ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2523-2528

กลับเข้าบ้าน?/จะอย่างไรบ้าน(ครอบครัว?)ก็ยังเป็นหลังพิงสุดท้าย(?)ในท้ายที่สุด?

จำไม่ได้หมดว่า ในรถที่มาส่งมีใครบ้าง จำได้แต่คนขับเพราะเป็นน้องพี่ ป-รัฐ กับ ส.สุภาพ พี่ จ-ดำ กับ ไอ้ ม-นี มาด้วยหรือเปล่า? หรือว่าแยกกันตอนไหน? คนขับต้องกินลิโพมาตลอดทาง   เพราะจะหลับๆ  ฉันจำซอยเข้าบ้านเกือบไม่ถูกเพราะเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก มีบ้านเกิดขึ้นใหม่ค่อนข้างเยอะ แต่ก็มาถูกบ้าน..

หะแรกที่เดินเข้าบ้านมาเจอน้องๆ   ของฉัน  ....พวกเค้าตกใจแปลกใจกัน เพราะฉันไม่เคยได้ส่งข่าวคราวมาก่อน และไม่เคยได้บอกเล่าว่า จะกลับมาด้วย ฉันเองก็รู้สึกแปลกๆ จริงๆไม่เคยคาดหวังว่าจะกลับมาเจอกันในลักษณะเช่นนี้ ตัวบ้านเหมือนเดิมแต่โทรมลงไป  น้องก็ตัวใหญ่ และตัวโตมาก ...ยิ่งน้องสาวฉันอ้วนมากเบอะบะ ฉันตัวนิดเดียว

[...ยังจำได้ว่า ส.สุภาพ ทำสีหน้าประหลาดใจมองฉันทีมองน้องสาวฉันที...คงจะว่า ทำไมขนาดต่างกันมากมายอย่างนี้...(มั๊ง?) ฉันจำได้ว่าได้แต่ยิ้มแหยๆ เพราะยังงงๆ.... เออ,แต่เดี๋ยวนี้ /2005/ ฉันเป็นฝ่ายเบอะบะเสียเอง...]

รถที่มาส่งไปแล้ว รู้สึกใจหายๆ โหวงๆ เหวงๆ อย่างไรพิกล.... ฉันยังเป็นงงๆ เดินดูภายในบ้าน รูปเหมือนที่ฉันวาดด้วยดินสอแลเงาเอาคะแนนสมัยอยู่ ม.ศ.๒ ยังอยู่ในกรอบแขวนติดข้างฝา ทั้งรูปตัวฉันเองและรูป "สมเด็จ" รวมรูปถ่ายหมู่ ฉันกับน้องท้องเดียวกันพ่อเดียวกัน สี่คนพี่น้อง ยืนเรียงแถวกันในชุดนักเรียน ที่ฉันทำหน้าคว่ำๆ ก็ยังอยู่...ฉันอยู่หัวแถว หันไปมองน้องๆ เดี๋ยวนี้ เออ, ฉันกลายเป็นเตี้ยสุด น้องชายคนสุดท้องสูงที่สุด....มองไปข้างบ้านที่ขนาบอยู่สองข้างก็ยังเป็นเจ้าของเดิม แต่ด้านหลังที่เคยว่างเป็นทุ่งโล่ง ...มองไปเกือบเห็นโรงเรียนเก่า...โรงเรียนเซนต์จอห์น บัดนี้ตึกรามขึ้นเต็มมองไม่เห็นแล้ว..เดินดูในห้องที่ฉันเคยนอนยังเป็นเตียงเก่า ...แต่หัวเตียงขาดปุ ฟองน้ำก็ยวบยาบบุ๋มลึก.. เป็นหย่อมๆ

จำได้ว่า..ล้มตัวโครมลงไปบนที่นอน ...นุ่มสบายกว่านอนแคร่ สบายกว่านอนกับพื้นดินพื้นหินในป่าในเขา? แต่น้ำตาเจ้ากรรม นี่ก็กะไรไหลเรื่อยไหลรินทำไม(ล่ะเนี่ยะ) ก็... อือ, มันอะไรกันนิ ก็ไหนว่า  "..ศัตรูแย่ลงทุกวัน   ฝ่ายประชาชนดีขึ้นทุกวัน..?"    แล้ว เป็นงี้   ได้ไง? ......

นึกถึงพวกรุ่นพี่ (แสนรัก?) สี่ห้าคน  ที่กลับลงเมืองมาก่อนหน้า แล้วก็รุ่นพี่คนที่เขียนจดหมายน้อย.... ส่งผ่าน "เที่ยวลำเลียง" มาให้ฉันเรื่อยๆ  ....พี่เขาละร่างสิ้นแล้วจริงหรือ? หรือไปไหน? หรือไปร่วมหอลงโลงกับใครที่ไม่ใช่ฉันเสียแล้ว? เลยแกล้งให้คนมาบอกไปเสียอย่างนั้น?.... ฉันนึกได้อย่างนี้คงเพราะดูหนังพวกสายลับมากไป?

ฉันคิดวกวนกลับไปกลับมาเป็นงงๆ กับที่อยู่ที่ยืนของตัวเองข้างหน้า อะไรคืออะไร? "งานในเมือง" (?) หรือการคืนกลับสู่สภานะภาพเดิม...หลังจากทำเวลาหายไปเกือบสิบปีนี่นะ...!!!

ยังมีเครือข่ายหลงเหลือ(?) หรือในท้ายที่สุดก็ "ตัวใครตัวมัน" ?

ฉันนึกถึงที่ฉันเคยยืนอยู่บนสันเขาสูง ชายเขตป่าเขา/ เขตอำนาจรัฐแดง ในการ "ลำเลียง" เครื่องอุปโภคบริโภคที่มาจาก "ในเมือง" ครั้งหนึ่ง ฉันมองลงมาเห็นแสงไกลๆ จากหมู่บ้านในเขต "พื้นราบ" / "เขตเมือง"-เขตอำนาจรัฐขาว ฉันรู้สึกว่า มองชีวิตที่เคยใช้อยู่พื้นราบในเมืองเป็นเหมือนตำนาน .....แล้วนี่จะกลับกันหรือ?
 

ชีวิตในเขตป่าต่างหากที่เป็นตำนาน?!

