Me-myselfตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง 

Yesterday's Me

 

ลักษณะพิเศษของ CMU

 

มองย้อนหลังไปในช่วงปี 2518-2519  ฉันคิดว่า ในช่วงนั้น กลุ่มนิสิต-นักศึกษา-ปัญญาชน ของประเทศตกอยู่ในภาวะแห่งผลกระเทือนจากประสบการณ์ตรงของ กรณี 14 ตุลา 2516 ที่ "พลังประชาชน" อันประกอบด้วย-นิสิต-นักศึกษา-ปัญญาชน-ประชาชนคนทั่วไป สามารถโค่นระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหารของถนอม-ประภาส ลงไปได้หมาดๆ  ทำให้เกิดการตื่นตัวตื่นใจกับ "พลัง" ในการเปลี่ยนแปลง "อำนาจรัฐ" และตระหนักใน "อำนาจทางสังคม" ของตัวเอง อย่างไม่เคยมีมาก่อน  โดยเฉพาะ "พลังบริสุทธิ์" ของนิสิตนักศึกษาอายุน้อยๆ ตามมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ และจึงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ นาๆ ที่เห็นว่า "ไม่ดี" /"ไม่ถูก" ตั้งแต่ภายในมหา'ลัย จนลามออกไปนอกมหา'ลัย

ด้วยวิธีการเดียวกับที่ ภาคประชาชน-นิสิต-นักศึกษา-ปัญญาชน ในกรณี 14 ตุลา 2516 เคยใช้ นั่นคือ การเดิน(/การนั่ง)ขบวนประท้วง และได้มีการประท้วงเรียกร้องที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขอะไรมากมาย ฉันจำได้ว่า มีการประท้วงกันได้แทบทุกวัน ไม่ที่นี่ก็ที่โน่น

แล้วในทางความคิดก็ยังน่าจะตกอยู่ในสภาวะแห่งผลกระเทือน ของ แนวความคิดอะไรที่เรียกกันว่า "สงครามประชาชน" / "สงครามกองโจร" ที่เป็นปรากฏการณ์อยู่ในต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศรัสเซีย และ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม เป็นต้น    ที่แพร่กระจายทางความคิดมาโดยหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆ

ฉันยังจำได้ว่า เสื้อยืดรูป เชกูวารา โปสเตอร์รูป เชกูวารา หัวหน้ากองโจรประชาชนประเทศคิวบา ขายดิบขายดีมาก เพราะ ไม่ใช่โจรกระจอกหรืออาชญากรใจบาปหยาบช้ากะเลวกะลาด แต่เป็นนายแพทย์หัวหน้ากองโจรซึ่งติดอาวุธทางความคิดการเมืองที่มาดเข้มหล่อเท่ห์อีกต่างหาก   ฉันเองก็ดูเหมือนจะซื้อมาติดที่ห้องไว้กับเขาด้วย

ที่สำคัญ  คือ การได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์แนวทางการต่อสู้ของประชาชนจีน ตามแนวทางที่เรียกว่า "ชนบทล้อมเมือง" ของ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของ เหมาเจ๋อตุง ซึ่ง เป็นประเทศในเอเชียเหมือนกัน มีป่าเขา มีชาวนา มีเจ้าที่ดิน มีประชาชนที่เป็นชาวไร่-ชาวนายากจน มีโรงงานของต่างชาติ มีกรรมกรยากจน เหมือนกัน

ที่สำคัญยิ่งไปกว่า คือ การอาจจะได้รับผลกระเทือนทางความคิด จากการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกด้านหนึ่ง ด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อน ในเรื่องของบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นบุคคลสามัญในภาคประชาชนของประเทศของตนเอง เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ ครอง จันดาวงศ์ ฯลฯ

เพื่อลบรอยคราบน้ำตา   ประชาราษฏร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์ แม้ชีพใหม่ มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

กวีโดย. อาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอารเมเนีย    
แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์

โดยเฉพาะจากประวัติของจิตร ภูมิศักดิ์  หรือคนอื่นๆอีกหลายคน ที่ก็ได้เข้าป่าไปจับอาวุธสู้กับฝ่ายรัฐบาล ร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็เลย ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไปด้วย แล้วก็จึงได้รู้ว่า คอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลในสมัยนั้นหรือสมัยก่อนหน้านั้นสร้างภาพไว้

ฉันยังจำได้ ว่า ตอนเด็กๆ      ฉันกลัวคอมมิวนิสต์มาก เพราะเข้าใจว่าเป็น ผีดูดเลือด จากหนังสือการ์ตูน ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของรัฐบาล / ถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะเป็นรัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ฉันเกิด 2500 ยุคสฤษดิ์น่ะนะ / ฉันกลัวมาก เพราะปกติฉันจะเป็นคนกลัวผีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาศึกษาเรียนรู้จากหนังสือ และสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในช่วงนั้นฉันจึงได้เข้าใจว่า..

