ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

 

 

 

ช่วงปี 2518-2519

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 6 / รูมเมทที่รัก

ช่วงอยู่ปีหนึ่งปีสอง ฉันจะได้อยู่หอพักในมหา'ลัยตลอด ปีสองที่ให้จับฉลากฉันก็จับได้ มีเพื่อนร่วมห้องหรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า "รูมเมท" เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายคน จนจำไม่ได้ ว่าใครเป็นใครบ้าง ที่จำได้ก็ที่เป็นรูมเมทจากคณะแพทย์ ซึ่งคนหนึ่งมีกิจกรรมร่วมกันพอสมควร แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องกันอย่างเป็นทางการ หรือเป็นโดยการไป "สิงหอ" กัน

"สิงหอ" เป็นคำใช้เรียก การที่เราไม่ได้อยู่หอนั้น แต่เราไปนอนหอนั้นกับเพื่อนที่อยู่หอนั้น จำได้เป็นเลาๆ ว่า ช่วงที่มีการประท้วงในมหาวิทยาลัย ฉันตามเพื่อนคนโน้นบ้างคนนี้บ้างตามพวกรุ่นพี่บ้าง ไปฟังและไปเข้าร่วมวงสัมมนาไปเรื่อย บางทีก็ทาง "ฝั่งสวนสัตว์" บางทีก็ข้ามไปทาง "ฝั่งสวนดอก" ถ้าทาง "ฝั่งสวนสัตว์" ก็แบบว่าถ้ามืดมากดึกมาก 4-5 ทุ่มจะกลับหอของตัวเองไม่ทันหรือต้องการคุย/ทำงาน-เขียนโปสเตอร์-ใบปลิว กันต่อ ก็ใกล้หอใคร ก็ "สิงหอ" นั้น ถ้าข้ามไปทางฝั่ง "สวนดอก" ก็มักจะไปนอน "หอพยาบาล" กัน

เพื่อนจากคณะแพทย์คนนี้ เป็นเพื่อนที่ฉันรู้สึกผูกพันทางจิตใจมากที่สุดในบรรดาเพื่อนทั้งหมดที่ฉันเคยมี...นับแต่เด็กจนบัดนี้! จัดอยู่ใน a few good men/women in Thailand ของฉันอีกคนหนึ่ง เพราะ สิ่งที่เธอคิดสิ่งที่เธอทำนั้น...ไม่ธรรมดา เธอเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของผู้คนไม่กี่คนในผู้คนที่จะออกไปประกอบวิชาชีพแพทย์ที่มีความคิดเพื่อ "สังคม" สมัยก่อนหน้านั้นแพทย์เชียงใหม่จบออกมาแล้ว รุ่นแรก ๆ ที่ยังไม่มีระเบียบให้ใช้ทุน ก็เห็นว่ามีบางรุ่นขึ้นเครื่องบินไปทำมาหากินเมืองนอกกันยกรุ่นหรือยกเครื่องกันนี่แหละ ฉันก็จำเขาเมาท์ต่อๆ กันมาแบบ "ฟังได้ศัพท์จับมาไม่กระเดียด" ทำนองนี้ แพทย์เชียงใหม่รุ่นต่อๆ มา ที่เก่งๆ ก็พ่อแม่ใช้ทุนให้..สมัยก่อนก็แค่แสนสองแสนเอง แล้วไปทำงานเอกชนแบบว่าตั้งคลินิกเองหรือตั้งโรงพยาบาลเอง หรือโรงพยาบาลเอกชนที่ดังๆ ก็จะมาซื้อตัวไปเลย ประมาณนี้ จึงไม่ค่อยมีใครที่คิดจะทำอะไรเพื่อสังคมอย่างจริงจังกันสักเท่าไร  ส่วนข้างมากที่สุดจึงคิดแต่จะ "เมคมันนี่" หรือ ทำเงินอย่างไรกันทั้งนั้น..แต่เพื่อนฉันคนนี้ ตอนนั้นฉันไม่เห็นเธอคิดเรื่องการทำเงินพวกนี้ เธอคิดเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับประชาชน เกี่ยวกับสังคม...เธอน่ารัก ก็ตรงนี้...

