Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

ร่องกล้า ภูผา และผองเพื่อน

สารบัญ 
                 
จากผู้รวบรวมเรื่อง
1

สารบัญ    2

ศัพท์ซ้าย   3

ประวัติฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด    4

กลุ่มเพื่อนสามจังหวัด                                                              36                    
กลับทางเก่าร่องกล้ากลางสายฝน                                                39
                  
วิหารที่ไม่ว่างเปล่า อีกก้าวหนึ่งของการแสวงหา                               41
                       
ฤดูหนาวในคราวนั้น                          44
                                                                 
สงครามยังไม่สิ้น   49
                                               
เราต่างผูกพันกันด้วยประสบการณ์อันวิเศษ                                      53                              

สุดสายรุ้ง..ความฝันกับความจริง"ผู้หญิงในความทรงจำ"                      56

เรื่องเล่าสองสหายในตอน เสียลับกลางหมู่บ้าน"แพ"และ"สงคราม"         61

ยังให้กำลังใจเพื่อนเสมอ      64                                             
พรุ่งนี้..ฉันจะแต่งงาน                          66

ทหารป่าฮาเฮ (ต้อนควายปฏิวัติ) สหายขี้โม้
  70
  
รบครั้งแรก      72

หยาดน้ำตา
      78                                                                    

กองไฟในคืนหนาว        85
คุยกับน้องสาว
  91

กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ทั่วไปของกลุ่มเพื่อนสามจังหวัด
             95


FO3P.NET : บ้านสามจังหวัด

www.fo3p.net

 


ศัพท์ซ้าย

บอกกล่าวเรื่องคำศัพท์ที่มีลักษณะของฝ่ายซ้าย อาจจะอธิบายได้ไม่แจ่มชัดเพราะความจำกัดของคนชี้แจง
 
     จัดตั้ง     ในอีกความหมายเป็นสถานะภาพการนำขององค์กรใต้ดิน ซึ่งคล้าย ๆ กับการวางตำแหน่งของหน่วยงานขายตรง เช่น แอมเวย์หรือการขายประกันชีวิต ซึ่งมีการขึ้นต่อเป็นชั้น ๆ ในที่นี้อาจหมายถึงหน่วยขององค์กรหรือบุคคลก็ได้ เช่น นาย ก, , ค ขึ้นต่อนาย ง เท่ากับนาย ก, , ค มีนาย ง เป็นจัดตั้ง
      ฐานที่มั่น     หมายถึงเขตยึดครองของคอมมิวนิสต์ เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายรัฐบาลเข้าไม่ถึงเพราะเป็นป่าดงที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ เป็นเทือกเขาสูงชันเชื่อมต่อกันเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งง่ายต่อการหลบซ่อนอำพรางและยากต่อการบุกรุกของฝ่ายตรงข้าม
     แนวหลัง      เนื่องจากอยู่ในสภาพสงครามจึงต้องแบ่งเขตเพื่อความเข้าใจฐานที่มั่นเขตรอบนอกที่เป็นแนวเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายเรียกว่า แนวหน้า ลึกเข้าไปในส่วนกลางของเขตปลดปล่อยเรียกว่า แนวหลัง แนวหลังยังหมายถึงประเทศสังคมนิยมที่ให้การสนับสนุนฝ่ายคอมมิวนิสต์ในไทย เช่น จีน เวียดนาม ลาว เป็นแนวหลังที่ให้การพึ่งพิงและสนับสนุนด้านการเงิน ยารักษาโรค อาวุธสงคราม ตั้งสถานีวิทยุ เปิดโรงเรียนการเมืองการทหารให้ผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยเข้าไปศึกษา อบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้ ฯลฯ
     เขตขาว หมายถึงพื้นที่ที่กลไกอำนาจรัฐควบคุมได้อย่างเบ็คเสร็จ
     เขตแดง หมายถึงพื้นที่การยึดครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์
     พื้นที่สีชมพูได้แก่รอยตะเข็บของทั้งสองฝ่าย เป็นเขตแย่งชิงช่วงชิง
     เสรี หมายถึงการไม่มีระเบียบวินัย
     เสียลับ หมายถึงความลับที่รักษาเอาไว้ไม่ได้
     ปิดลับ หมายถึงการรักษาความลับขององค์การ
     ทฤษฎีสามช้า
หมายถึงการชลอสามขั้นตอน เนื่องจากอยู่ในภาวะสงครามปฏิวัติและยังอยู่ในยุทธศาสตร์ขั้นรับ สภาพการณ์บังคับให้นักรบปฏิวัติ ต้องมีความเสียสละระดับสูง โดยเฉพาะการสู้รบ เพื่อไม่ให้เกิดการห่วงหน้าพะวงหลัง ใครที่ยังไม่มีคนรักก็อย่าเพิ่งคิด ใครที่มีคนรักแล้วก็ให้ยืดเวลาการแต่งงาน และคู่ที่สมรสแล้วก็ให้ชะลอการมีลูกให้ยาวนานที่สุด

 

จากผู้รวบรวมเรื่อง


     หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มหาอำนาจได้แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ระบอบที่แตกต่างนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางฐานคิดในสังคมของแต่ละประเทศ กระแสอันเชี่ยวกรากของอุดมการณ์ใหม่ได้พัดพาเอาความคิดซ้ายเข้ามาประเทศไทยอย่างที่ต้องเป็นไป ทำให้เกิดการต่อสู้ทางความคิดระหว่างลัทธิใหม่กับระบอบเดิมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่เนื่องด้วยโดยรวมของความเป็นมนุษย์ยังเดินไปไม่ถึงวิถีของปัญญา วิธีแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จึงมักหักล้างกันด้วยการใช้กองกำลังอาวุธ และโดยทั่วไปเงื่อนไขของความรุนแรงถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐ แม้แต่รัฐใหม่ในระบอบสังคมนิยมก็ปฏิบัติต่อประชาชนที่มีความเห็นต่างเช่นเดียวกับรัฐเดิม
     สงครามกลางเมืองช่วงสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็เป็นไปตามวิถีดังกล่าวที่ได้กล่าวมา แน่นอน..เลือดเนื้อที่สูญเสียไปกับการฆ่าฟันกันเองก็ล้วนแต่เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งที่นำเสนอในที่นี้ก็ไม่มีเจตนาที่จะบ่งชี้ว่าใครเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย เพราะทั้งสองฝ่ายย่อมมีวีรชนผู้กล้าหาญที่ฝ่าด่านในทุก ๆ สมรภูมิการต่อสู้
      ข้อเขียนทั้งหมดรวบรวมมาจากจุลสารของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "แลไปข้างหน้า" แต่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการรำลึกความหลังของฝ่ายซ้ายในอดีต ความทรงจำในที่นี้มาจากทหารป่าเพียงฝ่ายเดียว ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำสงครามเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ ซึ่งในขณะนั้นสถานะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ยังอยู่ในยุทธศาสตร์ขั้นรับ โดยภาคบังคับผู้ที่ตัดสินใจเข้าร่วมในองค์กรเช่นนี้ต้องมีความเสียสละในระดับสูง เรื่องราวที่บอกเล่าจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอุดมการณ์ เป็นประสบการณ์อันแสนวิเศษของหนุ่มสาวที่เข้าป่าหลังเหตุการณ์เดือนตุลาบวกรวมกับการย้อนรำลึกถึงความหลังในดินแดนที่พวกเขาเคยยึดครองได้ชั่วคราว มีเพียงเรื่องบันทึกประวัติการต่อสู้ของฐานที่มั่นเขตสามจังหวัดเท่านั้นที่เป็นงานเขียนของผู้มาก่อน ซึ่งเป็นนักต่อสู้ตั้งแต่ยุคขบวนการเสรีไทย
     หนังสือเล่มนี้จึงมีเพียงความปรารถนาให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงส่วนหนึ่งของความเป็นมาในสถานที่แห่งนี้ เพื่อมีข้อมูลสำหรับสร้างจินตนาการ
และหวังว่าการย้อนเวลาไปหาอดีตจะทำให้ท่านผู้อ่านได้มีมุมมองที่เพิ่มขึ้นและหาทางสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีกว่า

หน้า   4

ประวัติฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด

     

ฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด (พิษณุโลก, เลย, เพชรบูรณ์) มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศ หากเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของผู้ที่รักชาติรักประชาธิปไตยทั่วประเทศ นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่มีประวัติการต่อสู้อันยาวนาน
     
นับแต่จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นได้ยกกำลังทหารยาตราทัพเข้ายึดครองประเทศไทยด้วยการสมยอมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพส่งกำลังไปรุกรานและยึดครองประเทศเพื่อนบ้านเอาประเทศไทยเป็นฐานเศรษฐกิจ ส่งเสบียงไปบำรุงกำลังรบ เกณฑ์แรงงานไทยให้ไปสร้างทางรถไฟสายมรณะเพื่อการสงคราม ทำให้ผู้ใช้แรงงานไทยต้องเจ็บป่วยล้มตายเพราะไข้ป่าจำนวนมาก บังคับให้ประเทศไทยต้องประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร บีบบังคับให้รัฐบาลไทยต้องส่งทหารไปร่วมรบในประเทศพม่า ทำให้ประเทศไทยในขณะนั้นไม่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องละทิ้งบ้านเมืองอพยพหนีลูกระเบิดที่ฝ่ายพันธมิตรมาทิ้งใส่อย่างหนักผู้คนต้องถูกฆ่าล้มตาย บ้านเรือนถูกทำลายเสียหาย เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนทั่วประเทศตกอยู่ในสภาพที่อดอยากยากแค้น ประเทศไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำตามคำพังเพยที่ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" แต่ในช่วงนั้นประชาชนบางส่วนอดข้าว ต้องกินกล้วยต้มและมันกลอยต่างข้าว เสื้อผ้าไม่มีจะใส่บ้างก็เอากระสอบปานมานุ่ง ยารักษาโรคขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยารักษาโรคไข้จับสั่นหรือไข้ป่าหาไม่ได้ในท้องตลาด โรคนี้จึงระบาดไปทั่ว ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้แต่โรคหิด โรคคันก็ไม่มียารักษา ประชาชนต้องหาใบไม้รากไม้มาฝนทาหรือต้มกินเพื่อแก้ขัดแต่รัฐบาลจอมพล ป. ก็มิได้จริงจังเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประชาชาติแต่อย่างใด กลับใช้นโยบายปราบปรามฝ่ายตรงข้ามประกาศกฎอัยการศึก ห้ามผู้คนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลประกาศคำขวัญที่หลอกลวงว่า "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" ให้ประชาชนเดินตามอย่างหลับหูหลับตา

หน้า 5

     ภายใต้สภาพการณ์ที่ประเทศชาติและประชาชนตกอยู่ในห้วงหายนะเช่นนั้น ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่งไม่ยอมจำนนต่อจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น คิดจะกู้ชาติบ้านเมืองให้พ้นจากแอกครอบครองของต่างชาติ จึงได้เปิดประชุมวางแผนเพื่อกู้ชาติขึ้นเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๕ โดยร่วมกันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อนำประชาชนขับไล่จักรวรรดินิยมญี่ปุ่น การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมสมัชชาครั้งที่ ๑ ของพรรคฯ ที่ประชุมมีมติให้ผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ เข้าสู่มวลชน จัดตั้งกองกำลังต่อต้านญี่ปุ่นให้ขยายไปสู่โรงงานและท้องถิ่นต่าง ๆ ที่กว้างใหญ่ไพศาล ขยายแนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่นให้กว้างขวางโดยเสนอนโยบาย ๑๐ ข้อในการสร้างแนวร่วมต่อต้านผู้รุกราน
     
หลังการปิดประชุมสมัชชาครั้งที่ ๑ ผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ ได้แยกย้ายกันไปสู่มวลชน ส่วนหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ เข้าสู่โรงงานและโรงเรียน เพื่อสัมพันธ์กับกรรมกร นักเรียน นักศึกษา อีกส่วนหนึ่งออกสู่ชนบท เพื่อสัมพันธ์กับผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในท้องถิ่นและลงไปสู่ชาวไร่ชาวนา การเคลื่อนไหวในครั้งนั้นได้ดำเนินไปอย่างซึมลึก พรรคฯ ได้ระดมกำลังก่อตั้งกองอาสาสมัครต่อต้านญี่ปุ่น และเตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธได้จำนวนหนึ่ง ส่วนงานในพรรคฯ ได้เข้าไปจัดตั้งสมาคมกรรมกรในโรงงานต่าง ๆ และเพื่อให้การจัดตั้งกรรมกรในกรุงเทพฯ เป็นเอกภาพจึงได้จัดตั้งสหสมาคมกรรมกรกรุงเทพฯ เพื่อเป็นแกนกลางในการต่อสู้ พรรคฯได้นำกรรมกรในโรงงานของญี่ปุ่นทำการต่อต้านด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น สไตรค์ เฉื่อยงาน ทำลายเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ เพื่อขัดขวางการดำเนินสงครามของผู้บุกรุกงานแนวร่วมของพรรคฯ ก็ได้จัดตั้งสหสมาคมต่ดต้านญี่ปุ่นขึ้น ทำการติดต่อร่วมมือกับผู้รักชาติรักประชาธิปไตยชั้นต่าง ๆ พรรคฯ ได้ออกหนังสือพิมพ์ใต้ดินชื่อ "หนังสือพิมพ์มหาชน" เพื่อโฆษณาแนวทางนโยบายของพรรคฯ รวบรวมข่าวสารให้ประชาชนและผู้รักชาติรักประชาธิปไตยได้รับทราบสถานการณ์ที่แท้จริง การเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น ภายใต้การนำของพรรคฯ ได้เติบใหญ่ขยายตัวไปได้ระดับหนึ่ง จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นได้ประสบความพ่ายแพ้แก่ฝ่ายพันธมิตรและประกาศยอมจำนน เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๔๘๘

หน้า 6
     
หลังจากที่จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นยอมจำนน และสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ยุติลงแล้ว
พรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้เป็นพรรคที่ถูกกฎหมาย พรรคฯ ได้เป็นแกนนำในการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคม พรรคฯ ได้ออกหนังสือพิมพ์อย่างเปิดเผย เช่น หนังสือพิมพ์มหาชน, หนังสือพิมพ์หลักชัย, หนังสือพิมพ์ปวงชน เป็นต้น เพื่อเป็นปากเสียงของประชาชน โฆษณาแนวทางนโยบายของพรรคฯ และนำมวลชนคัดค้านสัญญาสมบูรณ์แบบก็คือ ต้องให้ประเทศไทยชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม และทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอังกฤษตลอดไป พรรคฯ ได้เรียกร้องให้ลงโทษ พวกอาชญากรสงครามคัดค้านการฟื้นอำนาจของระบอบเผด็จการ จัดให้มีการชุมนุมสันติภาพ และฉลองวันกรรมกรสากล ซึ่งมีกรรมกรและประชาชนเข้าร่วมเคลื่อนไหวนับแสนคน พรรคฯ ได้จัดตั้งสมาคมกรรมกรอาชีพต่าง ๆ อย่างเปิดเผยจำนวนมาก และจัดตั้งสมาคมสหอาชีวะกรรมกรนครกรุงเทพฯ ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมของกรรมกร พรรคฯ ได้จัดตั้งองค์การ เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และองค์การสตรีขึ้นเพื่อขยายบทบาทที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนทุกเพศทุกวัยให้เติบโตเข็มเข็งยิ่งขึ้น
     หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ่านไป ไม่นานจักรวรรดินิยมอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายชนะสงคราม และไม่ได้รับผลเสียหายจากสงครามมากนัก อีกทั้งยังมีระเบิดปรมาณูไว้ในกำมือแต่เพียงผู้เดียว เขาจึงวางตัวเป็นเจ้าผู้ครองโลกด้วยการชี้นิ้วไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ปฏิบัติตามคำสั่งของเขา จักรวรรดินิยมอเมริกาได้เห็นการตื่นตัว และการเคลื่อนไหวที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนไทย ในขณะนั้นไม่เป็นผลดีต่อนโยบายการคิดจะครอบครองโลกของพวกเขา ดังนั้น เขาจึงอุ้มชูจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นร่วมมือกับจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น) ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลหลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐
   
