Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

เรื่องเล่า/เรื่องแต่ง

คุณเชื่อเรื่องผีไหมครับ?

โดย ยูริ

 

 

 

๑.

คุณเชื่อเรื่องผีไหมครับ....เชื่อ...ไม่เชื่อก็ลองอ่านดูนะครับ ปลายปี 2530 ผมเป็นเซลล์แมนวิ่งขายสินค้าให้ฟารณ์มกุ้งกุลา ต้องตะเวณไปทั่วหัวเมืองชายทะเล ทั้งตะวันออกและภาคใต้ พอลงใต้ทีไรก็ต้องหาเรื่องเถลไถลเข้าไปกลางดงเคียนซา แถวค่าย 514 ทุกที

ตอนนั้นต้องใส้นทางจากท่าข้าม - ก.ม. 18 แล้ววิ่งทางลูกรังอีโหลกโขกเขกไปเรื่อยๆ เข้าหน้าควนสามัคคีแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าดง กว่าจะไปถึงไร่ใหม่(ที่ตั้งค่าย 514เก่า) ก็มืดทุกที สภาพถนนตอนนั้นค่อนข้างแย่ ยิ่งเป็นหน้าฝนด้วยแล้วไปกันใหญ่เลย โดยเฉพาะพอเลยเคียนซามานิดหน่อยมีควนสูงลูกหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เป็นอะไร ไอ้รถเจ้ากรรมของผมมันมักจะชอบมาดับที่กลางควนนี้ประจำ เที่ยวหนึ่งผมออกจากดงช้าไปหน่อย ฝนก็ตกหนักเลยแวะขอข้าวเย็นสหายกินแถวหน้าควนสามัคคี ก่อนเดินทางเข้าสุราษฎร์    กินข้าวไปก็คุยกันไป บ่นโน่นบ่นนี่จนวกมาถึงถนนที่ค่อนข้างแย่ โดยเฉพาะไอ้ควนสูงที่เลยเคียนซามาหน่อย มันทำผมเสียเส้นทุกที

สหายที่นั่งล้อมวงกินข้าวหันมามองหน้ากัน ส.ชาญชัย หัวเราะชี้หน้าผมแล้วว่า...คุณแดง...คุณจำไม่ได้เหรอว่าไอ้ควนนั้นนะเป็นจุดที่คุณเชียงไปเสียสละที่นั่นตอนไปตีศรัตรูเมื่อปี 21 นะ ...คุณเชียงไปเสียที่ควนนั้นแล้วพวกเราก็นำศพกลับมาฝังไว้ที่หน้าควนนี่แหละ...นั่นไง คุณเชียงฝังอยู่ในสวนยางคุณสุนันท์ ข้างหลังคุณนั่นไง ....ผมสะดุ้งเสียวสันหลังวาบ ...หันมองไปในความมืด มองเห็นป่ายางเป็นแนวทะมึน ...ในความมืดนั้นมีเพื่อนผมคนหนึ่งนอนหนาวอยู่ ผมไม่ได้ตกใจเพราะไปนั่งใกล้ที่ฝังศพคุณเชียง แต่ผมตกใจเพราะเรื่องที่มันเกิดก่อนหน้านี้ ผมฝันเห็นคุณเชียงมาหลายครั้งแล้ว

ครั้งแรกผมเห็นคุณเชียงในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวแบบนักศึกษาทั่วไป เดินมาหาผม ในมือมีบุหรี่ใบจากคีบอยู่ไม่พูดไม่จาอะไร ไอ้ผมตื่นมาก็ไม่คิดอะไร...ทำมาหากินไปเรื่อยๆ...แล้วก็ลืมไป จนเมื่อคืนก่อนหน้านี้ที่ชุมพร ผมฝันเห็นคุณเชียงอีก คราวนี้ในชุด ท.ป.ท.เต็มยศ เดินยิ้มตาหยีเข้ามาหาผม แล้วว่า...พรันพรื้อละคุณแดง...คุณกลับบ้านแล้วบายดีนะ...ผมยังไม่ได้กลับบ้านเลย....(ประมาณนี้แหละ) ว่าแล้วแกก็เดินหายไป ผมตื่นมาก็ไม่ได้สนใจอีกเหมือนเคย จนรถมาเครื่องดับตรงควนนี้แหละ วันนั้นผมขับรถฝ่าสายฝนและความมืดออกจากหน้าควน มุ่งหน้าสู่บ้านดอน และอย่างเคย ควนสูงเจ้ากรรมมองเห็นลางๆท่ามกลางแสงไฟรถ...พอขึ้นถึงกลางควน เครื่องก็ดับลง

แต่คราวนี้มันดับเพราะผม..ผมออกไปยืนเปียกฝนกลางควน กำธูปที่จุดไม่ติดเพราะชุ่มไปด้วยน้ำตาและน้ำฝนไปปักไว้ข้างควน แล้วบอกว่า....คุณเชียงผมจะรีบพาคุณหลบบ้านนะ....คุณจะได้ไม่เหงา โธ่เพื่อน...สิบกว่าปีคุณต้องนอนเหงาอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครเหลียวแล ...คุณคงคิดถึงบ้านมากซินะ     ...ผมต้องขอโทษด้วยที่ลืมนึกถึงคุณไป
   

วันนี้คุณเชียงจะได้กลับบ้านแล้ว ...หลังจากพวกเราที่ฝ่ายคลองพยายามสืบค้นจนหาครอบครัวของคุณเชียงพบ....

 

๒.

