Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

เรื่องเล่า /เรื่องแต่ง

[หมายเหตุ บก./ความจริงเวบไซท์นี้ ต้องการจะบันทึกแต่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ภาคประชาชน โดย นักศึกษาปัญญาชนกรรมกรชาวนา ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ /เท่านั้น?/ แต่เนื่องจาก บก. เห็นว่า ข้อเขียนนี้น่าจะมีประโยชน์พอสมควรสำหรับคนรุ่นหลัง ที่ใฝ่ศึกษาเรียนรู้ประวัติอีกหน้าหนึ่ง และอีกด้านหนึ่ง ของ ประเทศไทย  จึงขอนำข้อเขียนอันเป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ อีกที่หนึ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าของข้อเขียนจะ "ไม่ว่าอะไร" เพราะ เวบไซท์นี้ ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวอะไร และไม่ใช่ธุรกิจหวังกำไร........นอกจากกำไรชีวิตของคนรุ่นหลังที่จะผ่านประสบการณ์ "ช่วงนั้น" ด้วย  ตัวหนังสือ โดยไม่ต้องผ่านประสบการณ์จริงเช่นนั้น....ในอนาคต!/หวังว่านะ...]

หยาดน้ำตา

โดย ศรัทธา  สามแสงธรรม

http://www.thaioctober.com/yabbse/index.php?board=33;action=display;threadid=2641;start=msg31567#msg31567

 

เกริ่น  หยาดน้ำตาของคนทั่วไป  เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องเรื่องใกล้ตัว ที่มาจากความเสียใจและความดีใจ  ถ้าเป็นไปตามความปรารถนาก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่  หากไม่ได้ในสิ่งวาดหวังหรือสูญเสียของรักของหวงก็ร้องไห้ฟูมฟาย

กล่าวสำหรับคนเดือนตุลา  นับเป็นกลุ่มคนที่มีเรื่องราวให้ต้องหลั่งน้ำตามาโดยตลอด  เพราะเติบโตมาท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของความขัดแย้งทางความคิด  ในยุคที่เผด็จการครองเมือง  เยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยนั้นเป็นผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของการต่อสู้  ระหว่างปี 16 – 19 ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมตกเป็นเหยื่อการสังหารทุกรูปแบบจากอำนาจรัฐ  นักต่อสู้ที่ใสซื่อและมีเพียงสองมือเปล่า รายแล้วรายเล่าถูกตามล่า   เลือดนองทาทาบแผ่นดินไปทั่วทุกหัวระแหง  อีกส่วนหนึ่งได้อุทิศชีวิตให้กับภารกิจสงครามประชาชน  วีรชนเหล่านั้นได้เสียสละพลีร่างทับถมเพื่อปูทางไปสู่สังคมที่ดีกว่า  และทุกครั้งที่มีการพลัดพรากสูญเสีย     จะมีผู้ร่วมทางจากทั่วสารทิศหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัย  หยาดน้ำตานี้มีเพื่อผู้เสียสละ  เป็นหยาดน้ำตาใจที่หลั่งให้แม้ผู้ไม่เคยรู้จัก  เป็นหยาดน้ำตาเพื่อพิทักษ์เจตนารมณ์ของผู้ที่จากไป  เป็นหยาดน้ำตาที่ยิ่งรินหลั่งก็ยิ่งเพิ่มพูนพลังใจ

ในระหว่างวันที่ 20 – 24 ตุลาที่ผ่านมา  มีกลุ่มนักศึกษาจาก  สนนท. กว่าสี่สิบชีวิต  ใช้ภูหินร่องกล้าเป็นสถานที่จัดค่ายย้อนรอยประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย  เพื่อได้ข้อมูลจากผู้ที่เคยฝากรอยเท้าไว้แต่ครั้งเก่าก่อน จึงเจาะจงวันเวลาให้คาบเกี่ยวกับงาน “ร้อยดวงจิต  คิดถึงเพื่อน” ปี  48    ผมเป็นหนึ่งในทีมงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกลุ่มเพื่อนสามจังหวัด  ให้ทำหน้าที่พาเยาวชนคนหนุ่มสาวเที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์    และบอกเล่าเรื่องราวของคนเดือนตุลา  ตั้งแต่ถูกภัยขาวคุกคามตอนอยู่ในเมืองต่อถึงการเข้าร่วมสงครามในเขตป่าเขข้อสรุปในตอนท้ายของผมทำให้นักศึกษาคนหนึ่งถึงกับหลั่งน้ำตา...........

ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 21 ต.ค. บนภูหินร่องกล้าดินแดนที่เคยเป็นฐานที่มั่น  กองไฟในอดีตถูกจุดให้โชติช่วงเพื่อรองรับการบอกเล่าเรื่องราว  หนุ่มสาวผู้อุทิศตนคนรุ่นใหม่นั่งล้อมรอบกองไฟใจจดใจจ่อรอรับฟัง  มุมเล็กๆที่จัดให้อยู่ฝั่งตรงข้ามมี ลุง ป้า น้า อา เตรียมท่าจะถ่ายทอด  กองไฟยังคงทำหน้าที่ของมันด้วยความซื่อสัตย์  ยังส่งมอบไออุ่นในคืนหนาวเหมือนเช่นเคย      กองไฟผู้เคยทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวทุกบทตอนของสงครามประชาชนในเขตป่าเขา วันนี้กองไฟจะใช้เปลวร้อนเผาละลายหลอมรวมระหว่างคนต่างรุ่น 

เมื่อสายลมหนาวโชยอ่อนชอนแสงไฟให้ไหววาบ  ทาบทาใบหน้าที่บ่งบอกว่าพร้อมแล้วสำหรับการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นตำนาน  ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปราวสามสิบปี  ก็ค่อยๆผุดฉายขึ้นมาทีละฉาก  มันยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน    คลื่นขบวนมหาประชาชนที่เดินย่ำไปบนถนนราชดำเนิน  แผ่เสียงซัดเพื่อปัดกวาดเผด็จการให้ลงจากบัลลังก์เลือด  มันเดือดพล่านจนเป็นพลังที่แกร่งกล้ากินกว่าศัสตราวุธใดๆจะต้านทาน    วีรกรรมอันห้าวหาญของนักรบมือเปล่าได้ปลดปล่อยโซ่ตรวนที่พันธนาการสังคมไทยมาเป็นเวลาอันยาวนาน  อำนาจเผด็จการทหารได้ถูกโค่นล้มลงเมื่อวันที่ 14 ตุลา 2516  แต่มันก็คล้ายๆเตะหมูเข้าปากหมา    เพราะว่าประชาธิปไตยที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ลมหนาวกรรโชกแรงเป็นครั้งคราว  นอกจากมีกองไฟเป็นทุน  ยังมีไออุ่นจากมิตรภาพของคนร่วมทาง  ทำให้ความเหน็บหนาวจากลมเหนือ  พัดมาเพียงเพื่อบอกฤดูกาล  ไม่อาจซึมผ่านความรู้สึกให้สะทกสะท้านกับความเย็นเยือก  แสงเรืองๆจากไฟในกองฟืนโลมไล้ใบหน้าผู้ร่วมวงปุจฉา-วิสัชนา  จากแววตาจึงรู้ว่าอารมณ์กำลังดิ่งลึกอยู่ในห้วงคำนึง   ฝ่ายหนึ่งช่วยกันถ่ายทอดด้วยวิญญาณ  อีกฝ่ายหนึ่งปรารถนาเข้าถึงเหตุการณ์ด้วยตัวตน      ในระหว่างคนต่างวัยจึงเหมือนได้ไปนั่งอยู่ในใจของแต่ละฝ่าย  มีเรื่องเล่ามากมายในเหตุการณ์เดือนตุลา  แต่ตัวเลขของนาฬิกาเตือนว่า  เห็นทีจะต้องรวบรัดกันแล้ว  ลุง ป้า น้าอา ก็เลยต้องรีบลุยต่อ  

มีข้อสรุปคร่าวๆดังนี้  ความรุนแรงในวันที่ 14 ตุลา แท้จริงเป็นเกมช่วงชิงอำนาจของชนชั้นนำ  โดยใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเหยื่อ  แต่ตามมาด้วยผลพวงที่ผู้ปกครองไม่อยากให้เป็น  คือการตื่นตัวทางการเมืองทั้งด้านกว้างและด้านลึกอย่างมากในภาคของประชาชน  รอบๆ บ้าน ค่ายสังคมนิยมก็ค่อยๆ สั่งสมชัยชนะทีละขั้น  พลอยให้ฝ่ายซ้ายในไทยใช้กระแสสูงของสถานการณ์ตีรุกไปทุกๆ แนวรบ 

