ช่วงปี 2528-2550

เป็นช่วงเวลาของการเอา "ชีวิตคู่" ให้รอด เอาชีวิต "ครอบครัว" ให้รอด เอาชีวิต "ลูก" ให้รอด....ทั้งให้รอดตายทั้งจาก "การตายทางชีวิตชีวภาพ" และ จาก "การตายทั้งเป็น" ใน "ชีวิตทางสังคม"




















ช่วงปี 2527-2528

จำได้ว่าตอนจบมหา'ลัยใหม่ๆ น่าจะราวๆปลายปี 2527 ไปจนถึงราวๆ กลางปี 2528 รู้สึกจะจบก่อนรุ่นน้องที่เข้ามาเรียนในปีเดียวกับที่ฉันกลับไปเรียนใหม่ เพราะฉันมีหน่วยกิตเก่าสะสมอยู่เยอะ   ....และจบก่อน พี่เขาที่ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน เพราะพวกแพทย์ใช้เวลาเรียนนานปีกว่า..ฉันยังพะว้าพะวังอยู่อีก ว่าจะอยู่อย่างไร ทำงานอะไร พอดีเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเชียงใหม่ฉบับหนึ่ง จะเคยไปเป็น "อาจารย์พิเศษ" ของ กระบวนวิชาเกี่ยวกับการทำหนังสือพิมพ์ ที่ฉันลงเรียนด้วย ฉันจึงได้ไปขอทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น กับได้สมัครเป็นผู้สื่อข่าวส่วนภูมิภาคของหนังสือพิมพ์ส่วนกลางฉบับหนึ่งด้วย

ได้ใช้ชีวิตเป็น นักข่าวท้องถิ่น อยู่ช่วงหนึ่งช่วงสั้นๆ เป็นผู้เขียนบทบรรณาธิการกับทำหน้าเยาวชน ซึ่งฉันก็ทำแก้ขัดไปอย่างนั้น ยังไม่รู้สึก ว่า  มันจะเป็น "อาชีพ" ที่จะ "ยังชีพ" อะไรได้ รู้สึกรายได้จะไม่พอกินแฮะ.....เลยไปหัดทำขนมโบราณจาก "ท่านผู้เฒ่า" คุณแม่ของ "รุ่นพี่" ที่ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน [ที่บัดนั้นเรียนหนักมากจนต้องย้ายเข้าไปอยู่ในหอพักแพทย์ ....เพราะถ้าอยู่กับฉัน ....น่าจะไม่ได้อ่านหนังสือแฮะ ....เพราะฉันมักมีเรื่องราวมากมาย...ดีบ้างย่ำแย่บ้าง ....และมิพักอยากเอ่ยถึง...] ท่านก็ขนหม้อข้าวหม้อแกง หม้อทำขนม ถ้วยใส่ขนมของท่านที่ไม่มีลูกคนใดของท่านจะสืบทอด ....ฉันทำอะไรเป็นบ้างนะ ...ขนมก็กล้วยบวชชี สาคู-ถั่วดำ แล้วก็พวกเชื่อมๆ ....พวกกับข้าวก็ได้พวกผัดๆ ทอดๆ กับน้ำพริก-ปลาทู

คิดย้อนหลังไป ตอนที่ใช้ชีวิตเป็นแม่ค้า กับตอนเป็นคนเขียนบทบรรณาธิการ..ทำหน้าเยาวชน......ก็รู้สึกตลกๆ .....เพราะไม่ได้ทำอะไรนอกจากตอนบ่ายๆ ก็ขับมอเตอร์ไซด์ตระเวนไปทั่วเมืองเชียงใหม่ หา "จับผิด" หน่วยราชการ จนลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์พูดเปรยๆ ว่า "คงไม่มีใครเลวชาติ....ขนาดนั้นมั๊ง?" [เท่าที่จำได้....ลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์คนนี้ หน้าตาค่อนข้างดี ทีเดียว แต่ฉันมองเป็นเด็กๆ ไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย ที่มาเป็น ผู้ช่วย บก. ได้ก็เพราะพ่อแม่หรอกน่ะ...] แต่เช้ามืดก็ตีสามตีตีสี่ไปจ่ายตลาดมาทำกับข้าวกับขนมขาย....พอได้มีกิน ....หลังเที่ยงก็เก็บล้าง บ่ายมาออกไป.."หาเรื่อง" มาเขียน...แล้วไปส่งต้นฉบับ ต้องรับค่าแรงทีละห้าวัน ไม่งั้น ไม่มีกินอีหลี.....ไส้แห้งจริงๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีเงินเหลือใช้เลย...เจ้าประคุณเอ๋ย....จนบัดนี้ [2551-ความทรงจำนี้ใช้เวลาบันทึกยาวนานมาก ตั้งแต่ปี 2540-2551"""คาดว่า..กว่าจะครบทุกบทที่ขึ้นหัวข้อไว้.....สงกะสัยจะไม่ละสังขารลงโลงไปเสียก่อนรึ?]

 

 

ช่วงปี 2528-2532

เป็นช่วงของการเริ่มต้น "ชีวิตคู่" ที่ต้องทำงานเพื่อ "การยังชีพ" และมีเป้าหมายอยู่ที่ การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้น เริ่มจากที่ "พี่เขา" จบมหา'ลัย และต้องไปใช้ทุน-พวกแพทย์ต้องใช้ทุนตามดรงพยาบาลชุมชนในชนบท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2533-2539

  

  

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2539-2544

  

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2544-2546 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2547-2549

 

                

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2550-2551

 

 

 

 

ช่วงปี 2552 และต่อจากนี้ไป

 

ความฝันอันสูงสุด ( Eb )
เพลงพระราชนิพนธ์
Eb

ดนตรี 4 ห้อง..3..
4.. ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง
จะแน่วแน่แก้ไข ในสิ่งผิด
จะรักชาติ จนชีวิต เป็นผุยผง
จะยอมตาย หมายให้ เกียรติดำรง
จะปิดทอง หลังองค์ พระปฏิมา
ไม่ท้อถอย คอยสร้าง สิ่งที่ควร
ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา
ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา
ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป
นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง
หมายผดุง ยุติธรรม อันสดใส
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด
ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจครัน
โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่
เพราะมีผู้ ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน
ยังคงหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย
.

[บทเพลงพระราชนิพนธ์ / แรงบันดาลใจปัจจุบันยามท้อถอย!]

ปัจฉิมลิขิต : ความจริงว่าจะเขียนเรียงเหตุการณ์จากอดีตมาปัจจุบันเป็นลำดับมา ก็กลัวว่าปัจจุบันจะกลายเป็นอดีตไปเสียอีก เพราะมีภาระทันด่วนอื่น ๆ มาให้ทำขัดจังหวะอยู่เรื่อยๆ  เลยตัดสินใจเขียนปัจจุบันก่อนแล้วค่อยๆ เติมเต็มอดีตตามหลังเอาแล้วกัน !?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2518-2519

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

Intro2519Me

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand