Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

การต่อสู้ของกระบวนการนักศึกษาประชาชนภาคเหนือ

... โดย ผดุงศักดิ์ พื้นแสน

ปฐมบท

                การเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาประชาชนภาคเหนือ ในห้วงระหว่างปี พ.ศ. 2510 ถึงปี พ.ศ. 2520 เป็นช่วงคาบเกี่ยวประวัติศาสตร์การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อประชาธิปไตยของไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับนักศึกษารุ่นแรกในปีพ.ศ. 2507 ซึ่งถือว่าอายุยังเยาว์อยู่มาก แต่บรรดานักศึกษา มช.ส่วนหนึ่งได้ร่วมกันสร้างบทบาทให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีชื่อเสียงขึ้นมา ในด้านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิความชอบธรรมต่างๆ ให้กับสังคม ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นที่พึ่งพิงให้กับขบวนการต่อสู้เพื่อชีวิตและปากท้องของชาวนาชาวไร่ในเขตภาคเหนือ

                ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ นักศึกษา ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2516 เป็นบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทอย่างสูงในการขับเคลื่อนกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ก้าวหน้าและเติบโตขึ้นเพื่อแบกรับภารกิจแห่งยุคสมัคร ไม่เพียงแต่เท่านั้น ไกรวุฒ ยังมีบทบาทนำการเคลื่อนไหว ขบวนการ 3 ประสาน นักเรียนนักศึกษากรรมกร ชาวนาชาวไร่ และผู้รักชาติประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมอื่นๆ ในเขตจังหวัดภาคเหนืออีกด้วย

                บทบาทของไกรวุฒ เป็นที่รับทราบและยอมรับในกลุ่มนักกิจกรรมภาคเหนือ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งในหมู่พี่น้องชาวนา วงการนักศึกษา ครูบาอาจารย์และบรรดาสหายในฐานที่มั่นและเขตต่อสู้ด้วยอาวุธ เมื่อออกจากป่ามาเริ่มใช้ชีวิตใหม่ในเมือง เขาเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ให้มิตรสหายและน้องๆ ได้พึ่งพิงในยามขัดสนและตั้งหลักไม่ได้ ความใจกว้างเป็นแม่น้ำ 5 สาย 7 มหาสมุทรทำให้มิตรสหายตลอดย่านน้ำและภูดอยรักใคร่และเคารพนับถือเขา

                จึงเป็นเรื่องดีที่สุด เมื่อไกรวุฒจากไปสู่สุคติภพ ที่พวกเราที่อยู่หลังจะได้เริ่มต้นบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาประชาชนภาคเหนือขึ้นมาเป็นปฐมบท เพื่อแสดงความรัก แสดงความเคารพนับถือ แสดงความผูกพันและแสดงความอาลัยต่อการจากไปของเขา

                ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้และมั่นใจว่าในเร็ววันนี้ พวกเราจะจัดตั้งกันขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อบันทึกเรื่องราวทั้งหมดให้ครบถ้วนทุกกระบวนความ

                เรื่องราวต่อไปนี้ จะบอกเล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาและประชาชนภาคเหนือ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของนักศึกษาปัญญาชนกลุ่มหนึ่งในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนหน้าที่พวกเราจะก้าวเข้าไปเป็นลูกช้าง ลูก มช. ภายใต้ธงสีม่วงของมหาวิทยาลัยในตอนหลัง ไปจนกระทั่งเหตุการณ์และความคิดทางสังคมขยายตัวไปสูงสุดในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

                หลังจากนั้นพวกเราส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเอกราชและประชาธิปไตย ภายใต้ร่มธงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อย่างเต็มรูปการ เข้าร่วมต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท สร้างฐานที่มั่นในเขตป่าเขาร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศ (ทปท.) ขยายเขตงานการต่อสู้ด้วยอาวุธมาทางฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ เพื่อเชื่อมเข้าสู่ขบวนการของชาวนา-ชาวไร่ในเขตที่ราบ และกลุ่มประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยในเขตเมือง ซึ่งก็มีพวกเราอีกส่วนหนึ่งทำงานอย่างหนัก อย่างอดทนในเมืองและในหมู่บ้าน เพื่อขยายการสนับสนุนของประชาชนทั้งประเทศ

ขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

                มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ มช. ก่อตั้งขึ้นและเปิดสอนครั้งแรกในปี 2507 ซึ่งเป็นช่วงต้นของยุคถนอม-ประภาสที่สืบทอดอำนาจเผด็จการของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เริ่มต้นมาจากยุค 2500 ภายหลังทำรัฐประหารขับไล่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกจากอำนาจ

                มช.ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ โดยมีอ่างแก้วเป็นสถานที่สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของชาว มช. ร่วมกับดอกทองกวาวสีแดงบอกเวลาสอบไล่เทอมปลายและดอกสักสีขาว สัญลักษณ์ของการสอบไล่เทอมต้นและบ่งบอกเวลาปลายฝนต้นหนาว สภาพที่สวยงามของธรรมชาติแวดล้อมเช่นนี้ ทำให้ชาว มช.ตกอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศสายลมแสงแดด ชอบเสียงเพลง รักธรรมชาติ เกลียดการดูถูกคนจน ฯลฯ

                แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่สภาพปัญหาของประเทศและสังคมไทยที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกปกครองด้วยอำนาจเผด็จการทหารอย่างยาวนาน ทำให้กระแสความไม่พอใจเกิดขึ้นในกลุ่มปัญญาชนมหาวิทยาลัย นักศึกษา-อาจารย์ มช. ส่วนหนึ่งได้ก่อรูปความไม่พอใจนั้นขึ้นเช่นเดียวกัน

                ในปี 2511 ได้เกิดการเดินขบวนของนักศึกษาประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ นับตั้งแต่การเดินขบวนต่อต้านการเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 เพื่อต่อต้านการขึ้นค่ารถเมล์จาก 50 สตางค์ เป็น 3 สลึง จากนั้นกระแสเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเพื่อนำระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยทางรัฐสภากลับสู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

                กระแสเรียกร้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดได้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในปี 2512 โดยผู้นำทางทหารได้จัดตั้งพรรคสหประชาไทยขึ้นและสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีและจอมพลประภาส จารุเสถียรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควบคุมอำนาจทางการเมือง การปกครอง เอาไว้ทั้งหมด

                อย่างไรก็ตาม สภาพการเปิดกว้างทางการเมืองออกมาระดับหนึ่ง ทำให้เกิดการแสดงออกและการตื่นตัวทางการเมืองในหมู่ปัญญาชน ประกอบกับขณะนั้นการต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทของ พคท.เริ่มมีความรุนแรงขึ้น ขยายตัวไปทั่วทุกภาค และเริ่มมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคม พร้อมๆ กับสถานการณ์สงครามเวียดนามก็มีความรุนแรงขึ้นและขยายเขตสงครามเข้าไปในลาวและกัมพูชา กระแสของขบวนการนักศึกษาทั่วโลกได้ลุกขึ้นมาประท้วงและต่อสู้ในประเทศของตน โดยเฉพาะการลุกขึ้นปฏิวัติของขบวนการนักศึกษาฝรั่งเศสในปี 1986 ส่วนในสหรัฐอเมริกาขบวนการคัดค้านสงครามเวียดนามได้ก่อรูปขึ้นอย่างกว้างขวางเกิดการปะทะกันไปทั่วทุกสถานศึกษา

                ผลจากเหตุการณ์เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวขึ้นในประเทศไทย นำไปสู่การตั้งคำถามมากมาย เกิดยุคแสวงหาขึ้นในมหาวิทยาลัย ทวงถามความหมายของการศึกษา ด้วยบทกวีอมตะ ฉันจึงมาหาความหมาย ของ วิทยากร เชียงกูล พูดถึงปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ตลอดจนเกิดค่ายอาสาพัฒนาชนบทขึ้นในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการตื่นตัวของกระแสชาตินิยม เกิดขบวนการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นขึ้น เป็นต้น

                ทางด้านการเมืองได้มีการถกเถียงถึงปัญหาสงครามเวียดนามอย่างกว้างขวางขึ้น ประกอบกับเวลานั้น สหรัฐฯ ได้เข้ามาตั้งฐานทัพจำนวนมากในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานสนับสนุนและส่งกำลังบำรุงการทำสงครามอย่างเปิดเผยในเวียดนาม สงครามปกปิดในลาวและกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายกับสังคมไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก แม้ว่าการมาของทหารอเมริกันทำให้มีการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้าและการบริการ แต่ถ้านับผลพวงปัญหาทางสังคมอื่นๆ แล้ว มันเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

                นอกจากนี้การให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในประเทศและรัฐบาลส่งทหารจำนวนมากเข้าไปช่วยรบในเวียดนาม เข้าไปทำสงครามลับๆ ในลาว ทำให้จีนและสหภาพโซเวียต (รัสเซียในปัจจุบัน) ให้การสนับสนุนการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท.ในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ปัญหาความรุนแรงของการต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทเกิดการแพร่กระจายอย่างรุนแรง

                สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักศึกษาปัญญาชนไทย เริ่มมีการเคลื่อนไหวแสดงปฏิกิริยาต่อปัญหาต่างๆ มีการออกหนังสือแสดงความคิดเห็นมากมายในมหาวิทยาลัย เกิดกลุ่มอิสระขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆ กลุ่มสภาหน้าโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกหนังสือ ภัยขาว ตั้งคำถามเกี่ยวกับเอกราชของประเทศไทยจากการครอบงำของสหรัฐฯ นับเป็นการตั้งคำถามต่อ ปัญหาจักรพรรดินิยม อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา

กลุ่มวลัญชทัศน์ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

                สำหรับที่ มช.ก็เกิดการรวมตัวของนักศึกษากลุ่มอิสระขึ้นมาเช่นเดียวกันในห้วงปี 2512 2515 และพวกเขาประกาศตัวเป็น กลุ่มวลัญชทัศน์ ออกหนังสือของกลุ่มเล่มแรกในต้นปี 2514 ชื่อ วลัญชทัศน์ : ฉบับมนุษย์และปัญหา ต่อมาในช่วงเดือนตุลาคม 2514 ได้ออกหนังสือเล่มที่ 2 ชื่อ วลัญชทัศน์ : ฉบับภัยเขียว ตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจเผด็จการทหารที่ครอบงำสังคมมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา

                กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวประกอบด้วย นิสิต จิรโสภณ นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ (เสียชีวิตแล้ว) สงวน พิศาลรัศมี นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ (บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ) สถาพร ศรีสัจจัง นักศึกษาวิชาภาษาไทย (กวีใหญ่และ รอง ผอ.สถาบันทักษิณคดีศึกษา จ.สงขลา) นิติธารก์ มานะทัต นักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชน (เคยทำงานที่แบงก์ชาติ) วัฒนา สุกัณศีล นักศึกษาวิชาสังคม-มานุษยวิทยา (สอนหนังสืออยู่ มอ.ปัตตานี) เป็นต้น

                ในช่วงปีนี้ มช.มีบรรยากาศของความตื่นตัวทางการเมืองและทางสังคมภายในหมู่นักศึกษาพอสมควร โดยเฉพาะการอ่านและการเขียนหนังสือ เขาเรียกกันว่ายุคหนังสือพิมพ์เล่มละบาท มีนักเขียนเรื่องสั้น บทกวี และบทความ คอลัมน์วิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย วิธีการขายหลักคือ การวางขายตามแคนทีนคณะต่างๆ และกลุ่มผู้จัดพิมพ์หนังสือเดินเคาะห้องตามหอพักต่างๆ ขายกันเลย ณ เวลานั้นมีหนังสือพิมพ์แทบลอยด์เล่มละบาทออกมาเกือบ 10 เล่ม หนังสือ 8 หน้ายกแนวสายลมแสงแดดอีกหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กประเภทเรื่องสั้นของนักเขียนอิสระชาว มช.อีกหลายเล่ม

                กลุ่มนักเขียนที่โดดเด่นเหล่านี้ อาทิเช่น สุภาพ คลี่ขจาย (ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ทรท.) นักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชน ซึ่งรับตำแหน่งประธานชุมนุมวรรณศิลป์ สมช.เป็นหัวเรือใหญ่ออกหนังสือพิมพ์คนหนุ่ม และเขียนคอลัมน์ในนามปากกา ฉัตร เชิงดอย จนโด่งดัง ก่อนจะกระโจนเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ ต่อไป สถาพร ศรีสัจจัง คนปักษ์ใต้และกลายเป็นกวีใหญ่ผู้มีชื่อเสียงทางภาคเหนือทั้งเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์

                สินสมุทร วรรณรัตน์ นักศึกษาวิชาจิตวิทยา ปัจจุบันไม่ได้เห็นงานเขียนอีก สุเมธ แสงนิ่มนวล นักศึกษารัฐศาสตร์ (รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก) มีงานเขียนรวมเล่มออกมาต่อเนื่องหลายเล่ม ธงชัย (มานะ)สุรการ นักศึกษาวิชาศึกษาศาสตร์ เคยอยู่วงการหนังสือพิมพ์ เป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นและจัดรายการวิเคราะห์หุ้นทางคลื่น 99.0 อดีตนักเขียนฝีมือดี น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่มีงานเขียนใหม่ออกมา ชัชวาล นิลประยูร นักศึกษารัฐศาสตร์เก่งเรื่องโคลง 4 สุภาพ ต่อมาเขียนเรื่องสั้นได้รับรางวัลช่อการะเกด (เออร์ลี่รีไทร์ อาจจะมีอารมณ์เขียนหนังสือใหม่ก็ได้) ดนัย ส่องแสงจันทร์ นักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชน ประธานชุมนุมวรรณศิลป์ สมช. เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย สาขาภาคเหนือ ปัจจุบันอยู่สหรัฐอเมริกา

                ภิญโญ ควนสุวรรณ (เสียชีวิตแล้ว) นักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชน อดีตว้ากเกอร์ตัวยง เริ่มต้นเป็นนักข่าวการเมืองที่หนังสือประชาธิปไตยรายวัน วันหนึ่งไปทำข่าวรับน้องที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ปรากฏว่าอดีตว้ากเกอร์ถูกว้ากเกอร์ปัจจุบันรุมล้อมกรอบจนเป็นข่าวโด่งดัง น้าโยได้สร้างบุกเบิกข่าวยานยนต์ จนกลายเป็นเซ็กชั่นหนึ่ง ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในปัจจุบัน

                ยังมีนักกิจกรรมนักศึกษาอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในกระแสการตื่นตัวทางการเมืองและสังคมในยุคนั้นด้วย อาทิเช่น สุรเจตน์ น้อยพันธุ์ นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ ประธานชุมนุมอาสาพัฒนาชนบท (ค่ายอาสาฯ) ปัจจุบันเป็น พ.ต.อ.สุรเจตน์ ธรรมธำรงค์ รอง ผบก.ในกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ทศพร นาคธน นักศึกษาวิชาศึกษาศาสตร์ จากชุมนุมศิลปะการละคร (มีสตูดิโอส่วนตัวอยู่ในกรุงเทพฯ) ถวิล เมืองจีน นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ (ข้าราชการสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ) เอ๊ด ภิรมย์ นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ จากชุมนุมนิยมไพร (มีรายการโทรทัศน์ของตัวเองและมีฝีมือด้านการจัดภูมิทัศน์) สรศักดิ์ เลิศวิทยากำจร นักศึกษาวิชาภาษาไทย อดีตนายกสโมสรคณะมนุษยศาสตร์ มช. เคยทำงานหนังสือพิมพ์บ้านเมืองอยู่หลายปี ประสบสุข ภุชงค์เจริญ นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ (เคยอยู่หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยรายวัน ก่อนจะผันตัวเป็นเสี่ยใหญ่) ดารารัตน์ เชมนะศิริ (พี่แดง) นักศึกษาวิชาฝรั่งเศส ลูกสาวเจ้าของโรงพิมพ์และหนังสือพิมพ์แผ่นดินไทย ต่อมาได้ไปศึกษาต่อที่บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยมและมีครอบครัวอยู่ที่นั่น

                นอกจากนี้ยังมีนักกิจกรรมอีกมากหน้าหลายตาที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการตื่นตัวทางด้านสังคม การเมือง ประชาธิปไตย การแสวงหาความรู้และการคิดการอ่าน การเขียนขึ้นในมหาวิทยาลัย เป็นบรรยากาศใหม่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมมหาวิทยาลัย ณ เวลานั้น ที่เต็มไปด้วยเวทีลีลาศ การบันเทิงเริงรมย์ และกิจกรรมไร้สาระอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการกระตุ้นให้ชาวมหาวิทยาลัยได้แง่คิดมุมมองใหม่สำหรับโลก ประเทศและสังคมที่อยู่รอบๆ ตัว

                นิสิต จิรโสภณ คือบุคคลสำคัญที่สุดในขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลักดันให้กลุ่มวลัญชทัศน์เกิดรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ทั้งในรูปกลุ่มเสวนาและกลุ่มกิจกรรม เขาเป็นคนไม่พูดมาก แต่พูดเจ็บ เป็นแบบอย่างในการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ สู้ไม่ถอย ไม่มีท้อไม่มีบ่น พี่นิสิตน่าจะไฮปาร์คครั้งเดียวตอนต่อต้าน ปว.299 นอกนั้นจะฉากออกไปคุมเวทีแทน ก่อน 14 ตุลาฯ ถูกสันติบาลเชิญตัวไปสอบหลายครั้ง จากการทำหนังสือวลัญชทัศน์ฉบับ ภัยเขียว และการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล

                นิสิตเป็นเสาหลักให้กับน้องๆ ที่มช. ถึงปี 2517 จึงเข้ากรุงเทพฯ ไปทำหนังสือพิมพ์มาตุคามรายวันและหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ นอกจากนั้นยังพิมพ์หนังสือแนวก้าวหน้าออกเผยแพร่จำนวนมาก ทั้งในนาม แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ และ ชมรมหนังสือแสงตะวัน

                ในเดือนเมษายน 2518 เสียชีวิตเพราะตกรถไฟที่บางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ น่าจะมาจากการฆาตกรรมทางการเมือง

