ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2518-2519

 

 

 

 

 

 

บทที่ 9 / "หอพัก แคนทีน  สนามหญ้า/สนามฟุตบอล ศาลาธรรม สวนดอก ท่าแพ ใต้ถุนตึกบางคณะ และการชุมนุมประท้วง" กับ "ผู้คนและรุ่นพี่แสนรัก"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตช่วงปี 2518-2519 ที่ใช้ชีวิตอยู่ทั้งในและนอกรั้วมหา'ลัยเชียงใหม่ อาจเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ แต่เหมือนมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย  แต่ละวันที่ผ่านไป....เหมือนมีอะไร ให้ตื่นตัวตื่นใจอยู่ตลอดเวลา   ...แต่ไม่ใช่เรื่อง "การเรียน" ตามตำรา ตามหลักสูตร ตามปกติอีกแล้ว เหมือนว่าฉันจะเดินออกจากห้องเลกเชอร์อย่างแทบจะถาวร จะแวะเวียนเข้าไปก็ตอนสอบเท่านั้น หรือไม่ก็ "drop" ไปเลย

เพราะ "การเรียน" และการได้ "รู้" เรื่องอะไรๆ นอกหลักสูตรนอกตำรา เกี่ยวกับผู้คน การมองโลก มองสังคมในแง่มุมแปลกๆ นั้น มันตื่นเต้นสนุกสนานมีชีวิตชีวากว่ามาก ชีวิตส่วนใหญ่ของฉันในช่วงนี้จึงวนเวียนอยู่ตาม หอพัก แคนทีน/โรงอาหาร  สนามหญ้า/สนามฟุตบอล ศาลาธรรม สวนดอก ท่าแพ ใต้ถุนตึกบางคณะ และกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการชุมนุมประท้วง และเป็นเสมือน "ห้องเลกเชอร์" และ "ห้องสมุด" ที่ไร้รูปแบบและไม่เป็นทางการสำหรับฉัน

ที่เร้าใจอย่างยิ่ง ก็คือ เวลาประท้วงจะมี วงดนตรีเพื่อชีวิต เจ้าประจำก็วง คมเคียว ของคณะแพทย์ มช. แล้ว บางทีก็พวกวงดนตรีเพื่อชีวิตจากกรุงเทพฯ อย่าง คาราวาน ต้นกล้า กรรมาชน ฯลฯ...มาเล่นด้วย ซึ่งให้บรรยากาศที่สนุกสนานและเร้าใจ ที่ฉันจะชอบมาก แต่ฉันจะนั่งฟัง นั่งดู อยู่รอบนอกๆ เพราะตบมือ กระทืบเท้า โยกตัวอะไรกับเขาไม่ค่อยถูกจังหวะ จึงชอบดู ชอบฟังอยู่รอบนอกๆ....โดยเฉพาะเพลง   ที่มีท่วงทำนองของภาคอีสาน.... จำเนื้อร้องกระท่อนกระแท่นได้อยู่เพลงหนึ่ง...

"...แป้นเอิดเติด สายน้ำระเหิดระเหยหาย ทุ่งโล่ง โจ๊งโป๊ง ไม้ยืนตาย ลมแล้ง แรงร้าย อยู่ตาปี อีสาน แดนดินที่ดาลเดือด สายเลือดปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ธรรมชาติไม่ปราณี ทุรชาติย่ำยีกินแรง

ว่างเปล่าเหลือแสน แป้นเอิดเติด รอระเบิดกาลเวลาถล่มสิ้น ผู้กดขี่สูญสลายจากธรนิณทร์ ว่างเปล่าเหมือนดินถิ่นอีสาน..."

พอเพลงนี้ขึ้นทีไร ฉันจะ...นึกถึงสองข้างทางที่รถบัสแล่นผ่าน ยามฉันกลับไปเยี่ยมบ้าน ที่ อีสาน ตอนมาเรียนมัธยมปลายอยู่กรุงเทพฯ มันจะมีต้นไม้ใหญ่ยืนตายซากอยู่กลางท้องทุ่ง ซึ่งชูกิ่งก้านดำๆ เกลี้ยงเกลาปราศจากใบ  ฉันชอบมองก้านกิ่งหงิกๆ งอๆ ปลายกิ่งเล็กเรียว กลืนหายไป ในผืนฟ้ากว้างสีฟ้า......นึกถึงการที่ต้องเอารถลาก ไปเข็นน้ำมาไกลๆ มาจากบึงที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง..นึกถึง  เปลวแดดระยิบเหนือผืนนาที่แตกระแหงแห้งผากใกล้ทางรถไฟ ใกล้บ้าน..

