ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2518-2519

บทที่ 8 / หนังสือ สัมมนา หนังสือ และหนังสือพิมพ์

 

ก่อนเข้ามหา'ลัย ฉันก็เป็นหนอนหนังสืออยู่แล้ว นอกจากหนังสือเรียน ฉันชอบอ่านวรรณกรรม เริ่มจากวรรณกรรมไทย เพราะต้องเรียนต้องท่องอาขยาน แล้วหาอ่านต่อในห้องสมุดฉันเริ่มอ่านหนังสือ "เป็น" อ่านหนังสือรู้เรื่องก็ตอนอยู่ชั้น ป.3-4 เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่กับท้องนาริมแม่น้ำท่าจีนจังหวัดสุพรรณฯ จะเข้าห้องสมุดของโรงเรียน หนังสือที่อ่านมักจะเป็นหนังสือนิทาน ที่เริ่มต้นด้วยวลีที่ว่า "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมี..."

พอขึ้น ป.5-ป.7 เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในตัวจังหวัดทางภาคอีสาน ก็จะเข้าห้องสมุดเหมือนกัน เข้าไปอ่าน พวกวรรณคดีไทย พระอภัยมณี ฉบับสุนทรภู่ จำได้ว่าติดงอมแงมเลย แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องอื่นๆ เช่น ลิลิตรพระลอ ราชาธิราช ฯลฯ ต่อมาก็อ่านพวกหนังสือแปล เช่น ชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ กระท่อมน้อยของลุงทอม เมาคลีลูกหมาป่า ฯลฯ

พอขึ้นชั้นมัธยมเริ่มอ่านหนังสือเริงรมย์ จากนิตยสารรายสัปดาห์ พวกบางกอก สกุลไทย อะไรแบบนี้ เพราะฉันวิ่งส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้านด้วย ที่บ้านเปิดเป็นร้านขายของชำและรับหนังสือมาวางแผงขาย

แต่ช่วงนี้พอเข้าห้องสมุด ฉันชอบไปอ่านหนังสือทางศาสนา หนังสืออะไรบ้างจำชื่อไม่ได้ แต่ฉันชอบอ่านเรื่องที่ว่าคนเราตายแล้วไปไหน นิพพาน อะไรที่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม สลับกับนิยายวิทยาศาสตร์ มีความเชื่อในคติธรรมความเชื่อทางศาสนา(พุทธ) เชื่อในนรก สวรรค์ เชื่อว่ามีชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อน และชาติก่อนโน้นๆ เชื่อว่าคนเราชาตินี้จะมีชะตาชีวิตอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าชาติก่อนทำอะไรไว้บ้าง ฯลฯ แต่บางทีฉันก็เป็นงงๆ อยู่ระหว่างคติธรรมความเชื่อของพุทธกับของพราหมณ์ ของพรหม หรืออะไรที่เป็นความเชื่อทางพิธีกรรมหรือไสยศาสตร์ ฟ้าลิขิต พรหมลิขิต ฯลฯ หรือความเชื่ออะไรต่างๆ นานาๆ ทำนองนี้

แต่ความเชื่อทำนองนี้นั้น ไม่ทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเอาเสียเลย แต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตนเองต้องเป็นคนไม่ดีหรือคงได้เคยกระทำความชั่วหรือทำบาปทำกรรมไว้แต่ชาติก่อนๆ เป็นแน่ ชาตินี้จึงเกิดมาอยู่ในสภาวะหรือในสภาพที่ไม่มีอะไรให้น่าพึงพอใจนัก นับตั้งแต่การถือกำเนิดเกิดมาของตัวฉัน...

ฉันยังจำได้ ตอนนั้น ฉันเพิ่งย้ายจากท้องนาจังหวัดสุพรรณฯ ภาคกลาง ไปอยู่กับแม่ในตัวเมืองจังหวัดอุดรฯ ทางภาคอีสานใหม่ๆ   กับ ครอบครัวใหม่ของแม่      ฉันอายุประมาณสิบปีกว่า      ฉันนั่งอยู่ข้างล่างข้างใต้ถุนบ้าน  นั่งอยู่กับกองผ้าของคนทั้งบ้าน...กองผ้าสูงท่วมหัวที่ฉันต้องซักด้วยมือ... 

ฉันได้ยินแม่ฉันคุยกับป้าฉันบนบ้านว่า ฉันเป็นลูกที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แต่เกิดมาเพราะพ่อฉันใช้กำลังบังคับเอา และพยายามจะไปทำแท้งไม่ให้ฉันเกิดแต่ไม่ได้ผล ไม่เหมือนน้องชายฉันลูกของสามีใหม่แม่ที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี ที่เป็นลูกที่แม่ฉันตั้งใจให้เกิด-แม่ว่าตั้งใจให้เกิดจริงๆ /จำได้ว่าแม่ฉันเอาวันเดือนปีเกิดของน้องชายลูกสามีใหม่ไปผูกดวง ว่า เป็นดวงที่ดีมาก ถ้าเป็นบ้านก็มีครบทั้งหลังคา เสา และพื้น ส่วนของฉันมีแต่พื้นกับหลังคา ไม่มีเสาไม่มีหลักค้ำ ฉันก็เลยมาคิดเอาว่า หลังคาที่ลอยๆ อยู่นั้น ไม่รู้ว่าจะตกจากฟ้ามาพังพาบกับพื้นเมื่อไหร่ หรือ   ก็คือ  ชีวิตของฉันไม่มีหลัก ไม่มีใครเป็นหลัก แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่เป็นหลักให้ตัวเอง?

และแม่ยังเคยบอกฉันว่าที่ต้องเลิกหรือทิ้งพ่อฉันไป ก็เพราะ "ชะตา" หรือ "ดวง" ของฉันที่เกิดมาแล้วเหมือน เลื่อย ทำให้พ่อแม่ต้องแยกทางกัน ตอนนั้นฉันก็ยังเด็กๆ อยู่โนะ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบตัวเองเข้าไปใหญ่ มองว่าตัวเองไม่ดี เกิดมาแล้วทำให้พ่อแม่ต้องแตกแยกกัน

ตอนนั้นฉันเลยไม่ค่อยชอบตัวของฉันเอง ที่ไม่ได้เกิดมาจากความรักของพ่อแม่ แต่เกิดมาจากความหื่นกระหายของเพศผู้/พ่อของฉัน/ที่กระทำต่อเพศเมีย/แม่ของฉัน/? และไม่ชอบพ่อของตัวเองด้วย ทั้งก็ไม่ชอบ "ดวง" ของตัวของฉันเองอีกด้วย คติความเชื่อแบบนี้ครอบงำฉันอยู่นาน..

แล้วความเชื่อทำนองนั้น ก็ยังทำให้ฉันเชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกที่ร่ำรวยเป็นพวกที่มีบุญญาวาสนามาก ชาตินี้คนพวกนี้เลยเกิดมา "นั่งกินนอนกิน" หรือ "มีกินมีใช้ อย่างฟุ่มเฟือย มีบ้านเป็นคฤหาสน์... " หรือ "มีโอกาสในการทำมาหากิน" มากกว่า หรือได้มาเกิดกับพ่อแม่ที่มีปู่ย่าตายายหรือโคตรตระกูลที่ร่ำรวยกว่า ทั้งที่ร่ำรวยมาแต่ดึกดำบรรพ์ หรือที่เพิ่งมาร่ำรวยหมาดๆ ล้วนเป็นพวกที่ต้องเคยได้ทำบุญทำทานทำความดีไว้มากมายตั้งแต่ชาติปางก่อนอย่างแน่นอน ชาตินี้พวกเขา/ทั้งพวกไฮโซไฮซ้อ-พวกกูรุดกูรู / จึงเกิดมาอยู่ในสถานะที่ดีกว่าคนอื่นๆ เป็นพวกเศรษฐีที่มีนิวาสสถานบ้านช่องเหมือนดั่งอยู่อยู่ใน "วิมาน"..มีของให้กินให้เสพทั้งทางกายและทางใจอย่างมากมาย ในขณะที่ผู้คนอีกจำนวนมาก...ต้องอยู่อย่างอัตคัดขัดสน และอดอยากยากจน(รวมทั้งฉัน) ซึ่งู้คนอันมากมายส่วนนี้ ฉันก็เข้าใจเอาว่า  ก็ต้องเป็นพวกคนบาปที่ต้องได้ทำความชั่วความเลวเอาไว้มากมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ชาตินี้จึงมาเกิดในสภาพเช่นนี้

โดยเฉพาะพวกที่เกิดมาพิกลการไม่สมประกอบ ก็ต้องเป็นพวกที่ทำเวรทำกรรมไว้ แต่ชาติปางก่อนอย่างหนักหนาสาหัส ชาตินี้จึงได้เกิดมาเป็นคนพิกลพิการเพื่อชดใช้กรรมเก่า ยิ่งเป็นคนพิการในครอบครัวที่ยากจน ก็ยิ่งต้องได้ทำบาปทำกรรมเอาไว้อย่างหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก หากฉันเห็นคนพิการความรู้สึกสงสารก็มีด้วย แต่ความรู้สึกสมเพชเวทนาก็มีเยอะ แต่ความรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องของฉันหรือของใคร จะไปยุ่งด้วย เพราะพวกเขาอาจไปเคยก่อกรรมทำเข็ญไว้แต่ชาติก่อนๆ เพราะฉะนั้นก็อาจจะสมควรหรือสาสมแล้วที่เขาจะต้องมาอยู่ในสภาพนี้ในชาตินี้

แต่ฉันก็รู้สึกแปลกใจที่ พวกอัตคัดและอดอยากยากจนนี้ทั้งประเทศและทั้งโลก/พวกคนบาป/ เหตุไรจึง  ช่างมีจำนวนมากมายเหลือเกิน มากว่าพวกที่มีบุญญาวาสนามากมากนัก ...มากกว่ามากจริงๆ

นอกจากนี้ ฉันยังจำได้ว่า "พระอาจารย์" / หมายถึง อาจารย์ที่เป็นพระ ..คือสมัยชั้นประถมหกประถมเจ็ด ฉันเรียนทางพุทธศาสนาด้วย จะไปเรียนที่วัดในวันอาทิตย์ มีพระเป็นอาจารย์ผู้สอน ฉันเรียนได้ระดับ "นักธรรมตรี" / ท่านสอนว่า กรรมเวรหรือบุญวาสนานั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ชดใช้แทนกันไม่ได้ และจะทำบุญเพื่อล้างบาปก็ไม่ได้ หากทำทั้งบุญและบาป ก็จะส่งผลทั้งบุญและบาป โดยถ้าบุญส่งผลก่อนชีวิตก็จะดีในช่วงที่บุญส่งผล เมื่อบุญหมดบาปก็จะส่งผลต่อ ชีวิตช่วงนั้นก็จะแย่ จริงๆ คนตายต้องตกนรก ไปถูกทรมานเพื่อชดใช้กรรม และขึ้นสวรรค์ไปเสพสุขเพื่อกินบุญที่ทำไว้ แต่บางทียังใช้กรรมหรือเสพสุขในนรกหรือสวรรค์ไม่ทันหมดก็พลันมาเกิดเสียก่อน จึงต้องมากินบุญหรือใช้กรรมในชาติปัจจุบันด้วย ทีนี้ในชาติปัจจุบันก็ก่อเวรก่อกรรมและสร้างบุญสร้างความดีเพิ่มเติมเข้าไปอีก จึงต้อง "เวียนว่ายตายเกิด" เพื่อชดใช้กรรมและกินบุญเป็นวงจรไม่รู้จบ เป็นอะไรที่เรียกว่า "วัฎสงสาร" /ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า/ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจะหลุดจากวงจร "เวียนว่ายตายเกิด" นี้ก็ต้อง "ปรินิพพาน" ซึ่งมีมนุษย์ไม่กี่คนที่ทำได้? แล้วฉันยังเชื่อเรื่องนรกและสวรรค์มาก และฉันกลัวการตกนรก!..