หน้า 7
     สำหรับนโยบายต่อจักรวรรดินิยมอเมริกานั้น รัฐบาลจอมพล ป. ได้ให้ความร่วมมือและรับใช้อเมริกาอย่างเต็มที่ ในปี ๒๔๙๑ รัฐบาลจอมพล ป. ได้ลงนามในสนธิสัญญาร่วมมือทางเศรษกิจและการทหารกับอเมริกายอมให้อเมริกา เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของจักรวรรดินิยมของอเมริกา วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๓ รัฐบาลไทยต้องส่งกำลังทหารไปช่วยรบในเกาหลีตามคำเรียกร้องของอเมริกา
     ในสภาพที่ประเทศชาติตกอยู่ในห้วงอันตรายที่ระบอบเผด็จการครองเมือง ประเทศต้องสูญเสียประชาธิปไตยเช่นนั้น พรรคฯ ได้เปิดประชุมสมัชชาครั้งที่ ๒ ในต้นปี ๒๔๙๕ ที่ประชุมเห็นว่าการที่จะทำให้ประเทศมีเอกราชประชาธิปไตยได้ จะต้องปลุกระดมมวลชนเรือนแสนเรือนล้าน ลุกขึ้นขับไล่จักรวรรดินิยมอเมริกา นั่นหมายถึงการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการจอมพล ป. ลงไปด้วย ดังนั้นสมาชิกและผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ จะต้องกระจายกันออกไปสู่ชนบททั่วประเทศ ให้งานมวลชนของพรรคฯ ซึมลึกสู่ชาวไร่ชาวนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น สำหรับงานในเมืองให้สร้างแนวร่วมคัดค้านจักรวรรดินิยมอเมริกาคัดค้านการก่อสงครามโลกครั้งที่ ๓ คัดค้านการใช้ระเบิดปรมาณูข่มขู่ชาวโลก พรรคฯ ได้จัดตั้งกรรมการรณรงค์เพื่อสันติภาพขึ้น เรียกร้องให้ประชาชนลงนามสนับสนุนสันติภาพคัดค้านสงคราม มีผู้ลงนามสนับสนุนหลายแสนคนทำให้จักรวรรดินิยมอเมริกา และรัฐบาลเผด็จการตื่นตระหนกในพลัง

หน้า 8
การเคลื่อนไหวของประชาชน อเมริกาจึงสั่งให้รัฐบาลเผด็จการจับกุมแกนนำในการเคลื่อนไหวสันติภาพ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ซึ่งประกอบด้วยนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นายทหาร นายแพทย์ นักประพันธ์ ทนายความ นักศึกษา ปัญญาชน กรรมกร ชาวไร่ชาวนา จำนวนหลายร้อยคน ในข้อหาเป็น "ขบถ สันติภาพ" และในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ รัฐบาลจอมพล ป. ก็รีบเข็นเอา "พรบ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" ปัดฝุ่นนำกลับมาใช้ปราบปรามประชาชนได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกับการโหมโฆษณาที่หลอกลวงว่า "คอมมิวนิสต์เผาบ้านเผาเมืองและวัดวาอาราม คอมมิวนิสต์มาศาสนาจะถูกทำลาย" ฯลฯ
     การใช้กฎหมายปราบปรามคอมมิวนิสต์ และการโฆษณาหลอกลวงประชาชนของจอมพล ป. ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสคลื่นคัดค้านเผด็จการและจักรวรรดินิยมอเมริกาของประชาชนได้ การเคลื่อนไหวที่รักชาติรักประชาธิปไตยของประชาชนยังคงก้าวรุดหน้าต่อไป กรรมกรดื้อแพ่งตั้งสหภาพแรงงานทุกสาขาอาชีพ ปัญญาชนเปิดโปงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างทั่วด้าน งานปลุกระดมในชนบทของพรรคฯ ก็ขยายตัวทำให้อเมริกาเห็นว่าจอมพล ป. เป็นม้าแก่ใช้งานไม่ค่อยได้แล้ว เขาจึงหาม้าเข็มแข็งตัวใหม่มาแทนที่ อเมริกาจึงหนุนหลังให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารจอมพล ป. เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐


     หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์โค่นเผด็จการตัวเก่าลงไป เขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจอำนาจ โดยสร้างฉากให้ นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ๙๐ วัน และเปลี่ยนให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นเวทีอีก ๑๐ เดือน หลังจากนั้น จอมพลสฤษดิ์ ก็หาเรื่องทำรัฐประหารอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ แล้วก็สถาปนาตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีเพิ่มความเป็นเผด็จการมากยิ่งกว่าสมัยจอมพล ป. ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับกะรุ่งกะริ่งที่ตกทอดมาจากรัฐบาลก่อน ประกาศกฎอัยการศึกใช้คำสั่งคณะปฏิวัติยุบสภาผู้แทนราษฎร ยกเลิกพรรค การเมือง ยุบเลิกสหภาพแรงงาน ควบคุมหนังสือพิมพ์ ออกคำสั่งจับกุมคุมขังผู้รักชาติรักประชาธิปไตยหลายร้อยคนที่ประกอบด้วยนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักประพันธ์ แพทย์ ครู อาจารย์ นักศึกษา ปัญญาชน กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็ถูกจับกุมคุมขังในนั้นก็มีท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมรวมอยู่ด้วย โดยตั้งข้อหาผู้ที่ถูกจับกุมว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ประหารนักต่อสู้เพื่อเอกราชประชาธิปไตยไปหลายคน เช่น นายรวม วงศ์พันธ์, นายครอง จันดาวงศ์, นายทองพันธ์ สุทธิมาต, นายศุภชัย ศรีสติ เป็นต้น เขาประกาศอย่างอหังการ์ว่า "ข้าพเจ้าขอเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"
     ต่อจักรวรรดินิยมอเมริการัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ได้ทุ่มตัวเข้ารับใช้อย่างมอบกายถวายชีวิต เขายอมให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยเพื่อเป็นที่พักพิง และส่งกำลังไปรุกรานเวียดนาม ลาวและกัมพูชาได้โยสะดวก ยอมให้ใช้สนามบินเพื่อนำลูกระเบิดนานาชนิดไปทิ้งถล่มใส่ประเทศเหล่านั้นวันละนับร้อย ๆ เที่ยว ถ้าเครื่องบินลำใดถูกยิงจนได้รับความเสียหายไม่สามารถทิ้งลูกระเบิดได้หมดก็เอากลับมาปลดทิ้งในประเทศไทยใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่พักฟื้นทหารอเมริกัน ทำให้มีสภาพเด็กหัวแดงหรือผิวดำหัวหยิกไม่มีพ่อรับผิดชอบจำนวนมากมาย ครอบครัวคนไทยเกิดการแตกแยก นอกจากนั้นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ยังส่งทหารไปร่วมอเมริการบในเวียดนาม ลาว กัมพูชา ทหารไทยต้องบาดจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จอมพลสฤษดิ์เสนอคำขวัญที่ใช้โฆษณาต่อประชาชนว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" แต่ตัวเขาเองได้กอบโกยโกงกินชาติบ้านเมือง หาความสุขสำราญให้ตัวเองอย่างไร้ยางอาย เขาเห็นสตรีสาวคนใดสวยหรือเขาพอใจ เขาก็ใช้อำนาจบังคับหรือใช้เงินซื้อมาเป็นภรรยา มีภรรยานับร้อยและสร้างฮาเร็มขึ้นมาเพื่อหาความสุข

หน้า 9

     จอมพลสฤษดิ์ใช้ระบบเผด็จการอันป่าเถื่อนเข้าปราบ หวังจะกำราบการต่อสู้ของประชาชนให้ราบคาบ อาจจะมีบ้างที่ยอมศิโรราบ แต่ไม่อาจสยบผู้รักชาติรักประชาธิปไตยจำนวนมากให้ยอมจำนน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้เปิดประชุมสมัชชาครั้งที่ ๓ ขึ้นในเดือนกันยายน ๒๕๐๔ พรรคฯได้วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนั้นเป็นลักษณะชั่วคราว ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยจะต้องลุกขึ้นมาคัดค้านอเมริกาและการปกครองระบบเผด็จการของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์อย่างแน่นอน ขอแต่ให้ปลุกระดมมวลชนอย่างอดทน ผู้คนเรือนแสนเรือนล้านก็จะเข้าร่วมลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่มีอะไรจะมาต่อต้านพลังของประชาชนได้ พรรคฯ จึงมีมติให้ออกสู่ชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยไม่ทิ้งงานในเมือง ให้ความสำคัญในการสร้างแนวร่วมและที่ความจำเป็นเร่งด่วน ก็คือการตระเตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธ สมาชิก และผู้ปฏิบัติงานต่างน้อมรับมตอของพรรคฯ ด้วยความกระตือรือร้น พร้อมจะผจญกับความยากลำบากและภยันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เหล่านี้คือที่มาของฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด
     วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๖ จอมพลสฤษดิ์ได้ถึงแก่กรรมลง แต่ระบบเผด็จการหาได้ตายตามจอมพลสฤษดิ์ไปด้วย มีผู้หยิบฉวยมรดกชิ้นนี้ขึ้นมาใช้ด้วยความยินดี นั่นก็คือ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร เข้าสืบทอดรับช่วงและการเป็นทาสจักรวรรดินิยมอเมริกาอย่างเอาการเอางาน จอมพลถนอมตั้งคำขวัญอย่างสวยหรูว่า "จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์" แต่ตัวเขาและครอบครัวก็โกบโกย โกงกินชาติบ้านเมืองนับพันล้านไม่แพ้จอมพลสฤษดิ์ สร้างความเดือดไปทุกหย่อมหญ้า ในที่สุดเขาก็ถูกประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย โค่นล้มลงไปเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และได้รับฉายาว่า "รัฐบาลทรราชย์"

หน้า 10

การก่อกำเนิดฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด


     ต้นปี ๒๕๐๗ ผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ จำนวนหนึ่งได้ออกสู่ชนบทตามคำเรียกร้องของพรรคฯ เริ่มทำงานเขตชนชาติส่วนน้อยบริเวณชายแดนจังหวัดน่านและเชียงราย เพราะเป็นเป้าหมายที่มีเงื่อนไขของการเข้าร่วมปฏิวัติมากที่สุด ชาวม้งเป็นชนชาติส่วนน้อยที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก พวกเขาตั้งบ้านเรือนอยู่ในป่าเขา การคมนาคมยังไปไม่ถึงลูกเล็กเด็กแดงไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ เจ็บป่วยก็ต้องรักษาด้วยวิธีของชาวเผ่าก็คือ การ"ลงผี" หรือหายาป่ามารักษากันตามมีตามเกิด เนื่องจากขาดเครื่องมือและความรู้ในการวินิจฉัยโรค ไม่มียาที่ดีพอสำหรับการรักษา เมื่อป่วยแล้วอัตราการล้มตายจึงมีมาก ผลิตผลทางการเกษตรและของที่เก็บมาจากป่าก็นำออกไปขายไม่ได้ จึงไม่มีรายได้เพื่อซื้อของมาใช้ในครัวเรือน  บางคนพยายามนำสินค้าใส่เป้เดินด้วยเท้าไปขายในตลาด แต่ก็ถูกกดราคาจนแทบไม่เหลือมูลค่า คนในเมืองบางคนก็พูดจาดูถูกเหยียดหยามเรียกว่าไอ้แม้วตัวสกปรก หากต้องติดต่อกับทางราชการก็ถูกเจ้านายบางคนย่ำยีราวกับไม่ใช่คน ทั้งกราบทั้งไหว้ก็ยังไม่ช่วยเป็นธุระให้ ต้องมีเงินจ่ายพวกเขาจึงจะได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพวกเจ้านายบางกลุ่มชอบใช้ยานพาหนะชั้นดีขึ้นไปบนภูเขาบ่อย ๆ  โดยอ้างว่าเพื่อตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาต้องการเสพสุขสำราญด้วยการรีดไถชาวบ้าน
     ในการมาแต่ละครั้งหัวหน้าหมู่บ้านต้องฆ่าหมู ฆ่าไก่ หาเหล้ามาเลี้ยง เมื่อเมาแล้วเกิดกำหนัดก็ต้องจัดหาหญิงสาวส่งให้บำเรอความใคร่ เมื่อเจ้านายกลับไปแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็จะมาเก็บเงินจากลูกบ้านเป็นรายครอบครัว สำหรับค่าเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้านาย โดยทั่วไปเขาจะเก็บเงินจากชาวบ้านเกินกว่าที่เขาจ่ายค่าเลี้ยงดูเจ้านายจริง ส่วนที่เหลือเขาจะเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ถ้าประชาชนคนใดไม่มีให้หรือขัดขืนไม่ยอมจ่ายจะถูกนายบ้านบังคับขู่เข็ญรีดเอาจนได้ ประชาชนม้งจึงมีความทุกข์ยากและคับแค้นใจที่สุด เพราะชีวิตของพวกเขาต้องถูกข่มเหงรังแกซ้ำซ้อนหลายชั้น ทั้งจากทางข้าราชการชาวบ้านในพื้นราบและคนม้งที่รับใช้เจ้านาย


     
เช่นนี้...จึงเข้าหลักการที่ว่า "ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู"  เมื่อผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ ให้การศึกษาด้านการเมืองนำเรื่องจริงของชีวิตคนม้งมาอธิบายถึงความไม่ยุติธรรมในสังคมที่อำนาจรัฐและชนชั้นนายทุนเป็นผู้เอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแกประชาชนหากคนทุกข์คนยากต้องการหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งทุนนิยม มีแต่ต้องสู้โค่นล้มอำนาจ

หน้า 11

รัฐเก่าแล้วสถาปนาอำนาจรัฐใหม่ขึ้นมาคนจนจึงจะลืมตาอ้าปากได้ ดังมีหลาย ๆ ประเทศ ที่มีการปกครองโดยชนชั้นกรรมาชีพ ชาวม้งจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านก็ไม่ลังเลในการเข้าร่วมปฏิวัติ เพราะพวกเขาต่างก็ปรารถนาอยากมีชีวิตที่ดีกว่า ต่อมาเรื่องราวเหล่านี้ได้เล่าลือไปเข้าหูคนม้งที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาเพชรบูรณ์ (เขตรอยต่อ ๓ จังหวัด พิษณุโลก เลย เพชรบูรณ์) โดยผ่านมาทางญาติพี่น้องของพวกเขาว่า ทางภาคเหนือมีการเคลื่อนไหวปฏิวัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้คนยากจนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นเช่นเดียวกันกับในประเทศลาวก็มีการต่อสู้เพื่อกู้ชาติ มีคนม้งเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก จึงมีม้งจาก ๓ จังหวัด สองคนเดินทางขึ้นเหนือเพื่อพบเห็นด้วยตาของตนเอง เพราะประชากรม้ง  ๓ จังหวัด ที่มีนับหมื่น ๆ คนก็มีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างไปจากม้งที่อื่น และพวกเขาก็ต้องการชีวิตที่ดีกว่าด้วยเช่นกัน
     
