทหาร ที่อยู่ร่วมกับ สหายพยาบาล และ สหายพี่เลี้ยงอีก 1 หลัง

ลักษณะทางเดินจึงเป็นเหมือน 5 แยก นั่นคือ เมื่อเดินขึ้นจากโรงครัว เลี้ยวขวามุมฉากจะเป็นบ้านพักสหายนักเรียนฯหญิง เลี้ยวขวามุมแหลมจะเป็นบ้านพักครอบครัว  เลี้ยวซ้ายมุมฉากจะเป็นบ้านพักสหายครูหญิง เลยบ้านพักสหายครูหญิงไปจะเป็นที่พักสหายหน่วยม้า และทำหน้าที่เหมือนเป็นด่านหน้าของโรงเรียนด้วย เพราะว่าอยู่ใกล้ทางเข้าโรงเรียนเมื่อเดินลงมาจากภูชายแดน แยกที่ 5 เดินตรงไปเป็นกลุ่มบ้านสหายนักเรียนฯชาย

จากตำแหน่ง 5 แยกดังกล่าวเมื่อเดินตรงไปทางจะค่อย ๆ เฉียงไปขวามือเป็น กลุ่มบ้านพัก สหายนักเรียนชาย ที่สร้างอยู่สองข้างทางเดิน เริ่มด้วย หมู่สหายม้งชาย 1 หลัง (1หมู่) สหายชายนักเรียนการเมืองการทหารอีก 4 หมู่  และ สหายหน่วยผลิต ของโรงเรียนอีก 1 หลัง เลยไปอีกเป็นบ้านของ ส.ทัศน์ หมอพิชิต สามีภรรยาที่เป็นพลาธิการและหมอประจำโรงเรียน บ้านของสหายทั้งสองอยู่ใกล้โกดังและโรงหมอ

จากนั้นขวามือของทางเดินจะเป็น โต๊ะตีปิงปอง และถัดไปเป็น ที่นั่งเรียนนอกโรงเรือน ใต้ร่มไม้ ใช้ไม้ท่อนทำที่นั่ง  (เหมือนกับว่า มี กระดานใช้เขียนหนังสือได้ อันเป็นผลงานการเลื่อยไม้.....กระดานนี้ได้ใช้สอนหนังสือเพิ่มเติมให้สหายชนชาติม้ง ด้วย หน้าชั้นเรียนมีทั้ง โต๊ะเล็ก ๆ และ ที่นั่งของครูการเมืองการทหาร ส่วนด้านซ้ายมือ ของ ทางเดิน เป็นทางเดินแยกไปโรงหมอ, โกดัง และฉางข้าว ใกล้กับโต๊ะปิงปอง เป็น สนามบาสเก็ตบอล มีแป้นและห่วงพร้อม  2 แป้น ใช้เป็นที่เข้าแถวตอนเช้า และงานบันเทิงตอนค่ำ ด้านเหนือของสนามบาสเก็ตบอลเป็น บ้านพักสหายครูชาย ออกด้านหลังบ้านพักครูชายเป็น ทางเดินไปที่อาบน้ำได้ และ ตัดลัดไปบรรจบเส้นทางเข้าฝั่งไทย... ที่อาบน้ำและห้องสุขาอยู่กันที่ไหน?

ที่อาบน้ำ อาศัยน้ำใสใน ห้วย  ที่ แบ่งแยกที่ทางเด็ดขาดระหว่างสหายชายและสหายหญิง สหายหญิง จะใช้ลำธารสายใหญ่อาบน้ำ ซักเสื้อผ้า และทำความสะอาดอื่น ๆ  ส่วนสหายครอบครัว ยังมีตัวเลือกเพิ่ม คือ ลำธารสายเล็กที่กั้นแบ่งระหว่างโรงครัวกับโรงเลี้ยงหมู สหายชายเดินไกลหน่อยขึ้นไปทางเหนือของโรงเรียนเล็กน้อย มีลำธารใหญ่พอประมาณ มีจุดให้อาบน้ำได้หลายแห่ง ลำธารบางช่วงเป็นวังใหญ่พอลงไปยืนแล้วดำลงเพื่อความสะดวกในการสระผม เส้นทางที่ใช้ลำเลียงและเดินทางไปยังภูชายแดนข้ามไปฝั่งไทย มีลำธารเล็ก  ๆ ใช้เป็นที่อาบน้ำม้า และบางที ส.หน่วยม้า ก็อาบน้ำที่นี่ ห้องสุขา เป็น ส้วมหลุม แยกคนละทิศทางระหว่างสหายหญิงชาย  ตำแหน่งจะอยู่ค่อนข้างห่างบ้านพัก และคะเนว่า อยู่ในทิศทางใต้ลม สุขาสำหรับสหายชายยังมีที่ปัสสาวะ ตัดกระบอกไม้ไผ่รองรับไว้ทำปุ๋ย!

รวมโรงเรือนทั้งหมด  มีบ้านพักสหายหญิง 4 หลัง  บ้านพักสหายชาย 6 หลัง โรงหมอ โกดัง ฉางข้าว และโรงครัวอีก 4  บ้านครอบครัวอีก 5 บ้านปศุสัตว์อีก 1 รวมราว  20 โรงเรือนต่าง ๆ จำนวนนักเรียนการเมืองการทหาร 8 หมู่ ประมาณหมู่ละ 12 ท่านรวม 96 คน  สหายหน่วยผลิต หน่วยม้า ราว 5-6 คน ครูการเมืองการทหารทั้งสหายชายและหญิง 5-6 คน สหายหมอ-พยาบาลพี่เลี้ยงรวม 7-8 คน สหายครอบครัว 12-14 คน กลุ่มนี้เรียกรวมกันว่าผู้ปฏิบัติงานโรงเรียนการเมืองการทหารรวมประมาณ  34 คน รวมเบ็ดเสร็จทั้งโรงเรียนประมาณ 140 คน ถือว่าเป็นหน่วยที่ใหญ่โตทีเดียว เมื่อพิจารณาจากโรงเรือนและจำนวนผู้คน โรงเรือนทุกหลังผู้อยู่อาศัยร่วมมีส่วนร่วมสร้างกันคนละเล็กละน้อย ดินที่ปรับราบ  สนามที่ดูเรียบ  โรงเรือนคุ้มแดดฝน  ข้าว ผัก หมู อาหารทุกมื้อ ทุกคนมีส่วนร่วมกันเสมอ  นี่คือ โรงเรียนของเราจากหยาดเหงื่อแรงงานของทุกชีวิตที่จะหล่อหลอมเป็นผู้ปฏิบัติ เป็นนักรบแดงคุณภาพสูง

 

top

**กองร้อยโรงเรียนการเมืองการทหาร

ทีมงานบุกเบิกโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ผ่านการสร้างโรงเรียน ลำเลียงเสื้อผ้า เครื่องกระสุนจากแนวหลัง รวมทั้งการตระเตรียมเสบียงอาหารใช้เวลาราว 3 เดือนคือมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2521 โรงเรียนจัดพิธีเปิดประมาณปลายเดือนมีนาคม 2521 เมื่อนักเรียนการเมืองการทหารขึ้นมาพร้อมหน้าพร้อมตา จัดเป็นกองร้อยโรงเรียนการเมืองการทหาร

มีนักเรียนการเมืองการทหาร ชาวม้ง 2 หมู่ เป็นหมู่หญิง 1 หมู่ หมู่ชาย 1 หมู่ มีผู้หมวด 1 คน ชื่อ .ชูธง รองผู้หมวด 1 คน  ผู้หมวดเป็นหัวหน้าหมู่ด้วย นักเรียนการเมืองการทหารจากที่ราบ มี หมู่สหายหญิง 2 หมู่  มี ส.เหมย เป็นหัวหน้าหมู่  และ เป็นผู้หมวดทหารหญิงด้วย (  สหายท่านนี้แหละที่ยืนยันว่า สหายหญิงก็ไปตัดไผ่ ตัดฟืนได้   อีกนิด ....เตอะมันเขี้ยว….… สหายท่านนี้บทเวลาจะห้าว ก็ล้ำเหลือป้อชาย นะ  ส่วนเวลาจะอ่อนหวานก็เป็นเหมือนกับเขากัน ...อิ  อิสหายหญิงอีกหมู่หนึ่ง สหายชาวนา จากเขตงานใหม่เป็นหัวหน้าหมู่ (ชื่อสหาย....เอ้ายังนึกไม่ออก จำได้แต่ว่า ผิวดีผิดแผกจากสหายชาวนาทั่วไป เขียนสั้น ๆ  คือ  ผิวสวย ตาคม สหายมีฐานะทางการเมืองพิเศษสักหน่อย .......มาจากเขตงานใหม่เอาไว้ไปถามชื่อจาก สหายอินทร ) หมู่สหายชายอีก 4 หมู่ หัวหน้าหมู่มี สหายสมา เดิมชื่อ สหายสรรค์ ที่มีบทบาทเด่นเป็นพิเศษช่วงบุกเบิกโรงเรียน เนื่องจากเป็นสหายนักศึกษาที่ใช้ มีด ขวาน และอื่นๆ ได้ดีเยี่ยม เข้าใจการทำงานดี มีบทบาทเป็นตัวแทนกลุ่มสหายนักศึกษาในการประสานกับหัวหน้าหน่วยบุกเบิกโรงเรียน หัวหน้าหมู่อีกท่าน ส.เล่าเท้ง [สหายท่านนี้เป็นนายแพทย์ในเวลาต่อมา....ภายหลังอีกหลาย ๆ  ๆ ปีท่านเคยถก ว่า หมอที่ต้องเย็บแผลให้คนเมาตีกัน คนพาลแทงกัน และต้องเสี่ยงภัย เข็มเย็บแผลแทงมือ อาจจะติดโรคเอดส์ได้  จะแก้ปัญหาความคิดกันอย่างไร? เอากะสหายซิ  ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ก็"แดง" หมายถึงจิตใจนะ มิใช่เลือดสีแดงไหล] สหายหาญ หัวหน้าหมู่ที่มีเสน่ห์ สัญลักษณ์ คือ สหายหาญยิ้มสระอิ (ยิ้มน้อย ๆ ไม่เห็นฟัน .... สหายท่านนี้มีฝีมือเล่นกีตาร์ฉกาจฉกรรจ์ยิ่ง  ร้องเพลงเพราะ เสียงดี  รูปร่างค่อนข้างเล็ก  สันทัด เวลาทำงานต่าง ๆ ต้องเสร็จ  และ เป็นสหายที่มีเสน่ห์แรง  แรงจริง ๆ สอบถามสหายหญิงกันได้) และ .โนรี ซึ่งทำหน้าที่ผู้หมวดและผู้หมู่พร้อมกัน สหายโนรี ขึ้นมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี  สหายท่านนี้น่าจะทำงานการเมืองตลอดชีวิต  มีเสียงพูด และจังหวะการพูดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปร่างสูง  หน้าตาคมสัน  เอาเป็นว่า หล่อใช้ได้...) (ข้อมูลตรงนี้ยังไม่แน่ใจเต็มร้อย ส.รื่น หรือสหายท่านใด เห็นตรงไหนผิดพลาดช่วยด้วยก็แล้วกัน)

รวมทั้งหมด เป็น 8 หมู่ๆ ละประมาณ 12 คน เบ็ดเสร็จร่วมร้อยคน  สหายม้ง เป็นทหารใหม่จริง ๆ ส่วนสหายที่ราบมีจำนวนหนึ่งที่เป็นทหารเก่าจากภาคใต้บางคนมีประสบการณ์รบมาแล้วหลายครั้ง จำนวนนักเรียนร่วมร้อย เมื่อรวมคณะครูและสหายที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านต่างๆ  แล้วหน่วยงาน 20 มีกำลังพลราว 140 คน เพื่อให้เป็นรูปแบบกองร้อยอย่างครบถ้วน ทางคณะครูจัดให้นักเรียน มี ผู้การ หรือ ผู้ชี้แนะทางการเมืองประจำกองร้อย 1 คนคือสหายวีระ ที่มีฐานะทางการเมืองสูง มีสถานะเป็นแนวร่วมด้วย ส่วนผู้กองกองร้อยนักเรียนการเมือง-การทหารอีก 1 คนเป็น ส.ขาน คำพรรค ที่ร่วมบุกเบิกโรงเรียนตั้งแต่ต้น สหายขาน อยู่ในกลุ่มนักศึกษา-ผู้ถูกจับกุมตอน 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งถูกปล่อยออกจำนวน 5 คนสุดท้าย ก่อนที่จะเหลืออยู่ 18 คน สหายท่านนี้มีของที่ระลึกจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เป็น ลูกกระสุนปืนคาร์ไบน์ฝังอยู่ในน่องขาซ้าย  และกระสุนคาร์ไบน์ทะลุใกล้ๆ ข้อเท้าขวา (สหายสมา .รื่น ส.ธาร ล้วนอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เช่นเดียวกัน)

สหายที่ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน มาจากแนวหลัง ว่ากันว่า ส่งตรงมาจากศูนย์กลางพรรค ทีเดียวเชียว ชื่อ สหายสรรค์ (.สรรค์ จากกรุงเทพฯ เลยเปลี่ยนชื่อเป็น สหายสมา ตามธรรมเนียมถ้าชื่อซ้ำให้คนที่ใช้ชื่อที่หลังตั้งชื่อใหม่) คณะครูการทหาร ประกอบด้วย สหายเล่าเม็ง สหายสิทธิ์ สหายเที่ยง และ สหายระพินทร์ เป็นสหายชายล้วน คณะครูการเมืองประกอบด้วย สหายสุแสง (เอาชื่อ สุธรรม   แสงปทุม มาตั้ง เพื่อระลึกถึงคนที่อยู่ในคุก โดยใช้คำว่า สุ ต้นชื่อ และ แสง ต้นนามสกุล) ท่านนี้เป็นสหายหญิงเดินทางมาจากเขต ครูการเมืองท่านอื่น ๆ เป็นสหายชาย คือ สหายคำตัน และ สหายหมอวิรัตน์ (สหายท่านนี้มาจากเขต 7) ในกองร้อยโรงเรียนการเมืองการทหาร ผู้บัญชาการทางการทหารคือสหายเล่าเม็ง

สหายสุแสง น่าจะเป็น หัวหน้าฝ่ายการเมือง (อาจารย์สหายหญิงท่านนี้ เวลาพูดคุยการเมืองหน้ากองไฟ จะชอบเอาฝ่ามืออังไฟ บังไอร้อนไม่ให้กระทบหน้าเปื้อนยิ้ม  เวลาพูดเรื่องการเมืองที่เข้มข้น จะพูดไปพร้อมรอยยิ้ม     ยิ่งคุยเรื่องการเมืองเข้ม ๆ ยิ้มยิ่งถี่และประกายตาจัดจ้ากว่าเปลวไฟ....  จริง ๆ นะ บ่ขี้จุ๊)

สหายนักเรียนในกองร้อยโรงเรียนการเมืองการทหารได้ติดอาวุธปืนทุกคน  ใหม่บ้างเก่าบ้างตามสภาพ แต่ตามปกติ ไม่อนุญาตให้บรรจุกระสุนปืน  เพราะถือว่ายังเป็น สหายนักเรียนการเมืองการทหาร”   การถือปืน แม้ไม่บรรจุกระสุน แต่ยึดหลักเช่นเดียวกับปืนมีกระสุนและเป็นส่วนสำคัญในการฝึก หัวหน้าหมู่ รองหัวหน้าหมู่ ติด ปืนอาก้า  แต่ละหมู่ มี สหายพยาบาลสนาม 1 คน มี สหายคนหนึ่งติด อาวุธอาร์พีจี  ลูกหมู่ ส่วนที่เหลือ ติดอาวุธ ปืนเซกาเซ  ทุกคนต้องติดระเบิดคนละ 1 ถึง 4 ลูกตามสภาพ แต่เป็นระเบิดฝึกซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าระเบิดจริงเล็กน้อย เครื่องสนามอื่น๐ มี เป้ประจำตัว ซองกระสุน (ใส่แม็กเปล่า) กระติกน้ำและปิด้ง ช้อนประจำตัว ซองผ้าพันแผลฉุกเฉิน ขนมปังจรยุทธ์  บางคนมีตะเกียงจรยุทธ์ ไฟฉาย มีดเดินป่าขนาดเหมาะมือ   เป็นต้น สหายหญิงม้งที่รูปร่างเล็กติด ปืนคาร์ไบน์  .....ที่พิเศษ คือ มีสหายนักเรียนการเมืองการทหารที่ราบซึ่งตัวสูงใหญ่มาก 2 คน คือ สหายเหล็ก อีกท่านหนึ่งยังนึกชื่อไม่ออก ติดอาวุธประจำตัวเป็น ปืนกลเบา รูปแบบการจัดกำลังดังกล่าวนี้ เป็นการแสดงศักยภาพของกองร้อยทหารหลักของ ทปท. ทีเดียว แม้เป็นเพียงการฝึก!

top

**งานเปิดโรงเรียน

ไม่เพียงสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารเท่านั้นจะตื่นเต้น กับ พิธีเปิดโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา สหายในหน่วยงานต่าง ๆ ของเขต 8 ล้วนตื่นเต้น โดยเฉพาะตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะได้มาร่วมงาน...พิธีเปิดนั่นยิ่งใหญ่! คาดว่า ทางจัดตั้งต้องการให้งานเปิดโรงเรียน แสดงถึงศักยภาพแห่งการพัฒนาของเขตฐานที่มั่นที่จะสร้างความมั่นคงให้ตนเองและสนับสนุนแนวหน้า เขตงานปลุกระดมมวลชนใกล้เคียงและส่งผลสะเทือนสู่ทั่วประเทศ งานพิธีเปิดเริ่มหลังอาหารเที่ยงเป็นต้นไป....

สหายเล่าเต็ง เลขาธิการเขตหรือจัดตั้งเขต มาร่วมงานและปราศรัยเปิดโรงเรียน สหายเล่าวิทย์ ประธานอำนาจรัฐมาร่วมงาน  พร้อม คณะกรรมการอำนาจรัฐ ทั้งระดับตำบล และ ระดับหมู่บ้าน  นอกจากนี้ยังมี ตัวแทนประชาชน หมู่บ้านต่าง ๆ ในฐานที่มั่นมาร่วมงานด้วย สหายเล่ามา ผู้การ และ สหายฐาน  ผู้กองกองทหารหลัก 85 พาทหารจำนวนหนึ่งมาร่วมงาน พร้อมด้วยหน่วยศิลปินกองทหาร 85 คนที่ดูเท่ห์มากจนสหายนักเรียนการเมืองการทหารจำได้ดีคือ สหายธรรม รูปร่างสูง ผิวคล้ำ เสียงดังฟังชัด เล่นหีบเพลงชักหรือแอ๊คคอเดี้ยน

งานเริ่มตั้งแต่เช้า กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร ใน ชุด ทปท. เต็มยศเดินสวนสนาม (มี ส.เหล็ก ถือธงแดงนำหน้า) ทุกคนได้ใส่เครื่องแบบใหม่หรือซักใหม่ มีการถ่ายรูป (มี สหายที่เดินทางมาจากแนวหลัง เข้าร่วมงานด้วย จำชื่อ เสียงเรียงนามกันไม่ได้แล้ว  รูปถ่าย ฟิล์ม อะไรต่าง ๆ ถูกเผาทิ้งไปหมดก่อน สลายฐานที่มั่น หลังสวนสนาม ยิงปืนสลุต พร้อม เปล่งคำขวัญพรรคคอมมิวนิสต์จงเจริญ ถึง สามรอบ และร้อง เพลงกองทัพทหารปลดแอก กับ เพลงภูพานปฏิวัติ ด้วยจิตใจฮึกเหิมรวมหมู่ อาหารวันนั้นพิเศษ มีรายการล้มวัว 1 ตัว หมูใหญ่ 1 ตัว ผักเท่าที่หาได้  เลี้ยงสหายจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วเขตร่วมทั้งตัวแทนประชาชนเกือบ 350  คน จากนั้นทุกคนรอคอยงานตอนกลางคืน ธงแดงผืนใหญ่ ไฟกองโต….

ก่อนอาหารเย็น หมู่ทหารในกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารต่างเร่งทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ฟื้นที่ตัดไว้มากองไว้ข้างสนามตอนครึ่งเช้า นำมาวางสานเป็นกระโจมพร้อมจุด  สหายส่วนหนึ่งทำคบไฟเพื่อเพิ่มแสงสว่าง สหายอีกหมู่หนึ่งจัดฉากทำเวที  อีกหมู่หนึ่งยกขอนไม้มาเรียงทำที่นั่ง วงดนตรีจากกองทหาร 85  ซักซ้อมเสียงดังแว่วมา เสียงเพลงจากเครื่องเล่นเทปดังแข่งกันของสหายหญิง ทั้งที่ราบและสหายม้งเป็นการซ้อมรำปฏิวัติ รวมทั้งมีการซ้อมละคร โฆษกประจำกองร้อยคืนนั้นที่เตรียมการไว้ คือ ส.วินภ์ .รื่น ส.เหมย สหายม้งหญิง และ สหายม้งชาย (สหายชูธง)ประกาศและดำเนินรายการคู่สลับกันไป การประกาศรายการต่าง ๆ ใช้ 2 ภาษา คือ ไทยกับม้ง อาหารเย็นเป็นไปอย่างอิ่มหนำสำราญออกรสชาติเป็นพิเศษ สหายจากต่างหน่วยงานที่ไม่ค่อยได้เจอะเจอกัน แยกย้ายคุยกันระหว่างกินข้าว ส่วนสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารยังต้องอยู่ในระเบียบวินัยคือ กินข้าวในโต๊ะยาวประจำหมู่ หลังอาหารเย็น สหายที่ยังไม่ได้อาบน้ำก็ไปอาบน้ำอย่างเร่งด่วน  สหายที่อาบน้ำแล้วก็เตรียมตัวร่วมงานกลางคืน

ปรี๊ดดดดด  ๆ ๆ เสียงนกหวีดยาวดัง 3 ครั้งเป็นสัญญาณรวมพลแบบปกติ ผู้หมู่ที่ทำหน้าที่ เวรกองร้อย สั่งให้กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารทยอยนั่งตามที่ที่กำหนดไว้ข้างหนึ่ง แขกที่มาร่วมงานอยู่อีกข้างหนึ่ง  ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหน้าตรงกับเวที  ส่วนโต๊ะและเก้าอี้อยู่ข้างสนามจะมีสหายบางท่านที่ตระเตรียมงานแสดงและมีงานบนเวทีใช้ซักซ้อมลำดับการแสดง ส.วินภ์ ที่ชอบก่อไฟและจุดไฟเป็นพิเศษ ทำหน้าที่  สหายท่านนี้จะมีไฟแช็คอันเก่งประตัวร้อยสร้อยห้อยคอไว้ กองไฟที่ใช้ไม้จริงเป็นฐาน เอาไม้ไผ่เป็นยอดเพื่อเพิ่มแสงสว่าง ลุกฮือสว่างโพลงทั้งสนาม!

เบื้องหน้ากองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร ตัวแทนสหายจากหน่วยงาน  ตัวแทนประชาชนจากหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตอำนาจรัฐสีแดงฐานที่มั่นเขต 8 ดอยยาว-ผาหม่นชายแดนจังหวัดเชียงรายเป็นภาพที่สวยงามเร้าใจยิ่ง ธงแดงค้อนเคียวดาว 2 ผืนใหญ่ขึงเฉียงอยู่ริมซ้ายและขวา ตรงกลางมีคำขวัญ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจงเจริญ!” อยู่ด้านบน ล่างลงมาเป็นคำขวัญ กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยจงเจริญ!” สหายหลายท่านบอกว่า การจัดงานในดินแดนประเทศที่ปลดแอกแล้ว ไม่ต้องกลัวเครื่องบินล้ำชายแดน กองไฟจึงสว่างมาก  ขับเน้นผืนธงแดงและคำขวัญตระการตาตระการใจ!!! คืนนั้นกว่าจะเลิกเกือบเลยครึ่งคืน.....