จำได้ว่า ตอนใช้ชีวิตอยู่กับย่าที่สุพรรณฯ ฉันชอบจะไปทำบุญตักบาตรที่วัดกับย่าในวันพระ และวันสำคัญต่างๆ ทางศาสนาพุทธ ชอบไปทำบุญที่วัดเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์บ้างในเวลาที่ตายไปแล้ว ยังจำได้ว่าฉันช่วยย่าเก็บพวกเครื่องใช้ทองเหลือง อย่างทัพพี แจกัน ถ้วย..ที่ทำด้วยทองเหลืองที่คดๆหักๆไม่ใช้แล้ว ไปทิ้งลงในเตาหลอมหล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ "วัดป่าเลย์ไรฯ" ด้วย ซึ่งย่าฉันบอกว่า จะได้บุญมากเลย ย่าฉันบอกว่าถ้าใครทำบุญหล่อพระพุทธรูปมากๆ เขาอาจจะไม่ต้องตกนรกเลยก็ได้ และเวลามีงานวัด ฉันก็จะหาแลกเศษสตางค์เหรียญไว้เยอะๆ ไปแจกพวก "เด็กหัวโต" ที่เขาเอามานอนพร้อมกับกะลาหรือกระป๋องใส่เศษตังค์เรียงกันเป็นแถว ฉันจะเดินหย่อนตังค์เหรียญลงไป แล้วอฐิษฐานว่า เกิดชาติใดฉันใดขออย่าให้ฉันต้องเกิดเป็นคนพิการแบบนี้หรือแบบไหนๆ เลย สาธุ และ อียับ กับ อีแต๋ว ลูกพี่ลูกน้องของฉัน ก็อฐิษฐานแบบเดียวกัน สมัยเป็นเด็กๆ เราจะอฐิษฐานกันออกมาดังๆ เลย

ดังนั้นหากฉันจะทำบุญ      ก็เพราะฉันอยากขึ้นสวรรค์  และหากฉันจะอดกลั้นไม่กระทำความชั่วใดๆ ก็เพราะฉันไม่อยากตกนรก โดยสำหรับตัวฉันก็คงจะวนเวียนอยู่แค่สามโลกนี้ นรก มนุษย์ สวรรค์ ไม่มีทางจะหลุดพ้นปรินิพพานอะไรไปได้หรอก ซึ่งตอนนั้นฉันคิดของฉันตามประสาเด็กๆ แบบนี้ และฉันยังเชื่อว่าหากไม่มีเรื่องนรกสวรรค์คนคงพากันทำชั่วกันมากมายกว่านี้เป็นแน่ และคนพิกลพิการในทัศนะของฉัน /และฉันว่าก็คงในทัศนะของพวกที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนไม่น้อยด้วย/ก็จะเป็นเพียงอะไรที่เป็นที่ให้เราได้ "ทำทาน" เท่านั้นเอง!

แล้วฉันก็ยังเชื่อเรื่องวิญญาณผีสาง ฉันจะกลัวผีมาก /อาจจะเพราะถูกหลอกให้กลัวมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ด้วย/ จำได้ว่า เวลานอนจะเหมือนเห็นผี เป็นคนแก่ๆ บ้าง กำลังผูกคอตายบ้าง ผีเด็กๆ วิ่งไปวิ่งมาบ้าง เวลาฝันหรือเคลิ้มเห็นอะไร พวกนี้มาอยู่ที่ปลายเตียงหรือปลายเท้าแบบนี้ฉันจะนอนนิ่งกระดุกกระดิกแขนขาไม่ได้    เหมือนมันชามันเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปหมด พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้ก็จะใจเต้นแรงตึ้กตักๆ แม่ฉันบอกว่าอาการแบบนี้เรียกว่า "ผีอำ"

ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของคติความเชื่อของฉัน ตั้งแต่ก่อนเข้ามหา'ลัย! หมายถึง คติความเชื่อของฉันตั้งแต่อายุ 17-18 ปีถอยหลังไป

 

เมื่อได้เข้ามหา'ลัย มาอยู่กลุ่มผู้หญิง มช. ที่ทำให้ฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสืออะไรต่างๆ มากมาย มันทำให้คติธรรม-ความเชื่อแต่ก่อนเก่าของฉันแทบจะหมดไปอย่างเกือบจะสิ้นเชิงในช่วงนั้น /ปี 2518-2523

ฉันจำไม่ได้หมดว่าอ่านหนังสืออะไรเข้าไปบ้าง และเนื้อหาเล่มไหนว่าอย่างไร ก็ไม่ได้จำ เพราะบางทีเวลาอ่านหนังสือ ฉันจะไม่จำว่าใครเขียนใครแต่งใครพูดว่ายังไง ถ้าไม่ใช่เป็นการเอาไปตอบข้อสอบ ฉันจะอ่านเอาเพียงเนื้อหา แนวคิด วิธีการ หรือเรื่องราวทางความคิดทางอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น ฉันคิดว่าเมื่อเราอ่านเอาความคิดหลักคิดทฤษฎีอะไรใหม่ๆ เข้าไปในสมอง อะไรใหม่ๆ นั้นมันจะต้องไปปะทะเข้ากับหลักคิดเก่าๆ หรือข้อมูลเก่าที่สมองของเราสะสมไว้ แล้วก็จะสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นความคิดใหม่ๆ ในสมองของเรา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนเจ้าความคิดที่เราไปอ่านไปรับเอามาซะทีเดียวนัก เหมือนลูกที่ได้ยีนมาจากพ่อครึ่งหนึ่ง จากแม่ครึ่งหนึ่ง เมื่อผสมกันแล้วลูกก็เป็นลูก ลูกไม่ใช่แม่ และก็ไม่ใช่พ่อ ความคิดของคนอื่น ที่ฉันไปอ่านหรือไปรับเอามาเมื่อมาผสมผสานกับความคิดเก่าที่มีอยู่แล้วในสมองของฉัน ฉันก็ว่ามันคงจะทำนองนี้

ซึ่งสำหรับฉัน จะถือเอาว่า ความคิดความเชื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสมองของฉันจากการนี้เป็นของฉัน หรือหากเป็นความคิดของคนอื่นทั้งดุ้นหากฉันยอมรับมันๆ ก็เป็นความคิดของฉันด้วย / บางทีฉันจึงยังเป็นงงๆ กับอะไรที่เรียกว่า "ลิขสิทธิ์ทางปัญญา" ของผู้คนในยุคนี้ (2547) เพราะในบางแง่บางมุมฉันสนับสนุนให้ประเทศยากจน ละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาของ(ไอ้) พวกประเทศร่ำรวย เพราะประเทศพวกนี้ สมัยแม่มันพ่อมันสมัยปู่ย่าตาทวดของมัน มันก็ปล้นสะดมเขาไปเยอะแล้ว ควรจะชดใช้คืนมาบ้าง และประเทศยากจนหรือคนยากคนจนที่ไหนจะมีเงินไปซื้อทรัพย์สินทางปัญญา...แพงหูฉี่ ปานนั้น  อย่างโปรแกรมคอมฯ งี้ แต่ละโปรแกรมเป็นหมื่น..อ้วกตายเลย...ชาตินี้ทั้งชาติ คนยากจนประเทศยากจนไม่มีวันได้เข้าถึงเทคโนโลยี่ของพวกมันกันพอดี..

อย่างไรก็ดี ฉันก็ยังพอจำได้ว่า หนังสือเล่มเล็ก เล่มน้อย เล่มบาง หรือเล่มใหญ่ๆที่หนาเป็นกระตึบ สมัยนั้นที่ฉันอ่าน รู้สึกน่าจะมีมากกว่าสองร้อยเล่ม อ่านแล้วก็ก่อให้เกิดความคิด ความอ่าน ความเชื่อ อะไรแบบที่ไม่เคยได้คิดไม่เคยได้เชื่อแบบนั้นมาก่อน  หนังสือที่ฉันอ่านเหล่านั้นบางทีฉันก็จำได้แต่ชื่อคนแต่ง บางทีฉันก็จำได้แต่ชื่อเรื่อง แต่เกือบทั้งหมด รู้สึกว่าฉันจะจำเรื่องราวและเนื้อหาแต่ละเล่มแทบจะไม่ได้! รวมทั้งชื่อคนแต่งหรือชื่อเรื่องหรือชื่อประเภท ฉันก็อาจจะจำถูกจำผิด จำสับกัน หรือเขียนผิดสะกดผิด ก็ได้ ซึ่งที่ยังพอจำได้บ้างก็ เช่น

ของที่คนไทยเขียนก็มี ของ อนุช อาภาภิรมย์ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ สถาพร ศรีสัจจัง คมทวน คันธนู แล้วก็หนังสือของ วัฒน์ วรรยางกูล ฯลฯ พวกนี้มักจะเป็นพวกวรรณกรรม หรือความเรียงแล้ว ก็ของพวกนักคิดนักเขียนเก่า เป็นต้นว่า นายผี จิตร ภูมิศักดิ์ อะไรประมาณนี้