ตามสถานที่เหล่านี้กับกิจกรรมการชุมนุมประท้วงที่มีขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ ไม่ที่นั่นก็ที่นี่ ทำให้ฉันรู้จัก ผู้คนกุรุสหนึ่ง/จำนวนหนึ่ง ผู้คนที่มีอะไรทางความคิดความอ่านและวัตรปฏิบัติต่างไปจากพ่อแม่พี่น้องวงศาคณาญาติ และทุกผู้ทุกคนบรรดาที่ฉันรู้จักก่อนหน้าที่จะเหยียบย่างเข้าไป ในรั้วมหา'ลัยที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศแห่งนี้

ก็ไม่รู้จะ "สถาบันนิยม" หรือเปล่า แต่ฉันก็เห็นว่า มช. เป็นมหา'ลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทยละกัน ก็เห็นมาหลายมหา'ลัย ทั้งรูปแบบอาคาร ต้นไม้ใบหญ้า ภูมิทัศน์ และผู้คน ก็ยังไม่เห็นมีที่ไหนในประเทศนี้ที่จะสวยสู้ได้นะ !?!

ยังจำต้นไม้ต้นหนึ่งได้ อยู่ด้านหน้ามหา'ลัย เลยศาลาธรรมมาหน่อยหนึ่ง สูงประมาณสองเมตร ลำต้นไม่ใหญ่ ไม่รู้ว่าชื่อต้นอะไร เมื่อยามออกดอกจะไม่มีใบเลย   มีแต่ดอกกลีบบอบบางสีเหลือง เมื่อบานแล้ว  ดอกจะร่วงพราว หมุนคว้าง       ลงมาดารดาษเหลืองอร่ามที่พื้นดิน...

ฉันชอบไปนั่งมองนานๆ....เป็นบางเวลา....ที่...นึกถึง........ใครบางคน.........ที่นึกแล้วทำให้หัวใจฉันเต้น..ตึกตักๆ......แล้วก็ไม่กล้าจะบอกใคร...

ผู้คนที่ฉันรู้จัก ประทับใจ และ...ยังจำได้ในช่วง 2 ปีดังกล่าวนี้ ฉันจะมี "รุ่นพี่แสนรัก" (เลียนแบบมาจาก "ต้นส้มแสนรัก" หนังสือแปลที่ฉันชอบอ่านมากนะ อ่านอยู่ 3-4 รอบ ) ที่ฉันผูกพันเป็นบ้าเป็นหลัง อยู่ 6-7 คน  พี่จ-ดำ พี่จ-ขาว พี่ก-1  พี่ต-1 พี่ต-2 พี่ช พี่อ  พวกนี้เป็นรุ่นเดอะสุดที่ฉันรู้จัก

แล้วก็ที่ รักบ้าง เฉยๆ บ้าง แต่ผูกพัน รองลงมาก็มี พี่ป-รัฐ พี่ก-2 พี่นเรศ พี่ก-ทันตะ พี่บ-ช พี่พ-กลุ่มผู้หญิง และก็พี่อะไรอีกน๊าอยู่คณะเทคนิคฯ จำชื่อไม่ได้ เป็นรุ่นพี่อีกคนนึงที่หน้าตากระดำกระด่างเหมือนชาวบ้านไม่มีผิด มีแต่แววตาเท่านั้นที่ส่งประกายฉลาดเฉลียวระยิบให้ฉันจับได้ว่าน่าจะไม่ใช่ชาวบ้าน แล้วก็ พี่ซี พี่วิ  พี่ปี้ พี่เจ๊ก พี่จิ๊ด พี่เพ็ญ พี่ป....ก็อีกหลายคน ที่คลับคล้ายคลับคลา ว่า จะจำได้แต่หน้า นึกชื่อไม่ออก......นี่ถ้าไม่รีบเขียนไม่รีบบันทึกไว้ ฉันคงหลงๆ ลืมๆ ไปหมด...

แล้วก็รุ่นเพื่อนของฉัน..ไอ้ไก่ ไอ้พร  ไอ้โล้น เลิศ(เรดิโอ) ไอ้ไผ่ ไอ้รักษา/ สามคนหลังนี่เป็นชื่อจัดตั้งตอนอยู่ในป่าชื่อจริงอะไรก็จำไม่ได้....

เออ, ที่รุ่นเดียวกันนี่ ฉันจำชื่อใครแทบจะไม่ได้เพราะฉันจะมัวไปขลุกอยู่แต่กับพวก "รุ่นพี่แสนรัก" อยู่ 6-7 คนนั่นเสียแหละมาก...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รุ่นพี่แสนรักของฉัน คนหนึ่งก็ พี่จ-ดำ เป็นรุ่นพี่วิดยา ปี 3 เป็นคนน่ารักมากกก...เป็นน้องสาว/คนสุดท้องหรือเปล่านะ?/ของนักการเมืองมีชื่อคนหนึ่งของจังหวัดระยอง ผิวคล้ำออกดำ แบบลูกน้ำเค็ม?