รายการที่ทุกคนสนุกมาก คือ รำวงสามัคคี ที่มีการรำหลากหลาย ใช้ ท่วงทำนองการรำ 3 จังหวะจากทางภาคใต้ รำจากทางอีสาน รำท่าทางแบบบัวบานขยายกลีบและอื่น ๆ ส่วนการแสดงของนักเรียนแต่ละหมู่เป็นความสนุกสนานและช่วยกันดูช่วยกันลุ้น ละครบางเรื่องที่แสดงถึงการกดขี่บีฑาของอำนาจรัฐป่าเถื่อนเล่นได้ดี ที่ดีเพราะเนื้อหานั้นเป็นข้อเท็จจริงที่คนในชนบทประสบอยู่เป็นประจำ มันสร้างความสะเทือนใจอย่างสูงทีเดียว ฆ่ามัน!” สหายม้งตะโกนก้องด้วย...อารมณ์แค้นทางชนชั้น!

top

**ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น

พรรคและจัดตั้งมี แผนงานที่จะให้นักเรียนรุ่นที่ 1 ของโรงเรียนการเมืองการเมือง 7 สิงหา ไปปฏิบัติงานสำคัญในแนวหน้าและเสริมงานด้านต่าง ๆ ของฐานที่มั่น หลักสูตรที่ศึกษาจึงเข้มข้นและใช้เวลาที่ยาวนานเป็นพิเศษ ลักษณะการเรียนและการใช้ชีวิตของกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารเป็นอย่างนี้ นกหวีดกองร้อยดังปลุกตอนเช้ามืดราวตีห้า ปรับยืดหยุ่นตามฤดูกาลบ้างเล็กน้อย สหายทุกคนในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นสหายผู้ปฏิบัติงาน, สหายนักเรียนตื่นขึ้นมาวิ่งพร้อมอาวุธครบมือ เสร็จแล้วออกกำลังกายท่าบริหาร และแยกย้ายกลับที่พัก (ระหว่างนั้นจะมีสหายครูไปตรวจสอบความเรียบร้อยของที่นอนซึ่งทุกคนต้องเก็บเครื่องนอนทุกอย่างเข้าเป้หลัง)

ประมาณ 8.00 . โมงเช้ารวมพล แจ้งงานประจำวันก่อนแยกย้ายไปกินข้าวเช้า ภาคเช้าราว 9.00 . เป็นการศึกษาการเมืองหรือการทหารแล้วแต่กำหนด พักเที่ยง กินข้าว 12.00 . ภาคบ่ายน่าจะเริ่มที่ 13.30 . (มีเวลาให้นอนพัก ชดเชยกับการฝึกหนัก และอาหารกินที่ไม่ค่อยสมบูรณ์) ภาคบ่ายเป็นการทำงานตามที่กองร้อยเวรแจ้ง (หัวหน้าหมู่ และรองหัวหน้าหมู่ทำหน้าที่กองร้อยเวร) บางครั้งผู้กองหรือผู้การนักเรียนรวมทั้งครูการทหารก็มาทำหน้าที่เวรกองร้อยด้วย

หลักสูตรที่เรียนประกอบด้วย บทแรก คือ ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น บทสุดท้าย ว่าด้วย พรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนบทอื่น ๆ มี สงครามประชาชน กองทัพปลดแอกประชาชน ฐานที่มั่น  และ แนวร่วม ลักษณะการเรียนการเมืองตอนเริ่มต้นแต่ละบท ครูการเมือง อาทิ ส.สรรค์ .สุแสง หรือ .คำตัน จะพูดคุยในเชิงเกริ่นนำเนื้อหาสำคัญ จากนั้นจะแยกย้ายกันไปศึกษาตามแต่ละหมู่ มีครูการเมืองและครูการทหารแยกย้ายไปประจำแต่ละหมู่คอยชี้แนะ เอกสารประกอบในรุ่นที่ 1 ของโรงเรียนโดยเฉพาะยังไม่มี  เอกสารที่ใช้ อาทิ ใช้ สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงบางเรื่อง  บทที่เกี่ยวกับ ทปท.ใช้วินัย 10  ข้อ บทที่เกี่ยวกับพรรคฯใช้นโยบายพรรค เป็นต้น เนื่องจากคณะครูมีไม่พอ และยังมีภาระกิจอื่น ๆ จึงมอบหมายให้ .วีระ ผู้การ หรือ ผู้ชี้แนะการเมืองประจำกองร้อยกับ .ขาน ผู้กอง ช่วยงานครูการเมืองไปพร้อมกับศึกษาร่วมกับสหายนักเรียนอื่นๆ หลังการทำพิธีเปิดโรงเรียนแล้ว จึงเริ่มเรียนบทเรียนการเมืองเป็นปฐม.....

ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นประโยคแรก ที่ ส.สรรค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอภิปรายนำ และ เน้นว่าทุกอย่างต้องคำนึงถึงชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นเสมอ แต่ละชนชั้นล้วนพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นตัวเอง ชนชั้นที่กดขี่ขูดขีดอาศัยอำนาจรัฐรักษาผลประโยชน์จากการกดขี่ขูดรีด ฯลฯ การศึกษาเรื่องชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นเมื่อลงระดับหมู่ จะให้นักเรียนการเมืองการทหารแต่ละคน เล่าประสบการณ์การต่อสู้ทางชนชั้นของตนเอง สหายที่ราบให้จำแนกสภาพทางชนชั้นในหมู่บ้านของตนเอง บทเรียนแรกนี้เพื่อให้ตระหนักรู้ สร้างความตื่นตัวทางชนชั้น เพื่อให้สามารถแยกมิตรแยกศัตรูและกิจกรรมประกอบ บทเรียนที่สร้างอารมณ์แค้นทางชนชั้นจนขึ้นกระแสสูง คือ การเล่าทุกข์ กระแสสูงที่เกิดขึ้นนั้นร้อนแรงถึงขั้น "โรงเรียนแทบแตก" ทีเดียว

top

**“เล่าทุกข์ชีวิตจริงปลุกให้สู้

บทชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นบทสำคัญใช้เวลาประมาณ 4-5 ครึ่งวัน   การเรียนจะสลับกับการเรียนการทหารตั้งแต่บทเรียนพื้นฐาน เรียนการทหารตอนบ่าย และสลับกับการใช้แรงงานทำการผลิต  ผ่าฟืนเชื้อเพลิงหุงหาอาหาร และฟืนให้แสงสว่าง  และ เก็บผัก เป็นต้น

บทเรียนการทหารอันดับแรก คือ การรู้จักปืน!

บนพื้นสนาม  ผ้ายางเก่า ๆ ปูยาว   ปืนอาก้า  เซกาเซ และคาร์ไบน์ ถอดออกเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ  จนกระทั่งสปริงในแม็กกาซีน (ยกเว้นการถอดเข็มแทงชนวน) .เล่าเม็ง เน้นกฎเหล็กในการถือปืนใช้ปืนให้ฟังอีกครั้งและอีกครั้ง

“1.ไม่หันปากกระบอกปืนมาทางสหายและประชาชน

2. เมื่อไม่ต้องการยิงห้ามเอานิ้วไว้ในโกร่งไก

3.ปืนทุกกระบอกต้องดูแลให้ใช้งานได้

แต่ละชิ้นส่วน ของ ปืน ทำหน้าที่อะไร   ทุกคนต้องจำได้ และ รู้จักการทำความสะอาด ถนอมรักปืน อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืนดังนั้นต้องรู้จัก ปืนให้ดีที่สุด! บทเรียนใน การถอดประกอบปืน ทำความสะอาดปืน ให้คล่อง เป็น พื้นฐานสำคัญก่อนเรียนการทหาร บทต่อไป ข้อเรียกร้อง คือ ปืนของทุกสหายทุกคนต้องไร้สนิม ไม่ว่าจะเก่าเพียงไหน ปืนของนักเรียนการเมืองการทหารต้องสามารถยิงได้ แม้จะยังเป็นปืนเปล่าไร้กระสุนก็ตาม

เรื่อง เล่าทุกข์เข้ามามีบทบาทอย่างไรในช่วงนี้ การเล่าทุกข์ของนักเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารมีการเล่าทุกข์ในแต่ละหมู่เป็นขั้นต้น  เรื่องที่เล่าเป็นความทุกข์ทางชนชั้นของนักเรียนแต่ละคน เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตนเอง มิใช่การนำเรื่องของคนอื่นที่พบเห็นมาเล่า คณะครูที่ประจำแต่ละหมู่จะมาแลกเปลี่ยนกันว่า เรื่องของสหายนักเรียนคนไหนเหมาะสมที่สุด สามารถนำมา ปลุกเร้าอารมณ์แค้น สร้างอารมณ์รัก ทาง ชนชั้น ได้ดีที่สุด และจะนำเรื่องนั้นมาใช้ในการปิดท้ายบทเรียน ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น” 

งานจัดกลางคืน เป็นคืน เล่าทุกข์.....หัวค่ำคืนดังกล่าว กองไฟสว่างพอประมาณ นักเรียนทั้งกองร้อยล้อมวง สหายสุแสง ครูการเมืองเกริ่นขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ   ทุกถ้อยคำสำเนียงแฝงด้วยความเศร้า…แค้น น้ำเสียงที่เศร้าเล็กน้อยจากส่วนลึกของจิตใจ เธอเกริ่นถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  ก่อนที่จะเน้นว่า การเล่าทุกข์เป็นการย้ำเตือนถึงชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อให้สหายทุกคน ตระหนักว่า ทำไม เราต้องมาร่วมการปฏิวัติ

สหายสุแสง ดึงอารมณ์ร่วม ของ สหายนักเรียนมาสู่เรื่องที่สหายจะมาเล่าทุกข์ให้ฟัง สหายดี สหายดา และ สหายดาว สามสหายหญิงชาวนา จากที่ราบเป็นสหายที่เล่าทุกข์ในคืนนั้น น้ำเสียงเครือแบบกลั้นกลืนก้อนสะอื้น………….เรื่องจริงที่คนเล่าก็ไม่อยากนึกถึงเท่าใดนัก     เพราะเป็นเรื่องราวเศร้า……..ชีวิตจริงของสหายที่เล่าทุกข์เป็นการปลุกระดมให้แต่ละคนลุกขึ้นสู้ เพราะเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้นเอง ค่อนข้างดึก การเล่าทุกข์จบลง ...เสียงฆ่ามัน เปล่งคำขวัญ และร้องเพลงปฏิวัติที่ดุกว่าปกติ ก่อนที่ทั้งกองร้อยจะแยกย้ายกันไปนอน

แต่หมู่ที่อยู่เวรคืนนั้น ได้เห็น สหายนักรบทางใต้ ที่ผ่านศึกโชกโชนมาแล้ว เข้าไปบ้านครูการเมืองการทหาร คุยกันจนดึกเลยเที่ยงคืน สหายม้ง ก็ไปคุยกับ สหายครูม้ง เช่นกันแม้อากาศเย็นยะเยือกตามปกติของภูสูง แต่บรรยากาศในโรงเรียนการเมืองการทหารคืนนั้นประหนึ่งว่า ร้อน…………..  ร้อนรน….ยิ่งนัก อะไรกำลังจะเกิดขึ้น!

B

top

** ขอตีศัตรู!!!

วันรุ่งขึ้น สหายหมอพิชิต และ พยาบาลสหายติ๋ม ที่เป็นหน่วยหมอประจำกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารมีงานมากกว่าปกติ  สหายหญิงหลายคนปวดหัว อ่อนเพลีย  สหายชายบางคนก็ปวดหัวด้วย แต่วัดปรอทไม่มีไข้ อารมณ์แค้นทางชนชั้นคุระอุทุกหลังคาบ้านพักในกองร้อยฯ ....นักรบจากทางใต้ ขอไปตีศัตรูให้เหตุผลว่า  พวกเขาไม่ต้องเรียนไม่ต้องฝึกแล้ว ผ่านการรบน้อยใหญ่มาหลายครั้ง.....สหายม้ง ขอไป ร่วมรบตีศัตรูใช้เหตุผลว่า มีความคล่องตัวกับภูมิประเทศ ยิงปืนเป็นและแม่นมาตั้งแต่เป็นประชาชน อย่าว่าแต่ศัตรูตัวใหญ่เลย ไก่ป่าที่เปรียวแสนเปรียวยังยิงกินมานักแล้ว โดยเนื้อไก่ไม่เสียหายแม้แต่น้อย กระสุนปืนยิงเฉพาะหัวไก่!

ปกติ การเล่าทุกข์ จะเป็น รูปแบบที่ใช้กันประจำเวลาที่จะเคลื่อนกำลังไปตีศัตรูครั้งสำคัญ เป็น การเล่าทุกข์ที่สั้น ๆ ไม่รบกวนการพักผ่อน มุ่งที่จะอัดพลังแค้นให้นักรบที่จะพิชิตศึกในวันรุ่งขึ้น พลังมหาศาลที่ปลุกให้ตื่นได้ระบายออกในช่วงทำลายศัตรู! เมื่อรูปแบบวิธีการเดียวกันมาใช้ในกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร การขอตีศัตรู จึงเป็นเสียงเรียกร้องของนักเรียนที่แทบทุกคนมีพลังอันมหาศาลที่ต้องการทำลายศัตรู

ตอนเช้าวันนั้นมีการเข้าแถวแจ้งงานประจำวันตามปกติ ใกล้เวลาเข้าแถวฝึกการทหาร สหายส่วนใหญ่กินข้าวเรียบร้อยแล้ว สัญญาณภัยก็ดังขึ้น ปรี๊ดดดด ปิ๊ด ๆๆๆๆ,  ปรี๊ดดดด ปิ๊ดๆๆๆๆ,  ปรี๊ดดดด ปิ๊ดๆๆๆๆ เสียงนกหวีดเป่ายาว 1 ครั้งตามด้วยสั้นรัว 5 ครั้ง ดังขึ้นติดกันคราวละ  3 ชุด อย่างต่อเนื่อง สัญญาณฉุกเฉิน! รวมพลด่วนที่สนาม ทุกคนต้องเป้บัลโล  เข็มขัดสนาม  อาวุธเครื่องกระสุนประจำตัวประจำหมู่ทุกชนิดมารวมพลที่สนามให้เร็วที่สุด

สหายม้ง ทั้ง 3 หมู่พร้อมก่อนเพื่อน ส.เล่าเม้ง ออกคำสั่งสั้น ๆ แล้วนำหมู่ทหารม้งวิ่งออกด้านหลังโรงเรียนมุ่งขึ้นภูสูงทันที สหายระพินทร์ จัดให้ตามด้วยหมู่ทหารหญิงที่ราบ สหายชายที่ราบ เรียงตามอันดับหมู่ จากนั้นเป็นหน่วยแม่ลูกอ่อน หน่วยพยาบาล  หน่วยเลี้ยงหมู  หน่วยลำเลียงและหน่วยผลิต ซึ่ง ถือว่าเป็นหน่วยสู้รบประจำโรงเรียนไปในตัว แต่ละหมู่แต่ละหน่วยมีคณะครูแยกย้ายกันเกาะติดไป โรงเรียนการเมืองการทหารว่างเปล่าในเวลาไม่ถึงอึดใจ

top

** เตรียมความพร้อม

สหายทุกคนได้สู้รบแน่ เพียงแต่ในแต่ละช่วงเวลา เวทีสู้รบจะแตกต่างกันออกไปหน้าแถวรวมพล สหายคณะครูสรุป ผลการฝึกเคลื่อนย้ายฉุกเฉินครั้งแรก ของ กองร้อยนักเรียนฯ หลายคนยังเหนื่อยอยู่บ้าง บนหลังมีเป้ที่ส่อสภาพ ฉุกเฉินให้เห็น เป้หลังหรือบัลโลหลายใบมัดไม่เรียบร้อย โป่งเบี้ยว สหายนักเรียนบางคนเข็มขัดสนามไม่อยู่กับตัว........ครึ่งวันเช้าให้แต่ละหมู่ประชุมสรุปความพร้อมของตนเอง หาข้อดีข้ออ่อนและการแก้ไข รวมทั้งการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน.เล่าเม็ง กล่าวในตอนท้ายก่อนที่จะส่งต่อให้ ส.ระพินทร์ กล่าวเสริม ก่อนเลิกแถว .ระพินทร์ ย้ำว่ากองข้าวของบนโต๊ะด้านหลังนี่ เก็บได้ระหว่างทางในการเดินทัพฉุกเฉิน สรุปบทเรียนในหมู่เสร็จ ค่อยมาเลือกเอาของตนเองไปบนโต๊ะไม้ไผ่สับ หรือฟากมีสิ่งของสารพัดตั้งแต่เข็มขัดสนามทั้งชุด แม็กกาซีนปืน ยาสีฟันแปรงสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า ปากกา ไปจนเสื้อผ้าที่ใช้ส่วนตัวจริง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง สิ่งของทั้งหมดแม้ไม่เยอะท่วมโต๊ะ แต่ก็ไม่น้อย

การประชุมแต่ละหมู่ ได้ผลสรุปที่ใกล้เคียงกัน ว่า ต่อไปเวลานอนจะต้องเก็บของให้เรียบร้อยที่สุด แม้จะเป็นของที่ต้องใช้ในตอนเช้าก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการคุยกันถึง การเดินทัพกลางคืน และ การซ้อมฉุกเฉินแบบไม่เลือกเวลา  การซ้อมเดินทัพฉุกเฉินทำให้ข้อเรียกร้องขอตีศัตรูมีเรื่องต้องพิจารณาเพิ่ม นั่นคือ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน ว่า กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารยังไม่แกร่งพอรับศึก แม้ว่าจะมีส่วนน้อยบางคนที่พร้อม แต่ควรใช้ความพร้อมนั้นเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีแก่สหายในโรงเรียน ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ตีศัตรู เพราะนักเรียนรุ่นนี้ตระเตรียมสำหรับภาระหน้าที่บุกเบิกเขตงานใหม่ เสริมสร้างความมั่นคงให้ฐานที่มั่นเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้วสหายทุกคนจะต้องมีความพร้อมทั้งงานการเมือง และงานการทหาร จะต้องตระหนักว่า งานการเมือง นั้น นำหน้า งานการทหาร และ การผลิต ต้อง ศึกษาการเมืองให้มาก  เข้าไว้ นี่เป็น ภาระหน้าที่ทางการปฏิวัติอย่างหนึ่งที่จะดูเบา ไม่เอาจริงเอาจังไม่ได้.สรรค์ กล่าวปิดบทเรียนที่หนึ่ง ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น” 

[ปกติ สหายสรรค์ จะพูด เสียงไม่สู้ดังนัก เพราะตัดปอดไป 1 กลีบเพื่อรักษาอาการวัณโรคที่ปอด แต่ดูภายนอกแล้ว สหายสรรค์ที่ใคร ๆ มักเรียกลุงสรรค์จะใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปที่มีปอดครบถ้วน แม้ว่าสหายที่รู้เรื่องสุขภาพของลุงสรรค์จะพยายามทัดทานก็ได้ผลน้อย ยกเว้นถือวิสาสะแย่งเป้หลังมาแล้วจ้ำพรวด ๆ เดินหนีเสีย เช่น ตอนลำเลียงของเป็นต้น กรณีแย่งเป้เกิดขึ้นตอนหลัง ๆ น่าจะเป็น นักเรียน 7 สิงหา รุ่นที่ 3 รุ่นลำเลียง]

ผลพวงแห่งการศึกษาบทเรียนที่หนึ่งของโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ปลุกเร้าจิตใจสู้รบขึ้นสูง โดยสหายนำในโรงเรียนใช้เป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่การเรียนการฝึกที่หนักยิ่งขึ้น เอาจริงเอาจังมากขึ้น บทเรียนต่อไปยิ่งทวีความเข้มข้น เป็นความเข้มทางการทหาร ที่แม้แต่สหายที่ผ่านการรบมาแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ การเคลื่อนที่ เคลื่อนกำลังในการรบโรงเรียนการเมืองการทหารเริ่มต้นฝึกบทเรียนการทหารอย่างหนักรองรับความเร่าร้อนจากบรรยากาศเล่าทุกข์ ขอตีศัตรู และเคลื่อนทัพฉุกเฉิน

เวลานั้น ราวเดือนเมษายน 2521 หลังสงกรานต์ ที่โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา รุ่นแรกไม่ได้มี การจัดงานประเพณีสงกรานต์เบิกฟ้าไทย แบบที่มหาวิทยาลัยในเมือง อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะ องค์ประกอบของโรงเรียน ของฐานที่มั่น บนภูบนดอยยาว-ผาหม่นภูชายแดน แตกต่างกับเขตงานทางภาคอีสานที่ สภาพโดยรวม ของ ผู้คนและมวลชน สามารถจัดงานสงกรานต์ให้มีเนื้อหารับใช้ประชาชน สามารถนำวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะมารับการใช้การต่อสู่ของประชาชนได้อย่างหลากหลาย

แต่การฝึกการทหารอย่างหนัก ทำให้ทุกคนหลั่งเหงื่อ และสหายบางท่านเสียเลือดเนื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ แทนการรดน้ำเทศกาลสงกรานต์.....เริ่มจากบทเรียนแรกปูพื้นฐานการรู้จักปืน กฎเหล็กในการใช้ปืน ถือปืน การถอดประกอบปืนในเวลากลางวันและกลางคืน ฝึกด้วยการลืมตาและผูกตา จนฝึกถอดประกอบปืนกันกลางคืนจริง ๆ โดยไม่ก่อกองไฟหรือใช้ไฟฉาย การถอดประกอบปืนมีหลักสั้น ๆ ว่า ถอดก่อนใส่ที่หลัง ถอดที่หลังใส่ก่อนโดยจะวางชิ้นส่วนที่ถอดก่อนไว้ขวามือด้านนอกสุด เรียง ๆ ตามกันมา อุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายจะอยู่ด้านซ้ายมือเสมอ การรู้จักปืนเป็นการสร้างความพร้อมสำหรับ การสู้รบเฉพาะบุคคล แต่การตีศัตรูแต่ละครั้ง การรบแต่ละคราว เป็นปฏิบัติการร่วมกันหลาย ๆ คน ดังนั้น จำเป็น  ต้อง ฝึกการเคลื่อนที่ร่วมกัน ฝึกการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกภาพกัน เข้าใจระหว่างกัน การเคลื่อนไหวระหว่างการสู้รบ การเคลื่อนที่ในสนามรบ ที่ ทุกคนต้องเป็นเสมือนอวัยวะแห่งการสู้รบซึ่งกันและกัน

หลักสูตรการทหารในเรื่องนี้เริ่มจากง่ายๆ การจัดระเบียบแถว รูปกระบวนการเคลื่อนแถว อาทิ แถวตอน แถวหน้ากระดาน การเดินเรียงเดี่ยว เดินคู่ เดินหน้ากระดานเรียงสาม เรียงสี่ เป็นต้น บทเรียนการเดินแถวผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะมีการฝึกซ้อมมาก่อนในตอนที่จะใช้ซ้อมสวนสนามวันทำพิธีเปิดโรงเรียน   การเสริมสมรรถนะสู้รบที่สำคัญ คือ  บทเรียนการเคลื่อนที่ในการรบ รายละเอียดการฝึกซ้อมถึงเลือดเนื้อ แม้ว่าชุดทหารจะเป็นเสื้อแขนยาวก็ตาม

ก่อนสาธิตและให้ฝึกฝน ครูการทหารจะย้ำถึงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของท่าเคลื่อนที่แต่ละท่า อาทิ การคลานสูง- คลานต่ำ, เลื้อยสูง-เลื้อยต่ำ เพื่อเคลื่อนที่อย่างเงียบ ๆ อำพรางตนเอง เข้าหาเป้าหมาย กลิ้งสั้น-กลิ้งยาว เพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว การย้ายตำแหน่งอย่างปลอดภัย ก้มสูง-ก้มต่ำ เป็นการเคลื่อนที่ได้ทั้งการอำพรางและระหว่างการสู้รบ ซึ่ง ปรับใช้ตามสภาพยุทธภูมิ จากนั้นเป็นการฝึกเคลื่อนตัวแล้วเตรียมยิงด้านขวา เตรียมยิงด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ยิงอยู่ในที่กำบังได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะต้องโผล่ปืนไปยิงทางด้านขวาหรือซ้ายของที่กำบัง การฝึกดังกล่าวสหายบางคนหัวเข่า ข้อศอก ถลอกปอกเปิกเลือดไหลซิบ ๆ การฝึกดังกล่าวทำให้สหายบางท่านที่เคยรบมาแล้วยอมรับว่า การฝึกเช่นนี้มีประโยชน์ เพราะที่ผ่าน ๆ มา การตีศัตรูบางครั้งก็ใช้ความได้เปรียบจากภูมิประเทศและการข่าวที่ประชาชนหรือมวลชนส่งให้ เมื่อพิชิตศัตรูแล้ว อาศัยการถอยที่เร็ว เป็นประโยชน์ นั่นคือ ตีเร็ว พิชิตศึกเร็ว และถอยเร็ว ยังมิได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จาก กระบวนท่าสู้รบมาตรฐาน

สำหรับสหายชนชาติม้งบางท่านบอกว่า ภูมิประเทศแบบภูเขาไม่จำเป็นต้องกลิ้งสั้นกลิ้งยาว คลานสูงคลานต่ำ แต่เมื่อ สหายครูการทหาร ชี้แจง ว่า เป็นการฝึกเพื่อเตรียมขยายการรบไปสู่สมรภูมิที่ราบ ซึ่งมีความจำเป็น สหายชนชาติจึงคึกคักขึ้น เพราะ การรบที่ผ่านมาล้วนเป็นการป้องกันตนเองป้องกันฐานที่มั่น รบในสมรภูมิที่ชำนาญเพราะเป็นถิ่นฐานของชนชาติม้งเอง รบบนภูเขาที่พี่น้องชนชาติม้งจะเป็นนักรบที่เก่งกาจเสมอ เนื่องจากความได้เปรียบจากการเคลื่อนไหวในภูมิประเทศป่าเขาสูงชัน สามารถหลบตรงนี้โผล่ตรงโน้น หรือเพียงหลบไหล่เขา บังโคนไม้ใหญ่ ก็สามารถเลี่ยงอันตรายจากลูกปืนใหญ่ ระเบิด และปืนกลอากาศได้ แต่การรบในที่ราบจะแตกต่างออกไป เพราะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวย การอาศัยชัยภูมิมาเสริมความได้เปรียบจะลดลง หลังจากฝึกจนการเคลื่อนไหวโดยบุคคลคล่องตัว ก็เข้าสู่ รูปกระบวนการเคลื่อนตัวของหลายคน เพื่อประโยชน์ในการสู้รบ การเคลื่อนไหวดังกล่าว มีหลายรูปแบบ อาทิ เฉียงซ้าย เฉียงขวา โอบซ้าย โอบขวา หัวหอก และ ปีกกา

การเคลื่อนที่แต่ละอย่างสนองตอบจุดประสงค์ในการรุกรบต่างกัน รูปแบบการฝึกเริ่มตั้งแต่ ฝึกระดับ 3 คนหรือ 1 หน่วย 3 หน่วยหรือ 1 หมู่ ไปจนถึง ระดับ 3 หมู่หรือ 1หมวด การฝึกเริ่มที่สนามและไปซ้อมกับภูมิประเทศป่าเขารายล้อมโรงเรียน ที่เตรียมไว้เป็นสนามซ้อมเคลื่อนที่สู้รบ เนื้อหาการฝึกในขั้นนี้ คือ ฝึกฝนสร้างความชำนาญส่วนบุคคลในเรื่องอาวุธประจำตัว การเคลื่อนที่ส่วนบุคคล มาสู่การประสานระหว่างบุคคล เป็นการเคลื่อนกำลังในการสู้รบเป็นหน่วย เป็นหมู่เป็นหมวด

การเคลื่อนตัวในสนามรบ ต้องทั้ง คล่องแคล่วว่องไว ปิดลับ ปลอดภัย แต่ละคนทำได้ดีส่วนทั้งหมดถึงทำได้ดี

อย่างไรก็ตาม แก่นแกนของการฝึก คือ สร้างความแกร่ง สร้างพละกำลังที่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการสู้รบ ดังนั้น การฝึกประจำแทบจะทุก 3-4 วันครั้ง จึงเป็นการวิ่งขึ้นภูตอนเช้าพร้อมอาวุธปืน เข็มขัดสนาม และ เครื่องหลัง นอกเหนือจากการวิ่งตอนเช้าก่อน ฝึกกายบริหาร 8 ท่า ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพละกำลังที่แข็งแรง ฮึดอึดอดทน ทั้งแรงโหมกระหน่ำ-แรงแกร่ง และ สร้างสะสมแรงอึด-ยืดเยื้อ อันเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตทหาร แม้ว่างานในอนาคต ของ สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารจะตระเตรียมไว้แตกต่างกัน แต่ในสถานการณ์ที่สงครามประชาชนกำลังขยายตัวทุกคนได้รับการตระเตรียมเหมือนกัน เตรียมพร้อมสู้รบด้วยกำลังอาวุธ!

top

**จู่โจมตี ซุ่มโจมตี ปะทะบังเอิญ

การเรียนด้านการทหารของกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร........แม้จะมุ่งเน้นที่การปฏิบัติได้จริง แต่ก็มิได้ละเลยทฤษฎีทางการทหารที่ศึกษาไปควบคู่กัน รูปแบบการเคลื่อนส่วนบุคคลแต่ละอย่างมีการพูดถึงประโยชน์ใช้สอยจริง มีสหายนักรบจากกองทหาร 85 ที่ผ่านการอบรมการทหารอย่างเข้มข้นมาแล้วสาธิตให้ดู เล่าประสบการณ์ให้ฟัง ส่วนรูปแบบการเคลื่อนที่เป็นหน่วย หมู่ หมวด นั้น มีการชี้ให้เห็นถึงรูปกระบวนการเคลื่อนที่ซึ่งต้องประสานกับกำลังไฟหรือกำลังการยิงทิศทางที่จะทำลายข้าศึก การเสริมประสานกำลังไฟซึ่งกันและกัน จากนั้นยังมีการขยายภาพให้เห็นว่า แม้กระทั่งการเคลื่อนกำลังเป็นกองร้อย กองพัน กองพล หรือกองทัพ ก็ยังอยู่ในรูปลักษณ์ของการตีโอบ ปีกกา หัวหอก การขึ้นเฉียงซ้ายหรือขวาเพื่อสนธิกำลัง ตัวอย่างจริงของไทยยังไม่มีการรบใหญ่ขนาดนั้น แต่ของพรรคพี่พรรคน้องมี!