แต่มีของใครไม่รู้ จำไม่ได้   ที่ประทับใจมาก     เป็นคล้ายๆ "กลอนเปล่า" เกี่ยวกับเยาวชน ที่ขึ้นต้นประโยคด้วย      คำว่า "เยาว์"    ที่เปรียบเยาวชนป็นเหมือน ดวงอาทิตย์ยามเช้าเวลา ๘-๙ นาฬิกา ที่กำลังเริ่มสาดแสงส่องอย่างสร้างสรรค์ เพราะไม่ร้อนแรงเกิน...รู้สึกฉันจะชอบมาก ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เปี่ยมด้วยพละกำลัง ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเปลี่ยนแปลงสังคม  หรือกระทั่งเปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลกได้

ของที่คนต่างประเทศเขียนที่เป็นงานแปล หรือถอดความเป็นภาษาไทยแล้ว ก็มีของ ตอลสตอย/ โดยเฉพาะเรื่อง "สงครามและสันติภาพ" จำเนื้อหาไม่ได้แล้ว แต่ก็จำความรู้สึกได้ว่าก็จุดประกายทางความคิดเกี่ยวกับ เรื่องทัศนคติของฉันในเรื่องสงครามพอสมควร แล้วก็ของแมกซิม กอร์กี้/เรื่อง "แม่"  วี ไอ เลนิน เองเกิล มาร์กซ์  เหมา/โดยเฉพาะสรรนิพนธ์-คติพจน์ นอกนี้ก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับพวกปรัชญาต่างๆ ปรัชญาชาวบ้าน ปรัชญาสังคม/สังคมนิยม ปรัชญาตระกูลเอ็กซีสสตรองเชียลริส/ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า? ปรัชญาวัตถุนิยม วัตถุนิยมวิภาษวิธี ทุนนิยม จักรพรรดินิยม ลัทธิแก้ ลัทธิศักดินา  ลัทธิมาร์กซ์/ลัทธิแก้? เกี่ยวกับศักดินาและศักดินาไทย เกี่ยวกับขบถผู้มีบุญ/ขบถผีบุญ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของชาวนาไทย เกี่ยวกับการปฎิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติ/การต่อสู้ของประชาชนในประเทศจีน เวียดนาม เกาหลี ลาว เกี่ยวกับการต่อสู้แบบกองโจรในประเทศต่างๆ เช่น คิวบา เกี่ยวกับประชาธิปไตย/ประชาธิปไตยรวมศูนย์ เกี่ยวกับแรงงาน แรงงานไทย การสร้างมูลค่าส่วนเกิน การผลิตซ้ำ ฯลฯ

ฉันอ่านมากมายสะป๊ะ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง อ่านแล้วก็เที่ยวไปถามไปถกกับพวกรุ่นพี่ๆ ที่เค้าทำกิจกรรมกันอยู่องค์กรโน้นองค์กรนี้บ้าง ถกแบบตัวต่อตัวบ้าง ถกกันเป็นกลุ่มตามวงสัมมนาทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการบ้าง กิจกรรมรูปธรรมจริงๆ จังๆ เป็นชิ้นเป็นอันอะไรฉันไม่ค่อยได้ทำ ดีแต่พูดดีแต่คุย จนรุ่นพี่บางคนแซวว่า ใครคุยกับฉันต้องอภิปราย....ยาวเลยนะ!

แต่เนื้อหาจากหนังสือที่ฉันคิดว่าสำคัญ คือ ที่เกี่ยวกับ "วิทยาศาสตร์สังคม" ที่กล่าวถึงวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่อธิบายด้วยเรื่องของปัจจัยการผลิต กำลังการผลิต และเรื่องชนชั้น ฯลฯ / ไม่ได้อธิบายแบบว่าพระเจ้าโน้นสร้างโน่นพระเจ้านี้สร้างนี่ แต่อธิบายเหมือนการวิวัฒนาการทางธรรมชาติ แต่นี่เป็นวิวัฒนาการทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตาม "กึ๋น"/การรับรู้-พัฒนาการ ทางด้านสติปัญญาของมวลมนุษยชาติในแต่ละยุค แต่ละสมัยประวัติศาสตร์ เนื้อหาของเรื่องนี้เป็นจุดเปลี่ยนมุมมอง ทางสังคมของฉันอย่างเกือบจะสิ้นเชิง / เช่น มองลัทธิการเมืองการปกครอง มองศาสนา มองแนวคิดต่างๆ แบบมองทะลุว่า ความคิดความเชื่อนั้น ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ สนองใคร? เพื่อใคร?

รวมทั้ง อ่านแล้วฉันพาลไม่เชื่อเรื่องสมมติเทพ ไม่ยกย่องเชิดชูใครเนื่องเพราะ เขามีชาติกำเนิดจากโคตรตระกูลสูงส่งมาแต่ดึกดำบรรพ์      แต่กลับคิดว่า ยิ่งสืบสาย มายาวนานเท่าไรก็อาจจะยิ่ง....สะสมความชั่วร้ายที่ กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไว้มากเท่านั้น !?!

แต่กลับกันฉันกลับให้เครดิต หรือให้ความสำคัญกว่าในเทือกเถาเหล่ากอที่สืบสายมาจาก   "ไพร่"  จากแนวคิดแบบว่า "แรงงานสร้างโลก" โดยไม่มีความคิดว่า การเป็นไพร่ต่ำต้อย เพราะ ไพร่ คือ "ผู้ใช้แรงงาน" ในไร่นา ปลูกข้าว ปลูกธัญพืช เลี้ยงพลโลกมาแต่ดึกดำบรรพ์

ส่วนพวกชนชั้นสูง ที่ สมมติตนและลูกหลานของตนว่า สืบสายมาจากเทพ หรือ  พวกที่สืบสายมาจากขุนนางสมัยศักดินา ฉันมองกลัปตรปัตติ์ จากที่เคยมอง ไม่ใช่พวกสร้างชาติสร้างแผ่นดินอะไรกันอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นพวกเชื้อสายที่สั่งสม "ความชั่วร้าย" ในการเอารัดเอาเปรียบ และกดขี่ข่มเหง เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไว้เยอะ นั่นต่างหากเล่า ฯลฯ

เพียงแต่ ฉันไม่มอง ว่า มันเป็น "ความผิด" ของปัจเจกชนคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นส่วนหนึ่งใน "วิวัฒนาการทางสังคม" ของ "มวลมนุษยชาติ" ที่จะต้องผ่าน "ยุคประวัติศาสตร์" เช่นนี้ ตาม "พัฒนาการ" ทางด้าน "สติปัญญา" แห่งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ และสรุปบทเรียนของตัวเอง

หนังสือที่ฉันอ่าน ทำให้ฉันมองความเป็นมา และความเป็นไปของสังคม ต่างออกไปจากที่เคยมองในเกือบทุกๆ แง่มุม ประมาณนี้ ณ ห้วงเวลาในตอนนั้น ฉันมองอย่างนี้

นอกจากนี้ฉันยัง ได้ดู ได้อ่าน นิตยสารที่มาจากประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ทำนองหนังสือ "สันติภาพ" ที่โฆษณาความยิ่งใหญ่และความล้ำเลิศของ ประเทศสหรัฐอเมริกา หนังสือจากประเทศจีนที่ฉันว่านี้ก็แสดงถึงความล้ำเลิศ(?) ของการผลิตแบบคอมมูนจากไร่นาผืนใหญ่ๆ ที่เป้นของ "ส่วนรวม" ของ "คอมมูน" ไม่เป็นผืนเล็ก ๆ อย่างนาในประเทศที่ "ที่ดิน" เป็นปัจจัยกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ว่า การผลิตแบบนี้สามารถทำให้ชาวจีนที่อดยากยากแค้นในสมัยศักดินา สมัยที่ปกครองโดยกษัตริย์และขุนนาง  และ สมัยที่ปกครองด้วยขุนศึก/สมัยก๊กมินตั๋ง / สมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก  ที่คนจีนยากจนอดยากยากแค้นเสียจนกระทั่งเดินๆ ไปตามถนนก็ล้มลงตายกันต่อหน้าต่อตา...ให้มีกินมีใช้ไม่อดตายแบบนั้นอีกต่อไป? แล้วก็ได้เห็นนิตยสารทำนองนี้ ของประเทศเกาหลีเหนือ ที่มีแต่รูปเด็กๆ เกาหลีเหนือตัวอ้วนๆ   น่ารัก ..

ฉันจึงยังเป็นงงๆ อยู่ ที่เมื่อเร็วๆ นี้ (2547) ที่ดูสารคดี UBC ที่ว่า เด็กๆ เกาหลีเหนืออดยาก และตายเพราะขาดอาหาร     ผอมแห้งยังกับเด็กประเทศเอธิโอเปีย..เป็นงั้นไปได้ไง?

ก็คงจะจากเพราะ ด้านมืดของกลุ่มมนุษย์ผู้ปกครองของเกาหลีเหนือกระมัง ที่ก็เช่นเดียวกับพวกผู้ปกครองของทุกประเทศ ถ้าอยู่ในอำนาจนานเกิน และถูกยกย่องเลิศเลอซะจนแตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ก็พาประเทศเข้าสู่กลียุค     ที่ประชากรส่วนข้างมากอดยากยากจน และ ส่วนข้างน้อยกระจุกเดียว อย่างโคตรตระกูลของผู้นำเอง และโคตรตระกูลไม่กี่โคตรตระกูลรอบๆ ตัว ของ "ผู้นำประเทศ" ที่จะอิ่มหมีพลีมัน...ก็คงล้วนเป็นกันเสียแต่อย่างนี้

บทเรียนที่สรุปได้ จากหลายๆ ประเทศหลายๆระบอบการปกครอง ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบไหน ฝ่ายประชาชน อย่ายอมให้ใคร อยู่ในอำนาจนาน มันต้องมี "วาระ" อย่าให้ "ใคร" หรือ "อะไร" กลายสภาพเป็น "untouchable" /แบบแตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

ระชาชน ของ ประเทศไหนทำได้อย่างนี้ก็ดีไป หากทำไม่ได้   ก็ต้องก้มหน้าก้มตา รับชะตากรรมกันไป ชะตากรรมที่ตัวเองต่างไม่ยินดียินร้าย ที่จะลุกขึ้นมา มีส่วนร่วมในการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลง....