มีใครไม่รู้ "อำ" ว่า "วันนั้น กรุง ศรีวิไล มาเยี่ยมที่หอ คนมุงดูกันใหญ่" หลอกให้ฉันเข้าใจผิดอยู่นานว่า พี่เธอเป็นน้องของ ดาราภาพยนตร์ "กรุง ศรีวิไล" เพราะหน้าเหมือนมาก พี่จ-ดำจะเป็น หน้าที่ยิ้มอยู่ตลอด เพราะมุมปากจะงอนขึ้นเหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลา บางทีเดินไปด้วยกันก็มีคนยิ้มให้ บอก "พี่จ-ดำรู้จักเค้าเหรอ" พี่จ-ดำบอก "ไม่รู้จัก" แล้วเราก็หัวเราะกัน  เป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่ฉันรู้สึกผูกพันค่อนข้างมากในช่วง 6-7 ปีนั้น ทั้งช่วง 2 ปีใน มหา'ลัยและอีก 4-5 ปีในป่า และเวลานึกถึงพี่เธอทีไร ฉันเป็นต้องเผลอยิ้มคนเดียวทุกที...

ฉันยังจำได้ตอนที่อยู่ในป่า เรา-นักศึกษาทุกคนที่เข้าไปอยู่ในป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยล้วนต่างมี "ชื่อจัดตั้ง"/ตายจริง! ฉันจำชื่อจัดตั้งพี่จ-ดำไม่ได้แล้ว / มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากออกจากโรงเรียนการเมืองการทหาร ไปสังกัดหน่วยงานที่ต่างกันและไม่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันเหมือนเมื่อก่อน แล้วก็ไม่ได้เจอหน้ากันนานแล้ว เผอิญวันหนึ่งเกิดเดินสวนกันโดยบังเอิญ พี่เธอเดินขึ้นมาจากตีนภู ฉันกำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินกึ่งถลาลงมาจากสันภู พอมาเจอกัน เราต่างหยุดกึก จ้องหน้ากัน..

พี่ จ-ดำ " ไอ้ต้--!"

ฉัน "พี่ จ-ดำ"

เราต่างคนต่างตะโกนเบาๆ เรียกชื่อจริงของกันและกัน แล้วก็หัวเราะ เหมือนว่า เราสงสัยหรือให้แน่ใจว่า เรายังเป็นเราอยู่หรือเปล่า? หรือ เพื่อตอกย้ำว่าเราจริงๆ เป็นใคร มาทำ "อะไร" อยู่ที่นี่ ที่ในป่าในเขานี้หรือ?

คนหนึ่งก็ พี่จ-ขาว ก็เป็นรุ่นพี่วิดยา ปี 3 เหมือนกัน มีอีกฉายาหนึ่งว่า "จ-กลัวแมว" เพราะจะกลัวแมวมากและน่าจะแพ้ขนแมวด้วย พี่เค้าผิวขาวแบบลูกคนจีน ฉันว่า  พี่เค้ามาจาก ครอบครัวพ่อค้าวาณิชย์

พี่เค้าเป็นลูกคนกลาง มีพี่น้องเยอะ มีบุคลิกอบอุ่น เป็น "ผู้นำ" สนใจเอาใจใส่รุ่นพี่รุ่นเพื่อนรุ่นน้องทุกคนเลย...อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นอะไรที่เหมือนจะพึ่งพาทางความคิดได้แทบทุกเรื่องทุกราวยามยาก พี่เค้าเหมือนว่าจะเป็นคนที่สามารถ "เอาตัวรอด" ได้ในทุกสภาพสังคม เป็นแบบ "ชนชั้นประชุม"        หรือ "ชนชั้นบริหาร" อะไรประมาณนั้น ก็เป็นรุ่นพี่ผู้หญิง ที่ ฉันรักมากที่สุด และก็ยังรู้สึกรักและผูกพันอยู่ในใจ......จนบัดนี้(2547)  ...แม้อาจจะเป็นรักข้างเดียวก็เถอะนะ

คนหนึ่งก็ พี่ก-1 น่าจะเป็นรุ่นพี่จากคณะศึกษาฯ ถ้าจำไม่ผิด ปี 4/5  /แล้วก็กลายเป็นรุ่นพี่ ปี 5/6 โน่นน่ะ ตอนฉันอยู่ปี 2 วีรกรรมของพี่เค้า ที่คนเล่าขานกันมา คือ การนุ่งผ้าถุงแบบชาวบ้านๆ ขึ้นเครื่องบิน จนญาติที่มารับที่สนามบินจะพาลเป็นลม / รู้สึกสมัยนั้นคนขึ้นเครื่องต้องไฮโซมากนะ ต้องมีเงินนะ-ซึ่งฉันสมัยนั้น รู้จักแต่รถเมล์-รถบัส-รถสองแถว ขนาดแท็กซี่ฉันยังไม่มีปัญญาจะขึ้นเลย-แพง! / พี่เค้าเป็นผู้หญิงผอมๆ บางๆ หน้าตาน่ารักมากๆ ใจดี ชอบไว้ผมทรง "คลีโอพัตรา"/ผมม้าตัดตรง ยาวประบ่า เป็นลูกเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรเก่าแก่ชื่อดังหมู่บ้านหนึ่ง