การเล่าถึงเรื่องสู้รบและชัยชนะของประชาชนประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยเสริมสร้างกำลังใจ และเชื่อมโยงให้นักเรียนการเมืองการทหารทั้งกองร้อย เชื่อมโยงการฝึกฝนเข้ากับขนาด ของ สงครามประชาชนที่เชื่อมั่น ว่า จะขยายตัวไปสู่จุดดังกล่าวอย่างเร็ววัน แม้ว่าระดับการศึกษาและการฝึกฝน จะยังไม่ล่วงลึกไปถึงการวางแผนระดับเสนาธิการกองทัพ แต่ในระดับหน่วยและหมู่สหายเกือบทุกคนก็มีโอกาสบัญชาการตั้งแนวรบกำลังยิง การรุกและการถอย แก้โจทย์การขับเคี่ยวต่อสู้กับกำลังอาวุธฝ่ายตรงข้ามที่ครูการทหารระบุมา มองจากมุมสูงภาพกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารในเครื่องแบบสีเขียว คอปกมีแถบสีแดงจำนวนนับร้อยที่ฝึกซ้อมกันอย่างเอาจริงเอาจังนั้น หมายความว่าจะสามารถไปอบรมบ่มเพาะขยายนักรบสีแดงได้อีกมากมาย.....ถัดจากการเรียนและฝึกฝนการเคลื่อนกำลังตั้งแต่ส่วนบุคคล ระดับหน่วย หมู่หมวดแล้ว เริ่มต้นบทเรียนสำคัญต่อไป.... การฝึกฝนเพื่อศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะการสู้รบ ที่เมื่อจบจากโรงเรียนฯออกไป ต้องเผชิญแน่นอน นั่นคือ การรบในรูปแบบของสงครามจรยุทธ์ อันได้แก่ การซุ่มโจมตีกองกำลังเคลื่อนที่ การจู่โจมตีกองกำลังในที่ตั้งของข้าศึก และการปะทะบังเอิญ ในทางกลับกันก็ศึกษาถึงการถูกซุ่มโจมตี และถูกจู่โจมตีด้วย เมื่อตกอยู่ในสถานะเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทางการทหารจะแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างไร การศึกษามีทั้งการบรรยาย และการฝึกฝนโดยสังเขป .....ในการฝึกแม้เป็นปืนจริง แต่ใช้ กระสุนปากสหายบางท่านที่ผ่านการรบมาแล้ว มีความเห็นว่า เป็นการฝึกที่ห่างไกลสภาพการสู้รบ ที่เป็นจริงมาก แต่สำหรับ สหายใหม่หรือ ทหารใหม่แล้ว สร้างความเร้าใจได้ไม่น้อย

ทุกคนจะต้องสามารถนำไปถ่ายทอด และฝึกฝนสหายใหม่ นักรบใหม่ต่อไปได้ แม้ว่าจะยังไม่มีความชำนาญ ในการรบจริง แต่การฝึกซ้อมจะมีส่วนช่วยให้มีความพร้อมมากขึ้น และอาศัยการฝึกซ้อม ในสนามฝึกขยายกำลังรบ ของประชาชนให้มากที่สุด

ครูการทหารกล่าวย้ำ ใบหน้าเปื้อนเหงื่อและฝุ่นดิน เหมือนสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารทุกคนหลั่งเหงื่อในสนามฝึก ดีกว่าหลั่งเลือดในสนามรบ คำขวัญนี้เป็นจริงเสมอสำหรับการสู้รบด้วยกำลังอาวุธ สหายครูการทหารกล่าวย้ำกับบรรดาสหายที่เป็นนักรบใหม่ เพื่อสร้างความกระจ่างทางความคิดให้เห็นว่า แม้ยังไม่ได้ลงสนามรบจริงแต่ก็ไม่ควรดูเบาการฝึกในโรงเรียนเป็นอันขาด

สำหรับการซุ่มโจมตีซึ่งมีโอกาสจะใช้บ่อยในการทำลายล้าง การพร่ากำลัง การก่อกวน และจุดประสงค์อื่น.... อาวุธสำหรับการซุ่มโจมตี นอกจากปืนประจำตัวแล้ว มีการศึกษาเพิ่มเติมอาวุธชนิดอื่น ๆ อาทิ ทุ่นทิศ เพื่อมุ่งทำลายล้าง ทุ่นยาง ทุ่นข้าวโพด มุ่งทำลายขวัญและประสิทธิภาพการสู้รบ หรือเสริมแนวป้องกันที่เรียกกันว่า ทหารใบ้ นอกจากนี้ยังต้องฝึกฝน การรับมือต่อกรกับ กำลังยิงทางอากาศ จากเครื่องบินชนิดต่างๆ..... บทเริ่มต้นที่สำคัญยิ่ง คือ การกะระยะทาง....ตั้งแต่การดู ระยะห่างของเครื่องบินบนฟ้าด้วยการสังเกตสี ถ้าจำแนกสีได้เป็นความสูงประมาณ 500-700 เมตร จำแนกตัวหนังสือ ได้เป็นความสูงประมาณ 300-500 เมตร การยิงต้องเล็งดักหน้า 100 เมตรละ 1 ช่วงตัวเครื่องบิน เป็นต้น ถ้าจำแนกสีไม่ได้ก็พ้นระยะยิงด้วยปืนประจำตัว นอกจากนั้นยังต้องรู้และจำได้ว่า ส่วนไหนของเครื่องบินแต่ละประเภทที่หุ้มเกราะ .....

ที่เน้นกัน คือ ปืนประจำตัวไม่ว่าจะเป็นอาก้าหรือเซกาเซนั้น มิได้หวังผลยิงเครื่องบินตก แต่หวังผลในการทำให้นักบินไม่กล้าบินต่ำ ความแม่นยำในการทิ้งระเบิดหรือยิงกราดจะลดน้อยลงลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

การกะระยะทางด้วยการใช้หลักคำนวนแบบมองด้วยตาทีละข้าง มีการสอนให้คำนวณแบบง่าย ๆ สำหรับเป้าหมายบนพื้นดิน อันเป็นการปรับใช้หลักเรขาคณิตหรือตรีโกณมิติพื้นฐานมาใช้ประโยชน์ ส่วนการคำนวณระยะทางภาคพื้นดินด้วย กล้องส่องทางไกล มีการกล่าวถึงแต่ขาดอุปกรณ์จึงไม่มีการเรียนการสอน

การเรียนภาคทฤษฎีทางการทหารยังได้มีการเล่าถึงการรบขนาดใหญ่ รูปแบบของสงครามเคลื่อนที่ สงครามประจำที่มีการขุดสนามเพลาะคูรบยาวเหยียด พร้อมกำลังรบครบทุกหน่วย อาทิ ราบ ปืนใหญ่ ทหารม้า ทหารช่าง เป็นต้น แน่นอนว่าเรื่องราวส่วนใหญ่เป็นการสู้รบของกองทัพประชาชนจีน รองลงมาเป็นกองทัพประชาชนเวียดนามและกองทัพประชาชนลาว..... ยิ่งเรียนยิ่งฝึกการทหาร บรรดาสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารก็ยิ่งต้องการทำงานที่เป็นจริง

การฝึกฝนอย่างหนักถึงขั้นนี้ แม้ว่าแต่ละคนล้วนตระหนักว่า การมาเข้า โรงเรียนเต็มรูปแบบนั้น จะมีส่วนสำคัญทั้งต่อตนเองและอนาคตของการปฏิวัติอย่างมากเพียงใดก็ตาม แต่ยิ่งฝึกหนัก..... ยิ่งเห็นความสำคัญของการทหาร การสู้รบ สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร......ก็ยิ่งกระหายที่จะได้ยิงกระสุนจริงแทน กระสุนปากมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต้องการเช่นนี้ลุกฮือ กระพือโหมอยู่ในใจทุกคน

top

**ฉลองวันเสียงปืนแตก 7 สิงหา

กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ดอยยาว-ผาหม่น ภูชายแดนรุ่นที่ 1 มีโอกาสได้จัดงาน 7 สิงหาวันเสียงปืนแตกในโรงเรียนร่วมกัน ถือว่าเป็นการจัด งานใหญ่อีกครั้งหนึ่งงานใหญ่นอกจากจะมีการแสดง รำวงสามัคคีตอนกลางคืนแล้ว กลางวันยังมีอาหารในลักษณะ กินเลี้ยงล้มหมูหรือวัวแล้วแต่สภาพ (7 สิงหา ปีนั้นน่าจะเป็นวัว 1 ตัว หมู 1 ตัวนะ)

งานใหญ่ยังเป็นโอกาสที่มีการพบปะกันระหว่างสหายต่างหน่วยงานที่สามารถแลกเปลี่ยนพูดคุยความได้ในใจกันได้มากกว่าการส่งจดหมายถึงกัน อย่าว่าแต่จดหมายทุกฉบับล้วน ผ่านตาจัดตั้งทั้งขาเข้าและขาออก นอกจากนี้ความสัมพันธ์ ระหว่างบรรดาสหายเยาวชน ในกองร้อย นักเรียนการเมืองการทหาร พัฒนาไปมากขึ้น ทั้งความสัมพันธ์ฉันท์สหายร่วมรบ และบางคู่มีโอกาสพัฒนาเป็นสหายที่มีความสัมพันธ์พิเศษในอนาคตได้

งานใหญ่ที่มีการบันเทิงกลางคืน แม้จะให้นั่งเป็นหมวดหมู่ แต่ก็พอมีช่องว่างและจังหวะให้สามารถปลีกตัวคุยกันเป็นการเฉพาะได้ การคุยไม่ได้ลับหูลับตา แต่มีลักษณะการแสดงออกให้เห็นว่าตั้งใจคุยกันสองคน นี่เป็นเรื่องธรรมดาในเมื่อมีหนุ่มสาวกว่าร้อยชีวิตอยู่ร่วมกัน การดูใจกันยามยากย่อมเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย [ต่อมาหลายคู่แต่งงานกัน ต่อมาเมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองหลายคู่แยกทางกัน….ยังไม่นับที่เป็นแฟนกันมาก่อนหน้านี้ รักกันมากขึ้นก็มี รักกันน้อยลงก็มี] หากบอกว่าไม่มีการจีบกันเลยนะซิเป็นเรื่องแปลก จริงมั้ย....

เอาละมาดูงานกลางคืนดีกว่า สหายต่างหน่วยงานไม่ได้เข้าร่วมงานมากเท่าวันทำพิธีเปิดโรงเรียน แต่ก็มีมาแทบครบทุกหน่วยงาน ถือว่าเป็นการทำงานการเมืองกับกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร นอกจากนี้แต่ละหน่วยงานก็จัดฉลองวัน 7 สิงหาเหมือน ๆ กัน แต่ในฝั่งไทยจะไม่ได้จัดตรงกับวันที่ 7 เหมือนกับฝั่งลาว ทั้งนี้ทุกสำนักจะจัดงาน 7 สิงหาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เวทีกลางคืนเป็นรูปแบบเดียวกันงานวันเปิดโรงเรียน ธงแดงและคำขวัญเด่นถนัดตา

งานแสดงที่จำติดตาตรึงใจ ในค่ำคืนนั้น คือ รีวิวประกอบเพลงกองทัพปลดแอกประชาชนไทย  รีวิวชุดนั้น..... มี  .เหล็ก โบกธงแดงผืนใหญ่ หน้าเวทีการแสดงสร้างความฮึกห้าวเหิมหาญยิ่ง พร้อมกับนักรบ ทปท.หญิง-ชายในเครื่องแบบเต็มยศ สะพายปืนอาการ์และเซกาเซ แสดงท่าประกอบเพลง เสียงโบกธงดังพรึบ ๆ พรึบ ๆ เสียงเพลงก้องกังวาน การแสดงชุดนี้เป็นรีวิวเพลงที่สหายจากทุกหน่วยงานชื่นชม และถือว่าเป็น "รีวิวชุดเก่ง" ของรุ่น 1 ทีเดียว ในงานบันเทิง รำวง เป็นกิจกรรมประจำ ถึงวันนี้ นักรบแต่ละหมู่รำเข้าจังหวะกันได้ดียิ่ง ไม่ว่าจะเป็น 3 จังหวะจากทางใต้ บัวบานขยายกลีบจากทางอีสาน รำวงมาตรฐานธรรมดา....มันเป็นความสนุกสนานบันเทิงรวมหมู่สลับกับการร่วมร้องเพลงรำวงปฏิวัติทั้งหลาย

ในการแสดงแน่นอนว่า แต่ละหมู่ส่งการแสดงอย่างน้อย 1 ชุด ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นผู้แสดงและผู้ชม อย่างน้อยที่สุดก็รำวงร่วมกัน สหายหญิงชนชาติม้งหลายคนที่ยังเอียงอาย อายหน้าอยู่ มีสหายที่ราบหลายต่อหลายคนชักชวนให้ออกมารำวงสามัคคีกัน การร้องเพลงรำวงไม่ได้มีเครื่องดนตรีมากนัก หลัก ๆ คือ กลอง คนกลองประจำเป็นสหายชาวนารูปร่างเล็ก ๆ ผิวออกขาวหน่อย ๆ ตีกลองเก่งมาก (แต่ยังนึกชื่อไม่ออกแหะ…) กลองทำเองโดย สหายระพินทร์ ให้ตัดไม้มาขุดทำกลอง 2 ใบ ใช้หนังวัวขึง นอกจากนี้ยังมีเครื่องประกอบจังหวะแบบเขย่า ๆ ประกอบ บทบาทโฆษกบนกระจายออกไป นอกจาก สหายเหมย, สหายรื่น, สหายชูธง, สหายชื่นใจ เป็นโฆษกเวทีแล้ว

แต่ละหมู่ จะมี โฆษก ของตนเองออกมาให้รายละเอียดการแสดง นี่ถือว่า เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง ที่นักรบ ทปท. ต้องสามารถพูดกับคนหมู่มากได้หลากหลายรูปแบบ ยังนึกไม่ออกว่าแต่ละหมู่ใครเป็นโฆษก แสดงอะไร…..จนใจจริง ๆ จำได้แต่ธงแดงผืนใหญ่ที่สหายเหล็กโบก...... สหายเหล็กแก่ผิวสีทองแดง แบบคนใต้ที่สู้แดดสู้ลม ตัวล่ำสันสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแขนแข็งแรงเห็นชัด เวลาโบกสะบัดธงพรรค อื่อฮือ!!! หัวใจตอนนั้นมันตื่นปิติ แม้นึกถึง ณ เวลาที่เขียนอยู่นี้ ยังรำลึกรสชาติเช่นนั้นได้ …….และต้องไม่ลืมว่าวันเวลาตอนนั้น 7 สิงหาคม ปี 2521 นับว่า เป็นปีที่สถานการณ์ปฏิวัติทั่วประเทศไทยกำลังดียิ่ง!

ภาพการตระเตรียมกำลังพล ของ กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ทำให้สหาย....หลายคนนึกเห็นภาพแห่งเพลง.....จากลานโพธิ์ถึงภูพาน หรือ ดินสอโดม ท่อนท้ายที่ว่า..... ในวันนี้ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์อาจเงียบหงอย ก็เพียงช่วงรอคอยชีวิตใหม่ วันกองทัพประชาชนประกาศชัย จะกลับไปล้างหนี้เลือดที่ลานโพธิ์ ..........แน่นอนว่า เพลงนี้ เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ร้องหมู่ร่วมกัน ทุกงานบันเทิง และหลายครั้งที่จบบทการศึกษา วันเวลาตอนนั้น ยังเชื่อมั่นว่า จะได้ไปปักธงแดงที่ลานโพธิ์จริง ๆ ตามประสาคนที่ได้หลั่งเลือดอาบสนามบอลธรรมศาสตร์ คนที่มีความฝังใจกับหอใหญ่ สนามบอล ตึกโดม และลานโพธิ์.....

ที่ฝังใจกว่านั้น คือ ดันเป็นผู้รอดตายที่เห็นเพื่อนสนิทเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา เพราะต้องการช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ในการชุมนุมตอนเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลา 19 ได้เข้ามาหลบภัยกระสุนปืนที่ยิงมาจากประตูธรรมศาสตร์ด้านหอใหญ่ แจ็ค คือ เพื่อนคนนั้น คนที่กล้าถลากายยืนขึ้นโถมร่างใหญ่ทั้งร่างพังประตู ท่ามกลางห่ากระสุนทมิฬ ตอนนั้นมี 3 คน 6 ตีนนอนถีบประตูใต้ตึกบัญชีธรรมศาสตร์จากด้านในตึก(ครึ่งบนประตูเป็นกระจกทุบแตกแล้วต้องกระโดดเข้าไป ซึ่งเข้าไม่สะดวก) 6 ตีนนอนถีบประตูเพราะหลบกระสุนที่ยิงมาเป็นระยะ ๆ กระทบตัวตึกเสียงดังตลอดเวลา เวลานั้นเริ่มมีเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะถูกกระสุนปืนดังแทรกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ แจ็คพังประตูสำเร็จ หลายชีวิตเข้ามาหลบภัยได้ แต่กระสุน 1 นัดเจาะเข้าที่ท้องด้านขวาของเขา แจ็คไม่น่าตายถ้านำเขาส่งโรงพยาบาลได้ แต่การปิดล้อมธรรมศาสตร์วันนั้น ทำให้แจ๊คต้องเสียชีวิตลงที่ใต้ตึกบัญชีธรรมศาสตร์..... (คิดถึงเอ็งว่ะ แจ็ค....อนุวัตร อ่างแก้ว)

วันนั้น เพื่อนรุ่นน้อง ที่สนิทกันอีกคน ถูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน ลากทารุณร่างไร้ชีวิตของเขา กลางสนามบอลธรรมศาสตร์ (จา.... จารุพงศ์ ทองสินธุ์) ยังมีน้องชื่ออ้วน ที่ถูกกระสุนเจาะ ทะลุหลังเท้าออกฝ่าเท้า และยังมีคนอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ น้าสมชาย ถูกรุมสะกรัมตีหน้าหอใหญ่ ไอ้หัวโต ที่ถูกยำตีนจนฉี่เป็นเลือดนับเดือนในคุก และยังเพื่อน ๆ จำนวนหนึ่ง ที่ถ่วงเวลาด้วยชีวิตที่หน้าหอใหญ่ ตามประสา..คนที่บอกผู้อื่นว่า ฉันเกิดเดือนตุลา (2516) และตายเดือนตุลา (2519) วันเวลาตอนนั้นตั้งใจซะล้นเหลือว่า...จะอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อการปฏิวัติ

แน่นอนว่า หลายต่อหลายคน ในโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา มีประวัติความเป็นมา ที่เจ็บช้ำน้ำใจจากการต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้ทางการเมือง ที่แตกต่างหลากหลาย ล้วนแต่ทำให้มีความปรารถนา เข้าร่วมการปฏิวัติ เข้าร่วมสงครามประชาชน อย่างเต็มเปี่ยม ระหว่างการศึกษา แต่ละคนล้วนรอคอยวันเวลาที่จะไปแนวหน้า ไปขยายเขตงานใหม่ ไปขยายแนวรบ การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ สถานการณ์สำหรับ ฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่นภูชายแดน ตอนนั้น ยุทธศาสตร์การขยายเขตงานใหม่และแนวรบใหม่ เป็นแบบ เสือข้ามห้วยเพราะว่า รายรอบฐานที่มั่น ถูกปิดล้อมด้วยถนนยุทธศาสตร์ และป้อมค่ายทหาร

การขยายงานแบบ เสือข้ามห้วยนอกจากจะ เป็นการเพิ่มเขตต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของประชาชนแล้ว ยัง เป็นการดึงแข้งดึงขากองกำลังอาวุธของศัตรู ที่ด้านหนึ่งก็จมปลักในสงครามประชาชนกับฐานที่มั่น อีกด้านหนึ่งก็พะวักพะวงกับการขยายตัวของเขตงานใหม่ ๆ ว้าวุ่นใจกับเสียงปืนที่แตกเพิ่มขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ภาพแห่งอนาคตเช่นนี้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกในบทเรียนการทหาร และในการศึกษาบทเรียนการเมืองแบบกลุ่มศึกษาระดับหมู่ หัวใจสีแดงมันฮึกห้าวเหิมหาญยิ่งนักสหายเอย

top

**ฝึกยิงปืน ปาระเบิด และอาวุธหนัก
 

กาลเวลายังอยู่ในเดือนสิงหาคม ปี 2521 ณ ภูชายแดนฝั่งลาว โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร อันเป็นนักเรียนรุ่นที่ 1 ของโรงเรียน รุ่นที่จำนวนนักเรียนมากที่สุด ระยะเวลาการเรียนเต็มที่ที่สุด ในที่สุดบทเรียนทางการทหารที่สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารรอคอยบทหนึ่งก็มาถึง นั่นคือ การยิงปืนด้วยกระสุนจริง สนามยิงปืนมีการจัดเตรียมไว้อย่างดีระยะทางร้อยเมตรมีเป้ากระดาษให้ยิง มีหลุมหลบกระสุนของสหายที่บอกคะแนน เช้าวันนั้นทุกคนคึกคักเป็นพิเศษ

สัญญาณบอกคะแนนที่สหายใหม่ จะได้ยิงปืนกระสุนจริงมิใช่กระสุนปาก คือ เมื่อมองไปที่คนให้สัญญาณขานแต้ม ธงแดงยกขึ้นลงเหนือหัวเล็กน้อยมาถึงราวจมูกตรงกึ่งกลางใบหน้าผู้ตีธงขานคะแนน เท่ากับกระสุนเข้าเป้าดำ 10 คะแนนเต็มทุกคนต้องการเห็นสัญญาณนี้เมื่อลั่นไกแล้ว สะบัดธงไปมาตรงกลางใบหน้าก็ยังดีเพราะคือ 9 คะแนน ตวัดธงข้ามไหล่ซ้าย 8 คะแนน ตวัดชี้ไปทางขวามือบน 7 คะแนน ชี้เฉียงลงดินไปทางซ้ายมือล่าง 6 คะแนน ชี้เฉียงลงดินด้านขวามือ 5 คะแนน ที่ไม่มีใครอยากเห็น คือ ธงแดงขานคะแนนชี้ตรงมาเบื้องหน้า และ หมุนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาช้า...ช้า ไม่เข้าเป้า มือปืนเป้าสะอาด มือปืนประหยัดเป้า

การฝึกยิงปืนมีทั้ง การฝึกยิงที่ละนัด ด้วย ปืนเซกาเซ ระยะ 100 เมตรเพื่อดูความแม่นยำ แต่ละคนได้ยิงคนละ 3 นัด ฝึกยิง ปืนอาก้า เพื่อให้สามารถ รัวได้ครั้งละ 2-3 นัด การฝึกจะบรรจุกระสุนเพียง 5 นัด มีหลายคนที่ทำได้ดี เหลือกระสุน 2-3 นัด แต่บางคนก็ยิงออกนัดเดียว และบางคนยิงเกลี้ยง 5 นัด ตัวแทนกองร้อย ยิงปืนเอ็ม 79 ตัวแทนกองร้อย ยิงปืนกลเบา ตัวแทนกองร้อย ปาระเบิดจริง (ระเบิดด้ามหรือที่เรียกว่าระเบิดสากกะเบือ) ตัวแทนกองร้อยยิงอาร์พีจี