นับว่าประเทศไทยตอนนั้น / หมายถึงว่าสภาพตอนนี้(2547-)ก็คงยังต้องดูกันต่อไป  / โชคดีที่มีประชาชนส่วนหนึ่ง ตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง และ ฉันเป็นประชาชนที่อยู่ในส่วนนี้.....แม้จะอยู่ปลายๆ แถว หรือ อยู่ในส่วนที่จัดว่า "ล้าหลัง" เกือบจะที่สุดของขบวนก็ตามทีเหอะ ก็ถือว่าได้ร่วม

สำหรับการติดตามวิเคราะห์เหตุการณ์ปัจจุบันในตอนนั้น ฉันจะอ่านหนังสือพิมพ์ ของ นักศึกษาประชาชนฝ่ายซ้าย ซึ่งก็น่าจะมีอยู่หลายฉบับ แต่ฉันจำได้อยู่ฉบับเดียว คือ หนังสือพิมพ์อธิปัตย์! ซึ่งจะมีข่าวการเคลื่อนไหวต่างๆ บทวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ

จากหนังสือที่อ่าน จากวงสัมมนา และจากผู้คน ที่ได้ปะทะสังสรรค์พูดคุย ฉันได้หลักแนวคิดอะไรใหม่ๆมากมายสะป๊ะ โดยเฉพาะ หลักคิดที่ว่า "ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็เพื่อชนชั้นนั้น" ซึ่งนอกจากเรื่องของ "กฎหมาย" แล้วฉันก็ยังเอามาตีความในเรื่องคติความเชื่อต่างๆ ที่ส่งต่อตกทอดกันมาเป็นรุ่นๆ ด้วย

มันทำให้ฉันมองว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับ "ชาวบ้านๆ" ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่จำพวกที่ ระดับสติปัญญาและระดับจริยธรรมความนึกคิดอยู่ในระดับ "กลางๆ" ไปถึง "ต่ำๆ" จนกระทั่ง "ติดลบ" อย่างฉัน(ในอดีต)และอย่างญาติๆ อย่างแม่ของฉัน มักคิดและเห็นอะไรตามที่สังคมส่วนใหญ่ในขณะนั้นๆ "โน้มนำ" ให้คิดเห็น ดังนั้นสังคมเป็นอย่างไร พ่อแม่วงศาคณาญาติฉัน/หรือประชาชนพลเมือง/ก็เป็นอย่างนั้น และสังคมส่วนใหญ่จะคิดเห็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่า "ใคร" หรือ "อะไร" เป็นผู้ "โน้มนำ" คติธรรมความเชื่อ ของสังคมอยู่ในยุคนั้นสมัยนั้น

ผู้ที่จะอยู่ในฐานะ "โน้มนำ" คติความเชื่อของสังคมได้ก็คือ ผู้คนจำนวนน้อยไม่ใช่จำนวนมาก ที่อยู่ในฐานะกุมอำนาจรัฐ/อำนาจการเมือง-เศรษฐกิจ/ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง พวกนี้จะเป็นพวกผู้สร้าง "วัฒนธรรมทางความคิด" ที่สามารถ "ครอบงำ" สังคมทั้งสังคมได้ เพราะมี "กลไก" ต่างๆ อยู่ในมือ....

เมื่อ "ใคร" หรือ "อะไร" สามารถสร้างวัฒนธรรมการคิด เพื่อให้ การมีอยู่ การคงอยู่ รวมทั้งการกระทำต่างๆ ของ "ใคร" หรือ "อะไร" นั้น มี "ความชอบธรรม" ฉันก็น่าจะสามารถทำอย่างนั้นได้เช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็ในสมองของฉัน เพื่อให้การถือกำเนิดมาของฉันมีความ "ชอบธรรม" เพื่อให้ตัวฉันมีกำลังใจ และเห็นคุณค่าของการที่ตนเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ฉันยังจำได้ มีอยู่หลายครั้งที่ฉันคิด ฆ่าตัวตาย เพราะหมดอาลัยตายอยากกับสภาพของตนในครอบครัวที่เป็นอยู่ และ ความคิดนี้ก็ยังคงซ่อนลึกๆ อยู่ในจิตใจฉันมาตลอด และยังเคยลงมือกระทำเพื่อให้บรรลุผลอยู่ครั้งสองครั้ง สมัยเป็นเด็ก กับ  ตอนกลับมาเรียนมหา'ลัยเป็นครั้งที่สอง

ครอบครัวของแม่ ไม่ทำให้ฉันมีความภาคภูมิใจอะไรในชีวิต ส่วนครอบครัวของพ่อ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงก็แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง พ่อฉันไม่รับผิดชอบอะไรฉันสักอย่าง และฉันไม่มีความรู้สึกผูกพันกับพ่อเหลืออยู่แม้แต่น้อย ฉันมีความรู้สึก "ดูถูก" ทั้ง "เพศผู้"/"เพศเมีย" ที่ไม่มีมีความรับผิดชอบกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตน

ในบางส่วนของฉัน   ฉันจึงมีความรู้สึกเกลียดและโกรธบุพการี  /ทั้งคู่/ ที่ทำให้ฉันมีความรู้สึกเป็น "ส่วนเกิน" ในทุกๆที่ ที่ไป มันเหมือนไม่มีตำแหน่งแห่งที่จริงๆ สำหรับฉันเลยสักแห่งเดียวในโลก...

ฉันต้องต่อสู้กับความรู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา และจะรู้สึกพลุ่งพล่านยิ่งขึ้นเมื่อฉันรู้สึกว่าแม่เอาเปรียบฉันทางเศรษฐกิจ และแม่เคยให้เหตุผลว่า "..ทีคนอื่นเขายังไปขายตัวมาเลี้ยงพ่อแม่ของเขาเลย..." ดู๊ ดู ไอ้ความคิดบัดซบ ของ พ่อแม่คนไทยรากหญ้าบางส่วน... ความหมายก็คือ "..ฉันไม่ได้ให้แกไปขายตัวมาเลี้ยงฉัน ก็ดี เท่าไรแล้ว?.."   แม่ฉันเก่งในการ    พูดดำให้เป็นขาว พูดขาวให้เป็นดำ พูดถูกให้เป็นผิด และ ผิดเป็นถูกได้...ฉันไม่เคยเถียงแม่ฉันชนะซักทีเลย......

ฉันมาคิดๆ ดู ในแง่นี้ แม่ฉัน "คิด" และ "ทำ" เหมือน "ชนชั้นปกครอง" เลย แต่เป็น "ชนชั้นปกครอง" ในครอบครัว จะทำอะไรก็สามารถสร้าง "เหตุผล/แนวคิด" มารองรับการกระทำของตัวเอง จากผิดให้เป็นถูกได้ตลอดกาล

แต่ก็ไม่มีวันเสียล่ะที่ฉันจะ กตัญญูอย่างโง่ๆ  แบบนั้น  ความคิดเห็นหลายประการที่   ฉันเห็นว่าผิด     แม่ฉันว่าถูก    เพราะ    คนส่วนใหญ่มันเป็นอย่างนั้น...แม่ฉันว่า!

แต่ฉันก็มีแม่อยู่คนเดียว! นิ เลยต้องทนๆเอาเหมือนที่แม่ทนฉัน ฉันทนแม่และเหมือนที่ใครๆต้องทนกัน เพราะก็มีกันและกันอยู่เท่านี้ และ คิดได้อย่างเดียวว่า ความสามารถในการต่อสู้ชีวิตฉันไม่เท่าแม่ แม่ฉันเลี้ยงทั้งลูกเก่า-ลูกใหม่รวม 7 คน ไปในท่ามกลางการทะเลาะด่าทอตีตบทุบกันกับสามีใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน เพราะสามีใหม่ก็ไม่อยากจะสู้ทนเลี้ยงลูกของสามีเก่าอย่างพวกฉันกับน้องรวม ๔ คน

ยังจำได้ที่น้องชายคนสุดท้องที่พ่อเดียวกันกับฉัน ว่าเป็นคนที่พ่อน้า/สามีใหม่แม่ฉัน เขาเกลียดน้องคนนี้มากที่สด เพราะหน้าเหมือนพ่อฉันมากที่สุด กำลังนั่งกินข้าวล้อมวงกันอยู่ดีๆ ไม่รู้ยังไง/ฉันจำเรื่องราวไม่ได้ น้องชายฉันคนนี้ ตอนนั้นน่าจะอายุสักประมาณ 5-6 ปี ก็ถูกพ่อน้า/สามีใหม่แม่ฉัน ตบหัวคะมำคาจานข้าว บางทีก็ถูกตบบ้องหูบ้าง บางทีถูกจับข้อเท้าห้อยหัวลง แล้วเอาไม้หรือมือฟาดลงไปแล้วแต่ว่าจะถูกตรงไหน...จนเดี๋ยวน้องชายฉันคนนี้หูตึงไปข้างหนึ่ง!

จำได้ว่าเด็กๆทุกคนรวมทั้งฉันได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ด้วยความกลัว ฉันเองก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนั้นจำความรู้สึกได้ว่ารู้สึกเกลียดทั้งแม่ทั้งพ่อและพ่อน้า..ฉันทั้งกลัวและขี้ขลาด ตอนนั้นฉันก็อายุสัก 8-9 ปี /เพิ่งมาอยู่รวม "ฝูง" รวม "คอก" กับน้องๆ ใหม่ๆ /ยังเป็นงงๆ กับสถานการณ์ต่างๆ ได้แต่นั่งจ้องเขม็ง  แล้วก็ก่นด่าไอ้พวกผู้ใหญ่เส็งเคร็งอยู่ในใจ / ตอนนั้นก็เด็กๆโนะ อายุเพิ่งจะ ย่างๆ 10 ปีเอง ก็ก่นด่าไปก็กลัวจะตายไปแล้วจะเกิดเป็นเปรต ที่ปากเท่ารูเข็มเพราะด่าพ่อแม่ด่าบุพการีไป! แต่ก็ด่าแหละเพราะโมโห ด่าอยู่ในใจไม่กล้าด่าออกมาดังๆ เพราะกลัวจะถูกตบถูกตีไปด้วยอีกคน..

แต่ลูกๆ ของแม่ทุกคนรวมทั้งฉัน     ก็จบการศึกษาระดับอนุปริญญา-ปริญญาตรีกันทุกคน เอาตัวรอดทางเศรษฐกิจกันได้บ้างไม่ได้บ้าง เรียกได้ว่าแต่ละคนใช้ชีวิตเติบโตกันขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเล พอมามีครอบครัวของตัวเอง  ก็ดำเนินชีวิตครอบครัวกันไป อย่างทุลักทุเล ..เพราะแต่ละคน..เต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ ที่สั่งสมกันไว้ตั้งแต่เล็กจนโต และไม่รู้ว่าจะส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานกันอย่างไรหรือไม่?