ในแง่นามธรรม คอมมิวนิสต์ ก็คือ ระบบคิด ก็คือทฤษฎี ในการจัดระบบสังคมของมนุษย์ ที่เน้นให้บุคคล เกิดความเท่าเทียมกัน ในทุกๆด้าน /โดยเฉพาะทางด้านการถือครองทรัพย์สินที่จะเป็น "ปัจจัย" ในการผลิ

ในแง่รูปธรรม คอมมิวนิสต์ ก็คือ คน-คนกลุ่มหนึ่ง ที่มารวมกันเพื่อกระทำการต่อ "อำนาจรัฐ" ของสังคม เพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง "อำนาจรัฐ" ให้มีการจัดระเบียบสังคม ที่ให้เป็นไปตามทฤษฎี

ดูๆ ก็ไม่น่าเลวร้ายอะไร น่าจะดี? แต่เมื่อมันไปเกี่ยวกับ การถือครอง "ปัจจัยในการผลิต" ซึ่งก็คือ ที่ดิน ทรัพย์สินเงินทอง โรงงาน เครื่องจักร ที่ส่วนมากที่สุด ของ "ปัจจัยในการผลิต" ในสังคมมีการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองกันอยู่แล้ว โดย "คนกลุ่มน้อย" / เช่น โดยคนไม่กี่ตระกูล / มันก็เลยยาก เพราะคนที่ถือครองอยู่  ก็แน่อยู่แล้ว ที่จะต้องไม่ยอมให้ใครมาแย่งยึดเอาไปได้ง่ายๆ มันก็ต้องแย่งชิง

ฉันนึกถึง คุณปู่ ของ น้องชายคนละพ่อ ของ ฉันเมื่อหลายสิบปีก่อน ท่านยิงคู่กรณี ที่พิพาทกันเรื่องรุกที่ ล้ำเข้ามาในที่นาของท่านศอกหนึ่ง หรืออย่างไรนี่แหละ แล้วยังทำคันนากั้นน้ำไว้ไม่ให้ไหลเข้ามาในที่นา ของ ท่านอีก เจรจากันไม่ได้ ท่านชักปืนออกมายิงคู่กรณี ล้มคว่ำตายคาคันนา อยู่ตรงนั้น!

นั่นแค่ที่ดินศอกเดียว กับปัญหาเรื่องน้ำ อีกนิดหน่อยนะ แต่นี่เป็นเรื่อง ของ การจัดระบบการถือครองกรรมสิทธิ์กันใหม่หมดทั้งประเทศ? เช่นนั้น มันก็เลยต้องถึงเลือด ซึ่งในระดับครอบครัว ในระดับปัจเจกชน มันก็ฆาตกรรมกัน แต่ในระดับสังคม มันก็เลยต้องสู้กันรบกัน   มันก็เลยเป็น "สงคราม" อันเป็นการเข่นฆ่ากันจำนวนมากอย่างเปิดเผย อันถือเป็น "นรกบนดิน" ของมวลมนุษยชาติ ก็เลยกลายเป็นไม่ค่อยจะดี..!?!

เพราะขึ้นชื่อว่า สงคราม ที่ต้องเข่นฆ่าล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าสงครามอะไร  มันก็ไม่ดีทั้งนั้น! ฉันว่านะ

ทั้งหมดนี้เมื่อประกอบเข้ากับความรุนแรงจาก ด้านมืด ของ "อำนาจรัฐ" ที่ กระทำต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม / ฉันเน้นว่าด้านมืดนะ อำนาจรัฐด้านมืด ไม่ใช่อำนาจรัฐด้านสว่าง / คล้าย ๆ กับ การฆ่าตัดตอนในระหว่าง สงครามยาเสพติด หรือ คล้ายๆ กับ เหตุการณ์ทางภาคใต้ ที่กำลังปะทุอยู่ ในยุครัฐบาลทักษิณสมัยนี้ ที่มีการอุ้มหายๆ กันไปเฉยๆ อุ้มหายๆ กันมานานแล้ว !