เป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีก หลังจากทุกคนได้ยิงปืนจริง ๆ แล้ว คือ ซ้อมรบสหายคณะครูไปตระเตรียมสถานที่ล่วงหน้า มีการติดต่อประสานงานกับทางอำนาจรัฐท้องถิ่นลาวให้รู้รายละเอียดมากขึ้น เพราะเป็นการฝึกซ้อมนอกที่ตั้งซึ่งต่างกับการฝึกยิงปืน ในสนามซ้อมยิงปืน ที่แจ้งให้ทราบกำหนดวันเวลาล่วงหน้า ก็เพียงพอเพราะฝึกซ้อมในที่ตั้ง

กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร เคลื่อนทัพลงภูชายแดนลึกเข้าไปในแผ่นดินลาว เส้นทางช่วงหนึ่งทุกคนคุ้นเคยเพราะเป็น เส้นทางเดียวกันกับการไปลำเลียงของ จากแนวหลังริมน้ำโขง ที่เรียกกันว่า กอนตืนแต่ครั้งนี้เป็นการซ้อมรบ และเพื่อส่งเสริมบทบาทของสหายที่จะไปทำงานแนวหน้า จึงได้จัดแบ่งหมวดหมู่ขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะกิจ ให้มีผู้หมวดเฉพาะกิจขึ้นโดยสหายที่จะไปรับหน้าแนวหน้าทำหน้าที่ผู้หมวดเฉพาะกิจ  ในการซ้อมรบกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารได้รับแจกกระสุนซ้อมคนละ 3 นัด แต่ละกลุ่มจะผลัดกันเป็นฝ่ายซุ่มโจมตีและถูกซุ่มโจมตีซึ่งจะเป็นรูปแบบการรบที่เกิดขึ้นมากที่สุดในแนวหน้า ยุทธภูมิเป็นทุ่งนาเชิงเขา มีทั้งที่ราบ และ ทางขึ้นเนินเขาเตี้ย ๆ ยอมจำนนไม่ฆ่า ๆ ๆ ดังกึกก้องหลังจากเสียงปืนจากฝ่ายซุ่มโจมตีกัมปนาทขึ้น การฝึกซ้อมแต่ละคู่ผ่านไป ฝ่ายที่ซุ่มโจมตีประสบชัยชนะ ทั้งนี้ฝ่ายซุ่มโจมตีมีกระสุนซ้อมคนละ 3 นัดใช้สำหรับการซุ่ม ส่วนฝ่ายถูกซุ่มใช้ กระสุนปากโดยผลัดกันเป็นฝ่ายซุ่มและถูกซุ่ม

อย่างไรก็ตาม คณะครูมีกลเม็ดที่ทำให้ฝ่ายถูกซุ่มโจมตีของคู่หนึ่งมี กระสุนซ้อมและต่อสู้กับฝ่ายซุ่มอย่างจริงจัง ก่อนที่จะพ่ายแพ้ไปตามบท ทำเอาฝ่ายที่ซุ่มต้องแก้สถานการณ์ที่คาดไม่ถึงอย่างฉุกละหุกทีเดียว สหายคณะครูการทหารชี้แนะข้อบกพร่องต่าง ๆ ในคืนนั้นหลังจากแต่ละหมวดสรุปต่อหน้ากองร้อยถึงข้อดีข้ออ่อนของแผนซุ่มโจมตีของตนเอง ตั้งแต่การเลือกภูมิประเทศ การใช้ภูมิประเทศเป็นประโยชน์ ไปจนถึงแผนสำรองต่าง ๆ

แต่ หากเปรียบเทียบกับการฝึกทหารของกองกำลังอาวุธฝ่ายรัฐบาลแล้ว การฝึกดังกล่าวแทบจะเหมือนกับ เด็กเล่นโปลิสจับขโมยกระทั่งยังห่างกับ เกม พินบอลตีค่ายชิงธง ที่ฮิตกันมากตั้งแต่ปี 2535 และมาบูมอีกทีที่ภาครัฐร่วมกับฝ่ายทหารจัดแคมเปญเขตทหารนำเที่ยว และมีเกม พินบอล ให้เล่นในปี 2545 เป็นต้นมา

กระนั้นก็ตามการฝึกดังกล่าวถือได้ว่า เป็นครั้งแรก ๆ ที่มีการฝึกฝนจากสนามซ้อมอย่างเป็นทางการ อย่างมีแบบแผน สำหรับ เขตงานทางภาคเหนือ เพราะเท่าที่ผ่านมา นักรบประชาชนส่วนใหญ่ล้วนศึกษาสงครามจากสงคราม ศึกษาการรบท่ามกลางการสู้รบ นั่นคือ ศึกษาการปฏิวัติด้วยทำการปฏิวัติ ศึกษาสงครามประชาชนด้วยการทำสงครามประชาชน

top

**สงครามประชาชน สงครามยืดเยื้อ

บทเรียนการเมือง เรื่อง สงครามประชาชน ศึกษาควบคู่กับ บทเรียนการทหาร มีสหายนักเรียนการเมืองการทหารได้ ฝึกยิงปืน ยิงเป้า ชมประสิทธิภาพอาวุธต่าง ๆ และจัดซ้อมรบ  เจตนา คือ จัดทำบทเรียนการเมืองสอดรับหนุนเนื่องกับบทเรียนการทหาร ความคึกคักจากการฝึกภาคสนามตั้งแต่ยิงปืนกระสุนจริง ไปจนถึงการซ้อมรบ มีส่วนกระตุ้นความสนใจ ในบทเรียนทางการเมือง เรื่องสงครามประชาชนอย่างมาก

การศึกษาสงครามประชาชน ของ กองร้อยรร.การเมือง-การทหาร สิงหา ให้น้ำหนักกับเนื้อหาการปลุกระดมมวลชนให้เข้าร่วมสงครามประชาชน อันเป็นเรื่องต่อเนื่องจากชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น แต่เน้นการดำเนินอย่างรอบคอบรัดกุม ไม่สุ่มเสี่ยงเอียงซ้ายเป็นเด็ดขาด ต้องรอความสุกงอมทางการเมืองของประชาชน ต้องรอความเหมาะสมของสถานการณ์ และสามารถพัฒนาสถานการณ์สู้รบได้

จุดมุ่งหมาย ของการต่อสู้ทางการเมือง คือ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เรียกร้องให้กำจัดการกดขี่ขูดรีด ซึ่งแน่นอนว่า ยากยิ่งที่จะได้มาง่าย ๆ แต่ความรู้ซึ้งในเรื่องนี้จำเป็นต้องให้มวลชนมีประสบการณ์ตรงของตนเอง แน่นอนว่า ในบรรดามวลชนยัง ความเข้าใจทางการเมือง ความตื่นตัวทางการเมืองที่ต่างระดับกัน การดำเนินการงานมวลชนยังมีความจำเป็นที่จะต้องแปรคำขวัญสั้น ๆ คำขวัญสั้น ๆ ประเภท สะสมกำลัง อำพรางแก่นแกน ซุ่มซ่อนยาวนาน รอคอยโอกาส  มาเป็นการทำงานจริง ระหว่างการศึกษา มีการนำคำขวัญดังกล่าวมาอภิปรายกันในระดับหมู่เน้นหนักว่า จะประสานกับการปฏิบัติจริงได้อย่างไร ในหมู่บ้านของตนเอง  ในเขตงานใหม่เป็นต้น

กลวิธีงานปลุกระดมมวลชน มีการศึกษา ถึง รื่อง การปรับทุกข์ ผูกมิตรเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้าสามารถกลมกลืนกับมวลชนได้ การศึกษา เน้นว่า มีแต่หนทางระดมประชาชนจำนวนมหาศาลเข้าร่วมสงครามประชาชนเท่านั้น การปฏิวัติถึงจะสามารถประสบชัยชนะ

แก่นแท้ของการเข้าร่วม สงครามประชาชน คือ การลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ  เพราะเป็นหนทางเดียว ที่จะสามารถเอาชนะ การกดขี่ทางการเมือง ขจัดการขูดรีดทางเศรษฐกิจ ของชนชั้นผู้กดขี่ขูดรีด ที่อาศัย กองกำลังอาวุธปฏิกิริยานานารูปแบบ ค้ำจุน สถานการณ์กดขี่ขูดรีดเอาไว้ได้

ตั้งแต่แตกเสียงปืนวันที่ 7 สิงหาคม 2508 เป็นต้นมา สถานภาพการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธของประชาชนไทยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นการป้องกันตนเองจากการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธของฝ่ายรัฐบาลปฏิกิริยา ในความหมาย ระดับทฤษฎี ที่อภิปรายกัน ก็คือ เป็นรูปธรรมของสงครามยืดเยื้อที่การดำเนินสงครามประชาชนจำเป็นต้องผ่าน เริ่มตั้งแต่สงครามยืดเยื้อในขั้นรับ หรือเป็นยุทธศาสตร์ของสงครามยืดเยื้อขั้นรับ แต่แน่นอนว่า ในการรบ ในการทำศึก จะต้องรุก  รุกเร็ว รบเร็ว พิชิตศึกเร็ว และถอยเร็ว

เหตุที่ต้องเป็นสงครามยืดเยื้อ เพราะว่า กองกำลังอาวุธของประชาชนมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถที่จะเผด็จศึกฝ่ายตรงข้ามได้ เหตุที่ต้องเป็นขั้นรับ ก็เพราะว่า ในระดับยุทธศาสตร์ทั่วประเทศไทย การลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธเป็นเพียงการรับมือกับการปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ เป็นการรับเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในเขตงานต่าง ๆ เป็นการรับเพื่อป้องกันตนเองในเขตจรยุทธ์ และเป็นการรับเพื่อป้องกันเขตฐานที่มั่นขนาดเล็ก  ๆ ตามป่าเขา เขตแดนต่อแดนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ระหว่าง ยุทธศาสตร์การรับ ต้อง มุ่งขยายผลเพิ่มกำลัง ของ ฝ่ายประชาชน  พร่าทำลาย บั่นทอนกำลังและความเข้มแข็งของฝ่ายตรงกันข้าม  จนสามารถยัน หยุดกองกำลังอาวุธ ฝ่ายตรงข้ามได้ ขยับเข้าสู่ ยุทธศาสตร์ขั้นยัน ของบสงครามยึดเยื้อ ปมเงื่อนสำคัญ ที่จะยันทางยุทธศาสตร์ ของสงครามยืดเยื้อ องสงครามประชาชนไทย ก็คือ ทิศทางการเมืองถูกต้อง ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการรบแต่ละครั้ง การทำศึกแต่ละทีต้องถูกต้อง ประสบชัยชนะมากกว่าพ่ายแพ้

ชัยชนะ อันหมายถึง การทำลายพลังการรบ ของ ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหาร อาวุธยุทธภัณฑ์ พันธมิตรทางการเมืองทางการทหาร  และพลังทางเศรษฐกิจ เป็นต้น เมื่อสามารถรับได้อยู่ ไม่ถูกทำลายลงที่ละส่วน เมื่อสามารถ หยุดการรุก ล้อมปราบเข่นฆ่า ของฝ่ายตรงข้ามได้ และ เพิ่มการขยายตัวของฝ่ายประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นขั้นยัน สำหรับ ขั้นรุก คือ จังหวะก้าวเพื่อพิชิตสงคราม โดยต้องชนะศึกครั้งแรกของยุทธศาสตร์ขั้นรุก จากนั้นผ่านการชนะศึกสงครามครั้งสำคัญอย่างต่อเนื่อง และ ชนะศึกครั้งสุดท้ายที่มีลักษณะชี้ขาดทางยุทธศาสตร์ และชี้ขาดของสงครามยืดเยื้อ นำไปสู่การประกาศชัยชนะของสงครามประชาชน ที่ประจักษ์เห็นชัดจากสมรภูมิสำคัญทั่วประเทศ และยึดพื้นที่ใจกลางอำนาจรัฐปฏิกิริยาได้ทั้งหมดในเชิงคุณภาพ และสามารถป้องกัน กำจัดการตีโต้กลับคืนได้

แน่นอนว่า การศึกษาทางทฤษฎีกว้างขวางในยุทธศาสตร์ รับ-ยัน-รุก ของสงครามยืดเยื้อ, ของสงครามประชาชน มีการถกเถียง อภิปรายแสดงความคิดเห็นอันหลากหลาย ตามภูมิรู้เรื่องสงครามประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบชนะแล้ว แต่ในความเป็นจริง สถานะของสงครามประชาชนในเมืองไทย ยังตกอยู่ในยุทธศาสตร์ขั้นรับ และรับมาอย่างยาวนานนนมาก ตั้งแต่ปี 2508 จนถึงปี 2521 ที่เสมือนมีสัญญาณว่า ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนจะเปลี่ยน พ.ศ. 2521 สถานการณ์สากล สถานการณ์ทั่วประเทศเป็นอย่างไร  มีข้อมูลความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายอย่างไรนั้นเป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่ง วันเวลาเดียวกัน สถานการณ์ใน    โรงเรียนการเมืองการเมือง-การทหาร 7 สิงหา ดอยยาว-ผาหม่นภูชายแดน ก็เป็นข้อเท็จจริง อีกประการหนึ่ง

ข้อเท็จจริงที่ว่า คือ บรรยากาศการศึกษาการเมืองการทหารของ รร. การเมือง-การทหาร 7 สิงหา ประหนึ่งว่า เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ยุทธศาสตร์ขั้นยัน ของ สงครามยืดเยื้อ-ของสงครามประชาชนในเวลาอีกไม่นานนัก 

top

**กองทัพปลดแอดประชาชนแห่งประเทศไทย

บทเรียนการเมืองต่อเนื่องจากสงครามประชาชน คือ กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย สาระสำคัญมี 2 ประเด็นใหญ่ๆ  ประเด็นแรก คือ ความจำเป็น-ความสำคัญ ของการมีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยประเด็นที่สอง เป็นเรื่อง เข็มมุ่ง 16 คำ ของ สงครามจรยุทธ์ เป็นยุทธวิธีของสงครามจรยุทธ์ในยุทธศาสตร์ขั้นรับของสงครามยืดเยื้อรับ-ยัน-รุก ประเด็นที่สาม เป็นการศึกษาวินัยเหล็ก 10 ข้อของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน แม้มิได้เป็นหน่วยงานทหารทำหน้าที่รบโดยตรงก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเด็ดเดี่ยว

ในประเด็นแรก ความจำเป็น และความสำคัญ ของ กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย เป็นการบรรยายนำ และให้แต่ละหมู่แยกอภิปราย โดยมีคณะครู แยกไปประจำหมู่  เนื่องด้วยคณะครู มีไม่ครบทุกหมู่  ผู้การวีระ และ ผู้กองขาน จึงได้รับการมอบหมายหน้าที่ ให้ไปประจำหมู่ ที่ขาดคณะครูด้วย ( ผู้การวีระ มีฐานะทางการเมืองสูง  ทั้งยังรับบทบาทประสานงาน กับแนวร่วมด้วยและปกติ ผู้การการเมืองของกองร้อย ต้องทำหน้าที่ชี้แนะทางการเมืองอยู่แล้ว  ส่วนผู้กองขานน่าจะถือว่า เป็นวางตัว ฝึกงาน  จากทางจัดตั้ง เพราะเมื่อจบแล้วก็ได้รับมอบหมายให้ร่วมงานเป็นคณะครูที่ รร. การเมืองการทหาร 7 สิงหาต่อ) เนื้อหาสาระสำคัญประเด็นแรกสรุปได้ดังต่อไปนี้.....

ประวัติศาสตร์ การลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ ของ ชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีดส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด มักจะเกิดขึ้น ภายหลังจากถูกชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดปราบปรามด้วยกำลังอาวุธก่อนเสมอ เอาเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย การที่ชนเผ่าไทยในยุคสุโขทัย สามารถสร้างเขตปกครอง เป็นอิสระจากขอมมาได้นั้น ก็ผ่านการถูกปราบปราม ด้วยกำลังอาวุธมาก่อน กระทั่งลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ รบชนะขอม สถาปนาเมือง หรือขอบเขตปกครองอิสระของตนเองขึ้น รูปแบบการลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ ก็พัฒนาไปคู่ขนานกับ การปราบปรามด้วยกำลังอาวุธ ส่วนใหญ่จะเป็น การพัฒนาตามหลังการปราบปราม ด้วยซ้ำไป   กลไกรัฐที่กดขี่ขูดรีดของชนชั้นปกครอง จะใช้กำลังจัดตั้ง ที่มีประสิทธิภาพ ในการใช้อาวุธนานาชนิดปราบปรามการลุกขึ้นสู้ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน  การลุกขึ้นสู้เพื่อต่อต้านการกดขี่ขูดรีด การใช้กำลังดังกล่าว จะมีกฎหมายของฝ่ายชนชั้นที่กดขี่ขูดรีด เป็นเกราะคุ้มกัน สร้างความถูกต้องตามกฎหมาย  ไม่ว่าจะเป็น พ.รบ. การกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ และกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง ภายในราชอาณาจักรต่างๆ ไปจนถึง ประกาศคณะปฏิวัติ และกฎอัยการศึก

การใช้กำลังอาวุธ ปราบปรามประชาชน ดังกล่าว จะดำเนินการควบคู่ไปกับ การโฆษณาใน 2 ปริมณฑลใหญ่ ๆ กล่าวคือ สำหรับเป้าหมายที่จะถูกกวาดล้างทำลาย จะมุ่งโฆษณาเพื่อ ข่มขู่ แบ่งแยก หลอกลวง บั่นทอนความร่วมแรงร่วมใจกัน ทำให้ง่ายที่กองกำลังอาวุธรัฐบาล จะปราบปราม เข่นฆ่า จับกุม คุมขัง ประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ ปกป้องสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ ของประชาชน สำหรับประชาชนภาคส่วนอื่น ๆ การโฆษณา จะเน้นการหลอกลวง แบ่งแยกออกจากกลุ่มที่ถูกปราบปราม โฆษณาโดยมุ่งหวังให้ ประชาชนนอกพื้นที่การปราบปรามเห็นด้วย กระทั่งสะใจ ให้การสนับสนุน หรืออย่างน้อยไม่คัดค้าน เฉยๆ  นิ่งงันเป็นทองไม่รู้ร้อน กับการเข่นฆ่าประชาชนร่วมชาติที่บริสุทธิ์ 

เมื่อมีกฎหมาย รับใช้การกดขี่ ขูดรีด  เป็นเกราะกำบัง เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสนับสนุนการทหาร ในการปราบปรามประชาชน  เมื่อมีการโฆษณา สนับสนุนการปราบปราม ระหว่างนั้นการปราบปรามจะเริ่มจาก ผ่านหน่วยงานของตำรวจท้องที่ ตำรวจตระเวนชายแดน  ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไปจนกองกำลังทหารประจำการและกองกำลังทหารรับจ้าง รูปการจัดตั้งที่รัฐบาลของชนชั้นกดขี่ขูดรีด ที่ใช้การปราบปรามประชาชน     เป็นรูปการจัดตั้งพิเศษเฉพาะ  เป็นรูปการจัดตั้งสำหรับการใช้กำลังอาวุธโดยเฉพาะ

ปฏิกิริยาย่อมกับกับกิริยา.....ดังนั้นเมื่อประชาชนลุกขึ้นสู้ พัฒนาความก้าวหน้าทางการเมืองที่ละขั้นที่ละตอน ยกระดับการต่อสู้ขึ้น รูปการจัดตั้งของประชาชนย่อมพัฒนาขึ้น เมื่อต้องการตอบโต้การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ก็ต้องมีกองกำลังอาวุธของตนเอง เมื่อพัฒนาการต่อสู้เป็นสงครามประชาชน เมื่อมีสงครามประชาชนก็ต้องมีกองทัพปลดแอกประชาชน ต้องมีการจัดตั้งกองกำลังอาวุธของตนเอง ความสำคัญและพลังของประชาชนที่มีการจัดตั้ง ที่ร้องเป็นเพลงกันตั้งแต่ในเมือง

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล แสนอาวุธ แสนศัตรูหมู่อันธพาล ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน

คำว่า จัดตั้งมีการขยายความกันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง  นั่นคือ จะต้องมีองค์กรจัดตั้งของประชาชนที่รองรับการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ  รองรับการขยายตัวของสงครามประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกองทหารบ้าน กองทหารท้องถิ่น และ กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย การจัดตั้งของประชาชน ที่รองรับการบริหารงานอำนาจรัฐซ้อนในเขตจรยุทธ์และอำนาจรัฐในเขตฐานที่มั่น การจัดตั้งของประชาชน ที่รองรับการดำเนินงานทางการเมืองเป็นแกนนำการต่อสู้ทางการเมือง การทหาร เป็นแกนนำการปกครอง   ตั้งแต่หน่วยงานแนวร่วมหลากหลายรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อสู้  หน่วยงานสันนิบาตเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และ พรรคมคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เนื้อหาเรื่องเหล่านี้มีการศึกษาในบทเรียนการเมืองต่อ ๆ ไป

การปลุกระดมมวลชน เข้าร่วมสงครามประชาชน นั้น ภิปรายเนื้อหาประสานกับการปฏิบัติ จากคำขวัญ สะสมกำลัง อำพรางแก่นแกน  ซุ่มซ่อนยาวนาน รอคอยโอกาส”  เมื่อลุกขึ้นสู้แล้ว ไม่สามารถที่จะปักหลักสู้ ยืนซดหมัด แลกกำปั้นได้ เพราะดุลกำลังต่างกันมาก  ในการเริ่มต้นจึงเป็นสงครามยืดเยื้อ เป็นยุทธศาสตร์ขั้นรับ เป็นสงครามจรยุทธ์ มีการศึกษาถึง เข็มมุ่ง 16 คำ ของ สงครามจรยุทธ์.....เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่  เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าไล่

เอ็งมาข้ามุด  เมื่อกองกำลัง ตำรวจ ทหารรับจ้าง ทหารเกณฑ์ ทหารประจำการ กรีฑากำลังที่เหนือกว่า เข้าปราบปรามกองกำลังอาวุธของประชาชนในยุทธการปราบปราม ในยุทธการล้อมปราบ  กองกำลังอาวุธประชาชนยากที่จะปักหลักสู้ ยันกองกำลังอาวุธดังกล่าวได้อยู่  จึงต้องหลบหลีก

เอ็งหยุดข้าแหย่  ไม่มีกองทัพใด  กองกำลังอาวุธไหนที่จะไม่มีการหยุดพัก  แม้ว่าโดยหลักการ ทหารพักได้หลับได้ แต่กองทัพพักไม่ได้ หลับไม่ได้  แต่การหยุดพัก เป็นจังหวะที่การทำสงครามจรยุทธ์ต้องตอบโต้ ต้องแหย่ ต้องกวนไม่ให้ได้พักกันเต็มที่ ทำให้อ่อนกำลังลง เพราะยิ่งใช้เวลายาวนานเท่าใด ความสิ้นเปลืองนานัปการก็จะตกอยู่กับฝ่ายที่ใช้กำลังมากกว่าเท่านั้น ในสงคราม  ใครสามารถทนความสูญเสียได้มากกว่าก็จะเป็นฝ่ายชนะ  แต่ประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธไม่มีอะไรจะสูญเสีย

เอ็งแย่ข้าตี  การต่อตีมีทั้งการตีแบบพร่ากำลังรบ รูปธรรมอาทิ ยิงให้บาดเจ็บ 1 คน จะเสียกำลังรบไป 3 คนคือ คนที่ถูกยิง 1  +  คนที่พยุงอีก 1   + คนที่คุ้มกันอีก   การตีแบบทำลายล้างเมื่อจำเป็นและทำได้  การทำลายล้างคือทำลายล้างประสิทธิภาพการสู้รบ มิได้เน้นการทำลายล้างชีวิต แต่เน้นให้มีการยอมจำนนไม่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะบังเอิญ(หากสามารถทำได้) ส่วนการซุ่มโจมตี และการจู่โจมตี  นั้นมีการวางแผนล่วงหน้า

เอ็งหนีข้าไล่  การไล่ตีศัตรู เป็นการ ข่มขวัญศัตรูลงไป  ปลุกขวัญมวลชนขึ้นมา  และ การรับมอบ อาวุธและยุทธปัจจัยต่าง ๆ ที่กองกำลังอาวุธที่มาปราบปรามจะทิ้งไว้ระหว่างการหนีตาย ถือว่าเป็นการขนย้ายอาวุธและยุทธปัจจัยต่าง ๆ มาให้กองกำลังอาวุธของฝ่ายประชาชน

กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ศึกษายุทธวิธีการรบในสงครามจรยุทธ์อย่างนี้แหละ

ประเด็นที่สามเป็นการศึกษาวินัยเหล็ก 10 ข้อของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (วินัย 10 ข้อ ณ เวลานี้ จำไม่ได้ แม้ ณ เวลานั้นจะท่องกันได้ทุกข้อ .เอาไว้จะค้นมาประกอบเพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นความเป็นกองทหารของประชาชนได้อย่างดี   สาระสำคัญของวินัย 10 ข้อก็คือระบุเกี่ยวกับการไม่ทำลายประโยชน์ของประชาชนอะไรทำนองนี้ กับการปฏิบัติตามพรรคตามจัดตั้ง) การศึกษาวินัยเหล็ก 10 ข้อทำอย่างตรงไปตรงมา ทื่อด้าน เรียบง่าย มุ่งผลทางการปฏิบัติ นักเรียนในกองร้อยโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ทุกคนต้องท่องได้ครบ 10 ข้อ ต้องไม่ทำผิดวินัย ในการเรียนมีการอภิปรายความจำเป็น ความสำคัญของแต่ละข้อ

ภาพรวม คือ  ความจำเป็นในการรักษาวินัย 10  ข้อ เพราะเป็นวินัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับประชาชนเหมือนน้ำกับปลาได้ตลอดรอดฝั่ง  ความเข้าใจทางการเมืองต่อวินัย 10 ข้อจะลึกซึ้งหรือไม่ลึกซึ่งแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่รูปธรรมในการปฏิบัติตัวของทุกคนต้องทำตามวินัย 10 ข้อ  ฝ่าฝืนมีการลงโทษตามสถานการณ์ ตั้งแต่ให้วิจารณ์ตนเองในหมู่ จนถึงมาตรการจำเป็นอื่น ๆ ณ บทเรียนนี้ของโรงเรียนการเมืองการทหาร พลังของการจัดตั้ง และรูปแบบของการจัดตั้งชนิดต่างๆ เริ่มชัดเจนขึ้น