ฉันเอาหลักคิดและวิธีการมองโลกมองสังคม ที่ฉันได้จากการอ่านหนังสือ/นอกหลักสูตร/เหล่านั้น มาใช้ในการวิเคราะห์ ความคิด ความเชื่อ ของตัวฉันเอง! ใน "แบบของฉัน" ความคิด ความเชื่อ ที่ฉันได้รับอิทธิพลสืบสานมาจากรากเหง้าของฉัน จากคนใกล้ๆ ตัวฉัน อย่างพ่อแม่รวมทั้งวงศาคณาญาติของฉัน แล้วค่อยขยายวงไปสู่การตีความในคติความเชื่อของสังคมโดยรวม ฉันถือว่าพ่อแม่และวงศาคณาญาติฉันเป็นต้วอย่างรูปธรรม อันสะท้อนออกของคติธรรมความเชื่อต่างๆ ซึ่งกำลังมีอิทธิพลครอบงำสังคมอยู่ในสมัยนั้นๆ 

แม้มันจะไม่ทำให้ความรู้สึก เจ็บอยู่ข้างใน ลึกลงไปที่ก้นบึ้งของความรู้สึกนึกคิด ที่เรียกกันว่า "จิตใจ" ของฉัน ที่ว่าฉันไม่ได้เกิดมาจากความรักของพ่อแม่ และที่แม่พยายามจะทำลายการก่อเกิดเป็นตัวเป็นตนของฉัน หายไปซะทีเดียวนัก แต่การที่ฉันมองและอธิบายมันเสียใหม่ ก็ยังให้อาการบาดเจ็บทางจิตใจของฉันทุเลาเบาบางลงบ้าง

จากหลักคิดหรือแนวปรัชญาต่างๆ ที่ฉันได้จากการอ่านหนังสือเหล่านั้น ฉันมองว่า กรณีของฉันก็เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ซึ่งก็เป็น "สัตว์" ซึ่งเป็น "สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่ง ที่มีสัญชาติญาณในการสืบและดำรงเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกับ "สัตว์" สายพันธุ์อื่นๆ และส่วนใหญ่เพศผู้ของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกสายพันธุ์ / มีน้อยชนิดที่เพศเมียจะแสดงความรุนแรงอย่างแมงมุม / ส่วนมากชนิดเพศผู้มักจะมีการกระทำที่รุนแรงทางเพศต่อ "เพศเมีย" ในชั่วขณะที่มันต้องการมีเพศสัมพันธ์กับตัวเมีย ตามสัญชาติญาณของการทำหน้าที่ในการดำรงเผ่าพันธุ์ ตามคำสั่งเกี่ยวกับการสืบสายพันธุ์ที่กำหนดไว้แล้วในยีน  เพียงแต่มนุษย์มีวิวัฒนาการของอะไรที่เรียกว่า "ความรัก" / "ความอบอุ่น"  หรืออะไรที่เป็น "มิติทางสังคม" ที่ทำให้มนุษย์เหมือนจะมี "ความแตกต่าง" อันยังให้มนุษย์เข้าใจเอาเองว่า มนุษย์ "สูงส่ง" (?) กว่าสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ในแง่ของการสืบพันธุ์

กรณีของฉัน ก็เพียงแต่พ่อแม่ฉันไม่มีวิวัฒนาการในเรื่องนี้สำหรับฉันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี ในแง่ของโลกธรรมชาติ พวกมนุษย์อย่างฉันที่ไม่ได้เกิดมาจาก "ความรัก" ของพ่อแม่ กับ พวกมนุษย์คนอื่น ๆ ที่เกิดมาจาก "ความรัก" ของพ่อแม่ ก็มีคุณค่า "เท่ากัน" ในสถานะของการสืบสายเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

เมื่อคิดคำอธิบาย ในเรื่องของตัวฉันเองได้ดังนี้ ก็เหมือนว่าฉันจะรู้สึกดีขึ้น แต่ วูบ ๆ หนึ่ง  เมื่อเจออะไรที่กระทบ      หรือ   ปะทะปะทั่งเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของฉันในเรื่องนี้...

ฉันก็ยังคงรู้สึกเจ็บลึกๆ ข้างในอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่ออ่านเจอหรือเจอสภาพของ คนอื่นที่มาจากครอบครัวที่รู้สึกจะมี ไอ้เจ้า "ความรัก"/ "ความอบอุ่น" จากพ่อแม่รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่ ทั้งทางกายและทางใจทางความคิดอย่างเต็มเปี่ยมเหลือเฟือ โดยเฉพาะครอบครัวของ บรรดาพวกไฮโซ-ไฮซ้อ-พวกกูรุด-กูรูทั้งหลาย ที่แบหลาอยู่ตามหน้านิตยสาร      หรือตามแผงหนังสือทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างที่ฉันไม่เคยได้มี และไม่เคยได้รู้สึก เมื่อตอนเป็นเด็กหรือกระทั่งในช่วงต้นๆ ที่ฉันมีครอบครัวของตัวเอง ทั้งฉันยังจะรู้สึก "ขวางๆ" และ รู้สึก "ใคร่อ้วก" เพราะ รู้สึก "อิจฉาตาร้อน" ใครๆ ที่อ่านเจอหรือเจอผู้ที่สามารถจะพูดถึง "ผู้ให้กำเนิด" ของตัวเองได้อย่างภาคภูมิ ในขณะที่ฉันไม่...บ่อยๆ จึงเป็นความรู้สึกที่ฉันต้องกดต้องข่ม ให้มันจมลงไปใต้ก้นบึงของชีวิตจิตใจให้มิด และพยายามไม่ให้มัน ได้แสดงอาการออกมา ...เพราะฉันคิดว่ามันเป็นด้านมืดด้านชั่วร้ายของฉัน

การที่แม่ฉันบอกว่าชะตาชีวิตหรือดวงฉันไม่ดี เป็นดวงกาลี เกิดมาทำให้พ่อแม่ต้องแยกทางกัน ก็เป็นการให้เหตุผล ทำนองเดียวกันกับ เหตุผลที่ว่า "คนมีบุญมีวาสนา ก็เกิดมานั่งกินนอนกิน" เหตุผลอย่างนี้ใช้เพื่อให้มองชีวิตของเจ้าขุนมูลนาย/ในอดีต-กระทั่งปัจจุบัน/ เป็นเรื่องชอบธรรม ที่บางคนจะเกิดมาแล้วมีกินมีใช้ไปอีกหลายชาติก็ไม่หมด? เป็นเรื่องชอบธรรมที่บางคนจะเกิดมาไม่มีจะกินไม่มีจะใช้ไปทั้งชาติ? เพราะ พอมันเป็นเรื่องของ "บุญ" และ "วาสนา" พอให้เหตุผลแบบนี้ปั๊บ เออ,ก็ไม่ต้องพิจารณากฎกติกาของรัฐ/สังคมอะไร ที่มันวางกันไว้แบบที่ให้คนพวกหนึ่งได้เปรียบ คนอีกพวกหนึ่งเสียเปรียบกันหรอกนิ...ถ้าสังคมมันไม่ยอมรับ การกดคนลงเป็นทาส ไม่ออกกฎหมายให้เจ้าขุนมูลนายเกณฑ์แรงงานไพร่ มาทำนา / มาทำงาน ให้ฟรีๆ แล้วมันจะมีอะไรมาเอื้อให้ได้มีคนพวกหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นพวกคนมี "บุญ" มี "วาสนา" มานั่งกินนอนกินกันได้หรือล่ะ?

กรณีฉันเหมือนกัน พอว่า เป็นเพราะ "ดวง" ของฉัน หมายถึงเป็น พรหมลิขิต เป็น "ดวง" ของฉันซึ่งเป็นลูกคนโต ที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ซึ่งอย่างไรเสียก็เป็น "ดวง" ที่ยังให้พ่อแม่ฉันต้องแตกแยกหย่าร้างกันอยู่ดี ซึ่งเมื่อมันเป็นเพราะ "ดวง" ของฉัน แม่ฉัน/พ่อน้า-สามีใหม่แม่ฉัน ก็หลุดจากความรับผิดทั้งปวง ทั้งทางด้านศีลธรรม (การเป็นชู้-อย่างนี้ก็ไม่ต้องพูดถึง) ทั้งทางด้านภาระหน้าที่(อย่างการละทิ้งลูก-อย่างนี้ก็ไม่ต้องพูดถึง)......ความผิดทั้งหลายเลยมาตกที่ฉันที่เกิดมา มี "ดวง" ซึ่งทำให้พ่อแม่ต้องแยกกัน เออนิ,แม่ฉันช่างยกข้อมาอธิบาย  ส่วนพ่อฉันไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น บอกแต่ว่า "แม่มึงชั่ว อย่าชั่วเหมือนแม่มึง".....ต่อมาพ่อฉันก็มีเมียอีกสองเมีย..แต่หย่าก่อนแล้วมีทีละคน..

ฉันก็เป็นงงๆ ที่พ่อฉันใช้กำลังบังคับ/แม่ฉันจนมีฉันโดยที่แม่ฉันไม่เต็มใจ? เมื่อเทียบกับการที่แม่ฉันหนีตาม "ชู้" ไปอันไหนชั่วกว่า? และ ที่คนที่มี "บุญหนักศักดิ์ใหญ่" มีเมียเป็นโขลงๆ ในสมัยโบราณ หรือ พวกที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยในสมัยนี้ อันนี้ชั่วไม๊ ? หรือ "ชั่ว" หนึ่งก่อให้เกิดอีก "ชั่ว" หนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คือ ฉันผู้ซึ่งเป็นลูกเดือดร้อนจากทั้งสอง "ชั่ว" ที่เกิดขึ้น? และฉันไม่ชอบ.....ฉันอยากได้ สังคมที่ผู้เป็นลูกจะไม่ต้องได้รับผลกระทบของทั้งสอง "ชั่ว" ของบุพการีแบบนี้.. ยิ่งไม่ต้องนับแบบว่าไข่แล้วทิ้งไว้ตามโรงพยาบาลต่างๆ อันนั้นยิ่ง "ชั่ว" หนักไปกว่าแบบของฉันอีก ...แล้วก็มันจะมีหรือเกิดขึ้นได้ไม๊ ไอ้สังคมที่ว่าเนี่ยะ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ก็ยินดีอยู่ลึกๆ ถ้าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น

 

รวมทั้งฉันก็เอาแนวคิดหรือวิธีการมองความเป็นไปต่างๆ มาวิพากษ์เทือกเถาเหล่ากอและวงศาคณาญาติของฉัน...