ผมจำไม่ได้แล้วว่าคุณเชียงชื่อจริงหรือชื่อเล่นว่าอะไร...จำได้เพียงแต่ว่า "คุณเชียง" (จากเชียงใหม่) เท่านั้นเอง ก็กำลังพยายามสอบถามเพื่อนๆอยู่ครับ เมื่อคืนก่อนนั่งอ่านเวปของเพื่อนๆ บอกให้บันทึกถึงสหายที่เสียสละก็เลยนึกถึงเรื่องคุณเชียงและอีกหลายคนขึ้นมาได้ เลยบันทึกลงในเวป โดยเฉพาะคุณเชียงมีอะไรแปลกๆหลายเรื่องครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง
 

คืนนั้นผมไม่ได้ฝันถึงคุณเชียง.....เพราะผมนอนไม่หลับ ใจมันคิดถึงว่าไอ้เรานี่มันเป็นยังไงวะ  นอนคิดถึงวันที่ผมได้กลับบ้านไปพบหน้าแม่ พี่ น้องที่ยิ้มทั้งน้ำตา...นึกถึงความเป็นห่วงของคนที่บ้านที่มีต่อเรา....แล้วถ้าอย่างนั้นแม่คุณเชียงละ พี่ๆน้องๆคุณเชียงก็คงคิดถึงและรอคอยคุณเชียงอยู่เหมือนกันซินะ....แม่คุณเชียงจะรู้รึเปล่าว่าคุณเชียงตายแล้ว.?????? แล้วไอ้ที่สำคัญที่สุด คุณเชียงเป็นใคร ?  ชื่ออะไร  อยู่ที่ไหน กันแน่ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ก็แค่ว่า คุณเชียงเป็นนักศึกษาจาก ม.ช. เท่านั้นเอง ไอ้ที่รู้ก็เพราะชื่อแกนั่นแหละ แกบอกว่า ที่ตั้งชื่อตัวเอง ก็เพราะมาจาก เชียงใหม่ เป็นนักศึกษา ม.ช. เท่านั้นเอง และรู้สึกจะเป็นนักศึกษา ม.ช.คนเดียวในค่าย 514 ซะด้วย เลยมืดไปหมด

ผมตื่นแต่เช้า รีบบึ่งรถย้อนกลับเข้าดงเคียนซาใหม่ ไปพบสหายที่หน้าควน เล่าความตั้งใจที่จะพาคุณเชียงกลับบ้านให้สหายฟัง ...นั่นแล ...คุณแดง พวกเราก็เอ็นดูคุณเชียงแรงแหละ สหายมาจากในเมืองมาเสียสละที่นี่...

สหายจากในเมืองมาเสียสละที่นี่พวกเราก็เสียใจ แต่ไม่รู้จิทำพรือนิ บ้านแกอยู่ไหนก็ไม่รู้.....???

ตกลงวันนั้นเราเริ่มงานด้วยการสืบหาข้อมูลของคุณเชียง โดยแยกย้ายกันไปทั้งในหมู่สหายในเมือง สหายในกองทหารที่เคยร่วมรบกับคุณเชียง ผมเปลี่ยนเส้นทางวิ่งขึ้นวิ่งลงเชียงใหม่ ไปหารุ่นพี่ที่อยู่ ม.ช. ไปนั่งดูหนังสืออนุสรณ์ประจำรุ่นของ ม.ช.เผื่อจะฟลุ๊คเจอรูปคุณเชียงบ้าง แต่ก็เหลวทุกที


   

๓.

ผ่านไปกว่า 6 เดือน  ทุกอย่างยังคงมืดมน ทุกสายข่าวมืดไปหมด ผมค่อนข้างหมดหวัง ตอนนั้นเดือนตุลาคม พอดี พ.ศ.ประมาณ 31-32 นี่แหละ  ผมนั่งชูป้ายโปสเตอร์ "ใครรู้จัก ส.เชียง เขตงาน 514 บ้างครับ"  อยู่ที่บันไดหน้าหอประชุมใหญ่ ม.ธ. ตอนที่มีงานรำลึก 6 ตุลาหวังว่าเผื่อจะมีใครรู้จักคุณเชียงบ้าง ป้ายเรียกความสนใจได้พอสมควร มีเพื่อนๆเข้ามาสอบถามกันหลายคน  หลายคนช่วยสมทบทุนเป็นค่าน้ำมันรถพาคุณเชียงกลับบ้าน การ์ตูน จาก ม.ธ.ให้มา 100 แล้วช่วยยืนเรียกเพื่อนๆเข้ามาถามข้อมูลและร่วมสมทบทุน  วันนั้นผมอายมากที่จนปัญญาต้องมารบกวนเพื่อนๆ แต่ตอนนั้นผมก็หมดทุนจริง ๆ ลำพังเงินเดือนเซลเร่ร่อนก็ไม่ค่อยจะพอเลี้ยงครอบครัวอยู่แล้ว ก็เลยได้แต่ก้มหน้าขอบคุณเพื่อนๆ ที่ช่วยเหลือ วันนั้นได้เงินบริจาคมาราว 2,000 บาท
   

ผมดีใจมากที่พบเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเคยอยู่ค่ายเดียวกันมา แต่ในตอนนั้ ได้เป็นผู้ติดตาม ส.ส.. ผมคิดว่า เขาน่าจะช่วยเหลือเรื่องข้อมูลได้มาก ผมวิ่งเข้าไปหาเล่าเรื่องจะพาคุณเชียงกลับบ้านให้เขาฟัง ขอร้องให้เขาช่วยหาข้อมูลให้ เพื่อนรักที่เคยกินเคยนอนด้วยกัน มองหน้าผมแปลกๆ แล้วบอกว่า ตอนนี้เขาเป็นผู้ช่วย ส.ส. แล้ว มีงานสำคัญยุ่งมาก ไม่มีเวลาตามเรื่องแบบนี้ให้ผมหรอก ว่าแล้ว ก็ควักเงินให้ผม 10 บาทสมทบทุนพาคุณเชียงกลับบ้าน ผมก้มหน้าเก็บป้ายเดินออกจากธรรมศาสตร์ บอกกับตัวเองว่าผมจะต้องพาคุณเชียงกลับบ้านให้ได้ ถ้าไม่มีเงินก็ขายปิคอัพคู่ใจมันซะเลย จะไม่บากหน้าไปขอตังค์ใครอีก

 

๔.