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง  เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล เป็น การจัดตั้ง ที่มิได้เลือนลอย แต่เน้นการขยายความอย่างเต็มที่ว่า การจัดตั้งของประชาชนจะต้องดำเนินการไปถึงขั้นจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธที่เข้มแข็ง  เพราะศัตรูประชาชนมีกองกำลังติดอาวุธปฏิกิริยาที่คอยกดขี่ คอยพิทักษ์ผลประโยชน์ที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจที่ขูดรีดประชาชน เมื่อประชาชนจะทำลายระบบหรือจะเปลี่ยนระบบดังกล่าว และไม่ยินยอมให้ระบบขูดรีดดำเนินต่อไป ในที่สุดแล้วย่อมต้องปะทะกับกองกำลังติดอาวุธ ประชาชนที่มีเพียงสองมือเปล่าย่อมมิอาจจะเอาชนะกองกำลังติดอาวุธได้ ท่ามกลางการลุกขึ้นสู้ขยายสงครามประชาชน จะต้องควบคู่ไปกับการขยายและการสร้างความเข้มแข็งเติบโตให้ กองทัพปลดแอกประชาชน กองทหารท้องถิ่น และ กองทหารบ้าน

เพื่อบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว สงครามประชาชนและกองทัพปลดแอกจะต้องมีหลังพิง มีหลักแหล่งในการพักฟื้น สะสมกำลัง แสดงถึงผลดีของสงครามประชาชน และพัฒนาการต่อสู้ของสงครามครามประชาชน พัฒนาจากขั้นรับสู่ขั้นยันและสู่ขั้นรุกจนประสบชัยชนะในที่สุด

C

top

**ฐานที่มั่นและการสร้างฐานที่มั่น

ไร่นาเขียวขจี  ธงแดงโบกพลิ้ว โต้ลมงามตา แผ่นดินผืนนี้ เราแย่งยึดคืนมาได้  ด้วยกระบอกปืน ด้วยยืนหยัดสู้ และ ด้วยเลือดเนื้อของเราทั้งหลาย เรามีอำนาจรัฐของเหล่าประชา เรากุมชะตาของเราเอาไว้ ทุกสิ่งทุกอย่าง   เราล้วนสร้างได้ ชีวิตใหม่ในเขตปลดปล่อย สดใสเรืองรอง

บทเพลงนี้ ใช้ร้องเริ่มต้น การศึกษาบทเรียนการเมืองเรื่อง ฐานที่มั่น เพลงนี้ร้องกันเป็นประจำ ในกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร  แม้ว่าในความเป็นจริงฐานที่มั่นทางภาคเหนือ ยังไม่สามารถมีไร่นาเขียวขจี และธงแดงโบกพลิ้วได้ การผลิตในเขตป่าเขาท่ามกลางสงครามประชาชน การล้อมปราบฐานที่มั่นและการต้านการล้อมปราบ การผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นไร่เคลื่อนที่

การทำนา เป็นเป้าหมาย ที่เครื่องบินจะทิ้งระเบิดนาปาล์ม  n ทำลาย  ควายเป็น สัตว์ยุทธศาสตร์ที่จะต้องถูกเครื่องบินยิงทิ้ง  จนบ่อยครั้งควายได้ยินเสียงเครื่องบินและหลบซ่อนก่อนคนเสียอีก

การศึกษา บทเรียนการเมืองเรื่องฐานที่มั่น และ การสร้างฐานที่มั่น นอกจากเป็นการสร้างพื้นฐานความเข้าใจภารกิจสำคัญของฐานที่มั่นแล้ว ยังมีส่วนในการทำความเข้าใจและยกระดับจิตใจสหายม้ง เพื่อให้เห็นถึงบทบาทของฐานที่มั่นที่มีต่อภารกิจปฏิวัติทั่วประเทศ แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชีวิตในฐานที่มั่นค่อนข้างยากลำบากจากการถูกปิดล้อมทั่วด้าน ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือกลไกต่าง ๆ อาทิ  ถนนยุทธศาสตร์, ป้อมค่ายทหารหมู่บ้านนกต่อสายสืบปฏิกิริยา เป็นต้น แต่ฐานที่มั่นก็ตรึงกำลังของฝ่ายตรงข้ามจำนวนมากที่ต้องเฝ้าเกาะติดปิดล้อมฐานที่มั่น ช่วยลดความกดดันในการขยายเขตงานใหม่  ศัตรูต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลในการปิดล้อม และการเปิดยุทธการล้อมปราบฐานที่มั่น

ฐานที่มั่น 1 แห่งมีบทบาททั้งทางการเมืองและการทหารมากมาย หากสามารถสร้างฐานที่มั่นในเขตป่าเขาได้ทั่วประเทศ ยิ่งเป็นการสร้างโอกาสในการปลดปล่อยประเทศชาติให้มาถึงเร็วขึ้น.....สงครามประชาชนต้องมีฐานที่มั่น กองทัพประชาชนจะได้มีแหล่งพักฟื้นฟูพละกำลัง  มีโอกาสฝึกซ้อมทางการทหาร ศึกษาทางการเมืองและอื่น ๆ  เมื่อมีฐานที่มั่นอันเป็นเขตปกครองตนเองของประชาชน  แม้ว่าจะเป็นมีพื้นที่อันน้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ปกครองของฝ่ายตรงข้าม แต่ทว่าก็มีบทบาทสำคัญอย่างใหญ่หลวงในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีอำนาจรัฐของตนเอง  มีโอกาสปกครองบริหารกิจการอำนาจรัฐต่าง ๆ ของประชาชน

อำนาจรัฐประชาชนในฐานที่มั่น กลไกอำนาจรัฐต่าง ๆ ในฐานที่มั่น แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ทว่ามีความสมบูรณ์ทั่วด้านของอำนาจรัฐที่พึ่งมี อำนาจรัฐประชาชนในฐานที่มั่นตอนนี้ก็เหมือนลูกไก่ แม้ขนาดตัวจะเล็ก แต่เครื่องใน อวัยวะภายในต่าง ๆ ของลูกไก่ตัวเล็กกับแม่ไก่ตัวใหญ่นั้นเหมือนกัน การสร้างฐานที่มั่นจึงเป็นการเรียนรู้ในการบริหารระดับประเทศด้วย ในอีกด้านหนึ่งการปกครองด้วยอำนาจรัฐของประชาชนก็ต้องการเวลาฟูมฟักให้เติบใหญ่ไปพร้อม ๆ กับการขยายตัวของสงครามประชาชน

.สรรค์ ยกตัวอย่างลูกไก่กับแม่ไก่เปรียบเทียบให้เห็นบทบาทความสำคัญของฐานที่มั่น เพื่อให้นักเรียนการเมืองการทหาร เข้าใจเรื่องฐานที่มั่นได้ง่ายขึ้นอย่างกระจ่างแจ้ง เรื่องที่เน้นย้ำเพิ่มเติมของการศึกษาบทฐานที่มั่น ก็คือ  การสร้างอำนาจรัฐประชาชนในฐานที่มั่นให้เข้มแข็งด้วยการพัฒนาอย่างทั่วด้านโดยมีกองกองทัพประชาชนปกป้องเขตฐานที่มั่น ภายในฐานที่มั่นจะต้องพัฒนาระบบเศรษฐกิจการเมือง, การศึกษา สาธารณะสุขและอื่น ๆ  ความชำนาญในการปกครอง การใช้อำนาจรัฐประชาชนก็มาจากฐานที่มั่น การสร้างฐานที่มั่นแดงเสมือนกับการเริ่มสร้างประเทศไทยใหม่ในลักษณะจากเล็กสู่ใหญ่

อย่างไรก็ตามฐานที่มั่นในบทเรียนของโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา กับ ฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่นภูชายแดนตามสภาพที่เป็นจริง ค่อนข้างแตกต่างกันมาก  แม้ว่าการอภิปรายความสำคัญของฐานที่มั่นทำให้มีความภาคภูมิใจบทบาทหน้าที่ทางการเมือง ทางการทหาร แต่ครั้นอภิปรายถึงการพัฒนาฐานที่มั่นแล้ว....ฝันนั้นยังอยู่ไกล!?

สำหรับสหายม้งลูกหลานทหาร ลูกหลานผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งลูกหลานสหายนำชนชาติม้ง ที่เข้ามาศึกษาใน รร. การเมืองการทหาร 7 สิงหารุ่นที่ 1 เมื่อศึกษาบทเรียนการเมืองเรื่องฐานที่มั่นแล้ว  ความเข้าใจที่มีมากขึ้น จะทำให้สหายเหล่านี้ ถามไถ่เปรียบเทียบระหว่างสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ดำรงอยู่ กับสภาพที่ควรจะเป็นอย่างไรหรือไม่ สำหรับสหายจากที่ราบ มีส่วนหนึ่งที่ถามไถ่ อภิปรายว่า สงครามประชาชนไทยใกล้ถึงเวลามีฐานที่มั่นในพื้นที่ราบแล้วหรือยัง อาทิ เขตจรยุทธ์ที่กว้างใหญ่ไพศาล ของภาคอีสาน สามารถพัฒนาเป็นฐานที่มั่นแล้วหรือยัง โดยพิจารณาความพร้อมทางการเมืองและทางการทหาร หรือ ทางภาคใต้พร้อมที่จะมีฐานที่มั่นเช่นทางภาคเหนือหรือใหม่ อาณาเขตฐานที่มั่นจะสามารถขยายใหญ่โต ด้วยการเชื่อมต่อฐานที่มั่นต่าง ๆ ได้หรือไม่!

การอภิปรายในประเด็นเหล่านี้ ไม่ได้กว้างขวางมากนัก  เหตุปัจจัยหนึ่งคือ ข้อมูลที่รับรู้เกี่ยวกับฐานที่มั่นของประชาชนไทย และเขตงานต่าง ๆ ของสหายนักเรียนโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหาไม่ได้มีมากนัก (และก็จำรายละเอียดไม่ได้หรอกว่า คุยกันอย่างไร……จำได้ราว ๆ ว่ามีเรื่องเหล่านี้แหละ  มีสหายนักศึกษาบางท่านพูดว่า เมืองไทยไม่ได้กว้างใหญ่ที่จะมีฐานที่มั่นเยนอาน เช่นประเทศจีน และเวลานั้น เครื่องบินยังไม่มีบทบาทในการรบมากนัก อะไรประมาณนี้ด้วย)

จุดสำคัญ ก็คือ ประเด็นคำถามต่างๆ  ที่มีนั้นจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด  (หรือจะว่าไปแล้ว ยังไม่มีแบบอย่างฐานที่มั่นในประเทศไทยให้ยกเป็นกรณีศึกษาได้) แต่การเป็น หลังพิงที่ไว้วางใจได้ของฐานที่มั่น  กรณีถูกล้อมปราบจากในเมือง โดยเฉพาะกรณี 6 ตุลาคม 2519 ก็ได้รับการกล่าวถึง (น่าจะเน้นด้วยซ้ำไปมั้ง……ในช่วงปีปลายปี 2519 และตลอดปี 2520 สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย สปท. อ่านบทความเกี่ยวกับ หลังพิงที่ไว้วางใจได้ค่อนข้างบ่อยทีเดียว)

วิธีการนี้ คือ นำข้อดีที่มีอยู่มาชูให้เด่น จะอย่างไรก็ตามการศึกษาบทเรียนการเมืองเรื่องนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจที่แจ่มชัดเรื่องฐานที่มั่น นี่ย่อมเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย  มีผลที่ดีในการหล่อหลอมหัวใจประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน และกองทหารเข้าด้วยกันในการพิทักษ์ฐานที่มั่น พัฒนาฐานที่มั่น นั่นเป็น ภาพที่สัมผัสได้ จากการตกผลึกทางความคิด ของ กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา กลางปี 2521  .....ชีวิตใหม่ในเขตปลดปล่อย สดใสเรืองรอง

 top

**แนวร่วม

การศึกษาการเมือง บทแนวร่วม เป็นการอธิบาย ทำความเข้าใจ ถึงการลดทอนกำลังและพันธมิตร ของศัตรูในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเพิ่มพูนกำลังและพันธมิตรของประชาชน แนวร่วมปฏิวัติ เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ พรรคคอมมิวนิสต์ไ ด้จัดตั้งแนวร่วมขึ้นใหม่ อันเป็น ผลต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลปฏิกิริยากรุงเทพฯ ก่อคดีนองเลือดกลางเมือง เช้าตรู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 (ในอดีตเคยมี แนวร่วมปลดแอกประชาชนไทย และหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สร้าง แนวร่วมประชาธิปไตยประชาชนไทยขึ้น) การศึกษาการเมืองการทหารปี 2521 ได้นำองค์กรแนวร่วมดังกล่าว มากล่าวถึงเป็นตัวอย่างงานแนวร่วม ของ พรรคระดับประเทศ ส่วนงานแนวร่วมของพรรคระดับโลกยกตัวอย่าง การสนับสนุนการปฏิวัติไทยของลาวและจีน

การอภิปรายระดับหมู่ บทแนวร่วมนี้ เน้นเรื่องหาและสร้างแนวร่วม ในเขตงานใหม่ รวมไปถึงการจัดแบ่ง ระดับของแนวร่วม  การใช้หลัก จับ 1 ใน 3 ในเรื่องแนวร่วม  หลักการ คือ จัดแบ่งมวลชนเป็น 3 กลุ่ม โดยสังเขปด้วยการพิจารณาท่าทีทางการเมืองเป็นสำคัญ อาทิ สนับสนุนการปฏิวัติ ไม่สนับสนุนและไม่ต่อต้านอย่างเปิดเผยต่อต้านการปฏิวัติอย่างเปิดเผย 

แนวทาง คือ ขยายบทบาทอิทธิพลของกลุ่มที่สนับสนุนการปฏิวัติ    ดัดแปลงกลุ่มที่ไม่สนับสนุนไม่คัดค้านให้มาสนับสนุน  เปลี่ยนกลุ่มที่เคยคัดค้านให้อยู่เฉย ๆ  จำกัดบทบาทและอิทธิพลของกลุ่มที่คัดค้านให้ลดน้อยลง

แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างเป็นคำขวัญที่นำมาขยายความอย่างกว้างขวางในบทแนวร่วม แต่การทำงานแนวร่วมจะต้องแน่วแน่ในการนำ นั่นคือนำโดยนโยบาย นำด้วยแบบอย่างการปฏิวัติ นำด้วยความชำนาญในการปฏิบัติงานและอื่น ๆ ผู้ที่จะนำแนวร่วมได้จะต้องปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างในด้านต่าง ๆ  “เข้มงวดตนเอง ผ่อนปรนผู้อื่น เป็นคำขวัญที่นำมาใช้ในการดัดแปลงตนเอง ไม่เพียงปฏิบัติต่อแนวร่วม หากปฏิบัติต่อสหายด้วย

เมื่อจบการศึกษาการเมืองบทนี้ ก็ใกล้จบหลักสูตรการเมืองการทหารแล้ว  บทเรียนทางการทหาร ปิดด้วยการ ซ้อมรบ บทเรียนการเมืองจะปิดท้ายด้วยบทที่ศึกษาเกี่ยวกับพรรคปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

top

**การเมืองบทท้าย พรรคคอมมิวนิสต์

สหายสรรค์ ในฐานะสหายนำผู้รับผิดชอบโรงเรียน เป็นผู้นำร่องการศึกษาบทสุดท้ายของโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา  พรรคคอมมิวนิสต์”  ประวัติความเป็นมาของพรรคคอมมิวนิสต์ ศึกษากันแบบฟังบรรยาย เรื่องที่เน้นให้อภิปรายกันในการศึกษาระดับหมู่มี 2 เรื่องหลัก เรื่องแรก คือ นโยบายเฉพาะหน้า 10 ประการของพรรคคอมมิวนิสต์ (การศึกษาบทกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ก็เน้นเรื่องวินัย 10 ข้อ เพื่อนำมาประสานกับการปฏิบัติของสหายทุกคน) การศึกษานโยบายเฉพาะหน้า 10 ประการของพรรคคอมมิวนิสต์ ลงรายละเอียดในแต่ละข้อ อภิปรายว่าทำไมต้องกำหนดนโยบายเช่นนี้ เกิดจากสภาพแวดล้อมเช่นไร  และจะดำเนินการอย่างไรให้เป็นไปตามนโยบาย  นโยบายแต่ละข้อจะย่อยเป็นเรื่องรูปธรรม เป็นภาษาพูดคุยที่นำไปใช้ในเขตงานใหม่ได้อย่างไร......“ศึกษารูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม" สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารแต่ละคนล้วนพยายามท่องจำนโยบายให้ได้ และอธิบายให้เป็น มิจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำเหมือนตัวหนังสือ มิจำเป็นต้องนำมาใช้ในการ ปลุกระดมมวลชนพร้อมกันทั้ง 10 ข้อ มวลชนกลุ่มไหนเหมาะสมกับนโยบายข้อไหนก็ว่ากันไปตามความเป็นจริง เรื่องที่สอง เป็นการ แนะนำองค์กร ที่ใช้ชื่อว่า สันนิบาตเยาวชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือใช้ชื่อย่อว่า สหายสรรค์ เรียกร้องให้สหายทุกคนดัดแปลงตนเองให้พร้อมที่จะสมัครเป็น สมาชิก ย.ในขั้นต้น และมุ่งมั่นดัดแปลงตนเองให้มี คุณสมบัติของสมาชิกพรรคฯ ที่เรียกว่า .”

“คุณสมบัติของสมาชิก ยและคุณสมบัติของสมาชิก ส เป็นเรื่องสำคัญที่สหายทุกคนควรเรียกร้องตนเองทำให้ได้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าเมื่อไหร่จะได้เป็นสมาชิก ย. หรือสมาชิก ส. ในทุกหน่วยงานของการปฏิวัติล้วนมี ส. หรือ ย. ร่วมทำงานอยู่ด้วย สหายที่ดัดแปลงตนเองได้ตามคุณสมบัติของ ย. หรือ ส. ย่อมได้รับการติดต่อเป็นสมาชิกแน่นอน

แม้ว่าส.สรรค์จะบรรยายดังกล่าว แต่หลังจาก   การศึกษาบทพรรคฯ มีสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร  หลายต่อหลายคน       เขียนใบสมัครเป็น ย. เป็น ส. ส่งผ่านทางครูการเมือง  หรือคณะครูการทหาร ตามความใกล้ชิดของแต่ละคน  ขณะเดียวกันงานด้านลับ ของ หน่วยสันนิบาตเยาวชน และหน่วยพรรคประจำโรงเรียน ก็แยกย้ายกัน ประกบตัวต่อตัว กับสหายที่เป็นเป้าหมาย สหายนักเรียนที่เดินยามตอนกลางคืน มีโอกาสเห็นครูการเมือง หรือครูการทหารเดินประกบคู่กับสหายในกองร้อย ออกไปนอกบริเวณโรงเรียนบ่อยครั้งขึ้น

หน่วย ส. และ หน่วย ย ประจำโรงเรียน มีเป้าหมายที่แน่นอนว่า จะต้องเพิ่มเติมสมาชิกคนไหนบ้าง จำนวนเท่าไหร่ การทำงานดังกล่าว เป้าหมายแต่ละคนแทบไม่มีโอกาสรู้เลยว่า สหายในกองร้อยคนไหน เป็นเป้าหมายเหมือนตนเอง หรือไม่  เพราะแต่ละคน จะได้รับการกำชับกำชาว่า เป็นความลับสุดยอด  ดังนั้นก็ได้แต่เดา ๆ กันไป และคาดเดาจากภาระหน้าที่การงานว่า ใครเป็น ย. ใครเป็น ส. และใครบ้างที่กำลังถูกบ่มเพาะเพื่อเป็น สมาชิก ย. หรือ สมาชิก ส. เอกสารศึกษาภายใน ของ พรรคคอมมิวนิสต์ มีการส่งมอบให้เป้าหมายอย่างลับ ๆ เพื่อการศึกษาที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น

แต่มุมหนึ่งสหายใน กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารบางคน พูดคุยกันเชิงขบขันว่า ขึ้นป่าหนีตายมาเพราะรัฐบาลปฏิกิริยา กล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ อยู่ป่ามาตั้งนานเพิ่งจะรู้ว่า อีกนาน ถึงจะได้เป็นคอมมิวนิสต์.....คอมมิวนิสต์ทำไมถึงเป็นได้ยากจัง?” บางคนหลุดคำถามนี้ออกมา

top

** “ยอมจำนนเหีย ไม่ฆ่า

ช่วงท้ายของบทเรียนการเมืองการทหาร ราวเดือนกันยายน-ตุลาคม 2521 ข่าวที่เข้าหูสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารเรื่องหนึ่งคือ กองร้อยฯจะมีโอกาสส่งตัวแทนไปร่วมตีศัตรู ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ไม่เป็นความลับแม้จะไม่ได้เปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน

ตัวแทนจากกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารที่ได้ไปร่วมการตีศัตรูมีประมาณ 5 คน อาทิ ส.โนรี(ผู้หมวด), .เหมย(ผู้หมู่) .ชูธง (ผู้หมวดม้ง) เป็นต้น วันที่สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารไปร่วมตีศัตรูนั้น นอกจากฝ่ายนำในโรงเรียนแล้วไม่มีใครรู้ เพราะการตีศัตรูต้องเป็นความลับขั้นสุดยอด เรื่องราวต่าง ๆ มาเปิดเผยหลังจากการตีศัตรูผ่านไปแล้ว และทางฝ่ายนำของโรงเรียนจัดให้สหายที่เข้าร่วมตีศัตรูมาเล่าประสบการณ์ ที่เอิกเกริกยิ่งกว่านั้น ก็คือ เป็นการตีศัตรูที่มุ่งผลทางการเมืองการทหารระดับประเทศ มีการบันทึกเสียงนำไปออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนไทยด้วย เสียงร้องตะโกนให้ยอมจำนนเสีย ดังเป็นภาษาเหนือว่า ยอมจำนนเหีย ๆๆ กึกก้องไปทั่วประเทศ

การรบครั้งนั้นสามารถบุกเข้าไปยึดค่ายช่วงชิงอาวุธ โฆษณาทางการเมือง และถอนกำลังกลับ สหายส่วนใหญ่ในกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารกระตือรือร้นคึกคักยิ่งกับเรื่องนี้ แต่มีสหายบางท่านที่ผ่านศึกมาจากทางใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า เสียงปืนจากฝ่าย ทปท. ดังระงมมากเหลือเกิน ทั้งนี้เพราะนักรบทางใต้กระสุนปืนแต่ละนัดล้วนต้องตีชิงมาจากศัตรู การใช้ กำลังไฟหมายถึงการระดมยิงศัตรูจึงต้องประหยัดอย่างเต็มที่ ในขณะที่ทางเหนือมีแนวหลังสนับสนุน การใช้กำลังไฟจึงค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร จากวันนั้น สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารก็นับคืนวันรอภารกิจ ในบรรดาที่รู้ตัวล่วงหน้าว่าต้องกลับไปแนวหน้า ก็เตรียมตัวเต็มที่เพราะตระหนักถึงภารกิจอันหนักหน่วงที่รออยู่ ที่รู้ว่าจะได้ไปประจำกองทหารหลัก 85 ก็ เช่นกัน

สหายส่วนใหญ่อยากไปแนวหน้า หรือไม่ก็ไปอยู่กองทหารตีศัตรู แต่งานปฏิวัติมีหลายด้าน การจัดงานจึงต้องสอดคล้องรองรับ แม้ว่าโดยหลัก ๆ แล้ว สหายนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหารุ่นที่ 1 ส่วนที่เป็นสหายม้งส่วนใหญ่จะไปอยู่กองทหาร 85 สหายชาวนาไปแนวหน้า สหายนักศึกษามีทั้งไปกองทหารและแนวหน้า แต่ก็มีสหายบางส่วนที่ยังไม่รู้ว่าจะได้รับภาระหน้าที่อะไร.......ไปเย่อไป ไปตามที่พรรคต้องการ ไปที่ยากลำบาก ไปอย่างไม่มีเงื่อนไข..........นี่เป็นเพลงหนึ่ง ที่มักจะร้องกัน เพื่อตอกย้ำว่า บัดนี้กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหาพร้อมแล้วกับงานปฏิวัติรูปแบบต่าง ๆ

top

**ไปตามที่พรรคต้องการ

“พิธีส่งสหายไปตามที่พรรคต้องการ” ของกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ 1 จัดขึ้นที่สนามรวมพล สหายทุกคนอยู่ในเครื่องแบบ ทปท. เต็มยศใส่หมวกดาวแดง ปกติเวลาอยู่แผ่นดินลาว ฝ่ายนำจะย้ำให้ใส่หมวกทหารลาว (ความแตกต่างอยู่ที่กระบังลมหมวก ทปท. เป็นผ้า ส่วนทหารลาวเป็นพลาสติกสีดำ) นอกจากเพลงไปตามที่พรรคต้องการแล้ว เสียงเพลงปฏิวัติหลายต่อหลายเพลงกระหึ่มก้อง

หลังจากทางจัดตั้งของโรงเรียนประกาศหน้ากองร้อยให้รู้ว่าแต่ละหมู่เดินทางไปไหน เสียงเพลงปฏิวัติสร้างบรรยากาศการเดินทางให้คึกคักมากขึ้น เพลงปฏิวัติดังกังวานเคลื่อนที่ขึ้นภูสูงขึ้น ๆ ทุกขณะ เมื่อแต่ละหมู่เคลื่อนพลออกจากสนาม สหายส่วนใหญ่สะพายปืนอาก้าใหม่เอี่ยม ชุดกระสุนใหม่ กระสุน ระเบิดเต็มอัตราหรือมากเท่าที่จะขนไปได้ ทั้งนี้ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ในการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ไปให้แนวหน้าด้วย สหายที่มีภาระหน้าที่อยู่โรงเรียนตั้งแถวจับมือส่งสหายที่เดินทางไปปฏิบัติงานยังหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งในเขตฐานที่มั่นและเขตงานใหม่