เมื่อทั้งสองได้พบผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ การพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพราะคนม้งที่มาก็รับรู้เรื่องราวจาการบอกเลาของญาติพอเป็นพื้นอยู่บ้างแล้วในที่สุด จัดตั้งก็ได้ส่งชาวม้งทั้งสองไปศึกษาที่โรงเรียนการเมืองการทหารของพรรคฯ เป็นเวลา ๑ ปี
   ต้นปี ๒๕๐๘ สหายม้งทั้งสองก็จบหลักสูตรการศึกษา เขาทั้งสองได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ และถูกส่งกลับไปภูมิลำเนาเดิมของตัวเอง เขาทั้งสองได้แนะนำญาติพี่น้องและคนสนิทที่ไว้วางใจได้ให้ไปศึกษาที่โรงเรียนการเมืองการทหารของพรรคฯ จำนวน ๑๐ กว่าคนจัดตั้ง จึงได้แบ่งหน้าที่ให้คนหนึ่งเป็นแกนนำพาคนม้งรุ่นใหม่ศึกษาวิชาการเมืองการทหารในโรงเรียน และมอบหมายให้อีกคนหนึ่งพาสหายผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ เข้าไปปักหลักทำงานอยู่ในป่าเขตรอยต่อ ๓ จังหวัด เมื่อกลางปี ๒๕๐๘
   การเข้ามาอยู่ในป่าเขตรอยต่อ ๓ จังหวัดของผู้ปฏิบัติงานทั้งสองเริ่มงานครั้งแรกในเขตหมู่บ้านข้อโป่ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ต้องหลบซ่อนอยู่ตามป่าเขา เรื่องความลับเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพราะยังไม่มีแกนมวลชนในหมู่บ้าน ได้แต่อาศัยญาติพี่น้องของผู้ปฏิบัติงานม้งแอบส่งข้าวเกลือ และผักมาให้ ต้องหุงหากินเอง ของที่ส่งจากในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยพอ จึงต้องหาผักป่า ปู ปลา หอย ในห้วยมาเป็นอาหารประจำวัน

หน้า 12

     เมื่อผ่านการติดต่อสัมพันธ์กับมวลชนในหมู่บ้านอย่างลับ ๆ จากข้อมูลที่ชาวบ้านบอกเล่า จึงเข้าใจสภาพโดยยทั่วไปว่าทางรัฐบาลให้ความสนใจชาวม้งเขตรอยต่อ ๓ จังหวัดมากขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวของชาวม้งภาคเหนือตอนบนมีการพัฒนา เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธ ทั้งนี้นังมีสิ่งผิดสังเกตในหมู่คนม้งเขต ๓ จังหวัด หนุ่มสาวมักหายไปจากหมู่บ้านครั้งละหลาย ๆ คน ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตชด. ขึ้นมาประจำอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังได้ก่อตั้งอาสาสมัครชาวเขาขึ้นมาเพื่อเป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องควบคุมประชาชนอีกชั้นหนึ่ง พร้อมทั้งจ้างวานคนม้งในหมู่บ้านขึ้นเป็นสายลับเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของประชาชน และสืบเสาะแหล่งกบดานชาวคอมมิวนิสต์
     แทนที่หน่วยงานราชการบางหน่วยที่ขึ้นมาจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนมาแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากขัดสนกลับทำตัวไม่พ้นอีหรอบเดิม คือหนักไปในทางนักรีดไถ พวกเขาอยากกินหมู ไก่ ชาวม้งก็ต้องฆ่าถึงเวลาเหล้ายาต้องนำมาถวาย เมาแล้วก็เอาอาวุธออกมาโอ้อวด พร้อมกับข่มขู่ชาวบ้านต่าง ๆ นานา เท่ากับยิ่งทำให้ประชาชนโกรธแค้นชิงชังมากขึ้น มันเหมือนกับบีบบังคับให้ชาวม้งต้องหันมาพึ่งพิงพลพรรคในป่าอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เหล่านี้คือสาเหตุหลักที่คนม้งตัดสอนใจร่วมขบวนปฏิวัติของประชาชน มิใช่เพราะชาวม้งถูกห้ามสูบยาฝิ่น ขายยาฝิ่น อย่างที่ถูกกล่าวหา ความจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนนั่นแหละเป็นตัวการให้ชาวม้งปลูกฝิ่น เพราะเมื่อพบไร่ฝิ่น พวกเขาก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพระเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ พวกเขารอคอยจนถึงช่วงที่ประชาชนขายฝิ่นและได้เงินมา เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็สบโอกาสตั้งศาลเตี้ยจับปรับรีดไถเอาเงินทอง
     หลังจากที่ผู้ปฏิบัติงานกุมสภาพทั่วไปของประชาชนเขต ๓ จังหวัดได้ในระดับที่น่าพอใจจึงค่อย ๆ คัดเลือกบุคคลจากหลาย ๆ หมู่บ้านเข้ามาอบรมศึกษาในป่า จัดตั้งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่รู้กันเฉพาะในหน่วย เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้ความลับรั่วไหล หากเยาวชนคนใดมีความเด่นชัดในด้านจิตใจที่เสียสละ ผู้ปฏิบัติงานก็จะจัดส่งไปศึกษาที่โรงเรียนการเมืองการทหารของพรรคฯ ต่อไป
     กลางปี ๒๕๐๙ ได้มีผู้ปฏิบัติงานจากในเมืองขึ้นมาสมทบอีก ๒ คน เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ ๒ จำนวน ๑๐ กว่าคนเดินทางกลับจากการอบรม เกือบทั้งหมดสมัครเข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ จัดตั้งจึงแบ่งกำลังกระจายออกไปฝังตัวทำงานในหมู่บ้านต่าง ๆ และได้ส่งหน่วยให้การศึกษาอบรมประชาชนที่ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติงานม้ง และคนเมืองข้าถนนพิษณุโลก-หล่มสักไปบุกเบิกงานใหม่ในป่าทางทิศใต้ของเทือกเขาเพชรบูรณ์

หน้า 13

     นอกจากงานอบรมทางการเมือง และจัดตั้งประชาชนแล้วยังมีงานด้านอื่น ๆ ที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำควบคู่กันไป เช่น ขณะนั้นเกิดโรคระบาดในเกือบทุกหมู่บ้าน มีประชาชนเจ็บป่วยและตายกันมาก จากการสอบถามและการตรวจอาการผู้ป่วยบางคน จึงทราบว่า คนไข้ส่วนใหญ่มีอาการไข้สูง ปวดท้อง บางคนถ่ายเป็นโลหิต และเสียชีวิต โรคได้ระบาดจากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว ประชาชนชาวม้งผู้ด้อยโอกาสจึงขาดความเข้าใจไม่ทราบว่ากำลังระบาดนั้นเป็นโรคอะไร จึงได้ทำแต่วิธี "ลงผี" ฆ่าหมู ฆ่าไก่ ไหว้ผี แล้วนำไก่เหล่านั้นมาต้มให้ผู้ป่วยกินทำให้ลำไส้ทะลุถึงแก่ความตาย เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานมายังผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ ที่เป็นคนเมืองผู้ซึ่งพอมีความรู้ด้านสาธารณสุขพื้นฐานอยู่บ้าง จากการสอบถามอาการและวิธีรักษาของประชาชนม้ง จึงวิเคราะห์ออกมาว่าเป็นอาการของโรคไทฟอยส์ จึงได้แนะนำกึ่งอบรมผู้ปฏิบัติงานม้งได้เข้าใจอาการของโรคและวิธีการรักษาอย่างเร่งด่วน ให้นำยาปฏิชีวนะไปฉีดให้กับผู้ป่วย คนไข้จะต้องงดกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งข้าวและอาหารแข็งอื่น ๆ ให้กินแต่น้ำข้าวต้มหรือน้ำซุป เป็นต้น ส่วนผู้ที่ยังไม่ป่วยต้องป้องกันตัวเองด้วยการกินอาหารที่สุกใหม่ ๆ อย่าทิ้งอาหารให้แมลงวันตอม น้ำดื่มต้องต้มให้เดือดก่อนไม่นานประชาชนก็หายจากป่วยไข้ปลอดจากการระบาดของโรค เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขาวงว่า "คนอยู่ป่านั้นดีจริง ๆ สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้" หลังจากนั้นผู้ปฏิบัติงานได้แนะนำให้ประชาชนจัดตั้งสมาคมตู้ยาขึ้นเกือบทุกหมู่บ้าน โดยรวบรวมเงินซื้อยาสามัญประจำบ้านมาไว้ในสมาคมตู้ยาของหมู่บ้าน ให้หมอบ้านที่ผ่านการอบรมการรักษาพยาบาลแล้ว ช่วยดูแลคนป่วยไข้และรับผิดชอบการจ่ายยา

หน้า 14

     ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือนกับชะตากรรมของชีวิตในเรื่องป่วยไข้ได้รับการกอบกู้ ต่อจากนี้ไปคนม้งคงไม่ต้องล้มตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บกันอย่างง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา พวกเขาจึงรู้สึกว่าราวกับมีสิ่งศักสิทธิ์มาโปรดก็ไม่ปราน ความเชื่อที่มีต่อผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ ก็ยิ่งสูงขึ้นตามลำดับ
     งานที่สร้างความสัมพันธ์อันดีอีกอย่างก็คือ การสอนหนังสือให้กับลูกหลานชาวม้งที่ถูกคัดเลือกให้เข้ารับการอบรมในป่า ได้นำปัญหาเรื่องการไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนของพวกเขามาปรับทุกข์กับจัดตั้ง ยามใดที่ต้องลงไปติดต่อธุระในเมือง เป็นเพราะอ่านหนังสือไม่ออกจึงมักจะถูกหลอกเสมอ อยากจะให้ยุวชนที่จะเติบโตในวันข้างหน้าสามารถอ่านออกเขียนได้ ถ้าสามารถเปิดการสอนหนังสือได้ก็จะเป็นเรื่องดี เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนที่มีต่อผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ

      เมื่อเป็นดังนั้นจัดตั้งจึงเปิดการเรียนการสอนในป่า ในระยะแรกรับเด็กมาเป็นหน่วยเล็ก ๆ หน่วยละ ๗-๘ คน เมื่อเด็กเหล่านั้นหายไปจากหมู่บ้านนานๆ ก็เป็นที่สงสัยของชาวบ้านและพวกสายลับ ถามพ่อแม่ของเด็ก พ่อแม่เด็กก็ตอบแบบเลี่ยง ๆ ไปว่า เด็ก ๆ ไปเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ที่ไร่ ผ่านไปไม่นานเด็ก ๆ ที่ผ่านการเล่าเรียนก็อ่านออกเขียนได้ ทำให้ทุก ๆ ครอบครัวต้องการส่งลูกหลานของตัวเองไปเรียนหนังสือด้วย ผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่สามารถขยายมวลชนได้ก็สนองตอบชาวบ้านด้วยดี โรงเรียนกินนอนแบบลับๆ ก็ถูกตั้งขึ้นกลางป่าดงดิบ ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ให้พ่อแอบเอาอาหารแห้งมาซ่อนไว้ตามตุ๊บไร่แล้วให้เด็กนักเรียนไปลำเรียงในช่วงกลางคืน อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งผิดปกติที่ยากแก่การปิดลับ พวกสายลับก็พยายามสืบเสาะว่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้านหายไปไหน ประชาชนก็คอยปกป้องลูกหลานของเขา ไม่ว่าสายลับจะไปที่ไหน ประชาชนก็คอยติดตามดูไม่ยอมให้ห่างสายตา และพูดสำทับว่าหากลูกหลานเขาเป็นอะไรไปพวกสายลับต้องชดใช้กรรมทั้งยังช่วยกันสอดส่องการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะลาดตระเวนไปแห่งใดจะรับรายงานให้ผู้ปฏิบัติงานทราบทันที

หน้า 15

     เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งดีๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตคนม้ง เป็นความมั่นคงเสมอต้นเสมอปลายของผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ ในการปฏิบัติรับใช้ประชาชนด้วยชีวิตจิตใจ ตรงกันข้ามกับพวกเจ้านายบางคนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพวกนั้นมีแต่เอารัดเอาเปรียบประชาชน พบหน้าก็พูดจาข่มขู่ การปฏิบัติต่อคนม้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับสหายชาวพรรคฯ เป็นความต่างที่คนม้งสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งทั้งสองขั้ว ความไว้วางใจและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงเทมาให้พลพรรคในป่าทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ กับประชาชน จึงสนิทแน่นแฟ้นเหมือนปลากับน้ำ นานเข้าประชาชนก็ให้ความเคารพผู้ปฏิบัติงานเสมือนหนึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ มีปัญหาอะไรก็นำมาปรึกษา มีทั้งเรื่องความขัดแย้งในหมู่ประชาชน หรือกระทั่งสามี-ภรรยาทะเลาะกัน ก็ไม่พ้นให้คนของพรรคฯ เป็นผู้ตัดสิน ผู้ปฏิบัติงานจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ประชาชนรักใคร่ห่วงใย และคอยเป็นเกราะกำบังให้ การปกป้องคุ้มครองดังผนังทองแดงกำแพงเหล็ก การที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถยืนหยัดอยู่ในป่าได้อย่างปลอดภัยในวงล้อมของฝ่ายปกครองที่หมายปองชีวิตก็ด้วยเหตุผลเช่นนี้แหละ

     กลางปี ๒๕๑๑ สหายม้งที่เดินทางไปศึกษาการเมืองการทหารได้เรียนจบหลักสูตร พวกเขาพร้อมด้วยสหายที่เป็นคนเมืองรวมกันประมาณ ๓๐ กว่าคน พร้อมอาวุธสงครามเดินด้วยเท้าตามเส้นทางป่าจากชายแดนลาวกลับมาถึงเขต ๓ จังหวัด คณะกรรมการเขตจึงได้เปิดประชุมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของพื้นที่ในขณะนั้น เห็นว่างานมวลชนได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถจะปิดลับต่อไปได้อีกแล้วทางการก็ตั้งฐานปฏิบัติการจนเกือบครบทุกหมู่บ้านพร้อมทั้งก่อตั้ง อส. และสายลับร่วมกันออกลาดตระเวนค้นหาผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในป่าถี่ขึ้น ทั้งได้พยายามข่มขู่ชาวบ้านให้บอกที่หลบซ่อนพลพรรคในป่า แต่สิ่งที่ได้รับคำตอบจากประชาชนก็คือ "ไม่รู้ไม่เห็น" อย่างไรก็ตามถึงมวลชนจะพยายามช่วยกันปกปิดเพียงไร แต่เนื่องจากความลับไม่อาจดำรงอยู่ได้ตลอดไปเพราะว่ายังมีคนม้งจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นผู้อิทธิพลดั้งเดิม เป็นพวกรับใช้เจ้านายและข่มเหงคนม้งด้วยกันเองมาโดยตลอด เมื่อมีฐานกำลังอาวุธและอำนาจรัฐมาตั้งถาวรในหมู่บ้าน พวกนี้ก็ยิ่งเหิมเกริมข่มขู่ทำร้ายชาวบ้านหนักข้อยิ่งขึ้น สภาพการณ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีในการขยายงานของฝ่ายป่า เพื่อให้การเคลื่อนไหวดำเนินต่อไปได้ด้วยดี จึงจำเป็นต้องกำจัดอุปสรรคที่สำคัญนี้ลงไป หน่วยพรรคฯ จึงมีมติให้ทำตามข้อเรียกร้องของประชาชนด้วยการปลิดชีพสายลับระดับหัวโจกไปสอง สามนาย

หน้า 16

     หลังจากนั้นสถานการณ์ก็คึกคักขึ้นทันตาเห็น ประชาชนต่างหลั่งไหลเข้ามาให้การสนับสนุนพลพรรคในป่า แจ้งความจำนงจะส่งลูกหลานเข้าอบรมเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมหน่วยพรรคฯ จึงลงมติให้จัดตั้งโรงเรียนการเมืองการทหารของเขต ๓ จังหวัดขึ้น จัดอบรมเยาวชนชายหญิงเป็นรุ่น ๆ ละ ๕๐-๖๐ คน ใช้เวลาศึกษาแบบรวบรัดด้วยหลักสูตรหนึ่งเดือน เมื่อผ่านการอบรมการเมืองการทหารให้เยาวชนไปได้ ๔-๕ รุ่น คณะกรรมการพรรคฯเขต ๓ จังหวัด ได้มีมติให้จัดตั้งกองทหารของประชาชนขึ้นโดยเร็วเพื่อรับมือกับการล้อมปราบของฝ่ายรัฐบาล รวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดสามารถจัดกำลังออกเป็น ๓ กองร้อย กองร้อยที่ ๑ ประจำอยู่ฝั่งใต้เขตเพชรบูรณ์ กองร้อยที่ ๒ ประจำอยู่ฝั่งเหนือเขตพิษณุโลก กองร้อยที่ ๓ ประจำอยู่ฝั่งเหนือเขตรอยต่อจังหวัด พิษณุโลก เลย
     การจัดตั้งกองทหารในครั้งนั้นมีอาวุธไม่เพียงพอ ในกองร้อย หนึ่ง ๆ มีปืนอาก้าและปืนเซกาเซประกอบให้เพียงกองร้อยละ ๑๐ กว่ากระบอก ที่เหลือต้องยืมปืนแก๊ปและปืนลูกซองจากประชาชน ถึงกระนั้นก็ยังมีปืนให้ไม่ครบทุกคน ส่วนหนึ่งต้องใช้มีดเป็นอาวุธประจำกาย จึงมีการตั้งคำขวัญว่า "ต้องช่วงชิงอาวุธจากข้าศึก มาประกอบให้ตัวเอง"