จุดแปรผันแห่งศตวรรษ : รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514

                ในช่วงปลายปี 2514 ขณะลมหนาวกำลังมาเยือน ก็มีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของประเทศเกิดขึ้น จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ประกาศยึดอำนาจตัวเองล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยกเลิกรัฐธรรมนูญและระบอบสภา โดยอ้างปัญหาความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎร จัดตั้งรัฐบาลเผด็จการทหารเต็มรูปแบบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยมี พล.อ. ประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สภาพทางการเมืองตึงเครียดขึ้นทันที ความไม่พอใจในรัฐบาลได้แผ่กว้างออกไปโดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีกลุ่มอิสระเกิดขึ้นเกือบทุกแห่งแล้ว

                ในเดือนธันวาคม 2514 มีการจัดนิทรรศการ โกมล คีมทอง บัณฑิตอาสาฯ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเป็นครูอยู่ที่บ้านช่องช้าง สุราษฎร์ธานี และถูกลอบสังหารจนเสียชีวิต โดยฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐเพราะเชื่อว่า โกมล คีมทองเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์

                การเผยแพร่เรื่องราวดังกล่าว ก็เพื่อกระตุ้นคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยให้ตื่นตัวและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เข้าใจถึงปัญหาชนบทและปัญหาของประเทศชาติโดยรวม

                กลุ่มวลัญชทัศน์ มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2514 ถึงต้นปี 2515 ซึ่งเป็นเทอมที่ 2 ของปีการศึกษา 2514 จากหนังสือภัยเขียว ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองและตื่นตัวทางสังคม ซึ่งกำลังแสวงหาทางออกให้กับตัวเอง ได้ค้นหากลุ่มวลัญชทัศน์อย่างจริงจัง กิจกรรมหนึ่งที่กลุ่มวลัญชทัศน์ทำเป็นประจำ คือ การจัดเสวนารอบกองไฟ ใต้ร่มต้นสักในคืนที่เหน็บหนาว ต้มกาแฟกินกันไป คุยกันไป ถ้าใครหิวก็ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้ามอมากินกัน การเดินขึ้นดอยอินทนนท์ในหน้าหนาวต้นปี 2515 เป็นกิจกรรมที่ตื่นเต้นและประทับใจที่สุด

                กลุ่มเด็กปีหนึ่งหน้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา อาทิเช่น ชาญชัย สงวนวงศ์ นักศึกษารัฐศาสตร์ (ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นรายวัน) พรทิพย์ เรืองหนู นักศึกษาสังคมศาสตร์ (เสียชีวิตแล้ว) ผดุงศักดิ์ พื้นแสน นักศึกษาสื่อสารมวลชน เกษตร ศิวะเกื้อ นักศึกษาศึกษาศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศส

                สำหรับ เกษตร ศิวะเกื้อ ผู้นี้มีประวัติต่อต้านระบบเชียร์ที่คณะอย่างรุนแรง ท้าว้ากเกอร์ชกทั้งห้องมาแล้ว เป็นคนแรกๆ ที่ปลดเน็กไทและถอดถุงเท้าตั้งแต่ยังไม่สอบเทอมปลาย ที่น่าขำก็คือ ประธานเชียร์สมัยนั้น ก็คือ ไพศาล ช่วงฉ่ำ (พี่บู๊ต) ที่ต่อมาก็ตื่นตัวทางการเมืองเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มแนวร่วมนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรับหน้าที่เป็นประธานพรรคประชาธรรม ซึ่งเป็นพรรคนักศึกษาก้าวหน้าของ มช.ที่จัดตั้งขึ้น ในปี 2517

                ภายหลังจบการศึกษา พี่บู๊ตไปปักหลักทำงานเอ็นจีโอของมูลนิธิเยอรมันที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่หลายปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกคุกคามสารพัด หลังกรณี  6 ตุลาฯ ถูกควบคุมในศูนย์การุณยเทพอยู่พักหนึ่ง พี่บู๊ตทำงานพัฒนาชนบทในองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอยู่แถวภาคอีสาน

                ส่วน เกษตร ศิวะเกื้อ เข้าทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยรายวัน สำนักงานภาคเหนือ หลัง 6 ตุลา ได้เข้าป่าไปประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ปัจจุบันยังยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนผู้ยากไร้อย่างเข้มแข็ง

วัดผาลาดกับการเกื้อกูลนักกิจกรรม

                วัดผาลาดตั้งอยู่ด้านหลังมช.เหนือวัดฝายหินและสวนสัตว์เชียงใหม่ขึ้นไป ด้านหน้าวัดติดกับถนนขึ้นวัดดอยสุเทพ และสามารถเดินเท้าลัดเลาะจากวัดฝายหินขึ้นไปตามลำห้วยผ่านน้ำตกผาลาดก็ไปถึงวัดได้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ขาลงวิ่งลงเลยก็ได้ใช้เวลา 10-20 นาที ณ เวลานั้นมี ท่านพงษ์ศักดิ์ เป็นเจ้าอาวาส

                ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2514 ปลายเทอมสอง หลังจากถูกสันติบาลสอบหลายครั้ง นิสิตเลยบวชล้างซวยไปจำวัดอยู่ที่ผาลาด โดยมีเอ๊ด-นิติธารก์ตามไปดูแล พระอาจารย์ให้กุฏิคนละหลัง พวกเราส่วนใหญ่จะตามขึ้นไปอยู่ด้วย ตอนเย็นเดินขึ้นไปนอนผาลาด ตอนสายๆ ก็วิ่งลงมาเรียนหนังสือ เป็นที่สนุกสนานโรมานซ์มาก

                ตอนเย็นย่ำ ก็ตั้งวงก๊งเหล้า ปุจฉา-วิสัชนาปัญหาต่างๆ ผ่านกลางคืนไปถึงดื่นดึก หรือบางครั้งก็เลยพระบิณฑบาตไปแล้วค่อยยุบวง ตอนนิสิตลาบวชแล้วพวกเราก็ยังสิงสถิตอยู่ที่วัดผาลาดต่อ มีบางคืนกวีใหญ่ สถาพร ศรีสัจจัง ก็ว่ากลอนแปดสดๆ ในวงเหล้า พวกเราก็ช่วยกันจด พอตอนเช้านิสิตก็เอาไปส่งโรงพิมพ์เลย

                ในช่วงต่อๆ มา สถานที่ชุมนุมจึงเปลี่ยนไปเป็นบ้านริมน้ำของอาจารย์องุ่น แต่พวกเราก็ยังใช้วัดผาลาดเป็นที่สัมมนาอีกหลายต่อหลายรุ่น รวมไปถึงการทำบุญทำกุศลตามประเพณีต่างๆ ด้วย แม้กระทั่งกิจกรรมรุ่นหลัง 6 ตุลาฯ ในยุคแสวงหาครั้งที่ 2 ก็ยังใช้วัดผาลาดทำกิจกรรมอยู่เลย เป็นคุณูปการที่ ท่านพงษ์ศักดิ์ ให้กับกลุ่มกิจกรรมเชียงใหม่

ต่อต้านเชียร์ : หน่ออ่อนของการต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตย

                เปิดเทอมใหม่ต้นปีการศึกษา 2515 เป็นช่วงที่กระแสต่อต้านระบบซีเนียริตี้และการรับน้องแบบรุนแรงดังกระหึ่มเกือบทุกมหาวิทยาลัย บรรดานักเรียนจากกลุ่มยุวชนสยามเริ่มทยอยเข้ามามีบทบาทในมหาวิทยาลัย ที่ มช. ธีรชัย มฤคพิทักษ์ (อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักศึกษาภาคเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำให้กับการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาประชาชนภาคเหนือ ตอนเข้าป่ามีชื่อจัดตั้งว่า สหายเข้ม ต่อมาเลยเปลี่ยนชื่อเป็น นายเข้ม ปัจจุบันประกอบอาชีพอิสระ) ก้าวเข้ามาเป็นน้องใหม่ในคณะสังคมศาสตร์ พร้อมด้วยนาฏลีลา กระดูกสังคีต ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วมหาวิทยาลัยและมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการรับน้อง จนเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้นักศึกษาต้องหันกลับมาพิจารณาระบบซีเนียร์และการรับน้องอย่างจริงจัง และเป็นการเริ่มต้นของพลังนักศึกษาในยุคใหม่อย่างแท้จริง

                บรรดาน้องใหม่ที่ก้าวเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ อาทิเช่น ปาลรัฐ มนูรัษฎา นักศึกษารัฐศาสตร์ (อยู่แอริโซนา สหรัฐอเมริกา) ชาตรี หุตานุวัตร นักศึกษาแพทย์ (ผู้อำนวยการ สำนักงานพรรคไทยรักไทย ภาคเหนือ) ปริญญา วิโนทัย นักศึกษามนุษยศาสตร์ (ปัจจุบันอยู่ชิคาโก-สหรัฐ) ดนตรี เถื่อนเหมือน นักศึกษามนุษยศาสตร์ (ข้าราชการกรมพัฒนาชุมชน) บุญทวี ฉิมพลี นักศึกษารัฐศาสตร์ (รักษาการท้องถิ่นจังหวัดลำปาง) สอุดี ภูมิบุตร นักศึกษารัฐศาสตร์ (ท้องถิ่นจังหวัดลำพูน) โอฬาร อุยตระกูล นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ (รับเหมาก่อสร้าง) นิยม ภูสว่าง นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ (อยู่ในวงการก่อสร้าง) ประสิทธิ์ ทองแจ่ม นักศึกษาศึกษาศาสตร์ (หัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชัฏสุราษฎร์ธานี) ปัจจุบันประกอบธุรกิจ รัตนา เทเพนธ์ นักศึกษามนุษยศาสตร์ (เสียชีวิตแล้ว) เป็นผู้บุกเบิกด้านการละคร ขยายแนวร่วมด้านวัฒนธรรม ละครแห่งการต่อต้าน จนกลายเป็นละครเพื่อชีวิต และ ชมพูนุช จิตติเดชารักษ์ (เจี๊ยบ สุริวงศ์) นักศึกษาสังคมศาสตร์ เป็นต้น

                ชมพูนุช จิตติเดชารักษ์ หรือ เจี๊ยบ เป็นลูกสาวคนโตของ คุณชัย จิตติเดชารักษ์ เจ้าของสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร่วมงานกับกลุ่มวลัญชทัศน์ตั้งแต่กลับจากเกษตร มาอยู่ที่ร้านหนังสือ มีบทบาทช่วยงานกิจกรรมของกลุ่มหลายด้านโดยเฉพาะด้านหาทุนสนับสนุน เจี๊ยบ เอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนในปี 2514 แต่ทนระบบโซตัสของเกษตรฯ ไม่ไหว จึงไม่ไปเรียนและเบนเข็มมาเอนฯ มช.แทน ช่วง 6 ตุลาฯ ถูกควบคุมตัวในศูนย์การุณยเทพ เชียงใหม่อยู่หลายเดือน ข้อหาฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ปัจจุบันประกอบอาชีพอิสระ เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เข้มแข็งคนหนึ่ง

ขายส้มวังน้ำค้างทำกิจกรรม

                ตลอดปี 2515 ภาวะทางการเมือง มีความคุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มวลัญชทัศน์และชุมนุมกลุ่มกิจกรรมบางแห่ง ได้จัดกิจกรรมทางปัญญาและจัดอภิปรายทางการเมืองเป็นครั้งคราวเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารแก่นักศึกษา เน้นการสร้างจิตสำนึกทางสังคมและการตื่นตัวทางการเมือง การที่ต้องทำกิจกรรมหลายอย่างโดยไม่มีแหล่งทุนใดๆ สนับสนุน ทำให้พวกเราต้องหาวิธีการระดมทุนมาใช้จ่ายในการทำกิจกรรม หนึ่งในวิธีการหาเงินก็คือ การขายส้มเขียวหวานโดยการให้ความช่วยเหลือของ คุณพันธุ์เลิศ บูรณะศิลปิน เจ้าของสวนส้มวังน้ำค้างที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นว่า ส้มอร่อยที่สุด

                การเกี่ยวพันระหว่างสวนส้มวังน้ำค้างกับพวกเราก็คือ กลุ่มวลัญชทัศน์เริ่มจะมีสมาชิกใหม่ๆ มากหน้าหลายตาขึ้น วงเสวนารอบกองไฟได้กลายเป็นวงสัมมนา วงสัมมนาได้แปรเป็นค่ายสัมมนา กล่าวคือ นอกจากจะเป็นการสัมมนาถกเถียงได้แนวคิด การเมือง และอื่นๆ แล้ว ยังฝึกหรือทบทวนการใช้แรงงานและการทำประโยชน์ให้กับสถานที่ที่เราไปใช้สัมมนาด้วย

                ครั้งหนึ่งเราไปสัมมนากันที่วังน้ำค้าง การหาทุนมาทำกิจกรรมเป็นหัวข้อหนึ่งที่ยกขึ้นมาหารือพูดคุยกัน ทางคุณพันธุ์เลิศก็ยินดีสนับสนุนให้เราเอาส้มในสวนไปขายฟรี โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องเก็บเฉพาะส้มที่หล่นจากต้นแล้วเท่านั้น พวกเราก็ยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น โดย เจี๊ยบ สุริวงศ์ เอารถปิกอัพที่บ้านมาช่วยขนส้มและขับให้ด้วย เพราะพวกเราส่วนใหญ่ขับรถยนต์ไม่เป็น

                เมื่อบรรทุกส้มได้เต็มคันรถ ก็เอามาจอดเร่ขายเป็นกิโลๆ กำหนดราคาแพงกว่าของฟรีเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะจอดขายตรงหน้ามอ จอดมันตรงป้ายชื่อมหาวิทยาลัยทางด้านหน้าเลยทีเดียว ตอนเย็นๆ เด็กมอจะออกมากินข้าว ขากลับก็แวะซื้อส้มราคาถูกไปด้วยคนละกิโล สองกิโล เราทำอย่างนี้อยู่นานหลายวัน จนหมดฤดูส้มจึงเลิกขาย ได้เงินไปทำกิจกรรมอยู่หลายอัฐเหมือนกัน

ต่อต้านกฎหมายโบว์ดำ : ปว.299

                ในช่วงปลายปี 2515 คณะปฏิวัติได้ออกประกาศฉบับ 299 โดยมีสาระสำคัญให้กระทรวงยุติธรรมมีอำนาจควบคุมดูแลคณะกรรมการตุลาการ (กต.) ซึ่งเรียกกันว่า กฎหมายโบว์ดำ หลวงจำรูญเนติศาสตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลจึงถูกโจมตีอย่างรุนแรงที่พยายามให้อำนาจบริหารเข้าควบคุมอำนาจตุลาการ

                ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม 2515 ได้เกิดการเดินขบวนคัดค้านทั่วประเทศ นักศึกษามช.ได้เดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก โดยเดินออกจากบริเวณยูเนียนที่ทำการสมช. (อยู่หน้าหอสมุดกลางปัจจุบัน) ไปทางหลังมช. ผ่านสวนดอกไปปักหลักอยู่ที่บริเวณหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่หน้าศาลากลางเก่า (หอศิลป์ปัจจุบัน) เปิดอภิปรายพักใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ไป

                การเดินขบวนของนักศึกษาเชียงใหม่ครั้งนั้นนับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ของนักศึกษามช. บุคคลที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการจัดการเดินขบวนครั้งนั้น คือกลุ่มวลัญชทัศน์ที่นำโดย นิสิต จิรโสภณ หลังจากนั้น กระแสคลื่นต่อต้านรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่องถึงปี 2516

นิทรรศการชาวนาไทย : สภาหน้าโดม

                ในช่วงเปิดเรียนภาควิชาฤดูร้อนกลางปี 2515 ทางกลุ่มอิสระ มช. โดยความร่วมมือของกลุ่มสภาหน้าโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดนิทรรศการชาวนาไทยขึ้นที่พุทธสถาน เชียงใหม่ เพื่อเผยแพร่ปัญหาชาวนาและกระตุ้นความสำนึกทางสังคมในแวดวงปัญญาชน ในครั้งนั้นกลุ่มสภาหน้าโดมที่เดินทางไปเชียงใหม่บ่อย จนสนิทสนมกันเหมือนญาติ อาทิเช่น จรัล ดิษฐาอภิชัย (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน) อรรถวิบูล ศรีสุวรนันท์ (อดีตผู้อำนวยการศูนย์อินโดจีน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) ธัญญา ชุณชฎาธาร (1 ใน 13 กบฏ ทำสำนักพิมพ์) ปรีดี บุญซื่อ (1 ใน 13 กบฏ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การตลาด บริษัทการบินไทย) เป็นต้น

                นิทรรศการชาวนาไทย เป็นจุดสำคัญที่ทำให้นักศึกษาภาคเหนือกลายเป็นตัวหลักในการช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อที่ดินทำกินและราคาผลผลิตภาคเกษตร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แนวร่วมนักศึกษา : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

                เมื่อเปิดเทอมใหม่ในปี 2516 สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มตึงเครียดขึ้น เนื่องจาก กรณีล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ ที่มีการนำเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกไปใช้และเกิด ฮ.ตก จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ต่อมาชมรมคนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ตีพิมพ์ภาพ สภาสัตว์ทุ่งใหญ่ เพื่อเสียดสีเรื่องนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีมติไล่นักศึกษา 9 คนออกจากมหาวิทยาลัย จึงเกิดการประท้วงขึ้นทั่วประเทศและมีการเดินขบวนใหญ่ในกรุงเทพฯ จบลงด้วยชัยชนะของนักศึกษาและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเรียกร้องให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

                ที่ มช. กลุ่มวลัญชทัศน์ได้แปรสภาพเป็น กลุ่มแนวร่วมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อมาได้ตัดคำให้สั้นลงชื่อว่า แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ การยุบตัวของกลุ่มวลัญชทัศน์มาจากนักศึกษารุ่นพี่รหัส 11 และ 12 เริ่มทยอยกันจบ ส่วนที่ยังไม่จบก็เร่งเกรดกันแล้ว เด็กรุ่นใหม่เดินเข้ามารับช่วงต่อจำนวนมากขึ้นและมีแนวทางปฏิบัติการทางการเมืองมากขึ้น จึงเกิดกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยมี นิสิต จิรโสภณ เป็นผู้นำกลุ่ม ทั้งผลักทั้งดันให้น้องยกระดับเพื่อแบกรับภารกิจทั้งหลายให้ได้