น้ำตาสหายหลายคนไหลพราก ด้วยความรักความผูกพันทางชนชั้น อย่าว่าแต่ สหายหลายคู่มีความรักแบบหนุ่มสาวเกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้รับการส่งเสริมจากจัดตั้งก็ตาม สหายม้งฝากรอยกัดที่ใกล้ห้อเลือดและเหมือนจะเห็นรอยฟันซี่เล็ก ๆ ครบทุกซี่ รอยกัดเช่นนี้สหายหญิงกัดฝากสหายชายที่ท่อนแขน ลักษณะการกัดและรอยที่ลึกมากน้อยเพียงใด เป็นที่รู้กันระหว่างผู้กัดและผู้ถูกกัด ว่า คำสัญญาระหว่างกันนั้น มีความหมายลึกซึ้งแบบเพื่อน ที่เป็นสหายร่วมอุดมการณ์เท่านั้น หรือจะเป็นสหายในอ้อมแขนซึ่งกันและกัน จนถึงนอนร่วมเตียงกันในอนาคต  บางคนยังมีงานปักถักร้อยหรือ บันเด้าเป็นถุงใส่ยาสีฟัน แปรงสีฟันจากสหายหญิงเป็นที่ระลึกและใช้งานในอนาคต

การเดินทางวันนั้น ของสหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร เป็นการ เคลื่อนทัพข้ามกลับมาเขตไทยแทบจะทั้งกองร้อย เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนจัดแถวส่งสหาย กองลำเลียงนำม้าประมาณ 6-7 ตัวลำเลียงยุทธภัณฑ์ส่วนหนึ่งไปแล้ว เพราะสายมากม้าจะร้อน ขบวนสหายที่เดินทางออกจากโรงเรียน มี ครูการทหาร .เล่าเม็ง และ .สิทธิ์ นำขบวน ในส่วนกองร้อยนักเรียนฯ นั้น ส.ผู้การวีระ, .ผู้หมวดโนรี และ .ผู้หมวดชูธง ที่เป็นสหายม้ง นำกองร้อยและหมวดประจำตามตำแหน่งการเคลื่อนพล ส.ที่ราบ ซึ่งยังทำงานบนฐานที่มั่นมี ส.ลอยน้ำ เป็นครูโรงเรียนอนุบาล.เหมย ทำงานมวลชนชายฐานที่มั่น .รื่น ทำงานกองทหารหลัก 85 .โนรี และ .หาญไปอยู่กองทหาร 85  ระยะหนึ่งแล้วกลับมาเป็นครูการทหาร, .น้ำเหล็ก เป็นครูการเมือง .สมา รับหน้าที่พลาธิการประจำโรงเรียนก่อนเดินทางลงมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ และกลับไปรับหน้าที่เจ้าสำนักหน่วย 20 ในภายหลัง, .ธาร ทำงานพยาบาล, .ดี ทำงานพี่เลี้ยงในโรงเรียนการเมืองการทหารต่อระยะหนึ่งก่อนไปเขตงานใหม่ เป็นต้น….เพลงที่ดังกังวานอยู่หลายเที่ยว คือ ทหารประชาชน ทั้งพากษ์ไทยและม้ง

"เราเป็นทหารของประชา จับอาวุธขึ้นมาปลดปล่อยไทย จะอยู่ป่าอยู่เขาลำเนาไพร มือของเราจะไม่ทอดทิ้งปืน ในป่าเขาเราถือว่าเป็นบ้าน ทหารหาญของประชาทั่วหน้าชื่น ความเป็นธรรมอยู่กับเราทุกวันคืนเราจะยืนต่อสู้เพื่อประชา ต่อพี่น้องประชาเรารักยิ่ง อุทิศทุกสิ่งรับใช้มวลประชา ต่อศัตรูสู้ไม่ถอยทุกเวลา ทหารประชาชนไทยใจ อาจ-อง"

วันส่งสหาย  ปิดท้ายขบวนด้วยสหายผู้ปฏิบัติงานโรงเรียนที่ส่วนหนึ่งโยกย้ายงาน บางส่วนก็ไปเดินสารติดต่อตามปกติ บางส่วนก็ลาไปกิจธุระ  ด้วยเส้นทางเดินข้ามมาฝั่งไทยนั้นคุ้นเคยตา และเสียงเพลงที่ก้องกังวานสนั่นภู แม้สหายที่ทำงาน ณ ที่โรงเรียนไม่ได้ตามไปส่ง ก็เห็น ภาพขบวนแถวของสหายยาวเหยียดไต่ขึ้นภูผ่านไร่มันสำปะหลัง จุดที่จะพักกันบ่อยในการฝึกวิ่งขึ้นภูตอนเช้า จากนั้นก็จะเป็นการเลาะไหล่เขาเพื่อข้ามกิ่วภูชายแดนไป หลังจากข้ามภูชายแดนขบวนแถวถึงจะแยกย้ายกันไปตามจุดหมายปลายทางของแต่ละหมู่ แต่ละส่วนวันนั้นสหายจำนวนประมาณ 150 ชีวิตในโรงเรียนการเมืองการทหารเหลืออยู่ราว 20 กว่าชีวิต ตอนกินข้าวกลางวันแม้มารวมกลุ่มกันแล้วก็ยังเงียบเหงา เสียงน้ำในห้วยดังกว่าปกติและฟังแปลกหู

วันนั้นฝ่ายนำของโรงเรียนจัดให้เป็นการพักพิเศษ เพื่อให้สหายแต่ละคนจัดการภารกิจส่วนตัวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปะชุนเสื้อผ้า ซ่อมรองเท้า ซ่อมเตียง หาฟืนเข้าบ้านพัก  เล่นปิงปอง เล่นบาสฯ หรืออื่น ๆ ในขณะที่ส.สรรค์เรียกประชุมคณะครูการเมืองที่ไม่ได้ร่วมเดินทางข้ามไปเขตไทยด้วย งานเฉพาะหน้าที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายในเวลาราวหนึ่งเดือนก็คือ ตระเตรียมเอกสารสำหรับการศึกษาการเมืองการทหารให้ครบถ้วนทุกบท  โดยเฉพาะเอกสารเพื่อการศึกษาทางการเมือง หลักสูตรมีแล้ว ผ่านการเรียนไป 1 รุ่นแล้ว

เมื่อ ปิดเทอมย่อมเป็นเวลาของการปรับปรุง ตำราของโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ประจำเขต 8 เริ่มจัดทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากส่งสหายไปทำงาน เอกสารศึกษาของโรงเรียนดังกล่าวมีบทบาทเป็น ตำราปฏิวัติเมื่อจัดส่งไปถึงเขตงานใหม่

 

top

**โรงพิมพ์กลางไพร

การจัดทำตำราศึกษาการเมืองการทหาร นำทีมโดย .สรรค์ .สุแสง ทีมงานประกอบด้วย สหายคณะครู คือ ส.คำปัน .เที่ยง .หมอวิรัตน์ และ .น้ำเหล็ก แน่นอนว่า บทที่สำคัญ อาทิ พรรคคอมมิวนิสต์นั้น ส.สรรค์ เขียนเอง และ งานเขียนทุกชิ้นต้องผ่านการอ่านอย่างพิถีพิถันของ .สรรค์ จากการทำงานสร้างตำราเรียนนี้เอง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ส.สรรค์ เป็นสหายเก่าที่มีภูมิรู้สูง ความชำนาญในภาษาไทยดีมาก 

ในการสร้างตำราประจำโรงเรียน สหายที่มีบทบาทในการผลิตตำรา ให้เพียงพอใช้ในโรงเรียน และจัดส่งไปยังหน่วยงานอื่น กระทั่งเขตงานใหม่ คือ ส.ฝน และ .สมชาย ที่รับผิดชอบงานทางการผลิตด้วย เครื่องโรเนียว การทำงาน ของ .ฝน และ .สมชาย พอจะถือได้ว่า เป็นเสมือนโรงพิมพ์น้อย ๆ ในป่าเขาได้ นอกจากผลิตตำรา ประจำโรงเรียนการเมืองการทหารแล้ว สหายทั้งสองยังมีบทบาทสำคัญ ในการผลิตเอกสารอื่น ๆ ให้ทางพรรคและทางจัดตั้งอีกด้วย

ตำราเรียนจัดทำ ตามบทเรียนของรุ่นที่ 1 คือ ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น, สงครามประชาชน, กองทัพปลดแอกประชาชน, การสร้างฐานที่มั่น, แนวร่วม  และพรรคคอมมิวนิสต์  ตำราทางการทหารไม่ได้จัดทำขึ้นอาศัยการสาธิตและฝึกซ้อมเป็นหลักสำคัญในการเรียนรู้

ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน การจัดทำตำราเรียนก็เรียบร้อย หลังจากนั้นขบวนแถวของ สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่ 2  ก็ทยอยเข้ามาพักในโรงเรียน

ลักษณะโดยรวมของรุ่นนี้ คือ เป็นสหายจากที่ราบทั้งสิ้น แบ่งเป็นสหายจากแนวหลังและสหายจากเขตงานใหม่ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลงานร่วมกันของสหายนักเรียนรุ่นที่ 1 กับสหายที่ปักหลักทำงานมวลชนอยู่ก่อนหน้านั้น ความประทับใจต่าง ๆ ในโรงเรียนระดับความเข้าใจทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น การฝึกฝนทางการทหารของนักเรียนรุ่นที่ 1 ปรากฏเป็นวีรภาพที่สร้างผลสะเทือนทางการเมืองให้กับสหาย, ผู้ปฏิบัติงานและมวลชนแก่นแกนอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสหายหลายต่อหลายคนเปลี่ยนบุคลิกภาพไปอย่างสิ้นเชิง จากชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งสามารถเป็นผู้นำในการปฏิวัติได้ ท่วงทำนองในการนำแสดงออกอย่างมิรู้ตัวและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทางการเมือง (อย่าลืมว่า ตลอดเวลาที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนการเมืองการทหาร คือ การฝึกพูดคุยทางการเมือง) การเคลื่อนไหวในรูปแบบการทหาร

นักเรียนรุ่นที่ 2 แม้ว่าจำนวนโดยรวมจะไม่เท่ากับรุ่นที่ 1 แต่ก็สามารถจัดกำลังในระดับหมวดได้และยังเรียกว่ากองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารต่อไป สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ 2 จัดกำลังได้ 5 หมู่เป็นสหายหญิง 2 หมู่สหายชาย 1 หมู่มีผู้หมวด 2 คนเป็นสหายหญิง 1 และสหายชาย 1 (.อาวุธ) กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ 2 เริ่มขึ้นแล้ว เสียงเพลง เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ”  สร้างความคึกคักให้บรรยากาศของโรงเรียนอีกครั้ง ในขณะเดียวกันความหลากหลายของสหายในกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหารุ่นที่ 2 ก็ทำให้คณะครูมีงานทางความคิดเพิ่มขึ้นหลากหลายเนื้อหาและรูปแบบมากกว่า งานทางความคิดกับนักเรียนรุ่นที่ 1 ที่แก้ปัญหาเพียงการอยากไปตีศัตรูเร็ว ๆ การอยากเดินทางกลับไปขยายเขตงานใหม่สร้างฐานที่มั่นใหม่เร็ว ๆ  การปฏิวัติใดๆ ล้วนไม่เป็นเส้นตรงในการก้าวไปสู่ชัยชนะ

top

**สวนผักเขียวขจี

ผลงานร่วมกัน ของ สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา รุ่นที่ 1 คือ การสร้างโรงเรียน ที่เป็นตัวบ้านพัก พร้อมสนามรวมพล สนามฝึกซ้อม  ไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง ผลงานการสร้างพื้นฐานการผลิต ของ รุ่นที่ 2 คือ การบุกเบิกสวนผักขนาดใหญ่ ปลูกผักนานาชนิด  อาทิ  กะหล่ำปลี, คะน้ำผักกาดเขียวต้นหอม ทำให้อาหารการกินของโรงเรียนมีผักหลากชนิดมากขึ้น นอกเหนือจากหน่อไม้, ผักกาดม้ง, ฝักเขียว, ฝักทองที่เป็นผักประจำฐานที่มั่นบนภูสูง

รูปแบบการเรียนการเมือง ยังมีการประยุกต์ใช้ งานศิลปวัฒนธรรม เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะ มีสหายนักศึกษาปัญญาชน เป็นองค์ประกอบของรุ่นที่ 2 มากขึ้น แม้ว่าจะเดินทางมาคนละทิศละทาง สหายปัญญาชน จำนวนหนึ่งขึ้น มาจากเขตงานทางภาคใต้ สหายปัญญาชนอีกส่วนหนึ่ง มาจากกรุงเทพฯ และอยู่แนวหลังระยะหนึ่ง เดินทางกลับมาเข้าศึกษา ในโรงเรียนการเมืองการทหาร ก่อนที่จะ กลับลงที่ราบ  สหายปัญญาชนส่วนหนึ่ง เป็นบุคคลสังกัดแนวร่วม ที่มาร่วมศึกษาด้วย นอกจากนี้มีสหายใหม่สด จากเขตงานใหม่ ส่วนใหญ่เป็นชาวนา ที่ ใหม่มาก ๆกระทั่งใช้คำว่า ดิบกับงานปฏิวัติก็ได้ และยังมีสหายนักรบเก่า ที่ผ่านการรบแบบเจนศึก จากทางภาคใต้ร่วมด้วย

องค์ประกอบของ สหายกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหา รดังกล่าว เป็นงานที่ท้าทาย คณะครูการเมืองการทหารอย่างมาก  แตกต่างจากกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่ 1 ที่มีความชัดเจน ในการรับภาระมาศึกษาการเมืองการทหาร เพื่อกลับไปขยายเขตงาน และเพื่อทำงานกองทหาร กับทำงานตามหน่วยงานต่าง ๆ ในฐานที่มั่น

ด้านที่พร้อมสักหน่อย คือ อุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ มีมากขึ้น ตั้งแต่ เอกสารหนังสือ อาวุธปืน ครูการทหารที่มีประสบการณ์ ด้านชีวิตความเป็นอยู่ คอกหมูกำลังสมบูรณ์ ไก่ในเล้าส่วนใหญ่เติบโตเต็มที่ ส่วนไร่มัน  และฟักทองฟักเขียวที่ไร่ข้าวโพดก็ยังเก็บผลผลิตได้ ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการทำงานของสหายที่รับผิดชอบและการร่วมแรงร่วมใจของกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ 1

เมื่องานสวนผัก ของ กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่ 2 ดำเนินไปด้วยดี วิถีชีวิตด้านอาหารการกิน ของ กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร จึงค่อนข้างจะ สุขสบายนั่นคือ มีข้าวกิน ครบ 3 มื้อ มีผัก, เนื้อ(หมู,ไก่หรือปลา) และพริก   การกินที่ค่อนข้างจะ สุขสบายนี้เด่นชัดเมื่อเปรียบเทียบกับเขตงานใหม่ หรือเปรียบเทียบ กับเขตงานในภาคใต้ กระทั่งเปรียบเทียบ กับครอบครัวของสหายใหม่ บางท่าน ที่มาจากครอบครัวยากจนในชนบท ที่ดำรงชีวิตอย่างอดมื้อกินมื้อ แม้ว่าในหมู่บ้านจะสมบูรณ์ด้วยข้าวจาก หมูและไก่ของหมู่บ้าน

สิ่งที่จะเป็น อุปสรรค ในการศึกษา ของ กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร สักหน่อย ก็คือ ความหลากหลายของสหายนักเรียน นั่นเอง แต่....การปฏิวัติย่อมมิอาจจะปฏิเสธความหลากหลายได้!

top

**ผู้ปฏิบัติต้องเป็นแบบอย่างทุกด้าน

การจัดกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหารุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นสหายที่ราบทั้งหมด มี  สหายปัญญาชนค่อนข้างมาก  และมีทั้งสหายที่มาจากแนวหลัง สหายที่เป็นแนวร่วม และสหายจากทางภาคใต้ที่ประสบปัญหาทางใต้ แต่ยังต้องการต่อสู้ภายใต้ร่มธงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อไปจึงขึ้นมาทางเหนือที่น่าจะพร้อมที่สุด สหายจากทางใต้ส่วนใหญ่จะรวมกันอยู่ในหมู่เดียวกัน สหายปัญญาชนกระจายไปทุกหมู่ รุ่นนี้ยังมีสหายแนวร่วมหลายคน  อาทิ ส.โอม มาร่วมศึกษาด้วย เมื่อสรุปงานครูการเมืองมักจะเรียกรุ่นนี้ว่ารุ่นปัญญาชนผสมชาวนาตามองค์ประกอบส่วนใหญ่ของโรงเรียน (รุ่นที่1 เรียกสั้น ๆ ว่ารุ่น 3 ประสาน  ปัญญาชน ชาวนา และชาวเขา) ก่อนเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ รูปการจัดตั้งของกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารเรียบร้อยแล้วเป็นระดับหมู่ หมวดกองร้อย มีทั้งหมด หมู่เป็นสหายหญิง 1 หมู่สหายชาย 5 หมู่  มี .สอน และ .อาวุธเป็นผู้หมวด  ส.โอม เป็นผู้กอง  ตำแหน่งผู้ชี้แนะทางการเมืองประจำกองร้อย คือ .สุแสง......งานฝึกฝนก่อนหน้าเปิดเรียนอย่างเป็นทางการมี  เรื่องหลัก คือ ลำเลียงจากกอนตืนและบุกเบิกสวนผัก

พิธีเปิดเรียนอย่างเป็นทางการของรุ่นที่ 2 จัดได้คึกคักมีการสวนสนามเล็กๆ  และมีโอกาสเชิญ ส.ไท ปัญญาชนผู้นำนักศึกษาสมัย 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้ผ่านทางและแวะพักอยู่ระยะหนึ่งก่อนเดินทางไปเขต 7 ผาจิ เป็นสหายรับเชิญปราศรัยในพิธีเปิดเรียน

.ไท กล่าวปราศัยด้วยท่วงทำนองคึกคักเร่าร้อน บรรจุเนื้อหาสาระของการเรียนการศึกษาที่นักเรียนในกองร้อยจะได้เล่าเรียนต่อไป   การปราศัย ของ .ไท ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนให้เข้มข้น ขึ้นตั้งแต่วันทำพิธีเปิดเรียน

หลักสูตรการเรียน เหมือนรุ่นที่ การเรียนสะดวกมากขึ้นเพราะมีหนังสืออ่านประกอบที่จัดทำระหว่าง ปิดเทอมกิจกรรมส่งเสริมการเรียนทางด้านศิลปะวัฒนธรรม มีการคิดค้นมากขึ้น อันเป็นปกติวิสัยที่มีสหายปัญญาชนมากขึ้นและต้องการมีส่วนร่วม ในการศึกษามากกว่าอ่านหนังสือ และอภิปรายกลุ่มย่อย ตัวอย่าง เช่น ก่อนที่จะขึ้นบทสงครามประชาชน      มีการแสดง    ความโหดร้าย ของ กองกำลังอาวุธ     ปฏิกิริยา ประกอบเพลง จะเรียกว่า  ละครประกอบเพลง  ก็ได้  เพลงที่ใช้เป็นการบรรยายเกี่ยวกับ   หมู่บ้านล่องป่าบุ่น ที่ถูก อส. จุดไฟเผา สนามรวมพลใช้เป็นที่แสดงละครกลางแจ้ง บ้านสร้างเป็นกระท่อมจำลอง  อส. ถือปืนเอ็ม 16 ข่มเหงคะเนงร้ายต่าง ๆ และที่สุดก็โยนคบไฟใส่หลังคา และยิงปืนขู่(กระสุนซ้อม) ปลวไฟลุกฮือ เสียงเพลงดัง ส.หาญ ครูการทหารเล่นกีตาร์ ส.กัง (.หญิงจากแนวหลัง) ร้องนำ

อุ่นจากใจแม่เอ๋ย  ใครไหนเลยจะหวังจากจร ถิ่นเคยอยู่เคยนอน  จำต้องต้องจรจากลา ลา….เปลวไฟไหม้ลามท่ามกลางตะวัน ไม่ใช่สิ่งฝัน เผากันต่อหน้า อส. ถือไฟโยนใส่หลังคา เจ้านายยิ้มร่าแม่ข้าร้องไห้……”

เนื่องจากมีบทเรียน การขอตีศัตรูมาก่อนในคราว เล่าทุกข์ของนักเรียนรุ่นที่ 1 คณะครู จึงสามารถนำอารมณ์แค้นทางชนชั้นที่เกิดขึ้นมาเป็นพลังผลักดันในการศึกษาการเมืองการทหารอันเป็นภาระหน้าที่เฉพาะได้ โดยไม่กระโดดข้ามไปมุ่งหมายที่ภาระหน้าที่อันดับต่อไป

เรื่องที่เป็น กรณีถกเถียงเชิงวิชาการ ในรุ่นที่ 2 คือ เรื่อง การนำของพรรค  เมื่อมีการอภิปรายความคิดเห็นว่า พรรคคอมมิวนิสต์ไม่จำเป็นต้องนำทุกอย่าง อันเป็นเรื่องที่ถกเถียงอย่างต่อเนื่องในการศึกษาบทแนวร่วมและบทพรรคคอมมิวนิสต์ มีการนำเสนอว่า เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมกับแนวร่วมก็ต้องใช้การประชุมปรึกษาหารือ และลงคะแนนเสียงโดยใช้มติเสียงส่วนใหญ่  ส.สรรค์ ผู้รับผิดชอบโรงเรียนต้องทำความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วยตนเอง ยืนยันทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติว่า จำเป็นที่พรรคจะต้องนำทุกอย่าง มิฉะนั้นจะสร้างความเสียหายแก่การปฏิวัติ อันหมายถึง ความเสียหายของประชาชน  แต่การนำแนวร่วมนั้นต้องสามารถ นำทางความคิด เป็นประการแรกและเป็นประการสำคัญ ถึงจะนำไปสู่การนำด้านอื่น ๆ พรรคต้องนำทุกด้าน นำทั้งกองทัพ, นำทั้งแนวร่วมนำทั้งอำนาจรัฐประชาชน ....นั่นคือ ....พรรคต้องนำทุกอย่าง.....เมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดาสมาชิกพรรค สมาชิกสันนิบาตเยาวชน และผู้ปฏิบัติงานของพรรคจึงต้องเป็นแบบอย่างในทุกด้าน!

top

**การฝึกจู่โจมตี

การ ซ้อมรบของรุ่นที่ 2 เป็นการฝึก จู่โจมตี”  นักเรียนมี 2 หมวด (ผู้หมวด .อาวุธ กับ ผู้หมวด .สอน) ผู้กองโอม  ส่วนผู้ชี้แนะทางการเมืองประจำกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร .สุแสง ครูการเมืองรับหน้าที่ การจู่โจมตีเป็นการฝึกกลางคืน แบ่งฝ่ายหนึ่งอยู่ค่ายอีกฝ่ายหนึ่งเข้าตี นอกจากมีกระสุนซ้อมแล้ว ยังจุด ทีเอ็นที. ทำเป็น เสียงอาร์พีจี 2 ครึ่งก้อนด้วยกัน ส.โนรี และ .น้ำเหล็ก รับผิดชอบจุดระเบิด

การฝึกผ่านไปด้วยดี แม้จะไม่เหมือนจริงเต็มร้อยแต่ก็สร้างความรู้สึกที่พร้อมในการเข้าสนามรบมากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่อง ด้วยเป็นการฝึกกลางคืนและต้องจบท้ายด้วยการตะลุมบอนยึดค่าย จึงมีสหายนักเรียน 1-2 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จากเศษสะเก็ดกระสุนซ้อมที่ใบหน้า แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บที่ตา การฝึกจู่โจมตีค่ายเป็นการแสดงเข็มมุ่งที่อาจจะกล่าวได้ว่า ทปท. จะขยายผลของสงครามประชาชนให้กว้างขวางออกไป หรืออาจจะไม่ได้เป็นสัญญาณอะไรเลย เพราะการจู่โจมตีก็เป็นยุทธวิธีการรบประการหนึ่ง ขนาดของการจู่โจมตีและความสำคัญเป้าหมายต่างหากถึงจะเป็นสัญญาณบางประการได้

ผลสะเทือนทางการเมือง ที่เกิดขึ้นหลังการฝึกจู่โจมตี ก็คือ ประชาชนในฐานที่มั่นมีความเชื่อมั่นต่อการปฏิวัติมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่สอง นั้น เป็นสหายจากที่ราบทั้งหมด ซึ่งเป็นรูปธรรมที่สุด ที่ประชาชนในฐานที่มั่น สามารถสัมผัสได้ ว่า การปฏิวัติขยายตัว ส่วนรูปแบบการรบในลักษณะจู่โจมตี ประชาชนม้ง ที่คุ้นเคยกับการรบ ประดุจอยู่ในสายเลือด รู้ดีว่า เป็น การทำลายที่ตั้ง ทางทหารของศัตรู เพื่อขยาย ขอบเขตอำนาจทางทหาร ของ ฝ่ายประชาชน  แม้ว่าจะยังไม่ได้จู่โจมที่ตั้งทางทหาร ที่ปิดล้อมฐานที่มั่นก็ตาม แต่ก็มีความหมายว่า โอกาสที่จะเกิดฐานที่มั่นใหม่ ๆ ขึ้น ย่อมเป็นไปได้ ความยากลำบาก ตั้งแต่เริ่มแตกเสียงปืนของ เขต 8  มาจนปักหลักสู้ เป็นฐานที่มั่น จะได้มีโอกาสผ่อนเบาลงบ้าง

การฝึกจู่โจมตีปิดท้าย ด้วยบทสรุป ว่า ประเด็นสำคัญที่สุด ของการจู่โจมตี คือ การกุมสภาพรายละเอียดต่างๆ ของค่ายศัตรูให้ได้ ต้องทำโต๊ะทราย หรือแผนผังค่ายศัตรู ที่ระบุกำลังทุกชนิดของศัตรู การรู้จำนวนพลรบ ความเคลื่อนไหวเวรยาม ส่วนรูปแบบการจัดกำลังไฟ ที่มักจะใช้ได้ผลในการจู่โจมตี คือ การรวมกำลังไฟ ที่เหนือกว่าเจาะทำลายตรงจุดที่ แข็งแกร่งที่สุดของค่าย และ ขยายผลออกด้านข้าง กับอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ใช้กำลังรบที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะ เล็ดรอดลึกเข้าไปข้างในค่ายศัตรู  ประสานการโจมตีจากข้างนอก และการ ระเบิดออกจากด้านใน

จะศึกษากันรอบด้านอย่างไรก็ตาม บรรดาสหาย กองร้อยการเมืองการทหาร ล้วนตระหนักดีว่า นี่เป็น การซ้อม การซ้อมรบ ล้วนกำหนดสถานการณ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ ส่วนการรบจริงนั้นแตกต่างกัน มีสถานการณ์ ที่กำหนดไม่ได้เกิดขึ้นมากมาย

C

top

**เทศกาลลำเลียง

หน้าหนาวต่อหน้าร้อนปี 2522  ความขัดแย้ง ระหว่างสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และสาธารณะประชาชนเวียดนาม ที่ปะทุเป็น สงครามสั่งสอนและ......