จำได้ว่า ไม่รู้ใคร / แล้วจำได้หรือไม่ได้เนี้ยก็ได้บ้างไม่ได้บ้างเว้าๆแหว่งๆอ่ะ / ก็พวก จัดตั้ง" / ความจริงฉันก็ไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นจัดตั้งใครไม่เป็น ก็เห็นแต่พวกนักศึกษารุ่นพี่ๆ รุ่นเพื่อนๆ กับคนแก่ๆ อย่างลุงสี ลุงเชี่ยว..ฯลฯ ก็เห็นมีอยู่เท่าเนี้ย / ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป ต้องกลับเข้าไปทำงานในเมืองในรูปแบบที่เปลี่ยนไป? ประมาณว่า อย่างไรก็คงต้องให้ "การศึกษาประชาชน" กันต่อไป ให้สนใจการบ้านการเมืองให้ช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น ตามบริบทรูปธรรมของใครก็ของใคร เช่น แบบว่า บางคนมีพ่อเป็นนักการเมือง บางคนมีพี่เป็นนักการเมือง-ก็อาจใช้เวที "รัฐสภา" ? /-ก็ไหนว่า การต่อสู้ทางรัฐสภาเป็น "ลัทธิแก้"?

ฉันฟังๆ แล้วก็คิด...อยู่ในใจ.. "ก็แล้ว..กู๋จะอยู่ยังไงล่ะเนี่ยะ พ่อแม่กู๋ไม่ได้เป็นอะไรสักอย่างนอกจาก ประชาชนคนธรรมดา แบบ เสาหลักของครอบครัวที่ "ด่าทอตีตบ" กันทุกวันเนี่ยะนะ" / ฟังพวกเขาแล้วก็ให้รู้สึกโดดๆเดี่ยวๆ แอบเป็นงงเป็นเหงาอยู่ลึกๆ ว่า เฉพาะหน้า ข้างหน้านี้ "ตัวฉัน" จะอยู่ยังไง? จะเป็นอะไร?   ....ฉันหวาดๆหวั่นๆ กับชะตากรรมของตัวเองข้างหน้า...เพราะตั้งแต่เข้ารกเข้าพง..เอ้ย,เข้าป่าไป ก็แทบจะไม่เคยคิดถึงตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง..เองเลย..แล้วแต่ "จัดตั้ง" / "จัดตั้ง" ของฉันก็พวกรุ่นพี่แสนรักสองสามสี่ห้าคนของฉันกับคนแก่ๆ เก่าๆ อีกคนสองคน....

จำได้ว่า ช่วงสี่ห้าเดือนที่กลับเข้าบ้านใหม่ๆ ฉันยังวนเวียนอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องมาเรียนรู้การขึ้นรถเมล์สายต่างๆ ใหม่ ใช้ชีวิตเหมือนนกขมิ้น เร่ร่อน ติดสอยห้อยตามกลุ่มของพวกรุ่นพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่ลงจากป่ามาด้วยกัน ไปตามแฟล็ตบ้าง คอนโดบ้าง แมนชั่นบ้าง บ้านเช่าบ้าง บ้านวงศาคณาญาติของพวกเขาบ้าง.....ไปทำไม? ....ก็จำไม่ได้..ไปอยู่ไปกินไปนอน..ไปเฝ้าบ้านให้....ไปพักพิง /...เพราะยังรู้สึกแปลกแยกกับ "พ่อแม่และน้องๆ" และ "บ้าน" ของตัวเอง ?/ ...หรือไม่ก็เอา "ของ"... ของอะไร? ก็จำไม่ได้ เอกสาร หนังสือ ?  เงิน?.... จากคนนี้ไปให้คนโน้นจากคนโน้นไปให้คนนี้?  จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ก็ยังได้เอาของอะไร /หรือเอา "คำพูด" ของใครไปบอก หรือ เอกสาร เออ,จำไม่ได้เลย / ไปให้ รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งอดีตนายกสโมสรมหา'ลัยเก่าของฉัน ที่แฟลตหรือคอนโดที่ไหนก็จำไม่ได้อีก  ...เปิดประตูเข้าไปเห็นพี่เขานอนอีเหละเขระขระกับเพื่อนผู้ชายอีกคนหรือสองคน  ..ไม่รู้ใครฉันไม่รู้จัก    .... พี่เขาส่งยิ้มพร้อมกับเสียงหัวเราะมาจากบนเตียง / เอ้อ,อย่าเข้าใจผิดพวกเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่โป๊กันหรอกนะ!/ ยังจำแววตาขี้เล่นได้....ยังจำความรู้สึกของตัวเองได้ว่า ชั่ววูบหนึ่งฉันสงสัยเล่นๆ ว่า พี่เขากับใครพวกนี้จะเป็นเกย์กันหรือเปล่านิ?

รุ่นพี่คนนี้เป็นพวก ม.ช. ฝั่งสวนดอก แม้ไม่สนิทมาก แต่ถ้าฉันนึกถึง ฉันก็จะนึกถึงอยู่สามสี่เหตุการณ์ ๑.) ตอนตำข้าวด้วยกันตอนอยู่โรงเรียนการเมืองการทหารที่ ฐานที่มั่นเขต ๗ ภูผาจิและภูผาช้าง(น้อย) พี่เขาถามว่าทำไมฉันจึงเข้าป่า ฉันว่าฉันไม่ชอบเอาเปรียบใครและไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ อยากได้สังคมที่คนมันจะไม่เอาเปรียบกันหรือเอาเปรียบกันไม่ได้ ๒.) ตอนฉันเป็นนักรบอนามัยพี่เขาเป็นอะไรจำไม่ได้ แต่ป่วยเป็นไข้ฉันถือร่วมยาไปฉีด พี่เขาชอบพูดตลกฉันก็เป็นคนเส้นตื้น ก็หัวเราะจนตอนฉีดยาเอาเข็มแทงก้นพี่เขาแล้ว มัวแต่หัวเราะ พอถอนไซริงก์ฉีดยาออกมาแล้ว ก็เลยยังเหลือเข็มคาไว้ที่ก้น ต้องใช้คีมดึงเอาออกมาทีหลัง....เดี๋ยวนี้เห็นรูปพี่เขาตามหน้าหนังสือพิมพ์ ฉันเป็นต้องนึกถึง เหตุการณ์ตอนนี้แล้วก็หัวเราะคนเดียวกับตัวเองทุกที .....[นึกถึง ภาพเข็มโล้นๆ ที่คาอยู่ที่ก้นพี่เขา ...จำได้ว่าพี่เขาผงกหัวขึ้นมา  ...มองที่ก้นตัวเอง แล้วก็มองที่หน้าฉัน....งงๆ    หยุดพูดเรื่องตลกไปในทันใด ...ฉันว่าพี่เขาคงคิดว่า ไม่น่าหลวมตัวเอาก้นมาให้ฉันหัดฉีดยาเล้ยย....] ๓.) ตอนออกจากป่ามากลุ่มเดียวกัน พี่เขาเป็นคนหนึ่งที่ทำให้การเดินทางที่ว่า "ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย" สนุกสนานตลอดเส้นทาง ๔.) ตอนกลับไปเรียน ม.ช. พี่เขาไม่รู้ไปทำอะไรที่ ชม. แต่ก็ยังนัดพวก "รุ่นน้องฝั่งสวนดอก" ที่มีฉัน "รุ่นน้องฝั่งสวนสัตว์" ห้อยติดไปด้วย ไปเลี้ยง "ก๋วยเตี๋ยว" ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นอะไรลูกเล็กๆ ....... ก็เป็นรุ่นพี่อีกคนที่เสมอต้นเสมอปลาย ....จนบัดนี้ (2005) ส่วนอนาคต..ก็จั๊กแหล่ว! ตามดูกันไป

