Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

ต้นสายธารขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ

... โดย อายุษ ประทีป ณ ถลาง

สำหรับผู้ที่มิได้ร่วม ใน ขบวนการ 14 ตุลา หรือ เป็น คนเดือนตุลา แล้ว น้อยนักที่จะทราบถึง บทบาท ความเป็นมา ตลอดจน การเคลื่อนไหว ผลักดัน อุดมการณ์เดือนตุลาของ กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือ  โดยเฉพาะ ภายใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรก ของ ประเทศไทยในภูมิภาค ที่พัฒนา จนกลายเป็นขบวนการเข้าร่วมต่อสู้ กับ เกษตรกรชาวนาภาคเหนืออย่างใกล้ชิดในห้วงปี 2517-2524  เนื่องเพราะ ข่าวสารทั่วไป ฉายอยู่ตรง บทบาทความเคลื่อนไหว ของ นักศึกษา ปัญญาชนในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวง มี ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นโฟกัสสำคัญ

ก่อนนี้ นอกเหนือไปจากข่าวสาร ความเคลื่อนไหวรายวัน ผ่านสื่อมวลชน ในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว ที่พอทำให้สาธารณชน รับรู้ว่า มีการเคลื่อนไหว อย่างเป็นขบวนการ ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่บ้าง เห็นจะเป็นหนังชื่อ ขบวนการนักศึกษาไทย : จากอดีตถึงปัจจุบัน  ที่ตีพิมพ์ออกมาในปี 2517  โดย วิทยากร เชียงกูล เป็นบรรณาธิการ มี ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ วิสา คัญทัพ เป็นผู้เขียนร่วม และตีพิมพ์ เป็น ครั้งที่สาม เมื่อปี พ.ศ.2546 ในชื่อ ขบวนการนักศึกษาไทย จาก 2475 14 ตุลาคม 2516

เนื้อหาตอนหนึ่ง กล่าวสั้นๆ ถึง ความเคลื่อนไหวในช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง ว่า หนังสือเล่มละบาทเติบโตในภาคเหนือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วลัญชทัศน์ โดย มี นิสิต จิรโสภณ กับ เพื่อนเป็นผู้จัดทำ ฉบับแรก ว่าด้วย มนุษย์และปัญหา ก่อนจะตามมาด้วย ฉบับที่อื้อฉาว คือ ฉบับภัยเขียว ซึ่ง ตอบโต้กับการรัฐประหารตัวเอง ของ จอมพลถนอม ประภาส ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2514 พร้อมบทความบางส่วนในวลัญชทัศน์ประกอบ

มาภายหลัง ช่วงไม่กี่ปีนี่เอง ที่เริ่มมีบันทึก ข้อเขียนบทความ วิทยานิพนธ์ เอ่ยอ้าง กล่าวถึง บทบาท ความเคลื่อนไหว ของ นักศึกษาภาคเหนือ ออกมามากขึ้น กระนั้นก็ตาม เนื้อหาที่พาดพิงถึง ก็ยังเป็นเพียง เรื่องราวประกอบบางประเด็น เฉพาะกรณีเท่านั้นเอง ดังเช่น

...พอสายหน่อย มี กลุ่มนักศึกษาเชียงใหม่ มาหาเพื่อพบปะคุยด้วย เขาแนะนำตัวเอง ว่า ชื่อ นิสิต จิรโสภณ, สถาพร ศรีสัจจัง มาพร้อมเพื่อนหลายคน เขากำลังจัดตั้งกลุ่มนักศึกษาเชียงใหม่ที่มีชื่อว่า กลุ่ม วลัญชทัศน์และ กลุ่มวลัญชทัศน์ นี่เอง ซึ่ง ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นหัวหอกขบวนการนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่...

ซึ่งเป็นความในหน้า 88-89 ของ หนังสือ ชื่อ บันทึก 1 ใน 13 กบฏรัฐธรรมนูญ เรื่อง บอกเล่าก่อนถึงวัน 14 ตุลา 16 ผลงานของ ธัญญา ชุนชฎาธาร จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา เพื่อฉลองโอกาส   ครบรอบ 30 ปี 14 ตุลา เมื่อปี 2546 เล่าถึง การเข้าร่วมประชุมสัมมนา เรื่อง  อุดมคติของคนหนุ่มสาว ซึ่งจัดโดย ชมรมปริทัศน์เสวนา  ในช่วงปลายปี 2514 ที่ วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ หรือ หนังสือชื่อ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่น ของ ประจักษ์ ก้องกีรติ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึง วาทกรรมความเคลื่อนไหว ของ นักศึกษาในภาคเหนือ ว่า

ในต้นปี 2516 กลุ่ม แนวร่วมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดพิมพ์ หนังสือเล่มละบาท เล่มหนึ่งโดยมี ชุมนุมวรรณศิลป์เชียงใหม่ เป็นเจ้าของ จุดประสงค์เพื่อนำไปแจกแก่ผู้เข้าฟังการแสดงดนตรี ของ กองทัพบกสหรัฐฯ ที่จัดโดย สำนักข่าวสารอเมริกัน ณ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อหาข้างในเป็นการ ต่อต้านการเข้ามาตั้งฐานทัพ และพฤติกรรมของสหรัฐฯ ในไทยอย่างรุนแรง ดังข้อเขียนที่ตั้งชื่ออย่างดุเดือดว่า กลับรูของเจ้าเถิด มะริกันเอ๋ย...