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เลือกที่จะ สนับสนุนประเทศจีน อย่างเปิดเผย ในขณะที่ สาธารณะรัฐประชาชนลาวสนับสนุนเวียดนาม ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง การพัฒนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนดีขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งที่จีนดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการส่งกำลังบำรุงให้กัมพูชา เพื่อต่อสู้กับสงครามรุกรานของเวียดนาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันที คือ การสนับสนุนจากแนวหลังทั้งหมด ลดลงอย่างฮวบฮาบ และมีเวลาจำกัดในการ ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจะปรับเปลี่ยนรับมือ  ทั้งยังมิต้องกล่าวถึง ความร้าวลึกภายในพรรค ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้า และ ปะทุออกมากขึ้นหลังจากกรณีนี้ ในวงกว้างภายในเขตป่าเขา เรียกกันทั่วไปว่า ความขัดแย้ง ในกรณี ทฤษฎี 3 โลก กับการปฏิวัติไทย” 

การถกเถียง หรือ อภิปรายทฤษฎี 3 โลกกับการปฏิวัติไทย ของ ผู้ปฏิบัติงานมีไม่มาก และไม่เข้มข้นเท่าใดนัก  จะมีอย่างเข้มข้นก็เฉพาะในกลุ่มของสหายปัญญาชน แต่ก็ยุติในระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกับการยึดถือคำชี้แนะ ของศูนย์กลางพรรค กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร มีภารกิจเฉพาะหน้าที่ทะลักล้นมาจากแนวหลัง

ปัจจัยพื้นฐาน ก็คือ เส้นทางลำเลียง และ สำนักต่าง ๆ ในลาว และ ไกลไปถึงจีนต้องเร่งรีบสลายตัว งานลำเลียงและรับส่งสหายจากแนวหลังเป็นภารกิจที่กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ 2 ปฏิบัติเป็นประจำ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้การสำรวจและตัดเส้นทางเส้นใหม่ เพื่อให้สามารถเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้นระหว่าง ต้นทางในลาว คือ กอนตืน ปลายทางในไทย คือ สำนักพลาธิการใหญ่บนเขาภูชายแดน

การลำเลียงที่แก่กล้ามากที่สุดครั้งหนึ่ง ก็คือ ไป-กลับในวันเดียว ทั้งนี้ตามปกติแล้วไปลำเลียงริมโขงจะค้างคืนที่สำนักกอนตืน 1 คืน เช้ารุ่งขึ้นค่อยเดินทางกลับ รูปการ ก็คือ กินอาหารเช้า เดินทาง พักกลางทางกินอาหารกลางวัน ถึง กอนตืน กินข้าวเย็น จัดของเข้าเป้หลัง, นอน ตื่นเช้ากินอาหารเช้า ห่อข้าวไปกินกลางวันกลางทาง ถึงปลายทางบ่ายสี่โมงกว่า กินอาหารเย็นและเดินกลับโรงเรียน เมื่อใช้เวลา 1 วัน ไป-กลับในการลำเลียง อันเป็นผลจากเส้นทางที่สั้นลงอ้อมทางน้อยลงและพละกำลังที่อยู่ตัวมากขึ้น จึงเป็นออกเดินทางแต่เช้ามืด พักกินข้าวเช้ากลางทาง ถึงกอนตืนจัดของเข้าเป้ออกเดินทาง พักกินข้าวกลางวันกลางทาง และถึงสำนักพลาธิการใหญ่ประมาณ โมงเย็น ของที่ลำเลียงในระยะหลังเป็นอาวุธเครื่องกระสุนและเวชภัณฑ์ กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร มีการประชุมชี้แจงปลุกระดม ให้เห็นถึงภารกิจที่สำคัญ ต่อการปฏิวัติไทยด้วยสองบ่าสองขา ลำเลียงสนับสนุนแนวหน้า ถือว่าเป็นการฝึกฝนทางการทหารรูปแบบหนึ่ง ระหว่างการลำเลียงมีการมอบกระสุนจริงให้ผู้หมู่ รองผู้หมู่ และ นักรบที่มีประสบการณ์  มีการวางแผนสู้รบหากมีการปะทะกลางทาง ทั้งหมดนี้มอบหมายให้ผู้กอง ผู้หมวดและผู้หมู่ของนักเรียนวางแผนและนำขบวนทัพลำเลียง คณะครูการเมืองการทหารที่ร่วมไปด้วยทำหน้าที่ที่ปรึกษา

การลำเลียงมีชุกที่สุด แทบจะเป็นวันเว้นวันทีเดียว ระหว่างเดือนเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ปี 2522 กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร ได้กลายเป็นกองร้อยลำเลียงไปในตัว แต่บรรยากาศโดยรวม ยังกล่าวได้ว่า จิตใจสู้รบยังดำรงกระแสสูง จิตใจที่มุ่งมั่นจะพึ่งตนเอง ได้รับการปลุกเร้า อย่างต่อเนื่อง  สหายนักรบจากภาคใต้ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอด เรื่องราวของเขตงานภาคใต้ ที่สามารถดำรงอยู่ และขยายตัวท่ามกลางการล้อมปราบ อย่างต่อเนื่องโดยปราศจากแนวหลังให้พึ่งพิง สหายมากหน้าหลายตา อาทิ หน่วยศิลป์, หน่วยฉายภาพยนตร์ บางส่วนของสหายนำระดับสูง, บางส่วนของหน่วยรบและหน่วยสื่อสารพิเศษเดินทางผ่านเขต 8 และมีบางส่วนที่พักแวะที่กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินการปฏิวัติประเทศไทยต่อไป แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีการสนับสนุนจากพรรคพี่ พรรคน้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีกต่อไป

top

**ไฟไหม้โรงเรียน เชื่อว่าลาวเผาไล่

หน่วยงานต่าง ๆ  ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตลาว มีความตึงเครียดมากขึ้น  กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร ที่เคยส่งสหายไปแนวหลัง  กลายมาเป็น การรับสหายจากแนวหลังพร้อม ๆ กับการลำเลียง ข่าวคราวอย่างไม่เป็นทางการ แว่วสู่หูสหายไปทั่ว จีนจะตัดความช่วยเหลือ พรรคคอมมิวนิสต์ไทย เพื่อแลกกับ การช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา พรรคลาวเลิกการสนับสนุนพรรคไทย เพราะพรรคไทยไปเข้าข้างพรรคจีน ในขณะที่พรรคลาวเข้าพวกกับพรรคเวียดนาม ไม่เพียงแต่ควันไฟจากการเผาไร่ ต้นปี 2522 จะปกคลุมไปทั่วภูสูง ทั้งฝั่งลาวและฝั่งไทย ควันหลงจากสงครามจีน สั่งสอนเวียดนาม ก็ปกคลุมพื้นที่ ตั้งแต่ภูชายแดนถึงกอนตืนริมโขงด้วย โรงเรียนการเมืองการทหารกลายเป็นเป้านิ่ง...

ประการหนึ่ง เป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ในดินแดนลาว ประการหนึ่ง เป็นโรงเรียนการเมืองการทหาร ที่มีหน้าที่อบรมบ่มเพาะนักปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันเอง ย่อมรู้ถึงความสำคัญของหน่วยงานประเภทนี้ โรงเรียนตระเตรียมโยกย้าย และประวิงเวลากับทางแขวงคำม่วน ของลาวให้นานที่สุด เพื่อประโยชน์ในการลำเลียง   จนถึงนาทีสุดท้าย   เพราะจากที่ตั้งของโรงเรียน  ทำให้สามารถลำเลียง ปัจจัยต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น ไฟป่าจากการเผาไร่ รุมล้อมโรงเรียนอีกเช่นเคย  การดับไฟป่าเป็นเรื่องปกติ  แนวกันไฟจากการขยายทางเดินให้กว้างขึ้น และบางแห่งก็ ชิงเผาทำลายเชื้อไฟเสียก่อน ทำให้มั่นใจได้ ว่า ตัวโรงเรียน ะปลอดภัยจากไฟป่า แต่เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น....เกิดไฟลุกไหม้ขึ้น โดยข้ามแนวกันไฟเข้ามา และปิดล้อมโรงเรียนแทบทุกด้าน

เวรกองร้อย     นักเรียนการเมืองการทหาร  เป่านกหวีดฉุกเฉิน ตอนใกล้บ่ายโมง  ตามปกติเป็นเวลา ที่กองร้อยส่วนใหญ่ จะหลับพักผ่อนตอนกลางวัน แม้จะมีกำลังพล 100 ชีวิต แต่สิ่งที่สามารถรักษาไว้ได้ จากไฟป่าไหม้โรงเรียน มีเพียง โกดังข้าวสาร........ โกดังสัมภาระ, โกดังอาวุธ และบ้านพัก ครูชาย ครูหญิง บ้านหลังอื่น ๆ วอดไปกับไฟป่า  สัมภาระส่วนตัว เนื่องจากมีการตระเตรียมกันล่วงหน้าและฝึกซ้อมเป็นประจำ จึงแทบไม่มีสัมภาระส่วนตัว ของสหายคนไหนสูญเสียไปกับเปลวไฟ ส.ระพินทร์ ส.สิทธิ์ ส.เล่าเม็ง และ ส.เที่ยง คณะครูการทหาร นำสหายจำนวนหนึ่ง แยกย้ายสำรวจรอบโรงเรียน สหายส่วนอื่นอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมสู้รบ หลักฐานเท่าที่ปรากฏ มีรอยเท้าในที่ ๆ ไม่ควรมี จนทำให้ เชื่อได้ว่า ลาวเผาไล่!

top

**เดินทางฉุกเฉิน

กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เคลื่อนทัพทันที และเป็นครั้งแรก ที่มีความตื่นเต้นตึงเครียดในการเดินทาง มีการจัดกำลังพิเศษ ประกอบด้วยสหายเก่าในเขตงาน และสหายนักรบจากภาคใต้ ในสภาพเตรียมรบเต็มอัตราศึก ลาดตระเวนและตรึงกำลังป้องกันโรงเรียน

หน่วยรบส่วนหนึ่ง ส่งไปตรวจสอบพื้นที่ เพื่อดูแล และรักษาความปลอดภัย ระหว่างเดินทางกลับเขตไทย การเดินทางขึ้นภูชายแดน เพื่อตัดลงภูเซี่ยงเมี่ยง วันนั้น มีหน่วยลาดตระเวนล่วงหน้า มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ไปตระเตรียมที่พักในฝั่งไทย มีกองกำลังคุ้มกันหัวขบวน จัดกำลังคุ้มกันขบวนตอนกลาง และมีหน่วยป้องกันระวังท้าย

สหายในกองร้อย นักเรียนการเมืองการทหาร ทุกคน ได้รับการแจกกระสุนจริง เท่าที่จะรับน้ำหนักไหว รวมไปถึงปืนกลเบา ประจำกองร้อย ก็บรรจุกระสุนเตรียมพร้อม ด้านหนึ่ง เพื่อพร้อมสู้รบ อีกด้านหนึ่ง เป็นการลำเลียงเที่ยวสุดท้าย  และสหายบางหมู่ ที่แข็งแรงและเดินเร็ว ได้ลำเลียง 2 เที่ยวด้วยกัน .....ส.สรรค์ ฝ่ายนำของโรงเรียน ยืนยันที่จะรั้งท้ายสุด แม้ว่าฝ่ายการทหาร จะบอกให้ล่วงหน้าไปก่อน....

ความขัดแย้งระหว่างพรรคไทยกับพรรคลาวยังไม่ได้เป็นความขัดแย้งที่เป็นศัตรูต่อกัน ด้านหนึ่ง เราต้องเตรียมพร้อม แต่อีกด้านหนึ่ง เราต้องแสดงความกล้าหาญ  แต่ไหน ๆ ก็เป็นดินแดนของเขา เมื่อเขาไม่ต้องการให้เราอยู่ เราก็ต้องไป

อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมได้ดำเนินการต่อเนื่อง แม้ว่ากองร้อยนักเรียนการเมืองการทหารและผู้ปฏิบัติงานโรงเรียนทั้งหมด จะข้ามภูชายแดนกลับมาฝั่งไทยแล้ว ส.โนรี และ ส.บุญมา ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ ในการนำกำลังเฝ้าเส้นทางจากภูชายแดน ประกอบด้วย  กำลังรบประจำที่มั่นครั้งละ 3 คน มี อาวุธหลัก คือ ปืนกลเบาอาร์พีจี และ อาก้า ประจำจุดกิ่วภูชายแดน อันเป็น ตำแหน่งสะกัดอย่างได้ผล โดยไม่ต้องใช้กำลังมาก เนื่องจากเป็น ทางเดินขึ้นภูแคบ ๆ  ขนาบข้างด้วยผาชัน

การตระเตรียม เช่นนี้ เป็นการป้องกันไว้ล่วงหน้า ถ้าหากมีการ ตามตี จากทางลาวเกิดขึ้น ในขณะที่ ส.เล่าเม็ง รับหน้าที่สำรวจที่ตั้ง โรงเรียนการเมืองการทหาร ในไทยอย่างเร่งด่วน ในวันรุ่งขึ้น ปากประบอกปืน จำเป็นต้องหันไปสู่แนวหลัง แต่ไม่มุ่งหวัง ว่า จะเกิดแนวรบ มีการปะทะกันขึ้น นอกจากนี้ ที่พักชั่วคราวก็จัดวางเวรยาม อย่างเข้มงวด มากกว่าปกติ เวรยามทุกคน  ได้รับการย้ำเตือน ว่า มิใช่การซ้อม แต่เป็นปฏิบัติงานจริง และจัด คณะครูกับผู้ปฏิบัติงานโรงเรียน อยู่ร่วมเวรยาม กับกองร้อยนักเรียนด้วย สหายบางคน เหมือนกับจะพึ่งรู้สึกว่า อยู่ในภาวะสงคราม เป็นครั้งแรก!!

top

**สร้างโรงเรียนการเมืองการทหารในไทย

ค่ำคืนอันระทึกก็ผ่านไป สำนัก 20 ตั้งที่พักอยู่คราว    อยู่บนภูเซี่ยงเมี้ยงสัก 2 อาทิตย์ ระหว่างนั้น   ก็หาที่ตั้งสำนักใหม่ ชัยภูมิระหว่างลำห้วย 2 ตัว มีต้นไม้ใหญ่น้อยหนาทึบ มีแนวเขาล้อมรอบ เป็นลักษณะหุบเขาแคบ ๆ ที่ยากต่อการดิ่งทิ้งระเบิด จากเครื่องบิน หรือกระสุนปืนใหญ่ตกใส่..... โรงเรียนการเมืองการทหาร ในฝั่งไทยของ เขต 8 ปลูกสร้างขึ้น อย่างเร่งด่วน และทยอยย้ายกำลังลงจากที่พักชั่วคราว บนภูเชี่ยงเมี่ยง ที่ตั้งโรงเรียน อยู่ระหว่าง หมู่บ้านภูเซี่ยงเมี่ยงและภูกระโหล่ง กำลังพลที่สร้างโรงเรียน เป็น กองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่ 2 บางส่วน ผสมกับสหาย ที่จะมาเข้าโรงเรียนใน รุ่นที่ 3 .....พิธีการเข้าแถวส่งสหาย ไปประจำยังหน่วยงานต่างๆ ของกองร้อยนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่ 2 จัดจัดขึ้น ณ ที่พักชั่วคราว ริมภูชายแดนฝั่งไทย นั่นเอง ได้ผลทั้งการกระจายคนออกไป และส่งผู้ปฏิบัติงาน ที่จบการศึกษาแล้ว ไปศึกษาการปฏิวัติ จากสถานการณ์จริง

โรงเรียนการเมืองการทหาร เป็นรูปร่างมากขึ้น แต่เมื่อย้ายมาอยู่ฝั่งไทย  สหายทุกคนได้รับการย้ำเตือน ในเรียกขาน ระหัสหน่วยงานแทนชื่อหน่วยงาน อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพราะโรงเรียนการเมืองการทหารทุกแห่ง ในฐานที่มั่น เป็นเป้าหมายทางการทหาร อันดับแรก ๆ ในการทำลาย ของฝ่ายตรงข้าม

หน่วย 20 (สองศูนย์หรือโรงเรียนการเมืองการทหาร) ในเขตไทย ด้านลำห้วยใหญ่ประกอบด้วย บ้านสหายหญิง 3 หลัง และโรงอาหาร  ส่วนที่ใกล้กับห้วยบรรจบกัน เป็นบ้านพักสหาย ที่มีครอบครัวอาทิ ส.น้าพัน ส.เพียงใจ เป็นต้น ข้ามห้วยเล็กจะที่ราบแคบ ๆ ติดเขาสร้างโกดัง โรงหมอ  ย้อนทวนห้วยเล็กขึ้นมา เป็นบ้านพักครูชาย บ้านพักสหายนักเรียนชาย เลยขึ้นไปเป็นครกน้ำตำข้าว ระหว่างกลางของกลุ่มบ้านหมู่ทหารไต่ขึ้นสันเนินเตี้ย ๆ เป็น โรงเรือนผ่าตัด และ บ้านพัก .พลีและครอบครัว หน่วยงาน 20 ตั้งแต่อยู่ฝั่งลาวก็มีภารกิจ 2 ประการ อย่างแรก เป็นที่ตั้งโรงเรียนการเมืองการทหาร อย่างที่สอง เป็นหน่วยงานสำหรับครอบครัวทหารมารวมกัน ดังนั้น  จึงมีบ้านหลังเล็ก ๆ หรือบ้านครอบครัว   อยู่ร่วมด้วย

ความเปลี่ยนแปลง ด้านบุคลากร สำหรับโรงเรียนการเมืองการทหาร รุ่นที่ 3 ก็คือ คณะครูส่วนใหญ่ ย้ายไปประจำกองทหารหลัก 85 ได้แก่ ส.โนรี, .บุญมา, .หาญ และ ส.หมอวิรัตน์ ส่วน ส.ระพินทร์, .เที่ยง ย้ายไปประจำเขตงานใหม่ที่แตกเสียงปืน ส.สอน รับหน้าที่เป็นครูการทหาร ส.สุแสง ยังเป็นครูการเมือง ส.น้ำเหล็ก ย้ายไปทำงานอำนาจรัฐ แต่ยังพักอยู่กับหน่วย 20 สหายสมา เป็นเจ้าสำนักหน่วยงาน 20 ในเขตไทยอยู่ก่อนลงกรุงเทพฯ รักษาตัว ทางจัดตั้งมอบหมายให้ .สมหวัง ที่บรรดาสหายทั้งหลายเรียกว่า พ่อสมหวัง เป็นเจ้าสำนักต่อ, คำเรียกเจ้าสำนัก ใช้กับสหายที่ดูแลรับผิดชอบ หน่วยงานแต่ละแห่ง โดยเรียกสำนัก และตามด้วยระหัส อาทิ สำนัก 20 สำนัก 65 เป็นหน่วย มีแต่กองทหารที่ไม่ใช้คำว่าสำนัก

รุ่นที่ 3 เปิดเรียน ประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2522 ระหว่างศึกษา มีโอกาสจัดงานวันที่ 7 สิงหา วันแตกเสียงปืน การศึกษาใช้เวลาสั้นลงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์สู้รบที่เข้มข้นขึ้น ในขณะเดียวกันที่ตั้งของ หน่วยงาน 20 ก็มีโอกาสเป็น ศูนย์กลาง รับหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ หน้าที่ผลิตสื่อ ขึ้นมาชดเชยกับการที่ สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย ที่ต้องปิดตัวลงเพราะทางจีนเลิกสนับสนุน แต่การปฏิวัติ และการสู้รบที่ปฏิวัติ มิอาจจะขาดงานโฆษณาได้…..

top

*“ "ไฟเหนือ”

จัดตั้งเขต หรือ เลขาธิการพรรคประจำเขต 8 .เล่าเต้ง หรือ กล่าวรวม ๆ ก็คือ คณะกรรมการพรรค เขต 8 ซึ่ง น่าจะมี ส.เล่าเต็ง, .เล่าวิทย์.สรรค์, .เล่ามา  เป็นต้น มีมติให้จัดทำหนังสือ "ฟเหนือ" โดยมอบหมายให้ ส.สรรค์ รับผิดชอบ

ทีมงานไฟเหนือประกอบด้วย ส.นิจ เป็นหัวหน้าหน่วย  สหายร่วมทีมประกอบด้วย ส.ธรรม, ส.รื่น, ส.ฝน และ ส.สมชาย   ไฟเหนือ เป็นวารสารอัดสำเนาที่เป็นงานโฆษณาด้านกว้าง แก่ สหายนักรบ ผู้ปฏิบัติงาน  ทั้งในฐานที่มั่น และเขตงานใหม่

นอกจากนี้ ทางฝ่ายนำพรรค ใน เขต 8 ยังได้     เสริมงานพัฒนาอำนาจรัฐขึ้น งานส่วนนี้ ส.สรรค์ ดูแลอีกเช่นกัน โดย จัดทีมผสม ระหว่าง ส.ที่ราบชาวนา-นักศึกษา และ ส.ม้ง ร่วมกันทำงาน ส.นำ และ ส.รับผิดชอบ คือ ส.สรรค์ คณะทำงานประกอบด้วย   ส.เพลิง เป็นสหายเก่าแก่ ของ เขต,  ส.โรจน์  ที่นิยมเรียกกันว่า หมอโรจน์, .น้ำเหล็ก, .หล้า.ประโยชน์  เป็นต้น ภาระหน้าที่ของหน่วยงานที่เรียกสั้น ๆ ว่า อำนาจรัฐ ก็คือ สร้างความมั่นคงให้ฐานที่มั่น สร้างความกลมเกลียวระหว่างทหารกับประชาชนในฐานที่มั่น...... ขณะเดียวกัน โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ที่ตั้งขึ้นในฝั่งไทยก็เริ่มเปิดสอนรุ่นที่ 3 และ เป็นรุ่นที่ มี สหายม้ง เข้าร่วมการศึกษาด้วยประมาณ 2 หมู่หญิง 1 หมู่ ชาย 1 หมู่ สหายม้ง ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานและเครือญาติของสหายเก่าในกองทัพและหน่วยงานต่าง ๆ

top

 

**นักเรียนม้งอีกรุ่น

 

ในขณะที่สหายที่ราบ ทยอยขึ้นมาศึกษาเล่าเรียน การเมืองการทหาร หรือขึ้นมาร่วมการฝึกสู้รบ กับกองทหารหลัก  กลับปรากฏว่า ทหารจากประชาชนม้งลดน้อยลงอย่างมาก การสร้างโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหารุ่นที่ 3 หรือรุ่นแรกในฝั่งไทยจึงเป็น เงื่อนไขหนึ่งที่ทาง จัดตั้งและ หน่วยงานอำนาจรัฐใช้ระดมเยาวชนม้งเข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร.....ปรากฏว่าลูก ๆ หลาน ๆ ของฝ่ายนำทั้งภาคกองทัพและหน่วยงานอำนาจรัฐรวมถึงสภาประชาชน ได้รับการปลุกระดมมาเข้าโรงเรียน ส่วนประชาชนทั่วไปไม่ค่อยนิยมส่งบุตรหลายมาเข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร เหตุผลร่วมกันประการหนึ่งคือ แทบจะทุกครอบครัวล้วนประสบความเสียหายจากสงครามที่รบกันมาต่อเนื่องยาวนานนับ 10 ปี.....