เรื่องถือป้ายของผมไม่เสียเปล่า เริ่มได้รับข้อมูลทางโทรศัพท์จากเพื่อนๆที่รู้ว่าผมกำลังตามข้อมูลคุณเชียงอยู่...เฮ้ย...มึงจะพาคุณเชียงกลับบ้านใช่ไหม...กูจะช่วย...เสียงโทรศัพท์จากคุณแว่น เพื่อนรุ่นน้องที่เข้าป่า 514 ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม โทรมาหาผม จากนั้นเราสองคนเริ่มตระเวนหาข้อมูลจากเพื่อนๆ กัน แต่ก็ยังมืด...สุดท้ายเลยตัดสินใจกันใหม่ว่าไหนๆ ข้อมูลทางแจ้งหาไม่ได้แล้ว ลองหาทางมืดดู
   

ทีนี้ละครับ...สำนักทรงเจ้า  เจ้าพ่อ เจ้าแม่ที่ไหนที่ว่าแน่ๆ เราไปกันหมด ทั้งที่อรุณอมรินทร์  พุทธมณฑล บางกระปิฯ....ไม่ได้เรื่องสักสำนัก
 

ข่าวดีมาจาก เจ้าจิ๋ว...น้องเล็ก ที่เดินทางจากกรุงเทพเข้าไปอยู่ในค่ายตั้งแต่เรียน ม.1 พวกเราล้อกันว่า สหายอื่นพกปืน แต่สหายจิ๋วต้องพกขวดนมแทนปืน น้องจิ๋วที่ยังยืนหยัดฝังตัวในพื้นที่สุราษฎร์ต่อไป ไม่ยอมกลับกรุงเทพ ส่งข้อมูลมาว่า คุณเชียงเป็นนักศึกษา ม.ช.จริง เลยใช้ชื่อจัดตั้งว่า "เชียง" ที่มาจากเชียงใหม่ และเป็นนักศึกษาจาก ม.ช. เพียงคนเดียวในค่าย 514  พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนสงขลา อ.นาหม่อม มีพี่สาวเป็นครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนที่บ้านเกิด  พี่ชายเป็นปลัดอำเภออยู่ปัตตานี

ผมรีบบึ่งรถไปที่ อ.นาหม่อม ลองควานหาดูเผื่อฟลุ๊ค...แล้วก็ฟลุ๊คจริง ๆ ผมพบบ้านคุณเชียงแล้ว เป็นห้องแถวไม้แบบโบราณ อยู่ที่บ้านนาหม่อม  อ.นาหม่อม จ.สงขลา
   

เห็นหน้าบ้านมีคนแก่นั่งอยู่คนหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นแม่คุณเชียง ผมไม่กล้าเข้าไป  ขับรถวนไปวนมาอยู่หลายรอบตัดสินใจไม่ถูกเลยกลับไปตั้งหลักใหม่ที่สุราษฎร์ ผมคุยเรื่องคุณเชียงให้พี่ชายผมที่รับราชการอยู่ที่สุราษฎร์ฟัง พี่ผมก็ไม่รอช้า จับผมขึ้นรถบึ่งเข้าค่ายดอนนก ค่ายที่สหายสุราษฎร์ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะค่ายต้นเรื่อง ถีบลงเขา เผาลงถังแดงของสุราษฎร์ พี่ชายผมพาผมไปพบ พันตรี นายทหารการข่าวของค่ายดอนนก ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องพี่ชายผมอีกที พร้อมเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วบอกว่าจะมาขอค้นหลักฐานของคุณเชียง

นายทหารการข่าวก็ให้ความร่วมมือด้วยดี พาผมไปที่ห้องเก็บของห้องหนึ่ง ในนั้นเต็มไปด้วยเอกสารกองพะเนินเทินทึก  ทั้งเอกสารกลุ่มศึกษา หนังสือไฟลามท่ง เป้สนาม ...จิปาถะเต็มไปหมด เป็นของที่ทางทหารยึดมาได้ตอนบุกค่ายของพวกเรา พี่ทหารบอกให้ผมนั่งค้น นั่งดูได้ตามสบายใจ ผมนั่งค้นหาเรื่อยเปื่อยไม่รู้ว่าจะหาอะไรเหมือนกัน พอรื้อโน่นรื้อนี่ไปได้สักพักผมพบอัลบั้มรูปเล่มหนึ่ง ผมเห็นแล้วใจเต้นแรงทันที เพราะผมจำได้ว่าเป็นอัลบั้มเล่มนี้ได้ว่าเป็นของค่าย 514 แล้วก็โป๊ะเชะพอดี
    คุณเชียงยืนยิ้มตาหยี มองตอบผมจากหน้าแรกของอัลบั้มเลย ผมจำได้ดี เป็นรูปคุณเชียงในชุดพลเรือนถ่ายกับสหายในกองทหาร ที่ไร่หญ้าคา ....

