ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./ถามมาตอบไป

  บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./มิถุนายน ๒๕๕๓

จากเดือนกันยา ๒๕๕๒ วันนี้...วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓  เป็นเวลาปีกว่าๆ

 

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./กันยายน ๒๕๕๒

จากเดือนกันยา ๒๕๕๐ มาจนถึงเดือนกันยา ๒๕๕๒ วันนี้...วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ เป็นเวลา ๒ ปี เต็มๆ ที่ บก. ไม่ได้อัพเดทหน้านี้เลย ก็อย่างที่บอก ต๊กกะใจกะสภาพความแตกแยกทางความคิดในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่บรรดาคนคุ้นเคยที่รู้จักมั่งไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมั่ง โดยเฉพาะตัวกลั่นๆ ในซีก "ลิ่วล้อ" ทักกี้ หรือที่เรียกขานกันว่า พวก "เสื้อแดง" บก. ใช้เวลาสองปีลงไปจมปลักอยู่ในสงครามโลกไซเบอร์ เลยได้รู้สงครามความคิดในโลกเสมือนจริง-โลกไซเบอร์ ก็ดูเบาไม่ได้แต่พวกโลว์เทคในไฮเทคอย่าง บก. ก็ตามไม่ค่อยทัน เข้าเฟซบุคก็ไม่เป็น แชทก็ไม่เป็น เพราะต้องอาศัยซอฟแวร์ที่ต้องอัพเกรดไปเรื่อย ตามไม่ทัน พอมีอะไรที่ต้องล็อกอินเข้ารหัส...ยากนัก ก็ดูทีวีดูเคเบิ้ลเอาดีกว่า....ซะงั้น!

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./ กันยายน 2549_กันยายน ๒๕๕๐

ช่วงระยะเวลาจากเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ มาจนถึง กันยายน ๒๕๕๐ เดือนนี้ เหตุการณ์บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงผ่องถ่ายอำนาจจากกลุ่มทุนใหม่สามานย์โลกาภิวัฒน์ ไปยังกลุ่มทุนเก่าขุนศึกศักดินาด้วยวิถีแห่งการรัฐประหารอย่างละมุนละม่อม เลือดไม่ตกยางไม่ออก แต่ไม่ได้แก้ปัญหาหลักๆ ของชาติแต่อย่างใด แล้วก็ปรากฏชัดเจนว่า คนเดือนตุลาที่ออกมาจากป่าเพื่อนพ้องน้องพี่ของเรานั้น โดยเฉพาะกลุ่มอีสานใต้บางส่วน และกลุ่มภาคเหนือตอนบนโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานของโครงงานชาวนาตัวกลั่น ๆ เกือบทั้งหมด คือ ซีกซ้ายที่ค้ำยันบัลลังก์ทักทุนนายหน้าที่ก่อความแตกแยกอย่างถึงรากไปทุกอณูของสังคมไทย ต่อจากนี้จะเป็นไปอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ความแตกแยกในซีกฝ่ายของเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้คนอันแตกกระสานซ่านเซ็นออกมาจากป่า ก็ทำให้ "มวลชน" ปลายแถว อย่าง บก. รู้สึกเศร้าใจเหลือจะพรรณนา.......จริงๆ เลยค่ะ!

มันเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย และเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัว......สั่นคลอนทุกอณูของความคิดที่เคยเชื่อมั่น ที่เคยคิดว่าเข้าใจ และก็จึงได้แต่เป็นงงเป็นเงงว่าเพื่อนพ้องน้องพี่-บรรดาผู้คนอันเคยคุ้น ไหงเป็นงั้นเข้าไปได้ไง.......ยืนข้างคนปล้นชาติขายแผ่นดิน!

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

 

 

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./ 22 สิงหาคม 2549

นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ในลักษณะพิเศษอย่างยิ่งแห่งสถานการณ์การบ้านเมืองยุคทักษิณทักษิณทักษิโณมิกส์  ที่อุบัติขึ้นในสังคมไทย ณ วันนี้ นับเป็นสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนของสังคมได้ "มีส่วน" ในการ "กระทำการ" ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ...รวมทั้งการอยู่เฉยๆ แบบที่เรียกว่า "พลังเงียบ"  จนนำพาสถานการณ์ มาถึงจุดที่เหมือนว่า จะตีบตันไปเสียทุกทางออก....สถานการณ์เหมือนว่า...จะบีบต้อนฟากฝ่ายคู่ขัดแย้ง ทั้งสองฟากฝ่ายให้ต่างก็มาถึงจุดที่ต้องยืนหยัดสู้กันแบบหมดหน้าตัก.........จนกระทั่งเกิดสภาพการณ์ ของการต้องสู้กันแบบ "หมาจนตรอก" ในที่สุด!?

เป็น "คู่ขัดแย้ง" ระหว่าง ประชาชน ที่ประกอบด้วย ทุนเก่า-ทุนใหญ่-ทุนระดับชาติ-ชนชั้นสูง ปัญญาชนชนชั้นกลางทั้งในกรุงเทพฯ และตามหัวเมือง ทุกชนชั้นและชั้นชน ที่ปราศจากอำนาจรัฐ ฝ่ายหนึ่ง กับ รัฐบาลทักษิณ ที่เป็น "ตัวแทน" ของกลุ่มทุนใหญ่ธุรกิจข้ามชาติ อย่าง ซีพี ธุรกิจการปั่นหุ้นในตลาดหุ้น ธุรกิจคมนาคม ธุรกิจน้ำเมา ธุรกิจน้ำมันและพลังงาน ฯลฯ ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ อีกฝ่ายหนึ่ง

หาใช่ความขัดแย้งระหว่างทุนฯ กับทุนฯ ด้วยกันอย่างที่ ซ้ายเก่า/ตุลาชิน/ตุลาทมิฬ วิเคราะห์เผยแพร่ออกมาไม่.....เพราะทุนใหม่ ทุนใหญ่ ทุนนายหน้า ข้ามชาติโลกาภิวัฒน์ รุกราน ทั้งชีวิตเศรษฐกิจและชีวิตจิตใจของผู้คน ....รวมทั้งมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมในสังคมอันเคยมีมาลงเสียแหลกลาญโดยไม่ได้แทนที่ด้วยมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมที่ดีกว่าแต่อย่างใด.... [การพนันมากขึ้น โสเภณีโดยเฉพาะโสเภณีเด็กมากขึ้น เด็กๆ ยุวชนเยาวชนใช้ชีวิตเหลวแหลกบัดซบ..ที่ไม่เคยได้ยินก็ได้ยินไม่เคยเห็นก็ได้เห็น เช่น นักเรียนหญิงตบตีกันเพราะแย่งผู้ชาย นักเรียนมัธยมต้นลวงเพื่อนนักเรียนด้วยกันไปให้เพื่อนข่มขืน..ฯลฯ]

...การที่ฟากฝ่าย "ซ้ายทมิฬ" หรือ ตุลาชิน ที่มีอดีต ส.จรัส จาก "เขตงานอีสานใต้" ของ พ.ค.ท. ในอดีต เป็นหัวหอก "ยืม" ปากและ "ปากกา" ของนักวิชาการและเพื่อนเก่าเต่าเลี้ยงในวงการสื่อสารมวลชนกุรุสหนึ่ง ที่ "ฝังใจ" เจ็บปวดรวดร้าว กับรังสีอำมหิตของพลังเผด็จการขุนศึกศักดินา เมื่อครั้ง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ปล่อย ทฤษฎีความขัดแย้งเรื่องทุนเก่าทุนใหม่..รวมทั้งการปูพื้นว่าฝ่ายทุนขุนศึกศักดินาเก่าจะก่อความรุนแรง เป็นเพียง "หมากกลลวง" เพื่อให้ฝ่ายซ้ายที่ยังไม่ได้เข้าไปรับใช้หรือทอดตัวเป็น "กลไก" ของ   อำนาจรัฐที่ทุนใหม่ทุนนายหน้าข้ามชาติสามาณย์ยึดกุมอยู่ .....อยู่เฉยๆ ไม่ไปเข้ากับ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ที่เริ่มจาก ปรากฏการณ์สนธิ .....ทำนอง "อยู่บนภูดูหมากัดกัน"  ...ดังเช่น ข้อเขียน ของ สุพจน์ ด่านตระกูล หรือ บทความของ ธงชัยฯ เป็นต้น แต่ก็ประมาณว่า ซ้ายนอกกลไกอำนาจรัฐนอกอิทธิพลครอบงำ ของ กลไกเศรษฐกิจการเมืองของทุนใหม่สามาณย์ [นอกพรรคไทยรักไทยนอกรัฐบาล] ก็ใช่ว่าจะเป็นพวก "กินแกลบ" เพราะตำหรับคิดก็มาจากรากเหง้าเดียวกัน....วัตถุนิยมวิภาษวิธี วัตถุนิยมประวัติศาสตร์.....มาร์กซีสต์ เลนินนิสต์ เหมาอิส สตาลินนิสต์  บ้างก็ยังมาบวกกับ พุทธินิยมอันเป็นคติความเชื่อดั้งเดิม ที่กลับมารื้อฟื้นกันใหม่ (คติความเชื่อแบบพุทธินิยมนี้จะทำให้ขีดเส้นแบ่งได้ว่า อะไรสามาณย์อะไรไม่สามาณย์) บ้างก็มาบวกกับทฤษฎีเกม ...ทฤษฎีความสับสนหรืออนาธิปไตยใหม่ ทฤษฎีทุนข้ามชาติโลกาภิวัฒน์ ฯลฯ โอ้ยสะป๊ะ...แบบว่า ไม่ว่า ฝ่ายซ้ายทมิฬสามาณย์จะพ่นทฤษฎีอะไรออกมาทางช่องทางไหนจากคติความเชื่อสำนักใด...เป็น "รู้เท่ารู้ทัน" กันละกัน......

ทั้งประกอบกับ ธาตุแท้ของ "คนเดือนตุลา" นอก ทรท. ที่อยู่นิ่งเฉยกันไม่ค่อยจะได้ ยามเมื่อเห็นความสามาณย์ทุกรูปแบบทุกปริมณฑล ทั้งในปริมณฑลทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางด้านการเมืองและโดยเฉพาะ ความละโมบโลภมากของโคตรตระกูลผู้นำและตัวผู้นำ ที่ชี้ชัดว่ากำลังสร้างและ "ก่อรูป" วัฒนาธรรมใหม่ที่สามาณย์อย่างยิ่ง เป็น "ตัวอย่างไม่ดี" อย่างยิ่ง แก่ยุวชนเยาวชนของประเทศ นั่นคือ วัฒนธรรมสามาณย์ในการให้ได้มาซึ่งเงินและเงินและเงิน...โดยไม่อินังขังขอบว่า เงินนั้นจะได้มาอย่างไร ..คอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน กระทั่งการขายชาติขายประเทศ การเลือกปฏิบัติ ฯลฯ .....รูปธรรมสำคัญ คือ การขายหุ้นในกิจการสัมปทานของรัฐของชินคอร์ป ให้แก่ต่างชาติเทมาเสกสิงคโปร์ แบบไม่เสียภาษีซักบาท โดยมี ข้าราชการสามาณย์ ตีความข้อกฎหมายให้ไม่ต้องเสียภาษีทั้งขึ้นทั้งล่อง .....พวกซ้ายนอกอิทธิพลครอบงำของทุนใหม่สามาณย์จึงกระโจนเข้าร่วมกับ ปรากฏการณ์สนธิ ร่วมกับ กลุ่มพลังอื่นๆ จนปรากฏการณ์สนธิยกระดับขึ้นเป็น การเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนในขอบเขตทั่วประเทศ