ตั้งแต่แตกเสียงปืน ประมาณปี 2509  นับถึงปี 2522 เท่ากับ 13 ปี โดย5-6 ปีแรก ที่ยังไม่สามารถยันการล้อมปราบได้ อยู่และสร้างเป็นฐานที่มั่นได้ การสู้รบหนักหน่วง ประชาชนและกองทหาร ต้องเคลื่อนย้ายแทบจะตลอดเวลา หลังจากสู้รบต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี  ถึงจะพอปักหลักปักฐานได้

ลูก ๆ หลาน ๆ ในฐานที่มั่น ที่มาเรียนในโรงเรียนการเมืองการทหาร รุ่นนี้ อายุค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับรุ่นที่ แม้จะอายุน้อยกว่า แต่นักเรียน รุ่นนี้ ก็ยังมีความคึกคัก ที่สู้รบเต็มเปี่ยม สหายจากที่ราบ เป็นผลิตผลร่วมกัน ระหว่างนักเรียนที่จบไปรุ่นก่อน ๆ และการบุกเบิกของสหายในแนวหน้า เขตงานใหม่ ครูการทหาร อีกท่านหนึ่งเป็น ส.ม้ง ชื่อ เล่าเม็ง แต่เป็นคนละคนกับครูการทหารรุ่นที่ 1 (ไม่มีการหาเหตุผลเหมือนกันว่า ทำไม ส.ม้ง ชื่อซ้ำกันแล้ว ไม่เห็นต้องเปลี่ยนชื่อ เหมือนสหายจากที่ราบ)

 

โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา ในเขตไทย  ยังสืบต่อการทำสวนผัก โดยบุกเบิกไร่ฝิ่นเก่า ของประชาชน ค้นหาแหล่งน้ำบนที่สูงกว่าสวนผัก แล้วทำระบบชลประทานภูเขา กั้นฝายน้ำล้นเล็ก ๆ ขุดร่องน้ำ มาด้านพื้นที่สูงของสวนผัก จากนั้น ธรรมชาติของที่ลาดเอียงเชิงเขา ก็ทำหน้าที่ส่งน้ำสู่แปลงผัก แต่ละแปลง โดยทำบ่อพักน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อสะดวกในการรดน้ำผัก สวนผักแห่งนี้ ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสหาย ในหน่วย 20 ดีขึ้น  มิต้องกินแต่หน่อไม้ ผักกาดม้ง และฟักเขียว การเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูดำเนินต่อไปสหายแม่ลูกอ่อนหรือ  สหายหญิง ในบ้านครอบครัว เป็นหน่วยงานที่ดูแลการผลิต ทำงานพี่เลี้ยง และงานพยาบาล  สหายที่คล่องตัว ย้ายไปประจำกองทหาร หรือส่งไปเขตงานใหม่

ดังนั้นหน่วย 20 จึงเป็นหน่วยงานลูกผสม นั่นคือ เป็นที่ตั้ง ของ หน่วยงานที่ผลิตหนังสือไฟเหนือ เป็นที่ตั้งของโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา เป็นที่รวมพลสหาย ที่ทำงานอำนาจรัฐ แวะมาพักและสรุปงาน ในแต่ละเดือน หลังจากเดินทางไปทำงานมวลชนในฐานที่มั่น ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน และสำนักต่าง ๆ สุดท้ายคือ เป็นที่รวมของครอบครัวปฏิวัติ นับจากปี 2522..... สภาพการณ์เช่นนี้ของหน่วย 20 ดำเนินไปกว่า 2 ปี!

top

 

**สหายครอบครัวปฏิวัติ

 

ครอบครัวปฏิวัติ ก็คือ สหายที่เข้าป่ากันทั้งครอบครัว ที่เขต 8 มีอยู่หลายครอบครัวด้วยกัน ในส่วนที่ใกล้ชิดกับหน่วย 20 อันเป็นชื่อ ระหัสของโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหามีดังนี้ ครอบครัว .พ่อสมหวัง; .สมหวัง รับหน้าที่เจ้าสำนัก 20 อยู่ระยะหนึ่งก่อนลงแนวหน้า, มีส.เหมย(บุตรสาวผู้หมู่นักเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหารุ่นที่ 1 จบแล้วทำงานหน่วย 65 และงานเมล์, .เดือน(บุตรสาว) ทำงานพยาบาล  และ .ปรีชา(บุตรชาย) นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ 2 จบแล้ว อยู่หน่วยนา ที่บุกเบิกงานนา และเป็นสำนักทหาร ที่เฝ้าริมฐานที่มั่น ด้านภูชายแดน เลยหมู่บ้านม้งดำออกไป  .......ครอบครัว .ประชา, .ปราณี, .วิมล และ .แอ๊ด สองพ่อแม่รับ ภาระเลี้ยงหมู  ส.วิมล รับงานพยาบาล ส.แอ๊ด อยู่ หน่วยม้า ครอบครัวนี้ มาจากแนวหลัง...... ครอบครัว .น้าพัน และภรรยา ส.เหล็กกล้า ลูกชายอยู่หน่วยนา ค่อนข้างริมฐานที่มั่นตอนกลาง..... ครอบครัว .พัน ภรรยา และลูกสาวอีก ทำงาน พยาบาล (.ติ๋ม-บุตรสาว พยาบาลประจำโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา รุ่นที่ 1)..... ครอบครัว . สิน สหายขวัญ เป็นสหายนักเรียนรุ่นโรงเรียน 6 ตุลาคม อันเป็นโรงเรียนการเมืองการทหารโรงเรียนแรก ของ เขต 8 ที่ตั้งขึ้น รองรับสถานการณ์ ที่นักศึกษาและชาวนาหัวก้าวหน้า ทะลักขึ้นป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ส.สิน และ สหายขวัญ คลอดลูกคนหนึ่ง ในวันทำพิธีเปิดโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา รุ่นที่ 1

การเข้าป่าทั้งครอบครัว และ เด็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากครอบครัวสหายม้ง ในท้องถิ่น ทำให้งานใน เขต 8 มีภารกิจ ในการดูแลเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานนักปฏิวัติ และ  เพื่อส่งเสริมการศึกษาในฐานที่มั่น ทั้งประกอบกับ ....มีสหายปัญญาชนขึ้นมาบนฐานที่มั่นมากขึ้น....... งานด้านโรงเรียนเด็ก จึงได้รับการวางฐานรากปรับปรุงใหม่ ส.สรรค์ เป็นผู้รับผิดชอบดูแล ทีมงานประกอบด้วย .หล้า, .หลิว, .ลอยน้ำ, .บัว และ .วิมล ที่เป็นทั้งครูและพยาบาล  เป็นต้น

ที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลด้านภูชายแดน .....อยู่ระหว่าง 2 หมู่บ้าน ห้วยหาญ กับ ห้วยคื้อ เพื่อสะดวกในการเดินทางมาเรียนของนักเรียน ทางอีกปีกหนึ่งของฝั่งภูชายแดน อันเป็นหมู่บ้านม้งดำ หน่วยงานที่ด้านนั้นรับผิดชอบในการสอนหนังสือเยาวชนม้งด้วย โดย .ปรีชา รับผิดชอบการสอน การเปิดโรงเรียนดังกล่าว รับลูกหลานประชาชน ในฐานที่มั่นเข้าศึกษาด้วย และ เป็นกิจกรรมของฝ่ายทหาร ที่ได้รับการตอบสนอง จากมวลชนในฐานที่มั่น ค่อนข้างสูง  มวลชนม้งในฐานที่มั่น ล้วนแต่อยากให้บุตรหลานของตนเอง อ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขได้ มิใช่แค่อ่านออกเขียนได้ ........การเรียนการสอน มีเด็กส่วนหนึ่ง พักที่โรงเรียนคล้ายโรงเรียนประจำ ส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานครอบครัวปฏิวัติ นักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ไปเช้าเย็นกลับ โรงเรียนอนุบาลฝั่งภูชายแดน จะอยู่ใกล้กับ โรงหมอหรือโรงพยาบาล ฝั่งภูชายแดน ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาประชาชน และ เป็นจุดแวะพักแรม จุดประสานงาน ของ หน่วยงานอำนาจรัฐ ด้วย นอกเหนือจากจุดรวมใหญ่ที่หน่วย 20

top

**ภัยธรรมชาติ

การอยู่อาศัยในป่าเขา มักจะประสบกับ ภัยธรรมชาติอยู่เนือง ๆ ที่บ่อยครั้ง คือ น้ำป่า หลายครั้ง ที่การเดินทาง ต้องติดค้างกลางทาง เพราะน้ำป่าไหลบ่า ไม่สามารถฝ่าข้ามน้ำเชี่ยวได้ หากน้ำไม่เชี่ยวมากนัก หรือความเชี่ยวอยู่ในทิศทางที่ลดน้อยลง และคณะเดินทางมีหลายคน ก็จะใช้วิธีขึงเชือก เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวข้ามลำธารเชี่ยว บางทีอาบน้ำอยู่ดี ๆ ได้ยินเสียงโครมครามครืน ๆ มาแต่ไกลก็ต้องรีบขึ้นจากน้ำ เพราะเป็นเสียงน้ำป่า ไหลบ่าลงมา ในป่าต้องชำนาญการดูฟ้าดูฝน คาดคะเนว่าจะเกิดน้ำป่าหรือไม่  ตำแหน่งที่พักชั่วคราว หรือตำแหน่งที่ตั้งบ้าน ต้องปลอดภัยจากน้ำป่าหลากท่วม พายุฝนลมร้าย ยังไม่เคยมีเภทภัยเกิดขึ้น แต่ก็เป็นภัยธรรมชาติ ที่ต้องหลบให้ดี ซึ่งปกติแล้วก็จะมา พร้อมกับน้ำป่า  นอกจากนี้ยังมี ดินถล่ม อันเป็นปกติของป่าเขาต้นน้ำ ที่เวลาฝนตกหนักดินริมลำธารจะถล่มลงห้วย จนเป็นสีแดงเถือก หรือสีเหลืองขุ่นคลั่กแล้ว แต่สีของดินที่ถล่มลงไป นอกจากนั้นยังมี...... ต้นไม้ใหญ่เล็กพุ่งทะยานเร็วแรงตามสายน้ำ

ภัยธรรมชาติ กลายเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ปิดฉากที่ตั้งโรงเรียนการเมืองการ 7 สิงหาเขตไทย เมื่อการศึกษาของ รุ่นที่ 3 ใกล้จบ เรื่องของเรื่อง ก็คือ มีพายุพัดต้นไม้ใหญ่ ในบริเวณโรงเรียนโค่น ทับโรงอาหาร มีสหายหญิงที่ทำหน้าที่หุงหาอาหาร 4 คน เสียชีวิต และที่ตั้งโรงเรียนมีโอกาสเสียลับ จากการตรวจการณ์ทางอากาศ ด้วยเครื่องบินสอดแนม เพราะต้นไม้เล็ก ๆ อีกหลายต้นถูกไม้ต้นใหญ่ถล่มใส่โค่นลง  ดินโคนต้นไม้สีแดงเถือกเห็นแต่ไกล

แผนย้ายที่ตั้งกระทันหัน....เริ่มขึ้น! แม้ว่ากระทันหัน แต่ก็ใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากกำลังคนมีน้อย และต้องเลือกที่ตั้ง ที่ไม่ใกล้หมู่บ้านประชาชนมากเกินไป โรงเรียนการเมืองการทหาร สิงหาแห่งใหม่ ขยับห่างภูเชียงเมี่ยงไปอีก ข้ามภูกะโหล่งไป ที่ตั้งใหม่ อยู่ระหว่างหมู่บ้านม้งขาวภูกะโหล่งกับม้งดำภูชายแดน

ลักษณะของภูที่ตั้งของหน่วย 20 แห่งใหม่ ต้องกระจายบ้านพอสมควร เริ่มจากเส้นทางไปหมู่บ้านม้งดำ เป็นลำห้วย 2 ตัวมาบรรจบกัน ตัวหนึ่งสร้างครกน้ำตำข้าว ห้วยอีกตัวหนึ่งเป็นกลุ่มโรงอาหาร และบ้านพักหมู่ทหารหญิง เลยมาทางเส้นทางที่เดินขึ้นภูกะโหล่ง เป็นบ้านพักสหายชาย มีลำห้วยเล็ก ๆ อีกตัวหนึ่งให้สหายชายอาบน้ำ มีโกดังขนาดใหญ่มาก เป็นที่รวมสิ่งของต่าง ๆ ที่ผู้คนจากแนวหลังมาปลดทิ้งไว้ก่อนเดินทางลงที่ราบ ข้ามห้วยตัวเล็กไปเป็นโกดังอาวุธปืน กระสุน และระเบิด

ที่ตั้งใหม่ของ หน่วย 20 บทบาทการเป็นโรงเรียนการเมืองการทหารลดลงจนหมดภารกิจ เมื่อ ปิดการสอนรุ่นที่ 5  จากนั้นเป็นที่ตั้งของกองร้อยทหารท้องถิ่น ที่มีกำลังประมาณ  3 หมู่เป็น สหายม้งล้วน ประกอบด้วยหมู่ชาย 2 หมู่ และหมู่หญิง 1 หมู่ ส.พลี รับหน้าที่เป็นผู้กองประจำกองร้อยทหารท้องถิ่น ส.น้ำเหล็ก รับหน้าที่ผู้ชี้แนะทางการเมืองกองร้อยทหารท้องถิ่น นอกเหนือจากการทำงานอำนาจรัฐ  สหายฝ่ายนำ ที่รับผิดชอบ คือ .สรรค์ 

สาเหตุพื้นฐานที่โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหาปิดตัวลง เป็นเพราะ สถานการณ์โดยรวมของฐานที่มั่นเขต 8 ไม่เอื้ออำนวย เนื่องจาก การตัดถนนผ่ากลางฐานที่มั่น แบ่งแยกระหว่างเขตดอยยาว และภูชายแดนรุกคืบหน้าเรื่อย ๆ  จนสามารถแบ่งฐานที่มั่นออกเป็นสองส่วนได้ในที่สุด

นอกจากนั้น ปัญหาเกี่ยวกับความแตกต่างและความขัดแย้งทางความคิดในฐานที่มั่นไม่ได้คลี่คลายไป ไม่ว่าจะแสดงออกรูปธรรมที่ ประชาชนม้งไม่สนับสนุนให้บุตรหลานมาเป็นทหาร ส่งผลให้กำลังรบหลักของหน่วย 85 เป็นสหายที่ราบ......

การตั้งกองร้อยทหารท้องถิ่น ส่วนหนึ่ง ก็เป็น งานการเมืองในฐานที่มั่น และเป็นงานการเมืองกับกองทหารด้วย ทางพรรคได้เร่ง ส่งเสริมงานทหารบ้านให้เข้มแข็ง ทั้งนี้เงื่อนไขประชาชนนั้นดี มีความพร้อม เนื่องจากสหายเก่า ทหารเก่าที่เป็นสหายม้ง ลาออกจากทหารไปเป็นประชาชนปฏิวัติมีอยู่ทุกหมู่บ้าน  แต่ละคนมีประวัติการรบที่โชกโชนในสมัยต้านการล้อมปราบ

โดยรูปแบบแล้วกำลังทหารของฐานที่มั่นเขต 8 มีความเข้มแข็งมากขึ้น นั่นคือมีกองทหารหลัก 85 มีกองร้อยทหารท้องถิ่น และมีกองทหารบ้าน....... แต่ปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตก!

ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบ จาก สถานการณ์สากล ผลกระทบจาก การตัดถนนผ่ากลางฐานที่มั่น ผลกระทบจาก สหายนักศึกษาขอลาจากฐานที่มั่น

กระทั่งจากขบวนการปฏิวัติ ปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2522  มาจนถึงเดือนมีนาคม 2525 กินเวลาราว 3 ปีกว่า ก็ถึงวันที่ขบวนการปฏิวัติต้องอำลาประชาชนในฐานที่มั่นอย่างสันติ!

top

**คำขอร้องจากตัวแทนประชาชน ปลายทางคือจุดเริ่มต้น
               

หลังจาก จบนักเรียน รร.การเมืองการทหาร 7 สิงหา รุ่นที่ 5 หลังจากตั้งกองร้อยทหารท้องถิ่นแล้ว ก็น่าจะถือได้ว่า เป็นการ ปิดฉาก รร.การเมืองการทหาร 7 สิงหา แม้ว่าระหัสสำนักจะเรียก 20 สองศูนย์เหมือนเดิม แต่ฉากจบของสำนักสองศูนย์ควรเล่าให้ครบถ้วนสักหน่อย..... ทั้งนี้ที่ละเอียดยิบย่อยน่าจะมีอยู่ในบันทึกของอำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น เวลานั้นล่วงเลยมาถึงต้นปี 2525 น่าจะประมาณเดือนมกราคม ตอนนั้นมีคำถามที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับสหายที่ราบทุกคนที่มีโอกาสคุยกับประชาชน หรือคุยกับสหายม้ง คำถาม ที่เริ่มตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2524 ก็คือสหายเล่าเต็งไปไหน?”..... เนื่องจากสหายเล่าเต็งไม่ได้พบปะประชาชนอย่างยาวนานทีเดียว

แต่สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นสหายที่ราบตามสำนักต่างๆ นั้น ไม่ได้สู้ใส่ใจเรื่องนี้กันนัก อาจจะเป็นเพราะ ส่วนใหญ่ได้มีการตัดสินใจ หรือ ตัดใจกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหายที่ราบ ทั้ง .นักศึกษา และ .ชาวนา  โดยภารกิจแล้วแม้จะทราบกันดีว่า . เล่าเต็ง เป็นตัวแทนเขตไปร่วมประชุมระดับสูงกับทางพรรค (นัยว่าประชุมสมัชชาพรรค) แต่เมื่อการประชุมเสร็จสิ้น คำถามถึง .เล่าเต็ง ก็ดังขรม....

ภาพ .อาวุโส ตัวใหญ่ เสียงดัง อารมณ์ดี จมูกออกสีแดงเวลาเดินทางนั้น คุ้นตาประชาชนและสหายเก่าในฐานที่มั่น เท่ากับอายุของฐานที่มั่น  ในยามวิกฤติ และไม่มีเงาร่างของสหายท่านนี้....... แม้ .เล่าเต็ง จะมีงานปฏิวัติ ที่สำคัญเพียงใด ให้ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ยังสถานที่อื่นก็ตาม ยากที่ใครต่อใครจะทำใจ ประชาชนในฐานที่มั่นส่วนหนึ่ง พูดว่า...... พวกเหนาะ (เจ้านาย) คุยกันรู้เรื่องก็รอดตัวไป เหลือแต่พวกเราประชาชนที่ยากลำบาก

บรรดาสหายในกอง ทหารและหน่วยงานต่าง ๆ มีทั้ง กระแสข่าวและการเตรียมการจริง เพื่อสละฐานที่มั่น สถานการณ์ทางการทหาร ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเรื่องที่มองไม่ออก ในเมื่อ ประชาชนจำนวนหนึ่งในฐานที่มั่น เป็นทหารเก่าเจนศึก...... ในเวลาเดียวกัน สายลับ หรือหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยา ของ ฝ่ายรัฐบาล...ก็เร่งมือทำงานตาม นโยบายการเมืองนำการ ทหาร 66/2523..... การเจรจาระหว่างสปายสายลับ หรือหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาของรัฐบาล กับฝ่ายประชาชนในฐานที่มั่น จะมีรายละเอียดอย่างไรไม่รู้แจ้ง ......แต่ตัวแทนประชาชนในฐานที่มั่น ฝั่งภูชายแดนได้มา ยื่นข้อเสนอกับ ส.สรรค์ ที่สำนัก 20....

เช้าวันนั้น ตัวแทนประชาชน ที่เป็น กรรมการอำนาจรัฐ บ้าง ทหารบ้าน บ้าง อดีตทหารเก่า และประชาชนหัวเรี่ยวหัวแรง ประมาณ 18-19 คน มีบางคนถือปืนมาด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะทหารบ้าน หรือแม้แต่ประชาชนไปไหนมาไหน ก็ถือปืนกันอยู่แล้ว แต่สถานการณ์ช่วงนั้น...... วันนั้น ...มันรู้สึกตึงเครียด

บ้านพัก . สรรค์ วันนั้น มี ลุงสรรค์, .น้ำเหล็ก, .โจม และ .ดิน รวม 4 คน เสียงขบวนประชาชนคุยกันดังมาจากเส้นทางลงภูจากด้านภูกะโหล่ง แม้ยังฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ดูร้อนรนและผิดปกติ เมื่อกลุ่มประชาชนมาถึงสำนัก 20 และเข้าในบ้านพัก .สรรค์ ยังคุยมีการคุยกันดังไม่ได้ศัพท์ (ประชาชนม้งเถียงกันในภาษาม้ง) ตัวแทนประชาชนเหล่านี้ประกอบตัวกรรมการหมู่บ้าน แก่นแกนทหารบ้าน ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันจากหมู่บ้านภูชายแดนทั้งหมด ในกลุ่มประชาชนดังกล่าว จะมี คนหนุ่มบ้างก็ส่วนน้อย...... .สรรค์ เรียกตัวแทนของตัวแทนประมาณ 4-5 คน แยกไปคุยต่างหากที่ด้านหลังบ้านซึ่งมีโต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้ไผ่......ประชาชนส่วนที่เหลือ นั่งคุยกับสหายน้ำเหล็กในบ้าน.....สถานการณ์ตึงเครียดพอควร.... ส.ดิน ฉวยเป๊อะขึ้นหลังบอกว่าจะไปเก็บผัก และ แยกตัวออกจากบ้านพักพร้อมอาก้าประจำตัว ซองกระสุนเต็มพิกัด อันเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่เมื่อออกไปเก็บผัก แต่ ส.ดินไปหยุดอยู่แค่โรงหมอ ห่างสัก 30 เมตรที่อยู่เหนือกว่าบ้านพัก ของ สหายสรรค์ เฝ้าดูเหตุการณ์..... ตอนนั้นสหายในสำนักบางส่วนเริ่มมาที่โรงหมอ เนื่องจากสงสัยเสียงที่ดังมากของประชาชนก่อนที่จะมาถึงสำนักแล้ว ส่วน ส.โจม ที่อยู่เตียงนอนอีกด้านหนึ่ง จัดแจงเตรียมอาก้าและซองกระสุนเหมือนจะออกไปนอกสำนัก และต้องตรวจสอบอาวุธปืนเพื่อความรอบคอบ ตำแหน่งนั้นยังอยู่ในบ้าน แต่เป็นด้านนอกวงสนทนา

.น้ำเหล็ก ตอนนั้นทั้งทำงานอำนาจรัฐและรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าสำนัก 20 อีกงานหนึ่งจึงทำหน้าที่ รับแขกด้วยหลายคนก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี อย่างไรก็ตามการที่เป็นเจ้าสำนักจึงได้ปืนสั้นอีก 1 กระบอก แต่ปกติไม่ได้คาดซองปืนสั้น ใช้แต่ปืนอาก้า วันนั้นเมื่อได้ยินเสียงไม่ปกติดังกล่าว จึงเอาปืนสั้นขึ้นลำลดนกและเซฟไกไว้ เหน็บซ่อนใต้เข็มขัดดึงเสื้อออกนอกกางเกงมาปิดไว้......

ถ้าสหายที่ราบย้ายออกจากฐานที่มั่นช้า พวกเราประชาชนจะจับตัวส่งรัฐบาลนี่เป็น ภาษาไทย ที่ดังโฉ่งฉ่างของกรรมการหมู่บ้าน ใจร้อนคนหนึ่ง และ เป็นประโยคที่ชัดเจนที่สุดใน การเจรจาระหว่าง ส.สรรค์ กับ ตัวแทนของตัวแทนประชาชน ทั้งยังเป็นประโยคเดียวกันกับที่ ส.น้ำเหล็ก ต้องสนทนาต่อเนื่องในการ รับแขกด้วยเช่นกัน คำพูดที่ดังเช่นนี้นั้น ส.โจม ที่อยู่อีกด้านหนึ่งนอกวงสนทนาหรือ "วงล้อม" ก็ได้ยิน พอดีเป็นจังหวะที่ ส.โจม ขึ้นลำปืนอาก้าพร้อมกับคว้าลูกกระสุนที่ดีดออกมาอย่างว่องไว้ไม่ให้ตกพื้นดิน การทำเช่นนี้ดูเหมือนเป็นการตรวจสอบการทำงานเพราะปืนขึ้นลำมีกระสุนพร้อมยิงอยู่แล้ว แต่ทหารย่อมรู้ทางทหารด้วยกันดี ใครจะยอมให้จับตัวเป็น ๆ !!!

.น้ำเหล็ก ขยับตัวให้ขาติดพื้นมากขึ้น พร้อมถีบตัวไปยังทิศทางที่ต้องการ แขนข้างซ้ายกดติดชายเสื้อพร้อมรั้งให้ร่นไปข้างหลัง เพื่อมือขวาดึงปืนจากเอวด้านซ้ายได้สะดวก เนื้อเหล็กจาก เค.54 ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก ไม่ว่าทางจัดตั้งจะมีข้อตกลงอย่างไร ก็ต้องใช้เวลา การเร่งรีบเกินไปไม่มีประโยชน์ต่อสถานการณ์เวลานี้ สหายน้ำเหล็ก สบตาประชาชนแน่วนิ่ง ก่อนพูดต่อ ยิ่งในภาวะเช่นนี้แล้วควรจะต้องฟังคำแนะนำของทางจัดตั้ง ผมเชื่อว่า จะมีการปรึกษาหารือหาทางออกที่ดีได้เป็นการสนทนาประวิงเวลา ของ สหายน้ำเหล็ก ที่รอให้หัวหน้าของตัวแทนประชาชนที่มาคุยกับลุงสรรค์ได้ข้อยุติที่เหมาะสม การเจรจาดำเนินไปประมาณ 20 นาที...... งานการเมืองการสนทนา ระหว่าง "จัดตั้ง" กับ ประชาชน ของ ส.สรรค์ ได้ผล ตัวแทนประชาชนเดินทางกลับไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตรมากขึ้น มิใช่เสมือนการมาขับไล่....

ผมแจ้งให้พวกเขาทราบแล้วว่า เรามีแผนการเคลื่อนย้ายกองทหารทั้งหมดออกจากฐานที่มั่น ในเมื่อประชาชนเลือกที่จะต้อนรับกองทหารฝ่ายศัตรู เราก็ต้องถอนออกนี่เป็นประโยคนำประโยคหนึ่ง ของ ส.สรรค์ ก่อนที่จะชี้แจงรายละเอียดบางส่วนเท่าที่เปิดเผยได้ น้ำเสียง ของ ส.สรรค์ มีความสะเทือนใจอย่างปิดไม่มิด นี่เป็น....ครั้งที่สอง! และ แตกต่างจากความสะเทือนใจในคราวที่ไม้ใหญ่โค่นทับ ส.หญิงม้ง ที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงในโรงครัวเสียชีวิตทันที 4 ศพ......

หลังจากนี้หน่วย 20 ก็เริ่มฤดูกาลเดินทางอีกครั้ง..... โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ เช่นเดียวกับหน่วยงานอื