ภาพพี่เค้า ที่ฉันจำได้ติดตา คือ ภาพที่พี่เธอสไลด์มือผ่านโต๊ะอาหารเอากะตังให้รุ่นพี่อีกคนหนึ่ง... พี่ต-1...ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม..ว่าพี่เขาเป็นแฟนกัน ซึ่งฉันก็เชียร์  เพราะ ก็ชอบพี่เขาทั้งคู่ รู้สึก "ผูกพัน"  เพราะก็แอบทึกทักเอาพวกเขาเป็น "ครอบครัว" /เป็น "คู่รัก" ในอุดมคติ ...ก็อยากเห็นความสัมพันธ์ของพวกเขางอกงามต่อยอดเป็น "ครอบครัว" ในอุดมคติอะไร ที่มั่นคง  ให้ฉันยึดเหนี่ยวทางจิตใจ "เล่นๆ" แทน "ครอบครัว" จริงๆ     ที่บ้านแตกสาแหรกขาดของฉัน... หรือ อย่างไรก็บอกไม่ถูก...แต่มันก็ไม่เป็นไปอย่างนั้น!

คนหนึ่งก็ พี่ต-1 รุ่นพี่คนนี้ตอนแรกที่ได้ยินชื่อก็นึกว่าเป็นผู้หญิง พอเห็นหน้า เป็นผู้ชาย ก็รู้สึกแปลกๆ เออนิ ผู้ชายอะไรชื่ออย่างนี้ แล้วก็ชินไปเอง เท่าที่รู้พี่เค้าเป็นลูกคนกลาง มีพี่น้องหลายคน หลานๆ ก็เยอะ แต่มีลูกน้อยเพียงคนเดียว พี่เค้าเป็นน้องชายนายตำรวจ ระดับผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจสมัยก่อน ปัจจุบัน(2547) พี่ชายพี่เค้าก็เป็นวุฒิสมาชิกไปแล้ว พี่เป็นคนภาคอีสาน จากบ้านกุดน้ำใส จังหวัดร้อยเอ็ด

พี่ต-1 เป็นที่รักของใครๆ หลายคน รวมทั้งฉัน ฉันชอบฟังพี่เค้าพูดพี่เค้าคุย ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  แต่ก็ชอบฟังน่ะ เป็นอะไรที่ฉันอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เป็นอะไรที่เหมือนว่าจะพูดคุยได้ทุกเรื่องทุกราว ไม่เคยจะว่าอะไรให้ฉันเสียใจ หรือ จะเคยว่า ฉันก็อาจไม่ใส่ใจไม่โกรธ..แต่อาจมี บางครั้งบางคราว     ที่ฉันก็จะแอบไปน้อยใจเล็กๆ..ก็รัก และ   ผูกพันกับพี่เขา มากๆ พอๆ กับพี่จ-ขาว   หรืออาจมากกว่านิดหน่อย....    

ก็ยังเป็นความรู้สึกที่จำได้ ว่า พี่เขาเป็นอะไร ที่เหมือนว่า อยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกปลอดภัยอบอุ่นทุกเงื่อนไข เหมือนว่าอย่างไรพี่เค้าก็จะไม่ทำร้ายฉัน ทุกเรื่องทุกราว... ก็คิดเอาเองว่าจะเป็นอย่างที่คิด !?!

โดย "ส่วนตัว" พี่เขาอาจ "หักอก" ใครๆ ไปเสียหลายคน...ทำให้ "ครอบครัว" อุดมคติ ที่ฉันอุปโหลกขึ้นในหัวฉัน มันพังทลายและแตกสลายออกเป็นชิ้นๆ ไปชั่วขณะ จนพี่เธอมาลงเอยกับเพื่อนวิดยารุ่นเดียวกันกับฉัน เป็นครอบครัวเล็กๆ น่ารัก...ชิ้นส่วนแตกๆ ในความคิดของฉันเกี่ยวกับพี่เขา จึงค่อยปะติดปะต่อเข้ากันใหม่แบบมีร่องรอยร้าวๆ เมื่อนึกถึงหน้าใครต่อใครที่พี่เธอไป "หักอก" เขาไว้ บางคนก็เป็นคนที่ฉันก็รักและผูกพันเช่นกัน เออนิ เท่าที่รู้ๆ ก็ว่าพี่เค้าสร้าง "วีรกรรมส่วนตัวส่วนตน" ไว้กับใครๆ ค่อนข้างเยอะ?