ช่วงนี้รู้สึกชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสับสนมาก ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและความสัมพันธ์ส่วนที่เป็น "งาน" อือ...งานหรือเปล่า? ช่วงแรกๆ เหมือนเป็น "งาน" อยู่ ต่อๆ มามีแต่การ คุยๆๆๆๆๆ คุยกับคุย และก็มีอยู่หลายครั้ง ที่พวกรุ่นพี่กับพวก"ผู้เฒ่า" ที่ฉันมักคุ้น มีการไปตั้งวงสัมมนาสรุปสถานการณ์ตามที่ต่างๆ ย้ายเรื่อย.....เท่าที่ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง ...น่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ในเขตงานในพื้นที่ ด้วยเป็นมวลชนระดับล่างๆ  หรืออะไรก็บรรยายไม่ถูก คือ ฉันมักจะอยู่วงนอกๆ ของ "งาน" ที่พวกเขาถกกัน เพราะรูปธรรมเรื่องที่พวกเขาถกพวกเขาคุยกันฉันมักไม่ค่อยรู้เรื่อง ฉันรู้แต่เรื่องที่ฉันทำอยู่ในเขตฐานที่มั่น เขต ๗ ภูผาจิและภูผาช้าง(น้อย) ก็จึงเป็นประเภท "เด็กรับใช้" แบบคอยหยิบโน่นหยิบนี่ อำนวยความสะดวก...แล้วก็เล่นไพ่เล่นอักษรไขว้อ่านหนังสือรอ... และช่วงเวลา "เบรก" (หยุดพักระหว่างประชุม) ฉันก็ชอบฟังพวกเขา "พวกรุ่นพี่แสนรัก" และ "พวกผู้เฒ่า" บางคนเล่าประสบการณ์ในอดีตไม่เรื่องโน้นก็เรื่องนี้ ...

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในวงประชุมแบบนี้ ฉันเจอ "พี่อินทร" ที่แม้จะไม่รู้ประวัติ ว่า เป็นใครมาจากไหน สำหรับฉัน แค่รู้ว่าเป็น "คนในแวดวง" ก็พอแล้ว จำได้ว่า พี่อินทร เป็นคนน่ารักทั้งบุคลิกและหน้าตา ชอบแหย่ฉันเล่น ก็ไม่รู้เรื่องอะไร คือมักไม่ค่อยมีใครคุยอะไรเป็นงานเป็นการกับฉันเพราะจริงๆ ฉันอาจไม่มีงานมีการ หรือ มีอะไรให้รับผิดชอบเป็นชิ้นเป็นอันอย่างใครเขา....กระมัง? แต่แล้วฉันก็ให้แปลกๆ แปร่งๆ ในความรู้สึกเมื่อพี่เขาแนะนำสาววัยรุ่นชาวบ้านที่มาด้วย ว่าเป็น "แฟน"/ภรรยา? เธอผมยาวขาวผ่องผิวเนียนละออเฉกเช่นสาวเหนือ สวยและน่ารักมากๆ แต่ก็ "เด็ก" มากๆ เพราะ ฉันชอบคิด ชอบคาดหวังเอาเอง   ว่า   พวกที่ฉันเรียกว่า "พี่" ๆ พวกนี้ คู่ของพวกเขาน่าจะเป็นพวกที่อายุมากๆกว่าฉัน?!?...ฉันจะได้  ..."นับญาติ" ถูก และลดหลั่นกันเป็นลำดับไป...แต่นี่อือ..."เด็กจังเลยนิ... แล้วจะนับญาติกันยังไง(วะ)เนี่ยะ" ฉันคิดในใจ / แต่เออ,ปัจจุบัน (2005) การมีคู่อายุน้อยๆ ของ "อดีตคนในแวดวง" ที่ฉันรู้จักเป็นการส่วนตัวบ้าง ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวบ้าง..เป็นเรื่องปกติ!/ เจอหน้าพี่อินทรอีกครั้ง ครั้งสุดท้าย ก็ตอนพี่เขานอนโรงพยาบาลผ่าตัดอะไรไม่รู้ และข่าวล่าสุดเมื่อสิบกว่าปีมาแล้วก็ว่า พี่เขาถูก "ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น" ยิงเสียชีวิตไปแล้วด้วยเรื่องการ "ทำไม้"

เหมือนว่าจะอยู่ในสภาพที่จะเป็นการ "ทำงานในเมือง" อยู่สักระยะ แล้วก็เหมือนว่าอะไรมันจะค่อยๆ สลายๆ ตัวของมันไป รุ่นน้องรุ่นเพื่อนและรุ่นพี่ของฉันบางคน ...หลายคน...ก็ตกอยู่ในสภาพ "อกหัก" กับเหตุการณ์ความเป็นไปของ "ขบวนการ"  ทุกคนเกือบทุกคน พูดเรื่องเรียนต่อ การทำมาหากิน หลายคนไปเมืองนอก .....

จำได้ว่าไปที่บ้านหลังหนึ่งเจออดีต "หัวหน้าหมู่" ของฉัน ตอนที่ฉันขึ้นฐานที่มั่นเขต ๘ / ฉันมี "หัวหน้าหมู่" สวยมาก โจษกันว่า สูสีชิงดำกันมากับ "ดาวจุฬา" คู่ชีวิตของใครที่ประกาศตัวว่า เป็น "สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์" นั่นเลยทีเดียว / พี่เธอ กำลังเริ่มต้นทำ นิตยสารเกี่ยวกับ แม่ๆ ลูกๆ เธอเขียนไว้บนกระดาษว่า ..ฝันให้ไกลไปให้(ไม่)ถึง... ถ้าจำไม่ผิด และฉันก็ได้ข่าวพวกอดีต "สำนักปัญญาชน" จากที่นี่ ว่า หลายคนก็ไปเรียนต่อ...แต่มีอยู่คนหนึ่งเขา "อัตตะวิบากกรรม" เสียแต่อยู่ในเขตป่าเขาไม่ยอมกลับลงมา "พื้นราบ" ?