เมื่อปรากฏการณ์สนธิพัฒนาเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนทั่วประเทศ การชุมนุมมีมวลชนเข้าร่วมใหญ่ขึ้นๆๆ......กลยุทธของฝ่ายทุนสามาณย์ที่งัดออกมา คือ การปล่อยข่าวว่า ฝ่ายทุนเก่าศักดินาจะสวมรอยก่อความรุนแรงนองเลือดเหมือนกรณี ๖ ตุลา เพื่อหาข้ออ้างรัฐประหารรัฐบาลทักษิณของฝ่ายตน ที่เรียกกันว่า..... "ยุทธการปลุกผีศักดินา" .......แต่ก็ปลุกไม่ขึ้น ....และก็ผ่านมาได้ โดยที่ "ภาพ" ของ "ซ้ายทมิฬ" หลายคนโดยเฉพาะบางคน ยังไม่ชัดเจนล่อนจ้อนในขณะนั้นว่า จะเป็นองครักษ์พิทักษ์แม้วอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู   ซ้ายจำนวนหนึ่งในภาคประชาชนจึงยังคงมีความหวังว่า ซีกซ้ายในรัฐบาลทักษิณจะแยกตัวออกมา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทักฯ   หมดความชอบธรรมยิ่งขึ้น และจะลงจากตำแหน่งอย่างสุภาพบุรุษ เฉกเช่นนายกรัฐมนตรีอื่นๆ ในอดีตที่ถูกภาคประชาชนขับไล่ แม้จำนวนผู้คนที่ออกมาชุมนุมขับไล่ไม่ได้มากเท่าครั้งนี้ ต่างก็พากันลาออกลงจากตำแหน่งเพราะเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง แล้วบ้านเมืองก็จะเริ่มต้นดำเนินตามครรลองที่ได้รับการแก้ไขกันไปใหม่..... ในการชุมนุมใหญ่ๆ แต่ละครั้งจึงมีการเรียกร้องให้ "คนเดือนตุลา" หรือพวกซ้ายในซีกรัฐบาลถอนตัวออกมา แต่สวนทางกันคือ คนพวกนี้กลับประกาศตัวแสดงตนพิทักษ์ทักฯ และระบอบทักฯ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนล่อนจ้อนในที่สุด 

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหรือฝ่ายฯพันธมิตรฯ จึงได้เริ่มตระหนัก ว่า แท้ที่จริง กลยุทธการเคลื่อนไหวมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะม๊อบชนม๊อบ ม๊อบเชียร์ ม๊อบทุบ...ฯลฯ ล้วนมาจาก "หัวคิด" อันกลั่นมาจากประสบการณ์ และการอาศัยกลไกเครือข่ายเก่าของงานด้านการระดม "มวลชน" ของฝ่ายเสนาธิการซีกซ้าย[อดีตพลพรรคคอมมิวนิสต์เก่า ระดับไม่ธรรมดาแต่เป็นระดับที่เรียกกันว่า สหาย "จัดตั้ง"/"ลูกที่ดีของพรรค" ซึ่งบัดนี้ผันกายมายืนข้างกายท่านผู้นำหัวโจกกลุ่มทุนใหม่ขายชาติข้ามชาตินั่นทีเดียว]  แทบจะทั้งสิ้น เมื่อมาจับมือกับขวาสามาณย์ในอดีตอย่างคนจมูกชมพู่ ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ และกลุ่มคนมีสีทั้งเส้นสายสีกากีและสีเขียวสามาณย์ในนาม "รุ่น ๑๐ เพื่อนทักฯ" และ สาย "เครือญาติ" เราจึงเห็นม๊อบพิทักษ์แม้วเป็นที่รวมของ รากหญ้าต้นหญ้าและยอดหญ้าหลากสายพันธุ์ มีทั้ง ม๊อบคาราวานคนจนจากการขับเคลื่อนของซีกซ้ายสามาณย์อีสานใต้และซ้ายสามาณย์ภาคเหนือตอนบน ม๊อบอันธพาลป่าไม้ ม๊อบรากหญ้าอันธพาลเมืองระดับม๊อบมอร์ไซด์ม๊อบแท๊กซี่ฐานเสียงของคนจมูกชมพู่ ม๊อบอันธพาลจากบ่อนนั่น ก็น่าจะมาจากสายสีกากีสามาณย์ ซึ่งก่อกรณีหกตุลาพารากอนทุบคนแก่นักประท้วงของฝ่ายพันธมิตรที่สลบยังไม่ฟื้นจนบัดนี้ ฯลฯ

เมื่อตระหนักว่าแท้ที่จริงพวก "ซ้ายทมิฬ" ข้างกายทักฯ และอีกเป็นโขยงที่ไม่ได้เป็นตัวเปิด ต่างหาก คือ "พลังค้ำยัน" บัลลังก์ทักฯ ตัวจริงเสียงจริงในการเปิดยุทธการการแก้ลำและยุทธการการเดินเกมด้านมวลชน รวมทั้งการเปิดเกมด้านการสื่อสารมวลชน [ปิดกั้นการสื่อสารมวลชนของฝ่ายตรงข้าม ยึดครองพื้นที่การสื่อสารให้เป็นของตนอย่างเบ็ดเสร็จแทน ...แต่เดชะบุญที่ปิดกั้นสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเลกโทรนิกไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ] จนสามารถสร้างกระแส คน "เอาทักษิณ" ขึ้นมาต่อกรกับ คน "ไม่เอาทักษิณ" ขึ้นจนเหมือนว่าจะ ถ่วงดุลกันได้และอยู่ในลักษณะยันกัน อย่างที่ไม่เคยมีเผด็จการทรราช "ตัวใด" ในอดีตจะทำได้มาก่อน ยังผลให้เกิดความชอบธรรมปลอมๆ ที่ "หัวโจกนายทุนนายหน้าข้ามชาติ" จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้...เมื่อเป็นเช่นนี้ ซีกขวาในฝ่ายพันธมิตรและกองทัพจึงเปิด ....ยุทธการปลุกผีคอมมิวนิสต์.....แต่ก็ปลุกไม่ขึ้นอีกเช่นกันเพราะก็มีอดีตคอมมิวนิสต์หรือ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" แก่ๆ เฒ่าๆ ลากสังขารไปนั่งประท้วงตากแดดหัวแดงกันสลอนร่วมกับกลุ่มพลังอื่นๆ และก็ยังเป็นกลุ่มที่เปิดศึกตีโต้ทางความคิดทฤษฎี ประเภทที่มึนชาความคิดผู้คนให้ "วางตัวเป็นกลาง" หรืออยู่บนภูดูหมากันกัด โดยเฉพาะการมึนชาพลังนิสิตนักศึกษาให้สับสนงุนงง ระหว่างความชั่วร้ายของทุนเก่าศักดินากับทุนใหม่สามาณย์ ภายใต้คำขวัญว่า "ทุนใหม่แม้จะขายชาติคอรัปชั่นก็ยังก้าวหน้า ดีกว่าทุนเก่าศักดินาล้าหลัง" ซึ่งก็ได้ผลเพราะมีลูกศิษย์ลูกหาของนักวิชาการกลุ่มต่อต้าน "สถาบันฯ" เป็นหัวหอก การชุมนุมประท้วงในยุคนี้ พลังนิสิตนักศึกษา จึงไม่ใช่พลังหลักที่เป็นตัวตั้งตัวตีของการเคลื่อนไหวเฉกเช่นในอดีต แต่กลับเป็นกลุ่มคนทุกชั้นชนที่ทำงานแล้วหรือคนวัยกลางคนขึ้นไป จนกระทั่งคนแก่...ดังเช่นคนแก่ที่ไปถูกอันธพาลจัดตั้งของซีกรัฐฯ ทำร้ายทุบตี....เป็นต้น

อาจเป็นไปได้ว่า การนองเลือดกลางเมืองสามครั้ง (๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และพฤษภาทมิฬ) ในอดีตที่ผ่านมา ก็ใช่ว่า จะก่อความสยดสยองสังเวชใจประทับอยู่แต่ในใจของฝ่ายที่ถูกระทำเท่านั้นไม่ ฝ่ายที่กระทำเองก็น่าจะมีความรู้สึกไม่ต่างกัน และคงไม่ปารถนาจะให้ความรุนแรงนองเลือดกลางกรุงเช่นนั้นหวนคืนมาอีก และอาจเป็นได้ว่ามาถึงวันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาปานนี้ ทุนเก่าศักดินากลับกลายเป็นพลังทางสังคมที่ดูจะมี "วุฒิภาวะทางการเมือง" และมีก้าวย่างที่สุขุมคัมภีรภาพอย่างยิ่งที่จะให้สังคมไทยก้าวผ่านอย่างสันติ และมีการแสดงออกซึ่งการเข้าใจและเข้าถึง "เจตนารมณ์" ของ การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนำเสนอการแก้ปัญหาออกมาบนหลักการที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยกระบวนการของการใช้ อำนาจตุลาการ ในแง่นี้ ฝ่ายที่ถูกเรียกขานว่า ทุนเก่าศักดินาล้าหลัง จึงเป็นเสมือน "สัญลักษณ์" ทางด้าน คุณธรรมจริยธรรม และที่พึ่งพิงทางจิตใจของการเมืองภาคประชาชนที่มีแต่สองมือเปล่า

ขณะที่ ทุนใหม่สามาณย์ที่อ้างว่า "ก้าวหน้า" มีแต่ความสามาณย์ชั่วช้าทั้งปวงเผยตัวให้ประจักษ์เห็นกันซึ่งๆ หน้าจนล่อนจ้อน....เช่น การจะเอากิจการโสเภณี กิจการบ่อนการพนัน ฯลฯ หรืออบายมุขทั้งหลายขึ้นมาให้เป็น ธุรกิจถูกกฎหมาย หลังจากที่เอาหวยสองตัวสามตัวนำร่อง ....

[จากประสบการณ์ของ บก. ...มีความเห็นว่า...สำหรับหวยสองตัวสามตัวนี้ หะแรกก็เกือบหลงเชื่อว่าได้ประโยชน์เพราะเอามาทำเรื่องการศึกษา เพื่อคนจน คนด้อยโอกาสและคนพิการ แต่ในที่สุดก็ประจักษ์แจ้งแก่ตัวเอง ว่า เป็นการเอามาใช้เพื่อการหาเสียงล้วนๆ เพราะมีนโยบายให้ทุนที่แบบฉาบฉวยไม่ยั่งยืนเป็นรายบุคคลแต่ไม่สนับสนุนเรื่องการนำมาเริ่มต้นแก้ไขโครงสร้างทางการศึกษาและสังคม และเงินส่วนใหญ่เอาไปทำอะไรไม่มีใครรู้ การเอามาให้ทุนการศึกษาแบบฉาบฉวยเป็นส่วนน้อยนิดและเป็นเพียงนโยบายแก้เกี้ยวเพื่อปกปิดส่วนอื่นเท่านั้น...]