                สมาชิกประกอบ ไพศาล ช่วงฉ่ำ, สถาพร ศรีสัจจัง, ดารารัตน์ เชมนะศิริ, ทศพร นาคธน, สมปอง จุลละทรัพย์, รัตนา เทเพนธ์, เกียรติยศ เกียรติวัชระอุดม, ชาญชัย สงวนวงศ์, เกษตร ศิวะเกื้อ, ผดุงศักดิ์ พื้นแสน, ชมพูนุช จิตติเดชารักษ์, พรทิพย์ เรืองหนู, ปาลรัฐ มนูรัษฏา, ชาตรี หุตานุวัตร, ปริญญา วิโนทัย, ดนตรี เถื่อนเหมือน, นิยม ภูสว่าง, เรวัต (บัง) นวลวิไล นักศึกษารัฐศาสตร์ (เสียชีวิตแล้ว) เป็นต้น

                กลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ ได้ประชุมสัมมนากันบ่อยครั้งเพื่อยกระดับทางทฤษฎี องค์ความรู้ทางการเมือง แนวทางการต่อสู้ แนวทางสร้างสรรค์ค์ประเทศและสังคมไทยในอนาคต ราวๆ กลางเดือนกรกฎาคม 2516 หลังกรณีลบชื่อ 9 นักศึกษารามคำแหง ทางกลุ่มฯ ได้มีการประชุมครั้งสำคัญที่ตึกภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มีมติของที่ประชุมว่า จะดำเนินการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการถนอม-ประภาสให้ถึงที่สุด จะใช้แนวทางการปฏิวัตินำประเทศไทยเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม เพื่อสร้างประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าและมีความเท่าเทียมกันในสังคม

                ในความเป็นจริงแล้ว การมีมติในครั้งนั้น น่าจะเป็นจินตนาการในแบบเด็กๆ มากกว่า เนื่องจากความเข้าใจหรือความรู้เรื่องการปฏิวัติ เรื่องสังคมนิยม เราไม่มีพื้นฐานอะไรเลย เป็นการอ่านเอาเองตามหนังสือในห้องสมุดมากกว่า แต่เนื่องจากขณะนั้น นักศึกษาในโลกตะวันตกกำลังต่อต้านสงครามอย่างหนัก กระแสปฏิวัติก็พัดผ่านพวกเราด้วย ความจริงพวกเรารู้จักกลุ่มแบล็กแพนเทอร์ในสหรัฐ กลุ่มกองพลน้อยเร็ตบริเกตส์ในเยอรมัน-อิตาลี กลุ่มกองทัพแดงญี่ปุ่น และ เช กูวาร่า นักปฏิวัติคิวบา ชาวอาร์เจนตินา มากกว่าจะรู้จัก มาร์กซ์ เลนิน และประธานเหมา เจ๋อ ตง

                ข้อเท็จก็คือ การเอาเป็นเอาตายกับรัฐบาลถนอม-ประภาส ทำให้เรามุ่งมั่นที่จะหาหนทางในการต่อสู้ให้ชนะ เรื่องราวต่างๆ จึงหลั่งไหลผ่านเข้ามาสู่พวกเรา สังเกตได้ว่าหลังจากรัฐบาลถนอม-ประภาสล้มลงในเดือนตุลาคม พวกเราส่วนใหญ่เงียบเหงากันไปพักใหญ่ ไม่รู้จะทำอะไร เพราะอยู่ๆ คู่ต่อสู้ก็หงายหลังล้มตึงลงไปอย่างที่เราไม่ได้นึกมาก่อน ต่อเมื่อประชาชนอื่นๆ โดยเฉพาะชาวนาในชนบทและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงสิทธิความเป็นธรรมต่างๆ พวกเราจึงสามารถจับทิศทางได้ถูก จากการเข้าไปช่วยกลุ่มประชาชนเหล่านี้นั่นเอง

                ในต้นปีการศึกษา 2516 สมาชิกของกลุ่มได้เข้าไปทำงานกิจกรรมของสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สมช.) อาทิ ชาญชัย สงวนวงศ์ เป็นประธานชุมนุมอาสาพัฒนา สมช. วางฐานกิจกรรมสร้างจิตสำนึกเพื่อส่วนร่วมการเข้าใจปัญหาชนบทและความยากจนของประเทศ ผดุงศักดิ์ พื้นแสน ประธานชุมนุมวรรณศิลป์ สมช. เปลี่ยนแปลงแนวทางศิลป์จากสายลมแสงแดดเป็นแนวทางศิลปะเพื่อชีวิต เพื่อประชาชน การวิพากษ์วิจารณ์สังคมและกระตุ้นจิตสำนึกทางการเมือง สำหรับชุมนุมวรรณศิลป์ สมช.มีการทำงานต่อเนื่อง โดยในปี 2517 ชาตรี หุตานุวัตร เป็นปรธาน และปี 2518 ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ เป็นประธาน พรทิพย์ เรืองหนู ชุมนุมนิยมไพร สร้างพื้นฐานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สมปอง จุลละทรัพย์ ประธานเชียร์ คณะมนุษยศาสตร์ มีนโยบายเดียวคือ เลิกเชียร์!!

                สมปอง จุลละทรัพย์ เป็นหลาน พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นคนสนุกสนานและเป็นหัวหน้าวงดนตรีซุปเปอร์โซล วงร็อคดังของ มช.สมัยนั้น เมื่อเขาพลิกบทเป็นประธานเชียร์ ที่มีนโยบายเลิกเชียร์ ทำเอาวงการโซตัสตื่นตะลึงทำอะไรไม่ถูก บทบาทของสมปองในฐานะประธานเชียร์กระตุกสังคมให้หันกลับมาพิจารณาระบบการรับน้องและระบบอาวุโสอย่างจริงจังว่า มีผลดีผลเสียอย่างไร และควรจะปรับปรุงเปลี่ยนให้ถูกต้องดีงามอย่างไร

                สมปอง มบทบาทสำคัญในการบุกเบิกละครเพื่อชีวิตที่ มช. ร่วมกับ รัตนา เทเพนธ์, ทศพร นาคธน, คำรณ คุณะดิลก, จิราภรณ์ ทองเชื้อ อาทิ ละครเรื่อง ตากอากาศกลางสนามรบ และเรื่อง ไอ้ดำจะไปไหน เป็นต้น หลังยุคธานินทร์ กรัยวิเชียร สถานการณ์การเมืองดีขึ้น พวกเขาร่วมกันรื้อฟื้นและพัฒนาละครเพื่อชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งจนได้รับความนิยมอย่างสูง นอกจากจะรับช่วงดูแลกิจการเกาะสากของครอบครัวแล้ว สมปอง ยังรับแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์อีกด้วย

วันแห่งชัยชนะ 14 ตุลาคม 2516

                หลังกรณีลบชื่อ 9 นักศึกษารามและการขับไล่ ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ใน มช.ถือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ นักศึกษา มช.มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนั้นอย่างเต็มที่ ภายในมหาวิทยาลัยมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองถี่ยิ่งขึ้น บุคคลสำคัญที่ขึ้นเวทีอภิปรายบ่อยๆ ได้แก่ พล.ต.ต.สง่า กิตติขจร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ น้องชายจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งได้ลาออกจากรัฐบาล มาสร้างบ้าน ทำสวนลำไยและไร่มะเขือเทศอยู่ที่หนองช้างคืน จังหวัดลำพูน

                นอกนั้นยังมีบรรดาอาจารย์อีกหลายคนที่ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษาหารือ เป็นผู้อภิปรายบนเวที และร่วมทำกิจกรรมโดยตรง อาทิ อาจารย์องุ่น มาลิก ภาควิชาจิตวิทยา ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์กอบเกื้อ สุวรรณทัต ภาควิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ อาจารย์วิระดา สมสวัสดิ์ ภาควิชาสังคม-มานุษยวิทยา อาจารย์ณัฐ ชภานนท์ ภาควิชารัฐศาสตร์ อาจารย์สุรัตน์ นุ่มนนท์ หัวหน้าภาควิชาสื่อสารมวลชน อาจารย์คำรณ คุณะดิลก อาจารย์ชลิต กองแก้ว อาจารย์อนันต์ สายศิริวิทย์ ภาควิชาสื่อสารมวลชน อาจารย์สมพงษ์ วิทยศักดิ์พันธ์ ภาควิชาภาษาไทย อาจารย์สามารถ ศรีจำนงค์ อาจารย์พิศาล ทิพารัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ เป็นต้น

                อาจารย์องุ่น มาลิก อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์เป็นปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัย และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาให้ความเคารพรัก อาจารย์ก็ให้ความรักความเอ็นดูแก่พวกเราทุกๆ คน นับตั้งแต่รุ่น นิสิต จิรโสภณ ลงมา นอกจากจะร่วมทำกิจกรรมแล้ว อาจารย์ยังยก บ้าน 3 หลัง ให้เป็นที่ทำกิจกรรมและที่พักพิงของพวกเราด้วย ส่วนตัวอาจารย์พักอยู่หอพักชายอาคาร 1 กับลูกสาวตัวเล็กๆ (น้องโอ๋)

                เหตุที่เรียกว่า บ้าน 3 หลัง เพราะประกอบด้วยบ้าน 3 หลัง หลังใหญ่ 1 หลัง หลังเล็ก 2 หลัง ตั้งอยู่ริมห้วยแก้ว ติดกับรั้ว มช. ด้านตึกธรณีวิทยา สามารถเดินทะลุผ่านเข้า-ออก มช. ได้ กลุ่มแนวร่วมนักศึกษาไปใช้เป็นที่ทำการประชุม สัมมนาและนัดหมาย ต่อมาได้เปลี่ยนนามเรียกขานว่า บ้านริมน้ำ เพราะดูโรแมนติกกว่า แต่หลัง 6 ตุลาฯ มีการเปลี่ยนนามเรียกขานอีกทีว่า บ้านไผ่หิน บ้านของอาจารย์องุ่นจึงถือเป็นตำนานคู่กับการทำกิจกรรมเพื่อมวลชนจนถึงปัจจุบันนี้

                ในช่วงหลัง 6 ตุลาฯ อาจารย์องุ่นได้ถูกจับกุมไปควบคุมที่ศูนย์การุณยเทพสวนบวกหาดเป็นเวลาหลายเดือนพร้อมกับบุคคลอื่นๆ อีกจำนวนมาก

กบฏรัฐธรรมนูญ

                ณ เวลานั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เริ่มมีบทบาทที่เป็นทางการขึ้นมาตีคู่กับกลุ่มนักศึกษาอิสระแล้ว แต่ก็ยังมิใช่เนื้อเดียวกัน เนื่องจากระดับความตื่นตัวและการอุทิศตนทางการเมืองแตกต่างกัน เหตุการณ์ 14 ตุลา เริ่มตึงเครียดขึ้นนับตั้งแต่มีการจับกุมกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญในกรุงเทพฯ ต่อมาเรียกว่า กลุ่ม 13 กบฏ นักศึกษาอิสระเริ่มผลักดันให้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหาและเรียกร้องให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว

วิทยาลัยครูเชียงใหม่นำลุกขึ้นสู้

                ต้องประกาศคำยกย่องเกียรติคุณไว้ ณ ที่นี้ว่า สำหรับการลุกขึ้นสู้ที่เชียงใหม่ ซึ่งเริ่มมีการชุมนุมที่ประตูท่าแพ ตั้งแต่บ่ายวันที่ 8 ตุลาคม 2516 นั้น นำโดยสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ซึ่งมี พรพิไล เลิศวิชา เป็นนายกสโมสร ได้ประกาศหยุดเรียนและเดินขบวนออกจากวิทยาลัยครู เข้ามาชุมนุมที่บริเวณช่วงประตูท่าแพ และมีอีกส่วนหนึ่งแยกเข้าไปปลุกระดมให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เดินขบวนออกมาร่วมประท้วงต่อสู้ร่วมกัน มีการตั้งเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล เล่นละครล้อเลียนและอื่นๆ

                ต่อมา สถาบันการศึกษาทุกแห่งในเชียงใหม่ประกาศหยุดเรียน มาร่วมประท้วงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยร่วมกัน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ วิทยาลัยพายักและโรงเรียนการช่างเชียงใหม่ เป็นต้น ยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอแยลส์วิทยาลัยและโรงเรียนดาราวิทยาลัย เป็นต้น นักศึกษาประชาชนชาวเชียงใหม่ยึดช่วงประตูท่าแพเป็นที่ชุมนุมอยู่ 2 วัน พอวันที่ 10 ตุลาคม ก็เดินขบวนไปยึดศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ (หอศิลป์) เป็นที่ชุมนุมถาวรจนถึงกลางดึกของวันที่ 13 ตุลาคม 2516

                นักปราศรัยไฮปาร์กที่โดดเด่นในครั้งนั้น อาทิ คือ พรพิไล เลิศวิชา, เกียรติยศ เกียรติวัชระอุดม, ธีรชัย มฤคพิทักษ์, ชาญชัย สงวนวงศ์, สงวนศักดิ์ บุญมณี เป็นต้น นอกจากนั้น ผู้นำนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ก็ขึ้นเวทีสลับต่อเนื่องกัน

                สำหรับ พรพิไล เลิศวิชา นั้น เป็นนักปราศรัยที่มีลีลาเฉพาะตัว น้ำเสียงคมชัดมีพลังมาก จนได้ฉายาว่า โฆษณาวิทยุปักกิ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นมีน้ำเสียงคมชัดมีพลังยิ่งกว่าโฆษกวิทยุทั้งหลายในเมืองไทย เมื่อจบ ปกศ.สูงแล้ว ได้เข้ามาเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทอย่างสำคัญในการผลักดันกิจกรรมเพื่อประชาชนให้ก้าวหน้า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้เข้าป่าทางภาคใต้ หลังยุคสงครามคอมมิวนิสต์ได้ทำงานในมูลนิธิหมู่บ้าน โดยเฉพาะการลงทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติที่หมู่บ้านกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ถูกซุงถล่ม ผลงานวิจัยโดดเด่นจนได้รับประกาศเกียรติคุณ เป็น เมธีวิจัยอาวุโส ปัจจุบันทำงานวิจัยอิสระ และทำงานด้วยการศึกษา ร่วมงานกับสถาบันวิทยาการการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

                ส่วน สงวนศักดิ์ บุญมณี หรือ แดง แม่โจ้ เป็นนายกสโมสรวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ หรือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ปัจจุบัน ได้นำนักศึกษาแม่โจ้เข้าร่วมการชุมนุมต่อสู้ตั้งแต่ต้น จนถึงช่วงสลายตัว ทำหน้าที่การ์ดให้กับผู้ชุมนุมอย่างเข้มแข็ง ไม่กลัวตาย สำหรับ แดง แม่โจ้ ภายหลังจบการศึกษาได้ไปทำงานด้านการเกษตรบนดอยสูง ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ ส่วน อุดม พรหมตัน เป็นผู้นำนักศึกษาแม่โจ้ผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ ปัจจุบันทำงานด้านการเกษตรอยู่เชียงใหม่

                การชุมนุมต่อสู้เผด็จการของนักศึกษาประชาชนในภาคเหนือเกิดขึ้นเกือบทุกจังหวัดที่เชียงราย ลำปาง อุตรดิตถ์ นำโดยสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยครูที่พิษณุโลก และสโมสรนักศึกษา มศว. พิษณุโลก ส่วนที่จังหวัดตาก นำโดยสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคตาก เมื่อการต่อสู้จบลงด้วยชัยชนะของนักศึกษาประชาชน ทำให้ระบอบถนอม-ประภาสพังทลายลง ทิศทางของนักศึกษาจึงมุ่งสู่การช่วยเหลือประชาชนและการพัฒนาชนบท สำนึกประชาธิปไตย การช่วยเหลือประชาชนชาวนาชาวไร่และผู้ยากจนต่ำต้อยอื่นๆ ทำให้นักศึกษามีบทบาทอย่างสูงในสังคมตลอดช่วงปี 2516 เป็นต้นไป

                ทิศทางเช่นนี้ดำเนินไปจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เมื่อคณะรัฐประหารนำกำลังเข้าปิดล้อมธรรมศาสตร์กวาดล้างเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนอย่างโหดเหี้ยมทารุณ จนเกิดความเคียดแค้นทั่วประเทศ ผู้คนจำนวนมากเดินทางเข้าป่าไปจับอาวุธลุกขึ้นร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ประเทศไทยเข้าสู่ยุคสงครามคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ

ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ : หลัง 14 ตุลาฯ

                หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กระแสประชาธิปไตยได้ไหลบ่าท่วมสังคมไทย บรรดาสถาบันการศึกษาทุกระดับ โรงเรียนมัธยมศึกษา ล้วนมีการเลือกตั้งประธานและคณะกรรมการนักเรียนทั้งสิ้น กระแสประชาธิปไตยได้ขยายออกไปในชนบทและชนชั้นผู้ใช้แรงงาน การเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิผลประโยชน์ได้แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า เป็นภารกิจที่วางอยู่ตรงหน้าที่ขบวนการนักศึกษาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขบวนนักศึกษาก็ต้องปรับตัวทางด้านจิตสำนึก นอกจากจะมีสำนึกประชาธิปไตยแล้ว ยังต้องมีสำนึกในการรับใช้ประชาชนคนยากไร้อีกด้วย

                กลุ่มนักศึกษาอิสระยังมีบทบาทนำในการทำกิจกรรมใน มช. เนื่องจากสโมสรนักศึกษายังอยู่ในมือกลุ่มนักศึกษากลุ่มเก่าที่ไม่สนใจปัญหาการเมืองและปัญหาสังคมแต่อย่างใด ในกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ที่พลังใหม่เข้ามาเพิ่มเติม นับเป็นการขยายตัวที่สร้างพลังให้กลุ่มฯ เติบใหญ่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อาทิ กอบแก้ว (พี่แก้ว) เดชาวาศน์ นักศึกษาศึกษาศาสตร์, เกรียงศักดิ์ (ก๊อง) ธรรมธวัชชัย นักศึกษาทันตแพทย์, ไกรวุฒิ ศิรินุพงศ์ นักศึกษารัฐศาสตร์, พรเลิศ กองแสง นักศึกษาศึกษาศาสตร์, ธีรัตว์ แพ่งนคร นักศึกษาศึกษาศาสตร์, ปริญดา อริยะวงศานุกุล (บุ๋ม) นักศึกษาสื่อสารมวลชน ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว (เค.ซี.ทัวร์) เป็นต้น