ผมจำรูปชุดนี้ได้ดี...เพราะผมเป็นคนถ่ายเอง สหายชนบทเองก็ดีใจที่เราได้ข้อมูลครบแล้ว ก็เลยวางแผนกันว่า ทางชนบทจะนำคุณเชียงขึ้นมาก่อน นำขึ้นมาให้สหายทำบุญแล้วให้ผมเป็นคนติดต่อครอบครัวคุณเชียงเพื่อนำคุณเชียงกลับบ้าน ผมย้อนกลับนาหม่อมอีกครั้ง พอวนไปหน้าบ้านคุณเชียง เห็นหญิงชรา ท่าทางใจดี  อายุน่าจะ70 กว่าแล้ว นั่งอยู่หน้าบ้าน ผมเข้าไปยกมือไหว้เลียบๆเคียงๆ คุยดูปรากฏว่า เป็นแม่ของคุณเชียงจริงๆ พอผมบอกว่าผมเป็นเพื่อนของคุณเชียงเท่านั้นเอง แม่ยิ้มใหญ่เลย ตาเป็นประการดูสดชื่นขึ้นมาทันที ...แม่หัวเราะแล้วบอกผมว่า เค้าสบายดี ตอนนี้อยู่ที่เพชรบุรี เพิ่งมีจดหมายมาหาแม่เมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง เห็นว่ากำลังจะแต่งงานแล้วจะลงมาเยี่ยมแม่เร็วๆนี้แหละ...แม่ก็รออยู่แหละลูกเอ๋ย...แม่คุณเชียงยิ้มใหญ่ พร้อมเล่าเรื่องคุณเชียงสมัยยังเป็นนักศึกษาให้ผมฟังด้วยรอยยิ้มที่ภูมิใจและน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ผมอึ้งไปหมด...พูดอะไรไม่ออก เช็ดน้ำตาแล้วลาแม่คุณเชียง พลางภาวนาว่า ขอให้ข้อมูลที่ผมหามาผิดเถอะ  หวังว่าคุณเชียงในรูปคงไม่ใช่ลูกชายของคุณแม่คนนี้เลย... ผมไม่กล้าเอารูปคุณเชียงให้คุณแม่ดูเพราะผมกลัวว่ามันจะเป็นคนเดียวกับลูกชายของคุณยาย

...แล้วผมจะบอกคุณยายที่นั่งเฝ้ารอลูกชายอยู่ทุกวันด้วยความหวังว่า สักวันลูกจะต้องกลับมา แม้เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่ลูกจากไป...ผมงงไปหมดจะทำอย่างไรดี
   
 

๕.

...โทรสายด่วนมาจากน้องสาวที่น่ารัก น้องจิ๋วจากสตูลแจ้งว่าคุณเชียง นามสกุลวัฒนาแต่ชื่อไม่แน่ใจว่านิพนธ์หรือสมชายแน่ แต่ยืนยันว่าอยู่ ม.ช.แน่นอน ผมเองก็เคยเห็นรูปคุณเชียงถ่ายกับเพื่อนๆท่อ่างแก้ว มช.ครับ

ตกลงต้องกลับมาตั้งหลักที่สุราษฎร์อีกรอบ...คราวนี้มาเจอปัญหาใหม่อีกเมื่อคุณสุนันท์ สหายรับผิดชอบเขตงานทำหน้ายุ่งๆ บอกว่าหาคุณเชียงไม่เจอ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน...เอาแล้วไงเรื่องที่ไม่ทันคิดมาก่อน ในสมัยนั้นหลังบ้านคุณสุนันท์ที่หน้าควนสามัคคี ก็ยังเป็นป่าโปร่งอยู่  สหายนำร่างของคุณเชียงมาฝังแล้วทำสัญญลักษ์ไว้ แต่พอการสู้รบสงบลง ทั้งมวลชน ทั้งสหายก็กลับเข้าไปในพื้นที่ บุกเบิกที่ทางทำเป็นสวนยางจนหมด ป่าโปร่งที่เคยฝังร่างคุณเชียง ก็เลยกลายสภาพไปเป็นสวนยางติดต่อกันเป็นพืดหลายสิบไร่  ต้นไม้ที่เคยทำเครื่องหมายไว้ก็หายไป ทีนี้ทำพรือกันละสหาย....

ขบวนการค้นหาคุณเชียงก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ขุดกันซะสวนยางแถวนั้นพรุนไปหมด  สหายว่าขุดกันจนสวนยางกลายเป็นเขาศูนย์ไปแล้ว...ก็ยังไม่พบร่องรอยของคุณเชียง..แต่สหายก็ยังไม่ท้อ ไอ้ที่ขุดก็ขุดกันต่อไป
 

 

๖.

ผมแอบซุ่มดูอยู่ที่มุนตึกหน้าโรงแรมลีการ์เด้นท์ ปัตตานี พอแน่ใจว่าพี่ชายคุณเชียง ขับรถมาคนเดียวไม่มีใครตามมาด้วยแล้ว ผมก็เลยกล้าเดินออกไปสวัสดีแนะนำตัวเอง โดยไม่ลังเลพี่ชายคุณเชียงเลือกรูปของคุณเชียงออกจากกองภาพถ่ายทั้งหมดที่ผมกองให้ดู แล้วบอกว่า ...นี่...คนนี้นิพนธ์น้องชายผม...เค้าเป็นอย่างไรบ้าง....ตายแล้วใช่ไหม?....................พี่ก็คิดไว้แล้วเหมือนกัน

เพราะนิพนธ์เค้าขาดการติดต่อไปนานทีเดียว พี่ก็พยายามตามหา สืบข่าวเขาอยู่เหมือนกัน ได้ข่าวว่ามีใครที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเค้าอยู่ที่ไหน ก็ไปตามดูหมด ...เมื่อปีที่แล้วก็ไปตามที่เพชรบุรี...หวังว่าจะได้พบเขาบ้าง .....พวกพี่ๆก็ต้องจำใจโกหกแม่ ว่านิพนธ์ยังอยู่เพราะแม่แก่แล้ว และก็คิดว่านิพนธ์ยังมีชีวิตอยู่เสมอ เราก็เลยต้องปล่อยให้แม่ยังมีความหวังอยู่ กลัวว่าถ้าท่านได้ข่าวแล้วท่านจะรับไม่ได้....