นอกจากนี้ความสามาณย์ด้านอื่นๆ ทุกด้านก็เห็นๆ กันอยู่ เช่น นโยบายประชานิยมทุกโครงการมีการกินการคอรัปชั่นกันกระทั่งระดับรากหญ้า ..ที่เสพติดนโยบายประชานิยมจนกลายเป็นรากเน่าก็ยังรู้สึกกันได้ อย่างกรณีโคล้านตัวที่รายการของบประมาณจัดซื้อจัดหาตัวละเป็นหมื่นๆ พอมาถึงชาวบ้านๆ เอาไปคืนเพราะ ชาวบ้านบอกว่า วัวผอมกะหร่องอย่างนี้ตัวละ สามพันก็หาซื้อเองได้ ตอนนี้ชาวบ้านก็โจษกันว่า วัวท้องร่วงตายเป็นเบือแทงเป็นหนี้สูญไปแล้ว.. หรือขณะที่ทุนเก่าที่ระบอบทักโจมตีว่าล้าหลังชูนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ระบอบทักฯ ซึ่งชี้นำความคิดด้านมวลชนโดยอดีตพลพรรคคอมฯ ที่เรียกขานกันว่า "สหายลูกจ้างชินฯ" ชูนโยบายโลกาภิวัฒน์ให้บริโภคๆๆ ให้เป็นหนี้ๆๆๆๆๆ ..และเป็นหนี้ แบบล้างผลาญทั้งงบประมาณบ้านและงบประมาณแผ่นดิน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ใจกลางปัญหาก็อยู่ที่ นโยบายทางด้านการเมืองที่ระบอบทักทำลายระบบประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม มีส่วนตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสได้ในทุกขั้นตอนของการบริหารราชการแผ่นดิน ลงอย่างเส้นเชิง...เหลือเพียงการเข้าคูหาไปกาบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแค่ไม่กี่วินาที...เท่านั้น

ทำให้ผู้คนที่ได้ชื่อว่าเป็น "พลเมือง" ของประเทศนี้ โดยรวมไม่แยกชนชั้นสังกัด ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย...ฝ่ายที่เอากับไม่เอาระบอบทักฯ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

สถานการณ์จึงมาถึง ณ วันนี้ ที่ซึ่งระบอบทักฯ ได้ทำให้เกิดความแตกแยกไปทั่วทุกอณูของแผ่นดิน ทุกภูมิภาคทุกวงการทุกสถาบัน ฯลฯ ทำให้ บก. ตระหนักว่า....วิธีการหรือกระบวนการ...การได้มาซึ่ง ผู้นำผู้จะเข้ามาใช้อำนาจบริหารประเทศไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะทำให้ได้ "คนดี" มาบริหารบ้านเมือง ....และ หากภาคประชาชนกลัวการ "หลั่งเลือด" ทุรชนคนไม่ดี ก็จะได้อำนาจบริหารทำปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมืองกันต่อไป...เพียงแค่อาศัย "ความหน้าด้านหน้าทนกลับถูกเป็นผิดกลับผิดเป็นถูกทุกรูปแบบเท่านั้น" ก็เดินหน้า แบ่งแยกและขายชาติขายแผ่นดินขายผลประโยชน์ขายทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ ให้แก่ทุนข้ามชาติทุนต่างชาติเอาผลประโยชน์เข้ากิจการ-ธุรกิจส่วนตัวได้อย่างหน้าตาเฉย  .....ตัดสินใจกันเอาเถิดพี่น้อง...ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร  ...ไม่มีป่าจะให้หนีไปซุกไปซ่อนอย่างยาวนานกันได้อีกแล้ว! ..และถึงจะมีก็แก่ก็เฒ่าก็ใกล้จะละลาโลกลงโลงกันแล้วพี่น้องเอ๋ย...[...เดินป่าม่ะไหวแล้วย่ะ ...ยุคนี้คงต้องออกไปเดินถนนกันได้ลูกเดียวเท่านั้น...หรือไม่ก็นั่งอยู่บนภูดูหมากัดประชาชน ....แล้วก็หวังว่าหมามันจะไม่บ้าวิ่งขึ้นมากัดคนดูดายที่นั่งอยู่บนภูก็ละกัน...ฮิฮิ]

ทั้งหมดนั้นก็เป็นสถานการณ์บ้านเมือง....ที่ บก. พอจะประมวลเป็นความคิดเอามาบอกเล่าเก้าสิบแก่เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ..ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว .....ที่เผอิญแวะเวียนมาอ่านทั้งโดยตั้งหรือไม่ตั้งใจ    ....ส่วนเรื่องการบันทึกประวัติศาสตร์ภาคประชาชน..ก็ก้าวหน้าไปอย่างช้าๆ ....และคงจะได้มีรวมเล่มงานของสหายหลายคนมาออกทางเวบไซท์อีกสักชิ้นสองชิ้นคนสองคนเร็วๆ นี้.....[เร็วๆ นี้ก็คงจะโน่นละมั๊ง.....ปีหน้าฟ้าใหม่!]

หมายเหตุ:

อภิธานศัพท์

..มาถึงตรงนี้คงต้องขยายวามคำศัพท์บางคำ ได้แก่ "ซ้ายทมิฬ"/อดีตพลพรรคคอมมิวนิสต์ในซีกพรรคไทยรักไทยซึ่งดำเนินการค้ำยันบัลลังก์ของหัวหน้าพรรคโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ, "สามาณย์"/ความชั่ว-ต่ำช้า-สกปรกสุดโสมม ที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติแวดล้อมโดยไม่คำนึงความเสียหายต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกันที่จะติดตามมาแต่เพื่อสนองจุดมุ่งหมายของฝ่ายตนที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ส่วนตนของตนเท่านั้น เช่น การตัดเกาะกรูดให้เขมรเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวผู้นำ โดยไม่คำนึงถึงว่าประเทศชาติจะสูญเสียอะไรบ้าง การจัดตั้งมวลชนอันธพาลมาชนมวลชนพันธมิตรโดยไม่คำนึงว่าจะเกิดความแตกแยกอย่างไร เป็นต้น

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

 

 

 

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./ 5 มิถุนายน 2549

ช่วงนี้อาจจะต้องบอกเล่าก้าวสิบกันถี่ยิบหน่อย....เกือบทุกเดือน เพราะสถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ กระพริบตาไม่ได้......เพราะเมื่อ ยุคโลกาภิวัฒน์ เปิดขึ้น สรรพสิ่งรอบข้างล้วนหมุนด้วยอัตราเร่งที่เร็วเหลือหลาย จริงๆ น่าจะเป็นยุคแห่งความเจริญก้าวหน้าของประเทศ  จริงๆ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดของประเทศ    ......แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นยุคที่แตกแยกสับสนอลหม่านที่สุดไปในทุกปริมณฑล ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ด้วยสิ้นสุดยุค "สงครามประชาชน" ซึ่งเป็น การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ  ที่นำโดย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้อย่างสันติด้วย นโยบาย 66/2523 ก็พากันกลับมาตั้งหลักสร้างฐานสร้างครอบครัวมี "เจ้าตัวน้อย" กันคนละแก่นสองแก่นสามแก่น จนบัดนี้กลายเป็น "เจ้าตัวใหญ่" ไปตามๆ กันแล้ว ก็มีบ้างที่หลงดีใจและหลงใหลได้ปลื้มไปกับสังคมไทย ไปกับภาคเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทย เพราะเห็นว่ามีเหล่าอดีตนักต่อสู้กับเผด็จการฟาสซิสต์ตัวกลั่นๆ ที่เรียกขานกันว่า "คนเดือนตุลา" บ้าง "คนเดือนพฤษภา" บ้าง....เข้าไปมีส่วนร่วมทั้งโดยตรงโดยอ้อมกับรัฐบาล "คิดใหม่ ทำใหม่" [หนอยแน่..นึกว่าจะคิดดีทำดี ดันคิดจัญไรทำจัญไร ทำให้ตัวเองมากกว่าทำให้ประเทศชาติประชาชน...]

หลงนึกว่า จะพากันนำพาประเทศชาติประชาชน มุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างสันติ.....ทางเศรษฐกิจก็หลงนึกว่าจะมีความก้าวหน้าทาง "พลังการผลิต" แบบ "ทุนนิยม" [โปรดแยกระหว่าง "พลังการผลิต" กับการเป็น "เจ้าของปัจจัยการผลิต" และ "กระบวนการกระจายผลผลิต"] คือ มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ด้วยตัวของตัวเอง [ไม่แค่เพียง "พวกบริโภคเทคโนโลยี่"] ทางสังคมก็หลงนึกว่า จะมีการปฏิรูปทางโครงสร้างทางการศึกษาให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ด้วย "สวัสดิการของรัฐ" [จัญไรเอ้ย.... ค่าเทอมเปลี่ยนเป็นค่าธรรมเนียมที่แพงกว่า อะไรๆ ก็ ขึ้นราคาค่างวดหมดเลย..และยังมีนโยบายฝึกคนไทยให้รู้จักการเป็นหนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ด้วยการมี กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา.. จนเจ้าของุธุรกิจการศึกษา รวยขึ้นทันตาเห็นเป็นแถบๆ ] เช่นเดียวกับทางสังคม ก็หลงนึกว่า จะมุ่งสู่ การเป็น "รัฐสวัสดิการ" แบบประเทศแถวแสกนดิเนเวีย ด้วยมี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ [เออ..ผ่านไปห้าปี กระทรวงเหวนี่ก็ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อการนี้อะไรสักอย่าง นอกจากโครงการบ้านเอื้ออาทร เอาไว้กินค่าหัวกัน แต่ "บ้านพิทักษ์สิทธิคนพิการคนด้อยโอกาส" โดยรัฐสวัสดิการยังไม่เกิดขึ้นเลยสักหลัง]   ...เช่นเดียวกันทางการเมืองก็หลงนึกไปว่าจะเป็นไปตามประชาธิปไตยในอุดมคติอย่างนานาอารยะประเทศเขาเป็นกัน คือ มีรัฐบาลเสียงข้างมาก มีพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านสองพรรคซึ่งศักยภาพสูสีกัน แต่ต่างกันที่นโยบายเหมือนประเทศอังกฤษ [ที่เทียบกับอังกฤษเพราะมีสถาบันกษัตริย์ และมีช่วงการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีรากฐานของประเทศมายาวนาน จนมีเอกลักษณ์ของตัวเองคล้ายๆ กัน]     บริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกชั้นชนและชนชั้น  ตามอัตภาพและศักยภาพของทรัพยากรของประเทศ โดยกระบวนการตรวจสอบ จากพรรคฝ่ายค้าน และรัฐสภา ตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ นั้นเป็นไปตามครรลองครองธรรมอย่างที่ควรจะเป็น แต่การณ์ก็กลับเป็นตรงกันข้ามไปเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างผลออกมาว่าเป็นไปเพื่อผู้คนที่กุมอำนาจไม่กี่โคตรตระกูล โดยมีโคตรตระกูล "หัวโจก" อยู่สองโครตตระกูลที่โครตตระกูลหนึ่งส่ง หัวหน้าครอบครัว มาหลอกเอา "คนดีๆ" เกือบจะทั้งหมดของบ้านเมืองทั้งซ้ายทั้งขวา ทั้งยอดหญ้ารากหญ้า ทั้งนักกฎหมาย นักเคลื่อนไหวมวลชน ทั้งนักวิชาการ นักบริหาร ครูบาร์อาจารย์ ฯลฯ ถูกหลอกให้เอาหัวเอาไหล่ มารองรับบาทาของ "หัวหน้าครอบครัว" นี้ ให้ได้เหยียบขึ้นไปนั่งในตำแหน่ง "ผู้นำรัฐนาวา" ใหญ่คับบ้านคับเมืองและคับฟ้า เพราะพากันคาดหวังว่า "เขา" จะเป็น "คนดี" ที่เข้ามาทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองแต่สถานเดียว จน พฤติกรรมฉ้อฉลยิ่งกว่ามหาโจรใดๆ ที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยจะเคยบันทึกไว้ เป็นที่ประจักษ์ เพราะใช้ช่องโหว่ ช่องว่าง ของกฎหมาย กระทั่งการออกกฎหมายเอง ด้วยการครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ มาโยกย้ายยอกย้อนซ่อนเงื่อน แปรเปลี่ยนกรรมสิทธิ์สมบัติสาธารณะไปเป็นสมบัติตนได้เป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้าน จนติดอันดับมหาเศรษฐีโลก ทั้งๆ ที่ประเทศชาติประชาชนเป็นหนี้เป็นสินกันถ้วนหน้า  ทำให้ "คนดีๆ" ที่เคยสนับสนุนและปกป้องอย่างหัวปักหัวปำมาแต่ครั้งซุกหุ้นครั้งที่ ๑ เสียผู้เสียคน(หรือพูดให้สุดๆ แบบภาษาชาวบ้านๆ ก็คือ เสียหมา) ไปตามๆกันเลย...ค่อนประเทศ และ ต่างก็ค่อยๆ ทยอยถอยห่าง เพราะทนฝืนทนขัดกับมโนธรรมของตัวเอง ที่ยังพอจะมีหลงเหลือกันอยู่บ้างไม่ไหว  (เหลือห้อมล้อมไว้ก็แต่พวกที่ธาตุแท้เดียวกัน?) ออกมา และบ้างก็มาอยู่ฝ่ายตรงข้าม คือ ฝ่ายไม่สนับสนับสนุน และ ยังพยายามจะชดใช้ผลกรรมที่ดันและอุ้ม "คนไม่ดี" ให้ขึ้นไปบริหารบ้านเมือง ด้วยการพยายามทุกวิถีทางแบบไม่เลือกวิธี (?!)/เพราะทั้งด้านทั้งหนาทั้งเหลี่ยมจึงไม่เหลือวิธีดีๆ ที่ใช้ไปจนหมดหน้าตักแล้วให้เลือกอีก(?!)/ แต่เท่าไร "อย่างเหลี่ยมและอย่างหนา" ก็ไม่ลง ไม่ออก และทำท่าจะก่อกระแสม๊อบชนม๊อบ ก่อสงครามนองเลือดกลางเมือง ?!! หากถูกน็อกเอาท์ด้วยมาตรการทางศาลที่ "ฟ้าประทาน" ทางออกลงมาให้บ้านเมือง! ตอนนี้ผู้คนหมดบ้านหมดเมืองก็ใจเต้นระทึกตึ๊กตั๊ก .....หลังงานเฉลิมฉลองครบ 60 ปี แห่งการครองราชฯ ของในหลวง...แล้วจะปะทะกันเลือดนองเมืองไหม...!!