                อย่างไรก้ตาม หลังจากมีการจัดตั้งพรรคประชาธรรมในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปลายปี 2517 แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ค่อยๆ ลดบทบาทด้านกิจกรรมลง แปรสภาพเป็นองค์กรอื่น มีแต่การพิมพ์หนังสือแนวลัทธิมาร์กซ์และการปฏิวัติสังคมนิยมออกเผยแพร่ โดย นิสิต จิรโสภณ ดำเนินการ ต้นฉบับส่วนหนึ่งได้มาจาก ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับนักสังคมนิยมอาวุโสหลายคน อาทิ คุณเทพ โชตินุชิต แห่งพรรคแนวร่วมสังคมนิยม เป็นต้น

                หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มีคณาจารย์อีกหลายท่านย้ายมาสอนหรือบรรจุใหม่ได้สนับสนุนและเข้าร่วมทำกิจกรรมของนักศึกษา อาทิ การเป็นผู้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ เข้าร่วมสัมมนาและงานด้านศิลปวัฒนธรรม เป็นอาจารย์เหล่านี้ อาทิ ดร.ธเนศร์ อาภรณ์สุวรรณ, อาจารย์พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์, อาจารย์พิทักษ์ ธวัชชัยนันท์, อาจารย์จิราภรณ์ ทองเชื้อ, อาจารย์วิถี ดีพันธ์ แห่งภาควิชาสื่อสารมวลชน, อาจารย์ประเสริฐ ประเสริฐกิจวัฒนา แห่งคณะวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

                ในส่วนของกลุ่มประชาชนในเมืองเชียงใหม่ คุณดิษ ลินพิศาล เจ้าของปั้มน้ำมัน ธารทอง ในฐานะนายกสมาคมผู้ค้าน้ำมันภาคเหนือ ได้มีบทบาทอย่างสูงในด้านเคลื่อนไหวและการแสดงท่าทีสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชน รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็น

การต่อต้านฐานทัพ : เผาธงชาติอเมริกา

               กระแสต่อต้านอเมริกาคุกรุ่น มาตั้งแต่กลุ่มสภาหน้าโดมธรรมศาสตร์ออกหนังสือ ภัยขาว ในต้นปี 2514 ซึ่งกระแสต่อต้านสงครามเวียดนามกำลังขยายตัวให้อเมริกาและยุโรป หลัง 14 ตุลาฯ การเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาถอนฐานทัพออกไปจากประเทศดังขึ้นเรื่อยๆ ที่ มช.ได้มีการจัดนิทรรศการอินโดจีนขึ้นที่บริเวณหอสมุดกลางและมีการจัดเวทีปราศรัยขับไล่ฐานทัพอเมริกาให้ออกจากประเทศไทย การจัดนิทรรศการดังกล่าวได้กระตุ้นให้คน มช.เข้าใจปัญหาสงครามอินโดจีนมากขึ้น รวมถึงอันตรายของฐานทัพสหรัฐในไทยที่ก่อปัยหาทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทหาร ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะด้านสังคม ที่หญิงไทยกลายเป็นสิ่งรองรับกามารมณ์และการระบายความใคร่ของทหารสหรัฐที่มาพักผ่อนในไทย พัฒน์พงษ์ พัทยาและบริเวณรอบฐานทัพอเมริกาในจังหวัดต่างๆ กลายเป็นแหล่งบันเทิงสารพัดชนิดเพื่อรองรับทหารสหรัฐ เกิดวัฒนธรรมเมียเช่า รวมเป็นแหล่งอาชญากรรมต่างๆ และปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว

                ในเดือนมกราคม 2517 นายคินเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะถึงกำหนดงานกระแสต่อต้านการเยือนของคินเนอร์เกิดขึ้นทั่วไป มีการไปประท้วงที่สถานกงสุลสหรัฐและสำนักข่าวสารอเมริกันในตัวเมือง มีหนังสือต่อต้านสหรัฐของแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ออกมาจำหน่าย มีใบปลิวแถลงการณ์ต่อต้านเผยแพร่มากมาย

                ทางมหาวิทยาลัยได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับนายคินเนอร์ที่อาคารศาลาธรรม บริเวณด้านหน้า มช. กลุ่มนักศึกษาเตรียมยื่นหนังสือถึงคินเนอร์เรียกร้องให้สหรัฐถอนฐานทัพออกไป คินเนอร์เดินทางมาถึงงานเลี้ยงเวลาพลบค่ำ กลุ่มนักศึกษาก็เปิดโทรโข่งตะโกนขับไล่ อเมริกาโกโฮม แยงกี้โกโฮม คินเนอร์โกโฮม ดังก้องไปทั่วบริเวณ

                ทันใดนั้น นักศึกษากลุ่มเล็กๆ ที่ยืนอยู่บริเวณทางเข้าด้านข้าง ขวามือของอาคารศาลาธรรม ได้คลี่ธงชาติสหรัฐที่ทำด้วยกระดาษโปสเตอร์ออกมากาง และจุดไฟเผาลุกไหม้หมดไปทั้งผืน ด้านนายคินเนอร์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เดินออกจากงานเลี้ยงขึ้นรถกลับออกไปจาก มช.ทันที

                รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงภาพข่าวและพาดหัวตัวไม้หน้าหนึ่งว่า เผาธงชาติสหรัฐ หนังสือพิมพ์อื่นๆ และสำนักข่าวต่างประเทศแพร่ข่าวส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก นับเป็นเหตุการณ์เผาธงชาติอเมริกาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่ง 3 นักศึกษาที่อยู่เบื้องหลังการก่อวีรกรรมครั้งนั้น โดยเตรียมการกันที่โต๊ะกลมในบริเวณยูเนียน ถ้าจำไม่ผิด ประกอบด้วย ธงชัย มนะสุรการ, เกียรติยศ เกียรติวัชระอุดม และ ทวีพงษ์ อินถาปัจ นักศึกษาสื่อสารมวลชน โดย ทวีพงษ์ เป็นคนลงมือวาดรูปธงชาติสหรัฐเอง พร้อมกับเป็นคนถือธงจุดไปเผาที่ข้างศาลาธรรม (ปัจจุบัน พ.ท.ทวีพงษ์ อินถาปัจ เออร์ลี่รีไทร์ แล้วมาค้าขายอยู่แถวไนท์บาซาร์)

การต่อต้านงานบอลล์ลีลาศวันรับปริญญา

                ที่ มช.มีประเพณีที่ยิ่งใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง คือ การพาน้องใหม่เดินเท้าตามถนนจากหน้า มช.ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ส่วนประเพณีถัดมา คือ งานรับปริญญาบัตร ซึ่งถือเป็นงานคืนสู่เหย้าของบรรดาลูกช้างทั้งหลายที่จบออกไปแล้ว งานรับปริญญาจะมีขึ้นในราวปลายเดือนมกราคมของทุกๆ ปี

                หลังจากนั้น บรรดาเมเจอร์ต่างๆ ก็จะจัดงานบอลล์ กู๊ดบายส์ซีเนียร์ ให้กับไอ้แก่อีแก่ทั้งหลายที่กำลังจะก้าวออกไปจากรั้วสีม่วงของ มช. บรรยากาศแห่งความโรแมนติก วาบหวาม สนุกสนาน ดีใจที่เรียนจบเสียที แต่ก็แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าอาลัย ที่ต้องจากถิ่นทองกวาวที่เคยเนามาสามปีครึ่ง สี่ปี ห้าปี หรือหกปี ก็แล้วแต่ความอึดความทนของบรรดาซุปเปอร์ซีเนียร์ทั้งหลาย ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์จึงเป็นเดือนแห่งความรักของชาว มช.อย่างแท้จริง ใครยังไม่มีแฟน ก็จะมีตอนนี้แหละนะ

                สถานการณ์การเมืองและสังคมของประเทศ ณ ขณะนั้นค่อนข้างตึงเครียด ปัญหาความทุกข์ความยากของประชาชนถูกถ่ายทอดออกมาไม่ขาดสาย งานบอลล์และเวทีลีลาศจึงถูกมองว่า เป็นการสิ้นเปลืองและไม่เหมาะสมกับสภาพสังคม ณ เวลานั้นเวทีลีลาศงานบอลล์รับปริญญา จะออกแบบก่อสร้างกว้างขวางกินบริเวณครอบคลุมที่ว่างระหว่างตึกคณะสังคมศาสตร์ ถนนด้านคณะมนุษยศาสตร์ ตึกหอสมุดเก่าและถนนติดคอร์ตแบดฯ ด้านหอสมุดใหม่บรรจุได้เป็นพันคน

                การต่อต้านงานลีลาศถูกจุดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2517 เมื่อเข้าสู่ เดือนมกราคม 2518 ก็แรงขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดงานกระแสแรงจัด จนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน เมื่อถึงเช้าวันงานก็มีคนโทรศัพท์ไปขู่ที่สถานีตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ว่า ได้วางระเบิดไว้ที่เวทีลีลาศแล้ว มีแถลงการณ์ต่อต้านโดยขบวนการเหยี่ยวแดง ตำรวจต้องนำเครื่องมาตรวจระเบิด และ วางกำลังคุ้มครองกันเวที ในที่สุดเย็นวันนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ประกาศล้มเลิกงานลีลาศลงกลางคัน

                บุคคลที่กระตือรือร้นที่สุดในการต่อต้านงานลีลาศคือ พี่แดง ดารารัตน์ เชมนะศิริ บัณฑิตสาขาวิชาฝรั่งเศส

วงกัญชา-วงเหล้าแตก

                ความจริงนักศึกษาในยุคนั้น ส่วนหนึ่งก็มีฐานมาจาก วงเหล้าเมากัญชา ตามประสาคนหนุ่มผู้รักสนุกโดยทั่วไป หรือบางคนอาจชอบฟลอร์เต้นรำ ติดเพลงป๊อป ติดเพลงร็อคไปตามเรื่อง แต่เมื่อบรรยากาศกิจกรรมเพื่อส่วนรวมและสภาพความตื่นตัวทางการเมืองปะทุขึ้น บรรดาผู้รักอิสรเสรีเหล่านั้นก็อยู่ไม่ได้ ต้องทิ้งขวดเหล้า ทิ้งบ้องกัญชาเพื่อมาเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เมื่อเพื่อนหายไปทีละคนสองคน คนที่เหลืออยู่ก็ต้องคิด ในที่สุดก็ต้องตามไปด้วย หรือไม่ก็ย้ายวงเหล้าไปอยู่ใกล้ๆ กับวงกิจกรรม ซึ่งเพื่อนๆ ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ จะเป็นประเภทนี้ซะส่วนใหญ่ เวลามีประท้วงใหญ่ๆ อี๊ดก็จะทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัย บรรดาเพื่อนๆ ก็ตามไปเป็นการ์ดด้วย ตั้งวงกินเหล้าไปด้วย ท่ามกลางเสียงระเบิดและการปะทะกันด้วยลูกปืนเป็นบางครั้ง (ตากอากาศกลางสนามรบ)

                ในฝ่ายก้าวหน้ากระแสหลักนั้น จะให้ความสำคัญกับการวางตนของคนในขบวนการเป็นพิเศษ ทุกคนจะต้องเป็นคนดีศรีสังคม อะไรประมาณนั้น อย่าว่าแต่กินเหล้าเมากัญชาเลย แม้กระทั่งกินโค้กยังจะต้องแอบกิน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่า การจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้น การวางตนให้เป็นที่เคารพนับถือนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น

                สมัยนั้นข้อหา 5 ย. (ผมยาว, เสื้อยับ, กางเกงยีนส์, สะพายย่ามและรองเท้ายาง) ถูกปล่อยออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของขบวนการนักศึกษา จึงได้มีการรณรงค์กันอย่างหนักเพื่อลบล้างคำนิยามเหล่านั้น

การเผยแพร่ประชาธิปไตยสู่ชนบท

                ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ สิ้นสุด ศนท.ได้จัดทำโรงการเผยแพร่ประชาธิปไตยทั่วประเทศ เพื่อนำอาสาสมัครนักเรียนนักศึกษาไปเผยแพร่ประชาธิปไตยในชนบท พร้อมทั้งจัดโครงการอบรมอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยขึ้นทั่วประเทศด้วย ในส่วนภาคเหนือได้จัดการฝึกอบรมนักเรียนอาสาสมัครขึ้นที่สวนสาธารณะหนองกระทิง จังหวัดลำปาง โดยมีนักเรียนจากภาคเหนือตอนบนเข้าร่วมอบรม จาก เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน และลำปาง เป็นต้น มี วัฒนชัย เวชยชัย (อ้วน) เป็นผู้อำนวยการ พร้อมกับนักศึกษาอาสาสมัครจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง

                วัฒนชัย เวชยชัย หรือ อ้วน นักศึกษารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ต่อมาเป็นประธานแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ มีบทบาทอย่างสูงในช่วงก่อน 6 ตุลาฯ เริ่มกิจกรรมนักศึกษาในกลุ่มโซตัสใหม่ จุฬาฯ พรรคจุฬาประชาชน หลัง 6 ตุลาฯ ได้เข้าป่าทางอีสานใต้ ใช้ชื่อจัดตั้งว่า สหายใหญ่ กลับออกมาเปลี่ยนชื่อเป็น ภูมิธรรม มีบทบาทอย่างสูงในองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นรองผู้อำนวยการโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม (คอส.) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนจะออกไปทำธุรกิจส่วนตัวและไปร่วมงานทางการเมืองกับทักษิณ ชินวัตรในภายหลัง ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นรองเลขาธิการพรรคฝ่ายการเมือง และได้รับตำแหน่ง รมช.คมนาคมในปัจจุบัน

                การทำค่ายประชาธิปไตยครั้งนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนทั้งระดับมัธยมปลายและมัธยมต้นของภาคเหนือตอนบน ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการเมืองอย่างชัดเจนเป็นการสร้างสำนึกใหม่ทางสังคมให้เห็นอกเห็นใจคนทุกข์คนยาก ให้ใส่ใจผู้อื่นมากกว่าตัวเองเป็นต้น ภายหลังจบโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยแล้ว บรรดานักเรียนภาคเหนือได้ร่วมประชุมกันที่ผาลาด ตกลงที่จะจัดตั้งศูนย์กลางนักเรียนขึ้นทุกจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานสำหรับนักเรียนที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม

พรรคประชาธรรม

                หลังกรณี 14 ตุลาฯ บรรยากาศประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยจะดำเนินไปเต็มรูปแบบ การบริหารองค์การนักศึกษาจะแยกเป็น 3 ส่วน คือ องค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษา สภานักศึกษาและตุลาการนักศึกษา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนักศึกษา นักศึกษาก็จะมีการรวมกลุ่มตั้งพรรคนักศึกษาขึ้นมาเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง สำหรับรามคำแหงและธรรมศาสตร์ นักศึกษาสามารถออกเสียงเลือกตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยด้วย

                ที่ มช. นักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าไม่สามารถเอาชนะเลือกตั้งเพื่อบริหารสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เลย ในปี 2517 ได้มีการจัดตั้ง พรรคประชาธรรม ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมและเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งใน มช.โดยมี ไพศาล ช่วงฉ่ำ อดีตประธานเชียร์ คณะศึกษาศาสตร์ เป็นประธานพรรค และ เกรียงศักดิ์ (ก๋อง) ธรรมธวัชชัย นักศึกษาทันตแพทย์ เป็นเลขาธิการพรรค

                พรรคประชาธรรมได้จัดนิทรรศการขึ้นที่บริเวณคอร์ตแบดฯ หน้ายูเนียน และจัดอภิปรายทางการเมืองที่โรงช้างหน้า มช. ปรากฏว่า นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ที่ได้รับการปั่นหัวและการสนับสนุนของผู้บริหารอาจารย์ฝ่ายขวาในมหาวิทยาลัย ได้เดินขบวนมาทำลายบอร์ดนิทรรศการที่หน้าคอร์ตแบดฯ และเดินต่อไปเพื่อล้มการอภิปรายที่โรงช้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อ นิสิต จิรโสภณ ออกมายืนขวางทางที่หน้าโรงช้าง ขบวนของนักศึกษาเกษตรก็สลายตัวไป ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า บรรดาหัวโจกของฝ่ายนั้นกับพี่นิสิต ล้วนเป็น ชาวค่าย เก่าด้วยกันทั้งนั้น จึงรู้ฝีมือเชิงบู๊กันดี กินกันยาก

                ในปี 2518 พรรคประชาธรรมและกลุ่มกิจกรรม สมช.และกลุ่มกิจกรรมสโมสรนักศึกษาคณะต่างๆ ได้รับการเสริมกำลังให้มีความแข็งแร่งมากขึ้น จากนักศึกษารหัส 15-16-17 อาทิ จรีรัตน์ (จิ๋มขาว) สินธุวราวรรณ, พัชนี (จิ๋มดำ) การุญ, เทียนชัย ธนพัฒนกุล (นายกสโมสรนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ ปี 2519), พลดี (เล็ก) มงคล (อุปนายก สมช. ปี 2518) นักศึกษาคณะวิทยาฯ, นิลวรรณ (ปื้ด) ตังคะธัช นักศึกษาทันตแพทย์ (นายกสโมสรนักศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ ปี 2518), ทองแถม (หมอโชติ) นาถจำนงค์ นายกสโมสรนักศึกษา คณะเทคนิคการแพทย์, จิโรจน์ หริรักษาพิทักษ์, จักร (ปอจิ้น) ประไพ (ใหญ่) เสถียรภาพงษ์, พัชราภรณ์ (น้อย) ปรารถนาสัตย์ นักศึกษาพยาบาล, นิศา พฤตินันท์ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์, สุรสิทธิ์ (หนุ่ย) เลาหะกุล นักศึกษาศึกษาศาสตร์, วัชระ สนธิชัย (นายก สมช. ปี 2518), พิทักษ์ (หมอเกิด) วิมลสุทธิกุล, สุธี (หมอแพร) บรรเจิดสุทธิกุล, เดชา นพรัตน์, วันชัย (หยิก) ปฐมโรจน์กุล นักศึกษาแพทย์ เป็นต้น ทำให้กิจกรรมของนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าเข้มแข็งและมีกำลังต่อรองมากขึ้น