หลังจากซักถามจนแน่ใจว่า บุคคลในภาพถ่ายที่ผมนำไปให้ดูนั้นเป็นน้องชายแน่ๆ พี่ปลัดถึงเล่าให้ผมฟัง พี่ปลัดขอเวลาบอกข่าวและหารือกันในหมู่พี่น้องก่อนแล้วจะนัดกับผมเรื่องไปนำคุณเชียงกลับบ้านอีกครั้งหนึ่ง เที่ยวนั้นผมขับรถกลับสุราษฎร์ด้วยความสบายใจที่ภาระหน้าที่ได้ลุล่วงไประดับหนึ่งแล้ว แต่พอถึงสุราษฎร์ก็เจอจิ๋วพร้อมสหายกลุ่มใหญ่นั่งหน้ามุ่ยกันอยู่.
       

....หายังไง ๆก็หาคุณเชียงไม่เจอ...นี่สหายที่รู้ข่าวก็มาช่วยกันขุดหา หากันหลายวันแล้ว...แต่ไม่เป็นไร คุณแดง...คุณไปนัดพี่ชายคุณเชียงได้เลย ยังไงๆ สหายเราต้องได้กลับบ้านแน่นอน

เหลือเชื่อ.... พรุ่งนี้แล้ว...พี่ชายคุณเชียงจะมารับคุณเชียงกลับบ้าน แต่นี่ใกล้ค่ำแล้วเรายังหาคุณเชียงไม่พบเลย ที่บ้านคุณสุนันท์ข้างสวนยางสหายก็จัดสถานที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว ทั้งอาสนะสงฆ์ โรงครัว รวมทั้งโลงศพ เพื่อเตรียมงานเลี้ยงส่งคุณเชียงกลับบ้าน...แล้วนี่ถ้าพี่ชายคุณเชียงมาแล้วเรายังไม่พบคุณเชียงเราจะทำพรันพรือกันล่าวสหาย........คุณเชียงอยู่ในสวนยางนี้แน่นอน...ผมยืนยันได้ ผมเป็นคนใส่ชุด ท.ป.ท.ให้คุณเชียงเองกับมือผมนิ่...คุณสุนันท์อดีตสหายนำเขตงานหน้าควน ผู้นำร่างของสหายไปฝังกับมือยืนยันเสียงแข็ง...ถ้า 6 โมงเย็นวันนี้ ยังไม่เจอคุณเชียง คุณไปเตรียมไฟเลย เดี๋ยวผมเอาแมคโครลุยขุดสวนยางทิ้ง คืนนี้ขุดกันทั้งคืนจนกว่าจะเจอ....

สหายหลายคนตกใจ เงยหน้ามองคุณสุนันท์ ที่ประกาศจะรื้อสวนยางที่กำลังให้น้ำยางและเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวทิ้ง  ในสมัยนั้นสหายก็เพิ่งออกมาสร้างสวนสร้างเนื้อสร้างตัวกัน สวนยางก็คือหัวใจของสหายชาวใต้เลยทีเดียว

ไม่พรือ...คุฌแดง สวนยางผมปลูกใหม่ได้  แต่คุณเชียงต้องได้กลับบ้าน ลูกบ่าวเค้ามาปฏิวัติ มาสู้เพื่อเรา มาตายเพื่อเราได้ จะมามัวเสียดายอะไรกับสวนยางเท่านี้  ...ยังไงๆ  พรุ่งนี้คุณเชียงต้องได้กลับบ้านแน่นอน

ผมฉุกใจคิดขึ้นมาแวบหนึ่ง เดินไปท้ายรถกระบะ หยิบขวดน้ำจากท้ายรถ เดินดุ่มเข้าไปในป่ายาง ที่ทั้งสหาย ทั้งมวลชนระดมกำลังมาขุดหาคุณเชียงแน่นไปหมด  ผมเทน้ำมนต์ในขวดลงบนพื้นดิน นึกในใจ บอกคุณเชียงว่า พี่ชายจะมารับกลับบ้านวันพรุ่งนี้แล้วนะครับ....