     หลังจากที่กองทหารประชาชน เขต ๓ จังหวัดได้จัดตั้งขึ้นแล้วก็ไม่พ้นการสืบทราบของฝ่ายปกครอง พวกเขาใช้สายลับออกสืบเสาะค้นหา จับเอาแกนนำในหมู่บ้านไปข่มขู่บังคับให้บอกที่อยู่ของกองทหารประชาชน จนแกนนำบางคนอยู่ในหมู่บ้านไม้ได้ต้องหนีเข้ามาอยู่ในป่า ด้วยเหตุนี้กรรมการเขต ๓ จังหวัดจึงได้เปิดประชุม และมีความเห็นว่าไม่วันใดวันหนึ่งต้องมีการปะทะกันด้วยอาวุธอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงควรช่วงชิงโอกาสเป็นฝ่ายกระทำและเพื่อเป็นการหนุนช่วยหน่วยงานอื่นที่กำลังถูกปราบปรามอย่างหนัก จึงมีมติให้เข้าตีค่ายบ้านภูขี้เถ้า แต่ทหารรัฐบาลไหวตัวทันเพราะข่าวรั่วไหล ทหารรัฐบาลยังไม่ทราบว่าทหารป่ามีกำลังมากน้อยเท่าใดจึงรีบถอนตัวออกจากค่ายลงสู่ที่ราบเพื่อตั้งหลัก ฝ่ายป่าจึงเข้ายึดสินสงครามได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ พอทหารรัฐบาลตั้งหลักได้แล้ว โดยการเสริมกำลังและเปิดยุทธการภูขี้เถ้า โดยส่งกำลังเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดฐานบ้านขี้เถ้าคืน พร้อมกันนั้นได้เปิดยุทธการอย่างทั่วด้านอีกหลายยุทธการ โดยส่งกำลังทหารจำนวนมากขึ้นภูทุกทิศ ทุกทาง

หน้า 17

     สภาพเช่นนี้ประชาชนต่างตกใจพากันอพยพเข้าป่า ผู้ปฏิบัติงานบางคนมองเห็นความยากลำบากของประชาชน เพราะมีทั้งลูกเล็กเด็กแดงคนเฒ่าคนแก่เข้าป่าไม่มีบ้านช่องจะอยู่ ได้แนะนำว่าประชาชนไม่ได้ทำผิดอะไร ขอให้ยืนหยัดอยู่ในบ้านต่อไป เจ้านายมาถามก็บอกว่าเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกอยู่ป่า แต่ประชาชนกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ขอเข้าไปร่วมเป็นร่วมตายกับพวกลูกหลานที่เป็นทหารในป่าดีกว่า เพราะขืนอยู่ในบ้านก็เหมือนปล่อยให้อยู่ในกรงเสือจะต้องถูกเสือกัดตายอย่างแน่นอน เพราะเคยเห็นลายพวกนี้มาแล้ว" เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวบ้านต่างรวบรวมสิ่งของไปซ่อนไว้ในป่าให้มากที่สุด แต่ทำได้เพียงเล็กน้อยเพราะทหารรัฐบาลได้ระดมพลขึ้นภูอย่างรวดเร็ว ประชาชนจึงพากันอพยพหนีเข้าป่ากันอย่างโกลาหล
     ส่วนพวกที่มีฐานะร่ำรวยและโยงใยเป็นเครือญาติกับสายลับ พวกเขาเลือกลงไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาลที่บ้านเข็กน้อย และบ้านจางเหลือ
     ทหารและตชด. ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่าตัว บุกขึ้นไปเพื่อกวาดล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่พวกเขาก็พบแต่หมู่บ้านที่ร้างจากผู้คน จึงจัดการเผาบ้านเรือนและยุ้งข้าวของคนที่หนีเข้าป่าจนหมดเรียบ และเลยเข้าไปทำความเสียหายให้กับข้าวของที่ชาวบ้านนำไปหลบซ่อนตามบริเวณราวป่าที่รอดหูรอดตาเหลือจากการถูกทำลาย ประชาชนต้องมาแอบขนทรัพย์สินในยามค่ำคืน
     ฐานที่มั่นสามจังหวัดภาคเหนือ เกิดขึ้นด้วยลักษณะพิเศษจากเงื่อนไขเฉพาะของท้องถิ่น เนื่องจากชาวม้งเป็นชนชาติส่วนน้อย เป็นประชาชนชั้นล่างสุดของสังคม ถูกข่มเหงรังแกและถูกเอารัดเอาเปรียบมากที่สุด จึงเป็นกลุ่มคนที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีความแปลกแยกแตกต่างจากประชาชนพื้นราบทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งสรีระ ผิวพรรณและภาษาที่พูด รวมตัวกันอาศัยอยู่ในป่าบนเทือกภูของภาคเหนือ เมื่อเสียลับแล้วก็ไม่สามารถไปหลบซ่อนยังต่างถิ่นที่ห่างไกล มีวัฒนธรรมของการเกาะกลุ่ม เพื่อป้องกันภัยจะอยู่หรือจะไป ก็ไม่มีใครยอมแยกจากกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนจำนวนหนึ่งเกิดแดงขึ้นมามีความจำเป็นต้องเข้าป่าก็เลยพากันยกหมู่บ้านตามไปด้วย ทั้งหมดคือเหตุผลหลักที่ทำให้ฐานที่มั่นแห่งนี้เกิดขึ้นอย่างไม่มีทางยืดหยุ่นเป็นอย่างอื่น

 

หน้า 18

กองทหารของประชาชน


     กองทหารของประชาชนเกิดขึ้นตามความจำเป็นของภารกิจทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากอำนาจรัฐบีบคั้นให้ประชาชนต้องใช้ความรุนแรงเข้าต่อกร เพราะรัฐบาลเผด็จการได้ใช้กลไกอำนาจที่มีทั้งอาวุธและคุกตะรางเข้าปราบปรามประชาชนที่มีเพียงมือเปล่า ถ้าต้องการเอาชนะเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองก็ต้องมีกองทหารของตัวเองด้วยเช่นกัน
     ทหารประชาชนจึงเป็นลูกหลานคนยากจนเป็นส่วนใหญ่ โดยการอาสาสมัครเข้ามา มิได้เกิดจากการกะเกณฑ์หรือบีบบังคับ
     เป็นกองทหารที่เน้นการติดอาวุธทางความคิด
     เป็นกองทหารที่สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาและอุดมการณ์
     ภาระหน้าที่หลัก ๓ ประการ ในกองทหาร
     ๑. หน้าที่ในการสู้รบ
     ๒. หน้าที่ปลุกระดมมวลชน
     ๓. หน้าที่ทำการผลิต
     ระบบการจัดตั้งในกองทหารประกอบด้วย หน่วยพรรค, ผู้ชี้นำการเมือง, ผู้บัญชาการรบ
     สำหรับทหารประชาชนนั้นนอกจากสู้รบแล้ว ยังต้องศึกษาทฤษฎีทางการเมืองเป็นประจำ มีการรวมกลุ่มวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองและความเป็นไปของเหตุการณ์ทั่วโลกเป็นระยะ เพื่อว่าเวลาได้พบประชาชนจะได้ให้การศึกษาแก่มวลชนได้ทุกโอกาสที่มีเข้ามา ตอบปัญหาและไขข้อข้องใจได้อย่างกระจ่างชัด
     จะต้องลงสู่นาไร่เพื่อใช้แรงงาน เพราะทหารป่าไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นผู้รับใช้ประชาชนในยามศึกสงครามคนจนก็ยิ่งมีความยากลำบากมากกว่าเดิม กองทหารก็ไม่ควรเพิ่มภาระให้กับมวลชน จึงต้องทำการผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเอง ถ้ามีโอกาสก็ต้องช่วยเหลือประชาชนในด้านการใช้แรงงาน จะรบกวนประชาชนในยามจำเป็นเท่านั้น
     กองทหารนี้แจ่มชัดในการยึดกุมแนวทางนโยบายของพรรคฯ ปฏิบัติตามวินัย ทปท. อย่างเคร่งครัด
     เนื่องจากทหารต่างก็เป็นลูกหลานของประชาชน ร่วมกันต่อสู้เพื่อกอบกู้ชีวิตให้พ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหง จึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง

 

อำนาจรัฐเขต ๓ จังหวัด


หน้า 19

     เมื่อคนจำนวนมากมายเข้ามาอยู่ในป่า ในนั้นมีทั้งเด็กเล็กคนเฒ่าคนแก่ ความยากลำบากนานัปการที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขความยากลำบากของประชาชน ผู้ปฏิบัติงานได้เปิดประชุมแกนนำในแต่ละหมู่บ้านต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่าประชาชนจะต้องจัดตั้งกันขึ้น สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงจะสามารถแก้ไขความยากลำบากต่าง ๆ ให้ตกไปได้ ดังนั้นแต่ละหมู่บ้านเลือกตั้งคณะกรรมการบ้านขึ้นมาหมู่บ้านละ ๗ คน คณะกรรมการบ้านประกอบด้วย ประธาน, กรรมการ, ฝ่ายปกครอง, ฝ่ายทหารบ้าน, ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายสาธารณสุข, ฝ่ายวัฒนธรรม, ฝ่ายคนชรา, สตรีและเด็ก การเลือกตั้งคณะกรรมการได้ดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตย โดยประชาชนเสนอชื่อผู้สมควรเป็นกรรมการบ้านขึ้นมาจำนวนสิบกว่าคน ผู้ได้คะแนนมากที่สุด ๗ คนแรก ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบ้าน คณะกรรมการบ้านก็ประชุมแบ่งหน้าที่กันตามความเหมาะสมโดยอาศัยเสียงข้างมาก เมื่อคณะกรรมการบ้านได้จัดตั้งขึ้นมาแล้วก็เปิดประชุมนำปัญหาต่าง ๆ ของประชาชนมาปรึกษาหารือ เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาความยากลำบากของประชาชนก็ได้รับการแก้ไขให้ตกไปอย่างเป็นขั้นตอน
     ต้นปี ๒๕๑๓ ประชาชนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในป่าเริ่มตั้งตัวได้ จัดตั้งได้ปรึกากรรมการบ้านและแกนนำแต่ละหมู่บ้านเกี่ยวกับปัญหาการสร้างความมั่นคงให้แก่ฐานที่มั่น ถ้าแต่ละหมู่บ้านต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำแล้ว ฐานที่มั่นก็จะดำรงอยู่ยาก มีแต่ทุกหมู่บ้านต้องร่วมไม้ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันเท่านั้นฐานที่มั่นจึงจะอยู่ได้ ดังนั้นจึงควรจัดตั้งอำนาจรัฐประชาชนของเขตขึ้น จะได้เป็นเอกภาพกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้สะดวก คณะกรรมการบ้านและประชาชนต่างเห็นชอบ ดังนั้นคณะกรรมการเขต ๓ จังหวัด จึงมีมติให้จัดตั้งอำนาจรัฐของประชาชนขึ้น โดยแบ่งอำนาจรัฐของฐานที่มั่นออกเป็น ๓ เขต และเขตพิเศษอีก ๑ เขต ตามสภาพของเขตงาน คือ อำนาจรัฐเขต ๑๐ ประกอบด้วยบ้านน้ำขาว, บ้านน้ำเข็ก, บ้านห้วยทราย, บ้านข้อโป่, บ้านปางช้าง, บ้านร่องกล้า, อำนาจรัฐเขต ๑๕ ประกอบด้วย บ้านเขาค้อ, บ้านเขาย่า, บ้านใหญ่, บ้านป่าไผ่, บ้านสะเดาะพงษ์ อำนาจรัฐเขต ๒๐ ประกอบด้วยบ้านป่าหวาย, บ้านขี้เถ้า, บ้านป่าใหญ่, บ้านทับเบิก อำนาจรัฐเขตพิเศษ ๒,๓๐๐ ประกอบด้วยบ้านภูเมี่ยง,
บ้านใหม่

 

หน้า 20

     การก่อตั้งอำนาจรัฐเขตต่างๆ ของประชาชนในฐานที่มั่น ๓ จังหวัด ให้ประชาชนทั้งชายหญิงอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปเลือกผู้แทนในหมู่บ้านของตน โดยนับจากประชากร ๑๐๐ คน มีผู้แทน ๑ คน เหลือเศษไม่ถึง ๕๐ คนตัดทิ้ง ถ้าเกิน ๕๐ คนเลือกเพิ่มได้อีก ๑ คน สำหรับผู้ที่จะสมัครเป็นผู้แทนประชาชนนั้นต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป เมื่อแต่ละหมู่บ้านเลือกผู้แทนของตนเองได้แล้วก็เรียกประชุมสภาผูแทนเขตขึ้น เพื่อศึกษาสถานการณ์ลงมติเกี่ยวกับยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายของเขต ซึ่งประกอบด้วย ๗ ฝ่าย ดังนี้
     ๑. ประธานอำนาจรัฐประชาชนเขต
     ๒. กรรมการฝ่ายปกครอง
     ๓. กรรมการฝ่ายทหารบ้าน
     ๔. กรรมการฝ่ายเศรษฐกิจ
     ๕. กรรมการฝ่ายสาธารณสุข
     ๖. กรรมการฝ่ายศึกษาวัฒนธรรม
     ๗. กรรมการฝ่ายผู้ชรา สตรีและเด็ก
     คณะกรรมการบริหารอำนาจรัฐประชาชนเขตส่วนหนึ่งอยู่ประจำสำนักงานอีกส่วนหนึ่งจะผลัดเปลี่ยนกันลงไปสัมพันธ์กับกรรมการบ้านและประชาชนในแต่ละหมู่บ้าน อำนาจรัฐของประชาชนมีบทบาทต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และมีบทบาทต่อการสร้างความมั่นคงให้แก่ฐานที่มั่นเป็นอย่างมาก บทบาทที่สำคัญของอำนาจรัฐประชาชนแต่ละฝ่ายคือ
     กรรมการอำนาจรัฐฝ่ายปกครองทำการอบรมควบคุมดูแลกฎหมายของประชาชนให้มีผลต่อการปฏิบัติ ที่สำคัญคือทำให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทุกคนมีจิตใจสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกันฉันพี่น้องมีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมพิจารณาออกความคิดเห็น ประชาชนจึงมีความรักใคร่สามัคคีร่วมไม้ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเอาการเอางานและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
     ฝ่ายปกครองยังมีหน้าที่ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะในหมู่ประชาชนก็มีคนไม่ดีจำนวนหนึ่งปะปนอยู่ธรรมดา จึงมีการกระทำผิดกฎหมายอยู่บ้าง อำนาจรัฐฯ ฝ่ายปกครองก็ต้องจับกุมตัวผู้ละเมิดกฎหมายมาดำเนินคดีและตัดสินลงโทษไปตามความผิด แต่จุดสำคัญในการลงโทษของอำนาจรัฐประชาชนนั้น ต้องยึดหลักการ "รักษาโรคเพื่อช่วยคน" ขบวนการลงโทษจะต้องเน้นการให้การศึกษาเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้สำนึก และกลับตัวเป็นคนดีของสังคม