                ปี 2518 เกรียงศักดิ์ ธรรมธวัชชัย ขึ้นเป็นประธานพรรคประชาธรรม นเรศน์ สุมาลี เป็นเลขาธิการพรรค พรรคประชาธรรมพ่ายแพ้การเลือกตั้ง นายก สมช.อีกครั้ง แต่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสภานักศึกษา เกรียงศักดิ์ ได้รับเลือกเป็นประธานสภานักศึกษา ถึงแม้ว่าไม่สามารถเอาชนะเลือกตั้ง สมช.ได้ แต่ในระดับคณะ โดยเฉพาะทางสายวิทยาศาสตร์ ยกเว้นวิศวะกับเกษตร นักศึกษาฝ่ายก้าวหน้ายึดครองสโมสรนักศึกษาไปเกือบหมดแล้ว โดยมีพรรคประชาธรรมเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรม สายเลือดนักกิจกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะที่มาจากศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยและศูนย์นักเรียนทั่วประเทศ ทำให้กิจกรรมใน มช.คึกคักเข้มแข็งและมีพลังมากขึ้น

กลุ่มผู้หญิง : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

                กลุ่มผู้หญิง มช. จัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2517 ตามด้วยเทรนด์ของยุคสมัยที่เน้นการปลุกผู้หญิงให้ตื่นตัวขึ้นมารับรู้สิทธิ บทบาท และอำนาจของตัวเอง ในฐานะสตรีที่แบกโลกเอาไว้ครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ ผู้นำของกลุ่มผู้หญิง มช. ที่สร้างกิจกรรมและบทบาทอย่างต่อเนื่องถึงปี 2519 อาทิ กอบแก้ว เดชาวาศน์, ดุษฎี อริยะประยูร นักศึกษาวิทยาศาสตร์, ปริญดา อริยะวงศานุกุล (ประธานชุมนุมวรรณศิลป์ คณะมนุษย์ศาสตร์ ปี 2518), กรวิภา (ซี) ตั้งพลังกุล นักศึกษาจิตวิทยา, สุรางค์ (จิ๊ด) ธนพัฒน์ไชยพงศ์ นักศึกษาเอกอังกฤษ เป็นต้น ทำให้กลุ่มผู้หญิงกลายเป็นศูนย์รวมนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ที่มีความคึกคักและมีชีวิตชีวาที่สุด

                กอบแก้ว เดชาวาศน์ หรือ พี่แก้ว เป็นลูกสาวคนโตของเจ้าของหมู่บ้านเดชา ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มผู้หญิงนักกิจกรรม นอกจากนี้ยังรับผิดชอบดูแลเยาวชนศูนย์นักเรียนเชียงใหม่อีกด้วย โดยเช่าบ้านให้เป็นที่ทำการศูนย์นักเรียนอยู่ข้างวัดควรค่าม้า ริมคูเมือง ย่านประตูช้างเผือก รวมทั้งช่วยออกทุนทรัพย์ส่วนตัวในการทำกิจกรรมกลุ่มอิสระและช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่มีปัญหาทางการเงิน

                กรวิภา ตั้งพลังกุล ประธานกลุ่มผู้หญิง มช. ที่มีบทบาทมากที่สุด ปัจจุบันคือ ดร.กรวิภา บุญซื่อ ซึ่งยังคงทำงานเพื่อผู้หญิงอย่างต้อเนื่อง ปัจจุบันทำงานอยู่กับยูนิเฟม (UNIFEM) องค์การสหประชาชาติ ทำหน้าที่ยุติความรุนแรงที่มีต่อสตรี กรวิภา มีบทบาทสำคัญในการจัดประชุมสตรีสากลที่ปักกิ่งปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2548 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล สตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนาแห่งโลกปี 2546 งานวิจัยระดับปริญญาโทเรื่อง พระพุทธศาสนากับอคติทางเพศ ที่เสนอต่อสถาบันสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับการยกย่องว่า เป็นงานที่ทรงคุณค่า

ค่ายความคิด : ค่ายสัมมนา

                ค่ายความคิด/ค่ายสัมมนา เป็นพัฒนาการใหม่ของนักศึกษายุคนั้นโดยใช้การออกค่ายในชนบท ใช้ชีวิตร่วมกัน ใช้แรงงานร่วมกับชาวบ้าน ประสานกับการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน สร้างจิตสำนึกทางสังคมการเมืองและทฤษฏีการเมืองร่วมกัน ทำให้นักศึกษาตื่นตัวและพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมส่วนรวม ซึ่งต้องมีการอุทิศตัวสูง ต้องสละความสุขส่วนตัวไประดับหนึ่ง

                แนวทางการจัดค่ายสัมมนา ริเริ่มมาจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาสัมมนา มีสำนักงานตั้งอยู่ตรงสะพานหัวช้าง ราชเทวี ออกค่ายรวมนักศึกษาหลากหลายสถาบัน  มีรูปแบบเป็นค่ายก่อสร้างถาวรวัตถุให้กับชุมชนชนบท ส่วนใหญ่มักจะเป็นโรงเรียน และมีการสัมมนาปัญหาต่างๆ โดยชาวค่ายเองหรือเชิญวิทยากรมาร่วมสัมมนาด้วย ในปี 2514 อภิเชษฐ์ นาคเลขา ขึ้นเป็นประธานชมรมและเป็นประธานค่ายนิสิตนักศึกษาสัมมนาที่ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ นับเป็นค่ายอาสาฯที่มีความคิดก้าวหน้าที่สุดแห่งยุคสมัย

                นพ.อภิเชษฐ์ นาคเลขา หลังจากจบแพทย์จากศิริราช ได้เลือกบรรจุเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้เขียนบทความเผยแพร่และตีแผ่ปัญหาชนบทในนาม หมอเมืองพร้าว จนเป็นที่รู้จักกว้างขวางและถูกมองว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์

                กลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ เป็นรุ่นแรกๆ ของนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าที่จัดค่ายความคิดสัมมนาลักษณะนี้ขึ้น แต่เป็นการจัดภายในเฉพาะกลุ่มตนเองเท่านั้น (ไม่เป็นทางการ) เน้นการพูดคุยแลกเปลี่ยนทางความคิดให้การศึกษาซึ่งกันและกัน ตลอดจนการสรุปงานและประสบการณ์ เพื่อยกระดับองค์กรและสมาชิกให้ก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เพื่อการทำงานในขั้นต่อไป

                ส่วนการใช้แรงงานจะเน้นการทำงานรวมหมู่ ฝึกให้รู้จักการจับจอบจับเสียมสำหรับนายทุนน้อยทั้งหลาย และถือเป็นการใช้แรงงานตอบแทนเจ้าภาพที่ให้ใช้สถานที่ การออกค่ายสัมมนาที่สำคัญของกลุ่มแนวร่วมฯ เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2517 หลังสอบปลายภาคเสร็จ โดยจัดขึ้นที่บ้าน ลุงสวัสดิ์ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

                ลุงสวัสดิ์ เป็นชาวไร่อพยพมาจากอุทัยธานี หลังจากประสบปัญหาล้มละลายเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ สูญเสียที่ไร่ที่นาจนหมดสิ้นจึงย้ายมาจับจองที่ว่างเปล่าห่างผู้คนในอำเภอพร้าว ลงทุนลงแรงทำไร่ข้าวโพด พืชผักสวนครัวและพืชล้มลุกชนิดอื่นๆ เพื่อฟื้นตนเองขึ้นมาใหม่ บ้านลุงสวัสดิ์เป็นบ้านชาวไร่ยกใต้ถุนสูง มีนอกชานระเบียงบ้านและห้องนอน 2 ห้อง ลุงสวัสดิ์อนุญาตให้ใช้ระเบียงบ้านเป็นที่สัมมนา พร้อมกับเป็นที่หลับนอนไปในตัว

                สมาชิกมากันทุกรุ่นตั้งแต่รุ่นใหญ่ นิสิต จิรโสภณ ไปจนถึงน้องใหม่ไฟแรงอย่าง ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์, พรเลิศ กองแสง เป็นต้น เรื่องหลักๆ ที่ถกกันก็คือ ปัญหาปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี ปัญหายุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และการสรุปบทเรียนต่างๆ หลังจากผ่านการทำงานอย่างหนักหน่วงมาทั้งปี โดยเฉพาะการรณรงค์ต่อต้านอเมริกา การแจกใบปลิวยามค่ำคืน การติดโปสเตอร์ตอนหัวรุ่ง การฉีดสเปรย์พ่นข้อความบนพื้นถนน เป็นต้น

                ในห้วงปี 2517 2519 รูปแบบค่ายศึกษา-ค่ายความคิดจึงเป็นรูปแบบหลักของงานให้การศึกษากระตุ้นจิตสำนึกของกลุ่มกิจกรรม ชุมนุมต่างๆ ของนักศึกษา นักเรียน แม้กระทั่งชาวนา และกลุ่มกิจกรรมในวางการอื่นๆ ค่ายสัมมนาที่โด่งดังที่สุด คือ ค่ายท่าวังพร้าว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการให้การศึกษาร่วมกันระหว่างนักศึกษาสถาบันต่างๆ และนักเรียนจากศูนย์นักเรียนหลายจังหวัด ถัดจากนั้นก็เป็น ค่ายบ้านธิ ลำพูน เพื่อเตรียมคนเข้าทำงานโครงงานชาวนา ค่ายป่าตัน ของนักศึกษา มช. ค่ายฝึกกำลังคน ไร่ชาระมิงค์ อำเภอเชียงดาว ของนักศึกษาแพทย์ เป็นต้น

                เนื้อหาของการสัมมนา ครอบคลุมวิธีคิด-วิธีทำงานเป็นด้านหลัก นอกนั้นก็เป็นการสรุปบทเรียนจากการทำงาน หลักวิธีวิเคราะห์และการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง วิทยากรส่วนใหญ่ก็ว่ากันเอง หรืออาจจะมีนักคิดที่โดดเด่นของยุคสมัยมาว่าให้ อาทิ อนุช อาภาภิรม, สุเทพ ลัคนาวิเชียร เป็นต้น วิทยากรประจำท้องถิ่น อาทิ ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ ชาญชัย สงวนวงศ์ เรื่องการทำงานในชนบท เกษตร ศิวะเกื้อ เรื่องการศึกษา ปาลรัฐ มนูรัษฎา เรื่องโลกทัศน์-ชีวทัศน์เยาวชน เป็นต้น

                รูปแบบค่ายสัมมนายังนำไปใช้กับผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ด้วย โดยมีการสัมมนาครั้งใหญ่ที่อำเภอแม่ริมในช่วงหน้าแล้งของปี 2519 มีผู้นำสหพันธ์ชาวนาระดับต่างๆ ทั่วภาคเหนือเข้าร่วมกว่า 300 คน

ศูนย์กลางนักเรียนภาคเหนือ

                เริ่มต้นจากศูนย์นักเรียนเชียงใหม่ที่เริ่มมีกิจกรรมของตนตั้งแต่ปลายปี 2516 นำโดยกลุ่มนักเรียนยุพราช-วัฒโนฯ แล้วจึงค่อยขยายไปยังโรงเรียนต่างๆ อาทิ มงฟอร์ต ปรินส์รอแยลส์ และสาธิต มช. เป็นต้น ต่อมาเมื่อผ่านค่ายประชาธิปไตยและออกเผยแพร่ประชาธิปไตยในชนบทแล้ว ก็ขยายเป็นศูนย์กลางนักเรียนภาคเหนือ โดยมีศูนย์นักเรียนเชียงใหม่เป็นแกนกลาง สำหรับนักเรียนที่มีบทบาทอย่างต่อเนื่อง อาทิ นักเรียนเชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและเชียงราย เป็นต้น

                กลุ่มนักเรียนที่มีบทบาทในช่วงต้นๆ อาทิ ชาติชาย สงวนพงศ์ รักษาการเลขาธิการศูนย์นักเรียนเชียงใหม่ (ต้นปี 2517) ทศพร กิตติชัยวรรณ เลขาธิการศูนย์นักเรียนเชียงใหม่คนแรก จากปรินส์รอแยลส์ สืบศักดิ์ ปลื้มจิตต์ (อึ่ง) ประธานนักเรียนยุพราชวิทยาลัย และเลขาธิการศูนย์นักเรียนเชียงใหม่ ประพัฒน์ มณเทียรทอง (ตุ้ม), จิรวัฒน์ (ต๋อม) เขื่อนปัญญา, สุวิทย์ ขัติพันธ์ (ไก่) จากยุพราชฯ, รจเรข สุยะเรือนแก้ว, ทุเรียน ทองอ่อน (ประธานนักเรียนวัฒโนทัยพายัพ) จากวัฒโนฯ, ดุษฎีราดา ชัยเนตรจาก สาธิต มช., สุทธิศักดิ์ ปวราธิสันต์ (หมอตู่-เลขาศูนย์นักเรียนเชียงใหม่ ปี 2518), สมชาย (จิว) แซ่จิว, นิสิต วรรณนัจจริยา จากมงฟอร์ตมหาวิทยาลัย, มนตรี ธรรมา จากโรงเรียนบูรณะศักดิ์, แพรวพรรณ (อ้อย) มงคลเกิด, สงวนใจ (ปุ้ม) สีหะกุลัง, พรพิไล (จิ๋ม) พัฒนานันท์ จากเรยีนา เชลีวิทยาลัย, นุชสุรางค์ (เอื้อย) วรพงษ์ จากพระหฤทัย, ศูนย์นักเรียนลำพูน อาทิ กาญจนา (ติ๋ม) ใหญ่ประสาน, กัลยา (อ้อย) ใหญ่ประสาน สองพี่น้อง, ขยัน ไชยประสพ, สุรีย์รัตน์ (น้อย) ทรายตัน, ศักดิ์ สมบุญโต (เป็นคนสระบุรี-หลานเจ้าคณะจังหวัดลำพูนในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดชลบุรีและทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัว นายสมชาย สุนทรวัฒน์ รมช.มหาดไทย) เป็นต้น ศูนย์นักเรียนลำปาง อาทิ นิยม พุทธสอน, พรรณิภา (น้อย) หาญเมธี, เพชรา (น้อย) เชื้อเมืองพาน นักศึกษาวิทยาลัยครูลำปาง เป็นต้น ศูนย์นักเรียนจังหวัดเชียงราย อาทิ อมรา ราชวงศ์ เป็นต้น และศูนย์นักเรียนจังหวัดน่าน อาทิ วิโรจน์ พะยอม เป็นต้น ผู้แทนศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยที่มาช่วยประสานงานกับทางภาคเหนือ คือ กุลชีพ วรพงษ์ (ลูกชายคุณสมบูรณ์ วรพงษ์ แห่งไทยรัฐ ทำงานกับ จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) และ บุญชัย มหัทธนันชัย (เสียชีวิตแล้ว เคยทำงานหนังสือพิมพ์ไทยไฟแนลเชียล-ข่าวหุ้น และ ที่ปรึกษา นายวีระพงษ์ รามางกูร อดีต รมว.คลัง)

                บทบาทของนักเรียนแต่ละจังหวัดมีค่อนข้างสูง มีส่วนช่วยในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในแต่ละพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ลำพูนและลำปาง บ้านของ กาญจนา-กัลยา และ พรรณิภา กลายเป็นศูนย์ประสานงานและที่พักของนักศึกษาที่เดินทางเข้าออกระหว่างพื้นที่ชนบทที่มีการต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ ซึ่งจะได้กล่าวถึงเรื่องราวเหล่านี้ในบทต่อไป

ศูนย์กลางนักศึกษาภาคเหนือ

                ศูนย์กลางนักศึกษาจัดตั้งขึ้นในช่วงต้นปีการศึกษา 2516 โดยมี ธีรชัย มฤคพิทักษ์ เป็นเลขาธิการคนแรก เป็นศูนย์ประสานงานขององค์การนักศึกษาทั่วภาคเหนือ ตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงพิษณุโลก มีบทบาทอย่างสำคัญในการเป็นศูนย์อำนวยการต่อสู้เผด็จการที่เชียงใหม่ หลังจากกรณี 14 ตุลาฯ ได้กลายเป็นศูนย์กลางให้ประชาชนที่ประสบปัญหาต่างๆ เข้ามาขอความช่วยเหลือ ทางศูนย์ฯ ก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการในกรณีต่างๆ ซึ่งเป็นการให้การสนับสนุนให้ประชาชนกล้าลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของตน

                ทางศูนย์ฯ ได้จัดตั้งโครงงานชาวนาขึ้น เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ในเขตภาคเหนือ ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในการสนับสนุนและผลักดันให้ชาวนาภาคเหนือรวมตัวกันและจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ

                ในส่วนของการประสานงานระหว่างสถาบัน เมื่อ เกษตร ศิวะเกื้อ เข้ามาเป็นรองเลขาธิการฝ่ายการศึกษา ได้ประสานงานกับนักศึกษาวิทยาลัยครูและสถาบันอื่นๆ ทั่วภาคเหนือ มีบทบาทอย่างสำคัญที่ทำให้นักศึกษาเกิดการตื่นตัวทางการเมืองและเข้าร่วมทำกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยครูพิษณุโลก

                ปี 2518 มนัส ตันสุภายนต์ จากวิทยาลัยครูเชียงใหม่เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการศูนย์นักศึกษาภาคเหนือ เป็นปีที่ต้องแบกภาระอย่างหนักหน่วง เพราะกระแสของฝ่ายขวาและอำนาจรัฐ โจมตีตอบโต้นักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง ที่สำคัญผู้นำชาวนาชาวไร่ถูกลอบสังหารตายเป็นใบไม้ร่วง ปัจจุบัน มนัส กลับไปอยู่บ้านเกิดที่อำเภอพร้าวและเป็นนักการเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาลตำบลพร้าว

โครงงานนักศึกษาเพื่อกรรมกรเชียงใหม่

                ประมาณต้นปี 2518 ได้เกิดการประท้วงนายจ้างขึ้นในโรงงานแกะสลักขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ย่านถนนวัวลาย ประตูเชียงใหม่ ผู้นำคนงานหญิงได้มาขอความช่วยเหลือจากทางนักศึกษา ซึ่งก็ได้ส่งนักศึกษาเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนทั้งกลุ่มผู้หญิง มช.นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพและกลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน ทำให้การเรียกร้องของคนงานประสบความสำเร็จด้วยดี ทั้งข้อเรียกร้องด้านค่าแรง การปรับปรุงสวัสดิการและสภาพแวดล้อมในโรงงาน