จากนั้นก็เดินกลับมาที่บ้านคุณสุนันท์ น้ำมนต์ขวดนี้ผมได้มาจาก หลวงพ่อจ้อย ที่ดอนสัก พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของสุราษฎร์ธานี ผมไปกราบท่านหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายก่อนเข้าดง ท่านถามว่าจะไปธุระที่ไหนต่อ ผมบอกว่าจะไปงานศพเพื่อนที่เคียนซา...เออรีบไปซะ...เค้ารอเองมาตั้งนานแล้ว...ถ้ามีอะไรก็เอาน้ำมนต์นี่เทลงดินบอกเขาซะ....ผมขนลุกซู่ รับขวดน้ำมนต์แล้วกราบลาหลวงพ่อจ้อยมุ่งหน้าเข้าดงเคียนซา...แล้วก็ลืมเรื่องขวดน้ำมนต์ไปเลย มานึกขึ้นได้ก็อีตอนคุณสุนันท์จะเอาแมคโครรื้อสวนยางนี่แหละ

มันก็แปลกนะครับ...ไม่น่าเชื่อ ผมเดินกลับมาถึงบ้านคุณสุนันท์ยังไม่ทันไร ก็มีเสียงโห่เสียงไชโย...ลั่นมาจากสวนยาง ...สักพักเห็นไอ้จิ๋ว วิ่งหน้าตาตื่นตะโกนเสียงสั่น ...เจอแล้ว...เจอแล้ว...เจอคุณเชียงแล้ว พวกเราโห่รับแล้ววิ่งกรูกันเข้าไปในสวนยาง ที่นั่นสหายกลุ่มใหญ่กำลังช่วยกันนำคุณเชียงขึ้นมาจากโลงไม้ที่ผุพังไปเกือบหมดแล้ว แต่ที่อยู่ครบเกือบสมบูรณ์คือชุด ท.ป.ท. ที่คุณเชียงสวมใส่อยู่...ผมยังเห็นดาวแดงบนหมวกของคุณเชียงได้อย่างชัดเจนทีเดียว สหายจากกองร้อย 514 หลายคนช่วยกันนำร่างของสหายร่วมรบไปอาบน้ำอีกครั้งหนึ่ง  แล้วแต่งเครื่องแบบ ท.ป.ท.ชุดใหม่ให้คุณเชียงแล้วพาคุณเชียงไปนอนในโลงที่บรรจุไว้ด้วยดอกไม้และพรมน้ำอบไทยหอมกรุ่น
 

ไอ้ที่น่าแปลกใจที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ สหายไม่ได้เป็นคนค้นพบคุณเชียง....?????

ในขณะที่สหายกำลังกระจายกำลังเรียงแถวหน้ากระดานขุดหาคุณเชียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนชักจะท้อกันอยู่แล้ว  อยู่ๆก็มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ทางใต้เค้าเรียกว่า "พวกขาดหุ้น" หรือพวกสติไม่ค่อยดีประมาณนั้นแหละครับ

หนุ่มนายนั้นเข้าแย่งแชลงในมือสหายคนหนึ่งแล้วร้องบอกว่า..มานี่...มานี่...อยู่ทางนี้  จากนั้นก็วิ่งย้อนกลับไปตามทางที่สหายขุดผ่านไปแล้วประมาณ 30 เมตรแล้วเอาแชลงที่ถือติดมือมากระแทกลงไปในดินอย่างแรง มีเสียงดังกึก สหายที่วิ่งตามหลังไปก็ดึงแชลงขึ้นมาจากดิน....ที่ปลายแชลงเป็นเศษไม้ผุๆที่เป็นฝาโลงของคุณเชียงติดขึ้นมา สหายก็เลยไชโยโห่ร้องกันลั่นสวนยาง

เฮ้อ....มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญอย่างเหลือเชื่อจริง ๆเชียว

 

๗.
 

พี่ชายคุณเชียงสองคนขับรถมาจากสงขลา ดูมีท่าที่กังวลพอสมควร เพราะตอนนั้นกิตติศัพท์ของคอมฯเคียนซาก็ดังพอตัวทีเดียว ที่หน้าควนวันนั้นเนืองแน่นไปทั้งสหายเก่าและมวลชนพากันมาชุมนุมส่งคุณเชียงกันเต็มไปหมด 

พี่คุณเชียงขอพบสหายที่เคยอยู่ในกองร้อย เคยร่วมรบกับคุณเชียงสัก 2-3 คน จากนั้นเอาอัลบั้มรูปมา 3 - 4 เล่ม มีรูปต่าง ๆ เต็มไปหมดแล้วบอกให้สหายเลือกรูปคุณเชียงออกมาจากอัลบั้ม ผมเองเห็นรูปแล้วจำได้ทันที  แต่กลัวว่าสหายกองร้อยจะจำไม่ได้เพราะคุณเชียงในรูปนั้นไว้ผมยาวประบ่า ถ่ายกับเพื่อนๆที่อ่างแก้ว แล้วก็ป้าย ม.ช. แต่สหายก็เลือกรูปคุณเชียงได้ถูกต้องหลายรูป

คำถามสุดท้ายก็คือ....ในร่างกายของคุณเชียงมีตำหนิหรือลักษณะพิเศษอะไรบ้าง ....พวกเรานิ่งกันไปหมดเพราะนึกไม่ออกเหมือนกัน เงียบกันไปพักหนึ่ง

....ผมรู้...ผมรู้....คุณเชียงมีขนหน้าอกเยอะมาก ...เสียงคุณชาญชัยหมอประจำกองร้อยร้องบอก ตอนนั้นคุณเชียงเป็นไข้ ...ผมเป็นคนเช็ดตัวให้ ยังล้อแกเล่นว่าขนหน้าอกเหมือนลิงเลย...