........ดังนั้นสิ่งที่ต้องช่วยกันคิด คือ...จะปล่อยให้เป็นกระบวนการทางศาลอย่างไร? โดยไม่เกิดการปะทะให้เลือดนองแผ่นดิน? และ กล่าวสำหรับทาง ฝ่ายคนเดือนตุลา .....จะมีที่ยืนอย่างไร? หากจะผันตัวมายืนอิสระสร้าง พรรคการเมือง หรือ สถาบันพรรคการเมืองภาคประชาชน โดยไม่ถูกทั้งฝ่ายทุนสามาณย์ตามเข่น กับไม่ถูกฝ่ายอนุรักษ์ศักดินาสุดขั้วตามเก็บด้วยการปลุกผีคอมมิวนิสต์ ....ตรงนี้ต้องขอบอกว่า ...ฝ่ายพันธมิตรปีกขวาจะปลุกผีคอมฯ ก็ต้องปลุกอย่างมีขอบเขต และอย่างมีการจำแนกนะวุ้ย [หรือไม่ก็....เฮ้ย! ..อย่าปลุกผีคอมฯ กันสิ(วะ) ...ก็มีอดีตพลพรรคคอมฯ จำนวนไม่น้อย ร่วมด้วยช่วยกันไล่ พวกหน้าหนาหน้าเหลี่ยมกันเหยงๆ...อยู่ด้วยนะวุ้ย...?!]

บก. ได้สนทนาประสาทะกับอดีตสหายที่เป็น "รุ่นพี่แสนรัก" ของ บก. สองท่าน ท่านหนึ่งเทศน์ผ่านมาทางสายโทรศัพท์ยาวเหยียด มาว่า ณ วันนี้ผู้คนชนชั้นนำทางวิชาการทางความคิดอับจนสติปัญญา มั่วเลอะเทอะ ไม่มีข้อมูล มีแต่อารมณ์ความรู้สึก ไม่มีทฤษฎี เชื่อเพราะ อยากจะเชื่อ.......ขายชาติตรงไหน? ถ้าขายหุ้นขายที่ดิน ถ้าขายที่ดินขายหุ้นเป็นการขายชาติ หลายประเทศก็โดนข้อหานี้กันทั้งนั้นนะ.... [ก็พี่เอ้ย....ชนชั้นปกครองกะเลวกะลาดมันก็ขายชาติขายประชาชนกินกันทั้งนั้นน่ะ...] ทรราชตรงไหน? ทรราชต้องโหดร้าย/โหดร้ายตรงไหน? [ก็พี่เอ้ย  ...พวกเรียกร้องเรื่องสิ่งแวดล้อม....ท่อแก๊ส...ฯลฯ ยังไม่นับฆ่าตัดตอนและภาคใต้กี่ศพแล้วเพ่ ...ฯลฯ].....เล่นเอา บก. เองถึงกับอึ้งกิมกี่...นี่อดีต "จัดตั้ง" ต้นกระแสธารขบวนการต่อสู้ของภาคเหนือตอนบนเชียวนะนี่นะ ท่านพี่คิดและเห็นอย่างงั้น ได้ไงเนี้ยะ ......อีกท่านหนึ่งแค่ได้ยินเสียงก็ .........ปากบ่ออกได้แต่พูดเรื่องอดีตที่จะจดจารบันทึกกันไป ......[ก็ยังผูกพันอยู่มากวุ้ย.....ทัศนคติทางการเมืองก็เรื่องหนึ่ง ....ความรู้สึกก็อีกเรื่องหนึ่ง...?!.]

ทั้งหมดนั่น ก็เป็นสถานการณ์และข้อคิดเห็นของ บก. เท่าที่ติดตามสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมานี้ ตานี้ก็ขอบอกกล่าวว่า มี ข่าวงานการบันทึกประวัติศาสตร์ภาคประชาชนฯ ในส่วนอนุสรณ์สถานของ เขต 7-ผาจิ แจ้งไว้ด้วย รายละเอียดคลิก "ที่นี่"

ปัจฉิมลิขิต: เที่ยวนี้ บก.เลือกรูปประกอบเป็นภาพเจ้าหญิงอียิปต์ ในท่านั่งที่สุดแสนจะเซ็กซี่หน่อย เพราะอยากจะก็แค่อยากจะเทียบเคียง กับภาพเซ็กซี่ของเพ็ญพักตร์ ที่ "พ่อไอ้ขนุน" เอาขึ้นปก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ "ปฏิญญาเพ็ญพักตร์" เฉยๆ ที่วิพากษ์กันว่า เอาเช่นนี้ขึ้นปก เพื่อลดความขลังของ "ปฏิญญาฟินแลนด์" ที่ข้าง "คนหน้ากลม" รังสรรค์ขึ้นมา เป็นบทสรุป ให้เห็นภาพรวมแห่งพฤติกรรมของรัฐบาลและพลพรรค "คนหน้าเหลี่ยม" ให้กลายเป็นเรื่องบ่มิไก๊ เพื่อลดแรงปะทะที่พุ่งตรงไปยังคนกันเอง "ปีกซ้าย" แห่ง พลพรรค "คนหน้าเหลี่ยม" ด้วยท่านั่งที่คล้ายๆกัน....เอ...จะเรียกให้ล้อกันว่า "ปฎิญญาคลีโอพัตรา" ซะดีไม๊เนี่ยะ....

 

  บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

 

 

 

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./ 5 พฤษภาคม 2549

การเมืองยังคงยุ่งเหยิงไม่เลิก ส่งผลถึงกลุ่มพลพรรคเก่าของ พ.ค.ท. ในอดีต ที่เรียกขานกันว่า คนเดือนตุลา ที่บัดนี้กระจัดกระจายไปอยู่ในทุกระดับของทั้งสองฟากฝั่งความขัดแย้ง ทั้งใน ฝ่ายทุนใหม่/ทุนโลกาภิวัฒน์ ที่ขึ้นถือบังเหียนบริหารประเทศเป็นชนชั้นปกครอง กลุ่มผู้กินรวบประเทศไทย และใน ฝ่ายการเมืองภาคประชาชน ที่บัดนี้ ยกระดับจาก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็น สมัชชาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนทุกชนชั้นและชั้นชน ที่ไม่มีกลไกอำนาจอะไรเป็นของตนเองเพราะเป็นภาคประชาชนซึ่งมิได้ยึดกุมอำนาจรัฐ จึงต้องอิงอ้างและอาศัยอิทธิพล ทุนเก่า/ทุนศักดินา(ล้าหลัง?) ด้วยเป็นการดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองในสถานการณ์สงครามที่ยังไม่หลั่งเลือด ที่มีผู้เรียกว่า "สงครามทุน"  

ในสงครามที่ว่านี้ ใช้การระดมคนมารวมกันเป็น "ม๊อบ"  ซึ่งในการอดีต ไม่ว่าจะ 14 ตุลา 6 ตุลา มาจนถึงพฤษภาทมิฬ จะเป็นแต่ "ม๊อบ" ต่อต้านฝ่ายรัฐบาล แต่เพราะฝ่ายรัฐบาลยุคนี้ก็ล้วนมีพวกผู้เชี่ยวชาญการก่อม๊อบ หรือก็คือ พวกคนเดือนตุลา หรือก็คือพวกพลพรรคคอมฯ เก่า ร่วมสังฆกรรมอยู่ด้วยในรัฐบาลและในพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ทั้งจำนวนหนึ่งจำนวนไม่น้อยไม่ใช่พลพรรคคอมฯ ระดับหางแถวแต่เป็นระดับ "จัดตั้ง" หรือระดับ "สหายนำ" เสียด้วย เราจึงได้เห็น "ม๊อบ" สนับสนุนรัฐบาล  ซึ่งเบื้องหลังการระดมพล มีพลพรรคคอมฯเก่าทั้งหลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จนเหมือนว่าพลพรรคคอมมิวนิสต์เก่าทั้งหลาย บรรดาที่ยังตกค้างมีชีวิตเหลือรอดจากสถานการณ์ "สงครามประชาชน" อันเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอันหลั่งเลือดในอดีต ซึ่งบัดนี้อายุอานามก็เลยเลขสี่เลขห้ากันไปจนหมดจนสิ้น ได้นำ "มวลมหาประชาชนไทย" ลุกขึ้นสู้ในขอบเขตทั่วประเทศอีกครั้ง แต่ขอโทษที ....เป็นการลุกขึ้นสู้กันเองน่ะ โดยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายซึ่งยืนเคียงข้างกลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ ซึ่งต่อสายนำพารากหญ้ามวลชนในสายจัดตั้งเก่ามาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กลุ่มทุนใหม่/กลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ ประจันหน้ากับอีกฝ่าย ที่ยืนเคียงข้างมวลมหาประชาชนภาคประชาชนที่ลุกขึ้นคัดค้านการกินรวบประเทศไทยของกลุ่มทุนใหม่/ทุนโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเช่นนี้เป็นปรากฏการณ์ในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานเสียเป็นส่วนใหญ่!

ทั้งนี้ พลพรรคคอมฯ เก่า ใน ฝ่ายรัฐบาล นั้น เหมือนว่า จะมีทฤษฎีอรรถาธิบายเพื่อแก้เกี้ยวแก้ต่างรองรับพฤติกรรมของพวกตน ที่ไปยืนเรียงเคียงข้างป้องปกผลประโยชน์ของทุนใหม่ทุนโลกาภิวัฒน์ ได้อย่างหน้าตาเฉย ทำนองว่า มันเป็นวิวัฒนาการที่จะต้องเป็นไปของกระแสโลก...ยุคทุนไร้พรมแดน พฤติกรรมของทุนใหม่ฯ อย่างเช่น การขายสมบัติชาติอย่าง ที่ดิน รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ ก็ว่าประเทศไหนเขาก็ทำกัน?/ถือเป็นความเจริญก้าวหน้าโลกาภิวัฒน์ การคอรัปชั่น ก็ว่าใครเข้ามาเป็นมันก็ล้วนแต่โกงกินคอรัปชั่นกันทั้งนั้น แต่ทุนใหม่เป็นพลังที่ก้าวหน้า แต่พวกต้านรัฐบาลเป็นพวกทุนเก่าทุนศักดินาทุนเจ้าพ่อเจ้าแม่ทุนอิทธิพลท้องถิ่น เป็นพวกพลังล้าหลังคลั่งชาติไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าได้ขึ้นมากุมอำนาจอีกก็จะทำเหมือนอย่างที่รัฐบาลทักษิณทำ [ขาย(สมบัติแผ่นดินสมบัติ)ชาติ?] เหมือนกันนั่นแหละ แต่พวกฝ่ายซ้ายจะถูกตามล้างตามเช็ดแล้วจะรู้สึก ฯลฯ