พูดถึงเรื่องความคิดแต่จะ "เมคมันนี่" ของพวกหมอนี่ ก็รวมฉันด้วยนะที่คิด เพียงแต่ฉันเก่งทำข้อสอบเอ็นฯ น้อยกว่าเขาไปหน่อยเลยสอบไม่ติดแพทย์กะเขาน่ะ ซึ่งถ้าสอบติด ฉันก็คงคิดแต่เรื่องทำเงินเหมือนกันแหละ เพราะแม่ฉันพูดกรอกหูมาแต่เด็กว่า "เป็นหมอดีกว่า ได้เงินด้วย ได้บุญด้วย แต่เป็นพยาบาลไม่ดี คอยแต่รับคำสั่ง ถูกโขกถูกสับ เป็นเบี้ยเป็นลูกไล่หมอ" !?! แม่ฉันว่างั้น..รู้สึกประโยคกรอกหูแบบนี้จะได้ผลนะ เพราะฉันไม่เคยคิดอยากจะเป็นพยาบาลเลย

ฉันเป็นคนมีเพื่อนไม่มาก สมัยเด็กสมัยก่อนไม่มีชั้นอนุบาล มีแต่ชั้นมูน กับ ชั้นประถมหรือชั้น ป.ขึ้นไปเลย ฉันไม่ต้องอยู่ชั้นมูนฉันตามน้าสาวคนสุดท้องของแม่ที่อายุแก่กว่าฉัน 1 ปี เข้า ป.1 ไปเลยเพราะฉันอ่านหนังสือคล่องกว่าน้าสาวฉันที่จะเข้า ป.1 เสียอีก แม่สอนฉันตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน ตอน ป.1

ฉันอยู่ จังหวัดนนท์มีแต่เพื่อนลูกพี่ลูกน้อง ป.2 ย้ายมาอยู่แถวสลัมราชวัตรใน กทม. ฉันจำเรื่องเพื่อนไม่ได้เลย จำได้แต่กิจกรรมในโรงเรียน ก็มีเรียนกับกิจกรรมการทำความสะอาดห้องที่ต้องคอยเก็บดอกไม้ใบไม้โดยเฉพาะใบเล็บครุฑไปใส่แจกันให้ครู ตอนไปอยู่สุพรรณ ป.3/ ป.4 ก็มีแต่เพื่อนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พอตอน ป.5 ที่แม่ฉันส่งลุงข้างแม่มารับฉันไปอยู่ด้วยทางภาคอีสาน ระดับ ป.5-ป.7 เพื่อนฉันก็ไม่มาก มีคนสองคน จำได้ว่าคนหนึ่งคอยลอกแต่การบ้านฉัน

พอขึ้นชั้นมัธยม ม.ศ.1-ม.ศ.2 ฉันก็มีเพื่อนเป็นเซทอยู่ราว 4 คน ก็ไม่เยอะอีก แต่เพื่อนเซทนี้ทำให้ฉันรู้จักคำว่า "เพื่อน" จริงๆ จังๆเป็นครั้งแรก เซทของฉันสอบได้คะแนนเป็นที่ 1-ที่ 4 ของห้องและของโรงเรียน ที่ได้ที่หนึ่งกับที่สองสลับกันคู่นี้ เป็นแพทย์แล้วทั้งคู่ คนหนึ่งนั้น ฉันมีโอกาสไปฟังปาฐกถาที่หอประชุมคณะแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ยังเห็นชื่อเธอติดอยู่ ฐานสอบได้ในระดับที่ใครยังทำลายสถิติไม่ได้ ที่ได้ที่สามที่สี่สลับกันคือฉันกับเพื่อนอีกคน ที่ไปสอบเข้ามหา'ลัยได้คณะวิดยากัน/ฉันวิดยาเชียงใหม่ เพื่อนวิดยา ม.เกษตร พอ ม.ศ.3-ม.ศ.5 ฉันย้ายกลางคันเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ฉันจำชื่อเพื่อนตอน ม.ศ.3 ได้คน จำชื่อเพื่อนตอน ม.ศ.4-ม.ศ.5 ได้อีกคน