ปริศนาสุดท้ายถูกเฉลยโดยคุณชาญชัย หมอประจำกองร้อย 514

หลังพิธีสงฆ์ พวกเรายืนเข้าแถวส่งสหายด้วยน้ำตานองหน้าเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้คุณเชียงพักผ่อนอยู่อย่างสงบที่วัดนาหม่อม อ.นาหม่อม สงขลา เวลาเราเดินทางจากหาดใหญ่หรือสงขลาจะไปปัตตานี เส้นทางจะวิ่งผ่าน อ.นาหม่อม พอถึงบ้านนาหม่อม ถนนวิ่งผ่านทุ่งนา มองเลยไปทางขวาจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ มองเห็นยอดเจดีย์ สีทองอยู่บนยอดเขาลิบๆ  ใกล้ๆกับฐานเจดีย์นั้นมีบัวเล็ก ๆ เก็บอัฐิของ ท.ป.ท.คนหนึ่ง สหายที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นแวะเยี่ยมคุณเชียงบ้างนะครับ

 

๘.

คุณเชียงตัวนิดเดียวเองครับ น่าจะสูงในราวๆ 160 -165 เท่านั้นเอง  นิสัยเอะอะเฮฮา เวลาหัวเราะที ตาหยีแต่ได้ยินกันทั้งค่ายเลยครับดูรวมๆ แล้วหล่อเหมือนพระเอกหนังจีนอะไรปานนั้นนั่นแหละครับ คุณเชียงถือเป็นผู้อาวุโสหรือรุ่นพี่คนหนึ่งในหมู่นักศึกษา พวกเราส่วนใหญ่ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันแถวจุฬา ธรรมศาสตร์ รามหรือศูนย์นักเรียน แต่ไม่มีใครคุ้นหน้าคุณเชียงเลย 

ตอนที่เดินทางจากกรุงเทพมาพรุพรี คุณเชียงก็นั่งมาติดๆกับกลุ่มเด็กเทพศิรินทร์ ก็ยังถูกมองด้วยความสงสัย  มารู้ว่าพวกเดียวกันก็ตอนสหายมารับขึ้นบนเขาด้วยกัน แถมยังถูกจัดเข้าหมู่เดียวกันซะด้วย พอถึงเวลาย้ายนักศึกษาข้ามคลองก็ถูกจัดอยู่ในหมู่เดียวกันกับพวกเด็กเทพฯ อีก ...แต่ก็ไม่มีใครรู้ประวัติคุณเชียงจริง ๆ เลยสักคนเดียว รู้เพียงแต่ว่าคุณเชียงเป็นนักศึกษาจาก ม.ช. เป็นประธานหรือ รองประธานสภา  หรืออะไรในองค์การนักศึกษา ม.ช.สักองค์การหนึ่งนี่แหละ

พอมาอยู่ที่ค่ายพลาฯ ไม่นานเท่าไหร่ คุณเชียงก็ย้ายไปอยู่กองทหาร 514 ...เห็นตัวเล็กๆอย่างนั้นนะครับ แต่เอาจริงเอาจังน่าดูทีเดียวเวลาทำงาน ในตอนเย็น ๆ ก็จะเห็นคุณเชียงเดินนำหน้าน้องๆ นักศึกษา เข้ามาเที่ยวในค่ายพลาบ่อย ๆ เวลาอยู่ในค่าย ถ้าเห็นสหายรวมกลุ่มกันแล้วมีเสียง ...เฮ...เสียงหัวเราะบ่อยๆละก็ เข้าไปดูเถอะครับ คุณเชียงอยู่ในกลุ่มนั้นแหงๆ....

ที่ 514  กองร้อยกับค่ายพลาใกล้กันนิดเดียวครับ เย็นๆว่าจากภารกิจแล้ว ก็อาบน้ำ แต่งตัว ทาแป้งให้หน้าใสๆ  (แอบ)ใส่น้ำหอม(ใช้ยาดมตรานกอินทรีย์ขวดเขียวๆแทน )นิดหน่อย(สำหรับคนที่กำลังมีเป้าหมาย) ส่องกระจกสัก 3 - 4  พอแน่ใจแล้วก็คว้าปืนชวนพรรคพวกไปเที่ยวค่ายพลาฯ แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้คุณเชียงหัวร่อไม่ออกไปหลายวันเหมือนกันครับ

๙.


วันนั้นคุณเชียงเดินหน้าม่ยเข้ามาที่โรงพยาบาล ได้ความว่าปวดฟัน  คุณหมออุ่น (เศรษฐศาสตร์ ม.ธ.)  กำลังว่างพอดี ก็เลยจับคุณเชียงนั่งโต๊ะทันตแพทย์ เตรียมถอนฟันซี่ที่ปวดออก โดยมีพวกเราห้อมล้อมคอยเชียร์อยู่รอบ ๆ เริ่มต้นด้วยการฉีดยาชา  แล้วใช้คีมจับฟันที่ผุโยกไปมา....

ตอนนี้คุณเชียงหน้าซีดเผือด เหงื่อตกทีเดียว  คุณหมออุ่นรอสักพักหนึ่งจนคิดว่ายาชาออกฤทธิ์แล้วก็เริ่มใช้คีมจับฟันที่ผุดึงออก ตอนนี้เองคุณเชียงหน้าซีดขึ้นเรื่อย ๆ ชักส่งเสียงอ้อๆแอ้ๆ แล้วก็กลายเป็นเสียงร้องโอย..โอ๊ย...มากขึ้นเรื่อย ๆ

ข้างฝ่ายคุณหมออุ่นชักรำคาญ วางคีมแล้วหันมาเอ็ดตะโรคุณเชียงแทน ...คุณนี่พรั่นพรือนะคุณเชียง...เป็นทหารแท้ๆ  ถอนฟันแค่นี้ร้องไปได้  ยาชาก็ฉีดให้แล้วไม่มีความอดทนเลย แล้วนี่ถ้าออกไปรบจะเป็นยังไง...ฮึ....ขายหน้าสหายหมด  นี่ถ้าคุณยังไม่หยุดร้องอีก ฉันจะให้สหายมัดคุณไว้กับโต๊ะนี่แหละ คุณเชียงเลยเงียบเสียงหงอยลงไปทันตาเห็น ยอมให้คุณอุ่นถอนฟันซี่ที่ปวดให้แต่โดยดี....โดยมีเสียงร้องโอย...ๆ เป็นซาวนด์เอฟเฟ็กเล็กน้อย