ส่วนใน ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย.....ก็พากันมองว่า.....ขีดเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ คือ จริยธรรม ขีดเส้นแบ่งระหว่างผู้นำประเทศกับประชาชนคนเดินดินสามัญชนคนธรรมดา คือ จริยธรรมของความเป็นผู้นำประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเป็นสำคัญ ขีดเส้นแบ่งระหว่างผู้นำประเทศกับนักธุรกิจกูรูกะเลวกะลาด ก็คือ จริยธรรมของความเป็นผู้นำที่เมื่อถึงจุดวิกฤติ ที่ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม  ก็จะต้องเลือกเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน   ......ถ้าทำไม่ได้ ก็ควรต้องลาออกไปเป็นนักธุรกิจกูรูกะเลวกะลาดทั่วๆ ไป....ง่ายๆ แค่นี้เอง ทำไมเข้าใจกันไม่ได้...?! นี่ยังมิพักต้องพูดถึงคุณธรรมปฏิวัติปฏิรูปอะไรกันเลยนะ ส่วนเรื่องที่ว่า ศักดินาเป็นพลังล้าหลังไม่เป็นวิทยาศาสตร์นี่ก็เหมือนกัน ก็เป็นการมองอย่างหยุดนิ่ง ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องมีกระบวนการทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ .....ซึ่งก็เห็นเริ่มๆ ทำกันอยู่ แต่เรื่องที่ว่าเป็นพลังล้าหลังนี่ ในกรณีนี้เห็นจะไม่ใช่ ...มาถึงจุดนี้คงต้องยอมรับว่าเป็นพลังที่ก้าวหน้ากว่าพลังสามาณย์ของทุนโลกาภิวัฒน์ เป็นพลังที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ในระดับหนี่ง และเป็นพลังที่ไม่อาจมองข้ามได้.....ส่วนที่ว่าการขายสมบัติชาติ เช่น  สาธารณูปโภค หรือการให้ต่างชาติมารุมสกรัมดูดกินกำไรจากโภคทรัพย์ของประเทศ เป็นต้น นั้นแล้วบอกว่า เป็นโลกาภิวัฒน์ที่จะต้องเป็นไป ที่ภาษาพุทธว่า อะไรนะ..ตถตา [มีข่าววงในกระซิบมาว่า คำคำนี้ เป็นอะไรที่ "รุ่นพี่แสนรัก" ของ บก. ท่านหนึ่ง ท่านไปบวชเรียนที่วัดชลประทานรังสิตมาเมื่อครั้งกะโน้น แล้วที่ไปเรียนรู้อะไรจากการบวช มาเยอะแยะตะแป๊ะไก๊ แต่สรุปไปสรุปมา.......ก็เหลือแค่คำคำนี้...ตถตา.!? (เขียนถูกอ๊ะป่าวเนี่ยะ?)] .....เรื่องนี้ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ว่าไว้เยอะแล้ว แต่ที่น่าจะยังไม่ว่าไว้ ก็คือ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันุธุ์เดียวนะจ๊ะ ที่สามารถจะแข็งขืน "ความเป็นไป/ตถตา" ที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาได้ค่ะ! ทุนนิยม/ทุนข้ามชาติ/ทุนโลกาภิวัฒน์/ทุนนายหน้า/ทุนกะเลวกะลาดสามณย์อื่นๆ/ฯลฯ นี่ก็มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ชั่วชาติที่สุดมันสร้างขึ้นนะ  .....ก็แล้วทำไมจะต้องปล่อยให้มัน.....ตถตา?! รึความเป็นมนุษย์ของท่านหายกันไปหมดแล้ว?

ในสถานการณ์เช่นนี้ "เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน" ใน การเมืองภาคประชาชน ของเราอยู่ตรงไหน? มองไปมองมามองหาก็มองหาย ก็ต้องบอกว่า ที่ภาคเหนือการเคลื่อนไหวภาคประชาชนค่อนข้างเงียบไม่โดดเด่นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะไล่เรียงไปตั้งแต่หัวขบวนจนท้ายขบวน ก็จะพบว่า หัวขบวน อดีตนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่เคยอยู่ใน พรรคประชาธรรม กับ โครงงานชาวนา และบรรดา "ตัวเปิด" ของ สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใน "สมัยนั้น" โน่นน่ะ ....แบบว่าแทบจะยกยวงเข้าไปยืนเรียงเคียงข้างเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กพิทักษ์ทุนโลกาภิวัฒน์อย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มั่นคง จนแทบจะไม่เหลือใครไว้ให้เป็นกะไสยาการเมืองภาคประชาชน มิหนำซ้ำยังลากจูงเอานักปฏิวัติผู้เฒ่าผู้แก่   วัยใกล้จะลงโลงเข้าไปพิทักษ์ทุนใหม่/โลกาภิวัฒน์กับเขาด้วย จึงเหมือนว่าจะเหลือแต่พวกอยู่กลางๆ และท้ายๆ  ของขบวน ที่พากันเคลื่อนไหวด้วยใจสู้กันไปแบบหน่อมๆ แน้มๆ ซึ่งนอกจากจะถูก "เลือด(ชั่ว)แท้(ๆ)" ของ "สายพันธุ์แท้" ฝ่ายทุนโลกาภิวัฒน์ถล่มเอาซะเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยัง "เหมือนว่า" จะถูกคนคุ้นเคย "สายพันธุ์ทาง" หรือซ้ายในขวา-ในฝ่ายทุนโลกาภิวัฒน์ปรามๆ เอาด้วยทฤษฎี ทำนองว่า ทุนใหม่โลกาภิวัฒน์เป็นพลังก้าวหน้ากว่าทุนเก่าขุนศึกศักดินาอะไรประมาณนี้ อย่างที่ว่าไว้ข้างบนอ่ะ หลายคนจึงวางตำแหน่งแห่งที่ของตนแบบอยู่เงียบๆ จะดีกว่า.......การเมืองภาคประชาชนของภาคเหนือตอนบนเที่ยวนี้ จึงนับว่ายับเยิน  ....ไม่โดดเด่นอย่างในอดีต!

เออ...แต่ก็ยังดีที่ว่า ยังไม่มีใครในกลุ่ม "เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน" บ้องตื้นตั้งกลุ่มเสรีหอกหักอะไรหอบเอาดอกไม้ไปให้กำลังใจ "อดีตจัดตั้ง" ของตัวเอง  ที่เข้าไปเป็นองครักษ์พิทักษ์ทุนโลกาภิวัฒน์-ทุนนายหน้าจัญไร ให้เพื่อนพ้องน้องพี่พากันเจ็บปวดหัวใจกันเล่นซะงั้น...

เอ้า.....ก็ไม่รู้เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นไปฉันใด ก็คงต้องรอดูกันไป เที่ยวนี้ขอบอกล่ายืดยาวหน่อย อ้อ....ก่อนจะจบ "บอกเล่าเก้าสิบจาก บก." กันเที่ยวนี้ ก็ขอส่งข่าวเพิ่มเติมว่า การบันทึกจดจารประวัติศาสตร์ภาคประชาชนในส่วนของ "เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน" กำลังก้าวรุดไปข้างหน้า และเร็วๆ นี้ อาจจะมีผลงานของ ส.เสนาะ....ส.พี่น้องชนชาติบนดอยสูง มาให้ได้อ่านกัน รวมทั้งของคนอื่นๆ .....ข่าวล่ามาเร็วว่า ส.เอียบหรือหมอตู่กำลังอีดิทอยู่อย่างขมักเขม้น...ว่างั้น....

อ้อ..เกือบลืมบอกเล่าเก้าสิบไปอีกเรื่องเรื่อง "กระดานสนทนา" บก.ฯ กับ ท่าน ส.เอียบ ว่าจะเริ่มๆ แบ่งเบาภาระของเวบบอร์ดบ้านตุลา มาซะบ้าง แยกมาเป็นพื้นที่ให้ "เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน" ต่างหาก....คืบหน้าเป็นจาใด......จะมา "บอกเล่าเก้าสิบจาก บก." กันในครั้งหน้านะคะ

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

ถามมาตอบไป / 4 พฤษภาคม 2549

เรื่องของสหายต๊ะ"puangsadd puangsadd" <puangsadd@hotmail.com> Thu, 23 Mar 2006, 08:53:54 PM

เรื่องของสหายต๊ะ เป้นเรื่องที่สหายต๊ะบรรจงบันทึกเองตั้งแต่ออกจากป่ามาใหม่ๆ  แต่ทำไมเจ้าของเวปจึงเอาไปไว้ในหัวข้อ  "เรื่องเล่าเรื่องแต่งล่ะ "   มันทำให้น้ำหนักของบันทึกหายไปครึ่งนึงเลยนะนั่น

[ ตอบ/ แก้ไขย้ายให้ไปอยู่หน้า เรื่องบันทึก แล้วนะคะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะที่ท้วงติงมา ]

 

About Somnuk slewis@adb.org Tue, 25 Apr 2006, 03:34:37 PM

Dear Friends,
In www.2519me.com, there is a small paragraph about our friend, Somnuk Dejkriangkaisorn (Comrade Supharb). May I ask you, Wong and Mong, to write about Somnuk? I remembered that you two were very close to Nuk. Anyone gets the phone number of Pannee, Panna's sister,  from Satri Srisuriyothai school, Somnuk's girlfriend? I think our Triam Udom's friends are the group that was close to him before he left for Chiangmai.
Hope to hear from you soon.
Ja

Dr. Sukanda Lewis
Financial Economist
Mekong Governance, Finance and Trade Division
ADB-Manila
Telephone 632 632 6304

[ตอบ/ ก็ดีมากๆ เลยค่ะ ถ้ามีการเขียนเรื่องราวของคุณสมนึกจากเพื่อนสนิท ก็แนบไฟล์ส่งมาให้ลงเพิ่มเติมได้เลยค่ะ รออยู่นะคะ ของสหายทุกคนแหละค่ะ รอการเติมเต็มอยู่...ที่ลงประวัติไว้ก็เว้าๆ แหว่งๆ ทั้งนั้นเลย....]

   
   

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./14 มีนาคม 2549

การเมืองกำลังร้อนแรงขึ้นทุกขณะ และวันนี้น่าจะถึงจุดเดือด ยังไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร อย่างไรก็ดี บก.ก็มีข้อมูลบันทึกประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนในส่วนของภาคเหนือตอนบน ทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2516 ที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ตรง    ของ   "พี่ตุ๊ก" / คุณ ผดุงศักดิ์ พื้นแสน อันบันทึกอยู่ใน หนังสือที่ระลึกงานศพ ของ "พี่อิ๊ด"/ คุณ ไกรวุฒิ ศิรินุพงษ์ อยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว แม้จะเสียดายว่า "ต้นฉบับ" จริง ที่อยู่ในฟล๊อบฟี้ดิสก์ ที่ "พี่ตุ๊ก" บอกว่า จะละเอียดและถูกต้องกว่าซึ่งเปิดอ่านไม่ได้ และเหมือนว่าเนื้อหาจะถูกโปรแกรมที่ บก.ใช้ผิด ทำลายข้อมูลในแฟ้มจนหมด แต่ "พี่ตุ๊ก" ก็ว่าจะส่งเป็นไฟล์แนบมาทางอีเมล์ให้ใหม่ พอดีเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ....เลยขาดการติดต่อ  และไม่เห็นพี่ท่านส่งไฟล์แนบมาตามที่รับปาก บก. ก็คาดว่าพี่ท่านคงมิว่าง คงต้องยุ่งเหยิงอยู่กับการแก้ปมทางการเมืองของ "เจ้านาย" !?!

.....บก. เลยตัดสินใจว่า จะลงแรงพิมพ์เอาจาก หนังสืองานศพ ของ "พี่อิ๊ด" นี่แหละ พิมพ์ไปหน้าหนึ่ง..แหม..ไม่ไหวแฮะ ตาลาย เลยตัดสินใจว่า จะจ้างลูกสาวพิมพ์ดีกว่า ๑ พันบาท..อ้อ..พิมพ์และแสกนภาพส่วนคำไว้อาลัย "พี่อิ๊ด" ด้วย เอ้า...เอาไปเบ็ดเสร็จ ๒ พันก็ละกัน  ......ก็อยากให้ได้อ่านกันไปพลางๆ ก่อนอ่ะ....