และ จากหนังสือชื่อ เส้นทางชาวนาไทย จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการจัดงานโครงการเส้นทางชาวนาไทย เมื่อปี 2542 เพื่อรำลึก 25 ปี สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า

อาจกล่าวได้ ว่า บรรยากาศทางการเมือง ภายหลังเหตุการณ์ 13 ตุลาคม 2516 เปิดโอกาสอย่างมาก ให้ชาวนา มีความตื่นตัวทางความคิด มองเห็นปัญหาของตน มีจิตสำนึกในการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่ง ที่มิอาจมองข้ามไปได้ ต่อพัฒนาการในการต่อสู้ ของ ชาวนาจนถึงขั้น สามารถรวมตัวขึ้นกันเป็นสหพันธ์ฯ ก็คือ บทบาทของ นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การออกไปสู่ชนบท ของ นักศึกษาภายใต้ ครงการ เผยแพร่ประชาธิปไตยการดำเนินงานลงสู่ฐานประชาชน ของสหพันธ์นักศึกษาเสรี หรือ กิจกรรมต่างๆ ของ นักศึกษาภาคเหนือ โดยเฉพาะ โครงการชาวนาของ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยภาคเหนือ ไม่เพียงแต่ เท่านั้น ความสำเร็จ ในการรณรงค์เผยแพร่กิจกรรม ของ สหพันธ์ฯ ได้ขยายออกไปในหมู่ชาวนา จนกระทั่ง สหพันธ์ฯ มีสมาชิกนับได้ ถึง 1 ล้าน 5 แสนครอบครัวทั้งประเทศ หรือ นับเป็น แสนครอบครัว ในเขตสี่จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง นักศึกษาก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้

ทั้งๆ ที่ เรื่องราว ของ บวนการนักศึกษาภาคเหนือ หรือ ในกรอบที่แคบกว่า คือ เฉพาะขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็น นาฏกรรมก่อตัวเคลื่อนไหวอยู่ยาวนานกว่าทศวรรษเลยทีเดียว มีประวัติศาสตร์พัฒนาการ การต่อสู้ของตัวเอง ตั้งแต่ในช่วงปี 2514 กระทั่งถึงปี 2524 ที่ถือเป็น ห้วงล่มสลาย ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และ การเคลื่อนไหว ของ ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ หลายกรณี ได้ส่งผลสะเทือนระดับชาติเลยทีเดียว

การก่อตัว

ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ น่าจะเริ่มก่อตัว จุดประกายขึ้นมา ใกล้เคียงไล่เรียงตามหลัง นักศึกษา ใน ส่วนกลาง-กรุงเทพฯ ไม่ช้าไม่นาน  คือ  ระหว่างปี 2512-2513 ภายใต้บรรยากาศ  ผ่อนคลายทางการเมือง อันเนื่องมาจากการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เมื่อ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ในยุค   จอมพลถนอม กิตติขจร แล้วจัดให้มี   การเลือกตั้งทั่วไป   ขึ้นในปีถัดไป หลังจาก  ยกร่างกันมายาวนาน  ตั้งแต่ ปี 2502 ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ก่อนจะขึ้น เป็นรูปเป็นร่าง ใน นาม กลุ่มวลัญชทัศน์  ราวกลางปี 2514

ทั้งนี้ บรรยากาศ สภาพความเป็นไป ของ นักศึกษา ใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หาได้ผิดแปลก แตกต่างไปจาก สถาบันอุดมศึกษาอื่นใด ที่ถูกครอบงำ โดย ระบบโซตัส กิจกรรมเชียร์ การว้ากรุ่นน้อง ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ควบคู่ไปกับ การร่ำเรียนตำรับตำรา เพื่อหวังปริญญาบัตร เป็นเกียรติประวัติ แก่ ครอบครัว วงศ์ตระกูล  และ เป็นใบเบิกทางให้ไต่เต้า ไปเป็นเจ้าคนนายคน อันเป็นวัฒนธรรม ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา โดยปราศจากข้อสงสัย คำถามใดๆ

ขณะที่ ส่วนกลาง-กรุงเทพฯ วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่มี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ (2506-2512) และ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นเจ้าของ ได้ทำหน้าที่ปลุกเร้า กระตุ้นปัญญาชน นิสิต นักศึกษา อย่างเงียบๆ จนเกิด เครือข่ายทางปัญญา ตามมา วารสารยูงทอง ฉบับวันสถาปนา ปี 2511 วิทยากร เชียงกูล ได้ตั้งคำถามถึง ระบบมหาวิทยาลัยไทย ผ่านบทกวี เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน  อันโด่งดัง ว่า

                ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

                ฉันจึงมาหาความหมาย

                ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย

                สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

ตามด้วยการประชดประชันสังคมมหาวิทยาลัยผ่าน กูเป็นนิสิตนักศึกษา ของ สุจิตต์ วงศ์เทศ ในปี 2512

พัฒนาการของ กิจกรรมความเคลื่อนไหวทางปัญญา   ภายหลังบรรยากาศ   ผ่อนคลายทางการเมือง ทำให้ เครือข่ายทางความคิด ทั้งภายนอกและภายใน มหาวิทยาลัยงอกเงยขยายตัว กลุ่มอิสระ ชมรมต่างๆ มากมายทยอยกันเปิดตัวปรากฏอาวุธทางปัญญา เป็น สิ่งพิมพ์ออกมาหลากหลาย มีการนำ อุดมการณ์ความคิด ทฤษฎีทางการเมือง-เศรษฐกิจสังคมนิยม-มาร์กซิสต์ ทฤษฎีการเมือง  ศิลปวรรณกรรมเพื่อชีวิต ของ ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ในยุคปี 2490-2500 กลับมาเผยแพร่อีกครั้ง เกิดกระแสต่อต้านสงครามเวียดนาม-ฐานทัพสหรัฐ พร้อมศัพท์แสง คำว่า ซ้ายใหม่

ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2512 นักศึกษาผู้สนใจด้านวรรณกรรม ใน ชมรมวรรณศิลป์ ได้รวมตัวในนาม กลุ่มหนุ่มที่ราบอิงดอย เช่น สุภาพ คลี่ขจาย, ธงชัย สุรการ, สุเมธ แสงนิ่มนวล, สถาพร ศรีสัจจัง ฯลฯ ร่วมกันทำหนังสือ  เจ้าชื่อทองกวาว โดยเนื้อหาสาระ นอกจากจะเป็น พวกที่เรียก ว่า สายลม แสงแดด แล้ว เริ่มมีการให้ความสนใจปัญหาทางสังคมบ้าง เช่น ความฟอนเฟะทางวัฒนธรรม อันเป็นผลพวง มาจากฐานทัพสหรัฐในประเทศไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบบมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ก็ไม่มีความชัดเจนอะไรมากมายนัก

ระหว่างปี 2512-2513 ความเคลื่อนไหวทางปัญญา จากส่วนกลาง-กรุงเทพฯ เริ่มแผ่เงา แทรกซึมเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บ้างแล้ว ปลุกเร้าให้นักศึกษาจำนวนหนึ่ง ซึ่งแม้จะน้อยมาก ได้สนใจปัญหาสังคม-การเมือง โดยคนเหล่านี้ มักจะอยู่ในชมรมอาสาพัฒนา กิจกรรมการออกค่าย ทำให้ได้สัมผัสชนบท เห็นปัญหาความยากจน ความแตกต่างระหว่างเมือง-ชนบท

กำเนิดกลุ่มวลัญชทัศน์

ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ หรือ แคบลงไปกว่านั้น ก็คือ ขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างจริงจังเอา ก็ในปี 2514 มี นิสิต จิรโสภณ นักศึกษาปี 4 คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ เป็นหัวขบวน นำขับเคลื่อนกลุ่ม วลัญชทัศน์ ขึ้นมาให้เป็นที่รู้จัก โดย ผู้ร่วมก่อการ ประกอบด้วย สถาพร ศรีสัจจัง, สุรเจตน์ (น้อยพันธุ์) ธรรมธำรง, นิติธารก์ มานะทัต, สงวน พิศาลรัศมี, ธงชัย (มนะสุรการ) สุรการ, สินสมุทร วรรณรัตน์, วัฒนา สุกัณศีล

การก่อตัว ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นฐานที่มา ของ ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ ที่เป็นรูปธรรม คือ กลุ่มวลัญชทัศน์ ๆ เกิดจากการที่ นักศึกษารัฐศาสตร์ กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง มีความรู้สึกว่า เขาควรทำอะไรบางอย่าง ที่เป็นการตอบคำถาม ว่า เขาสนใจปัญหาสังคม ผู้นำในกลุ่มนี้  ที่สำคัญมากๆ ที่ผมจำได้ คือ นิสิต จิรโสภณ ซึ่ง ภายหลังก็มาเป็น นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม คนสำคัญที่สุด ของ ภาคเหนือ และเข้าไปมีบทบาท ในส่วนกลาง มีบทบาทเคลื่อนไหว ในระดับประเทศ ทั้งในทางแจ้งและทางลับ สถาพร ย้อนความหลังให้ฟัง

สถาพร ซึ่งต่อมาเป็น หนึ่งในร้อย ผู้ร่วมลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ อันนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อต้นปี 2514 นิสิต กับพวกได้มาเชิญตัวเอง ซึ่งมีผลงานเขียน ลงตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และหนังสืออื่นๆ  มาก่อนแล้ว เข้าร่วมจัดทำหนังสือ ชื่อ วลัญชทัศน์ โดยเล่มแรก เป็นฉบับว่าด้วย มนุษย์และปัญหา

ตามมาด้วยฉบับ ภัยเขียว ที่ สถาพร เห็นว่าเป็นการตีแสกหน้ารัฐบาลเผด็จการทหารโดยตรง ผมเชื่อว่า วลัญชทัศน์ ฉบับภัยเขียว น่าจะเป็นเอกสารฉบับแรกๆ ที่พูดถึงทหารโดยตรง ว่า เป็นภัยที่สำคัญที่สุดของประเทศ คือตอนนั้น ไม่มีใครกล้าพูดถึงมาก่อน

วลัญชทัศน์ฉบับภัยเขียว ได้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ตอนหนึ่ง เมื่อพูดถึง การก่อกำเนิดของขบวนการนักศึกษาไทย เลยทีเดียว ก่อนหน้านั้น วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ได้ตีพิมพ์ ฉบับภัยเหลือง วิพากษ์วิจารณ์การรุกรานทางเศรษฐกิจของจักรวรรดิญี่ปุ่น ขณะที่ กลุ่มสภาหน้าโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้ออก ภัยขาว โจมตีจักรพรรดินิยมอเมริกา ในช่วงต้นเดือน มีนาคม 2514 วลัญชทัศน์ ฉบับแรก ประจำเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ระบุคณะผู้จัดทำประกอบด้วย นิติธารก์ มานะทัต, ทรงวิทย์ ศรีอ่อน, นิสิต จิรโสภณ, สุรเจตน์ น้อยพันธุ์

เนื้อหาภายในไล่เรียงตั้งแต่ โศลกดำ โดย ศรีตรัง, จดหมายถึงคนหนุ่มสาวผู้เฉยเมย โดย สิริพร หนูแก้วขวัญ, ขบวนการนักศึกษา โดย ชัชวาล นิลประยูร, นครในฝัน (ดีและร้าย) โดย ดร.บรรพต วีระสัย, คำจากใจ แด่โกมล และ รัตนาบทอาลัยแด่ กวี และนักปฏิวัติ โดย สถาพร ศรีสัจจัง, ฐานะและบทบาททางการเมืองของนักศึกษา โดย วิทยากร เชียงกูล, อนิจจาบ้านกู โดย กรอัตถ์, เฮเกลและมากซ์ กับ การศึกษาประวัติศาสตร์ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์, ซ้ายใหม่อีกครั้ง โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี, ประชาธิปไตยที่ข้าพเจ้าเห็นในปัจจุบัน โดย ชวลิต ศิริภิรมย์, นโยบายต่างประเทศของไทย โดย ณัฐ ชพานนท์, มาร์กซีส : แนวคิดสำหรับซ้ายใหม่ โดย? และวุฒิสภาแบบไทยๆ โดย ชวน หลีกภัย