เพื่อนทั้งหมดในช่วงชีวิตของวัยนักเรียน ไม่ได้ใช้ชีวิตกินนอนด้วยกัน ฉันไม่ได้นึกถึงด้วยความรู้สึก "ผูกพัน" อะไร มีอยู่คนเดียวที่เคยได้ติดต่อกันบ้าง เพื่อนที่ฉันมีความรู้สึก "ผูกพัน"  ก็มีแต่เพื่อนระดับมหา'ลัยช่วงวัยนักศึกษาเท่านั้นที่เคยได้ใช้ชีวิตกินนอนด้วยกันจากการอยู่หอบ้าง จาก "การออกค่าย" บ้าง หรือ จาก "การออกชนบท" ด้วยบ้าง

เพื่อนช่วงเป็นนักศึกษา ที่ฉันยังคงนึกถึงด้วยความรู้สึก "ผูกพัน"  อยู่ค่อนข้างมาก ก็เพื่อนคนนี้..แม้จะเป็นเพียงความผูกพันในอดีต ที่ปัจจุบันก็ห่างเหินกันไปตามกาลเวลา และ ตามภารกิจในวิถีชีวิตที่แยกย้ายแตกต่างกันไปตามอัตภาพ...

ฉันจำไม่ได้ว่ารู้จักเธอยังไง เจอกันเมื่อไหร่ เจอกันตรงส่วนไหนของมหา'ลัย เหมือนมีเรื่องราวอัดตึบอยู่มากมาย แต่จำได้น้อยเรื่องเหลือเกิน ก็เนิ่นนานมาหลายปี ก็ลืมๆ ไปเกือบหมด    แต่นึกถึงเธอทีไร  ฉันจะนึกอยู่ 2 เรื่อง

เรื่องหนึ่งก็เวลาคุยกัน ฉันมีคำถามหนึ่งจนฉันคุยไปเรื่องอื่นหลายเรื่องและมีคำถามใหม่ แต่เธอยังคิดเรื่องคำถามแรก เธอคิดรอบครอบรอบด้านทีละเรื่อง แต่ฉันคิดทีเดียวหลายเรื่องแต่แต่ละเรื่องฉันคิดขาดๆเกินๆ

อีกเรื่องหนึ่ง เหมือนจะเป็นเหตุการณ์ที่หมู่บ้านไหนสักแห่งจำไม่ได้ เราออกชนบทไปด้วยกัน ไปอยู่บ้านชาวบ้านที่ไหนหนา..แม่แตง..สันกำแพง..หรือเวียงป่าเป้า..ไม่แน่ใจ บ้านชาวบ้านภาคเหนือส่วนใหญ่ที่เราไปกินนอนอยู่ด้วยจะเป็นบ้านไม้ปลูกยกพื้นมี "นอกชาน" เป็นพื้นที่โล่ง ๆ ของตัวบ้าน แล้วจึงต่อด้วยห้อง เขาจะให้เรานอนห้องที่ต่อกับนอกชาน เช้าขึ้นก็ตักน้ำในโอ่งตรงนอกชานแปรงฟันล้างหน้าล้างตาแล้วก็ตามเขา/ชาวบ้าน ไปลงไร่ลงนาลงแปรงผัก ตกเย็นก็กินข้าวกับชาวบ้านอยู่กับบ้านไหนก็กินกับบ้านนั้น แล้วใกล้ค่ำโพล้เพล้แบบว่าเป็นแดด "ผีตากผ้าอ้อม" จำได้ว่าฉันกับเธอก็จะเดินไปอาบน้ำในลำธารของหมู่บ้าน จะเรียกว่าลำธารหรือคลอง? มันใหญ่เหมือนคลองแต่ตื้นกว่า

แม่น้ำลำคลองของภาคเหนือ ต่างจากแม่น้ำลำคลองทางภาคกลางที่ฉันเคยอยู่ ทางภาคกลางจะลึกกว่า หากเป็นแม่น้ำก็ทั้งใหญ่ทั้งลึก หากเป็นคลองแม้จะเล็กก็ลึก แต่แม่น้ำลำคลองของภาคเหนือยกเว้นตอนล่างๆ แต่ถึงจะเป็นตอนล่างก็ตื้น ใหญ่แต่ตื้น เล็กก็ตื้น บางทีเดินไปได้ถึงกลางแม่น้ำ