เพื่อหยุดยั้งการเติบใหญ่ของสิ่งใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า  พวกกลัวการเปลี่ยนแปลงที่มีอาวุธอยู่ในมือก็เข้าปราบปรามด้วยการเข่นฆ่าและใส่ร้ายป้ายสี      ประชาชนที่มีแต่สองมือเปล่าไม่มีทางต่อกร  ใช้ได้เพียงวิธีหลบซ่อนเสี่ยงภัยอยู่ในเมือง  ในภาวการณ์ที่แหลมคม และมีผู้คนต้องล้มตายอย่างต่อเนื่อ ได้กลายเป็น เครื่องคัดสรรนักต่อสู้ที่ยืนหยัดอยู่อย่างผู้เสียสละ โดยไม่ยอมละทิ้งหน้าที่ลงกลางคัน  ในนั้นจำนวน ไม่น้อยได้พลีชีพไปกับเหตุการณ์ล้อมปราบเมื่อวันที่ 6 ตุลา  เลือดที่นองสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์  คือ การประกาศเจตนารมณ์ที่จะรักษาประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยชีวิต

ลมเหนือสงบนิ่ง  แต่สิ่งที่ทำให้เหน็บหนาว  กลับเป็นเรื่องราวที่เพิ่งผ่านการบอกเล่า  ใครจะคิดว่า  มนุษย์สามารถกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความหฤโหดถึงปานนั้น  เมื่อการดำเนินเรื่องมาสิ้นสุดตรงจุดไคลแมกซ์  ในวงสนทนาก็นิ่งเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย  สำหรับคนเดือนตุลากับความทรงจำแต่หนหลัง  เป็นสองส่วนที่ฝังแน่นตึงตรา  วีรภาพอันหาญกล้าของนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม  ความโหดเหี้ยมของอำนาจรัฐ

คนไม่เคยอยู่ป่า   อาสาขยับฟืนในกองไฟ  แน่นอน    ย่อมไม่ชำนาญเหมือนผู้ที่อยู่กับมันมาอย่างยาวนานจนคุ้นชิน  แต่ไม่ว่ามันกระทำโดยน้ำมือผู้ใด  ไฟย่อมลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง  และนั่นได้ทำให้ทุกคนตื่นจากภวังค์  หนึ่งในกลุ่มคนที่เข้าใกล้วัยชรายกนาฬิกาขึ้นดู  เหมือนเป็นสัญญาณให้รู้ว่า  ถึงเวลาอันสมควรที่จะจบกิจกรรมในคืนแรก  วงสนทนาปิดท้ายด้วยเพลง”สู้ไม่ถอย”  ราวกับจะย้อนรอยไปสู่บรรยากาศเก่าๆพร้อมๆกับการปลุกเร้าให้ตื่นสู้ต่อไป  พอจบจากการร้องเพลงแต่ละคนก็ค่อยๆพากันหันหลังให้กับกองไฟ  แล้วแยกย้ายเข้านอน 

เมื่อฟืนถูกทิ้งจนปราศจากเชื้อไฟ      ลมใดๆก็ไม่อาจพัดให้กระพือโหม  ในยามที่เหลือเพียงแสงสลัวมัวมน  ผู้ไม่ยอมจำนนยังคงดั้นด้นก้าวเดินไปข้างหน้า  แม้รู้ว่ายังห่างไกลที่จะพาฝันไปให้ถึงปลายทาง  บนถนนเชื่อมต่อระหว่างคนต่างวัย  มีกำลังใจและประสบการณ์ส่งผ่านสู่คนรุ่นใหม่  และยังอยู่ร่วมกันเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่เป็นธรรม  แม้จะต้องผลิตซ้ำกระบวนการในคนอีกกี่รุ่นก็ตาม