โดยในสมัยนั้น ก็มีการลอบสังหาร ผู้นำนักศึกษาปัญญาชน หลายคน เช่น กรณี นิสิต จิตรโสภณ กรณี ดร.สนอง บุญโญทยาน ฯลฯ ในระดับชาวบ้าน ก็มีกรณีที่เรียกว่า "ถีบลงเขา" "เผาลงถังแดง" และ "นั่งยาง" ซึ่งกรณีแบบนี้ มักจะเกิดกับประชาชนทางภาคใต้ซะ เป็นส่วนมาก ส่วนทางภาคเหนือ/ภาคกลาง ก็อาจอุ้มฆ่าแล้วเอาไป "นั่งยาง" หรือไม่ก็ยิงทิ้งกันซึ่งๆ หน้าเลย อย่างกรณี พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง เป็นต้น

ฉันคิดว่าทั้งหมดนี้ ทำให้นิสิตนักศึกษาส่วนหนึ่ง /ส่วนที่ก้าวหน้าที่สุดของสังคม?/ เริ่มมีประสบการณ์ รู้จัก และคุ้นเคยกับ การถูกกระทำด้วย "ความรุนแรง" ของอีก "ฝ่ายหนึ่ง" ต่อเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 มากขึ้นเรื่อยๆ

ฉันจำไม่ได้ว่ามีรุ่นพี่คนไหนเล่าให้ฟังว่า แกนนำชาวนาที่เคลื่อนไหว เรื่องกฎหมายค่าเช่านา ในสมัยนั้น ถูกลอบยิงและขาดใจตาย.....ในอ้อมแขนของเขา!!

เมื่อประกอบเข้ากับทฤษฎี และสิ่งที่ได้รับรู้ข้างต้น โดยในสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย ที่มีการเคลื่อนไหว ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่ง กำลังทำ "สงครามประชาชน" "สงครามกองโจร" "สงครามจรยุทธ์" ตามแนวทางของจีน แบบว่า "ชนบทล้อมเมือง" อะไรประมาณนี้อยู่แล้ว  เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ /หมายถึง "ฝ่ายซ้าย"-"ฝ่ายก้าวหน้า" ถูกอุ้มหายๆ หรือถูกลอบยิงเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

จนแม้กระทั่ง พระที่ห่มผ้าเหลือง อย่าง กิติวุฒิโท ก็ออกมาบอกว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" สอดคล้องกับ พวก "ฝ่ายขวา" ฆราวาส /เช่น กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล ฯลฯ ที่ก็ กล่าวหาว่า นิสิตนักศึกษา ที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ  นั้น เป็นคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว 

[แต่ก็ยังเป็นการ ถูกตาม "เก็บ" ตาม "อุ้ม"  กันไปทีละคนสองคน ใครไม่ใกล้ชิดไม่เห็น ไม่เป็นจำนวนมาก และโจ่งแจ้ง เป็นที่น่าตื่นตระหนก น่าสะพรึงกลัว เหมือนที่เกิด ในวันที่ 6 ตุลา 19]

เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 นำมาสู่บทสรุปที่ว่า การเรียกร้องด้วย สองมือเปล่า ท่าจะไม่ได้ผล !?! มีแต่ถูกเขาเข่นถูกเขาฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว? หลายคนน่าจะคิดอย่างนี้?

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เสียงจากสถานีวิทยุของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ "ส..ท." ที่ส่งกระจายเสียง มาจากประเทศจีน รับฟังได้ด้วย วิทยุคลื่นสั้น ก็วิเคราะห์สถานการณ์ ในช่วงก่อนหน้านั้น แล้วว่า อาจจะมีการใช้ความรุนแรง   โดยบอกว่า     "เขตฐานที่มั่น"   ที่เรียกว่า   "เขตอำนาจรัฐแดง"   ในเขตป่าเขา ภายใต้การนำ ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็น "แนวหลังที่ไว้ใจได้"

เมื่อเกิดกรณี 6 ตุลา 19 ฉันว่า มันก็เลย "เข้าแก๊ป" กันเลย ที่ทำให้นักศึกษาส่วนหนึ่ง      เข้าไปร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในป่าไปเสียเลย ให้รู้แล้วรู้รอด ฉันยังจำได้ถึง........... เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของโฆษกของ สถานีวิทยุ ของ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย หรือ "ส..ท." ที่ส่งกระจายเสียง มาจากประเทศจีน ฉันเองก็ลงทุนไปซื้อวิทยุเล็กๆ ที่รับคลื่นสั้นได้มาแอบเปิดฟังด้วย

 

กล่าวสำหรับ  นักศึกษา      มหา'ลัยเชียงใหม่ หรือ มช. นี้ เมื่อเทียบกับนักศึกษาในมหา'ลัย ส่วนกลางใน กทม. ที่ตั้งอยู่ในเขต "เมือง" / มีแต่ "เมือง" ไม่มี "ป่า" ฉันว่านักศึกษา มช. จะมีลักษณะที่พิเศษกว่า  เพราะอยู่ในมหา'ลัยที่ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ที่แม้จะจัดว่าตั้งอยู่ใน "เมือง" แต่ออกไปนิดเดียวก็เจอสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา ออกไปจังหวัดใกล้ ๆ กัน ลำปาง ลำพูน น่าน เชียงราย สองข้างถนนหนทางเป็น "ป่า" หมด อันสามารถจะเชื่อมต่อกับเขตงานของพรรคคอมมิวนิสต์ในละแวกนั้นได้โดยง่าย ทั้งลักษณะของประชาชน ก็เป็นลักษณะที่มี ระบบเจ้าขุนมูลนายอย่างหนาแน่น มีเจ้าที่ดิน มีนายทุน มีชาวนาชาวไร่ยากจน มีโรงงาน / โรงงานทอผ้า-โรงงงานแกะสลัก / มีนายทุนต่างชาติพอๆกับนายทุนชาติ การทำมาหากินของประชาชน ในด้านพืชผลทั้งเกษตรและหัตถกรรมมีปัญหามีประเด็น ให้นำมาเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เกือบหมด ฝ่ายก้าวหน้าของ นศ มช. จึงต่อเชื่อมได้ทั้งกับประชาชนชาวบ้าน/ชาวนา-ชาวไร่และกับ "พวกในป่า" !

เมื่อถูกใช้ความรุนแรง จากอีกฝ่าย โดยเฉพาะรูปธรรมความโหดร้าย อย่างชัดเจนโจ่งแจ้งในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 จึงไปเข้าได้กับ แนวทาง ของ  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ...อย่างน้อย ก็จะไม่เป็นแต่ฝ่ายถูกกระทำ  แต่ฝ่ายเดียว..อย่างนี้? คิดว่า หลายคนจะคิดอย่างนี้ ในห้วงเวลา ที่กำลังตื่นตระหนก กับ ความโหดร้ายทารุณ ณ ขณะนั้น!

"...how many roads must a man walk down before he was call a man the answer my friend is blowing in the win...how many times must a man turn his head and pretend he just doesn't see the answer my friend is blowing in the win..."   

 

นิสิต-นักศึกษา จำนวนไม่น้อย อายุ อาจยังไม่ถึงยี่สิบ อย่างมากก็ไม่เกิน 25 อย่างฉันตอนนั้น   ก็อายุแค่ 19 เอง ทำกันอย่างนี้ได้ไง! ทำกันอย่างที่เห็นในรูป...อย่างนี้ ก็ต้อง ...หนีกัน .....หลบกัน...ก่อนล่ะก้ะ แบบว่า......หนีไปตายเอาดาบหน้า......ประมาณนั้น

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อันน่าสะพรึงกลัวนั้น นักศึกษา มช. กับ นักศึกษาและนักเรียน จาก สถานศึกษาอื่น บวกกับ แกนนำชาวนาชาวไร่ และ แกนนำกรรมกร เฉพาะที่เข้าไปอยู่กับ พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ใน เขตรอยต่อ จังหวัดเชียงราย-พะเยาว์ รวมๆ กันแล้ว จัดตั้งเป็น กองทหาร อยู่ใน "โรงเรียนการเมืองการทหาร" ใน "เขตอำนาจรัฐแดง" ของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ได้ ประมาณ หนึ่งกองร้อย!

จากลานโพธิ์ถึงภูพาน

คำร้อง วัฒน์ วรรลยางกูร / ทำนอง สุรสีห์ ผาธรรม

ดินสอโดม ธรรมศาสตร์ เด่นสู้ศึก ได้จารึก หนี้เลือด อันเดือดดับ 6 ตุลา เพื่อนเรา ล่วงลับ   มันแค้นคับ เดือดระอุ อกคุไฟ

เรามีเพียงมือเปล่า มันล้อมปราบ  ระเบิดบาป  กระสุนบ้า   มาสาดใส่   เสียงเหมือนแตรงานศพ ซบสิ้นใจ สนามหญ้าคลุ้ง กลิ่นไอคาวเลือดคน

มันตามจับ ตามฆ่า ล่าถึงบ้าน อ้างหลักฐานจับเข้าคุกทุกแห่งหน เราอดทน ถึงที่สุด ก็สุดทน จึงเปลี่ยนหนทางสู้ ขึ้นภูพาน

อ้อมอกภูพาน คือ ชีวิตใหม่ คือมหาวิทยาลัย  คนกล้าหาญ จะโค่นล้ม ไล่เฉด เผด็จการ  อันธพาลอเมริกา อย่าหวังครอง
 

สู้กับปืน ต้องมีปืน  ยืนกระหน่ำ  พรรคชี้นำ ตะวันแดง สาดแสงส่อง  จรยุทธ์ นำประชา สู่ฟ้าทอง   กรรมาชีพลั่นกลอง  อย่างเกรียงไกร

ในวันนี้ ลานโพธิ์ ธรรมศาสตร์  อาจเงียบหงอย ก็เพียง    ช่วงรอคอย  สู่วันใหม่ วันกองทัพ ประชาชน ประกาศชัย จะกลับไป กรีดเลือดพาล  ล้างลานโพธิ์

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาเชียงใหม่ช่วงปี 2518-2519/องค์กรนักศึกษา / กิจกรรมการเคลื่อนไหว/me's main menu

Last up date 8 Oct. 2007