                หลังจากการประท้วงครั้งนั้น ได้มีการจัดตั้งโครงการนักศึกษาเพื่อกรรมกรขึ้น เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการต่อสู้ของบรรดาคนงาน ในโรงงานอุตสาหกรรมและหัตถกรรมซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในเชียงใหม่ โดยมี ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ เป็นผู้ประสานงาน โดยใช้รูปแบบของโครงงานชาวนาที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านั้น โดยเน้นบทบาทให้กับนักศึกษาที่เป็นคนเมือง ดังนั้นกำลังหลักเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยพายัพ โดยการสนับสนุนของ สมบัติ ณ สุนทร นายกสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ

                กลุ่มนักศึกษาเทคนิคที่ร่วมโครงการกับไกรวุฒ อาทิ ชูสิทธิ์ วิริยา, วรศักดิ์ กาวิล, อนุสรณ์ ไชยวรรณ ออกจากโครงงานชาวนาไปช่วยงานกรรมกรพร้อมๆ กับน้องๆ อีกจำนวนหนึ่งประมาณ 10 คน โดยเช่าบ้านเป็นที่ตั้ง สำนักงานอยู่หลังวัดสวนดอก ถนนสุเทพ การทำงานราบรื่นไปด้วยดีทุกประการ การจัดกลุ่มศึกษาในกลุ่มคนงานประสบผลสำเร็จเป็นอันมาก

                ขณะเดียวกันความขัดแย้งในกลุ่มนักศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพได้เพิ่มระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก กอ.รมน.ได้จัดตั้งกลุ่มเคาน์เตอร์ลักษณะเดียวกันกับกลุ่มกระทิงแดงขึ้นที่นั่น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้ปรากฏตัวออกมาก่อกวนประปรายด้วยปาระเบิดหน้า มช. และปาระเบิดบริเวณรอบนอกของการชุมนุมประท้วงกรณี 9 ชาวนาที่หน้าศาลากลางเชียงใหม่ (หอศิลป์) เป็นต้น

                กลางดึกคืนวันหนึ่ง ในห้วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2518 ได้เกิดการลอบวางระเบิดสำนักงานโครงการนักศึกษาเพื่อกรรมกร ทำให้บ้านทั้งหลังพังยับเยิน ในขณะนั้นมีนักศึกษาอาสาสมัครนอนพักอยู่ 4 คน แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และเสียชีวิต 2 คน คือ ประจวบ พงษ์ชัยวิวัฒน์ คนหางดงจังหวัดเชียงใหม่ และ ประสิทธิ์ คำปันติ๊บ คนจังหวัดเชียงราย และเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพทั้งสองคน เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความสะเทือนใจให้กับ ไกรวุฒและทีมงานมาก การคุกคามไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ วรศักดิ์ กาวิล และ อนุสรณ์ ไชยวรรณ ตัดสินใจเข้าป่าในช่วงฤดูหนาวนั้นเอง

                อย่างไรก็ตาม แม้จะประสบการทำลายองค์กรจนถึงแก่ชีวิต การดูแลคนงานก็ยังดำเนินต่อไป โดยกลุ่มผู้หญิง มช.รับช่วงต่อ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็ยังมีการดูแลกัน จนกระทั่งเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลายตัวลง เรื่องราวต่างๆ ก็ยุติไปตามที่ควรจะเป็น

                สมบัติ ณ สุนทร มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงดุลกำลังในวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ เมื่อก้าวเข้ามาเป็นนายกสโมสรนักศึกษาในปี 2518 หลังจบการศึกษาในปี 2519 ได้กลับบ้านเกิด บ้านหนองผักจิก ตำบลห้วยทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างกิจกรรมร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ด้วยความที่ตระกูล ณ สุนทร เป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงกว้างขวางในพื้นที่ จึงถูกเพ่งเล็งจากทางการ เมื่อเกิด 6 ตุลาฯ ญาติพี่น้องถูกจับกุมเป็นทิวแถว สมบัติ ต้องหนีข้ามแม่น้ำโขงข้ามไปฝั่งลาว ด้านอำเภอเชียงของ ก่อนจะกลับเข้าสู่ฐานที่มั่นเขต 8 (ผาหม่น ผาตั้ง ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย) ใช้ชื่อจัดตั้งว่า สหายอินทร

                จากนั้นได้ข้ามเขากลับมายังบ้านเกิด ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกขยายงานมวลชนอย่างกว้างขวางในแถบอำเภอพาน อำเภอป่าแดด อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เชื่อมโยงเข้ากับอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา อำเภอวังเหนือ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอบ้านธิ อำเภอเมืองและอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เขตงานขยายอย่างรวดเร็ว มวลชนต้อนรับการปฏิวัติดียิ่ง

                เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง อินทรกลับบ้านเกิด พร้อมด้วยบรรดาสหายและมวลชนที่เข้าร่วมการปฏิวัติก่อนหน้านี้ ทุกคนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อดูแลปากท้องของตัวเองและครอบครัว เขาต้องทำมาหากินหลายอย่างเพื่อดูแลมิตรสหายให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เคยไปทำไม้ถึงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อมาได้รับสัมปทานทำไม้จากบริษัทเชียงรายทำไม้จำนวนหลายแปลง ด้วยความที่เป็นดาวรุ่งทางธุรกิจทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในวงการพ่อค้าไม้ ในระหว่างนั้นสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสนกำลังบูม เขาก็ได้ไปซื้อที่ดินและตั้งร้านอาหารชื่อ ร้านฝั่งโขง ขึ้นด้วย

                จากสภาพที่อำเภอพานเป็นฐานกำลังขนาดใหญ่ของฝ่ายประชาชน ทำให้เกิดความหวาดระแวงในฝ่ายความมั่นคง อินทรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลและมีข่าวเรื่อยๆ ว่าจะถูกกำจัด ในที่สุดเขาก็ถูกลงขันสังหาร ลงมือโดยกลุ่มติดอาวุธประกอบกำลังเข้าล้อมยิงในร้านฝั่งโขง ต่อหน้าผู้คนนับร้อย

กลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน

                ในท่ามกลางความเคลื่อนไหวของกระแสประชาธิปไตยและการต่อสู้เพื่อประชาชน ได้ส่งผลไปยังกลุ่มองค์กรต่างๆ นอกสถาบันการศึกษาด้วย ชัชวาล นิลประยูร นักศึกษารัฐศาสตร์ รหัส 11 ได้กลับไปเป็นครูที่บ้านเกิดอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และได้นำประชาชนเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินจนเป็นผลสำเร็จ จากนั้นก็ได้มีการรวมตัวระหว่างกลุ่มครูประชาบาลในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เพื่อช่วยเหลือการต่อสู้เพื่อปากท้องของชาวนาชาวไร่และผู้ใช้แรงงานอื่นๆ

                ต่อมากลุ่มครูที่ต่างคนต่างเคลื่อนไหวอยู่ในหลายพื้นที่ได้ประสานงานกันและนำมาสู่การจัดตั้ง กลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน ขึ้นมา ตั้งสำนักงานเรียกว่า บ้านกิ่งแก้ว ตั้งอยู่แถวถนนวัวลาย ในตัวเมืองเชียงใหม่ แกนนำคนสำคัญ อาทิ ชัชวาล นิลประยูร, สงวน พงษ์มณี (ส.ส.ลำพูน พรรคไทยรักไทย), ศักดิ์ ไชยดวงสิงห์ (แสงดาว ศรัทธามั่น), ณรงค์ วังสิงห์คำ, สวัสดิ์ อินทรัตน์ (เสียชีวิตแล้ว) เป็นต้น

                กลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชนจะทำงานใกล้ชิดกับพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศ เนื่องจาก อินสอน บัวเขียว อยู่บ้านสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเดียวกับอาจารย์ณรงค์ ดังนั้นนอกจากจะรณรงค์ทางความคิดในกลุ่มครูด้วยกันและช่วยเหลือชาวนาชาวไร่แล้ว ยังช่วยกันหาเสียงจน อินสอน บัวเขียว ได้เป็น ส.ส. เชียงใหม่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากผลของความสัมพันธ์อันแนบแน่นดังกล่าวนี้ เป็นผลให้กลุ่มครูประชาบาลถูกเพ่งเล็งหนักจากกลุ่มขวาพิฆาตซ้าย

                ในราวปลายปี 2518 การประชุมสัมมนาของกลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชนที่โรงเรียนบ้านต้นแก้ว อำเภอหางดง ถูกปิดล้อมโดยกลุ่มดังกล่าวที่ยกโขยงมาจากจังหวัดลำพูน ภายใต้การรู้เห็นเป็นใจของกลไกรัฐ การสัมมนาต้องยุติโดยสิ้นเชิง รถยนต์ของ อาจารย์บุญเย็น วอทอง รองหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ถูกเผาทิ้ง พร้อมกับรถยนต์และจักรยานยนต์ของผู้เข้าร่วมสัมมนาคนอื่นๆ อีกหลายคัน

                ภรรยาของ ศักดิ์ ไชยดวงสิงห์ นำคนงานหญิงลุกขึ้นสู้กับนายจ้างที่โรงงานแกะสลักย่านถนนวัวลาย กลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชนได้เข้าไปหนุนช่วยอย่างเต็มที่ การเชื่อมโยงกันเหล่านี้ทำให้ ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ เป็นผู้รับผิดชอบ และประสานงานทั้งนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ กลุ่มผู้นำคนงานและกลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน

                บทบาทและผลงานของกลุ่มครูประชาบาลเพื่อประชาชน ได้ออกดอกออกผลให้คนรุ่นหลังได้เดินตาม หลายปีต่อมาให้หลังกลุ่มครูในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กร สมาพันธ์ครูเชียงใหม่ เพื่อเป็นตัวแทนของครู ซึ่งต่อมาได้ขยายเป็นสมาพันธ์ครูภาคเหนือ 16 จังหวัด มีบทบาทต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

โครงงานชาวนาและสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

                ในช่วงปลายปี 2516 ต้นปี 2517 ซึ่งเป็นเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาในเขตนาเช่าของจังหวัดกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้ลดค่าเช่านาลงจากประเพณีดั้งเดิมของเชียงใหม่ที่เจ้าของนาจะทำนาแบ่งครึ่งกับคนเช่านา (ทำนาผ่าเกิ่ง) โดยที่ผู้เช่านาจะต้องออกทุนค่าเหมืองฝาย ค่าปุ๋ย ค่าควาย และเครื่องมือการผลิตอื่นๆ ทั้งหมด สร้างความยากลำบากให้กับผู้เช่านาเป็นอย่างยิ่ง โดยในปีนั้น (2516) เกิดน้ำท่วมหนักในเชียงใหม่ผลผลิตนาปีหายไปกับน้ำจนหมด เจ้าของที่นาสั่งให้ชาวนาเอาผลผลิตนาปีมารวมกับนาปรังแล้วนำมาจ่ายค่าเช่านา ซึ่งหมายความว่าชาวนาต้องลำบากสองต่อ ต้องรับผิดชอบต่อนาปีที่ล่มไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดจะทน

                จุดกำเนิดของการเคลื่อนไหวอยู่ที่บ้านม่วงคำ หมู่ 4 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่หมู่บ้านดังกล่าวมีอดีตนักเรียนเมตตาศึกษา 2 คน คนหนึ่งคือ อนุสรณ์ ไชยวรรณ ซึ่งเป็นลูกชาวนาที่หมู่บ้านนี้ ขณะนั้นเรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ อีกคนหนึ่งคือ วิจิตร บัวเจตธรรม (ผู้กองอิ๊ด) คนตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยครูเชียงใหม่ เพื่อนทั้งสองจึงได้ร่วมกันนำชาวบ้านเข้าต่อสู้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงนำเรื่องเข้ามาหารือศูนย์กลางนักศึกษาภาคเหนือ

                เมื่อทางศูนย์ฯ ส่งผู้ประสานงานไปร่วมเจรจาหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ ในการชุมนุมประท้วงครั้งหนึ่งที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่แตง นายอำเภอแม่แตงได้แจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ทางอำเภอไม่มีแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้ แต่อำเภอจะสามารถแก้ปัญหาได้ถ้ามีการนำเอาพระราชบัญญัติค่าเช่านามาบังคับใช้ในพื้นที่ภาคเหนือด้วย จากจุดนี้เองนำมาสู่การจัดตั้ง โครงงานชาวนา ศูนย์กลางนักศึกษาภาคเหนือขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เกิดกการเคลื่อนไหวในหมู่ชาวนาเขตนาเช่าเพื่อสร้างพลังต่อรองนำกฎหมายค่าเช่านามาบังคับใช้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมือปฏิบัติงานจริงปรากฏว่า ปัญหาของชาวนามีมากมายกว่านั้น โครงงานชาวนาจึงรองรับทุกเรื่องราวที่เป็นปัญหาความทุกข์ยากของชาวนา

                โครงงานชาวนา จัดตั้งขึ้นในปี 2517 โดยมี ผดุงศักดิ์ พื้นแสน เป็นผู้ประสานงาน เพื่อให้บรรจุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นการทำงานกับคนเมืองหรือคนท้องถิ่นที่พูดคำเมืองหรือภาษาเหนือ จึงมีการระดมนักศึกษา มช. ที่เป็นคนเมืองมาร่วมงาน แต่คนเมืองใน มช.ที่เข้าร่วมกิจกรรมก็ยังมีน้อยจึงตั้งเป้าหมายดึงนักศึกษาจากสถาบันอื่นเข้ามาเป็นกำลังหลักในโครงงานชาวนา มีการจัดค่ายสัมมนาครั้งใหญ่ขึ้นที่ ต.บ้านธิ อ.เมือง จ.ลำพูน (ปัจจุบันคือ อ.บ้านธิ) โดยมีนักศึกษาจากวิทยาลัยครูออกเป็น 2 ส่วน ส่วนใหญ่กลับไปทำงานในองค์การนักศึกษาและชมรมกิจกรรมจากต่างๆ ในวิทยาลัย อีกส่วนหนึ่งเข้าร่วมงานกับโครงงานชาวนา

                ส่วนที่เข้าไปทำงานในองค์การนักศึกษาฯ อาทิ เกรียงไกร พานอ่อง, วิรุณ คำภิโล, กำพร พิทักษ์กำพล, มนัส จันต๊ะ, อุดม พรมชัย, สมคิด ไชยวงศ์, เทพพิทักษ์ วิริยา, บุญเรือง ณ วังแจ่ม, อรรณพ ปัญญาโกษา, เฉลิมชัย หน่อรัตน์, ไฉน มูลป่า, ทองอินทร์ ปาปวน เป็นต้น ส่วนที่เข้ามาร่วมกันผลักดันโครงงานชาวนา อาทิ นิตยา เชื้อเมืองพาน, พัลลภ กันทะอินทร์, สมศักดิ์ ศักกินา, สมศักดิ์ ไชยมงคล, สมคิด เสริมสกุล, สมศักดิ์ อ่อนพร้อม, ศรีนวล (นิคม) บัวคำ, วิรัตน์ พรมตัน, วัชรินทร์ อุปโจง, วิจิตร บัวเจตธรรม เป็นต้น เมื่อสมทบกับกำลังส่วนหนึ่งจาก มช. อาทิ พรเลิศ กองแสง, ธีรัตว์ แพ่งนคร, ราเมศ มูเก็ม, นัยนา (แดง) เอี่ยมสังข์, สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน จากคณะศึกษาศาสตร์, สมนึก (ปี้) อินทจักร์, วิมลวรรณ (ป้าวิ) สุนทรพิธ, มนตรี แก้วแสน จากคณะมนุษยศาสตร์, เสน่ห์ (เรณู) คำจันทร์ศรี จากคณะเทคนิคการแพทย์, จีรพันธ์ (ต้อย) ส่งสมบูรณ์ จากคณะวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ส่วนที่มาจากวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ คือ อนุสรณ์ ไชยวรรณ ทำให้งานเคลื่อนไหวชาวนาดำเนินไปอย่างคึกคักหนักแน่นและรวดเร็วเพื่อผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายค่าเช่านาในเขตภาคเหนือ

                นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครอีกผู้หนึ่งมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ มนัส (มนัสแว่น) จินตนะดิลกกุล จากคณะครุศาสตร์ ทำงานตั้งแต่เริ่มโครงการ รับผิดชอบเชียงใหม่สายเหนือ จนกระทั่งหลัง 6 ตุลาฯ ก่อนที่จะเข้าป่าไป นักศึกษาที่ทำงานโครงงานชาวนาส่วนใหญ่จะผละออกจากห้องเรียนเช่นเดียวกับ มนัส นอกจากบางคนที่จบแล้ว หรือย้ายไปทำงานส่วน นอกจากนั้นจะเรียนไม่จบ บางส่วนกลับมาเรียนใหม่ในยุค 66/23 ปัจจุบัน มนัส เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

                การเคลื่อนไหวชาวนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการต่อสู้ขยายวงกว้างออกไปตามปัญหาของชาวนาแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและเชียงราย ส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระเทือนไม่น้อย ชาวนาได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองอย่างเข้มแข็ง จนกฎหมายค่าเช่านาได้มีการประกาศใช้ในปี 2518 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประกาศใช้กฎหมายแล้ว แต่เจ้าของนาและเจ้าหน้าที่รัฐกลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมาย นักศึกษาและชาวนาจึงต้องร่วมกันเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วน บางแห่งก็เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าของที่นากับชาวนาและนักศึกษา เจ้าของที่ดินที่ร้ายๆ ก็มี นายวรศักดิ์ มินามันท์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็มีที่นามากแถบ อ.หางดง ได้ใช้ตำรวจบุกเข้าจับกุมชาวนาและนักศึกษาในที่นา ซึ่งนักศึกษาเข้ามาเป็นสักขีพยาน ให้การแบ่งผลผลิตระหว่างชาวนากับเจ้าของนา ให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นไปตามข้อกฎหมายกำหนด

                โครงงานชาวนาได้ทำงานประสานกับพี่น้องชาวนาชาวไร่อย่างต่อเนื่องทั้งช่วยเหลือในเรื่องของการเคลื่อนไหว ให้ความรู้และความเข้าใจทางการเมืองตลอดจนช่วยตั้งองค์กรสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ระดับต่างๆ ให้เกิดความเข้มแข็ง บทบาทและภารกิจเหล่านี้ทำให้ถูกเพ่งเล็งจากทางการและบรรดาผู้เสียประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นกรรมการและพยานในการแบ่งผลผลิตระหว่างชาวนาเช่ากับเจ้าของที่นา ทำให้นักศึกษาอาสาสมัครถูกจับกุมและถูกฟ้องร้องหลายคดี

                ในระหว่างปี 2518 โครงงานชาวนาย้ายที่ตั้งจากบ้านปัญญาอ่อน ไปอยู่ บ้านสันติธรรม ตรงห้าแยกสันติธรรม ต่อมาในปี 2519 ย้ายเจ้าไปอยู่ในซอยลึกเข้าไปอีกในย่านสันติธรรม เรียกว่า บ้านแสงตะวัน พรเลิศ กองแสง พร้อมด้วยนักศึกษาอาสาสมัครและเยาวชนลูกหลานชาวนาจำนวนหนึ่งถูกจับกุม อย่างไรก็ตาม โครงงานชาวนายังดำเนินกิจกรรมต่อไป ก่อนที่จะแปรสภาพเป็นองค์กรอื่นหลัง 6 ตุลาฯ

สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

                การเคลื่อนไหวเพื่อนำกฎหมายค่าเช่านามาบังคับใช้ในเขตภาคเหนือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องระดมชาวนาเข้าร่วมทั่วเขตที่ราบอย่างน้อยที่สุดก็ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นเขตที่มีนาเช่ามาก เพราะที่นาส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่อยู่ในเมือง ทั้งที่เป็นทายาทของเจ้าเมืองเชียงใหม่-ลำพูนที่ได้รับมรดกตกทอดมา และพวกเศรษฐีใหม่ที่สะสมที่ดินเป็นสมบัติในภายหลัง

                ในระหว่างการเคลื่อนไหวนั้นเอง ชาวนาชาวไร่ในภาคอื่นๆ ของประเทศก็มีการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิประโยชน์ของตนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะชาวนาชาวไร่ในเขตภาคกลาง เขตภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสาน โดยมีสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย เป็นกลุ่มให้การหนุนช่วยชาวนาอย่างเข้มแข็งที่สุด จากจุดนี้ทำให้กลุ่มสหพันธ์นักศึกษาเสรี สายงานชาวนากับกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างแน่นแฟ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความคิดเห็นต่อแนวทางปฏิบัติต่างๆ ค่อนข้างตรงกัน ร่วมกันปฏิบัติงาน ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา สมัยเข้าร่วมการปฏิวัติและสมัยออกจากป่า รวมทั้งพยายามช่วยกันทำมาหากินสมัยกลับเข้าเมืองใหม่ๆ

                การจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ ดำเนินไปอย่างเปิดเผยและครึกโครม โดยอาสาสมัครนักศึกษาลงไปในหมู่บ้านประชุมชี้แจงถึงกฎหมายค่าเช่านาและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับ นอกจากนี้บรรดาผู้นำชาวนาจากอำเภอแม่แตง นำโดย มานพ มโนชัย ก็ได้ออกเคลื่อนไหวร่วมกับนักศึกษา พื้นที่การทำงานขยายครอบคลุมเขตนาเช่าตั้งแต่ อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม อำเภอสันทราย อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง อำเภอสารภี อำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองลำพูน และอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นต้น บ้านไหนสามารถทำความเข้าใจกันได้ดี ก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับหมู่บ้านขึ้นมานำการต่อสู้กันเลย

                ในเดือนพฤศจิกายน 2517 ได้มีการประกาศจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือขึ้นอย่างเป็นทางการ มีคณะกรรมการตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอและระดับจังหวัดขึ้นมานำการต่อสู้ โดยมี มานพ มโนชัย ชาวนาหนุ่มจากบ้านม่วงคำ ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเลือกเป็น ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ จังหวัดเชียงใหม่คนแรก ในระหว่างการเคลื่อนไหว บรรดาผู้นำธรรมชาติของชาวนาชาวไร่ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นเรื่อย อาทิเช่น พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าบง ตำบลชัยสถาน อำเภอสารถี พ่อหลวงศรีทน ยอดกันทา จากอำเภอดอยสะเก็ด พ่อบุญศรี ขันตี จากบ้านบวกค้าง อำเภอสันกำแพง พ่อหลวงปัน สิทธิ จากบ้านร้องอ้อ ตำบลแม่สูน อำเภอฝาง อ้ายสม จันทร์แดง จากบ้านห้วยส้ม อำเภอสันป่าตอง อ้ายโต๊ะ ตุลาทา จากอำเภอแม่ริม อ้ายใจ ธรรมพิงค์ (ปัจจุบัน-ประธานแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ) จากบ้านสำมณะ อำเภอเมืองลำพูน อ้ายบุญมา อารี จากบ้านป่าเห็ว ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน อ้ายอินถา ศรีวงศ์วรรณ จากบ้านวังไฮ่ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน เป็นต้น

                เมื่อชาวนาเช่าได้รับชัยชนะ เมื่อรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประกาศบังคับใช้กฎหมายค่าเช่านาในเขตจังหวัดภาคเหนือ แม้ว่าจะมีความวุ่นวายตามมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐสมคบกับเจ้าของที่นาบิดพลิ้วหรือหลีกเลี่ยง ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายค่าเช่านาให้ครบถ้วน โยกโย้การแบ่งปันผลผลิต แต่ก่อผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อชาวนาชาวไร่ในเขตชนบทจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เกิดการเคลื่อนไหวของชาวนาชาวไร่เกิดขึ้นทุกหัวระแหง สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ขยายตัวครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูนและลำปางบางส่วน บรรดาผู้นำสหพันธ์ฯ เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงและกระตือรือร้นในการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาของตนเอง กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เกิดค่ายศึกษาและค่ายสัมมนาของผู้นำชาวนาเกิดขึ้นทั่วไป

พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง

ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

และรองประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย

                ในปี 2518 พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ อำเภอสารถี ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ ขณะที่ อ้ายโต๊ะ ตุลาทา ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่อำเภอแม่ริม ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่จังหวัดเชียงใหม่ พ่อหลวงอินถา อดีตผู้ใหญ่บ้านป่าบง มีลักษณะปราชญ์ท้องถิ่น มีความรู้ดี รูปร่างบอบบาง บุคลิกดี เป็นคนธรรมะธัมโม ใจดี มีรอยยิ้มที่ดึงดูดผู้คนให้เคารพนับถือ ขึ้นปราศรัยต่อหน้ามวลชนเรือนหมื่น ด้วยน้ำเสียงไพเราะรื่นหูและเด็ดเดี่ยว จึงสร้างพลังสามัคคีและความมั่นใจตนเองให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวนาชาวไร่ เมื่อพ่อหลวงอินถา นำกำลังชาวนาชาวไร่ไปสมทบสนับสนุนการต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ทั่วประเทศ ที่สนามหลวงระดับทางการเมืองและความเป็นผู้นำยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก

                ชัยชนะและการเติบโตของชาวนาชาวไร่ สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของเจ้าที่ดิน บรรดาผู้หวังฮุบที่ดินว่างเปล่าเป็นของตนเอง และบรรดาชนชั้นปกครองทุกระดับที่รู้สึกเสียหน้าเสียอำนาจลงไป ได้ก่อกระแส ขวาพิฆาตซ้าย ขึ้น ผู้นำสหพันธ์และกรรมการสหพันธ์ฯตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นไป ถูกลอบสังหารคนแล้วคนเล่า ในระหว่างปี 2517 2519 มีผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือถูกลอบฆ่าไปเกือบ 40 คน นับว่าเป็นสภาพที่น่าอเนจอนาถมาก ด้วยความห่วงใยต่อพ่อหลวงอินถา พวกเราบางคนได้หาอาวุธปืนสั้นไปให้พ่อหลวงอินถาพกเพื่อป้องกันตัว ด้วยความเป็นคนใจดีและไม่คิดทำร้ายใคร พ่อหลวงอินถาได้เอาปืนกระบอกนั้นไปซ่อนไว้ที่ยอดต้นมะพร้าวหน้าบ้าน ไม่ได้นำติดตัวไว้แต่อย่างใด ในที่สุดมือปืนได้ลอบยิงพ่อหลวงอินถาถึงแก่ความตายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2518

                พ่อหลวงอินถาจากไปด้วยความอาลัยโศกเศร้าและเคียดแค้นของชาวนาชาวไร่และผู้รักความเป็นธรรมทั่วประเทศ วงดนตรีของนักศึกษายุคนั้นได้แต่งเพลง พ่อหลวงอินถา เพื่อไว้อาลัยและให้เกียรติแก่ผู้นำชาวนาชาวไร่ท่านนี้ ขึ้นต้นว่า ปืนที่ดังสิ้นสั่งสิ้นเสียง เหลือเพียง เหลือเพียงแต่ร่างพ่ออินถา... บรรดานักศึกษาทั้งในเชียงใหม่และจากส่วนกลางหลายร้อยคนได้กระจายกันลงพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ทั่วเชียงใหม่-ลำพูน เพื่อปลุกขวัญและให้กำลังใจแก่ชาวนา ผลของการลอบสังหารผู้นำชาวนาชาวไร่ยิ่งทำให้การต่อสู้ในเขตชนบทขยายตัวไปมากยิ่งขึ้น

พ่อหลวงศรีทน ยอดกันทา

ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ

                เมื่อพ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรืองถูกยิงล้มลงไปต่อหน้า ผู้นำที่แข็งแกร่งก็ได้ก้าวออกมาถือธงนำหน้าขบวนต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ให้ผงาดขึ้นอีกครั้ง พ่อหลวงศรีทน ยอดกันทา ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่อำเภอดอยสะเก็ดได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือคนใหม่ และเป็นรองประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยที่สืบต่อภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง ต่อไป

                พ่อหลวงศรีทน รูปร่างท้วมใหญ่ เสียงดังฟังชัด น้ำเสียงมีพลัง บุคลิกห้าวหาญ ทำให้ผู้อยู่ใกล้รู้สึกอบอุ่นใจ เดินทางไปไหนมาไหนด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ชีพเป็นประจำ ในท่ามกลางสถานการณ์ ที่รุนแรงได้ยืนอยู่หัวขบวนแถวนำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ยืนหยัดต่อสู้อย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งหลังเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลาคม 2519 ต้องอพยพครอบครัวทั้งหมดเข้าป่า และได้ประกาศจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ เพื่อเป็นตัวแทนชาวนาชาวไร่ในขบวนปฏิวัติเคียงคู่กับองค์กรแนวร่วมปฏิวัติอื่นๆ อาทิเช่น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา (ศนท.) ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ที่มี เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เป็นเลขาธิการ เป็นต้น

                การเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาภาคเหนือได้วางเครือข่ายและรูปการจัดตั้งอย่างหนาแน่น ตั้งแต่ระดับป๊อกในหมู่บ้าน ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับภาคและระดับประเทศ บรรดาผู้นำแต่ละระดับมีบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบเป็นของตนเอง หลังจาก มานพ มโนชัย  พ้นตำแหน่ง โต๊ะ ตุลาทา ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่อำเภอแม่ริม เข้ารับตำแหน่ง ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่จังหวัดเชียงใหม่แทน ส่วนที่ลำพูน บุญมา อารี ชาวนามุสลิม จากตำบลอุโมงค์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่จังหวัดลำพูน ก่อนที่ ใจ ธรรมพิงค์ จะเข้ารับช่วงในเวลาต่อมา

                การคุกคามเข่นฆ่าผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือล้มตายดุจใบไม้ร่วงติดตามด้วยการจับกุมคุมขังและการฟ้องร้องในคดีแพ่งคดีอาญาต่างๆ ที่ดำเนินไปแบบเหวี่ยงแห แม้จะบั่นทอนจิตใจของชาวนาชาวไร่อย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจในการต่อสู้ตกต่ำแต่อย่างใด กับทำให้เกิดความเคียดแค้นไปทั่วและมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ให้ได้ ผู้นำชาวนาชาวไร่และเยาวชนชาวนาส่วนหนึ่งต้องหลบเข้าสู่ป่าเขา หลังกรณี 6 ตุลาฯ เขตพื้นที่เคลื่อนไหวทั้งหมดได้แปรสภาพเป็นฐานมวลชนให้กับขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธ

                อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ปฏิวัติยุติลง ขบวนการของชาวนาชาวไร่ได้ปรับตัวตามสถานการณ์ใหม่ บรรดาเยาวชนได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทใหม่และสืบทอดเจตนารมณ์การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้อง ใจ ธรรมพิงค์, อดุลย์ ยกคำจู, สมศักดิ์ โยอินชัย, วัชรินทร์ อุปโปง และคนอื่นๆ อีกมากมาย ได้เป็นกำลังสำคัญใน แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ เพื่อต่อสู้และเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องชาวนาชาวไร่ต่อไป ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และกระแสทุนนิยมไร้พรมแดน

กลุ่มเยาวชนมังกรน้อย : ลูกหลานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่

                ในระหว่างการเคลื่อนไหวชาวนาในระหว่างปลายปี 2518 ถึงก่อน 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์คุกคามการเคลื่อนไหวค่อนข้างตึงเครียด ฝ่ายอำนาจรัฐส่งกำลังเข้าคุกคามและจับตัวการเคลื่อนไหวระหว่างหมู่บ้านต่างๆ ทุกฝีก้าว การติดต่อระหว่างโครงงานชาวนาส่วนกลางและสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ทั่วทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เกิดอุปสรรคและต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง

                มนัส จินตนะดิลกกุล เสนอว่าควรจะจัดตั้งเยาวชนลูกหลานชาวสหพันธ์ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยทำหน้าที่เยาวชนสื่อสาร ด้านหนึ่งเป็นการฝึกฝนยกระดับพวกเขาเอง ด้านหนึ่งเพื่อทำให้หลบหลีกอำนาจรัฐได้สะดวกขึ้น ทางโครงงานชาวนาเห็นชอบให้ดำเนินการ ตอนแรกเรียกกลุ่มพวกเขาว่า กลุ่ม 9 มังกร เพราะมีอยู่ 9 คน ต่อมามีสมาชิกเพิ่มขึ้นจึงเรียกพวกเขาว่า กลุ่มเยาวชนมังกรน้อย ประกอบด้วยเยาวชนนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายลูกหลานชาวสหพันธ์ฯ ที่เข้ามาเรียนในสถานศึกษาต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง

                เยาวชนที่อายุมากที่สุด อยู่ ม.ศ. 4 คือ จีรวรรณ (หนัน) ยอดกันทา ลูกสาวคนโตพ่อหลวงศรีทน คนอื่นๆ อาทิ สมศักดิ์ (มิว) โยอินชัย (แกนนำแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ), แจ่มจันทร์ (ดี) เดชคุณมาก, อดิศักดิ์ (ลอง) ยอดกันทา, เดช เดชคุณมาก จากดอยสะเก็ด, ระวีวรรณ วงศ์สิงห์ขันธุ์ (หนูนา), ทิพวรรณ (ทิพย์) เครือนพรัตน์ จากอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง, สุรินทร์ (ตี๋) อินทร์รักษา, อำไพ มูลถี จากอำเภอแม่แตง เป็นต้น กลุ่มเยาวชนมังกรน้อยทำงานอย่างขยันขันแข็งทิ้งผลงานการสื่อสารให้จดจำไว้มากทีเดียว

                ปัจจุบันหลายคนยังมีบทบาทสำคัญในงานกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ มิว เป็นแกนหลักของแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ เป็นหนึ่งในผู้แทนชาวนาไทยที่ไปประท้วงการประชุมเอเปกและถูกจับที่ฮ่องกง ตี๋ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยน้ำริน อำเภอแม่ริม เป็นผู้ผลักดันและร่วมก่อตั้งองค์กรสมาพันธ์ครูเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการศึกษา ปัจจุบันมีบทบาทอยู่ในสมาพันธ์ครูเชียงใหม่และสมาพันธ์ครูภาคเหนือ 16 จังหวัด

กรณีโหล่งปง อำเภอแม่แจ่ม

                โหล่งปง เป็นที่ราบแคบๆ ตั้งอยู่ริมถนนสายแม่แจ่ม-ฮอด ห่างจากตัวเมืองแม่แจ่มไม่มากนัก (เดิมตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าผา ปัจจุบันแยกมาขึ้นกับตำบลกองแขก) เป็นที่ทำกินแหล่งสำคัญของผู้คนจากตำบลท่าผาและตำบลช่างเคิ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองแม่แจ่ม โดยส่วนใหญ่ ณ เวลานั้น (2517) ชาวบ้านใช้ทำไร่ข้าวโพด ขณะที่กรมป่าไม้จะยึดเอาไปทำสวนป่า ชาวบ้านจึงรวมตัวกันประท้วงร้องเรียกที่ทำกินให้ป่าไม้ยกเลิกโครงการดังกล่าวและให้จัดสรรเป็นที่ทำกินของชาวบ้านเป็นการถาวร โดยมีกลุ่มครูประชาบาล ในอำเภอแม่แจ่ม นำโดย ชัชวาล นิลประยูร และ อำไพรัตน์ ไชยนา ให้การสนับสนุนกลุ่มชาวบ้านอย่างเข้มแข็ง นั่นเป็นกรณีการต่อสู้ครั้งแรกๆ ของชาวบ้านจนประสบความสำเร็จ

กรณีที่ดินห้างฉัตร ปัญหาไร่อ้อยเกาะคา

การเผาสวนสักแม่ทา เหมืองแม่วะ เหมืองแม่เลียง

                ในระหว่างปี 2517 ต่อเนื่องถึงปี 2518 ได้เกิดกรณีการลุกขึ้นสู้ของชาวบ้านที่หลายกรณี ซึ่งดำเนินไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายค่าเช่านาในเขตที่ราบ กรณีที่ดินห้างฉัตร เกิดขึ้นในราวปลายปี 2517 เมื่อชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อเรียกเอาที่ของกรมพัฒนาที่ดินคืนมาให้ชาวบ้าน ข้อเท็จจริงก็คือ ที่ดินเหล่านี้เป็นที่ทำกินของชาวบ้านอยู่แล้ว แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ กรมพัฒนาที่ดินก็มาประกาศฮุบที่เหล่านั้นเป็นที่ทางราชการเสียตามอำเภอใจ ชาวบ้านได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือที่ศูนย์นักศึกษาภาคเหนือ ชาตรี หุตานุวัตร นักศึกษาแพทย์ปีที่ 3 และเป็นประธานชุมนุมวรรณศิลป์ สมช. ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้าน