จำได้ว่า ฉันกับเธอสองคนเดินถือกล่องสบู่ ผ้าขนหนูและ "ผ้าถุง" ที่ชาวบ้านจัดให้ ไปที่ริมธาร ที่จำไม่ผิดน่าจะมีสะพานไม้ไผ่โยกเยกๆ ต่อให้เดินข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งได้อยู่ด้วย แต่ที่ที่เราอาบกันอยู่ไกลห่างจากสะพานออกมา เรานุ่งผ้าถุงแบบกระโจมอก และต่างรู้สึกแปลกๆ มันโล่งๆ ไม่คุ้นกับการอาบน้ำกลางแจ้งในที่โล่งแบบนี้ เคยอาบแต่ในห้องน้ำปกปิดมิดชิดและเปลือยอาบ นี่นุ่งผ้าอาบ ในที่โล่งโจ้ง มองไปข้างบนก็ฟ้ากว้างเวิ้งว้าง ฝั่งลำธารด้านหนึ่งก็หมู่บ้านมีบ้านเรือนเรียงรายอยู่ในความสลัวของไอหมอกยามเย็นใกล้ค่ำ อีกฟากฝั่งของลำธาร ก็เห็นชาวบ้านต้อนวัว ต้อนควาย กลับเข้าหมู่บ้านเป็นหย่อมๆ หย่อมละตัวสองตัวอยู่ไกลๆ แต่โชคดีตรงที่ที่เราอาบน้ำกันอยู่ไม่มีใครผ่านกรายมาใกล้...ฉันว่า เธอเป็นนักศึกษาหญิงเพียงคนเดียว ของคณะแพทย์แห่งมหา'ลัยเชียงใหม่ชั้นปีเดียวกันกับฉันในยุคนั้น ที่ออกไปนุ่งกระโจมอกอาบน้ำกลางธารตามหมู่บ้านแบบนี้!

ในครั้งนั้น ฉันจำไม่ได้ว่า ออกไปชนบทบทกันด้วยประเด็นอะไร แต่ว่าน่าจะเกี่ยวกับ การเคลื่อนไหวเรื่อง ราคาพืชผลตกต่ำประมาณนี้ เพราะชาวนาภาคเหนือนอกจากจะทำนาแล้ว ยังปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นเสริมด้วย เช่น หอมหัวใหญ่ กระเทียม ยาสูบ ถั่วเหลือง ฯลฯ แต่ที่เป็นปัญหามากตอนนั้น น่าจะเป็นหอมใหญ่ที่ราคาตกขายไม่ออกจนชาวบ้านต้องเอามากองๆ กัน กองใหญ่เป็นภูเขาเลากา แล้วปล่อยให้เน่าส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั้งหมู่บ้าน จนต้องมีการเรียกร้องทางการให้มีการประกันราคาหอม และจำกัดพื้นที่ปลูกหอม... รู้สึกเราจะออกไปดูสภาพของปัญหาเหล่านี้ หรืออย่างไรฉันก็จำได้ไม่แน่ชัด

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ฉันเข้าป่าตามๆ เขาไป แต่ก็ได้รู้ว่าเธอยังคงเรียนต่ออยู่ในเมือง จนฉันกลับออกจากป่ามาเรียนใหม่ เธอกำลังจะจบ ตอนจะจบเธอต้องตัดสินใจว่าจะออกใช้ทุนชนบทหรือเป็นอาจารย์สอนที่เดิม เธอถามฉันช่วยคิด

ฉันนึกดูออกไปใช้ทุนชนบท ก็แค่เป็นหมอรักษาคนป่วย อยู่เป็นอาจารย์มหา'ลัย เธอน่าจะสอน พวกนักศึกษาแพทย์รุ่นหลังๆ ให้มีความคิดทาง "สังคม" ได้บ้าง จึงน่าจะดีกว่า? และยังจะค้นคว้าวิจัยในสิ่งที่เธอชอบได้ด้วย ฉันจำได้ว่าเธอเคยบอกว่า อยากศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ Genetic ก็บอกกับเธอไปว่าสำหรับเธออยู่ในเมืองก็น่าจะดี!

ช่วงฉันกลับออกจากป่ามาเรียนใหม่ เธอจึงเป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์พอดี และเป็นที่ปรับทุกข์ของฉันบ้างเป็นครั้งคราวในบางโอกาสแต่ก็ค่อนข้างบ่อยๆ เพราะฉันมักมีทุกข์เยอะ...ทุกข์มาก...ก็ฉันมันคนแบกทุกข์! และ การไปนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งกับเธอในช่วงกลับเข้าไปเรียนใหม่อีกครั้งเป็นเรื่องปกติของฉัน

ปัจจุบันเธอยังคงเป็นครูบาร์อาจารย์ และเป็นถึงรองศาสตราจารย์ สอนนักศึกษาแพทย์ ระดับ pre-clinic เคยมาอบรมวิชาการจังหวัดที่ฉันอยู่ครั้งนึงนานมาแล้ว ก็ได้รู้ว่า จะหานักศึกษาแพทย์เหมือนยุคนั้นอีกยากแล้ว..