เอ้า..คลิกไปอ่านกันได้ที่.....ต้นสายธารขบวนการนักศึกษาภาคเหนือ และ การต่อสู้ของกระบวนการนักศึกษาประชาชนภาคเหนือ ...คาดว่าฉบับเต็มสมบูรณ์ หากได้มีการจัดทำอีก สมมตินะ... ก็คาดว่าคงจะโผล่มาเป็นรูปเล่มเอาก็ตอนฉลองครบ 30 ปี 6 ตุลา..มั๊ง

สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ บก. ได้เปิด พื้นที่ เพื่อการมีส่วนร่วมกับสถานการณ์บ้านเมืองด้วยสักเล็กสักน้อย ถ้ามิตรสหายและท่านผู้อ่านสนใจ ก็เรียนเชิญคลิกไปติดตามอ่านกันได้ตามอัธยาศัย โดยเริ่มหน้าแรกได้จาก เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนตุลา

สุดท้าย สำหรับเห็นของ บก. ต่อสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ก็เห็นว่าถ้าสังคมไทยผ่านเปลี่ยนสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างสันติ ก็จะเป็นการพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองของพลเมืองไทยในทุกภาคส่วนอย่างก้าวกระโดด โดยคนเดือนตุลาสามารถส่ง  "ไม้ต่อ" เจตนารมณ์ประชาธิปไตย อันเป็น เจตนารมณ์เดือนตุลา ไปให้ยุวชนเยาวชนรุ่นหลังๆ ได้อย่างสวยงาม และก็ยังหวังว่า คนเดือนตุลา ที่กระจายออกไปอยู่ในทุกภาคส่วนในหลายเครือข่ายจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกที่ควร โดยเฉพาะในฟากฝ่ายรัฐบาลที่เรียกขานกันว่า ตุลาชิน !

หมายเหตุ_บก. / มีความเห็นว่า ประชาธิปไตย มีสองส่วน คือ ส่วนที่เป็น เจตนารมณ์ กับส่วนที่เป็น พิธีกรรม ส่วนที่เป็นเจตนารมณ์นั้น บางที จับต้องไม่ได้มองไม่เห็น เพราะเป็น นามธรรม ต้องใช้สติปัญญาและวิจารณญาณในการคิดพิจารณา เช่น การไม่เป็นเผด็จการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การถ่วงดุลตรวจสอบ ความโปร่งใส จริยธรรมคุณธรรมนำการเมืองเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ และ ส่วนที่เป็น พิธีกรรม อันเป็นส่วนที่จับต้องได้ เช่น การไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ มองเห็น เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นรายลักษณ์อักษร ฯลฯ เพราะเป็น รูปธรรม ดังนั้น การพิทักษ์เจตนารมณ์คนเดือนตุลา ก็คือ การพิทักษ์ เจตนารมณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่ พิทักษ์กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ พิทักษ์การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่เป็น พิธีกรรม ของประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งหาก พิธีกรรม นั้นเป็นที่ชัดแจ้งว่า ไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองและรับใช้ เจตนารมณ์ประชาธิปไตย มิหนำซ้ำ ยังพิจารณาได้ว่า เป็นไปเพื่อ การบิดเบือนทำลายล้าง เจตนารมณ์ประชาธิปไตย ก็เป็นการถูกต้องที่ พิธีกรรม จะต้องถูก หยุดยั้งหรือละเว้นเสียซึ่งการกระทำต่อไป! จึงเป็นความเจ็บปวดที่ พรรคไทยรักไทย ซึ่งมี พวกตุลาชิน ที่ในอดีตเคยเป็นถึง สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรืออย่างน้อยก็ สมาชิกสันนิบาติเยาวชนคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ร่วมสร้างพรรคนี้อยู่ด้วย ใช้ พิธีกรรมประชาธิปไตย มาบิดเบือนทำลายล้าง เจตนารมณ์ประชาธิปไตย เพียงเพื่อจะรับใช้ผลประโยชน์ของ กลุ่มนายทุน นายทุนนายหน้า และนายทุนข้ามชาติ จำนวนหยิบมือหนึ่ง ที่เป็น "เจ้านาย" ปัจจุบันของตน เพียงเพื่อจะรักษาสถานภาพและเก้าอี้ทางการเมืองของตนเท่านั้น!

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./6 กุมภาพันธ์ 2549

แล้วงานเผา "พี่อิ๊ด" / คุณไกรวุฒิ ศิรินุพงศ์ ก็ผ่านพ้นไป เหลือทิ้งไว้แต่เพียงความทรงจำถึงคุณงามความดีให้คนในแวดวงได้ระลึกนึกถึง และไห้หาอย่างแสนเสียดาย ว่า ทำไมช่างมาด่วนจากไปเร็วนัก หากได้มีชีวิตยืนยาวกว่านี้ จะช่วยคนช่วยใครช่วยไทยช่วยชาติได้อีกสักมากมายซักเท่าไรหนอ......

บก. นั้น "โฉบ" เข้าไป ที่งานเผา ที่ศาลา ๑๐ ของ วัดโสมนัสวิหาร ด้วยการแอบเข้าไปนั่ง เมียงๆมองๆ  ผู้คนอันเคยรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง อยู่ที่อีกศาลาหนึ่งใกล้ๆ  ด้วย ความรู้สึกของการเป็น "คนนอก" ของ วงการอยู่ลึกๆ เสมอมา และมา ณ วันนี้ก็เพิ่มความรู้สึกของโรค "กลัว" การพบปะผู้คนที่คุ้นบ้างไม่คุ้นบ้างจำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง ที่ละจำนวนมากๆ เข้าไปอีก ....บก. มีโรคภูมิแพ้เจ้าใหญ่นายโตเป็นโรคประจำตัวมาแต่เมื่อเริ่มมี "จิตสำนึกทางการเมือง" (เล็กๆ น้อยๆ) ไปกับใครเขาแต่หลายปีมาแล้ว และอีกทั้งกำลังถูกรุมเร้าด้วยอาการ "ผู้นำประเทศเป็นพิษ" โดยก่อนหน้านั้น ก็มีอาการไข้ของโรค "ตุลาชินกลายพันธุ์ใจจืด" ร้อนๆรุมๆ นำมาก่อนอยู่แล้ว ยิ่งเห็นและได้ยินว่า ผู้คนที่บุญหนักศักดิ์ใหญ่ ระดับ ร.ม.ต. อะไรก็จะมา ผู้คนใหญ่ๆ โตๆ ทั้งซ้ายทั้งขวา และ ที่กลางๆ กึ่งๆ มากันมากหน้าหลายตา บก. ก็เกิดอาการ "สติแตก" นั่งไม่ติด จึงเมื่อฉวยได้หนังสือ ที่ระลึกงานศพของพี่อิ๊ด และได้สนทนาประสาทะกับพี่ใหญ่บางคนแล้วก็รีบเผ่น....กลับบ้าน...

หนังสือที่ติดมือกลับมา เมื่อพลิกๆ อ่านดูคร่าวๆ แล้ว บก. ก็ต้องร้องอยู่ในใจ ว่า ว้าวววว....นี่คือ หนังสือที่บอกเล่าเก้าสิบถึง กระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนา และ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในบรรณโลก ณ วันนี้

ทั้งยังได้ "ต้นฉบับ" ที่ พี่ใหญ่ของวงการอีกคนหนึ่ง คุณผดุงศักดิ์ พื้นแสน ซึ่งเป็นผู้เขียน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า "ฟล็อบฟี่ดิสก์" ที่ให้มานั้น ทำไมเปิดไม่ได้? นั่งพิมพ์จากหนังสือเป็นเล่มคงไม่ไหวแน่..... ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร....ยังคิดไม่ออก!

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./15 มกราคม 2549

และแล้วการยันทึกประวัติศาสตร์ภาคประชาชนใน "โลกอินเตอร์เนท" ตามปนิธานของ บก. ก็เริ่มมีข้อมูลทยอยๆ เข้ามาเรื่อยๆ จากทีมงานของ ป้าวิ/ส.หมอก และ หมอตู่/หรือ ส.เอียบ และ ในเวบไซท์ "บ้านตุลา" ก็มีอดีตนักเรียนการเมืองการทหาร รุ่น กองร้อยหก แห่งเขต 7 ผาจิ-ผาช้าง เริ่มปรากฏ "ข้อเขียน"/"ข่าวสาร" มาให้เห็นกันบ้างแล้ว....สักสองสามคน....จากเกือบร้อยคน?!.....ซึ่งส่วนใหญ่ น่าจะเป็นลูกหมู่ของ ท่านพี่ ส.อุทิศ(แว่น)/หมู่ ๘ ทาง บก. ก็ได้แต่คอยเฝ้าเทียวไปดูว่า เขียนกันไปถึงไหน..ถ้าจบเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นๆ หรือเป็นคนๆ ไป ก็ว่าจะปะติดปะต่อเอามาลงเวบฯนี้ ให้ได้อ่านกันเป็นการต่อเนื่อง.....และ ก็ต้องขอบอกเล่าเก้าสิบกันว่า วันที่ 5 เดือนหน้า ก็จะเป็นวันเผาร่าง ท่านพี่ ส.มีชัย หมายกำหนดการ ดูได้ที่หน้าเวบฯ นี้ค่ะ!

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./15 พฤศจิกายน 2548

บก.เพิ่งทำเวบเพจไว้อาลัยคุณตี้-กรรมาชน ได้ยังไม่ทันถึงงานเผาคุณตี้ ก็ต้องทำหน้าไว้อาลัย "พี่อิ๊ด"/ส.มีชัย พี่ใหญ่คนหนึ่งอดีตนักศึกษานักกิจกรรมของเพื่อนพ้องน้องพี่ของอดีต นศ. มช. อีก การจากไปของพี่อี๊ดทำให้ตระหนักยิ่งขึ้นว่า เวลาแห่งอายุขัยของเรา-คนรุ่นหนึ่งที่จัดได้ว่าเป็นรุ่นหายากซึ่งปกติก็มีเป็นจำนวนไม่มากอยู่แล้ว ก็ยิ่งลดจำนวนหร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ...ก็เป็นเรื่องปกติ เกิดมาก็ต้องตายปัญหาคือ จะอยู่อย่างไร? จะเกิดจะตายบางทีจะกำหนดและเลือกไม่ได้....เฮ้อ...แล้วต่อไปจะเป็นผู้ใดกันอีกนิ? ได้ข่าวทั้งสองงานมีคนไปร่วมคับคั่ง แม้ท่านหนึ่งจะเป็น "ที่รู้จัก" แต่อีกท่านหนึ่งจะเป็น "บุรุษผู้ปิดทองหลังพระ" เสมอมา ไม่เป็นที่รู้จักแก่สาธารณะนอกจากผู้คนในแวดวง แต่ก็มีผู้ไปร่วมงานรดน้ำศพกันคับคั่งเช่นกัน ยกเว้นก็แต่ บก. เท่านั้นไม่ได้ไป เพราะกะว่าจะแอบย่องไปเงียบๆ วันเผาเลย อีกสามเดือนข้างหน้าโน่น...

พวกพี่ๆ เขาก็ค่อยๆ ทยอยละทิ้งสังขารกันไปเป็นลำดับ เราผู้ยังผูกติดกับสังขารก็ได้แต่สืบสานภารกิจเล็กน้อยๆกันต่อไปละกัน เพราะจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่สามารถส่งต่อบทเรียนให้คนรุ่นหลังๆ สืบสานได้อย่างเป็นระบบ  บทเรียนต่างๆ  ดำรงอยู่อย่างกระจัดกระจาย  เป็นเบี้ยหัวแตกในหัวสมองที่เริ่มจะเลอะเลือนไปเรื่อยๆ  ของผู้คนรุ่นประวัติศาสตร์รุ่นนี้ -หลายคนบ่นเสียดายที่พี่อี๊ดด่วนจากไปเร็ว ประสบการณ์มากมายในหัวของพี่อี๊ดยังไม่มีใครได้ถ่ายทอดจดจารจารึกบันทึกไว้ พวกพี่ๆ หลายคนที่ยังเหลืออยู่จะว่าไงเอ่ย? ... หาค่าเครื่องบินและค่าจ้างถอดเทปให้หน่อยจะหิ้วเทปไปนั่งคุยนั่งอัดกันดีมะ?