ถอนฟันเสร็จ คุณเชียงหัวเราะไม่ออกเลยหนีไปนั่งหน้ามุ่ยอยู่หน้าโรงพยาบาล สักพักใหญ่ คุณนพ หมอใหญ่จาก รามาฯ ก็เข้ามาที่โรงพยาบาล หยิบโน่น ตรวจนี่ตามปกติ เสร็จแล้วก็ถือขวดยาชาเดินไปหาคุณอุ่น...สหาย....คุณเอายาขวดนี้ฉีดให้ใครเหรอครับ ....ยาชาล๊อตนี้มันหมดอายุไปตั้งหลายปีแล้วครับ...ผมกำลังจะเอาไปฝังดินอยู่พอดี.......     

ว้าย...ตายแล้ว...ถ้างั้นฉันก็ถอนฟันคุณเชียงสดๆเลยนะสิ....ตายๆๆๆ...

คุณเชียงทำไมคุณไม่บอกว่ายาชามันใช้ไม่ได้ผล....คราวนี้เสียงเฮ...ที่คุณเชียงไม่ได้เป็นตัวนำดังลั่นโรงพยาบาลเพราะฝีมือของคุณอุ่น หมอฟันจากธรรมศาสตร์  ส่วนคุณเชียงยิ้มได้กับของขวัญปลอบใจจากคุณหมอ เป็นขนมเปี๊ยะกับยาเส้นห่อใหญ่ ...(อันที่จริงคุณเชียงได้เฉพาะยาเส้น ส่วนขนมนั้นเสร็จพวกนักปฏิวัติรุ่นพกขวดนมแทนปืนอย่างเจ้าจิ๋วหมด)

 

๑๐.

ครับต้องขออภัยเป็นอย่างมากสำหรับข้อเขียนเรื่องคุณเชียง เพราะสร้างความกระทบกระเทือนให้กับมิตรสหายบางท่านไม่ค่อยสบายใจ ในข้อหาว่า เขียนเรื่องจิตนิยม สหายบอกว่า ...เฮ้ยเดี๋ยวนี้ชาวพรรคเขาคุยกันเรื่องผีแล้วเหรอวะ...พร้อมกับอธิบายให้ผมบรรลุสัจจธรรมว่า ไอ้สิ่งที่ผมเขียนนั้นมันเป็นเรื่องบังเอิญธรรมดาๆเท่านั้นเอง เช่น เรื่องฝันเห็นคุณเชียงในชุด ท.ป.ท. ก็เพราะผมรู้จักคุณเชียงในชุด ท.ป.ท.แล้วจะดันไปฝันเห็นคุณเชียงในชุดทหารอเมริกันได้ยังไงวะ....หรือเรื่องที่คนไม่รู้เรื่องไปพบคุณเชียงนั้นก็บังเอิญว่าพื้นที่มันเหลือน้อยแล้ว...มันก็เลยเจอ ...เออ...สหายพูดก็จริงนั่นแหละ และ ไอ้เรื่องที่รถผมไปเครื่องดับแถวดอนยอมนั่นในความเป็นจริงก็คือ รถผมมันเก่ามากแล้ว วิ่งไปมันก็ดับไปตลอดแล้วไอ้ควนนั้นมันก็สูง ทางก็ไม่ดี รถผมมันก็เลยไปดับตรงนั้นเกือบทุกครั้งที่ผมเข้าดงเคียนซา....เห็นไหม...มันเรื่องบังเอิญทั้งน้าน ....ถ้าผีมีจริงก็ปลุกสหายมาตั้งกองทัพสู้กับศัตรูซิวะ.....
     

 ก็เลยต้องขออภัยต่อบรรดา ซาหายทั้งหลายมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ!
 

สุดท้ายก่อนจากกันสหายสุดรักท่านนั้น ยังหันมาถามผมว่า...เฮ้ย   ...มึงว่า ผีมีจริงๆ รึเปล่าวะ   ...ในฐานะทิด 2 โบสถ์  ผมบอกว่า "กูเชื่อว่ะ"  ไอ้เวร...กูเขียนเรื่องสำคัญตั้งเยอะแยะเสือกไม่อ่าน ไม่สนใจ ดันมาจับเอาเปลือกซะนี่

วันเก็บกระดูกคุณเชียงเมื่อปี 2531 ที่ระบุอายุ 26 ปีนั้น นับถึงวันที่เสียชีวิตเมื่อปี 2521 ครับ ในตอนคุณเชียงเข้าที่สุราษฎร์ อายุก็คงในราว 22-23 นี่แหละ ก็คงอยู่ประมาณ ปี 3-4 แล้วละครับ

 

ปัจฉิมลิขิต จาก บก. 2519me.com : ด้วยว่าผู้เขียนคือ คุณยูริ บรรยายไว้ว่า ส.เชียงหล่อระดับพระเอกหนังจีน ภาพประกอบ บก.ฯเลย เลือกเอาภาพของพระเอกหนังจีน-คือ คุณ เจท ลี ค่ะ เพราะภาพของ ส.เชียง มีเพียงภาพเดียวเท่านั้น!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Sor chaing page

main menu /มาฟังเพลง/ new update /main page

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คนภูเขา