นักศึกษาแพทย์ยุคนี้ ไม่มีจะเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว เธอว่า ..เดี๋ยวนี้อยู่ ปีสี่ปีห้า ก็หาอยู่เวรทำเงินกันแล้ว อย่าไปพูดเสียให้ยากเลย ปัญหาสังคม.. เธอบอก เธอคนเดียวจะไปทำอะไรได้ ก็ก้มหน้าก้มตาสอนส่วนของเธอไป..  ฉันนึกถึงเรื่องเล่าของแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนรุ่นพี่มหา'ลัยอีกคนหนึ่งที่เล่าว่า

"..โรงพยาบาลผม คนไข้นอกวันหนึ่ง 300-400 คน บางทีอาจจะถึง 500 คน มีหมอประจำ 3 คนรวมผมผู้อำนวยการฯอีกหนึ่งเป็นสี่ หมอ ใหม่ 3 คนเป็นหมอเด็กๆ เพิ่งจบ เด็กละอ่อนคราวลูกเรานี่แหละ แต่ก็มีศักดิ์และสิทธิ์ตามกฎหมายเทียบเท่าหมอที่จบมา 5 ปี 10 ปี 20 ปี ทุกประการ หมอ 4 คน หากผมไปประชุมจังหวัดคน อยู่ประจำห้องฉุกเฉินคน จะเหลือหมอตรวจคนไข้นอก/ตรวจ OPD สองคน เช้าจรดบ่ายตรวจกันไปได้คนละประมาณ 20 กว่าคน คนไข้เหลือเพรียบเลย ผมกลับจากประชุมต้องมาตรวจเก็บคนไข้ต่อ หมดนะผมเก็บหมด ก็ผมตรวจคนละ 2-3 วิ(นาที) /คุณภาพอยู่ตรงไหนเนียะ ไม่รู้ไม่งั้นก็ไม่หมดไม่ทัน หมอละอ่อน ตรวจกันแบบ    หมดก็ชั่ง ไม่หมดก็ช่าง    ทักษะในการตรวจยังไม่มีหรือก็มีก็มีอยู่เท่านั้น แล้วอะไรก็ Referหมด ส่งต่อหมด ไม่สู้ เหมือนหมอยุคก่อน..กลัวถูกฟ้อง..แล้วคนไข้โรงพยาบาลผมเยอะ ผมก็ขอค่าอยู่เวรเพิ่มให้จากเวรละ 400 เป็น 800 ร้อย โรงพยาบาลอีกแห่งคนไข้น้อยมาก วันนึงบางทีไม่ถึง 50 คน เพื่อนที่อยู่โรงพยาบาลอื่นก็ ร้องให้ผู้อำนวยการของตัวเองขอกันขึ้นมาเท่ากันหมด แต่ 800 โรงพยาบาลผมอยู่เวร แทบไม่ได้นอนเลยนะ..ความจริงตรงนี้เขาตั้งให้ไว้ เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างที่ภาระงานเยอะกับภาระงานน้อย มันก็หมดความแตกต่าง เหนื่อยไม่เท่ากันแต่รายได้เท่ากัน.." 