แต่ก็เออนะ ยังมีรุ่นพี่รุ่นเพื่อนของฉันหลายคน ที่มี "ครอบครัวมั่นคง"   ได้โดยไม่ได้ทำให้ใครต้องมีบาดแผลทางจิตใจ ...แต่บางคนก็ทิ้งทอดเทกระจาดกันไปเลย   แล้วบางคนก็เออ,อยู่มาได้จนอายุจะ 50  จึงเพิ่งแต่ง..แต่บางคนก็ โอ้โห มีภรรยาเป็นคนที่สี่ที่ห้า แบบมีแล้วก็เลิก เลิกแล้วก็มี จนคนสุดท้าย นี่อายุน้อยกว่าฉันมากๆ ปานว่ารุ่นลูกโพ่นน่ะ...

เออนิ,  วูบๆ หนึ่ง ฉันก็เสียความรู้สึก ว่า มันยังไงๆ ไม่รู้ สงสัยว่า ใครบางคนเป็นเฒ่าตัญหากลับ ...หรือเปล่า? หรือว่าฉันมัน Platonic friendship มากไป? / หลงใหลในความสัมพันธ์ทางความคิดเชิงอุดมคติมากไป?

ในความรู้สึก  ฉันอาจ ไม่อยากอนุญาต     ให้  "คนในวงการของคนในอุดมคติ ที่ฉันอุปโหลกของฉันเอาเอง"  เหล่านี้     เป็น "เฒ่าตัญหากลับ" แต่มันก็ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของฉันหรอกนิ ฉันก็จึงต้องทำใจ ว่า เป็นคนละส่วนไม่เกี่ยวกันกับฉัน...

บางความรู้สึก ฉันก็อยากจะคง "ความรู้สึกเดิมๆ" ของฉันที่มีต่อใครๆ บางคนที่ฉันแสนรักไว้   เพื่อไม่ให้ตัวตนของฉันในโลกนี้ต้องดำรงอยู่อย่างรู้สึกโดดเดี่ยวเกินไป เพราะไม่มีใครมี "คุณสมบัติแบบอุดมคติ" ให้ผูกพันติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนอะไรๆ ในเชิงอุดมคติ...อีกต่อไป !?!กระมัง? มันใจหายน่ะ!

คนหนึ่งก็ พี่ต-2 รุ่นพี่คนนี้เป็นรุ่นพี่เพียงคนเดียว ที่ต่อมา ทำให้ใจฉันเต้นตึกตักๆ เวลาเห็นหน้า เห็นพี่เขาครั้งแรกก็ตอนไปออกค่ายที่อำเภอแม่เลียง ขณะนั่งอยู่ริมฟุตบาทข้างถนน ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้าน รูปลักษณ์กลมกลืนและเหมือนชาวบ้าน พี่เขาเป็นรุ่นพี่ที่ไม่ค่อยได้เข้ามาทำกิจกรรมในมหา'ลัย พี่เขาอยู่ "โครงงานชาวนา"  รุ่นพี่คนนี้เป็นอะไรที่มีอิทธิพลทางความรู้สึกกับฉันมากเลย...

เป็นอะไรเหมือนมาในความฝัน เป็นเหมือนหยดน้ำค้างใสพิสุทธิ์ยามเช้า ส่งประกายพราวพรายอยู่ปลายใบหญ้า ให้ฉันได้มองเห็น  พอเมื่อแสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องก็ระเหยกลายเป็นไอ จางหายไปในอากาศ  ไม่ทันที่ฉันจะได้สัมผัสจับต้อง......!?!

เหลือเพียงความทรงจำ ให้ฉันแอบไห้หาอยู่ลึกๆ... ด้วยความรู้สึกเหมือนว่ายังมีอะไรค้างคาอัดติดแน่นตึ๊บในใจอยู่ไม่รู้วาย          

เหมือนฉันยังเป็นงง ๆ ว่า ...ทำไม...ทำไม...และทำไม...จนบัดนี้!

คนหนึ่งก็ พี่ อ.1 รุ่นพี่คนนี้ เป็นอะไรที่น่ารักมากๆ เป็นคนใต้ ตัวใหญ่เหมือนหมีขาวขั้วโลก..อ้อ,ไม่ใช่สิ ต้องเป็นหมีกริสรี่เพราะพี่เขาตัวดำ /ก็แบบคนใต้/ พี่เขาเป็นหลานนักการเมืองใหญ่ภาคใต้ เป็นรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยยามอยู่ใกล้ ๆ

ก่อนเข้าป่า ฉันอาจไม่ค่อยสนิทกับพี่เขาคนนี้มากนัก จนเข้าป่า...ก็จำว่าพี่เขาเป็นตัวเชื่อมขึ้นๆลงๆ ระหว่างเขตป่าเขากับเขตเมือง     เวลาพี่เขากลับจากเมืองมา ก็จะคอยฟังว่าจะมีอะไรจากในเมืองมาบอกเล่า......ครั้งหนึ่งก็ว่าตื่นเต้นมากว่า ในเมืองมีถุงหิ้ว เป็นถุงพลาสติกบางๆ ว่าหิ้วได้เลยไม่ต้องใช้ยางรัดแล้ว...