พ่อฉันจบ ป.4 เป็น "ไพร่" /ชาวนา มาจากจังหวัดสุพรรณฯ สืบย้อนหลังเชื้อสายของพ่อตามคำบอกเล่าของแม่ฉัน ไปในประวัติศาสตร์รุ่นปู่ทวด ว่า เป็นพวกมอญที่เป็นเชลยซึ่งถูกกวาดต้อนมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ตอนไทยยกไปตีพม่าสมัยไหนก็ไม่รู้แน่......แม่บอกว่าพ่อฉันไม่มีหัวจะคิดสร้างสรรค์อะไร ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากได้อยากดี เรื่อยๆ เอื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่ก็ขยันทำงานแบบกิจวัตรประจำวัน ทำสวน เอาของสวนไปขาย สมัยนั้นการับ "ราชการ" การได้แต่ง "เครื่องแบบ" เหมือนว่าจะเป็นที่นิยมของพวกบ้านนอกอย่างญาติๆข้างแม่ฉันที่จังหวัดนนท์ฯ แม่ฉันเล่าว่าแม่ต้องไปยืมเงินญาติมา 400 บาท ให้พ่อฉันไปเรียนขับรถ แล้วไปสมัครเข้ารับราชการทหารเป็น "พลขับ" ขับรถให้นายทหาร  และ พ่อฉันก็ยึดอาชีพนี้เรื่อยมาจนกระทั่งเกษียณราชการ และ ติดนายร้อย-ติดนายทหาร    ก็ตอนเกษียณหรือไงนี่แหละ

ภาพพ่อฉันในความทรงจำของฉันมีอยู่ไม่กี่ภาพ มีภาพที่ปลุกฉันแต่ตีสามตีสี่ให้ลงเรือบด (เรือลำเล็กหัวเรียวท้ายตัด หรือหัวเรียวท้ายเรียวก็จำไม่ได้ ) ให้ไปนั่งที่หัวเรือช่วยส่องกุ้งแม่น้ำ / ฉันว่าฉัน..ตอนนั้นต้องอายุน้อยกว่า 5 ปีแน่ๆ เพราะตอนนั้นฉันยังไม่เข้าโรงเรียน / พ่อฉันจะตกกุ้งหรือบางทีก็ลงไปงมกุ้งที่ตามชายคลองบางกอกน้อยบางตามเสาบ้านใต้ถุนบ้านของใครๆที่อยู่ชายคลอง ฉันก็คอยถือตะเกียงโป๊ะส่อง (ตะเกียงน้ำมันก๊าดเล็กๆ มีแก้วครอบ ลมพัดไม่ดับ มีที่หิ้วได้) อีกภาพหนึ่งก็คือภาพที่ฟาดฉันด้วยคันเบ็ด....

อีกความทรงจำหนึ่งเกี่ยวกับพ่อที่ฉันไม่ชอบเลย ก็คือ ถ้าแม่ไม่ส่งลุงมารับฉันไปอยู่ด้วยเสียก่อน พ่อก็จะมารับฉันไปเป็น "เด็กรับใช้" หรือ "คนใช้" ครอบครัว นายทหารตรงที่ที่พ่อฉันทำงานอยู่ ฉันคงไปถูก "(อี)คุณนาย" นายทหารคนใดคนหนึ่ง "จิกหัวใช้" แน่ๆ คงต้องไปนั่งตาปริบๆ มองลูกๆของ "นาย" และ "(อี)คุณนาย" ของพ่อฉันไปโรงเรียนโดยที่ฉันไม่ได้ไป...นั่นแหละ...พ่อฉันคิดแบบ "ไพร่" ได้แค่นั้น! คือ คิดแต่จะเป็น "ขี้ข้า" เจ้าขุนมูลนาย!

ส่วนแม่ฉัน จบ ม.6 อยู่จังหวัดนนท์ฯ เป็นชาวอะไรล่ะ จะว่าเป็นชาวสวนก็ไม่เชิง สืบย้อนหลังเชื้อสายของแม่ฉัน ย้อนหลังไปถึงสมัยตาทวดยายทวดและตาทวดยายทวดของตาทวดยายทวดย้อนหลังไปอีกหลายๆชั้น ตามที่แม่ฉันเล่า ว่า ต้นสาย จะมาจากตระกูลขุนนาง ที่นามสกุล มีคำ ว่า "ณ" อยู่ตรงกลาง สองสามคำหน้าแปลว่า "ขี้ข้า" และสี่ห้าคำสุดท้ายเป็น ชื่อจังหวัดหนึ่งที่หนึ่งที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของภาคกลาง ซึ่งมาสมัยที่ให้มีการตั้งนามสกุลได้ ตาของฉันเป็นคนหัวสมัยใหม่บอกไม่ชอบคำที่แปลว่า "ขี้ข้า" เลยแตกมาตั้งนามสกุลใหม่เป็นชื่อไทยๆ มี ๒ พยางค์ แม่ฉันเล่าว่า พ่อแม่ของตาของตา มีโรงทาสด้วย สมัยก่อนตระกูลของตาเป็น "นายทาส" ส่วนพอตกมารุ่นตา ตาฉันเป็น "นายเบี้ยนายบ่อน" และ เป็นเจ้าของ "เรือโยง" จัดว่ามี "ฐานะดี" ในละแวกนั้น

ตาฉันตายตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 29 ปี ดูในรูป ฉันว่าตาฉันเป็นคนโบราณที่หน้าตา "ดี" ทีเดียว ตาตายด้วย "ไข้มาลาเรีย" ตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทิ้งยายฉันที่อายุยังน้อยพร้อมลูกเล็กๆ อีก 6 คน ไว้ข้างหลัง ยายไม่เคยทำมาหากินด้วยตัวเองเลย เคยแต่นั่งเป็นคุณนาย-นายเบี้ยนายบ่อน คุณนายไต้ก๋งเจ้าของเรือโยง พอตาตายยายฉันทำมาหากินไม่เป็นได้แต่ขายสมบัติที่ตาทำไว้เลี้ยงลูก ขายเครื่องทองบ้าง เครื่องเงินบ้าง จนหมดบ้าน ประกอบกับยายยังสาวก็เลยแต่งงานใหม่ แม่ฉันเล่าว่าพอยายแต่งงานใหม่พวกลูกก็เลยหนีไปอยู่กับญาติคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง แตกกระสานซ่านเซ็นกันไป แม่ว่าชีวิตที่เคยสุขสบายไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว หลังจากตาตายท่าทีของผู้คนเปลี่ยนไป...แม่ว่าแม่ลำบากมากและแม่ต้องเลี้ยงน้องๆ ด้วย

ฉันว่าการไม่มีพ่อแม่ปกป้อง       การต้องไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่      แม้จะเป็นญาติพี่น้องห่างๆ ที่อยู่กันอย่างไม่เป็นสัดส่วน จึงเป็นที่มาของความสัมพันธ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างแม่กับพ่อฉันกระมัง... และ       เป็นต้นกำเนิดตัวตนของฉัน แม่ฉันกำลังเรียน แม่ว่า..แม่เลยเรียนไม่จบ

ตอนแม่ฉันหนีไป อยู่กินกับสามีใหม่ฉันก็มีสภาพเหมือนแม่ตอนยายมีสามีใหม่ คือต้องไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ มีสภาพเป็น "คนoอก" ของครอบครัวของญาติ แต่ฉันยังเด็ก ฉันเลยไม่มีปัญหา "เรียนไม่จบ" เหมือนแม่...ฉันรอดชะตากรรมตรงนี้มาได้!

พอตกมาถึงรุ่นแม่ฉัน เริ่มแรกแม่ฉันตอนอยู่กับพ่อฉันเป็นชาวสวน เช่าสวนเขาทำ ต่อมาแม่ฉันก็ไปทำงานโรงงานทอผ้า-แม่ฉันเคยเป็นสาวฉันทนา! พอแม่หนีไปอยู่กินกับสามีใหม่ก็มีอาชีพเป็นแม่บ้านฝรั่ง แล้วก็อาชีพปลูกบ้านให้ฝรั่งเช่า พร้อมๆ ไปกับการเปิดร้านขายของชำ พอฝรั่งถูกตะเพิดปิดฐานทัพกลับประเทศของมันไปกันหมด แม่ฉันก็เริ่มอาชีพนายหน้า จากนายหน้าค้าแรงงาน-ส่งคนงานไปนอก ก็มาเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินและเปิดร้านขายของชำกับมีบ้านให้เช่าไปด้วยจนบัดนี้!

และปัจจุบันที่ฉันมักจะขัดแย้งทางความคิดับแม่ฉันบ่อยๆ คือ อาชีพนายหน้านี้แม่ไม่ทำอาชีพนี้กับคนอื่นเท่านั้น แม่ทำแม้กับฉันด้วย แต่เวลาแม่จะเอาอะไรจากฉัน แม่อ้างว่าเป็นเรื่องของการ "ทดแทนบุญคุณให้พ่อให้แม่ หรือเป็นเรื่องของการแผ่ "บารมี" ช่วยเหลือน้องๆ แต่ทีเวลาแม่หรือน้องๆ จะทำอะไรให้ฉัน จะคิดเงินและหักเงินหักอะไรเป็นค่านายหน้าค่าดำเนินการอะไรหมดเลยนะ หักกินไปไม่รู้จบเลยนะ...ตรงนี้แหละที่ฉันไม่ชอบใจ! บางครั้งฉันโมโหเสียจนคิดว่าตายเสียก็จะไม่เผาผี และ     ตัวฉันเองก็เตรียมจะตายโดดเดี่ยว     อย่างคน "ไร้ญาติ ขาดมิตร"      ที่ไม่มีใครมาเผาผี...    ตามบ้านพักคนชรา      หรือ      ตามข้างถนน    ที่ไหนสักแห่ง!...เช่นกัน....แบบว่าให้สะใจกันไปข้างประมาณนั้น

อย่างไรก็ดี ฉันก็ไม่ชอบระบบคิดแบบของพ่อฉันที่สืบสายมาจาก "ไพร่" ที่มองมนุษย์คนอื่นที่ "เหนือกว่า" เป็น "นาย" และคอยแต่จะเป็น "ขี้ข้า" เขาร่ำไป ตัวเองเป็น "ขี้ข้า" เขายังไม่พอ ยังจะส่งต่อ ความเป็น "ขี้ข้า" นั้นมาให้ฉันด้วย และฉันก็ไม่ชอบระบบคิดแบบแม่ของฉันที่สืบสายมาจากพวกนายทาส นายเบี้ยนายบ่อน มาเป็น "นายหน้า" ที่หากินกับ "ส่วนเกิน" / "ส่วนต่าง" แบบให้ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องไม่ครบและหากินด้วยวิธีนี้แม้กระทั่งกับฉันซึ่งเป็นลูก และพวกน้องๆ ฉันมันก็ทำกับฉันเหมือนที่แม่ทำกับฉัน....แต่แม่ก็ยังดีที่ไม่มีความคิดจะส่งฉันไปเป็น "ขี้ข้า" ใคร แม่มีแต่หาทางให้ลูกๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือ แม้น้องฉันลูกสามีใหม่แม่ที่ไม่มีปัญญาจะสอบเข้ามหา'ลัยปิดของรัฐ แม่ฉันก็ยังกระเสือกกระสน ส่งเข้าเรียนมหา'ลัยเอกชน  ที่ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนมากกว่ารายได้แต่ละเดือนที่น้องฉันหาได้ในแต่ละเดือนเมื่อจบมาแล้วเสียอีก คือ แม่ฉันไม่มีความคิดจะส่งลูกคนไหนไปเป็น "ขี้ข้า" ใครๆ เหมือนพ่อฉันเลย

ฉันจึงให้เครดิตกับ "ความเป็นไพร่" ในแง่ที่เป็น "แรงงานสร้างโลก" แต่ไม่ให้เครดิตกับ "ความคิด" แบบ "ไพร่" ที่คิดแต่จะเป็น "ขี้ข้า" เขาร่ำไป แบบความคิดพ่อของฉัน และให้เครดิตกับ แม่ฉันตรงที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและพยายามจะให้ลูกทุกคนจบการศึกษาสูงๆ ระดับปริญญาตรีที่แม่ฉันไม่เคยได้จบ ซึ่งแม่ว่าถ้าตาฉันไม่ตาย ฉันก็คงไม่ได้เกิดและแม่ฉันก็คงเรียนจบสูงๆ เป็นครูบาอาจารย์ไปแล้ว..!?!