ฉันฟังแล้วก็อ่อนใจ ขอได้เท่าหรือมากกว่าคนอื่นแต่ขอเหนื่อยน้อยกว่า? ภาระงานหนักเลี่ยงได้เลี่ยง แต่ถ้าไม่เลี่ยงก็เหนื่อยตายไป "รัฐ/สังคม" ไม่แก้ตรงนี้/แก้ไม่ได้ ด้านหนึ่งจึงเป็นโศกนาฏกรรมของวิชาชีพแพทย์สมัยนี้ด้วย ขืนสู้ ขืนรักษาเต็มกำลังก็เหนื่อยตาย ขืนตรวจขืนรักษาเกิดเขาเป็นอะไรไปก็ถูกฟ้องติดคุกหัวโตหรือ "เสียชื่อ" ส่งไปตายที่อื่นแหละดี? อีกด้านหนึ่งจึงเป็นโศกนาฏกรรมของประชาชนคนป่วยด้วย บางทีการคิดทำอะไรเพื่อสังคมยุคนี้   คงไม่ง่ายแล้ว แพทย์ยุคใหม่อาจต้องเห็นแก่ตัวมากขึ้นเพราะประชาชนคนไข้ "ดุ" มากขึ้น ฟ้องร้องมากขึ้น?   เหมือนประชาชนภาคใต้ ดุ นักก็หาหมอไปประจำได้ยาก ก็รับกรรมกรับเวรกันไป?       ก็สมควร!   จึงจริงอย่างที่เพื่อนฉันว่านักศึกษาแพทย์..และฉันว่าก็รวมทั้งแพทย์สมัยนี้ด้วย ไม่เหมือนสมัยก่อน!/สมัยก่อนนี่หมายถึงสมัยปี 2518-2519 เท่านั้นนะ และก็หมายถึงบางส่วนเท่านั้นของสมัยนั้นด้วย

เจอหน้ากันครั้งสุดท้าย ไม่กี่ปีมานี้ เธอเป็นฝ่ายร้องไห้กับฉันเป็นครั้งแรก! และ ฉันปลอบเธอไม่เป็น ไม่รู้จะปลอบอย่างไร เป็นแต่คนคอยให้เธอปลอบ...ฉันอึ้งเลยไม่มีคำพูด...

แต่ฉันก็รู้อยู่ภายในใจว่า    อย่างไรเสีย เธอก็จะผ่านมันไปได้...ก็เธอเก่ง .....เธอหนักแน่นทางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด..กว่าฉัน ..เสมอมา อยู่เสมอเลย !?!

ก็มีเรื่องราวมากมายของการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน แต่ไม่ใช่เรื่องบ้านเมืองเป็นหลักอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องพื้นๆ ที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ผจญกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน นั่นก็คือ ครอบครัว/สามี-ลูก และปากท้อง      แม้ฉันกับเพื่อนจะมีปัญหาเรื่องปากท้องน้อยหน่อย แต่ปัญหาชีวิตคู่ชีวิตครอบครัว ก็เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงได้ยากและบางทีเราก็ "แกว่งเท้าไปหาเสี้ยน" ตามสัญชาติญาณของการจะดำรงไว้ ซึ่งเผ่าพันธุ์แบบสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติทั้งหลาย อย่างรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้างนั่นเอง จึงมีแต่ต้องเผชิญกับมัน..และ เผชิญกับมันเป็นหลักเลย..และดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักอกหนักใจเรากันซะยิ่งกว่า...และตรงนี้เธอคงโชคดีกว่าฉัน...เธอไม่มีลูก

จำได้ถึงทัศนคติของเธอต่อการมีลูกดีหรือไม่มีดี...ก็เทคโนโลยี่ปัจจุบัน มนุษย์สามารถกำหนดได้ว่า จะมีลูกหรือไม่มี เธอกำหนดของของเธอให้ไม่มี..เธอว่า "สังคมมนุษย์นี้ มันน่าอภิรมย์นักหรือไง แล้วเรามีสิทธิ์อะไรจะไปให้ใครเกิดมาทนทุกข์?" !?! จากชะตากรรม   ที่ฉันต้องผจญเวรผจญกรรมทุกข์ทนคุกเข็ญ กับการที่ ลูกคนหนึ่งเกิดมาไม่ปกติ...ฉันว่า เธอคงคิดของเธอถูก

แม้ไม่ได้คิดเรื่อง ประชาชนคนอื่นเป็นหลักอีกต่อไป เราคิดเพียงประชาชนที่เป็นตัวเรา..คิดเรื่องปากท้องของตัวเราเองและของคนใกล้ชิดในครอบครัว ซึ่งเพียงเท่านี้เราก็แทบจะประคองตัวกันไปไม่รอด....ไม่รอดจริงๆ หลายคนไม่รอดและบางคน..เสียสติ!