ที่ประทับใจมากก็ตรงพูดให้กำลังใจฉัน ที่ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ค่อยมีความสามารถจะทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันอย่างกับใครอื่นเขา และมักจะเป็นผู้มีความคิดล้าหลังอยู่ท้ายสุดของขบวนเสมอ และเหมือนว่าฉันต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร อย่างได้รับมอบหมาย  ให้ไปสอนหนังสือเด็กม้ง    ก็ได้แต่สอนหนังสือจริงๆ ร้องรำทำเพลงไม่เป็น..เวลามีงานฉลองอะไรที ต้องไปประสานตามเอาคนจากกองโน้นกองนี้ จากที่โน่นที่นี่ มาสอนเด็กของตัวเอง...แต่เพื่อนฉันมันทำได้หมด แต่ เออ,พี่เขาก็พูดให้ฉันมีกำลังใจทำนอง ว่า   "เฮ้ย,นี่ ไปพูดให้ใครมาทำอะไร อย่างที่ต้องการให้ได้นี่..เป็นความสามารถขั้นเอกอุระดับบริหารเชียวนะไอ้(ชื่อฉัน)" ฉันเลยเป็นปลื้มตัวเองขึ้นมาบ้าง..เล็กๆ เออ, ไม่ต้องทำอะไรเองพูดให้คนอื่นมาทำให้ได้ ก็จัดเป็นความสามารถ...อือ,ดีแฮะ

เจอกันครั้งสุดท้าย เมื่อหลายปีมาแล้ว ถามพี่ทำมาหากินอะไรอยู่นี่ พี่บอกยิ้มๆ เป็น "นักล๊อบบี้ยิสต์!" / มีคนเดือนตุลาอยู่ในรัฐบาลหลายคน / แล้วพี่ล๊อบบี้โครงการอะไร อยู่เหรอ? พี่บอก "เฮ้ย,ไม่ใช่..พี่หมายถึงนั่งกินกาแฟตามล็อบบี้ของโรงแรมไปเรื่อยๆ น่ะ.." /แบบซ้ายคอฟฟี่ช็อป? ฉันนึกในใจแล้วเลยหัวเราะ....

ถึงไม่เห็น ไม่ได้ข่าว    ก็เชื่อว่า   พี่เขาคงยังทำอะไรที่ดีๆ .ให้โลกมนุษย์ใบนี้อยู่บ้างอ่ะนะ ทำไมถึงเชื่ออย่างนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน..ฉันคงจะกำลังปลอบใจตัวฉันเองอยู่ก็ได้

ก็ยังมีพี่ ช.อีกคน เป็นนักหนังสือพิมพ์/เดี๋ยวนี้ก็ยังทำหนังสืออยู่ พี่คนนี้เป็นผู้ใหญ่มากๆ เลย และก็เกือบจะเป็นพี่ใหญ่สุดของกลุ่มพวกรุ่นพี่ฉันด้วย พี่เป็นพวกรุ่นเดอะ พี่เขาชอบทำหน้าผะอืดผะอมเหมือนไม่ได้ถ่ายมาหลายวัน เวลาฉันมีคำถามแปลกๆ ก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างว่าถามอะไรพี่เขาถึงทำหน้าแบบนั้น แต่สีหน้าแบบนั้นนี่จำได้ติดตาเลย...

ย่างตอนอยู่ในป่าพี่เขาเป็นหัวหน้ากองหนึ่งหรือสองหรือทั้งสองกองนะจำไม่ได้ กองนี้มีทั้งคนม้ง คนใต้ แต่คนม้งเสียแหละมาก

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับพี่ช.มองดูคนม้งที่เป็นหัวหน้าหมู่คนหนึ่ง ที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วมาก (ในภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา) แต่ก็ซื่อ มากๆ น่ารักแบบซื่อๆ ตัวเตี้ยๆ เล็กๆ แต่แกร่งๆ แล้วฉันก็หลับตานึกถึง การรบที่เป็นแบบแผน (ในภูมิประเทศราบโล่ง มีแต่ท้องนา) นึกถึงโรงเรียนเตรีมทหาร นึกถึงนายทหารฝ่ายรัฐบาล ที่ โหดๆ วอกๆ อกผายไหล่ผึ่ง มาร์ทๆ เท่ห์ๆ ฉันถาม "พี่ ช. ทหารม้งนี่ จะเป็นผู้บังคับบัญชาของ คนพื้นราบ ได้เหรอ?" / "คนพื้นราบ" เป็นคำที่เราพวกในป่าใช้เรียกคนไทยนอกเขตป่าเขา/ พี่เขาทำหน้าอย่างที่บอก แล้วพูดทำนองว่า ต้องเชื่อมั่นในมวลชน...!?! ซึ่งฉันก็ยังคงเป็นงงๆ ว่า มวลชนซื่อๆ จนแทบจะทื่อๆ ตรงๆ อย่างนี้ จะเอาชนะไอ้พวกวอกๆ ของฝ่ายตรงข้ามได้หรือล่ะ?