ส่วน วลัศชทัศน์ ฉบับภัยเขียว ประจำเดือนกันยายน-พฤศจิกายนอันเป็นฉบับที่สองตามมา ระบุคณะผู้จัดทำคือ นิติธารก์ มานะทัต, มานิต วรหาญ, นิสิต จิรโสภณ, สุรเจตน์ น้อยพันธุ์

ภายในมีเนื้อหา ประกอบด้วย ในกระบอกมีลูกปืน โดย พิสิฐ เจริญพันธ์, ทหารกับปัญหาการเมืองของไทย โดย ภัทร, เกร็ดการเมืองจากอดีต, โศลกมืดจากภูเขาบรรทัด โดย สถาพร ศรีสัจจัง, อำนาจส่วนเกินของทหาร โดย กอบเกื้อ สุวรรณทัต, ทหารกับการเมือง โดย อนันต์ สายศิริวิทย์, ภัย โดย นักเขียนอิสระ มช., ทหารและการเมืองในประเทศกำลังพัฒนา โดย ดร.บรรพต เทศกาล, ทหารกับการเลือกตั้ง โดย ช.นิล์ป, A TALE OF A MODERN UTOPIA โดย LEO PRASIT, คำอภิปราย : บันทึกจากสภา โดย หลวงประกอบนิติสาร, กลุ่มผู้นำทางการเมืองและทางทหาร โดย จอมพล พร้อมเพรียงพันธ์, ขบวนการกองโจร โดย กองอัตถ์, ยุคมืด โดย อาคม สุวรรณพ และ นิสิตนักศึกษากับรัฐบาลสยาม โดย สุเมธ แสงนิ่มนวล

พลิกไปภายใน จะเห็นเนื้อหาอันดุดัน เช่น หน้าหนึ่งตีพิมพ์ภาพ จอมพลประภาส จารุเสถียร พุงยื่นยืนวันทยหัตถ์บนรถตรวจพลสวนสยาม รับการเคารพจากกองทหาร โดยบรรยายเบื้องล่าง ว่า

กองทัพเดินได้ด้วยท้องเป็นความจริงสำหรับนโปเลียนและประเทศฝรั่งเศสในยามนั้น หรือมากประเทศที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกัน ...กองทัพไทยปัจจุบันก็ดูเหมือนจะมิได้ปฏิเสธเป็นอย่างอื่น!

แต่ท้องที่ทำให้กองทัพ เดินกลับมิใช่ของข้าทหารทั้งปวง หากเป็นของขุนทหารเพียงไม่กี่นาย ซึ่งซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังกองทัพไทยในยามศึก... ขณะเดียวกันจะเขย่งยืนออกมาเบื้องหน้าในยามสงบ!

ในที่นี้ ท้องเห็นจะกินความเพียง พุง ที่ยื่นล้ำออกมาจนมองไม่เห็นหัวแม่เท้า และเป็นพุงที่เลี้ยงไว้ด้วยอามิส อันเป็นผลได้ ของ อำนาจที่ฉกฉวยเอามาจากผู้คนปราศจากอาวุธ

ผู้คนที่กำลังเรียกหาความร่มเย็นให้แก่ชีวิต!

นี่เป็นโอกาสของขุนทหาร ที่นำกองทัพเดินออกมาจากที่ตั้ง เพื่อหยิบยื่นความร่มเย็น ซึ่งเคลือบความเดือดร้อนไว้ภายใน

คนที่กล่าวว่า แม้นชาติขาดทหารเกรียงไกร ประชาไทยจะสุขได้ดังฤา  นั้นก็คือคนเหล่านี้

นี่คือคำข่มขู่!

 และลำเลิกในความเกรียงไกร ของ กองทัพแห่งโบราณสมัย ซึ่งเป็นไปไม่ได้อีกในปัจจุบัน

ตราบใดที่ขุนทหารของสยามประเทศยังห่วงใยในท้องแห่งตน

ยิ่งกว่าท้องของกองทัพและประเทศชาติ

วลัญชทัศน์ฉบับภัยเขียว  กลายเป็น  เรื่องฮือฮาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ภัยเขียวก็สำแดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เมื่อหนังสือถูกสั่งเก็บภายในเวลาอันรวดเร็ว คณาจารย์ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ถูกบีบให้ออกมาเผชิญหน้ากับคณะผู้จัดทำ

แตกหน่อก่อผล

สถาพร เล่าว่า ภายหลังการออก วลัญชทัศน์ ฉบับแรกแล้ว ได้มีการพูดคุยกัน ว่า น่าจะมีการเสวนาทางความคิดขึ้น โดยเชิญอาจารย์ที่มีความตื่นตัวทางความคิดมาสนทนาเดือนละคน โดยใช้ สนามหญ้าหน้าที่ตั้งสโมสรนักศึกษา ที่เรียก ว่า ยูเนียน เป็นแหล่งเสวนา โดยปักป้ายว่า กลุ่มวลัญชทัศน์เสวนา นำไปสู่สถานะของกลุ่ม วลัญชทัศน์  อย่างเป็นทางการ

อาจารย์ที่มีความตื่นตัว ทางความคิดในขณะนั้น ได้แก่ จอมพล พร้อมเพรียงพันธ์, ฉลาดชาย รมิตานนท์, นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ

การทำหนังสือ ก็ดี การจัดเสวนา ก็ดี แม้ภาพของกลุ่ม วลัญชทัศน์ จะถูกมองเป็นพวกกบฏ พวกศิลปิน ตัวประหลาด ในมหาวิทยาลัย ภายใต้ความเป็นจริง ที่นักศึกษาซึ่งสนใจปัญหาบ้านเมือง ยังมีน้อยเต็มทีนั้น ขณะเดียวกันกลับไปกระตุ้นความสนใจ ของ นักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในปีการศึกษา 2514 อย่าง ผดุงศักดิ์ พื้นแสน, ชาญชัย สงวนวงศ์ ฯลฯ ดึงดูดคนเหล่านี้เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม ตามด้วย เกษตร ศิวะเกื้อ สืบทอดไปยังนักศึกษารุ่นต่อไป ได้แก่ ปาลรัฐ มนูรัษฎา, ชาตรี หุตานุวัตร, พรเลิศ กองแสง, และ ไกรวุฒ ศิรินุพงศ์ ฯลฯ ในภายหลัง

ซึ่งต่อมา ผดุงศักดิ์-ชาญชัย-เกษตร-ปานรัฐ-ไกรวุฒ นี่เองจะเข้ามา สานต่อภารกิจ รับช่วงแทนรุ่นพี่ กลุ่มผู้ก่อการ ซึ่งทยอยกันสำเร็จการศึกษากันไป ตั้งแต่ปี 2515 พัฒนาเติบใหญ่ กลายเป็น แนวร่วมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แกนนำในการเคลื่อนไหว นักศึกษา ในพื้นที่ภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็น วิทยาลัยครูหรือวิทยาลัยเทคนิค หรือแม้ กระทั่งเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ทั้งหมดมี นิสิต จิรโสภณ เป็นต้นแบบ แกนหลักในการขับเคลื่อน

ย้อนกลับมาที่ กลุ่มวลัญชทัศน์ อีกครั้ง สถาพร เล่าว่า กลุ่มวลัญชทัศน์แรกๆ นั้นก็ยังสับสน อยู่ในช่วงแสวงหากัน ในกลุ่มเอง ความตื่นตัวก็มีต่างระดับ จำได้ว่าเคยขึ้นดอยกันหลายครั้ง ทั้ง ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ หรือคราวหนึ่งก็ขึ้นไป กิน-นอน อยู่ที่ วัดผาลาด ไปปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน นิสิต เอง ก็บวชเรียนจำพรรษา   อยู่ที่นั่น หรือ จัดวลัญชทัศน์สัญจร ไปเยี่ยม คำรณ คุณะดิลก สมาชิก กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ที่ไปเป็นครูอาสา ทำโรงเรียนชุมชน อยู่ที่แม่กลาง ดอยอินทนนท์

ขณะที่ คำรณ คุณะดิลก ฟื้นความทรงจำว่า ภายหลังทำละคร เรื่องอวสานเซลส์แมน เสร็จก็รู้สึกไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ แล้ว อยากไปต่างจังหวัด ก็เลยขึ้นไปทำโรงเรียนกับพวกม้ง พวกกะเหรี่ยง คนเดียวสอนหนังสือทั้งชั้น 40-50 คน ซึ่ง นิสิต, สถาพร พวกทำค่ายอาสา อะไรเหล่านั้น ก็ได้ขึ้นไปพบปะพูดคุย ตอนหลังก็มี วลัญชทัศน์ ที่จบแล้ว ไปช่วยสอนอีกคน คือ สงวน พิศาลรัศมี อยู่ได้หนึ่งปี หัวหน้าพรรควิชาการสื่อสารมวลชน มช. ก็มาชวนไปสอนละครก็โอเค พอลงมาทำงานปี 15 ก็ทำ เวิร์กชอปละครเกี่ยวกับปัญหาชนบท ปัญหาความยากจน ของ ชาวนา  คือ เป็นละครแบบง่ายๆ ต่อมาก็กลายเป็น ต้นแบบละคร ตามม็อบ ของ นักศึกษาในยุคต่อมา

การรัฐประหารตัวเอง ของ จอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 กระแส  ความเคลื่อนไหวทางปัญญา ภายนอก ประการหนึ่ง กับ ปัจจัยภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง บทบาทของกลุ่มวลัญชทัศน์ ที่มีทั้งความเร่าร้อน มุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง เป็นกบฏต่อต้านระบบและเป็นตัวประหลาดในขณะเดียวกันอีกประการ ทำให้เกิดการตอบรับอย่างเงียบๆ ขยายตัวซึมลึกลงไปเรื่อยๆ

พฤติกรรมกบฏ ต่อต้านท้าทายระบบ ที่มีการเล่าขานกัน ได้แก่การที่ สถาพร ศรีสัจจัง เดินตีนเปล่าจากหอพักเข้าห้องเรียน ด้วยเหตุมีประกาศห้ามสวมแตะขึ้นห้องเรียน หรือ การที่ นิสิต จิรโสภณ ไปประกาศหน้าห้องประชุมเชียร์ว่า น้องนักศึกษาใหม่มีสิทธิที่จะเข้าห้องเชียร์หรือไม่เข้าห้องเชียร์ก็ได้ เป็นผลทำให้ นักศึกษาใหม่ปี 1 หลายคน ผละออกมา การยื่นญัตติเข้าสภาองค์การนักศึกษาที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ นักศึกษาภาควิชารัฐศาสตร์เป็นประธาน สอบถาม ว่า การเชียร์เป็นหน้าที่ หรือเป็นแค่กิจกรรมของชมรม โดยผลสรุปออกมา ว่า การเชียร์เป็นเรื่องของชมรมที่ไม่สามารถบังคับนักศึกษาได้

ซึ่งกรณี การเชียร์ อันเป็นหัวใจหนึ่ง ของ ระบบโซตัส นี้ กลุ่มวลัญชทัศน์ ได้ส่ง สมปอง จุลละทรัพย์ หลานชาย พล.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เข้าไปเป็นประธานชมรมเชียร์ โดยมี นโยบายสำคัญ คือ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเชียร์ ซึ่งก็ได้รับเลือก ดังนั้น นาทีแรก ที่ นักศึกษาน้องใหม่ เข้าห้องเชียร์ ก็จะได้รับบทกวี ฉันจึงมาหาความหมาย ของ วิทยากร เชียงกูล ไปอ่านกัน

หรือ เรื่องราวความรู้สึกอัปยศอดสู ต่อ ระบบการศึกษาไทยกับศาลพระภูมิหน้ามหาวิทยาลัย มี การท้าทาย แสดงความกล้าหาญกัน ด้วยการไปหยิบช้าง ที่นักศึกษานำมาบนบานกลับบ้าน เอาพวงมาลัยศาลพระภูมิไปเที่ยวไล่คล้องคอ ส่งเพื่อนกลับภูมิลำเนาในช่วงปิดเทอม

ที่ร่ำลือกัน กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต คือ กรณี นิสิต จิรโสภณ, สมปอง จุลละทรัพย์ และ ผดุงศักดิ์ พื้นแสน ในอารมณ์ฮึกเหิม จากเครื่องดองของเมาร้านเหล้าหน้ามอ ระหว่างเดินกลับหอพัก ผ่านศาลพระภูมิหน้ามหาวิทยาลัย ความคิดอันเป็นวิทยาศาสตร์ ก็สั่งการให้เดินปรี่เข้าไปฉี่ใส่ศาลพระภูมิ ยามเข้ามาห้ามปราม ก็ คว้าช้างขึ้นมาเขวี้ยง กระชากพวงมาลัยกระจุยกระจาย ท้าทายความเชื่องมงาย

ผล ก็คือ ทั้งสามถูกมหาวิทยาลัย มีคำสั่ง ภาคทัณฑ์ แม้ ตุลาการนักศึกษา  จะรับฟังเหตุผล เสนอให้ลงโทษตักเตือนเท่านั้นเป็นพอก็ตาม

ผมคิดว่า เป็นพฤติกรรม ที่อาจดูไม่ดีในวันนี้ แต่วันนั้น มันไม่มีทางเลือกออก มหาวิทยาลัยสอนวิทยาศาสตร์ แต่กลับไปสร้างศาลพระภูมิ เอามาหลอกล่อนักศึกษา เอาช้าง เอาม้า เอาพวงมาลัยมาไหว้ บูชา เรารู้สึกว่ามันเป็น ตัวแทนความอัปยศ ในความรู้สึกของเรา ตอนนั้น ก็ท้าทายกันว่า จิตใจมึง ว่าใช้ได้ หรือไม่ เป็นวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ อะไรประมาณนี้ สถาพร อรรถาธิบาย

และ นี่เอง ที่นอกเหนือไปจาก นักศึกษาที่มีความตื่นตัวทางความคิดแล้ว กลุ่มวลัญชทัศน์ ยังได้ แนวร่วมจาก กลุ่มนักศึกษาที่มีลักษณะเสรี บรรดาคอเหล้าสุราอีกด้วย ซึ่ง คนเหล่านี้ภายหลังได้พลิกผันตัวเอง เป็นหน่วยการ์ด คอยรักษาความปลอดภัยให้ เมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือ ที่มีลักษณะศิลปิน ก็จะเข้าไปมีบทบาท ร่วมเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม

พ.ศ. 2515 ถือเป็นก้าวสำคัญ ของ กลุ่มวลัญชทัศน์ ในการ พัฒนาไปเป็นองค์กรเคลื่อนไหวระดับภาคเหนือ หรือ ระดับประเทศ เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันกับองค์กรนักศึกษาในส่วนกลาง-กรุงเทพฯ

ก่อนนั้น ก็มีการแลกเปลี่ยน ทางความคิดกันบ้างแล้ว โดยปลายปี 2514 ชมรมปริทัศน์เสวนา ที่มี ส. ศิวรักษ์ อยู่ข้างหลังได้จัดสัมมนาเรื่อง อุดมคติของคนหนุ่มสาว ที่ วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนักศึกษา นักวิชาการจำนวนหนึ่งเข้าร่วมสัมมนา ซึ่ง ครั้งนั้นเอง นิสิต จิรโสภณ และพวก ได้มาพบปะสนทนากับผู้เข้าร่วมสัมมนากลายเป็นสายสัมพันธ์ต่อกัน

ในช่วงไล่เลี่ยกันนี้ อรรถวิบูล ศรีสุวรนันท์ นักศึกษาปี 2 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งใน สมาชิกกลุ่มสภาหน้าโดม เล่าว่า ตอนนั้น กลุ่มอิสระ ชมรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือออกมาเผยแพร่ความคิด โดยจำหน่ายเล่มบาท หาทุนรอนไปในตัว เรียกกันว่า หนังสือเล่มละบาท ก็ได้นำหนังสือเหล่านี้ขึ้นมาขายถึงเชียงใหม่ โดยมาพักอยู่กับพี่ชาย ซึ่งเป็นอาจารย์ ทำให้มีโอกาสรู้จักกับ นิสิต, สถาพร, คำรณ ฯลฯ