หน้า 21

     กรรมการอำนาจรัฐฝ่ายทหารบ้านจะต้องลงไปจัดตั้งอบรมด้านการเมืองและยุทธวิธีแก่ทหารบ้าน เน้นการปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เช่นการออกลาดตระเวน ตั้งหน่วยสกัดเวรยามป้องกันประชาชนเวลาไปลำเลียงเสบียงอาหารที่ซ่อนไว้ในป่า คุ้มกันประชาชนเวลาทำไร่ ทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย บางครั้งทหารบ้านไปร่วมกับทหารหลักทหารท้องถิ่นทำการสู้รบยังแนวหน้า ให้ทหารบ้านนำประชาชนขุดหลุมขวากทำจั่นห้าวเป็นกับดักผู้บุกรุกฐานที่มั่นไม่ให้เข้ามาสะดวก ยามปลอดจากภาระหน้าที่ก็เข้าร่วมทำการผลิตเหมือนกับประชาชน ทหารบ้านจึงเป็นที่รักใคร่นับถือของประชาชนมาก
     กรรมการอำนาจรัฐฝ่ายเศรษฐกิจในขณะนั้นรัฐบาลเผด็จการได้ปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ไม่ยอมให้สินค้าจากภายนอกเข้ามาสู่ฐานที่มั่น หวังจะให้คนป่าอดตาย ในสภาพเช่นนี้ทำให้ฐานที่มั่นประสบปัญหาขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภคอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดเกลือ เสื้อผ้า ยารักษาโรค กรรมการอำนาจรัฐฝ่ายเศรษฐกิจต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนในนโยบายยืนหยัดพึ่งตนเอง เมื่อขาดแคลนเกลือ ฝ่ายเศรษฐกิจก็จัดตั้งคนไปซื้อเกลือถึงประเทศลาวซึ่งต้องเดินทางป่านับสิบวัน ได้เกลือมาก็ไม่พอแบ่งกันกิน ฝ่ายเศรษฐกิจต้องจัดกำลังออกไปค้นหาบ่อเกลือในป่า จนพบทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ให้แต่ละหมู่บ้านจัดหน่วยต้มเกลือขึ้นทำให้ฐานที่มั่นได้มีเกลือกินโดยตลอด เรื่องการขาดแคลนเสื้อผ้าของประชาชน ฝ่ายเศรษฐกิจก็ส่งคนไปศึกษาการทอผ้า ปลูกฝ้ายจากประเทศพี่น้อง ลำเลียงตัวอย่างเครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุกมาสร้างเครื่องทอผ้าใช้เอง จัดตั้งหน่วยปลูกฝ้ายทอผ้าขึ้น สามารถแก้ไขความยากลำบาก เรื่องเสื้อผ้าไปได้ระดับหนึ่ง การขาดยารักษาโรคก็จัดหมอบ้านไปศึกษาจากประเทศพี่น้องให้รู้จักสรรพคุณของยาป่าแต่ละชนิด การเก็บรักษา การอบแห้ง การบดปั้นเป็นลูกกลอนเก็บไว้ยามต้องการ ทำให้แก้ไขความยากลำบากในการป่วยไข้ไปได้มาก เรื่องเครื่องมือทำไร่ หม้อหุงข้าว ถ้วยชาม ขาดแคลน ก็จัดตั้งหน่วยตีเหล็กขึ้น ไปรื้อเอตีนตะขาบของรถสายพานหุ้มเกราะมาตีเป็นมีดเป็นขวานสำหรับทำไร่ ไปรื้อเอาเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกยิงตกมาตีเป็นหม้อ กระทะ ถ้วยชาม ช้อน แก้ไขความขาดแคลนของใช้เฉพาะหน้าไปได้ นอกจากนั้นจัดตั้งยังส่งผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งไปศึกษาการทำเครื่องปั้นดินเผาจากประเทศพี่น้อง กลับมาจัดตั้งประชาชนทำหม้อ กระทะ ถ้วยชาม ช้อน เพื่อใช้ในฐานที่มั่นด้วย

 

หน้า 22

     ด้านการผลิตอารในฐานที่มั่นนั้น ถูกฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทำลายทุกวิถีทางเช่น ส่งสายลับและ อส. จากที่ราบจำนวนน้อยเล็ดลอดเข้ามาในฐานที่มั่น ทำร้ายประชาชนขณะไปทำไร่ ลักลอดเข้ามาเผายุ้งข้าวประชาชนที่ซ่อนไว้ในป่า ใช้เครื่องบินและไอพ่นยิงจรวด ยิงกราดด้วยปืนกลและทิ้งระเบิดใส่ไร่ข้าว ใช้สารเคมีที่อเมริกาใช้ทำลายป่าในประเทศเวียดนาม ทิ้งลงมาเพื่อทำลายป่าและพืชไร่ ด้วยเหตุนี้ อำนาจรัฐฝ่ายเศรษฐกิจจึงต้องจัดตั้งประชาชนให้ทำการผลิตแบบรวมหมู่ ถือเอาหมู่บ้านเป็นหน่วยผลิต ถ้าหมู่บ้านใหญ่ก็แบ่งออกเป็นหลายหน่วยผลิต ผู้ใดไปทำงานก็จดแรงงานไว้ และแบ่งปันผลผลิตตามแรงงานที่ทำ ทหารบ้านที่ไปอยู่ยามลาดตระเวน หรือไปสู้รบก็ได้รับการขีดแรงงานและรับปันผลด้วย การผลิตแบบรวมหมู่นั้น ทหารบ้านและทหารท้องถิ่นจะคอยป้องกันไร่ข้าว คอยดักยิงเครื่องบินที่จะมาทำลายไร่ข้าว ทหารบ้านยังต้องอยู่ยามลาดตระเวนไม่ให้ข้าศึกเข้ามาทำร้ายประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และร่วมกันทำไร่อย่างคึกคัก เอาการเอางาน สามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอในการเลี้ยงตนเองและหนุนช่วยทหารของประชาชน อำนาจรัฐฝ่ายเศรษฐกิจยังให้การศึกษาปลุกระดมให้ประชาชนเลิกปลูกฝิ่น หันมาปลูกข้าวและข้าวโพดเพื่อนำมาเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่สนองให้แก่ฐานที่มั่น
     กรรมการฝ่ายสาธารณสุข ได้จัดตั้งโรงพยาบาลของประชาชนขึ้นทุกหน่วยการผลิต จัดอบรมทั้งหมอยาป่าและพยาบาลแผนปัจจุบัน โดยเชิญหมอจากโรงพยาบาลทหารมาช่วยให้การศึกษาอบรม บางครั้งหมอในกองทหารก็มาช่วยดูแลรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลของประชาชนด้วย ประชาชนที่ป่วยไข้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะยาทุกประเภทประชาชนได้แบ่งรายได้จากหน่วยผลิตซื้อสะสมไว้ที่โรงพยาบาล ส่วนยาป่านั้นหมอยาป่าประจำโรงพยาบาลจะหาเก็บสะสมไว้ด้วยการตากแห้ง บดเป็นผงหรือปั้นเป็นเม็ดตากแห้งเก็บไว้ ฝ่ายสาธารณสุขยังดำเนินการโฆษณาให้การศึกษาประชาชน เรื่องการักษาอนามัยและการป้องกันโรคต่าง ๆ โดยยึดหลัก "การป้องกันโรคให้ดี การเจ็บป่วยและการรักษาจะน้อยลง" การรักษาพยาบาลประชาชนของหมอทหาร หมอบ้าน และพยาบาลเป็นที่ประทับใจแก่ประชาชนมาก ประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นหมอ และพยาบาลที่เอาใจใส่ประชาชนเช่นนี้เลย" สมัยก่อนคนม้งอายุไม่เท่าไหร่ก้ตายแล้วทิ้งลูก ๆ ให้เป็นกำพร้าจำนวนมาก พวกเด็ก ๆ ก็ตายกันมาก บางคนมีลูกตั้งสิบคนแต่รอดตายจนโตมาได้เพียง ๕ คน เดี๋ยวนี้การเจ็บป่วยและการตายของประชาชนลดลงไปมากมีเด็กเกิดขึ้นเกือบทุกวันแต่ไม่ค่อยมีคนตาย

 

หน้า 23

     กรรมการฝ่ายศึกษาวัฒนธรรมได้ปลุกระดมประชาชนทุกหน่วยการผลิต ให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่อให้เด็กเล็กและเยาวชนได้เรียนหนังสือ จัดตั้งได้สนองให้ด้วยการส่งผู้ปฏิบัติงานคนที่ราบจำนวนหนึ่งร่วมกับเยาวชนม้งที่พออ่านออกเขียนได้ให้เป็นครูประจำโรงเรียน และได้บ่มเพาะครูรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกเพื่อให้สามารถดำเนินการสอนหนังสือเด็ก ๆ สืบต่อไป จนสามารถพูดได้ว่าเสยาวชนในฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด อ่านออกเขียนได้กันทุกคน นอกจากนั้นฝ่ายวัฒนธรรมยังได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นในหมู่บ้านเยาวชน เช่นจัดตั้งหน่วยศิลปินขึ้นทำการฝึกอบรมการร้องเพลง และการแสดงต่าง ๆ  นำเอาวัฒนธรรมของชนชาติไปประสานกับวัฒนธรรมปฏิวัติของประชาชนได้อย่างกลมกลืน และมีชีวิตชีวาแล้วนำไปแสดงในงานชุมชนของประชาชนตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน
     กรรมการฝ่ายคนชรา สตรีและเด็กได้จัดหน่วยงานขึ้นมาดูแลสวัสดิการของคนชรา จัดตั้งโรงเรียนเลี้ยงเด็กขึ้นมาทุกหน่วยการผลิต เพื่อเลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์และปลอดภัยจากการทำลายของฝ่ายรัฐบาล ทั้งเป็นการช่วยแบ่งเบาพ่อแม่ของเด็กที่ออกไปใช้แรงงาน ซึ่งแต่เดิมเด็กอ่อนนั้นแม่ของเด็กจะต้องเอาผ้ามัดเด็กผูกติดไว้ที่หลังในขณะที่ทำไร่เด็กต้องตากแดดตากฝนเช่นเดียวกับแม่ทำให้เด็กเกิดการเจ็บป่วย ส่วนเด็กที่โตพอเดินได้ก็ต้องตามพ่อแม่ออกไปตากแดดตากฝนอยู่กลางไร่ เมื่อกรรมการฝ่ายสตรี และเด็กจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาแล้ว เด็กก็ได้รับการดูแลอยู่ในร่มและที่ปลอดภัย พ่อแม่ก็ได้ไปทำงานด้วยความสบายใจ
     งานด้านสตรี ผู้ปฏิบัติงานยังต้องให้การศึกษาและชี้ให้สตรีเห็นบทบาทของตนเองและเรียกร้องให้หญิงมีสิทธิเสมอภาค เท่าเทียมกับชาย คัดค้านการข่มเหงสตรี เพราะในสังคมเก่านั้นผู้หญิงยังต้องถูกกดขี่ทางเพศอย่างหนัก ขณะที่ยังอยู่กับพ่อแม่ก็ถูกใช้ทำงานหนักไม่ปล่อยให้ไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กผู้ชาย เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องไปอยู่กับครอบครัวของสามี พ่อแม่ไม่มีสิทธิอะไรในตัวลูกสาวคนนั้นอีก โดยถือว่าถูกฝ่ายชายซื้อตัวไปแล้ว ฝ่ายหญิงจะต้องรับใช้สามีและพ่อแม่พี่น้องของสามีตลอดไป แม้จะถูกฝ่ายสามีทุบตีทารุณอย่างไรก็ต้องทนก้มหน้ารับกรรมจะบากหน้ากลับไปหาพ่อแม่ตนเองอีกก็ไม่ได้ แม้สามีจะตายไปก่อนก็ต้องอยู่รับใช้ครอบครัวของสามีต่อไป ครอบครัวของสามีจะขายให้ใครต่อไปอีกก็ย่อมทำได้และไม่มีสิทธิ์เอาลูกที่เกิดจากสามีที่ตายแล้วไปด้วย ต้องให้อยู่กับพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของสามีที่ตายแล้วเลี้ยงดูไว้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในความทุกข์ของสตรีม้งในสังคมเก่า เมื่อจัดตั้งได้ให้การศึกษาอบรมเกี่ยวกับสิทธิ และความเสมอภาคของสตรี แล้วบรรดาผู้หญิงก็กล้าออกมาพูด มีการเล่าทุกข์ของผู้หญิงในสังคมเก่าด้วยน้ำตานองหน้า

หน้า 24

     การแก้ไขปัญหาสิทธิและความเสมอภาคของสตรีนั้น จัดตั้งได้เปิดการอบรมศึกษาบรรดาพ่อบ้านทั้งหลายให้เข้าใจถึงความไม่เสมอภาคและความทุกข์ของแม่บ้าน และให้พ่อบ้านเปลี่ยนแปลงทัศนะของตัวเองยอมรับความเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งจะเกิดผลดีต่อครอบครัว ต่อไปก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกสาวของเราจะถูกสามีข่มเหงรังแกอีกพวกแม่บ้านทั้งหลายต่างพากันพูดว่า "เพราะเรามีพรรคฯ นำ มีอำนาจของรัฐของประชาชนคอยดูแล มีทหารประชาชนคอยคุ้มครอง มีจัดตั้งการศึกษา พ่อบ้านก็ต้องเชื่อฟังพรรคฯ สตรีจึงมีที่พึ่ง" ความสัมพันธ์ในครอบครัวคนม้งก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
     ปัญหาการสูบยาฝิ่นที่ตามมาจากสังคมเก่า บรรดาพ่อบ้านจำนวนไม่น้อยที่ติดยาฝิ่น ผู้ที่ติดยาฝิ่นไม่ค่อยชอบทำงานหนักให้ภรรยาและลูกเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยง บรรดาแม่บ้านที่สามีติดฝิ่นต่างคับอกคับใจกันมาก แต่พูดอะไรไม่ได้เพราะกลัวสามีทำร้าย ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวผู้ติดยาฝิ่นค่อนข้างลำบากกว่าครอบครัวอื่น เพราะพ่อแม่ไม่ได้ใช้แรงงานอย่างเต็มที่ เมื่อมีอำนาจรัฐของประชาชนขึ้นมาแล้ว ก็ได้เชิญพ่อบ้านและแม่บ้านมาศึกษาร่วมกัน ชี้ให้เห็นว่าการติดฝิ่นไม่ดีอย่างไร ทำให้ครอบครัวทุกยากอย่างไร บรรดาแม่บ้านของครอบครัวผู้สูบยาฝิ่นออกมาเล่าทุกข์มากมายจนไม่มีใครกลั้นน้ำตาไว้ได้ พ่อบ้านที่ติดฝิ่นฟังแล้วสะเทือนใจ บางคนได้ประกาศในที่ประชุมศึกษาว่า "จะเป็นตายร้ายดีก็จะเลิกฝิ่นให้ได้" และขอให้จัดตั้งช่วยเหลือพวกเขาให้เลิกฝิ่นด้วย ดังนั้นหลังศึกษาและอำนาจรัฐฯ และทหารประชาชนจึงร่วมกันจัดสถานที่เลิกยาฝิ่นขึ้น ณ ที่ทำการอำนาจรัฐ ขบวนการเลิกยาฝิ่นกลุ่มแรก จำนวน ๕-๖ คนได้ตัดสินใจมาเลิกยาฝิ่นที่อำนาจรัฐ ก่อนอื่นจัดตั้งก็เปิดให้การศึกษาเพื่อเป็นการปลุกขวัญและกำลังใจ ชี้ให้เห็นว่าการติดฝิ่นไม่ดีอย่างไร สำหรับพวกเราที่จะเป็นนักปฏิวัติของประชาชนจะต้องกล้าต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีภายนอกตัวเรา เรายังกล้าต่อสู้กล้าเอาชนะแล้วความไม่ดีในตัวเรา ไม่ต่อสู้ให้ชนะเสียก่อน เราจะไปต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีภายนอกให้ชนะได้อย่างไร เมื่อเราคิดจะต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องตัดสินใจแน่วแน่ ไม่กลัวที่จะเสียสละขจัดความยากลำบากนานัปการไปช่วงชิงชัยชนะให้ได้