เมื่อพิจารณาเทือกเถาเหล่ากอของตัวฉันเอง พิจารณาสถานะทางเศรษฐกิจของตัวฉันเอง รวมทั้งการดำรงอยู่ของตัวเองในทุกๆ มิติย้อนหลังไปปี 2519  ณ ปีนั้น พ.ศ.นั้น  หากสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงไป   ฉันก็ไม่มีอะไร ที่จะต้องสูญเสีย.... และ...   ก็ไม่มีอะไรที่ยังความภาคภูมิใจให้ฉันต้องรักษาไว้...แม้แต่ความเป็น "ชาติ" ที่ถูกปลูกฝังให้รู้สึกภาคภูมิใจมาแต่สมัยเรียนชั้นประถมฯ

ก็ทำไมฉันต้องรักษาและภูมิใจใน "ชาติ" ที่ฉัน้องยู่ในสถานะเสียเปรียบล่ะ? ชาติที่ฉันต้องอยู่ในคน "จำพวกหนึ่ง" ที่ได้แต่ "นั่ง" มองตาปริบๆ ดู คนในชาติอีก "จำพวกหนึ่ง" มีจนเหลือกินเหลือใช้ในขณะที่ฉันอัตคัดขาดแคลนไปเสียทุกสิ่ง เมื่อเทียบกับคน "จำพวกนั้น"

 

จาก ทฤษฏีทางการเมือง การปกครอง -ทฤษฎีทางเศรษฐกิจ/เศรษฐศาสตร์อะไร ที่ฉันอ่านไปอ่านมา ไม่รู้ทฤษฏีอะไรเป็นทฤษฎีอะไรของใครกันบ้าง  แต่ฉันก็พอจะจับแพะชนแกะได้ว่าว่า เขา ( "เขา" ก็คือ พวกเจ้าของหรือพวกต้นคิดทฤษฎีที่ฉันอ่าน) ว่า "การถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล"  เป็นต้นกำเนิดของความ "ชั่วร้าย" ทั้งมวล ทั้งความไม่เป็นธรรมในสังคมมนุษย์ ทั้งความอดอยากหิวโหย  เช่น ในสังคมทุนนิยมที่คนจำนวนน้อยนิด ถือครองปัจจัยการผลิตจำนวนมากของสังคม เราจะเห็น คนอดตายข้างกองข้าวสารที่สูงเป็นภูเขาเลากา โดยที่ไม่สามารถจะเอาข้าวสารจำนวนมากมากินได้เพราะมันเป็น "ข้าวสาร" ที่เป็น "กรรมสิทธิ์" ส่วนบุคคลของคนอื่น เราจะเห็น ภาพเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศที่ร่ำรวย ยินดีที่จะ เททิ้งลูกไก่หรือผลผลิตทางเกษตรทิ้งลงทะเลเพื่อตรึงราคาผลผลิต คู่ขนานไปกับภาพความอดยากยากแค้นของประชาชนในประเทศยากจนอย่างเอธิโอเปียในอีกซีกโลกหนึ่ง เป็นต้น / เช่นเดียวกับภาพเศรษฐีเมืองไทยนั่งรถคันละ ยี่สิบสามสิบล้านขณะที่คนไทยอีกค่อนประเทศไม่มีกระทั่งที่จะซุกหัวนอน นั่นแหละ (ฟ๊ะ) ฉันว่านะ

โลกนี้ ที่ชีวิตนานาชนิด ต้องอดยากยากแค้นจึงไม่ใช่เพราะ โลกไม่มีของกินของใช้สนองทุกคน ทุกชีวิต แต่เพราะของกินของใช้ที่โลกมีให้กับทุกคนหรือ ทุก "ชีวิต" ในโลกนี้ มันถูกถือครองเป็น "กรรมสิทธิ์" ส่วนบุคคลของ มนุษย์จำนวนน้อยคนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นหนึ่ง!

ฉันจึงเห็นว่า "ชาติ" นี้ จึงควรถูกปฏิวัติและจัดระเบียบเสียใหม่! แล้วสร้าง "ชาติ" ที่จะไม่มีใครได้นั่งรถยนต์ราคาแพงกว่า "บ้าน" ที่ฉันและคนส่วนข้างมากของ "ชาติ" ซุกหัวนอนเป็นร้อยๆ พันๆ เท่า!...ดู ดู๊ "เค้า" ทนนั่งกันเข้าไปได้ยังไง(ฟ๊ะ) รถ Rayam อะไร ราคาตั้ง ๒๓ ล้าน? / ฉันอิจฉา "เค้า" ซะจนขอบตาร้อนผ่าวๆ แล้วน่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่มันก็เป็นไปแต่ในทางความคิดนะ ในทางปฏิบัติฉันก็ไม่แน่ใจหรอกว่า ฉันจะไปทำอะไรได้บ้าง? ได้แค่ไหน? และ จริงๆ จะทำได้หรือเปล่า? เพราะที่ฉันอยากได้อยากเห็นสังคมใหม่ก็ไม่ใช่ด้วยความคิด "เสียสละ" เพื่อ "คนยากคนจน" อะไร เพราะ คนยากคนจนที่เป็น "ปัจเจกชน" รอบๆ ตัวที่ฉันเห็นๆ ที่ฉันรู้จัก ๆ ก็มีอะไรให้ฉัน ชิงชังรังเกียจอยู่ไม่น้อย ส่วนพวกคนร่ำคนรวยคนมีกะตังฉันไม่รู้จักแต่เห็นตามหน้านิตยสารตามหนังสือพิมพ์ หรือนั่งรถเมล์ผ่านแล้วเห็น "บ้าน" ของพวกเขา ก็มีอะไรให้ฉัน "อิจฉาตาร้อน" และ "หมันไส้" ได้อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินสะหริงคารที่พวกเขามี หรือ ความรักความอบอุ่นอะไรที่เขามีให้แก่กันในครอบครัวที่แสดงอยู่ในหนังสือ รือ นิตยสารทั้งหลาย...

ฉันจึงคิดทึกทักว่า ถ้าสังคมจะเปลี่ยนไปแบบที่ ทุกคนจะมีและไม่มีอะไรเหมือนๆ กันเท่าๆ กัน ก็น่าจะดี ตอนนั้นฉันก็อายุราวๆ 19 ปีเองนิ ก็คิดง่ายๆ เออ,รบๆ กัน ทำสงครามกัน "สงครามประชาชน" คนรุ่นนี้ตายไปคนรุ่นใหม่ก็จะได้อานิสงค์จากสังคมที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อ "สงครามประชาชน" เสร็จสิ้นลง แล้วก็จัดระเบียบสังคมกันใหม่ ทุกคนเท่ากัน ไม่มีทรัพย์สินเท่าๆกัน ไม่มีกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตอะไรเท่าๆ กัน....!?!

ฉันอิจฉาตาร้อนพวกเขาและเฝ้าแต่คิดว่า ถ้าสังคมเปลี่ยนไปเป็นแบบที่ฉันทึกทักเอานี้ พวกนี้จะมีสภาพเป็นอย่างไร? นึกๆแล้วในตอนนั้นก็แอบรู้สึกสะใจดี! สะใจอยู่ลึกๆ ที่จะได้เห็น "พวกมั่งมีศรีสุข" ลงมาทุกข์ยากขุกเข็ญบ้าง?

 

เช่นเดียวกันฉันก็เอาแนวคิดหรือวิธีการมองความเป็นไปต่างๆ ดังกล่าวมามองคติธรรมความเชื่อที่ "สังคมไทยรอบตัวฉัน" /รวมทั้งฉันอันเคย/ มีต่อคนพิการด้วย

เออ,พอว่าเป็นเรื่องของบุญกรรม-เวรกรรมเฉพาะตัวแต่ชาติปางไหนๆ ก็ "ง่าย" เลย ง่ายที่สังคมไทย-หรือสังคมไหนๆ ก็ตามที่มีคติความเชื่อแบบนี้ จะปล่อยปละละเลยและละทิ้งคนพิการ เช่น ทิ้งให้คนตาบอดร้องเพลงขอทานอยู่ตามข้างถนน ทิ้งให้คนแขนด้วนขาด้วนกลิ้งเกลือกขอทานอยู่ตามสะพานลอย หรือหน้าห้างสรรพสินค้า ตามงานวัด ฯลฯ ไม่ต้องคิดจะแบ่งปันช่วยเหลืออะไรกันให้เป็นชิ้นเป็นอันกันล่ะ เพราะคิดเสียแล้วว่า พวกคนพิการนี้ มันเป็นเรื่องของเวรกรรมเฉพาะตัว !