แต่ก็ได้ข่าวว่า งานในส่วนของ พี่วิ ที่ได้ไปสัมภาษณ์ผู้คนกรรมกรชาวนาอดีตนักศึกษา ทั้ง พวกมวลชน ย./สมาชิกสันนิบาตเยาวชนคอมฯ- ส./สมาชิกพรรคคอมฯ ก็กำลังไล่ถอดเทปกันอยู่ บ้างก็กำลังฝึกเป็นนักเขียนกันอย่างขะมักเขม้น ก็คาดหวังกันว่าจะรวมเล่มได้ก่อนวันครบรอบ ๓๐ ปี ๖ ตุลา ว่างั้น บก. ก็ได้แต่ไปคอยไล่ตัดเอามาจากเวบบอร์ดบ้านตุลา ที่ คุณหมอตู่และใครๆ โพสต์กะท่อนกะแท่นไว้ เอามาแปะปะติดปะต่อกันให้เป็นชิ้นเป็นอันให้อ่านกันได้อย่างต่อเนื่องอีกที ...ในเวบฯนี้

และก็จึงใคร่ขอบอกกล่าวไปยังเพื่อนพ้องน้องพี่ที่สนิทบ้างไม่สนิทบ้าง ว่า คุณพ่อบ้านของ บก.ช่างใจดีซะไม่มี ทำ อีเมลล์ใหม่ให้เป็นช่องทางให้ใครต่อใครส่งข้อมูลทางอีเมล์เข้ามาเติมเต็มเวบไซท์ในส่วนของ NTOctober คือ me2519@thai.com และ ที่สำคัญยังขยายพื้นที่ของเวบไซท์จาก 200 MK เป็น 1000 MK หรือ 1 กิ๊กกะไบท์ โดยไม่น่าจะต้องกลัวกับการจะเจอะเจอกะภาวะ เวบฯ ล่มเหมือนที่อื่น เพราะฝากไว้ต่างประเทศ

ก็หวังว่าก่อนอำลาโลก ผู้คนรุ่นประวัติศาสตร์ในส่วนของเขตภาคเหนือตอนบน จะได้เหลือ "อะไร" ที่เป็นชิ้นเป็นอันให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสจับต้องเก็บรับบทเรียนได้อย่างเป็นระบบ ที่สำคัญ คือ ที่ว่า "อำนาจรัฐได้มาด้วยกระบอกปืน" นั่นเป็นหนทางเดียวเท่านั้นหรือมีหนทางอื่น? บทเรียนการต่อสู้ด้วย "สงครามกองโจรในชนบทป่าเขา" แห่งยุคสงครามเย็น ในศตวรรษที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ จะเก็บรับอะไรมาใช้ได้บ้าง? ในโลกยุคสงครามก่อการร้าย ของการต่อสู้ด้วย "สงครามกองโจรในเขตเมือง" ที่ไร้วัฒนธรรมซึ่งมีความงมงายโดยสิ้นเชิงของคติความเชื่อทางศาสนาเป็นธงนำทางความคิด กับ ยุทธวิธีทางการทหารของพวกกองโจรที่ยึดเอา การเข่นฆ่าประชาชนคนธรรมดาสามัญรากหญ้าด้วยกันเป็นหลัก ใครจะเป็นคนเขียนบทสรุป ที่จะเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบัน? แบบไม่ไร้เดียงสาที่มี "อะไร" เป็นตัวของตัวเองบ้าง?

ตอนนี้หันไปทางรัฐบาลนายทุนก็ตามก้นไอ้กันจ๋าเหมียนเดิม วกกลับมาสำรวจเพื่อนพ้องน้องพี่ก็ยังได้แต่พากันบ่นและก่นด่ากันระงมไปแทบทุกเวบบอร์ด เป็นการบ่นที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ/หรือมีก็น้อยมากกก... ....กับภาระกิจการเอาตัวให้รอดทางเศรษฐกิจไปวันๆ มีเวบฯ อะไรที่ผุดขึ้นมาใหม่ก็ทำกันแบบลับๆล่อๆ เปิดเข้าไปดูก็ยังไม่เห็นมี "อะไร" ใหม่ ยังเหมือนเดิมที่เป็นอีกขั้วหนึ่ง คือ ตามจีนจ๋า แม้รูปประกอบก็ยังเป็นสตรีจีน....เมื่อไรหนอผู้คนในประเทศของฉัน ของ บก. ของเราจึงจะมี "สติปัญญาทางการเมือง" เป็นของตนเอง?  และนี่ก็ อือ......ก็กำลังบ่นเหมียนกัลลล.....

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

ถามมาตอบไป / 15 พฤศจิกายน 2548

เรื่องของสหายสุภาพ/mongkol [mongkol@loxinfo.co.th] Wed 10/19/2005 1:15 AM

ผมบังเอิญท่องเวปตามมาจนเจอเวปของคุณเข้าโดยบังเอิญ  เข้ามาเห็นภาพบันทึกเรื่องสหายที่เสียสละไปที่ในเวปคุณได้บันทึกไว้  แล้วก็บังเอิญมีหลานวิภาวี  เขียนเข้ามาถามเรื่องราวของสหายสุภาพ  หรือ สมนึก  เดชเกรียงไกรสร   เธอว่าเธอเป็นหลาน  และอยากรู้เรื่องของลุงของเธอ  ผมเห็นว่า  ทางเวปได้ตอบเธออย่างไม่ตรงตามข้อเท็จริง  อาจเพราะเรื่องมาผ่านมานานร่วม30 ปี  คนรู้เรื่องจริงๆก็ยากที่จะมารวมตัวซักถามกันได้   เพื่อร่วมแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง  ผมขอให้ข้อมูลดังนี้

     1. รูป 2 รูปที่ปรากฏอยู่ในเวป ตอน บันทึกประวัติ  สหาย  ผองเพื่อน  และน้องพี่ผู้ล่วงลับ   ตอนพูดที่สหายสุภาพ  2 รูปนี้  เป็นรูปของสหายสุภาพ  หรือ  สมนึก  เดชเกรียงไกรสร  จริง

    2. คณะที่สมนึกเรียน  คือ คณะเภสัช  ไม่ใช่เทคนิคการแพทย์  สมัยนั้นเราเรียนอยู่ปี 1 ด้วยกัน  ผมเรียนคณะมนุษย์

อยากให้พี่ช่วยโพสต์เรื่องราวต่อจากที่หลานวิภาวี  เขียนมาถาม  เพื่อความกระจ่างแก่เธอ   ผมได้เขียนเมลล์ให้หลานวิภาวีแล้ว  แต่ไม่แน่ใจว่าเธอจะได้รับหรือเปล่า   ผมจะฟอร์เวิดมาให้พี่ด้วย

ที่เรียกพี่  เพราะเข้าใจว่า  เป็นรุ่นพี่ผม 1 ปี

อ่านเรื่องราวที่เขียน  ยังจำหน้าตาหลายคนได้  บ้างก็เลือนลางไป  เพราะผมเข้ามาได้เพียง 1 เทอมก็เข้าป่า

ขอบคุณที่มีอะไรดีๆให้เข้ามาอ่าน

โม่ง  มช.2519

[ ตอบ : ตกลงแก้ข้อมูลให้แล้วนะคะ แต่อยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ค่ะ อยากได้ข้อมูลครอบครัว ข้อมูลโรงเรียน ความทรงจำจากเพื่อนๆ ของ ส.สุภาพ(เขตน่าน) ที่อาจตอบไม่ตรงคำถามเพราะไม่มีข้อมูลค่ะ และที่ฐานที่มั่นเขต ๗ ภูผาจิ-ภูผาช้างน้อย ก็มี ส.สุภาพ ด้วยเช่นกัน/แบบว่า ชื่อซ้ำๆ กันมาก มีข้อมูลอะไร ส่งมาเติมเต็มได้อีกนะคะ-ขอบคุณค่ะ ตอนนี้ตามหาเรื่องราวของหลายคน ไม่มีข้อมูลเลยค่ะ ใช่ค่ะคงเป็นรุ่นพี่ ๑ ปี เพราะพี่รหัส 18-ขอเป็นพี่ทั้งที่จริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นป้าแล้ว อีกไม่กี่ปีคงได้เป็นยาย...แล้วก็ตายจากโลกนี้ไป เวลาเอยเหลือน้อยแล้ว..ชักปลง..แต่ยังปลงไม่ตกยังมีอะไรที่ต้องเร่งทำให้เสร็จสิ้นอีกหลายเรื่องหลายราว..เหลือเกิน!? ]

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./ 18 ตุลาคม 2548

ด้วยเพราะเป็น "วัยแรกแย้มฝาโลง" หรือ "วัยไม้ใกล้ฝั่ง" หมายถึง เวลาของสังขารร่างกาย-กายเนื้อ ใกล้จะหมดลงทุกวินาทีแล้ว มีอะไรที่ค้างคา และยังทำไม่เสร็จอีกหลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งเนื้อหาในเวบไซท์ทั้งหลายที่รับผิดชอบอยู่ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่นึกว่าจะดีๆๆ ก็กลับวุ่นวายหนักหน่วงขึ้นทุกวัน ผู้คนเก่าๆแก่ๆ ที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง รู้จักแต่จำไม่ได้แล้วบ้างว่าใครเป็นใคร....ก็ทยอยละลาสังขารกันไปเป็นใบไม้ร่วง....คุณตี้กรรมาชน...ซึ่งท่านนี้ไม่ต้องสาธยายอะไรกันมากผู้คนรู้จักกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง..แล้วก็..ส.ต้น อดีตผู้อำนวยการ  โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา 19  เขต 8 ดอยยาว ผาหม่น และ อดีตหัวหน้าผู้บุกเบิกหน่วยศิลปินภาคเหนือ ผู้แต่งเพลง "ฝั่งแม่น้ำน่าน" ก็ไปแล้ว...ยังใครอีกที่กำลังป่วยหนักที่เชียงใหม่....ฯลฯ ก็เป็นสัญญาณตอกย้ำให้รู้ว่า เวลาของเราเองก็ใกล้จะหมดแล้วเช่นกัน ?!

....เหลียวซ้ายแลขวามองไปข้างหน้าแล้วก็มองย้อนไปข้างหลัง...เออนะ..คงจะต้องเร่งมือทำเรื่องที่ค้างคาให้ลุล่วงให้แล้วเสร็จในเร็ววัน...

เอ้า...บรรดาอดีต ส.ทั้งหลายแหล่ใครจำอะไรได้ก็รีบๆ ทยอยเขียนส่งเข้ามาเด้อ ให้ผู้คนในประเทศนี้เขารู้บ้างว่า เคยไปทำอะไร ที่มีประโยชน์บ้างไม่มีประโยชน์บ้างกันไว้บ้าง อย่ามัวแต่พาลูกๆ เที่ยวชมนกชมไม้ชมบรรยากาศเก่าๆ (ในสถานการณ์ใหม่ๆ) กันเสียเพลินล่ะ..ได้ข่าวว่าจะจัดทัวร์กันอีกแล้ว น่าอิจฉาจัง บก. อยู่ไกล/ภาระมาก ไม่ได้ไปร่วมสังฆกรรมอะไรกับใครเขาสักกะทีเลย

เอ้า! ..ใครใคร่เที่ยวกินลมชมธรรมชาติเขตฐานที่มันเก่าของภาคเหนือตอนบน เขต 8 ผาจิดอยยาว-ผาหม่น ติดต่อ ส.หมอแดง 01 - 883 - 4035 ใคร่เที่ยว ภูชี้ฟ้า ติดต่อ ส.วันชัย หน่วย 65 หมู่บ้านร่มโพธิ์ทอง ตีนภูชี้ฟ้า ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย ถ้าที่ กทม.ก็ติดต่อ ส.ตุ๋ยอ้วน 06-889-1158 ค่ะ

ด้วยใช้พื้นที่ไปกับภาพและเพลงเป็นอันมาก พื้นที่ใช้สอยของเวบฯ นี้จึงจะหมดแล้ว กำลังจะขอขยายพื้นที่เพิ่ม ฉะนั้นคงจะไม่ได้อัพเดทเวบเพจไปอีกหลายเพลา ประกอบกับถูกไวรัสในรูปของอีเมล์ขยะโจมตีมาก ทำให้ที่อยู่อีเมล์ซึ่งติดเชื้อไวรัส ถูกเจ้าของที่ให้ใช้แขวนไปแล้ว ใช้ไม่ได้ มีอะไรจะส่งข่าวถึงเวบฯนี้ ก็ไปฝากไว้ที่เวบบอร์ดบ้านตุลาในกระทู้ ข่าวชาวผาจิ-ดอยยาว นะคะ และครั้งนี้ก็รวบรวม การเชื่อมต่อกับเขตป่าเขาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  จากกระทู้นี้    มาไว้ให้อ่านง่ายๆ เชิญคลิกเข้าไปอ่านกันได้เลยค่ะ.....และก็..แหม...เพิ่งรู้นะเนี่ยะ ว่า หลัง ๖ ตุลา ๑๙ กว่าจะติดต่อพวกในป่า พวก ย. พวก ส. ว่ายน้ำข้ามโขงกันลิ้นห้อย...บก.ตอนนั้นเป็นมวลชนล้าหลัง เลยตามเขาเข้าไปทีหลังแบบไม่ต้องลิ้นห้อยปานนั้น..ฮิฮิ..