เหมือนว่า จะเริ่มพากันสับสนอลหม่านทางความคิด รุ่นพี่แสนรักของฉัน รวมทั้ง "คนในแวดวง" หลายคน เกิดปรากฎการณ์ "จับคู่" "แยกคู่" "เปลี่ยนคู่" "ทิ้งคู่" แล้วก็ "แต่งงาน" ....มีแต่เรื่องส่วนตัว ส่วนตน ส่วนปัจเจกชน และการยืนให้รอดด้วยตัวเองแบบตัวใครตัวมันในทางเศรษฐกิจ ไม่มีเรื่องส่วนรวมเรื่องพรรคเรื่องจัดตั้งอะไรอีกต่อไป? และ  ฉันมีความรู้สึกเหมือน "ถูกลอยแพ" และ เป็นแพที่มีฉันนั่งอยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียวไปตามกระแสน้ำเชี่ยว ....อย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง ....ช่วงนี้จึงเป็นช่วง "โศกนาฏกรรม" ของชีวิต อีกช่วงหนึ่งของฉัน!

ฉันสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ตัวเองจะยืนอยู่ตรงไหนยืนอยู่อย่างไร ด้วยยังทำมาหากินในระบบของสังคมปกติไม่เป็น ด้วยยังไม่มั่นใจตัวเอง และที่สำคัญฉันยังไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ.... เพราะช่วงกว่าครึ่งทศวรรษถอยหลังไป ฉันไม่เคยต้องคิดเรื่องนี้ ฉันได้แต่ติดสอยห้อยตาม "พวกเขา" ไป...

  

 แล้วก็เข้าเรียนต่อเพื่อการงานอาชีพสำหรับการมีชีวิตปกติธรรมดา ?

จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง ...ในแมนชั่นที่ไหนสักแห่งใจกลาง ก.ท.ม. ....ในห้องซึ่งเปิดไว้สำหรับเป็นที่พักพิง ของ "ผู้คนในแวดวง" หลายๆ คน แต่คนอื่นๆ ออกไปกันหมดล้ว เหลือแต่ฉันนั่งดู "รุ่นพี่แสนรัก" คนหนึ่ง / ที่ฉันรักและผูกพันมากๆ มาแต่ไหน.......[อาจจะมากกว่าคนอื่นๆ ทุกคน]   / อยู่เป็นชั่วโมงแบบไม่พูดไม่จา.....พี่เขานอนปลายเท้าบิดไปบิดมาอยู่บนเตียง หลับตาบ้างลืมตาดูเพดานบ้าง  ฉันนั่งมองพี่เขาด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันนึกถึง...  ขุนแผน ดอนฮวน โชว์แปง.... นึกถึง ความรู้สึกตัวเองตอนแรกๆ ที่รู้สึกชอบและ "ทึ่ง" พวกผู้คนในแวดวง "ก้าวหน้า" (?) ที่เสนอเรื่อง "สามช้า" เสนอเรื่อง "ความรับผิดชอบ" ฯลฯ ที่ทำให้ฉันเข้าใจไปเองว่า ในแวดวงพวกนี้จะไม่มีเรื่อง "นอกใจ" จะไม่มีเรื่องการแปรเปลี่ยนถ้าได้ตกลงปลงใจกับใครกันแล้ว

ฉันไม่ชอบสภาพครอบครัว ในแวดวงดั้งเดิมของฉัน ...แม่ฉันหนีพ่อฉันไปกับผู้ชายคนใหม่ ใครก็ไม่รู้? แม่นอกใจพ่อฉัน ทิ้งฉันเคว้งคว้าง และทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไร้ค่าไร้ความหมายสำหรับแม่ แล้วแม่ฉันก็ไปเจอพฤติกรรมของสามีใหม่ที่ "นอกใจ" แม่ฉันเป็นพักๆ แม่ฉันต้องคอยตามราวี ... ย้อนไปถึงรุ่นยายฉันตามที่แม่ฉันเล่า ว่าตาฉันก็นอกใจยายฉัน จนยายฉันต้องถือพร้าไปไล่ฟันเสื้อผ้าข้าวของ ของ "ผู้หญิง" อีกคนที่เป็น "มือที่สาม" ผู้เข้ามาแทรก จนผู้หญิงคนนั้นและตาฉัน ต้องยกมือไหว้ยายปะหลกๆ แม่ว่าตาบอกยายว่าจะไม่ทำอีกแล้ว...? ผู้หญิงคนนั้น    ก็บอกกับยายฉันว่าหล่อนไม่รู้จริงๆ ว่าตาีลูกมีเมียแล้ว บอก่า  ตาบอกว่าตายังโสด   ...ฉันไม่ชอบสภาพชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัวแบบนี้ มันทำให้เกิดความรู้สึก "ไม่มั่นคงทางจิตใจ" และ ทำให้ฉันรู้สึก หวาดหวั่น พรั่นพรึง      กับหนทางชีวิต ข้างหน้า...อย่างไรไม่รู้..

รุ่นพี่คนนี้ ฉันรู้สึกผูกพันมากแบบไหนก็บอกไม่ถูก แบบจะเป็นจะตายไปกับ ทุกเรื่องทุกราวที่เกี่ยวกับพี่เขา   เออ, พี่เขา "เปลี่ยนคู่"/"เปลี่ยนแฟน" เป็นคนที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ จำไม่ได้ แต่คนรองอันดับสองของคนสุดท้ายนี่ เป็นใครก็ไม่รู้ฉันไม่รู้จักเลย จากคนแรกที่เป็นรุนพี่ผู้หญิงที่ฉันก็รักมาก แล้วคนรองอันดับหนึ่งของคนสุดท้าย ..คนนี้ ฉันก็รักมากเหมือนกัน และ ฉันว่ามันลงตัวดี ....ฉิบ....เปลี่ยนอีกแล้ว ตอนนั้นฉันว่าฉันไม่หวังอะไรเลย แม้อะไรๆ มันสลายไปแล้ว ฉันก็ยังอาจเหลือครอบครัว "พี่เขา" ที่ฉันโมเมเอาว่า ฉันสนิทกับทั้ง "คู่" และฉันจะไม่ตกอยู่ในสภาพเป็น "ส่วนเกิน" เหมือนกับรุ่นพี่ผู้หญิงผู้ชายอีกหลายคน ที่พอลงตัวมีครอบครัวแล้ว ก็เหินห่าง ก็แยกย้ายกันไป.....แต่เออ,รุ่นพี่แสนรักคนนี้ ที่พอจะเป็นที่หวังที่ฉันจะเกาะเกี่ยวพึ่งพิง ติดสอยห้อยตาม   ....แบบว่าถ้าพวกพี่เขามีลูกก็ฉันจะช่วยเลี้ยงให้  แต่ก็เออ...ก็แปรก็เปลี่ยนกันอีกแล้วนิ.... 