                การเคลื่อนไหวดำเนินไปจนกลายเป็นการเดินขบวนไปเรียกร้องที่ศาลากลางจังหวัดลำปาง จนทางการรับคำเรียกร้องการต่อสู้จึงยุติลง แต่จากการเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง บรรดาชาวนาชาวไร่ที่ประสบปัญหาจากกรณีต่างๆ ได้บอกต่อๆ กันไปและเดินทางเข้ามาความช่วยเหลือจากศูนย์นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การเคลื่อนไหวปัญหาโรงงานน้ำตาลเกาะคาที่ปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ จนเกษตรกรและผู้ใช้น้ำอื่นๆ ได้รับความเดือดร้อน การเอารัดเอาเปรียบผู้ปลูกอ้อยสารพัดอย่าง การเคลื่อนไหวกินบริเวณกว้างครอบคลุมอำเภอห้างฉัตร อำเภอเกาะคา และอำเภอข้างเคียงในจังหวัดลำปาง

                ผลสะเทือนได้ข้ามเทือกเขาขุนตาลขึ้นไปสู่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ที่บ้านทาฝั่งแดง ซึ่งมีปัญหาร้ายแรงจากการที่กรมป่าไม้ยึดที่ทำกินของชาวบ้านไปปลูกสวนป่า ชาตรี หุตานุวัตร ได้นำชาวบ้านทำการประท้วงและเกิดการตัดฟันต้นสักและเผาสวนป่าแห่งนั้นทิ้งไป ต่อมาได้เดินทางไปยังบ้านทาสะป๊วด ซึ่งได้มีการให้สัมปทานเหมืองแก่เอกชน เรียกว่า เหมืองแม่วะ ซึ่งปล่อยน้ำเสียจากเหมืองเข้าท่วมที่ทำกินของชาวบ้าน ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ชาวบ้านทำการปิดทางเข้าเหมืองโดยสิ้นเชิง เมื่อนายอำเภอกำลังเข้ามาแก้ไขเหตุการณ์ก็ถูกกักตัวไว้ เมื่อส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเสริมก็ถูกชาวบ้านปิดล้อมยึดรถไว้จนทำอะไรไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อนายอำเภอยินยอมเซ็นคำสั่งปิดเหมืองประมาณตีสองของวันเกิดเหตุ จึงได้รับการปล่อยตัวกลับไปโดยสวัสดิภาพ

                หลังจากกรณีเหมืองแม่วะ ทางด้านลำปางก็เกิดกรณีเหมืองแม่เลียง บ้านแม่เลียง ตำบลเสริมซ้าย กิ่งอำเภอเสริมงามขึ้นมา เหมืองแม่เลียงเป็นเหมืองเปิดขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนหุบเขาเหนือหมู่บ้านแม่เลียง อยู่ต้นน้ำแม่เลียงที่ไหลผ่านหมู่บ้านต่างๆ เป็นจำนวนมากในตำบลเสริมซ้าย ก่อนจะไหลเข้าตำบลเสริมงามและผ่านไปสู่อำเภอเกาะคา เหมืองจะทิ้งน้ำเสียผสมโคลนจำนวนมหาศาลลงสู่น้ำแม่เลียง ทำอยู่หลายปีซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนที่ทำกินของชาวบ้านทั้งสองฝั่งน้ำถูกตะกอนทับถมหนาเป็นศอก บางแห่งก็หนาเป็นเมตร ที่แสบกว่านั้นก็คือ บางครั้งชาวบ้านลงผลผลิตแล้ว เหมืองก็ปล่อยตะกอนออกมาทับถมจนเกิดความเสียหายและไม่คิดจะแก้ไขให้แต่อย่างใด

                ชาวบ้านได้ทำการประท้วงปิดทางเข้าเหมืองยืดเยื้ออยู่นานเพราะทางการไม่ยอมแก้ไข ทางโครงงานชาวนาและองค์กรนักศึกษาอื่นๆ ได้ลงอาสาสมัครเข้าไปหนุนช่วยชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดได้เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างคนของเหมืองกับชาวบ้านและนักศึกษา ทำให้ผู้นำชาวบ้านแม่เลียงคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต กลายเป็นปัญหาและข่าวใหญ่ระดับชาติ รัฐบาลส่งกำลังตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าควบคุมสถานการณ์ ชาวบ้านและนักศึกษายังยืนหยัดประท้วงต่อไป

                ต่อมารัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้นได้บินมาดูเหตุการณ์และข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวจากส่วนกลาง ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นชัดเจนว่า เหมืองได้กระทำความเสียหายต่อพืชผลไร่นาของชาวบ้านจริง จึงมีการประกาศปิดเหมืองแร่แม่เลียงประมาณเดือนมิถุนายน 2518

ชาตรี หุตานุวัตร

                ชาตรี หรือ เจ เป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ (รุ่นเดียวและห้องเดียวกับ สนานจิตต์ บางสะพาน (เตี้ย) นักวิจารณ์หนังชื่อดังที่บังอาจไปเอาดีทางเป็นผู้กำกับหนัง) เข้าเรียนแพทย์ มช. รหัส 15 เป็นคนที่กระตือรือร้นสูงและจริงจัง สนใจอ่านหนังสือชนิดหามรุ่งหามค่ำ เป็นเลือดใหม่ไฟแรงของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ ในปี 2517 ได้รับเลือกเป็นประธานวรรณศิลป์ นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของชาวนาชาวไร่ในประเด็นความไม่เป็นธรรมต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูนและจังหวัดลำปาง

                การเคลื่อนไหวภายใต้การนำของเขาก่อผลสะเทือนอย่างกว้างในชนบทภาคเหนือ จากหลายๆ กรณีการเคลื่อนไหวของเขา ทำให้ชนชั้นปกครองหาทางตลบกลับโดยยัดข้อหาคดีอาญา ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2518 หลังเปิดเรียนภาคที่ 1 ไม่นานนัก ตำรวจได้บุกรวบตัวเขาจากหอพักคณะแพทย์ พร้อมๆ กับได้บุกเข้าจับกุมผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่จังหวัดลำพูนอีก 9 คน จนทำให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาประชาชนทั่วประเทศ ภายหลังได้ประกันตัว ชาตรีได้เดินทางเข้าป่าทางภาคอีสาน ใช้ชื่อจัดตั้ง สหายเพลิง และเดินทางขึ้นเหนือกลับมาปฏิบัติงานสร้างเขตต่อสู้ด้วยอาวุธขึ้นในเทือกเขาขุนตาน เขตรอยต่อระหว่างจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่

พรเลิศ กองแสง (เติบ)

                นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มช. เป็นคนอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นหนึ่งในกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ ที่เพิ่งเข้าร่วมงานกับโครงงานชาวนา รับผิดชอบงานทั้งหมดร่วมกับ ธีรัตว์ (อู๊ด) แพ่งนคร และ พัลลภ (แดง) กันทะอินทร์ ขับเคลื่อนงานอย่างเข้มแข็งชนิดไม่ได้อาบน้ำเป็นเดือนๆ เพราะขี่เครื่องตากฝนเปียกแล้วก็แห้งก็พอแล้ว ภายหลัง 6 ตุลาฯ เติบ (ส.วรวุฒิ) กับ แดง (ส.อุทิศ) ได้เดินทางไปศึกษาการเมืองการทหารระยะสั้นที่ฐานที่มั่นผาจิ จังหวัดพะเยา แล้วกลับลงมารับผิดชอบงานสร้างเขตต่อสู้ด้วยอาวุธที่ฐานแม่เลียง จังหวัดลำปาง ร่วมกับ อู๊ด (ส.สร้าง) ที่เดินทางเข้าป่าไปศึกษางานการเมืองการทหารก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนชาตรี (ส.เพลิง) เข้ามารับผิดชอบในภายหลัง ระหว่างปฏิบัติหน้าที่งานมวลชนอยู่ในแถบกิ่งอำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ส.วรวุฒิ ประสบอุบัติเหตุทุ่น (ที่แขวนไว้กับเอว) ระเบิด เสียสละ ณ ที่เกิดเหตุ

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน (กะป่อ)

                เป็นชาวนครปฐม เข้ามาเรียนชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์ เข้ามาร่วมงานโครงงานชาวนา รับผิดชอบเชียงใหม่สายใต้และลำพูน มีบทบาทอย่างสูงในการให้การศึกษา ปลุกเร้าและจัดตั้งสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือทุกระดับจนเป็นผลสำเร็จ ร่วมกินร่วมนอน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมคิดร่วมปรึกษาหารือ เป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวนาชาวไร่ตลอดเวลา จึงเป็นที่รักใคร่ ของมวลชนมากที่สุดคนหนึ่ง หลัง 6 ตุลา ได้เข้าป่าเพื่อไปร่วมงานบุกเบิกงานสร้างเขตต่อสู้ด้วยอาวุธบริเวณรอบๆ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่และรอยต่อจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยอยู่ในเขตพี่น้องชาวปาเกอญอและพี่น้องม้ง ใช้ชื่อจัดตั้งว่า กะป่อ หรือ นายตะเกียง

กรณี 9 ผู้นำชาวนาลำพูน

                ในราวเดือนกรกฎาคม 2518 ในระหว่างฤดูทำนา อำนาจรัฐในขณะนั้นได้ปฏิบัติการ เอาคืน แก้แค้นชาวบ้านสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ โดยกวาดจับผู้นำชาวนาลำพูนจำนวน 9 คนและนักศึกษา 1 คน (ชาตรี หุตานุวัตร) ในข้อหาคดีอาญาต่างๆ นานา โดยหวังที่จะสยบหรือหยุดยั้งขบวนการเคลื่อนไหวของชาวนาชาวไร่ในเขตภาคเหนือ การจับกุมดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงและกว้างขวางในกลุ่มนักศึกษาประชาชนผู้รักความเป็นธรรม นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยประกาศหยุดเรียนและทำการประท้วงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด รัฐบาลก็ได้ปล่อยตัวผู้นำชาวนาทั้งหมด นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของนักศึกษาประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ

พ่อประดับ มนูรัษฏา

                พ่อประดับ มนูรัษฏา เป็นอดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์ ภรรยาของท่าน คุณแม่ปรานี มนูรัษฏา เป็นพี่สาวของ คุณศรี อินทปันตี อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสของกรมประชาสัมพันธ์ มีบทบาทอย่างสูงในการรายงานข่าวสารเคียงข้างนักศึกษาประชาชน ถูกคุกคามอย่างหนักจนต้องหนีเข้าป่าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ปาลรัฐ มนูรัษฎา ลูกชายคนโตของพ่อประดับเข้าเรียนรัฐศาสตร์ มช. รหัส 15 เป็นกำลังสำคัญของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ และเป็นแกนหลักในกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา มช. ตลอดช่วงปีการศึกษา 2515-2519

                ตลอดช่วงการต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่-ลำพูน กระแสขวาพิฆาตซ้ายนอกจากจะใช้มือปืนลอบสังหารผู้นำชาวนาตายเป็นใบไม้ร่วงแล้ว ยังสมคบกับเจ้าของที่นาที่เสียประโยชน์จากค่าเช่านา ทำการฟ้องร้องจับกุมชาวนาและนักศึกษาที่เข้าไปช่วยเหลืออีกด้วย พ่อประดับ มนูรัษฎา ได้รับว่าความเป็นทนายแก้ต่างให้กับชาวนาทุกคดีที่มีการร้องขอ

                หลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาฯผ่านไปแล้ว คดีเหล่านี้ก็ยังคาโรงคาศาล พ่อประดับกับชาวนาต้องต่อสู้คดีอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางบรรยากาศสลดหดหู่จากเหตุการณ์ฆ่ากลางเมือง ท่ามกลางการปกครองเผด็จการกระหายเลือด พ่อประดับต้องเดินทางขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯกับศาลเชียงใหม่-ศาลลำพูนเป็นเวลาหลายปี กว่าคดีเก่าๆ จะสิ้นสุดลงก็เป็นเวลาสิบกว่าปี ต้องใช้จ่ายเงินของตัวเองในการทำคดีเหล่านั้น ลูกชายคนโต 3 คน (บ้านนี้มีลูกชาย 5 คน) เบิ้ม ปาลรัฐ, บอมบ์ และ บุ๋น ล้วนเข้าป่าไปปฏิวัติทั้งสิ้น

                ครอบครัวพ่อประดับ-คุณแม่ปรานี ยังเป็นครอบครัวที่น่ายกย่องมาก ทั้งการเสียสละและความแข็งแกร่งในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ยิ่งกว่านั้น เมื่อลูกหลานกลับจากป่าในสภาพมีแต่ตัว ครอบครัวนี้ก็ยังเป็นแหล่งพักพิงในยามยากให้ด้วย หลายๆ คนได้ตั๋วทนายไปจากสำนักงานประดับทนายความเพื่อไปเผชิญโลกใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า

                จากการกระทำความดีและการเสียสละอย่ายาวนาน พ่อประดับได้รับการยกย่องสรรเสริญในภายหลังได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ที่น่าภาคภูมิใจก็คือลูกชายของท่าน คือ บรื้อ รัษฏา มนูรัษฏา ได้เดินตามรอยคุณพ่อเป็นทนายความของประชาชน บรื้อ เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนดีเด่น เมื่อเดือนธันวาคม 2548 ที่ผ่านมา

มช.แตก-ฝ่ายก้าวหน้ายึดมหาวิทยาลัย

                หลังการประท้วงให้ปล่อยตัว 9 ผู้นำชาวนาลำพูนและนักศึกษาที่ถูกจับกุมจบสิ้นลงด้วยชัยชนะของฝ่ายประชาชนในเดือนกรกฎาคม 2518 สถานการณ์ของฝ่ายก้าวหน้าใน มช.พลิกโฉมไปโดยสิ้นเชิง จากการเป็นนักศึกษาส่วนน้อยกลายเป็นนักศึกษาส่วนมากของมหาวิทยาลัยไปทันที โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ทุกคณะได้หันมาให้การสนับสนุนการต่อสู้ครั้งนี้

                บรรดากลุ่มองค์กรกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับ สมช.และคณะต่างๆ มีนักศึกษาอาสาสมัครเข้าร่วมทำกิจกรรมจำนวนมาก ค่ายศึกษา ค่ายฝึกกำลังคนเกิดขึ้นมากมาย บางส่วนได้เข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ในชนบทต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเหมืองแม่เลียง จังหวัดลำปาง ที่ยืดเยื้อกินเวลาหลายเดือน แม้ทางการจะมีคำสั่งปิดเหมืองชั่วคราว แต่ประกันไม่ได้ว่าจะมีการเปิดใหม่อีกเมื่อไหร่ การส่งนักศึกษาอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เฉพาะแต่ชาวบ้านแม่เลียงเท่านั้น แต่จะต้องครอบคลุมทั้งตำบลเสริมซ้ายและตำบลใกล้เคียง เพื่อทำให้พลังชาวบ้านเข้มแข็งและหนักแน่นดังแผ่นผา

                เหมืองแม่เลียงจึงเป็นโรงเรียนการเมืองที่เข้มข้นที่สุดทั้งของชาวนาและนักศึกษาอาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น เป็นระลอก รุ่นแล้วรุ่นเล่า

จาตุรนต์ ฉายแสง : ร้อยบุปผาบานสะพรั่ง

                จากกำลังหนุนของนักกิจกรรม ศูนย์กลางนักเรียนและศูนย์นักเรียนจังหวัดต่างๆ ที่เข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2518 บวกกับผลสะเทือนกรณี 9 ชาวนา ทำให้การต่อสู้เพื่อเอาชนะเลือกตั้งระดับต่างๆ ใน มช. คึกคักอย่างยิ่ง เสียงเพลงเพื่อชีวิตดังกระหึ่มทั่วมหาวิทยาลัย ทั้งฝั่งสวนดอกและฝั่ง มช.

                ฝั่งสวนดอก ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์, ทันตแพทยศาสตร์, เภสัชศาสตร์, พยาบาลศาสตร์และเทคนิคการแพทย์ ฝั่ง มช. ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์, เกษตรศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในเทอมที่สองของปี 2518 การเตรียมการเลือกตั้งดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง การเลือกตั้งระดับสโมสรนักศึกษา คณะต่างๆ ปรากฏว่าฝ่ายก้าวหน้ายึดครองเกือบทุกสโมสร ยกเว้น เกษตรกับวิศวะ (แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร กลุ่มก้าวหน้าสามารถทำกิจกรรมได้เหมือนคณะอื่นๆ ที่เกษตรก็พอคุยกันได้ ส่วนที่วิศวะ ตัวร้ายๆ ฝ่อไปหมดแล้ว หลังจากหัวโจกที่เคยซ่าเที่ยวระรานไปทั่ว ถูกปังตอจามกระบาลเกือบแยก ก็เลยไม่เอาแล้วการเมือง อยู่กับแฟนดีกว่า)

                เมื่อมาถึงการเลือกตั้งนายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พรรคประชาธรรมที่มี นเรศน์ สุมาลี เป็นประธานได้ประเมินสถานการณ์ว่าพรรคประชาธรรม แดง เกินไป ไม่เหมาะสมที่จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง พลังฝ่ายก้าวหน้าทั้งหมดจึงลงมติส่ง จาตุรนต์ ฉายแสง นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ลงรับสมัครเลือกตั้งในนาม กลุ่มแสงธรรม สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้อย่างงดงาม

                 ยุคของจาตุรนต์ จึงเป็นยุคที่งดงามที่สุดของฝ่ายก้าวหน้ามช. เขาเป็นอะไรที่สมบูรณ์ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัว แม้ว่าจะมีการก่อกวนจากฝ่ายเคาน์เตอร์แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่ใหญ่โต กิจกรรมเพื่อปวงชนจึงเป็นทิศทางหลักของทุกสโมสรและชุมนุมต่างๆ เหตุการณ์ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นการปิดฉากที่เจ็บปวดที่สุดของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยและรักประชาชน

main menu // new update

I CAN SEE CLEARLY NOW

first date 14 March. 2005