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./27 กรกฎาคม 2548

เนื่องในโอกาสที่ คุณ "พ่อบ้าน" ของ บก. ยอมควักกะเป๋าต่อโดเมนเนมให้อีก ๓ ปี เลยถือโอกาสปรับปรุงโฉมของเวบฯ ใหม่เกือบทุกหน้า โดยเฉพาะหน้า "มาฟังเพลง" ตั้งใจขโมยตัดแปะภาพสวยๆ และ เพลงเก่าๆ ...สมัยคุณย่าคุณยายยังสาว คุณปู่คุณตามาจนถึงคุณแม่คุณลุงยังหนุ่มยังสาว ...หากจะมีเพลงยุคใกล้ๆ กับปัจจุบันบ้างก็มักจะเป็นเพลงย้อนยุคหรือมีกลิ่นอายท่วงทำนองยุคเก่าๆ...อยู่นั่นเอง ...ก็เพื่อเพื่อนพ้องน้องพี่ที่พากันเข้าสู่วัยเฒ่าชะแรแก่ชราโดยเฉพาะ.....

และอาจจะต้องขอบอกกล่าวกันไว้ ณ ที่นี้ว่า...บางทีภาพประกอบกับเนื้อหาของเรื่องราวอาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ..หรือเกี่ยวกันแต่อาจต้องหกคะเมนตีลังกา ......คิดตีความหลายกันให้เป็นหลายตลบ ว่า จะเกี่ยวเนื่องกันยังไง...เพราะ บางทีภาพประกอบก็อาจจะเพื่อความเจริญหูเจริญเจริญใจเจริญความคิดเพียงแค่นั้น..ก็ได้

และ(อีกแล๊ะ...?!)..หวังว่ามิตรสหายที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง(/เป็นการส่วนตัว/) จะไม่ถือสาหาความอะไรกันนะ ที่ บก. จะถือวิสาสะ...ไปขโมยตัดแปะเอาเรื่องเอาราวของพวกท่านที่เขียนเล่าเขียนบอกกันไว้ตรงโน้นนี้ อย่างกระจัดกระจาย มาเผยแพร่แบบให้เป็น "ชิ้น" เป็น "อัน"....กันอีกทางหนึ่ง! ที่นี่...

....ก็เรื่องของนักศึกษา-กรรมกร-ชาวนา ฝ่ายก้าวหน้าในยุคนั้นน่ะ..ช่วยๆ เผยแพร่กันเข้าไปเต๊อะ ...เพราะมีแต่คนดีๆ ทั้งนั้น อย่าพากันเก็บงึมงำเอาไว้นึกถึงอยู่คนเดียวพวกเดียวกันอยู่เลย.....

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

 

บอกเล่าเก้าสิบจาก บก./๕ มิถุนายน ๒๕๔๘

ในที่สุดปณิธานที่จะให้มี การบันทึกประวัติศาสตร์ภาคประชาชน เกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ประเทศไทยเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ทั้งในช่วงที่ต่อเนื่องมาก่อนหน้านั้น และในช่วงต่อเนื่องต่อมาหลังจากนั้น ในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จากการริเริ่มของเครือข่ายภาคประชาชนคนเก่าๆ (และแก่ๆ) ที่ยังคงมีชีวิตกันอยู่ โดยเริ่มจาก กิจกรรมการตามเก็บกระดูกเพื่อนน้องพี่แลมิตรสหายร่วมรบ ....จนมาถึงการจดจารจากคำบอกเล่า ....และการบอกเล่าด้วยตัวเอง

จากการที่เฝ้าตามติดการเคลื่อนไหวเพื่อ การบันทึกประวัติศาสตร์ภาคประชาชน นั้น ณ เวลานี้ เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ สำหรับกลุ่มภาคเหนือตอนบนก็ว่ากำลังกระทำกันอยู่ใน ๓ รูปแบบ ได้แก่ (๑) การบันทึกอย่างเป็นทางการอย่างเป็นวิชาการ  ที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ในทางวิชาการ ที่อาจจะต้องกระทำโดยนักวิชาการ หรืออย่างน้อยก็มีนักวิชาการมาตรวจทาน อันน่าจะเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงเกือบจะล้วนๆ ที่ได้ข่าวว่ากำลังถอดเทปกันอย่างขะมักเขม้น..  (๒) การบันทึกจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ อย่างกรณีเรื่องเล่าของ ส.ต๊ะ ที่มีทั้งข้อเท็จจริง /เหตุการณ์จริง ตัวบุคคลใช้ชื่อจริง/ และอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด อันน่าจะถือได้ว่าเป็นงานการบันทึกกึ่งวิชาการ ที่สามารถนำไปอ้างอิงได้เช่นกัน และ (๓) การบันทึกแบบ ต้องการจะสื่อแค่เพียงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด และบรรยากาศในมุมมองของ "ผู้บันทึก" แบบที่ทำอยู่ใน 2519me.com อันนี้อาจใช้อ้างอิงทางข้อเท็จจริงไม่ได้แต่ใช้ประกอบความเข้าใจก็คงพอได้...แบบการดูหนังฮอลลี่วู้ดหลายเรื่องที่เกี่ยวกับสงครามโลกหรือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ก็ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ยุคนั้นอย่างได้ "อารมณ์" ด้วย?!

อย่างไรก็ตาม ยังมีการบันทึกอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ บก. กำลังตามอยู่ ....คือรูปแบบจดหมาย...ตอนนี้ กำลังส่งคนไปตาม "จีบ" เจ้าของจดหมายอยู่ ไม่รู้จะได้หรือเปล่าเพราะมีสหายเราท่านหนึ่ง เข้าป่าแล้วเขียนจดหมายมาถึงหวานใจที่อยู่เมือง....

นอกจากนี้ที่ตามอยู่อีกก็คือ ประวัติของสหายผู้ล่วงลับ นอกจาก คุณสมนึก แล้วก็มีพี่แต๊ก/ส.ธารา ส.พจน์......และอีกหลายท่านที่ บก. ไม่รู้

พอดีตอนนี้กำลังจะหากะตังค์ จด โดเมนเนม เวบฯ 2519NTOctober.com เพราะกะจะจดสักสิบปีไปเลยจะได้ไม่ต้องจดบ่อย แต่ยังหาไม่ได้เพราะ ผู้อุปถัมภกของ บก.ยังไม่อนุมัติ บอกเพิ่งเปิดเทอม "จ่ายเยอะ" เอาไว้ ปีหน้าละกัน..ว่างั้น!

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกเล่าก็คือ เวบฯ นี้จะไม่มีเวบบอร์ดเพราะทำไม่เป็น หากท่านผู้ใดมีข้อเสนอแนะอะไร ข้อมูลอะไร ก็ไปฝากไว้ที่เวบบอร์ด "บ้านตุลา" ละกัน บก.เข้าไปสำรวจข้อมูลบ่อยๆ อยู่แล้วค่ะ แต่เข้าบ้านเขาไม่ได้เพราะลืมรหัส....

นี่ก็เป็นอะไรที่อยากจะบอกเล่า...แค่นี้ก่อนละกัน นึกอะไรได้อีกหรือมีอะไรใหม่มาก็จะมาบอกเล่าเก้าสิบกันอีกในโอกาสต่อไป

บก. เวบฯ 2519me.com / 2519NTOctober.com

ถามมาตอบไป/29 พฤษภาคม 2548

ตามหาคุณ ส.สุภาพค่ะ / +_+ ei ei +_+ [bubu_tama@hotmail.com] / Sun 5/29/2005 8:55 PM

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเป็นญาติของคุณ ส. สุภาพ หรือชื่อจริงคือ คุณ สมนึก เดชเกรียงไกรสร คุณ ส. สุภาพมีศักดิ์เป็นลุงของหนูค่ะ หนูได้ฟังเรื่องราวของคุณอามาตั้งแต่เด็กๆ ว่าคุณอาได้เข้าร่วมเหตุการณ์14ตุลาด้วย โดยตอนนั้นเป็นนักศึกษาอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วภายหลังหลบหนีเข้าป่าไป พอดีมาเจอ web site ของคุณเข้า เลยอยากจะถามข่าวคราวว่ามีใครได้เจอคุณอาสมนึกบ้างไหม เพราะล่าสุดเมื่อ30กว่าปีที่แล้วมีคนบอกว่าพบที่จังหวัดน่าน แต่พอไปถึงก็ไม่เจอ ญาติๆทุกคนยังหวังว่าคุณอาสมนึกจะยังมีชีวิตอยู่ค่ะ ยังงัยรบกวนคุณช่วยตอบกลับมาที่ email นี้ด้วยค่ะ ญาติๆทุกคนรอฟังข่าวอยู่

วิภาวี

[ ตอบ: รู้สึกว่าเพื่อนๆ ก็กำลังตามหากันอยู่นะคะ พอดี ส.สุภาพ ที่กล่าวถึง ใน เวบไซท์นี้ ไม่ใช่ คุณสมนึก ค่ะ.......

แต่หมายถึง คนที่กำลังจับไมค์พูดอยู่ในรูปนี้อ่ะค่ะ รู้สึกสหายหลายคนในหลายเขต จะมีชื่อซ้ำกันหลายชื่อ แต่อยู่ต่างเขตงานกัน เช่น ส.สุภาพ ส.กานต์(หมอกานต์) ฯลฯ และ ดังนั้นจาก email ฉบับนี้ คิดว่า การบันทึกประวัติเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่รู้แน่ว่าได้ล้มหายตายจากเราไปแล้ว  รวมทั้งการตามแกะรอยเพื่อนพ้องน้องพี่ที่สูญหาย น่าจะเป็นอะไร   ที่ต้องทำกัน   ให้เป็นเรื่องเป็นราวจริงจังกันเสียที....?  จึงขอบอกผ่านไปยังเพื่อนมิตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพอจะมีกำลังทุนทรัพย์ และพอจะเจียดเวลามาทำเรื่องนี้กันได้ไว้ในโอกาสนี้เสียเลย .....ทราบแล้วปลี่ยน! และสำหรับเฉพาะหน้านี้ใครมีข่าวคราว มีคำถาม มีข้อเสนอแนะ อะไร ก็ขอจงเร่งส่งมา  .......ได้! รวมทั้งก็จะขอกราบเรียนเวบฯ พี่น้องทั้งหลายพร้อมกันไว้ ณ ที่นี้ด้วยเสียเลย ว่า ข้อมูลและรูปภาพต่างๆ ใดๆ บรรดามีในเวบฯ ของท่านทั้งหลาย เวบฯ นี้ จะขอถือวิสาสะขโมยตัดแปะเอามาโดยมิพักจะต้องบอกกล่าว....เด้อ!]

.

main menu // new update

first date 8 Feb. 2005