อีกคนก็ พี่ อ.2 คนนี้เป็นน้องชายนายทหารยังเตอร์กคนดังคนหนึ่ง นามสกุลเพราะดี /พี่คนนี้ไม่ใช่พวกมาจาก  มช.   ถ้าจำไม่ผิด  น่าจะเป็นพวกมาจาก...   ธรรมศาสตร์      แต่มาอยู่ที่เดียวกับพวกรุ่นพี่ มช.ของฉันตอนอยู่ในป่า เป็นพวกผ่าเหล่าผ่ากอ/คือ ไม่ใช่พวก มช. หรือ วิทยาลัยครูเชียงใหม่/ เข้ามาพร้อมๆ กับ "พี่เล็ก"/ปรีดี บุญซื่อ หนึ่งใน ๑๓ ขบถเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ฉันจำได้เกี่ยวกับ พี่ อ.2 คือว่า พี่ท่านเป็นพวกที่ชอบพูดอะไรเป็นนามธรรม มีศัพท์แปลกๆ    ให้ต้องตีความได้อยู่เรื่อยๆ  บุคลิกกร้องแกร้งๆ สะโอดสะองใส่แว่น พิถีพิถันกับรูปแบบของตัวเองจนใครว่า เจ้าสำอาง ก็จำไม่ได้ ที่จำได้ติดสมองก็ครั้งหนึ่งพวกรุ่นพี่ฉันจับกลุ่มคุยกัน ต่างพากันว่าตัวเองเป็นพวก "ฆ่าได้ หยามไม่ได้" มีแต่พี่เธอคนเดียวที่บอกว่า เป็นพวก "หยามได้ ฆ่าไม่ได้"

และ ฉันก็ไม่นึกเลยว่าต่อๆ มา ฉันเองก็ต้องยึดคตินี้ "หยามได้ ฆ่าไม่ได้" มีหลายต่อหลายครั้งที่ฉันต้องทนให้คนอื่นหยามเอา เหยียดเอา เยาะเอา เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะถ้าถือคติ "ฆ่าได้ หยามไม่ได้" ก็คงต้องบรรลัยกันไปข้าง   โดยเฉพาะ ในการใช้ชีวิตคู่ ของ   การเป็น "สามี-ภรรยา"...หรือแม้กระทั่ง การดำรงตนอยู่ในสังคม ท่ามกลางคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ไม่ลงรอยกัน...

แล้วก็พี่ป.-รัฐ พี่คนนี้เป็นลูกนักกฎหมายใหญ่ ที่คุณพ่อของพี่เขาเขียนตำราทางกฎหมายไว้หลายเล่ม พี่เขาเป็นคนสูงใหญ่เก้งก้างบึกกึก หน้ากลมๆ ตลกดี...พูดอะไรให้ขำได้อยู่เรื่อยๆ ไม่เคยเห็นพี่เขาโมโห เพราะงานที่พี่เขาทำเหมือนเป็นอะไรที่ลับๆล่อๆ เดี๋ยวหายไปเดี๋ยวก็โผล่มา....เหมือนเป็นตัววิ่ง..วิ่งไปวิ่งมา ฉันเลยจำอะไรที่เป็นสาระเกี่ยวกับพี่เขาไม่ค่อยได้เลย

จำได้แต่ท่าทางที่พี่เขาเลียนแบบท่าลิงคิงคอง ที่ย่อตัวลงเอากำปั้นทุบอกบึกบักๆ จนฉันและใครๆ พากันหัวเราะท้องแข็ง...ก็พี่ท่านทำเหมือนจริงๆ ..ซึ่งจริงๆ คุยกันเรื่องหมี ว่าถ้าเจอหมีทำไง..

ออกจากป่ามาก็เห็นพี่เขาอยู่ช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่ง แล้วก็ไม่เคยเห็นอีกเลยจนบัดนี้ ได้แต่ข่าวมาว่า อยู่เมืองนอกแต่งงานกับแหม่มไปเสียแล้ว..      แบบใครว่า "มคปด"/แหม่มคาบไปแ-กอ่ะนะ แต่นึกถึงท่าลิงคิงคองของพี่เขาทีไร ฉันเป็นต้องยิ้ม หรือ หัวเราะ ออกมาคนเดียวทุกที !

ก็คงยังมี   พวกรุ่นพี่รุ่นเพื่อนที่ฉันประทับใจอีกหลายคน ทางฝั่งสวนดอกก็มี พี่สุธี พี่เตี่ย พี่ก๊อง พี่ใหญ่ พี่แถม อาหยง/เทคนิคการแพทย์ อาอิ้ว อาหนอง....ใครอีกจำชื่อไม่ได้นึกหน้าได้คลับคล้ายคลับคลา...

 

แต่ทั้งหมดนั่น ก็เป็นอะไรที่เป็นอดีตกาลอันไกลโพ้นไปแล้ว เป็นตำนาน เป็นมนุษย์นิยาย/ไม่ใช่เทพนิยาย-?/ ที่อาจจะเริ่มต้นได้ด้วยคำว่า กาลครั้งหนึ่ง.....ที่จะเล่าให้ลูกหลานฟัง... แต่ลูกสาวคนเดียวของฉันก็เค้าจะฟังหรือล่ะ?..ไม่สนุกเหมือน "แฮรี่พอตเตอร์" ไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือน "ลอร์ดออฟเดอะริงก์"

อย่างไรก็เถอะ...เฉพาะหน้าสำหรับฉัน ขณะที่สมองยังพอจดจำได้ ก็เป็นอะไรที่เป็นความสุขครึ้มอกครึ้มใจ ในมโนนึกอยู่ลึกๆ ที่ปนๆ เปๆ กับความรู้สึกเจ็บๆ ปวดๆ เหงาๆ โศกๆ อย่างไรไม่รู้.. ขณะได้นั่งนิ่งๆ แล้วระลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลังขึ้นบ้างเป็นบางเวลา......และรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ลิขิตให้ได้เจอะเจอผู้คนที่ดีๆ เหล่านั้น แม้ว่าในวันนี้พวกเขาบางคนอาจไม่เหมือนเดิม..หรืออาจไม่ดีได้เท่าเดิม หรือดีกว่าเดิม...ในวันนั้น....!?

ยามเมื่อมองฟ้า มองตะวัน (ในภาพ) มองแมกไม้(รอบบ้าน) แล้วก็ตกอยู่ในภวังค์ดื่มด่ำไปกับเศษเสี้ยววันวานของชีวิตช่วงหนึ่ง ที่เผอิญให้ได้ไปปะทะสังสรรค์กับใครต่างๆ เหล่านี้ ......ซึ่งฉันยังเชื่ออยู่เสมอจนบัดนี้ว่า พวกเขาจัดอยู่ในกลุ่มคนดีที่อาจจะมีเหลืออยู่ไม่มากแล้วบนโลกใบเดียวเท่านั้นใบนี้ ! A few good guys on the only earth !

 

กลับไป บทที่ 8 / back to main page / CMU /ไป บทที่ 10

.


ร้องไห้กับเดือน ( G )
คัมภีร์ แสงทอง
C


ดนตรี 8 Bars..6...7...
8..มองดูเดือน
เหมือนเตือน ให้ใจคิดถึง
ที่รักรักจ๋า หนุ่มนารำพึง
คิดถึง นงคราญบ้านนา
พอไกลลืมกัน
สาบาน ก็ลืมสัญญา
ปล่อยให้หลง คอยท่า
ลับลาไม่กลับแม้เงา
เคยเคลียคลอ
พนอ เดินเล่นกับน้อง
ครั้งเมื่องาน
เดือนเพ็ญสิบสอง
เมื่อตอนลมล่องข้าวเบา
เพื่อนฮาเราเฮ
สรวลเสรักกันหนุ่มสาว
อุ่นไอรัก รวงข้าว
โถเจ้า ไม่น่าหน่ายหนี
พอเดือนแรม
รักก็แรมร้างเลื่อน
โถดาวขาดเดือน
ฉันก็เพื่อนไม่มี
แต่เดือนยังมา
ให้ดาวเห็นหน้าทุกที
แต่คนรักข้าซิ
เป็นปี มิเคยเห็นหน้า
คงมีใคร
เขาคอยเอาใจเก่งนัก
เจ้าถึงลืม ลืมชายที่รัก
ให้คอย เหงาหงอยอยู่นา
ยิ่งมองดูเดือน
เหมือนเตือนให้ใจผวา
ยิ่งคืนนี้ เดือนจ้า
ฉันมาร้องไห้กับเดือน
Solo 8 Bars..6...7...
8..พอเดือนแรม
รักก็แรมร้างเลื่อน
โถดาวขาดเดือน
ฉันก็เพื่อนไม่มี
แต่เดือนยังมา
ให้ดาวเห็นหน้าทุกที
แต่คนรักข้าซิ
เป็นปี มิเคยเห็นหน้า
คงมีใคร
เขาคอยเอาใจเก่งนัก
เจ้าถึงลืม ลืมชายที่รัก
ให้คอย เหงาหงอยอยู่นา
ยิ่งมองดูเดือน
เหมือนเตือนให้ใจผวา
ยิ่งคืนนี้ เดือนจ้า
ฉันมาร้องไห้กับเดือน



.

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found