ฉันจึงมองว่าคติความเชื่อเช่นนี้ แฝง ความ "เห็นแก่ตัว" ไว้ข้างในอย่างแนบเนียน ทำให้การเพิกเฉย หรือการดูหมิ่นถิ่นแคลนคนที่เกิดมาแตกต่างอย่างคนพิการ ซึ่งมี จำนวนน้อยกว่า และอ่อนด้อยพละกำลังกว่าโดยธรรมชาติ เป็นความชอบธรรม..หรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่อง "ไม่ผิด" หรือ ไม่ต้อง "รู้สึกผิด"

ทั้งๆ ที่ คนพิการ/ความพิการ/ความแตกต่างทางสรีระของมนุษย์ก็เช่นเดียว กับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ที่การถือกำเนิดเกิดมารุ่นต่อรุ่น ต้องมีที่จะเบี่ยงเบนหรือกลายพันธุ์ผ่าเหล่าผ่ากอไปบ้าง ซึ่ง สัตว์สายพันธุ์อื่น มันไม่มีสมองที่จะคิด มันจะพากันปล่อยให้สายพันธุ์ หรือ "ตัว" ที่อ่อนแอตายไปเอง แต่มนุษย์มันมีสมองนะ มันคิดได้นะ ก็คิดแก้ไขและช่วยเหลือกันสิ(ฟ๊ะ) นี่อะไรดันไปคิดหรือสร้างคติความเชื่ออะไรให้มนุษย์ด้วยกันละเลยทอดทิ้งกันเหมือนสัตว์เดรัจฉานไปได้...

ถ้าใครจะค้าน..หรือไม่เห็นด้วยกับฉันตรงนี้ ก็ไปเดินดูหน้าห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวนะ ไปดูสิว่า คนแขนด้วนขาด้วนที่นอนกลิ้งเกลือกอยู่กับกะลา/กระป๋องขอทานน่ะ คุณภาพชีวิตแตกต่างจาก "ไอ้ด่าง" สัตว์เดรัจฉานที่เดินเพ่นพ่านอยู่ข้างถนนด้วยกันตรงไหน?

 

ฉันจึงไม่ชอบคติธรรมความเชื่อแบบนี้ และ คิดสร้างคติความเชื่อ "แบบของฉัน" ขึ้นมาจากแนวคิดหรือวิธีมอง "โลก" อีกแบบหนึ่งที่ฉันได้มาจากการอ่าน หนังสือ และ หนังสือ พวกนั้น ในแทบทุกๆ ด้าน

แต่จะอย่างไรก็ค่อยๆ ตามอ่านกันในตอนต่อๆไปละกัน เพราะตอนนี้ฉันเซ็งที่จะเขียนแล้ว บทนี้เขียนซะยาวเลย   ยาวเกินไป...ยาวซะจนตัวคนเขียนเองก็ยังเซ็ง..เฮ้อ..

 

สรุปดื้อๆ ก็คือ เพราะหนังสือที่ฉันอ่าน ดูเหมือนจะให้ภาพของ "ผู้คน" ที่มีวินัย และมีความเสียสละ ที่เรียกว่า "นักปฏิวัติ"..

ฉันจึงหวังจะเห็น "สังคมใหม่" เกิดขึ้น สังคมที่ผู้คนทั่วทั้งสังคมจะมีอะไรๆ เท่าๆ กัน ใกล้เคียงกัน จนก็จนเหมือนๆ กัน มีกินหรือไม่มีจะกินก็เหมือนๆ กัน

ที่สำคัญ คือ ต้องเป็นสังคมที่ พวก "ผู้ใหญ่" จะต้อง "รับผิดชอบ" กับ "เด็กๆ" อย่างไม่มีเงื่อนไข เช่น ไม่เห็นแก่ตัว พ่อแม่เสียสละเพื่อลูก สามีรับผิดชอบต่อภรรยา ภรรยารับผิดชอบต่อสามี ไม่มีการคบชู้ เล่นชู้ เป็นสังคมที่ไม่มีการค้าประเวณี ฯลฯ เป็นสังคมที่ไม่มีอบายมุขในทุกๆ รูปแบบ....สังคมแห่งคุณธรรมสังคมแห่งอุดมคติตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศ ประมาณนั้นเลย?

ฉันยังจำขำขันที่เล่ากันเกี่ยวกับ ประธานเหมาของจีนเจอกับผู้นำสหรัฐฯ ได้ ที่ว่า ประธานเหมาของประเทศจีน ตอบคำถามของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่ถามว่า  "ประเทศของคุณมีโสเภณีไม๊" พอเหมาตอบว่า "จีนมีโสเภณีอยู่แห่งหนึ่ง" เท่านั้นแหละ รอยยิ้มเยาะแบบว่า "นั่นไง" /"ว่าแล้วเชียว" ก็ผลุดพรายขึ้นบนใบหน้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่พอเหมาพูดต่อว่า " มีอยู่แห่งเดียว คือ ที่ไต้หวัน" รอยยิ้มก็จางหายจากหน้าของประมุขสหรัฐฯ ไปทันที!

เรื่องราวของ "นักปฎิวัติ" ที่เล่าขานผ่านตัวหนังสือส่งต่อเข้ามาในหัวสมองของฉัน มันก่อให้เกิดความคิด ที่ให้ฉันอยากไปเป็น "นักรบประชาชน" / "นักปฎิวัติ"-"นักปฏิวัติของประชาชน" อะไรประมาณนั้นกับเขาบ้าง หรือถ้าเป็นอะไรแบบนั้นกับเขาไม่ได้ เพราะ คุณธรรมความสามารถไม่ถึง...

คือ สายเลือด "ไพร่" จากทางพ่อของฉัน กระมัง ที่มักจะทำให้ฉันเห็นตัวเองต่ำต้อยและคนอื่นสูงส่งกว่าตลอดเวลาตามที่ "ไพร่" ทั้งหลายถูก "ฝังหัว" ไว้? มาแต่ดึกดำบรรพ์และยังคงเหลือตกทอดมาซุกซ่อนลึกๆอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉัน ฉันจึงมักจะดูหมิ่นถิ่นแคลนตัวเองเป็นพื้นเลยนิ ไม่ค่อยเชื่อว่าตัวเองจะทำอะไรๆ ได้ ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ฉันเลยเหมือนต้องคอยเกาะเกี่ยวใครๆไว้ ให้มั่นใจว่าจะทำให้อะไรๆ ที่คิด ที่หวัง จะให้เป็นไป เป็นไปได้ !?!

ก็ขอเป็น "ผู้ช่วย" หรือ "ผู้ติดตาม"/ "นักปฎิวัติฯ" ก็ยังดีน่ะ....ตอนนั้นฉันคิดง่ายๆ แค่นี้...

ก็ใครจะไปรู้ว่า สังคมอุดมคติแบบที่ฉันว่าอะไรนี่ มันจะสร้างยากสร้างเย็นแท้ และก็ลำบากยากแค้นปางตายแบบนั้น...แล้วบ้างก็ตายไปแล้วจริงๆ ด้วย...แล้วก็ยังสร้างไม่ได้

แบบว่าตายแล้วเกิดอีกกี่รุ่นก็ไม่รู้ว่า สังคมแบบที่ฉันว่า จะมีทางเกิดขึ้นได้หรือเปล่า หรืออาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยก็ได้......แรงต้านแรงเหวี่ยง ตัวแปร มากมาย...

หรือเกิดชนะแล้วสร้างได้ขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่า จะเป็นเหมือนอย่างที่คิดที่ต้องการที่ฝันใฝ่ไว้หรือไม่?

ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่า.. ก็ใครจะไปรู้ล่ะนิ ! ตอนนั้นก็วัยรุ่นนิ ก็อายุ 19 ปลายๆ เองนิ

แต่ความคิด ความเชื่อ อะไรใหม่ ๆ ก็เหมือนภูเขาไฟที่ระเบิดเทิดเทิงอยู่ในสมองของฉัน!?! ให้ตายสิ ด้วยอิทธิพลทางความคิดจากหนังสือที่ฉันอ่านซึ่ง "เข้ากันได้" กับพื้นฐานทางประสบการณ์การชีวิตด้านครอบครัวของฉัน ณ ตอนนั้น ฉันมีความปารถนาอย่างแรงกล้า ในอันที่จะได้เห็นสังคมนี้ถูกจัดระเบียบใหม่!

ฉันจึงไม่สงสัยเลยว่าทำไม ชนชั้นปกครอง และชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคม หรือผู้คนในสังคมบางส่วนบางสถานะ ที่งี่เง่าล้าหลัง และ มืดมิดอวิชชา ทั้งหลายทั้งปวงทั้งในอดีต และ ปัจจุบัน ทุกยุคทุกสมัยของทุกประเทศ ของเกือบทุกลัทธิเกือบทุกความเชื่อในโลกนี้ จึงปิดกั้นไม่ให้ประชากร หรือสาวกของตนได้มีอิสรเสรีภาพ ที่จะเลือกอ่านเลือกศึกษาหนังสืออะไรก็ได้

เพราะ ยิ่งรู้น้อย เท่าไร ยิ่งโง่เท่าไร ก็ยิ่ง "ปกครอง" ง่ายขึ้น เท่านั้น ก็ยิ่ง "เอารัดเอาเปรียบ" ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น!

 

กลับไป บทที่ 7 / back to main page / CMU /ไป บทที่ 9

 

 

 

 .

แสนแสบ ( Bb )
ชรินทร์ นันทนาคร
Bb

ดนตรี 4 Bars..2...3...
4..อกพี่กลัดหนอง พี่หมองดั่งคลองแสนแสบ
เจ็บจำดังหนามยอกแปลบ แปลบ
แสบแสนจะทน
โอ้ว่ากังหัน ทุกวันมันพัดสะบัดวน
อยากจะรู้จิตคน จะหมุนกี่หนต่อวัน
ย่างเดือนสิบสอง ฟากคลองเจิ่งนองน้ำหลั่ง
อยู่ไกลกันคนละฝั่ง ฝั่ง ยังร้องสั่งกัน
สิ้นเดือนสิบสอง น้ำนองแห้งคลองขอดพลัน
สิ้นความรักจากกัน
เหมือนกังหันเปลี่ยนทางลม


แสนแสบ แสบแสนเปรียบแม้นชื่อคลอง
นี่คือโลงทองของเรียม ขวัญ เขาฝากชีพจม
แต่คลองยังช้ำ เหลือไว้แต่น้ำขุ่นตม
พี่จึงช้ำจึงช้ำขื่นขม ขม ตรมเสียกว่าคลอง
เจ้าจากพี่มา เจ้าลืมทุ่งนาฟ้ากว้าง
เจ้าลืมฟากคลองสองฝั่ง ฝั่ง ลืมทั้งทุ่งทอง
จวบจนบัดนี้ มิเห็นมีน้ำเจิ่งนอง
ชื่อว่าแสนแสบคลอง
เหมือนคนหมองต้องแสบแสน
ดนตรี 4 Bars..2...3...
4..เจ้าจากพี่มา เจ้าลืมทุ่งนาฟ้ากว้าง
เจ้าลืมฟากคลองสองฝั่ง ฝั่ง ลืมทั้งทุ่งทอง
จวบจนบัดนี้ มิเห็นมีน้ำเจิ่งนอง
ชื่อว่าแสนแสบคลอง
เหมือนคนหมองต้องแสบแสน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 2528-2552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found