พี่เขาถามฉันว่า ทำไมฉันจะต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ไปกับเรื่องราวของเขาด้วยล่ะ? ฉันก็ว่า...แล้วทำไม   เราจะต้องเดือดร้อนไปกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โน่นที่นี่ไปด้วยล่ะ? การกดขี่ขูดรีด การเข่นฆ่าทำร้ายประชาชน ฯลฯ ฉันเฉไฉไปโน่น.....แต่จริงๆ ก็อาจเป็นว่า พี่เขาเอาใจ และเอาใจใส่ฉันดีทุกเรื่องทุกราว เช่น ตอนอยู่ป่าพี่เขาลงไป "พื้นราบ" ก็ยังอุตส่าห์ซื้อเอาแปรงสีฟันเล็กๆ น่ารักๆ มาฝากฉัน เพราะรู้ว่าฉันชอบ เออ, อะไร ที่มัน ขิกขุๆ อาโนเนะ     [ ตอนนั้นนะ..ตอนนี้ไม่แล้วนะ ก็อายุจะปาเข้าไปครึ่งศตวรรษแล้วอ่ะ ] ..ฉันรู้สึกเป็นปลื้มมาก แค่แปรงสีฟันอันเล็กๆ อันเดียวนี่นะ? ..เออ,สิ มันแสดงถึง ความ "ใส่ใจ" ...หรือก่อนเข้าป่า  ตอนอยู่โครงงานชาวนา   ฉันออกชนบท ไปอยู่ตามบ้านพวกเยาวชนลูกหลานแกนนำชาวนากลุ่ม "มังกรน้อย" ถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะแถวอำเภอดอยสะเก็ด แล้วไปถูกตัวหมัดกัดมาเต็มตัว ผิวหนังฉันตะปุ่มตะป่ำไปหมดทั้งตัว คัน ปวด ร้อน ปานว่า อยากกินยานอนให้หลับไป แล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย กำลังนั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ คนเดียว อยู่ตีนบันไดบ้านเช่าของโครงงานชาวนา จนค่ำจะมืดแล้ว ไม่รู้ใครๆ ไปไหนกันหมด กลัวก็กลัวคันก็คัน...แล้วพี่เขาก็เดินดุ่มๆ เข้ามาให้เห็นได้แต่ไกล ....ฯลฯ คือ มีอะไรต่อมิอะไร ที่เป็นสิ่งละอันพันละน้อย สะสมเป็นความรู้สึก ให้ผูกพันมาเรื่อยๆ จนฉันรู้สึกว่า ตัวเองสามารถมี "เอี่ยว" ใน "ชีวิตส่วนตัว" ของพี่เขาได้ทุกเรื่องทุกราว ที่สำคัญ ฉันกลัวว่าพี่เขาจะได้ "คน" ที่ฉันไม่รู้จัก ไม่สนิทด้วย ได้คนที่อายุเท่าฉัน หรือน้อยกว่าฉัน... แล้ว "ความใส่ใจ" ที่ฉันเคยได้จะหายไป...พอพี่เขา ไม่ตกลงปลงใจกับคนที่ฉันก็สนิทมากๆ ด้วย ฉันจึงรู้สึกอกหัก! กะมัง ?! แต่ไม่ใช่เพราะถูก "คู่รัก" แบบชู้สาวทิ้ง แต่เออ,เหมือนถูกอะไรทิ้งก็ไม่รู้... อาจอกหักกับวิถีชีวิตที่ไม่เป็นไปอย่างที่ ทึกทักคิดหวังเอาเองกะมัง?

[ มาคิดย้อนหลังไป เออ,ฉันก็แทบรับตัวเองไม่ได้ ที่ตอนนั้นช่างคิดและรู้สึกอะไรทุเรศๆ ขนาดนั้นได้อย่างไร แบบว่า ฉันไม่คิดจะยืนอยู่บนลำแข้งลำขาของตัวเองเลยน่ะ ..คิดแต่จะพึ่งพิงคนอื่นเขาลูกเดียวอยุ่ร่ำไป ตอนนั้นฉันกลัวที่จะอยู่ด้วยตัวเอง ตามลำพัง ....แบบไม่มีใครเลย....ทางจิตใจให้ยึดเหนี่ยวพึ่งพิง! ]

คือ ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีครอบครัวของตัวเอง ไม่รู้สึกว่าจะ "รับผิดชอบ" อะไรได้ และรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยดีทุกเรื่องทุกราวที่จะอยู่ท่ามกลางรุ่นพี่พวกนี้ แม้กระทั่งว่า หากอยู่กันตามลำพังในที่รโหฐาน สมมติหากฉันเกิดคึกคะนองทางเพศขึ้นมาตามวัย ตามธรรมชาติ ตามฮอร์โมนที่หลั่ง..... แล้วเป็นฝ่ายกระโดดปล้ำพวกพี่เขาเสียเอง ...พวกเขาก็จะไม่ทำอะไรฉัน มีแต่จะบอกฉันว่า อะไรควรอะไรไม่ควร ประมาณนั้น!

การแปรเปลี่ยนและการ "จับคู่" ใหม่ ของ พวกรุ่นพี่แสนรัก ห้าหกคนของฉันมีอิทธิพลต่อ อามรมณ์ความรู้สึกนึกคิดของฉัน ค่อนข้างมาก......พวกเขามี่เรื่องที่เป็น "ส่วนตัว" และเหมือนว่าอะไรๆ ก็ค่อยๆ ถอยห่าง...กันออกไป อาจถึงเวลาที่ฉันต้องคิดเรื่องที่ทางของชีวิตของตัวฉันด้วยตัวของฉันเองแล้วนะ ...ฉันบอกตัวเองเงียบๆ ฉันคงต้องกลับเข้าบ้านของครอบครัวของแม่ฉันอย่างจริงจัง ...อย่างไรแม่ฉันก็เป็นที่พึ่งเดียวสุดท้ายในท้ายที่สุด

จำได้ว่า วันนั้น.... ฉันซมซานอย่างคนอกหัก สะบักสะบอม......กลับมาบ้านแม่! ....ฉันขอแม่ลงเรียน "ม.รามฯ" มหา'ลัย เปิดไปได้สักเทอมหนึ่ง จนเมื่อมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาจริงๆ จังๆ และให้กลับเข้าไปเรียนใหม่ที่ มหา'ลัยเดิมได้ ฉันก็เลยขอแม่กลับไปเรียนที่เดิม แต่ฉันก็ยังไม่ทิ้งที่ลงเรียนไว้ที่ ม.ราม...