     ขั้นตอนการเลิกยาฝิ่นก็ดำเนินไปเป็นธรรมดาคือ หลังรับประทานอาหารเย็น พยาบาลก็นำยาป่าที่ต้มเตรียมไว้ให้กินแล้วให้ทุกคนนอนพักผ่อน ต่างคนต่างคุยกันไปจนดึก ใครง่วงก็หลับไปก่อน พอใกล้สว่างบางคนก็ร้องโอดโอยอยากสูบยาฝิ่น บางคนก็บ่นปวดเนื้อปวดตัว บางคนก็กัดฟันทนไม่พูดไม่ร้อง เช้ากินข้าวแล้วพยาบาลรินยาป่าให้กินทุกคน หมอก็ให้ยาแก้ปวดบ้าง ยานอนหลับบ้าง หรือยาอื่น ๆ รักษาตามอาการผ่านไป ๖-๗ วัน ทุกคนก็อาการดีขึ้น ลุกขึ้นมาพูดคุยกันกินข้าวได้ไม่กระวนกระวาย ไม่อยากสูบฝิ่น ทุกคนพูดว่าที่เลิกยาฝิ่นได้นี้  ที่สำคัญอยู่ที่ได้รับการศึกษาและมีกำลังใจ และค่อยทยอยออกจากโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าทุกคนค่อย ๆ มีสุขภาพดีขึ้น ร่างกายอ้วนท้วน แข็งแรง จึงมีการเล่าลือต่อกันไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ว่า คนที่สมัครใจเลิกยาฝิ่นรุ่นแรกสามารถได้ทุกคน บางคนติดยาฝิ่นมาตั้งแต่ ๒๐-๓๐ ปีแล้ว ยังเลิกได้ กรรมการอำนาจรัฐของประชาชนที่ติดฝิ่นเริ่มทยอยกันมาเลิกยาฝิ่นที่อำนาจรัฐ รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนพูดได้ว่าในฐานที่มั่น ๓ จังหวัด เกือบจะไม่มีคนติดฝิ่นเหลืออยู่เลย เว้นแต่คนแก่อายุ ๗๐-๘๐ ที่ป่วยเรื้อรัง ขอสูบฝิ่นต่อไปเพื่อประทังชีวิต เรื่องการเลิกสูบยาฝิ่นได้นี้ต่างเป็นที่พอใจของประชาชนโดยทั่วไป



หน้า 25

การขยายฐานที่มั่น


     การจะสร้างฐานที่มั่นให้มั่นคงได้ก็จะต้องขยายฐานที่มั่นออกไปโดยรอบให้กว้างขวาง เพราะด้านหนึ่งฝ่ายปกครองใช้กำลังปิดล้อมฐานที่มั่นอย่างหนาแน่น เพื่อหวังให้โดดเดี่ยวติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้ และจะอดตายในที่สุด อีกด้านหนึ่งฝ่ายปกครองใช้กำลังทหารบุกจากที่ราบรอบ ๆ ภูเขาสู่ฐานที่มั่นได้ทุกทิศทุกทาง ถ้าเราไม่ทราบข่าวการเคลื่อนไหวของฝ่ายปกครองก็เหมือนนอนรอวันตาย ไม่รู้วันไหนเขาจะบุกขึ้นมาบีบคอหอยให้ตายคามือ ดังนั้น  ถ้าไม่คิดขยายฐานที่มั่นออกไปให้กว้างขวางฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัด ก็คงยืนอยู่ไม่ได้
     ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการเขต ๓ จังหวัด จึงได้เปิดประชุมและมีมติให้จัดตั้งกองปฏิบัติงานติดอาวุธไปปลุกระดมสร้างพื้นฐานมวลชนรอบๆ ฐานที่มั่นทุกทิศทาง ถ้าหมู่บ้านใดฝ่ายปกครองได้วางกำลังควบคุมประชาชนไว้อย่างหนาแน่น ยังเจาะเข้าไปไม่ได้ก็ให้กระโดดไปหมู่บ้านหมู่บ้านที่ห่างไกลหลังแนวปิดล้อมของฝ่ายปกครอง จากความมานะอดทนของกองปฏิบัติงานติดอาวุธได้โฆษณาปลุกระดมมวลชนอย่างปิดลับ ทำให้ประชาชนที่ราบรอบ ๆ ฐานที่มั่นจำนวนมากได้เข้าใจจุดมุ่งหมายการปฏิวัติเพื่อขับไล่จักวรรดินิยมอเมริกา โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการขายชาติ พวกเขาก็ให้การช่วยเหลิอกองปฏิบัติงานติดอาวุธเป็นอย่างดี ช่วยส่งข่าวการเคลื่อนไหวของกำลังฝ่ายปกครอง ช่วยส่งเสบียงข้าวปลาอาหาร บางคนนำลูกหลานที่เป็น อส. มาพบปะพูดคุยให้เข้าใจจุดมุ่งหมายการต่อสู้ปฏิวัติของประชาชนมี อส. จำนวนไม่น้อยที่ช่วยเหลือขบวนปฏิวัติฯ เช่นรับส่งผู้ปฏิบัติงานจากป่าเข้าเมือง หรือรับคนจากในเมืองเข้าป่า ช่วยจัดส่งเสบียงอาหารและเวชภัณฑ์มาให้

หน้า 26

     การขยายฐานที่มั่นยังเกี่ยวพันกับการติดต่อเชื่อมโยงกับเขตงานอื่นที่อยู่ห่างไกล เพราะฐานที่มั่น ๓ จังหวัด มิอาจตั้งอยู่อย่างโดเดี่ยว ดังนั้นการเชื่อมโยงต่อกันระหว่างฐานที่มั่นจึงมีความจำเป็น แต่เนื่องจากระยะทางห่างไกลมากก็ได้ใช้ประโยชน์จากหน่วยงานมวลชนในเขตที่ห่างไกลฐานที่มั่น เช่น เส้นทางเดินป่าระหว่างเขต ๓ จังหวัดไปมาติดต่อกับฐานที่มั่นจังหวัดอุดรธานีก็ส่งกองปฏิบัติงานติดอาวุธไปทำงานมวลชนบริเวณภูเรือ ภูหลวง จังหวัดเลย และเส้นทางป่าที่จะไปติดต่อจังหวัดชัยภูมิก็ส่งผู้ปฏิบัติงานไปทำงานมวลชนทางบ้านช้างตาลูด จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น เมื่อเรามีพื้นฐานมวลชนที่อยู่ระหว่างเส้นทางติดต่อกันได้แล้ว การเดินทางไปมาติดต่อกันทางป่าที่อยู่ห่างไกลก็สะดวกขึ้น
     กองปฏิบัติงานติดอาวุธออกไปขยายฐานที่มั่นนั้นลำบากมาก เพราะบริเวณรอบ ๆฐานที่มั่น ฝ่ายปกครองได้วางกำลังไว้ค่อนข้างหนาแน่น พร้อมทั้งปฏิบัติการจิตวิทยาโฆษณาหลอกลวงประชาชนว่า พวกที่อยู่บนฐานที่มั่นเป็นพวกแม้ว และคนต่างชาติที่จะเข้ามายึดครองประเทศไทย ประชาชนที่ยังไม่เคยเห็นหน้าทหารป่า หรือรู้จักการปฏิวัติของประชาชนอย่างแท้จริงต่างพากันหวาดกลัว ส่วนกองปฏิบัติงานติดอาวุธนั้นต้องทำงานแบบปิดลับต้องจัดกำลังเป็นหน่วยย่อยเล็ก ๆ เพื่อสะดวกในการติดต่อประชาชนตามไร่นา ต้องวนเวียนอยู่ในป่าเพื่อหาโอกาสรอพบประชาชน ครั้งแรกที่ประชาชนพบก็มักจะตกใจกลัวตามคำบอกเล่าของฝ่ายปกครอง แต่ผ่านการพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้วประชาชนก็ค่อย ๆ ทราบความเป็นจริง ว่าการต่อสู้ของพวกเรานั้นเป็นการเพื่อประเทศชาติและประชาชน เขาก็สนับสนุนให้การช่วยเหลือกองปฏิบัติงานติดอาวุธอย่างลับ ๆ ประชาชนบางคนเห็นผู้ปฏิบัติงานมีจำนวนน้อยและมีความยากลำบากก็เกิดความสงสาร พูดกับผู้ปฏิบัติงานด้วยความจริงใจว่า "ลูกเอ๋ย กำลังเรามีน้อย ส่วนพวกเจ้านายเขามีกำลังมากมาย เรียกมาสักเท่าใดก็ไม่หมด อาวุธของเขก็ทันสมัยมีมากหลายอย่าง ล้วนแต่น่ากลัวทั้งนั้น เราสู้กับเขาก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง จะสู้เขาไหวหรือ" ผู้ปฏิบัติงานก็ได้อธิบายว่า "ฝ่ายประชาชนนั้นมีจำนวนมากกว่า ถ้าประชาชนตื่นตัวขึ้นมาแล้วก็จะสามารถขับไล่จักรวรรดินิยมอเมริกาและโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการลงไปได้"

 

หน้า 27                     

     การรักษาความลับให้กับประชาชนที่สนับสนุนการปฏิวัติอยู่ในเขตปกครองของรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเสียความลับไปก็จะถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลข่มขู่หรือปราบปรามทันที ตัวอย่างประชาชนที่ราบหมู่บ้านน้ำขมื่นได้สนับสนุนช่วยเหลือการปฏิวัติของประชาชนมาโดยตลอด ในปี ๒๕๑๖ เสียความลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลปราบปราม ประชาชนต้องทิ้งบ้านและไร่นาหนีเข้าป่าหมดทั้งหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนได้รับความยากลำบากมาก แต่บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านและคนหนุ่มสาวของหมู่บ้านนี้จำนวนหนึ่งได้สมัครเข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ พวกเขาเป็นแกนนำในการขยายงานมวลชนรอบ ๆ ฐานที่มั่นได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นคนท้องถิ่นที่ราบสามารถสัมพันธ์กับประชาชนที่ราบรอบ ๆ ฐานที่มั่นได้อย่างรวดเร็ว

 

การต่อสู้ในเมืองประสานกับ การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท


     ในปี ๒๕๑๖ เป็นช่วงที่รัฐบาลเผด็จการถนอม-ประภาส ปกครองประเทศ การต่อสู้ด้วยอาวุธของประชาชนในชนบทได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ขณะที่สถานการณ์ในเมือง นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน นักการเมือง และประชาชน ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ต่างเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป จนในที่สุดได้เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ที่มีประชาชนจำนวนนับแสนคนชุมนุมกันเรียกร้องประชาธิปไตย เหตุการณ์ในครั้งนั้นประชาชนส่วนหนึ่งต้องหลั่งเลือดและสละชีวิตเพื่อแลกกับเสรีภาพ ตัวแทนของเผด็จการถนอม-ประภาสจำต้องสละบัลลังก์ ชัยชนะในครั้งนั้นได้สร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ และมีส่วนหนุนช่วยการต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทได้เป็นอย่างดี
     ขณะเดียวกันการต่อสู้ในเมืองก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดกรณีสังหารโหดเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ทำให้นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยหลายพันคนได้ทยอยกันเดินทางเข้าสู่เขตป่าเขา เข้าร่วมกับ พคท. เพื่อเปลี่ยนเวทีการต่อสู้ ทำให้กองกำลังอาวุธของประชาชนในชนบทขยายตัวมากขึ้น อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

หน้า 28

     สำหรับเขตงาน ๓ จังหวัดได้มีโอกาสต้อนรับนักต่อสู้ที่หลั่งไหลมาจากในเมืองหลายร้อยคน ทำให้ฐานที่มั่น๓ จังหวัด มีบรรยากาศที่คึกคักขึ้นทันตาเห็น สหายจากในเมืองเหล่านี้ได้สร้างคุณูปการให้แก่การต่อสู้ปฏิวัติของประชาชนในเขต ๓ จังหวัดอย่างใหญ่หลวง พวกเขาส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนที่มีความรู้ความสามารถ ช่วยเติมสิ่งที่ขาดของคนที่อยู่ป่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาให้มีการพัฒนาก้าวหน้าไป ขณะเดียวกัน  พวกเขาก็ได้ศึกษาจากชาวไร่ชาวนา ด้วยการฝึกฝนหล่อหลอมตัวเองทำการต่อสู้กับความยากลำบากที่ไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต ต้องฝึกเดินทางในป่าในเวลากลางคืนที่มืดสนิท โดยไม่มีแสงไฟ อาหารการกินบางครั้งก็ไม่เพียงพอ ต้องกินข้าวโพด มันสำปะหลัง หน่อไม้แทนข้าว กับข้าวก็มีพริกกับเกลือเป็นหลัก ลงสู่การใช้แรงงานด้วยการทำไร่ลำเลียงข้าวของต้องเดินขึ้นเขานับร้อยลูก ข้ามห้วยนับร้อยสาย เดินทางด้วยเท้าติดต่อกันนับเวลาหลาย ๆ วัน เป็นการดัดแปลงโลกทัศน์ครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้พวกเขาได้เข้าใจถึงความลำบากของประชาชนลึกซึ้งยิ่งขึ้นและยืนหยัดในผลประโยชน์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น พวกเขาได้ร่วมกับนักรบและประชาชนในฐานที่มั่น ๓ จังหวัด ดำเนินการเคลื่อนไหวการปฏิวัติอย่างสุดจิตสุดใจ เป็นทั้งนักรบและทำงานมวลชนรอบฐานที่มั่น บางส่วนทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือ ผู้ที่มีความรู้เรื่องแพทย์และพยาบาลก็ประจำอยู่สำนักพยาบาล ทุกคนได้ปฏิบัติภาระหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ บางส่วนได้สละชีวิตอันมีค่าของเขาไปเพื่อภารกิจของอุดมการณ์
              

   

การต้านการล้อมปราบ



     นับตั้งแต่ฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัดกำเนิดขึ้น รัฐบาลเผด็จการก็ได้ใช้กำลังทหารจำนวนมากทำการล้อมปราบอย่างหนักหน่วง หวังจะทำลายฐานที่มั่น ๓ จังหวัดให้ราบคาบ ตั้งแต่แรกเกิด เริ่มตั้งแต่ปลายปี ๒๕๑๑-๒๕๑๒ พวกเขาได้เปิดยุทธการภูขี้เถ้าขึ้น และเปิดยุทธการต่าง ๆ ติดตามมาอีกมากมาย เช่น ยุทธการเข็กน้อย, ยุทธการภูหินร่องกล้า,ยุทธการป่าหวาย, ยุทธการเขาขาด, ยุทธการเขาค้อ, ยุทธการทับเบิก เป็นต้น แต้ก็ถูกทหารป่าและประชาชนในฐานที่มั่นต่อต้านอย่างเหนียวแน่นตลอดมา
     ปี ๒๕๑๓ รัฐบาลได้เปิดยุทธการบ้านสะเดาะพงษ์ทางฝั่งใต้ขึ้น ทหาร ประชาชนทางฝั่งใต้ได้ร่วมกันต่อต้าน โดยยิงเฮลิคอปเตอร์ตกและยึดเอาไว้ ทั้งได้ยิงถูกเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เสียหายอีกหลายเครื่อง การสู้รบติดพันกันอยู่ ๑๐ กว่าวัน เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถส่งเสบียงอาหารได้ทหารรัฐบาลต้องถอนกำลังกลับไป

หน้า 29

     ปี ๒๕๑๕ รัฐบาลได้เปิดยุทธการภูขวางอันลือลั่นขึ้น โดยมอบให้พันเอกณรงค์ กิตติขจร เป็นผู้อำนวยการล้อมปราบ ทั้งนี้ก็เพื่อจะสร้างเครดิตให้พันเอกณรงค์ในการที่จะสืบอำนาจเผด็จการต่อจากพวกเขา และเป็นการหักหน้าบรรดานายพลที่เป็นแม่ทัพของกองทัพภาคที่ ๓ ที่ทำการปราบฐานที่มั่น ๓ จังหวัดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้นพวกเขาจึงระดมกำลังทหารบกจากกองทัพภาคต่าง ๆ กำลังจากกองทัพอากาศ, ศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี, หน่วยรบพิเศษราทิกุลที่เคยเข้าไปรับจ้างรบในประเทศลาว  รวมกำลังทั้งหมดจำนวน ๑๕,๕๑๐ คน พร้อมด้วยอาวุธที่ทันสมัยนานาชนิดหวังจะบดขยี้ฐานที่มั่นเขต ๓ จังหวัดให้ราบคาบ แต่ถูกทหารประชาชนร่วมกับประชาชนต่อต้านอย่างดุเดือดเป็นเวลาต่อเนื่องถึง ๔ เดือน ทหารรัฐบาลต้องล่าถอยกลับไป


     ปลายปี ๒๕๑๕ ต้นปี ๒๕๑๖ รัฐบาลถนอม-ประภาส ได้เปิดยุทธการสามชัยขึ้นมาหม่ โดยระดมกำลังทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมกำลังทั้งสิ้น ๗,๗๖๘ คน ใช้อาวุธทันสมัยทุกชนิด เช่นเดียวกับยุทธการภูขวาง โดยใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มและเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบปูพรมเป็นการเบิกทาง จากนั้นก็ใช้กำลังบุกทางภาคพื้นดิน ทหารประชาชนร่วมกับประชาชนยืนหยัดต่อต้านอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๒ เดือน ทหารรัฐบาลจึงล่าถอยไป

     
ปี ๒๕๑๖ ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าการบุกฐานที่มั่นฝั่งเหนือหลายครั้งไม่สามารถบรรลุผลตามปรารถนา พวกเขาจึงหาทางเจาะจุดอ่อนก่อน โดยพวกเขาคิดว่าทางฝั่งใต้ (เขต ๑๕) เป็นจุดอ่อน เพราะมีพื้นที่ยื่นลึกเข้าไปอยู่ใจกลางของพวกเขา ทั้งยังมีถนนสายหล่มสัก-พิษณุโลกผ่ากลาง แยกออกไปจากฝั่งเหนือ การลำเลียงขนส่งและการช่วยเหลือกันก็ลำบาก พวกเขาจึงเปิดยุทธการ "รามสูร" ทหารรัฐบาลได้ส่งกำลังเข้ายึดเขาย่า ทหารประชาชนเข้าปิดล้อมคอยซุ่มยิงเฮลิคอปเตอร์ที่จะมาส่งกำลังบำรุง เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตกและเสียหายหลายลำ จนเฮลิคอปเตอร์ไม่กล้าลง ต้องใช้เครื่องบินมาทิ้งร่มส่งเสบียงทางอากาศแต่เครื่องบินต้องบินในระดับสูงบินต่ำลงไม่ได้เพราะถูกยิง ร่มเสบียงจึงลอยไปตกในป่า ทหารรัฐบาลที่ยึดเขาย่าต้องอดข้าวอดน้ำจนผู้บัญชาการรบต้องออกคำสั่งให้ถอย
     
ปี ๒๕๑๙ รัฐบาลได้เปิดยุทธการ "ดอนเจดีย์" และยุทธการ "ร่วมใจศึก" เพื่อเข้ายึดเขต ๑๕ ให้ได้ ในครั้งนี้มีทหารก๊กมินตั๋งกองพล ๙๓ รวมอยู่ด้วย แต่ก็ถูกทหารประชาชนต่อต้านอย่างหนักจำต้องล่าถอยกลับไปเช่นเดิม
     
ปี๒๕๒๒ รัฐบาลได้เปิดยุทธการ "ลุ่มน้ำเข็ก" เพื่อบุกยึดฐานที่มั่นเขต ๑๕ อีก ทหารประชาชนต่อต้านสามารถรักษาฐานที่มั่นเขต ๑๕ ไว้อย่างมีชัย
     
ปี ๒๕๒๓ รัฐบาลได้เปิดยุทธการ "เขาค้อ" เพื่อหวังจะบุกยึดยอดเขาค้อให้ได้ ทหารประชาชนต่อสู้รักษายอดเขาค้าไว้ได้
     
ปี ๒๕๒๔ รับบาลได้เปิดยุทธการ "ผาเมืองเผด็จศึก" โดยการระดมกำลังทหารจากส่วนต่าง ๆ จำนวนหลายพันคน สมทบด้วยทหารก๊กมินตั๋งกองพล ๙๓ ใช้อาวุธที่ทันสมัยทุกชนิดบุกเข้าฐานที่มั่นเขต ๑๕ ทุกทิศทุกทาง ทำให้ฝ่ายป่าตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก เพราะกำลังทหารประชาชนมีกำลังน้อย ด้านหนึ่งต้องต่อต้านการบุกรุกของทหารรัฐบาล อีกด้านหนึ่งต้องคอยปกป้องประชาชน กรรมการเขตจึงมีมติให้อพยพประชาชนให้ไปอยู่ในเขตที่ปลอดภัยกว่า  เปลี่ยนฐานที่มั่นเขต ๑๕ เป็นเขตจรยุทธ์ คงอยู่เฉพาะทหารที่เป็นหน่วยสู้รบ

หน้า 30

     ในการต้านการล้อมปราบนั้น ทหารประชาชนและประชาชนในฐานที่มั่นได้ใช้สงครามประชาชนไปรับมือกับฝ่ายปกครอง ใช้ยุทธวิธีจรยุทธ์ไปต่อสู้กับการรบแบบแผนใช้อาวุธพื้นบ้านไปสู้กับอาวุธที่ทันสมัยและมีอาณุภาพสูงขึ้น ใช้จำลังจำนวนน้อยไปสู้กับกำลังที่มีมากมายมหาศาล ใช้วิธีการต่อสู้หลายรูปแบบไปยับยั้งการบุกรุกด้วยกำลังขนาดใหญ่ ใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวพลิกแพลงไปหยุดความฮึกเหิมของผู้บุกรุก เช่น ในการล้อมปราบแต่ละครั้ง พวกเขาใช้ปืนใหญ่นานาชนิดยิงถล่มใส่เป้าหมายเป็นการเบิกทาง เมื่อคิดว่าจะไม่มีทหารประชาชนอยู่ต่อไปได้แล้วก็ใช้กำลังจำนวนมากบุกทางภาคพื้นดินหนุนเนื่องกันเข้ามา ฝ่ายทหารประชาชนกำลังน้อยต้องถอย คอยติดตามดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาปล่อยให้พวกเขาถลำลึกเข้าไปในฐานที่มั่น ซึ่งทหารป่าและประชาชนได้อาศัยหลุมขวากจั่นห้าวและทุ่นระเบิด เพื่อสกัดการบุกประสานกับซุ่มยิงรบกวน เมื่อพวกเขาตกหลุมขวากจั่นห้าวหรือถูกยิงบาดเจ็บก็ต้องเรียกให้เฮลิคอปเตอร์มารับคนเจ็บ และส่งกำลังบำรุง ทหารประชาชนก็จัดกำลังหน่วยเล็ก ๆ คอยดักยิงเฮลิคอปเตอร์จนตกหรือเสียหายจนไม่กล้าลงจอดส่งกำลังบำรุง จึงเป็นการยากที่ทหารรัฐบาลจำนวนมากจะยืนหยัดอยู่ในฐานที่มั่นได้นาน
     การใช้ยุทธวิธีล่อหลอกทำให้ฝ่ายรัฐบาลเข้าใจผิดก็เป็นอีกหนึ่งยุทธวิธีของฝ่ายป่า ฝ่ายรัฐบาลต้องหาที่ตั้งของกองทหารประชาชนเพื่อทิ้งระเบิดทำลาย หรือไม่ก็ใช้ปืนใหญ่ยิง เช่น ที่ป่าสนหินร่องกล้ามีร่องหินแตกมากมายสามารถใช้เป็นที่หลบกระสุนปืนใหญ่และลูกระเบิดได้ ทหารประชาชนก็จัดกำลัง ๒-๓ คน ไปคอยยิงเครื่องบินตรวจการ และสุมไฟในถ้ำทิ้งไว้คล้ายมีคนอยู่มากมาย ฝ่ายรัฐบาลเข้าใจผิดก็เลยยิงปืนใหญ่ถล่มนับพันลูกและใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดนานาชนิดแบบปูพรม ทำให้ต้นสนบริเวณนั้นล้มระนะระนาด ป่าสนทั้งป่าเหลือต้นสนยืนอยู่เพียงไม่กี่ต้น ส่วนทหารประชาชนไปอยู่ยอดภูอีกลูกหนึ่งดูทหารรัฐบาลสู้รบกับสิ่งที่ว่างเปล่า
     การใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไปสู้กับอาวุธที่มีอาณุภาพเหนือกว่า เช่นปี ๒๕๑๓ ทหารบ้านเขาย่าไปรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนทำไร่เครื่องบินไอพ่นของรัฐบาลเห็นประชาชนอยู่ในไร่ก็ปักหัวลงมาเพื่อยิงจรวดใส่ประชาชน ทหารบ้านก็รีบประทับปืนแก๊ปกับตอไม้ยิงโดดสวนขึ้นไปปะทะกับไอพ่นที่โฉบลงต่ำที่สุดจนเกิดไฟแลบ ไอพ่นถลาไปตกกลางป่า

หน้า 31

     การใช้ไหวพริบก็สามารถขับไล่ผู้บุกรุกได้ เช่น ในยุทธการภูขวางปี ๒๕๑๕ มีทหารฝ่ายรัฐบาลหนึ่งกองพันบุกขึ้นมา เพื่อสมทบกับกองกำลังส่วนอื่นเข้ายึดภูร่องกล้า เวลาใกล้ค่ำทหารท้องถิ่นและทหารบ้านร่องกล้าไปลาดตระเวน พบทหารรัฐบาลกำลังตั้งค่ายพักพลอยู่ริมห้วยน้อย ทหารท้องถิ่นและทหารบ้านปรึกษากันว่าเหนือห้วยสายนี้ขึ้นไปมีต้นตาวขึ้นอยู่จำนวนมากและกำลังมีลูกดำเต็มต้น ถ้าตัดลูกตาวใส่ลงไปในห้วย คนที่อยู่ข้างล่างอาบหรือกินเข้าไปจะคันทั้งตัวจนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นทหารท้องถิ่นและทหารบ้านจึงขึ้นไปเหนือน้ำตัดเอาลูกตาวจำนวนมากทิ้งลงไปในห้วย ปรากฎว่าทหารรัฐบาลกองพันนั้นใช้น้ำในห้วยอาบกิน ทำให้เกิดอาการคันกันทั้งกองพัน โดยที่ไม่ได้คาดว่าจะเจอพิษประเภทนี้ จึงไม่มียาอะไรรักษา เลยต้องรีบถอนกำลังกลับไป และในยุทธการภูขวางปีเดียวกันทหารรัฐบาลจำนวน ๑ กองพัน ได้บุกเข้ายึดและตั้งค่ายอยู่บนยอดภูหญ้าคาบ้านป่าหวาย เพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นภูมิประเทศที่ดีเป็นภูหญ้าคาไม่มีต้นไม้ใหญ่มองเห็นได้ไกล เฮลิคอปเตอร์มาส่งกำลังบำรุงก็สะดวก ทหารป่าได้มุดเข้าไปประชิดค่ายเพื่อดักยิงเฮลิคอปเตอร์ ทหารบ้านผู้หนึ่งเสนอว่าถ้าซุ่มยิงเฮลิคอปเตอร์ในป่าหญ้าคาเช่นนี้ อาจจะเป็นอันตรายเพราะไม่มีที่กำบังคงจะถูกเครื่องบินยิงกราด และถ้าปืนใหญ่ยิงมาจากค่ายก็จะไม่มีทางถอย ดังนั้นควรเผาป่าหญ้าคานี้เสียก่อน แล้วรีบถอยไปก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะมา แล้วไฟอาจจะลุกลามเข้าไปในค่ายด้วย เมื่อทุกคนเห็นด้วยก็ลงสู่ปฏิบัติการ เมื่อไฟลุกไหม้ลมก็ช่วยกระพือลุกลามเข้าไปในค่าย ทหารรัฐบาลในค่ายก็ยิงปืนกันสนั่นหวั่นไหว ปืนใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ  ภูก็ระดมยิงมารอบ ๆ ค่าย เครื่องบินและไอพ่นรีบมาช่วยกันยิงกราดทิ้งระเบิดราวกับเกิดสงครามใหญ่ รุ่งเช้าทหารประชาชนจัดหน่วยสอดแนมไปสืบสภาพค่ายทหารรัฐบาล ปรากฏว่าทหารกองพันนั้นถอนกำลังกลับไปหมด ทิ้งสัมภาระที่ขนย้ายไม่ทันไว้มากมาย โดยทหารประชาชนมิได้เสียกระสุนแม้แต่นัด
     ทั้งหมดที่กล่าวเป็นเพียงบางรูปธรรมของการพลิกแพลงในทางยุทธวิธีของการต่อสู้รบของทหารประชาชน

     การที่ทหารและประชาชนเขต ๓ จังหวัดสามารถต้านการล้อมปราบยุทธการใหญ่น้อยมาได้โดยตลอด  รักษาฐานที่มั่นไว้ได้ยาวนานถึง ๑๖ ปี ก็เพราะ
     - ในทางการเมือง มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่นำเอาทฤษฎีมาร์กซเลนินและความคิดเหมาเจ๋อตง มาชี้นำภาคปฏิบัติ มีสมาชิกพรรคผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อพรรคและภารกิจการปฏิวัติ มีความเชื่อมั่นต่อชัยชนะที่ค่อย ๆ สะสมขึ้นมาทีละขั้น มีฐานคิดของผู้ทุกข์ยากที่ทุ่มเทการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า พลพรรคในฐานที่มั่นได้รับการติดอาวุธทางความคิดเพื่อพิชิตความยากลำบากนานัปการ
     - ในทางการทหารมีลูกหลานของชนชั้นผู้ยากไร้เข้ามาเป็นกำลังหลัก พวกเขาจักต้องยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีอะไรต้องสูญเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว เนื่องจากตกอยู่ในฐานะตั้งรับทางยุทธศาสตร์ จึงต้องใช้ยุทธวิธีแบบจรยุทธ์ หลีกเลี่ยงการรบแบบปะทะหรือประจันหน้า และอาศัยการรวมศูนย์กำลังเป็นครั้งคราวเข้าตีค่ายเล็ก ๆ

หน้า 32

ของรัฐบาลเพื่อยึดสินสงคราม เนื่องด้วยประชาชนม้งเกิดมาและโตมากับป่าเขา ทำให้มีความชำนาญภูมิประเทศเป็นอย่างยิ่ง จึงสามารถหาชัยภูมิที่ได้เปรียบและแปรให้เป็นความเหนือกว่าทางยุทธวิธี ใช้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นทำอาวุธพื้นบ้านพลิกแพลงเข้าช่วย
     
ทหารกับประชาชน ล้วนเป็นลูกหลานและเครือญาติที่ใกล้ชิด จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันราว "ปลากับน้ำ" ทหารเป็นผู้รับใช้ประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจ ประชาชนก็ให้การสนับสนุนเต็มกำลัง สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมต่อสู้และรักษาฐานที่มั่น ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ

การอพยพประชาชนเขต ๑๕ ให้พ้นจากการปิดล้อม


     
ปีพ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๒๔ รัฐบาลได้ทุ่มเทกำลังทหารเข้าโจมตีฐานที่มั่น ๑๕ (ฝั่งใต้) อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง ทั้งถูกปิดกั้นการหนุนช่วยอย่างหนาแน่น กรรมการเขต ๓ จังหวัดจึงเปิดประชุมพิจารณาสถานการณ์ มีความเห็นว่าการจะดำรงฐานที่มั่นเขต ๑๕ ต่อไปไม่เป็นผลดีต่อการสู้รบ เพราะทหารประชาชนต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ด้านหนึ่งต้องสู้รบในแนวหน้า อีกด้านหนึ่งต้องคอยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้านหลัง ทำให้การสู้รบไม่คล่องตัว ควรเปลี่ยนฐานที่มั่นเขต ๑๕ ให้เป็นเขตจรยุทธ์ ส่วนประชาชนทั้งผู้เฒ่าลูกเด็กเล็กแดงให้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยยังเขต ๑๐ เขต ๒๐ ก่อน เมื่อกรรมการเขตฯ นำมติไปปรึกษากับอำนาจรัฐและประชาชนเขต ๑๕ แล้วต่างก็เห็นด้วย เพราะในภาวะคับขันเช่นนั้นทหารประชาชนที่มีอยู่คงจะรับมือไม่ไหว

หน้า 33           

การยุติฐานที่มั่นและยุบกองทหาร ประชาชนเขต ๓ จังหวัด


     นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมารัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการปราบปรามกองกำลังอาวุธของประชาชน โดยใช้การเมืองนำการทหาร กำหนดนโยบาย ๖๖/๒๓ เรียกร้องให้ผู้ที่ต่อสู่ด้วยอาวุธในป่าออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย ด้านการเมือง ได้เปิดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร มีระบบรัฐสภาเป็นการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่า "ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ" และในปี๒๕๒๓ รัฐบาลได้มีคำสั่งประกาศนโยบายขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งเรียกว่านโยบาย ๖๕/๒๕๒๕ ที่เน้นเรื่องนโยบายการเมืองนำการทหารอีกครั้ง
     ส่วนเหตุการณ์ทางด้านสากลนั้นระบอบสังคมนิยมในประเทศต่าง ๆ มีความขัดแย้งกันทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติระบอบสังคมนิยมหลายประเทศแปรเปลี่ยนไปเป็นประชาธิปไตยทุนนิยม เกิดข้อกังขาแก่ผู้เข้าร่วมขบวนปฏิวัติของประชาชนที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ เรียกว่า "เกิดวิกฤตศรัทธา" ทำให้คนส่วนหนึ่งเกิดความลังเล นักศึกษา ปัญญาชน ค่อยๆ ทยอยกลับเข้าเมือง คนท้องถิ่นส่วนหนึ่งก็ขอไปร่วมพัฒนาชาติไทย พรรคฯ พิจารณาแล้วว่าสถานการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ หากไม่เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้ให้สอดคล้องกับความจริงแล้วจะไม่ก่อให้เกิดผลดี เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์ของประชาชน เมื่อรัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนต่อสู้ทางการเมืองได้ เราก็ควรหันมาต่อสู้ทางการเมือง ฐานที่มั่นและกองทหารประชาชนเขต ๓ จังหวัดจำต้องยุติบทบาทของตัวเองลงในปี ๒๕๒๕

หน้า 34

วีรชนของประชาชน

     ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อรักษาฐานที่มั่นขยายฐานที่มั่นด้านการล้อมปราบของเขต ๓ จังหวัด ลูกที่ดีของประชาชนจำนวนมากได้ยืนหยัดต่อสู้อย่างองอาจกล้าหาญ ทรหด อดทน ทำให้ฐานที่มั่น ๓ จังหวัด ยืนเด่นตระหง่านต้านพายุแรงลมมาเป็นเวลายาวนาน ในการต่อสู้นี้ ลูกหลานที่ดีของประชาชนได้สละชีวิตไปทั้งสิ้น ๒๐๘ คน ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการสู้รบ รองมาก็เสียชีวิตเพราะโรคภัยไข้เจ็บ มีบ้างที่ถูกสัตว์ป่าทำร้าย หรือไม่ก็อุบัติเหตุไม้ล้มทับ  ในนั้นมีทั้งการจมน้ำตายรวมอยู่ด้วย ทุกคนเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่กองทหาร เป็นการร่วมส่วนกับประชาชนทั่วประเทศขับไล่จักรวรรดินิยมอเมริกา โค่นล้มระบอบเผด็จการทำให้ประเทศมีเอกราชประชาธิปไตย พวกเขาเหล่านั้นรับผิดชอบต่อภารกิจด้วยจิตใจที่สูงส่ง กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตนเอง จึงเป็นการตายที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีสมกับเป็นวีรชนของประชาชน สมควรที่ผู้ยังมีชีวิตอยู่จะต้องจารึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาไว้ตลอดกาล

 

บทสรุปส่งท้าย


     ในขณะที่ประเทศตกอยู่ใต้อิทธิพลของต่างชาติ เช่นในสมัยที่จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นเข้ามายึดครองประเทศไทยและจักรวรรดินิยมอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยใช้เป็นแหล่งพักอาวุธและกำลังพลเพื่อรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้เป็นกองหน้าปลุกระดมกรรมกรให้ลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นและจักรวรรดินิยมอเมริกาให้ออกไปจากประเทศไทย ในขณะที่มีโอกาสเคลื่อนไหวทางการเมือง พรรคฯก็ได้ปลุกระดมกรรมกรให้จัดตั้งองค์กรของตนเองเพื่อลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม ให้มีการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของกรรมกรให้ดียิ่งขึ้น ยามที่จักรวรรดินิยมอเมริกาใช้อาวุธปรมาณูข่มขู่ชาวโลกและเตรียมจะก่อสงครามโลกครั้งที่ ๓ พรรคฯ ก็ได้นำประชาชน

หน้า 35

     จัดตั้งองค์การสันติภาพ เรียกร้องสันติภาพและคัดค้านสงคราม รัฐบาลในสมัยนั้นกลับใช้ระบบเผด็จการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ปิดหู ปิดตา ประชาชนไม่ให้มีสิทธิ์มีเสียง พรรคฯ ก็ได้เป็นกองหน้านำประชาชนต่อสู้กับระบอบเผด็จการทุกรูปแบบกรวมทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจึงเป็นพรรคที่ต่อสู้เพื่อเอกราชประชาธิปไตย สันติภาพและความเป็นธรรมของสังคมไม่ใช่พรรคฯ ของชาวต่างชาติ ไม่ได้เป็นยักษ์เป็นมารผลาญชาติทำลายชาติ กองทัพประชาชนประกอบด้วยทหารที่เป็นลูกหลานของประชาชน ได้รับการอบรมบ่มเพาะจากพรรคฯ ให้มีความรักชาติรักประชาธิปไตย รับความเป็นธรรมยืนหยัด เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้แรงงาน รับใช้ประชาชนด้วยชีวิต จิตใจ มีระเบียบวินัย กล้าหาญ เสียสละ พร้อมที่จะเผชิญความลำบากและภัยอันตรายที่อยู่เบื้องหน้าเพื่อชาติและประชาชน ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นลูกหลานที่ดีของประชาชน มิใช่เป็นผู้ก่อการร้ายเหมือนดังที่ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการในครั้งกระนั้นโฆษณาให้ประชาชนหลงเชื่อ
     ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ฝ่ายประชาชนไม่ได้ต้องการสงคราม เพราะการสู้รบมีแต่การบาดเจ็บล้มตาย มีแต่การพลัดพราก สูญเสีย และเต็มไปด้วยทุกขเวทนา สงครามจึงเป็นเรื่องของความโหดร้ายทารุณที่ทิ้งแต่คราบเลือดและหยาดน้ำตาไว้เบื้องหลัง หากไม่ถูกอำนาจรัฐกดขี่ขูดรีดข่มเหงรังแกอย่างหนักแล้ว ก็คงไม่มีใครคิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติ เพราะประชาชนนั้นต้องการเพียงแค่มีชีวิตอย่างสงบสุขตามอัตภาพ
     ในปัจจุบันประชาชนมีสิทธิประชาธิปไตยแบบทุนนิยม มีรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนเพื่อใช้เป็นกติกาของสังคม และได้ยกเลิก พรบ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว


     พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการแสวงหาในสิ่งที่ดีกว่าของมวลมนุษยชาติ เป็นตัวแทนทฤษฎีมาร์กซเลนินของประเทศไทยในยุคนั้น ได้ทำการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ความเสมอภาคเท่าเทียม
     แม้การต่อสู้ที่ผ่านมายังไม่ได้รับชัยชนะ แต่มิได้หมายความว่าหลักการคอมมิวนิสต์เป็นเรื่องเหลวไหล เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งระบบต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนาน สำหรับชาวคอมมิวนิสต์ในอดีตได้ทำหน้าที่แห่งยุคสมัย ได้อุทิศเลือดเนื้อเพื่อเป็นขั้นบันไดทางประวัติศาสตร์ที่ยังจะต้องทอดยาวต่อไป ได้สร้างตำนานการต่อสู้อย่างมากมายหลายรูปแบบทิ้งไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ การต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกรุ่นจะต้องเป็นผู้แบกรับ

จนกว่าสังคมที่เป็นธรรมจะปรากฏเป็นจริง


หน้า36

กลุ่มเพื่อนสามจังหวัด

     มาจากการรวมกลุ่มของอดีตสหายที่เคยเข้าร่วมกับ พคท. ในเขตป่าเขาบริเวณรอยต่อของจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย มีฐานที่มั่นอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ แบ่งเขตเรียกชื่อตามพื้นที่ เขาค้อ ภูร่องกล้า ภูขัด
     กลุ่มเพื่อนสามจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของคนเดือนตุลาที่เข้าร่วมขบวนการเมืองภาคประชาชนมาตั้งแต่ ๑๔ ตุลา ๑๖ ถึง ๖ ตุลา ๑๙ จนป่าแตก
     พวกเราถือได้ว่าเป็นหนุ่มสาวที่เข้าร่วมคัดค้านเผด็จการทหารในยุคที่มีจอมพลถนอมเป็นผู้นำ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า หากประชาชนเรือนแสนเรือนล้านรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ย่อมเป็นพลังมหาศาลที่สามารถพลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา เนื่องด้วยยังไร้เดียงสาตามวัยของเยาวชน ซึ่งมีแต่ความใสซื่อบริสุทธิ์ อ่อนขัดและขาดบทเรียน อาศัยอุดมการณ์เป็นเครื่องชี้นำ จึงพาตัวเองเข้าต่อกรกับอำนาจรัฐด้วยความคิดสวิงซ้ายสุดขั้ว ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา นักศึกษา ประชาชนต่างทยอยเข้าเขตป่าเขาเพื่อเปลี่ยนแนวรบการต่อสู้

     
เมื่อมาอยู่ป่าคำนำหน้านามก็เปลี่ยนเป็นสหาย เราทั้งหลายต่างมาจากทั่วสารทิศ มีชีวิตร่วมกันในป่าเขา เพราะคิดการใหญ่จึงไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เมื่อตัดสินใจแล้วเราต่างละลายตัวเองสู่เบ้าหลอมของการปฏิวัติ ทุกคนเต็มใจดัดแปลงตนเองด้วยความทรหดอดทน
     
จากที่เคยหลับอยู่บนฟูกอันอ่อนนุ่มสบายที่นอนก็กลายเป็นฟากไม้ไผ่ที่แข็งกระด้าง
     
ในเมืองที่ไม่ว่าจะไปไหนก็มีแสงจากไฟฟ้ายามค่ำคืนของป่าแสงไต้ก็ยังหายาก
     
เคยมีกินอย่างดี แต่ที่นี่เนื้อสัตว์ และของหวานนาน ๆ จะได้ลิ้มรสกันสักครั้ง
     
เคยเดินทางด้วยรถยนต์คันหรูเปลี่ยนเป็นขึ้นภูลงห้วยด้วยเท้าทั้งสองข้างเพียงอย่างเดียว

หน้า 37

     
เมื่อครั้งยังอยู่บ้าน ยามเจ็บไข้ได้นอนห้องพิเศษของโรงพยาบาลชั้นหนึ่ง เมื่อมาอยู่ป่า ยาก็ไม่พอ หมอก็ไม่ค่อยมี พยาบาลก็หายาก
     
คือชีวิตที่ขาดแคลนในเขตป่าเขา และมีอันตรายรอบด้านจากภาวะสงคราม ทั้งยังต้องแบกรับงานการต่อสู้ทางความคิดที่แหลมคมภายในกระบวนการ
     
ในอีกด้านหนึ่งได้ใช้ชีวิตในสังคมอุดมคติที่จำลองขึ้นมา ในนั้นมีความเสมอภาคสร้างสรรค์ปฏิบัติต่อกันอย่างเปิดเผยบริสุทธิ์จริงใจ มีความรักความอบอุ่นอยู่รอบข้างและมากจนล้นเหลือคือน้ำมิตรจากสหาย
     
ป่า..นอกจากเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด ป่ายังให้บทเรียนที่ทรงคุณค่าอีกหลาย ๆ ด้าน และพวกเราต่างผ่านจุดสูงสุดของการทดสอบตัวตนมาแล้ว เป็นการสั่งสมประสบการณ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไปในสังคม
     
การเติบโตของขบวนการประชาชนในประเทศไทยต้องสะดุดลง เมื่อค่ายสังคมนิยมเกิดการแตกแยก จนถึงขั้นการเป็นศัตรูต่อกันยิ่งระส่ำระสายเมื่อพรรคจีน เปลี่ยนนโยบายกะทันหันเลือกไปมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทย โดยรับเงื่อนไขการตัดความช่วยเหลือพรรคไทยเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาในขบวนปฏิวัติไทยบวกกับรัฐบาลจงใจใช้นโยบาย ๖๖/๒๓ เปิดโอกาสให้คนป่าคืนเมืองโดยไม่มีความผิด
     
พวกเราค่อย ๆ ทยอยออกจากวนาสู่นาครแบบคนหมดเนื้อหมดตัวอย่างทั่วด้าน ในช่วงแรกของการปรับตัวก็มีความยากลำบากพอประมาณ เพราะการกลับมาใหม่ในสังคมเก่าที่ตัวเองปฏิเสธ เป็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างราวกับอยู่กันคนละยุคสมัยกับจิตใจที่บอบช้ำจากความฝันที่พลันล่มสลายลงกลางคัน ในขณะที่ยังมึนงงอยู่กับการเปลี่ยนแปลงและตั้งตัวไม่ติดกลับต้องเผชิญหน้ากับความบีบคั้น เพราะในเวลานั้นมีภาระเร่งด่วนเฉพาะหน้าอย่างน้อยต้องหาที่อยู่ที่ยืนให้กับตนเอง เพราะไม่ใช่เด็กน้อยที่คอยขอเงินจากพ่อแม่ดังเช่นแต่ก่อน ก็ไปอยู่ป่าเสียนาน จนหาเงินไม่เป็นเล่นเอาแต่ละคนยุ่งไปพักใหญ่ คนที่อยู่ป่านานกว่า ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องยากเข็ญลำเค็ญ แต่ความยุ่งยากก็ดำรงอยู่เพียงชั่วคราว ในไม่ช้าคนป่าที่คืนเมืองก็กลมกลืนตัวเองเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี และเมื่อการหาเงินเป็นไปอย่างติดพันต่อเนื่อง เรื่องของชีวิตก็เลยดำเนินตามแนวทางทุนนิยมโดยปริยาย และค่อย ๆ ห่างหายแยกย้ายกันไป กับวันเวลาที่ผ่านเลยได้พลัดพรากอุดมการณ์ของพวกเราให้ร่อยหลอลงไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่หลงเหลือความเป็นนักสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคมดังที่เคยเป็นมาในอดีตโดยเปลี่ยนจาก "นักปฏิวัติ มาเป็นนักธุรกิจ จากคัดค้านส่วนเกิน กลับเก่งใน การเก็งกำไร จากคนต้องการปลดเปลื้องเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องการสะสมแบบไม่รู้จักพอ จากเคยคิดจะโค่นล้มกลายมาเป็นนายทุนเสียเอง"

FO3P.NET : บ้านสามจังหวัด

www.fo3p.net

 

แสงดาวแห่งศรัทธา