การคิดเพื่อสังคมเพื่อคนอื่นนอกตัวเองออกไปในยุคนั้น จึงเหมือนเป็นอะไรที่ผ่านเลยเราไปแล้ว ...จะทิ้งไว้ก็เพียงรอยหยักในสมอง แห่งความทรงจำ ในปริมณฑลของความรู้สึกนึกคิด ...แต่ในความเป็นจริงก็เป็นอะไรที่ผ่านเลยไปนานแล้ว และคงไม่มีทางหวนคืนมาอีก...ผู้คนที่เคยคบหากันเก่าๆ ก็เหมือนว่าจะเหลือเรื่องราว "ร่วม"      ที่จะให้พูดคุยกันน้อยลงไปเรื่อยๆ...แต่ก็อยากให้รู้ไว้นะเธอจ๋า ว่า วูบๆ หนึ่ง ฉันก็ยังนึกถึงเธอและใครๆ.....อยู่นะ!

เพื่อนรัก...แม้วันนี้เธอหรือฉันจะไม่เหมือนเดิม....แต่วันนี้เธอ/ในอดีต/คือ...นางฟ้าในใจฉัน...

"..pup the magic dragon lived by the sea..."

เช่นเดียวกับวัยเด็ก ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนก็ต้องผ่านเลยไป ....แต่ก็ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งฉันและเธอเคยเป็นนักเดินทางและคนช่างฝัน...เราฝันจะเห็นสังคมใหม่ที่ดีงาม แล้วเราก็ออกเดินทางท่องย้อนกลับไปหา ......รากเหง้าของเราเอง...ชนบท...เรากลับสู่ชนบท..  ก็ว่าครั้งเมื่อวันเก่าๆ นั้นเราเดินท่อมๆ ท่องไปตามท้องไร่ท้องนา และหมู่บ้าน....ที่มาของความทรงจำดีๆ ไว้ให้ระลึกนึกถึงกันวันนี้

กลับไป บทที่ 5 / back to main page / CMU / ไป บทที่ 7

 

 

.

รางวัลแด่คนช่างฝัน ( F )
จรัล มโนเพชร
F

Intro...........
..อย่ากลับคืนคำ
เมื่อเธอย้ำ สัญญา
อย่าเปลื่ยนวาจา
เมื่อเวลาแปรเปลื่ยนไป
ให้เธอหมาย มั่น คง
แล้วอย่าหลงไปเชื่อใคร
เดิน ทาง ไป
อย่าหวั่นใครขวางกั้น
..มีดวงตะวัน
ส่องเป็นแสง สีทอง
กระจ่างครรลอง
ให้ใฝ่ปองและสร้างสรรค์
เมื่อดอกไม้ แย้ม บาน
ให้คนหาญสู้ไม่หวั่น
คือ ราง วัล
แด่ความฝันอันยิ่งใหญ่ ให้ เธอ
..บน ทาง เดิน ที่มี ขวากหนาม
ถ้า เธอ คร้าม ถอย ไปฉันคงเก้อ
ฉัน ยัง พร้อม ช่วย เธอ เสมอ
เพียง ตัว เธอ
ไม่หนีไปเสียก่อน
..จะปลอบดวงใจ
ให้เธอหาย ร้าว ราน
จะเป็นสะพาน
ให้เธอเดินไปแน่นอน
จะเป็นสาย น้ำ เย็น
ดับกระหายยามโหยอ่อน
คอย อวย พร
ให้เธอสมดังหวังได้
นิ รันดร์
(ดนตรี......)
..บน ทาง เดิน ที่มี ขวากหนาม
ถ้า เธอ คร้าม ถอย ไปฉันคงเก้อ
ฉัน ยัง พร้อม ช่วย เธอ เสมอ
เพียง ตัว เธอ
ไม่หนีไปเสียก่อน
..จะปลอบดวงใจ
ให้เธอหาย ร้าว ราน
จะเป็นสะพาน
ให้เธอเดินไปแน่นอน
จะเป็นสาย น้ำ เย็น
ดับกระหายยามโหยอ่อน
คอย อวย พร
ให้เธอสมดังหวังได้
นิ รันดร์
มีดวงตะวัน
ส่องเป็นแสงสีทอง
กระจ่างครรลอง
ให้ใฝ่ปองและสร้างสรรค์
เมื่อดอกไม้ แย้ม บาน
ให้คนหาญสู้ไม่หวั่น
คือ ราง วัล
แด่ความฝันอันยิ่งใหญ่ ให้ เธอ..


.

 

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 2528-2552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found