ยุคลูกช้าง(ป่า)คืนถิ่น

ฉันกลับเข้าไปลงทะเบียนเรียนใหม่ คณะเดิมคณะวิดยา ใน ภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2524 แต่พอภาคเรียนที่ ๒ ฉันก็ตัดสินใจย้ายไปเรียนคณะมนุษยฯ เพราะฉันลืมสูตรคณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิคส์อะไรหมดแล้ว และก็วุ่นวายหัวจิตหัวใจเกินกว่าจะมีสมาธิมานั่งฟื้น.....ไปเรียนอะไรง่ายๆ พอให้จบๆ ไปได้ละกัน ฉันคิดง่ายๆ ของฉันอย่างนี้ในตอนนั้น แล้วฉันก็กลายเป็นพวก "ลูกช้าง(ป่า)คืนถิ่น" คนแรกๆ ? ถ้าจำไม่ผิด ก็คิดว่าเรียนไปพอถ่วงเวลาเตรียมปรับตัวปรับความคิด เตรียมต้นทุนที่จะมีใบอะไรสักใบออกไปทำมาหากินเลี้ยงชีวิต(?)    เพราะทุนทรัพย์ หรือ "ต้นทุน"  อื่นใด ฉันก็ไม่มี (?)   และยังกลัวการทำมาหากินด้วยตัวเอง โดยต้องรับผิดชอบตัวของตัวเองทุกอย่างทุกประการ...คือฉันยังไม่พร้อม!

 

 

ช่วงกลับเข้าไปเรียนต่อที่มหา'ลัยเดิมใหม่ๆ นี้ พวกรุ่นพี่แสนรักที่ฉันรักแบบ "ติด" เป็นลูกแหง่ทางความคิดมากๆ ของฉันสองสามคน ยังเหมือนว่า จะมี "กิจกรรม" อะไร ไม่รู้ อยู่ที่เชียงใหม่ ก็เลยยังมาอยู่ที่เชียงใหม่กันอีกสักระยะ ฉันก็ยังคงวนเวียนเกาะติดอยู่กับพวกเขา จนพวกเขาโยกย้ายกลับเข้า ก.ท.ม. ฉันก็เลยเคว้งคว้างอยู่ตามลำพัง และเลยได้สะเปะสะปะเข้าไปรู้จักกับคน "นอกแวดวง"

ไปรับเอา ความคิดสามาณย์ทางเพศบางอย่างบางประการ....ที่สอดรับกับแรงขับตามธรรมชาติของฉันในขณะนั้น โดยเหมือนว่าฉันจะหมดหวังกับการมีชีวิตอยู่ในโลก แต่ก็อยากอยู่ดูอะไรต่อมิอะไร ไปอีกสักระยะ แล้วกะว่าจะ "ฆ่าตัวตาย" ตอนอายุ ๓๕ จะขอมีชีวิตอยู่แค่นั้น ฉันจึงใช้ชีวิตอย่างไม่มีสติยั้งคิดถึงผลอะไรที่จะติดตามมา จนถลำเข้าสู่ด้านมืดของพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ฉันเคย "รอดตัว" มาตลอด และเกิดเป็น "บาดแผล" ทางจิตใจ ให้บาดเจ็บกลัดหนองหมองหม่นอยู่ลึกๆ มาจนถึงทุกวันนี้ นึกถึงทีไร ก็ "เจ็บ" ก็ปวดที่ "ใจ" ได้ทุกทีไป.....ฉิบ...มีเซ็กส์เหมือนกินข้าว.....ไอ้บ้า.. [เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันว่า ฉันคงไม่อีหล่ำต่ำฉิบไปได้ถึงขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่ฉันจะมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ให้ "ความมั่นคงทางจิตใจ" แก่ฉันมาแต่ต้น.....ปัจจุบันสถาบันครอบครัวจึงเป็นอะไร ที่ฉันให้ความสำคัญอย่างที่สุด...หมายถึงลูกฉันจะต้องมีทั้งพ่อทั้งแม่...และ ไม่มี "ตัวแบ่ง" ประมาณว่า "ครอบครัวของฉัน" ใครอย่าแตะ...]

ต่อมาก็มีคนอื่นๆ กลับเข้ามาเรียนกันใหม่เยอะขึ้น พวก "ลูกช้าง(ป่า)คืนถิ่น" พวกแรกๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกทาง "ฝั่งสวนสัตว์" ต่อมา ก็จะมีพวกที่ทยอยกันกลับมาจากเมืองจีนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกทาง "ฝั่งสวนดอก" รวมทั้ง รุ่นพี่คนสำคัญที่สุดหนึ่งเดียวในชีวิตจริงๆ [ไม่ใช่ชีวิตในความคิดที่ฉันเคยทึกทักเอาเองอีกต่อไป] ของ ฉัน  ก็กลับมาด้วย

ด้วยความรู้สึกลึกๆ แบบพูดได้ว่า สัมผัสรู้ได้ด้วยประสาทที่หก หรืออย่างไรฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรพิกลในวูบแรก ที่เงยหน้าขึ้นมาเจอหน้าพี่เขาเป็นครั้งแรก นับแต่พี่เขาจากไปเรียนที่เมืองจีนตั้งแต่ตอนยังอยู่ในเขตป่าเขา ว่า พี่เขากับฉันเหมือนว่าจะมีชะตาร่วมกันไปจนแก่เฒ่า (?) ..ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้รู้สึกได้อย่างนั้น และฉันตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับพี่เขาคนนี้ /และก็เป็น "คู่ชีวิต" กันเรื่อยมา....จนบัดนี้!