สายสัมพันธ์ที่มีต่อกัน โดย นิสิต จิรโสภณ เป็นคนเชื่อมต่อ ทำให้กลุ่มวลัญชทัศน์สามารถขับเคลื่อน สอดรับกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาส่วนกลางได้ ในเวลาต่อมา เช่น เมื่อ ธีรยุทธ บุญมี เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปลุกกระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ที่เชียงใหม่ ก็มีการเคลื่อนไหวในประเด็นเดียวกัน

นิสิต จิรโสภณ น่าจะเริ่มเข้าร่วมขบวนการนักศึกษาส่วนกลาง-กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ โดยเคยลงหนุนช่วยเคลื่อนไหวถึงภาคใต้ ซึ่ง จรัล ดิษฐาอภิชัย บันทึกเอาไว้ในหนังสือ ก่อนจะถึง 14 ตุลา รำลึกในโอกาส ครบรอบ 30 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองวงกว้าง ผมยังเกาะอยู่กับ กลุ่มนักศึกษาอิสระ และ มูลนิธิโกมล คีมทอง เช่นเดิม มูลนิธิโกมลไปจัดนิทรรศการและอภิปรายสัมมนาที่ไหน ผมก็ไปช่วยทำ เช่น ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่ง การอภิปรายครั้งนั้น มี นิสิต จิรโสภณ ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำหนังสือ ภัยเขียว ของกลุ่มวลัญชทัศน์ไปร่วมด้วย

น่าสนใจที่สุด เห็นจะเป็น ห้วงปลายปี 2515 ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 ว่าด้วย คณะกรรมการข้าราชการตุลาการ ลงวันที่ 12 ธันวาคม เดินขบวนไปประท้วงหน้าสนามเสือป่า กองบัญชาการคณะปฏิวัติ แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ที่ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะกรรมการตุลาการ หรือ กต. และกรรมการตุลาการอีก 8 คน ให้มาจากการคัดเลือกของผู้พิพากษา 4 คน และรัฐมนตรีเลือกอีก 4 คน จากที่เดิมที่ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน กต. นักศึกษาเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เป็นกรณีที่ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงฝ่ายตุลาการชัดแจ้ง

ครั้งนั้น กลุ่มวลัญชทัศน์ ก็ได้ร่วมเคลื่อนไหวในเรื่องเดียวกัน โดยวันที่ 13 ธันวาคม ได้รวมตัวไฮปาร์กโจมตีรัฐบาล ที่หน้าสโมสรนักศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมไปชุมนุมนับพันคน (ไทยรัฐรายงานว่ามียอดสูงถึง 6 พันคน) ก่อนจะนำขบวน เดินไปประท้วงที่สนามหน้าศาลจังหวัด ซึ่งถือเป็นการเดินขบวน ออกนอกสถานศึกษาครั้งแรก ของจังหวัดเชียงใหม่

การเดินขบวน ครั้งดังกล่าว ถือเป็นการทดสอบพลัง ความเข้มแข็ง ของ กลุ่มวลัญชทัศน์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อเกิดประเด็นระดับชาติคราใด ก็จะปรากฏ การเคลื่อนไหว ของ  กลุ่มวลัญชทัศน์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทุกคราวไป จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาขึ้น คนเหล่านี้ก็ได้เข้าไปร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย เคียงบ่าเคียงไหล่นิสิตนักศึกษา ประชาชนทั่วประเทศ หลายคนลงไป ร่วมชุมนุมยัง ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เลยทีเดียว

ภายหลัง   เหตุการณ์ 14 ตุลา กลุ่มวลัญชทัศน์ก็พัฒนา แปรเป็นขบวนการนักศึกษา ที่เข้มแข็ง กลายเป็นแนวร่วมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว สามารถยึดกุมมวลชนทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและภายนอก ทั้งที่เป็นนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยครู วิทยาลัยเทคนิค จนแม้กระทั่งประชาชน เกษตรกรชาวนาชาวไร่ได้ นำไปสู่การเคลื่อนไหวระดับชาติตามมา

ตัวอย่างอันสะท้อนถึงความเข้มแข็ง มุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ของ ขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่หรือ ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ ซึ่งเป็นที่กล่าวขาน ยอมรับจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้ เห็นจะเป็น การเคลื่อนไหวของเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ จนเกิด โครงงานชาวนา ขึ้นมาปฏิบัติภารกิจดังกล่าวโดยตรง

คำรณ คุณะดิลก ประเมินว่า ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือเป็น ขบวนการเรียลลิสติก ไม่ใช่ พวกโรแมนติก มันมีพวกโรแมนติกเข้าป่าเยอะ ภาคเหนือ นี่มันใกล้ชิดกับชาวนามาก เขาออกทำงานชนบท เขาเห็นปัญหาจริงๆ และเป็น ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง มาก่อน ซึ่งต่างจาก พวกข้างในซึ่งสายจัดตั้งมันปัญญาชน แต่จัดตั้งทางนี้มันไม่เหมือนกัน สายทางนี้จึงเป็นนักรบเยอะ ไม่ใช่ปัญญาชน

ต่อสู้เคียงคู่ประชาชน

สำหรับ แนวความคิดที่จะก้าวเข้าไปเคลื่อนไหวเกษตรกรชาวนา นั้น สถาพร ศรีสัจจัง ระบุว่า ในวันรับปริญญา  ของ นักศึกษา เมื่อปี 2515    ซึ่ง สมาชิกรุ่นแรกๆ  ของ กลุ่มวลัญชทัศน์ ทยอยกันสำเร็จการศึกษา นั้น ได้มีการรวมตัว พบปะพูดคุย สรุปทิศทาง กันว่า ควรจะมีการเคลื่อนไหวชาวนา เพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ เพราะชาวนาในภาคเหนือเสียเปรียบมาก