หินร่องกล้าในช่วงเช้าของวันที่ 22 ตุลา    ท้องฟ้าโปรยละอองน้ำเพื่ออำลาฤดูฝนร่วมด้วยสายลมเปลี่ยนทิศที่มาพร้อมกับต้นหนาว  อุณหภูมิจึงยิ่งลดต่ำลงด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว   หนุ่มสาวที่เพิ่งเคยสัมผัสความเย็นเยือกของเหมันต์บนยอดสูงสุดของสันภู  ยังนอนคุดคู้หลบลมเหนืออยู่ใต้ผ้านวมที่อ่อนนุ่ม  คงจะเริ่มอ่อนล้ากันบ้าง  อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ต้องตื่นมาทำหน้าที่ในวันนี้อีกสองส่วน  เสร็จจากภาคเช้าที่เป็นเรื่องของเยาวชนโดยเฉพาะ  หลังอาหารเที่ยงต่างก็มาพร้อมหน้าพร้อมตาตามนัดหมาย 

2 หัวข้อในภาคบ่าย    ที่ฝ่ายลุงจะช่วยกันรื้อฟื้นคือ “ชีวิตในกองทหาร” และ “งานมวลชนในเขตจรยุทธ์” .(ในที่นี้จะไม่เขียนถึงรายละเอียดที่ได้บอกเล่า  เพราะเรื่องราวในทำนองนี้ถูกตีพิมพ์มาแล้วมากมาย )  อันดับแรก      ณลุงห้า-หกท่านได้พาหลานๆไปยังโรงเรียนการเมืองการทหาร  ต่อด้วยสำนักอำนาจรัฐ  จากนั้นก็เป็นผาชูธง  และจบลงที่ลานหินปุ่ม  วันนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นมีชีวิตชีวา  เพราะในเนื้อหาไม่ใช่มีเพียงสองเปล่าและถูกล้อมฆ่าเพียงฝ่ายเดียว      ที่นี่มีกองทหารที่ติดอาวุธทางความคิด  มีนักรบและมวลชนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์  ในสมรภูมิสู้รบทหารป่าย่อมมีความเหนือกว่าทางด้านจิตใจ  และได้เปรียบทางยุทธ์วิธี   จึงมีเรื่องชัยชนะจากการต่อสู้มาเล่าขาน  มีตำนานรักของนักรบให้ได้สรวลเสเฮฮา  มีการปฏิบัติทางทฤษฎีสามช้าให้ขบขัน  ส่วนชีวิตในกองทหารด้านอื่นๆพวกเราบอกหลานๆไปว่า  อยู่อย่างขาดแคลนในด้านวัตถุและยารักษาโรค       ลังการผลิตที่ล้าสมัยจนถอยไปใกล้กับยุคหิน  พลพรรคทุกๆสำนักจึงต้องใช้แรงงานเป็นด้านหลัก  การคมนาคมจะลงห้วยหรือขึ้นภูก็มีเพียงสองเท้าที่ก้าวเดิน  เรื่องความคิด ส่วนใหญ่ก็แย่งกันไปอยู่ในมีที่ยากลำบาก    และพร้อมที่จะเผชิญอันตรายจากภัยสงคราม  ความสัมพันธ์ก็มีแต่ความปรารถนาดีและจริงใจ  พอจะบอกได้ว่า  แม้จะอยู่ในภาวะที่ต้องทำสงคราม  ในฐานที่มั่นที่เป็นอำนาจรัฐแดง  ยังเป็นสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความสุข  มีธรรมชาติที่สวยงาม  มีอากาศที่บริสุทธิ์  มีอาหารไร้สารพิษ  มีสหายที่ตายแทนกันได้  มีมวลชนที่คอยให้การสนับสนุน  มีไออุ่นจากมิตรภาพ  มีความเสมอภาคเท่าเทียม  มีเรื่องถนอมรักและช่วยเหลือกัน  รวมๆ แล้วราวกับเป็นสังคมในความฝันที่บรรดาพลพรรคช่วยกันปลุกปั้นสร้างขึ้นมาด้วยสำนึก  สำหรับผมที่นี่คือความเป็นจริงในสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน  มันเป็นชีวิตที่มีความสุขเกินคำบรรยาย  แล้วมันได้ห่างหายไปพร้อมๆกับป่าแตก  ทั้งหมดเป็นเนื้อหาคร่าวๆ    ที่ฝ่ายลุงเล่าให้หลานๆฟังตลอดการเดินย่ำซ้ำรอยเส้นทางเดิม  พวกเราใช้เวลาที่ลานหินปุ่มนานที่สุด  ในยามสงครามที่นี่ก็เคยเป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจของบรรดาสหาย  หลานๆหลายคนอยากย้อนรอยด้วยการรอคอยตะวันตกดิ

เมื่อลำแสงสีส้มหล่นจมที่ปลายฟ้า  ม่านราตรีค่อยๆเคลื่อนเข้าคลี่คลุม  คนหนุ่มสาวยังอาลัยอาวรณ์กับอารมณ์แห่งความดื่มด่ำ  ผู้สูงอายุเกรง ว่า ความมืดค่ำจะทำให้มีอุปสรรคในการเคลื่อนขบวน  เลยออกปากชวนหลานๆ    บอกลาหินผาแห่งความหลัง  ในฤดูหนาวม่านดำจะโรยตัวอย่างรวดเร็ว   เพียงละจากลานอดีตมาไม่นานนัก  ความหม่นมัวก็ปกคลุมทั่วบริเวณ  สำหรับผู้อ่อนวัยที่ยังใหม่ในสมรภูมิ  ยังต้องคลำทางในทุกย่างก้าวที่ท้าทาย  หากเก็บรับบทเรียนจากผู้ที่เคยเหยียบย่ำมาก่อน  คงช่วยลัดเลาะตัดตอนให้เร็วขึ้น  เราจบกิจกรรมภาคกลางวันจากเรื่องราวที่บอกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่  ที่เหลือคือสงครามภายในที่ฝากไปครุ่นคิดเป็นการบ้าน

หลังจากใช้กำลังขากันมาครึ่งค่อนวัน  ทุกคนกลับที่พักเพื่ออาบน้ำ-กินข้าว  การบอกเล่าเรื่องราวยังมีต่อ       ในภาคค่ำ  เราใช้ลานหญ้าหน้าสโมสรของอุทยานเป็นจุดรวมพล  และในคืนนี้จะมีหนึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ  ราวๆหนึ่งทุ่มผู้คนจากหลวยส่วนก็ค่อยๆทยอยมาชุมนุม  พอใกล้สองทุ่มบริเวณที่จัดงานก็แคบไปถนัดตา  คนส่วนมากเพิ่งออกเดินทางจากถิ่นฐานในตอนเช้า  อีกจำนวนหนึ่งกลับจากลงไปเตรียมการในเรื่องงานวัด  บวกรวมแล้วก็เกินสองร้อยชีวิต  ที่เข้าร่วมรับรู้ในพิธีการปิดท้ายของวัน

พิธีกรแจ้งกำหนดการ  เปิดฉากด้วยเรื่องเล่าที่ตกค้างมาจากกลางวันคือ  งานมวลชลในเขตจรยุทธ์และการสู้รบในยุทธการที่สำคัญ  เราใช้เวลาเพื่อการนี้ไปกว่าสองชั่วโมง  ปิดท้ายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญก็มาถึงในกลางดึก  คือ พิธีมอบหมวกดาวแดงให้กับนักรบรุ่นใหม่  พิธีกรเชิญหนุ่มสาวเข้าแถวตอนเรียงสี่  หันหน้าเข้าหาผู้เฒ่าที่ยืนรอด้วยรอยยิ้ม  ในขณะที่ทำพิธี  ดูจากภายนอกทุกคนล้วนมีสีหน้าแจ่มใสและคล้ายกับไม่จริงจังมากนัก 

แต่ส่วนลึกของด้านใน คือ   การให้ความเคารพต่อสัญลักษณ์ของกองทัพที่เกรียงไกรในอดีต  เสียงปรบมือให้เกรียติผู้ขันอาสาที่เรียงหน้าเข้ารับหมวกไม่ขาดสาย  และในวาระนี้ย่อมมีนัยยะของการส่งต่อภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งหมดจึงเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ฝากความประทับใจให้จดจำ  หากแต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งยังไม่อยากให้งานเลี้ยงเลิกรา  จึงหามุมเหมาะๆแบ่งเป็นกลุ่มย่อยเพื่อปุจฉา-วิสัชนาต่อแบบเป็นไปเอง  บังเอิญผมไปร่วมอยู่ในวงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล

เป็นที่ทราบกันว่าหลังจำต้องยุติภารกิจ  เอกภาพทางความคิด ของ    องค์กรเครือข่ายคอมมิวนิสต์ก็ค่อยๆแตกกระจายเป็นหลายแนว  กลุ่มคนเดือนตุลาก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้  จนถึงปัจจุบันผมเองก็มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ โลก สังคม ชีวิต ด้วยมุมมองของตัวเอง  และพอทราบว่าจะต้องมาเป็นมัคคุเทศก์ในครั้งนี้  ผมคิดอยู่ในใจว่า  ถ้ามีโอกาสก็อยากจะนำข้อสรุปของผม  มาถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน  โดยไม่มีการยึดถือว่าเป็นความถูกต้อง  เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะผมเคยได้รับรู้มาว่า  หลังจากเข้าเมืองอย่างผู้พ่ายแพ้ของคนเดือนตุลา  มีคำสนทนาของอดีตผู้นำนักศึกษากับอดีตนายกรัฐมนตรีในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง

“พวกเธอคงเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า  ที่ผ่านมามันเป็นความผิดพลาด  เพราะพวกเธอไร้เดียงสาใช้แต่อารมณ์  ความรุนแรงมันถึงได้เลยเถิดไปขนาดนั้น” ( หมายถึงเหตุการณ์เดือนตุลา ) ผู้นำนักศึกษาได้โต้กลับไปว่า

“แล้วตอนนั้นผู้ใหญ่อย่างพวกท่านไปอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้พวกเราต่อสู้เพียงลำพัง”  

ที่นำมากล่าวอ้างในที่นี้มีเพียงประเด็นเดียวที่ผมใส่ใจ   ผมไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกมองเหมือนในยุค 14 ตุลา  นอกจากทำสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆแล้ว  ก็น่าจะมีมุมมองเอาไว้แนะนำคนรุ่นหลังได้บ้าง แน่นอน..ผมไม่บังอาจประเมินตัวเองเป็นนักวิชาการผู้มีความสามารถ  หรือเป็นผู้ที่ฉลาดรอบรู้ในด้านทฤษฎี  ตามข้อเท็จจริงผมเป็นคนเดือนตุลาที่ไม่ใช่ปัญญาชน  ผมเป็นได้เพียงผู้ปรารถนาดีที่มีความบริสุทธิ์ใจ  ถ้าได้บอกกล่าวบทเรียนด้านกลับ  บางทีอาจทำให้ผู้ตามหลังไม่ต้องเดินซ้ำรอยความผิดพลาด  จะได้หลีกเลี่ยงความปวดร้าวที่ไม่จำเป็น   ผมพยายามสื่อไปในทำนองว่า  สังคมที่เสื่อมทรามอย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้มันเป็นเรื่องของวิถี  ตราบใดที่ฐานคิดโดยรวมของคนในสังคมยังเป็นเช่นปัจจุบันนี้  ก็ยากที่จะมีการเปลี่ยนแปลง  เพราะฉะนั้นอย่าไปจริงจังกับความฝันที่ไม่มีวันได้พบเจอ  ถ้าไปยึดมั่นอย่างที่ใจปรารถนา  ย่อมนำไปสู่การใช้อารมณ์  และต้องขมขื่นเพราะความผิดหวัง 

คงเป็นเพราะความอยากจะถ่ายทอดมากเกินไป  ผมก็เลยไม่ได้สำรวจความรู้สึกคนฟัง  และสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น  มีน้ำใสๆ ไหลจากดวงตาของนักศึกษาหญิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  ผมรู้สึกงุนงงและตกใจเล็กน้อย  คนอื่นๆที่ร่วมวงก็มีอาการคล้ายๆกัน  เมื่อเจออย่างนี้เป็นธรรมดาที่คนรอบข้างจะหาทางแก้ไขสถานการณ์  แต่เธอไม่ปล่อยให้คนอื่นลำบากใจนานนัก  เธอระงับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว  แล้วเธอก็กล่าวคำออกมา 