เป็นการใช้ชีวิตกันไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ ทะเลาะกัน เถียงกัน เพราะพี่เขานอกใจฉันนับครั้งไม่ถ้วน ....เลิกกันไป   แยกกันไป ก็หลายครั้ง   ...ตอนแรกๆ พี่เขาก็เป็นฝ่ายง้อฉัน  ตอนหลังๆ มาฉันง้อเขาลูกเดียวเลย? ฉันกลัวการอยู่ตามลำพัง     แบบไม่มีใครเลย ...กลัวมากๆ

นับเป็นอีกช่วง ที่ชีวิตต้องหัวหกก้นขวิดไปรอบทิศ มีส่วนที่แย่ๆ อยู่มาก แต่ส่วนที่ดีๆ ก็มีไม่น้อย มีทั้งเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ให้ระลึกถึงแล้วนั่งยิ้ม และมีทั้งที่นึกขึ้นได้แล้วก็ให้เจ็บให้ปวดจี๊ดๆ ที่ใจ โดยเฉพาะตรงส่วนที่ "รู้สึก"/"สรุปประมวล" ได้ว่าถูกใครลอบฆ่าลอบแทงด้วยคำพูดคำบอกเล่าอยู่ข้างหลัง [ ฉันค่อนข้างโง่และไม่ค่อยจะรู้เท่าทัน "ผู้คน" คิดย้อนหลังกลับไปเป็นสิบปี จึงได้รู้ว่าถูกใครบางคน "แทงข้างหลัง" แต่ก็เป็นคน "นอกแวดวง" ที่มี "ส่วน" ชักนำหรือกระหน่ำซ้ำเติมให้ชีวิตฉันที่ในช่วงนั้นอีหล่ำต่ำชิบอยู่แล้ว ให้ยิ่งอีหล่ำต่ำฉิบหนักข้อเข้าไปอีก]

ก็ไม่ใช่แต่ฉันเท่านั้นนิ ที่เป็นไปเช่นนี้ เหลียวหลังแลดูไปรอบๆ พิจารณาดูชีวิต ของ ผู้คนที่กลับเข้ามาเรียนใหม่ด้วยกัน ก็มีไม่น้อยที่ดูเหมือนว่าชีวิตจะมีมรสุมปานๆ กันแต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด โดยสภาพการณ์ การ "จับคู่" "เปลี่ยนคู่" "ทิ้งคู่" ยังคงดำเนินต่อไป

หลายคนทิ้งคู่ที่ "แต่งงาน" กันมาตั้งแต่ตอนอยู่ในเขตฐานที่มั่นเขตป่าเขาหรือเขตงานชนบท เหมือนว่า เมื่อคืนกลับสู่สถานภาพเดิมกันแล้ว มีความไม่ลงตัวใน "สถานะ" แห่งคู่ของตนที่เป็น "ผลพวง" ของ การไปใช้ชีวิตต่อสู้อยู่ในเขตชนบทป่าเขา ที่บางคนไปได้คู่เป็นชาวนา แม้จะมี "ลูก"  ด้วยกัน ก็ต้อง ทิ้งเลิกรากันไป   บางคนแม้จะเป็นปัญญาชนเหมือนกัน แต่ก็ว่า ไม่สามารถไปกันได้ก็เลิกร้างกันไปอีก เพื่อนฉันคนหนึ่งเธอต้องดร๊อปเรียนไว้ก่อนไปคลอดลูก แล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ในเทอมต่อไป คนหนึ่งก็ต้องยกลูกให้ไปเป็นลูกบุญธรรมของญาติคนในแวดวง..... เหมือนว่า ตอนนี้ต่างคนต่างตัดสินใจได้อย่างอิสระ อย่างเป็นปัจเจก ไม่มี "จัดตั้ง" ไม่มี "การวิจารณ์วิจารณ์ตัวเอง" ไม่มี "ความรับผิดชอบ" ไม่มี "หัวโขน" แบบว่า "การต้องเป็นแบบอย่าง" หรืออะไรอันเคยมีเคยเป็นมากำกับ !?!

แต่ก็มีพวกรุ่นพี่รุ่นเพื่อนรุ่นน้อง/ผู้คนอันเคยเป็น "คนในแวดวงฉัน" หลายคนมีชีวิตครอบครัวที่เป็นแบบอย่าง....แต่ก็นั่นละนะ มันกลายเป็น "ชีวิตใครชีวิตมัน" กันไปหมดแล้ว(?)

ยังจำชีวิตในช่วงกลับมาเรียนใหม่อีกครั้งตอนที่ฉันใช้ "ชีวิตคู่" อยู่กับรุ่นพี่เขาที่ต่อมาคือ คุณพ่อของลูกชายลูกสาวของฉัน และคือ คุณพ่อบ้านหนึ่งเดียวของฉัน ได้บางช่วงบางตอน...

ช่วงนั้น "เรา" ก็ยังไม่มีหลักแหล่งอันเป็นที่อยู่อาศัยแน่นอน "เรา" อยู่หอนอกมอ.กัน และย้ายไปย้ายมาอยู่หลายหอ...ที่จำได้ก็มี หอพักแม่ทองพูน หอพัก "พี่แต๋วหลังมอ" / เป็นหอน่าจะไม่มีชื่อเลยจำเป็นชื่อเจ้าของหอแทน.....ต่อมาก็เป็นบ้านเช่าเลย แล้วก็มาลงท้ายที่บ้านของน้าสาวกับน้าเขยของฉันเป็นที่สุดท้าย

ช่วงนั้น "เรา" เลี้ยงสุนัขหลายตัว ไปซื้อมาจาก "สวนบวกหาด" บ้าง เก็บมาจากที่โน่นที่นี่บ้าง ....ยังจำชื่อพวกมันได้ เจ้าโฮป  เจ้ากะปุก เจ้ายาหยี เจ้าบ๊อบบี้ .... เลยต้องมีภาระไปคอยหาซื้อกระดูกซี่โครงและคอเป็ดไก่ตามร้านข้าวมันไก่ ร้านข้าวหน้าเป็ด หรือเศษเนื้อราคาถูกๆตามโรงฆ่าสัตว์ มาเลี้ยงเจ้าพวกนี้

ยังจำได้ว่า "เรา"    ชอบจะซ้อนมอเตอร์ไซด์กันไปตามที่ต่างๆ บางทีก็ไปดูบ้าน  ตามหมู่บ้านจัดสรรสวยๆ บนถนนสายเรียบริมคลองประปา...และหวังว่าจะมี อย่างนี้สักหลัง?