ปี 2517 แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่จึง จับประเด็น เข้าไปเคลื่อนไหว ในเรื่อง ของ ค่าเช่านา หรือที่รู้จักกันในนามของกรณี ค่าเช่านาแบ่งกึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ของประเทศ ที่ปรากฏ การลุกฮือ ของ เกษตรกร ชาวนาชาวไร่ อันเป็น ผลพวงมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ทั้งนี้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่านา พ.ศ. 2493 คุ้มครองการเช่านาให้กับเกษตรกรเฉพาะภาคกลางมิได้ครอบคลุมถึงภาคเหนือ ชาวนาภาคเหนือ จึงถูก  เอารัดเอาเปรียบ โดยมีการเรียกเก็บค่าเช่านา สูงถึง 2 ใน 3 ของผลผลิต

ผลจากการต่อสู้ครั้งนั้น ทำให้ สภานิติบัญญัติ ผ่าน ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่านา พ.ศ.2517 โดยให้   พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่านา พ.ศ. 2493  มีผล ครอบคลุมเกษตรกรภาคเหนือ ด้วย หรือให้ เจ้าที่ดิน ได้ผลตอบแทนจาก ผู้เช่านา โดย แบ่งผลิตกันคนละครึ่ง

กรณีดังกล่าว ส่งผลให้ ความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับเจ้าที่ดินทวีความรุนแรงขึ้น มีการหลบเลี่ยงปฏิเสธการเช่า หรือเปลี่ยนผู้เช่ารายใหม่ ตามมาด้วยการล่าสังหาร ผู้นำเกษตรกร ชาวนา รวมถึง นายอินถา ศรีบุญเรือง ประธานสหพันธ์ชาวไร่ภาคเหนือ ที่ถูกสองคนร้ายลอบยิง เสียชีวิตที่บ้านตำบลป่าบง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2518

นอกเหนือไปจาก ปัญหาค่าเช่านา แล้ว นักศึกษาภาคเหนือ ยังเข้าไปร่วมต่อสู้กับประชาชน ใน กรณีเหมืองแม่วะ จังหวัดลำพูน และ กรณีเหมืองแม่เลียง จังหวัดลำปาง ซึ่งทั้งสองเป็น กรณีเหมืองแร่สร้างผลกระทบ ทำความเดือดร้อนให้กับคนท้องถิ่น นำไปสู่ คำสั่งปิดเหมือง ในที่สุด

ปัญหาทั้ง สองกรณี ได้กลายเป็น ประเด็นระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีเหมืองแม่วะ ตกเป็นข่าวครึกโครม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตั้งข้อหาดำเนินคดี 14 เกษตรกรชาวบ้านและนักศึกษา 14 คน ในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และ มั่วสุมร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำให้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง รวมถึงวางเพลิง ทำให้เสียทรัพย์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2518

ในจำนวนนั้น 2 คนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ นายชาตรี หุตานุวัตร นักศึกษาแพทย์ปี 3 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวกัลยา ใหญ่ประสาน นักศึกษาคณะเกษตรฯ ปี 1 ผู้ปฏิบัติงานในโครงงานชาวนา และ 2 คนเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู คนหนึ่งเป็น ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่จังหวัดลำพูน คือ นายบุญมา อารีย์ ก่อนที่ เจ้าพนักงานอัยการ จะมี คำสั่งไม่ฟ้อง และ นายธวัช มกรพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน จะมี คำสั่งปิดเหมืองแม่วะ ในที่สุด

ส่วน กรณีเหมืองแม่เลียง ที่น้ำฉีดแร่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ นั้น ถือเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกัน ที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุนรุนแรงที่สุด ถึงขนาดจับอาวุธ ปะทะกับคนของเหมือง เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต 15 คน!!

ชาตรี หุตานุวัตร เล่าว่า โครงงานชาวนา เกิดขึ้นมาจากความผูกพัน ของ นักศึกษา กับ เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ในพื้นที่ ที่มาแต่การออกค่าย ของ ชมรมอาสาพัฒนา แล้ว เมื่อ กลุ่มวลัญชทัศน์ พัฒนาเป็น แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่ ก็มีการเคลื่อนไหวหนักขึ้น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ขบวนการนักศึกษาเป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องอะไรก็มาหานักศึกษา

อดีตผู้ปฏิบัติงานโครงงานชาวนา  กล่าวว่า    เรื่องราวที่ลงไปช่วยเหลือ มีทั้งงานพัฒนาทั่วไป สร้างห้องสมุดชุมชน อะไรทำนองนั้น มีทั้งเข้าไปช่วยเหลือปัญหาความไม่เป็นธรรม เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน เหมืองแร่ ค่าเช่านา ฯลฯ ซึ่งพอ ได้รับการร้องเรียนมากเข้า เราก็มาคิดว่าต้องมีการรับผิดชอบเป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดตั้งชัดเจน จึงเป็นที่มาของ โครงงานชาวนา โดยเคลื่อนไหวในลักษณะใต้ดิน ขณะการทำงานบนดินจะเป็น ของ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ ซึ่งเชื่อมประสานกับ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย มี กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ประสาน

การเคลื่อนไหว ของ ขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ มี กษตรกร ชาวนา ชาวไร่ เป็นมวลชนเป้าหมาย จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นจริง เผชิญหน้ากับอำนาจรัฐโดยตรง เป็นการทดสอบ-ทดลองทฤษฎี อุดมการณ์ความเชื่อได้ใกล้เคียงที่สุด ขาดแต่เพียงอาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น !!ซึ่งต่อมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ผลักดันคนเหล่านั้นเข้าร่วมต่อสู้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในที่สุด

พวกเขาทำได้สมบูรณ์ครบถ้วน ขาดแต่เพียงชัยชนะเท่านั้นเอง!

You're My Inspiration

เรื่องบันทึก

main menu // new update

first date 14 March. 2005