“ลุงพูดเหมือนปลงแล้วยังงั้นแหละ” 

เสียงของเธอราบเรียบเป็นปกติ   จนเดาไม่ออก      ว่า   รู้สึกอย่างไรในคำพูดนั้น    ผมได้ฟังแล้วก็หาคำพูดที่จะอธิบายเพื่อแก้ต่าง  จริงๆแล้วก็คือการปกป้องตังเองตามสัญชาตญาณ  ผมเริ่มรู้สึกว่าไม่เหมาะที่อยู่ต่อ  ผมนั่งคุยแบบขัดๆเขินๆอีกเพียงครู่เดียวแล้วจึงขอตัว

หลังจากออกจากวงสนทนา  ขณะที่พาตัวเองกลับที่พัก  ผมสัมผัสถึงความรู้สึกของตัวเองได้ว่า  หยาดน้ำตาที่เพิ่งได้เห็นจำเป็นต้องเก็บมาขบคิด  ที่แน่ๆ   มันเป็นหยาดน้ำตาแห่งความรักต่อเพื่อนมนุษย์  เป็นหยาดน้ำตาของความห่วงใยในชะตากรรมของผู้ทุกข์ทน  และแม้จะมีม่านน้ำใสขวางนัยน์ตาคมโตคู่นั้น  แต่ยังฉายแววในส่วนของการตัดพ้อต่อว่าให้เห็น  เธอคงเสียดายที่ผู้มาก่อนและมากด้วยประสบการณ์อย่างคนเดือนตุลา ไม่นำเอาคุณค่าที่มีอยู่ในตัวมาเติมเต็มให้กับการเมืองภาคประชาชน

ยามดึกดื่นของคืนหนาว    กลับร้อนรุ่มด้วยเรื่องราวที่พลิกผัน  เมื่อพลันความปรารถนาดี   ไม่เป็นที่ต้องการ  แวบหนึ่งของความร้าวรานเข้ามาเกาะกุมดวงจิตที่เปราะบาง  แต่ตามสัจธรรมที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไร้ความยั่งยืน  เพราะฉะนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็ไม่หลงเหลือความรวดร้าวอยู่ในอารมณ์

หลายๆ วันต่อมา      ผมยังคงครุ่นคิดถึงหยาดน้ำตาบนใบหน้าที่ใสซื่อ  ผมค่อยๆสำนึกได้ ว่า ไม่น่าไปทำร้ายความฝันที่สวยงามของเธอ  ผมผิดตรงที่เอาความคิดของคนวัยฤดูแล้งไปเร่ขายให้กับผู้เพิ่งจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ  นึกตำหนิตัวเองที่ลืมไปว่า  เจตนาดีไม่ใช่ความถูกต้อง  อย่างไรก็ตาม หยาดน้ำตาในวันนั้นไม่ถึงกับสั่นคลอนความคิดของผมให้เปลี่ยนไป  เพียงแต่มันได้กระตุ้นต่อมเสียสละให้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง  ผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเช่นนี้ต่อไปนานๆสักหน่อย

บนถนนสายเดียวกัน  เนื่องด้วยมันทอดระยะทางที่ยาวไกล  ในความห่างย่อมทำให้เกิดช่องว่างระหว่างยุค  การเดินทาง  จำต้องกำหนดการก้าวย่างตามสมัยแห่งตน  แน่นอน...    ผู้ที่เดินอยู่บนถนนสายนี้  ไม่มีวันโดดเดี่ยว  ไม่ว่าจะอยู่เที่ยวใดของการเดินทาง  ท่ามกลางการเคลื่อนขบวน  บางทีเราอาจมาพบกัน ณ ชานชาลาของการรวมพล   เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านพ้น  และในความแตกต่าง เราสามารถเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีต่อกัน 

ผมเป็นสาเหตุให้เธอต้องหลั่งน้ำตา  มีใครบ้างไหมที่เป็นคนเดือนตุลา  ยังคิดจะช่วยเช็ดน้ำตาให้คนรุ่นหลาน...........?

    

สิบสี่ตุลา

  new update /main menu / มาฟังเพลง /เรื่องเล่าเรื่องแต่ง