ฉันเคยฝันจะมีบ้านของตัวเองที่ทาสีขาว ภายในติดม่านลูกไม้สีขาวทั้งหลัง เตียงนอนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าขนหนู ฯลฯ ล้วนเป็นสีขาว แต่เป็นสีขาวเฉดต่างๆ มีสนามหญ้า รอบบ้านปลูกกุหลาบที่ให้ดอกสีแดงกำมะหยี่ [คิดย้อนหลังไป...ฝัน(อะไรว้า)เช้ยเชย ] และแซมด้วยไม้ดอกไม้ใบนานาพรรณ ที่สำคัญจะต้อง ....มีรั้วที่เป็นสีเขียวด้วยต้นตีนตุ๊กแก ฯลฯ .....รู้สึกจะเป็นจริงได้ประการเดียวคือ มีรั้วที่เป็นสีเขียวด้วยต้นตีนตุ๊กแก!? และ..เออ,ไม้ดอกไม้ใบแซมซะจนรกชัฏ..เป็นป่าน้อยในเมืองใหญ่ไปเลย

บางที "เรา" ก็พากันตื่นแต่เช้าแต่ตีสองตีสามไปหาซื้อผักในราคาขายส่งถูกตามตลาดเช้า / ความจริงน่าจะเรียกว่าตลาดมืดเพราะยังไม่สว่าง แม่ค้าบางคนก็ขายอยู่มุมมืดๆ แสงจากโคมไฟฟ้าถนนส่องมาไม่ถึงดี / มาตุนไว้ ผักหน้าหนาวของเชียงใหม่เยอะจริงๆ

บางทีตอนเย็นๆ "เรา" ก็พากันซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปหาอะไรกินกันตามตลาดไนท์บาร์ซา ตลาดเย็นที่ฝายหินใน มอ. หลังมอ. หรือตอนเที่ยงก็ยังไปหาอะไรกินตามร้านอาหารในเมือง ยังจำ "ร้านลาบเป็ดวีระ" ได้ และอีกหลายร้านจำไม่ได้....เชียงใหม่ร้านอาหารอร่อยๆ เยอะมาก

ตอนเช้าๆ เกือบทุกเช้า ตอนอยู่หอพี่แต๋วหลังมอ  "เรา" จะพากันแต่งชุดวอร์มสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว กายบริหารอุ่นเครื่องด้วยกระบวนท่าของ นักเรียนการเมืองการทหารแต่ครั้งตอนอยู่ในเขตป่าเขา แล้วจึงออกวิ่ง ตอนเย็นบางเย็น "เรา" จะพากันไปว่ายน้ำที่สระ "รุจิรวงศ์" ใน มอ. ความจริงฉันไม่ชอบออกกำลังกายอะไร..ก็เลยได้รู้จักออกก็ตอนนี้

 

 

ฯลฯ

นั่นเป็น "เรา" ที่ฉันรู้สึกดี เป็น "เรา" ที่ฉันชอบ เป็น "เรา" ที่ให้ความรู้สึกว่า ชีวิตมี "เพื่อน" ที่จะจูงมือก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน....จริงๆ แต่ก็นั่นแหละ อะไรก็ไม่มีแต่ดีด้านเดียว ฉันก็จึง ยังมี "เรา" อีกด้านที่ไม่ให้ความรู้สึกดีอย่างนี้ เป็นพฤติกรรมด้านมืด พฤติกรรมด้านฝ่ายต่ำของมนุษย์ / การนอกใจ-มือที่ ๓ เพื่อนรุ่นน้องที่เอ๊าะๆ เรียนเก่งทั้งยังใหม่สดและซิงกว่า สถานภาพทางสังคมเหนือชั้นกว่า(?) และ การยุแยงแทงข้างหลัง  อีกทั้ง อบายมุข-เหล้า-เบียร์-บุหรี่-กัญชา-ผู้หญิงขายตัว -เด็กพาณิชย์- นางทางโทรศัพท์(?) ฯลฯ / ซึ่งเป็น "เรา" ที่ไม่น่าจดจารบันทึก ....และก็เพราะเป็นอะไรที่ "ฝ่าฟัน" และ "ผ่านพ้น" มาได้....ก็ว่าดี ก็ว่าบุญโขแล้ว..!?

 

แล้วฉันก็ .... เรียนไปเรียนมาจนจบ ...และ ได้ "กระดาษ" แผ่นนั้นมาในที่สุด! ไชโย! เออ,แล้วจะไปทำมาหากินอะไร(วะ)เนี่ยะ เคยแต่ "ทำงานบ้าน" ของ "ครอบครัวแม่" แล้วก็เกาะแม่กิน ตอนอยู่ป่าก็ตระเวนตะลอนขอ "ชาวบ้าน" กิน...

 

 

 

 

 

 

 

.

นกขมิ้น

คำร้อง-ทำนอง  ไสล  ไกรเลิศ
ขับร้อง   นริศ  อารีย์  
                                  (บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2498 )                              
ขับร้อง   ดิอิมพอสซิเบิ้ล

ค่ำคืน ฉันยืนอยู่เดียวดาย
เหลียวมองรอบกาย มิวายจะหวาดกลัว
มองนภามืดมัวสลัวเย็นย่ำ ค่ำคืน เอ๋ย ฮืม..... ..

ยามนภาคล้ำไป ใกล้ค่ำ
ยินเสียงร่ำคำบอกเจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกขจรนกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย เอ๋ย เล่านกเอย .

อกฉันทุกวันเฝ้าอาวรณ์
เหมือนคนพเนจร ฉันนอนไม่หลับเลย
หนาวพระพายพัดเชย
อกเอ๋ยหนาวสั่น สุดบั่น ทอน ฮืม..... ..

ยามนี้เราหลงทางกลางค่ำ
ยินเสียงร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอก เอ๋ย
เจ้าดอกขจร ฉันร่อนเร่ พเนจร
ไม่รู้จะนอน ไหน เอย เอ๋ย โอ้ หัวอก เอย

บ้านใดหรือใครจะเอ็นดู
รับรองอุ้มชู เลี้ยงดูให้หลับนอน
นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น
อกฉันหมอง ฮืม..... ..

ทนระกำช้ำใจยามค่ำ
ยินเสียงร่ำ น้ำตก โอ้หัวอก เอ๋ย
โอ้อก อาวรณ์ ฉันไร้คู่ร่วมคอน
ต้องฝืนนอนหนาวเอย เอ๋ย โอ้ หัวอก เอย .

.เมื่อมองหมายปองก็แลเห็น
หวิวในใจเต้น เหมือนเป็นเพียงแต่มอง
เหมือนพบรังจะครอง แต่หมองเกรงที่
หวั่นจะมีเจ้าของ ฮืม..... ..

ฟังสำเนียงเสียงเพลงครวญคร่ำ
ใครหนอร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอก เอ๋ย
เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำนี้ จะนอนไหนเอย เอ๋ย นอน ที่นี่ เอย.

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Intro2519Me

ช่วงปี 2518-2519

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2528-2550

 

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand