ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2518-2519

บทที่ 5 / ออกค่าย แม่เลียง แม่วะ ลำพูน ลำปาง เชียงราย : พบเพื่อนต่างคณะต่างชั้นปี

ครั้งแรกที่ออกค่าย ไปออกค่ายที่อำเภอแม่เลียง จังหวัดลำปาง จำไม่ได้ว่าไปรถอะไร คลับคล้ายคลับคลาว่า จะเป็นรถสองแถวเหมาโดยคณะจัดทำค่าย/จำไม่ได้อีกว่าไปกับใครกันบ้าง แต่ก็กระโดกกระดอนไปตลอดตอนทางเข้าหมู่บ้านที่แยกออกจากทางลาดยาง เป็นหลุมเป็นบ่อ สูงๆ ต่ำๆ   คนในค่ายมีใครบ้าง ก็ไล่เลียงไม่ได้หมด ที่แน่ๆ ก็จำได้ ว่า มีรุ่นพี่ผู้หญิงปี 2 จากคณะมะนุดที่ต่อมารู้สึกจะเป็นประธานกลุ่มผู้หญิง มช.ต่อจากรุ่นพี่ผู้หญิงปี 3 จากคณะวิดยาของฉันที่เสียชีวิตไปแล้ว  ฉันมองว่าเธอสูงขาวผอมเพรียว ผมยาวๆ หน้าขาวเนียนใสภายใต้แว่น เคลื่อนไหวค่อนข้างคล่องแคล่วกว่าใครอื่นอีกหลายคน ที่บางคนดูจะออกเก้ๆกังๆ หยิบจับอะไรไม่คอยถูก รวมทั้งฉัน  แล้วก็มีพวกเพื่อนคณะวิดยา 4-5 คน จากคณะมะนุดกี่คนจำไม่ได้ มีมาจากคณะเทคนิคการแพทย์ด้วยใครน้า..ก็จำไม่ได้อีก มีรุ่นพี่ผู้หญิงปี 2 จากคณะทันตะ..ใครก็จำชื่อไม่ได้อีกนั่นแหละ/น่ารักมาก แล้วก็มีรุ่นพี่ผู้หญิงปี3 ปี4 จากคณะอะไรที่ดูจะเป็น "ผู้ใหญ่" ที่สุดของค่าย ให้ฉายาเธอว่าเป็น "คนดีของค่าย" ส่วนฉันพี่เธอให้ฉายาว่า "คนดังของค่าย" ?!?  แล้วก็มีรุ่นพี่ผู้ชายจากทันตะปี3-ปี4 หรือไงนี่ฉันก็เลอะๆเลือนๆ อยู่...จำได้ว่าชอบพูดอะไรให้ฉันยิ้มได้อยู่เรื่อย...

แล้วก็รู้สึกจะได้ไปรู้จักกับกลุ่มนักเรียนระดับ ม.ศ.4-ม.ศ.5 คนสองคน ที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งเล่าให้ฟังว่า ต้องคอยจัดเวรยามซุ่มเฝ้าปากทางเข้าหมู่บ้าน และเคยดักยิงพวก "เหมือง" ว่า พวก "เหมือง" มันส่งคนมา "ส่อง" ผู้นำชาวบ้านที่คัดค้านการทำเหมือง /เหมืองแร่ในภูเขาในป่าลึกเลยหมู่บ้านเข้าไป/เ สียชีวิตไปสองสามคนแล้ว เพราะ พวกทำเหมืองใช้วิธีถล่มเหมืองด้วยระเบิดแล้วเอาน้ำฉีดล้างเอาแร่ แล้วปล่อยน้ำแร่มาเข้าแปลงนาของชาวบ้าน..ต้นข้าวตายหมด แล้วพาฉันไปดูจริงๆ ด้วย น้ำโคลนแดงๆ เข้าแปลงนา ต้นข้าวเหลืองแห้งตายเกือบหมดแทบทุกแปลง ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าของเหมืองถึงขั้นร้องเรียนประท้วงและมีการปิดเหมือง แกนนำชาวบ้าน ถูกเก็บ/ถูกฆ่า เป็นข่าวบ้างไม่เป็นข่าวบ้างและชาวบ้านก็ตอบโต้ซัดส่องฝ่ายลูกน้องเจ้าของเหมือง "ม่องเท่ง" ไปคนสองคนเหมือนกัน..ฉันจำได้ว่าฉันมองหน้าคนเล่า..นี่!เด็กนักเรียนนะ เด็กกว่าฉันอีกนิ..บู๊จัง เมื่อมองย้อนหลังไปสิ่งที่พวกเขาบอกเล่าในตอนนั้นก็ทำให้ฉันเริ่ม ๆ "รู้สึก"  ได้ถึง รูปธรรมของการตอบโต้กันด้วย "ปืน" ระหว่างชาวบ้านดั้งเดิมในพื้นที่กับ "เจ้าของเหมือง" นายทุนต่างถิ่นที่ได้ "สัมปทาน" การทำเหมืองแร่จาก "รัฐ/รัฐบาล" แปลกแยกแทรกเข้ามาระหว่างความกลมกลืนดั้งเดิม บน ผืนดินของชาวบ้าน กับ ผืนป่าธรรมชาติ....เป็นวิถีแห่งการทำมาหากินบนความขัดแย้งแบบไม่ "พึ่งพาอาศัย" หากแต่ "ทำลายล้าง" กัน ระหว่างการ "ทำนาข้าว" ของชาวบ้าน กับการ "ทำเหมืองแร่" ของนายทุน/นายเหมือง...

น้ำโคลนจากการล้างแร่ของเหมือง ล้างทำลายนาข้าวของชาวบ้าน/ชาวบ้านก็ร้องเรียน "รัฐ" ให้ "ปิดเหมือง" ผลประโยชน์ของนายทุนนายเหมืองถูกขัด ตามมาด้วยการตามเช็ดตามล้างแกนนำชาวบ้านของฝ่ายนายทุนนายเมือง ที่ถูกตอบโต้จากชาวบ้านแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นกัน !?!

จำได้ว่าฉันตามพวกเด็กนักเรียนกับแกนนำชาวบ้านเข้าไปหัดยิงปืนลูกซอง ที่ต้องเดินเลยลึกเข้าไปในชายป่าท้ายหมู่บ้าน พวกชาวบ้านมีปืนลูกซองและจัดตั้งหน่วยกันป้องกันตัวป้องกันความปลอดภัยของหมู่บ้านกันเอง ?!?  แล้วที่นี่ฉันก็ยังได้เห็นปืนยาวเป็น "ปืนแก๊ป"  กับ "ปืนลูกซอง" ปืนชนิดหลังนี้ลูกกระสุนที่ใช้ใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางสักนิ้วหรือครึ่งนะ ยาวประมาณสองนิ้ว..เอ..ฉันจำผิดหรือเปล่านี่..  พวกเขาสอนให้ฉันยิงปืนลูกซอง ให้เอาปืนประทับบ่าแล้วเล็ง จำได้ว่าฉันเล็งไปที่กิ่งไม้บนต้นไม้สูง ๆ ไกลออกไป     หรี่ตาข้างหนึ่ง   แล้วก็...เหนี่ยวไก โป้ง..เสียงดังก้องสะท้อนไปทั้งหุบเขา มีคนมาบอกตอนหลังว่าหน้าฉันผงะไปข้างหลังและแววตาตื่นๆ  มีเสียงกิ่งไม้ร่วงแหวกอากาศตามมา..แต่กิ่งที่ฉันเล็งยังอยู่ที่เดิม!

เวลาออกค่ายครั้งแรกจำได้ว่าเมื่อไปถึงหมู่บ้าน พวก "ผู้จัดการค่าย" จะจัดการเรื่องที่พักให้ก่อน จะหาบ้านนอนให้โดยให้ไปกันเป็นกลุ่มบ้านละ 3/4-5/6 คน ใครจะไปนอนกับชาวบ้านบ้านไหนก็เกาะกลุ่มกันไป ออกค่ายครั้งแรก ๆ รู้สึกจะเป็นช่วงหน้าหนาวที่หนาวน่ะ หนาวมาก ไม่มีน้ำประปาจากฝักบัวให้อาบ ต้องเอาน้ำบาดาล เอาขึ้นมาจากบ่อด้วยการใช้ถังผูกเชือกทิ้งลงไปในบ่อแล้วสาวขึ้นมาหิ้วไปใส่ตุ่ม แล้วก็อาบน้ำจากตุ่มและบางทีก็เป็นตุ่มที่มีตระไคร่เขียวๆ เกาะด้วย...หลายคนน่าจะผะอืดผะอมกับการนุ่งกระโจมอกอาบน้ำจากตุ่มที่มีตระไคร่เขียว ๆ เกาะ แต่ก็อาบกันเจี๊ยวจ๊าว อาบไปก็ร้องอื๋อๆอี๊ยย..ๆ กันไปเพราะมันหนาวและแหยงกับตะไคร่และลูกน้ำตัวสีดำ ๆ ที่ลอยแกว่งหางไหวๆ ยิกยักในตุ่ม ส่วนฉันนั้นไม่รู้สึกอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เพราะฉันก็มาจากบ้านนอก...

แต่บ้านนอกภาคกลาง น้ำเยอะและตุ่มสะอาดกว่านี้นะ ใช่,ฉันมาจากบ้านนอก...ก็ยังเคยนุ่งผ้าถุงขี่ควาย นั่งไพล่ขาไปทางเดียวกัน ไม่ได้นั่ง คร่อมหลังมัน....จำได้ว่า    กว่าจะขึ้น หลังมันได้คล่องก็เกือบไหลตกจากหลังมันหลายครั้ง

-ก็พอแม่ทิ้งพ่อฉันไป พ่อก็เอาฉันมาทิ้งต่อให้อยู่กับย่า ที่บ้านนอก จังหวัดสุพรรณฯ ตอนนั้นฉันกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.2/ป.3 ได้มั๊ง อยู่บ้านนอกบางทีก็ต้องได้ออกไปเลี้ยงควายกับลูกของลุงๆป้าๆ ลูกพี่ลูกน้องญาติข้างพ่อฉัน ที่อายุไล่ๆ กัน จำได้ว่าคนหนึ่งชื่อจริงว่า พายัพ เรียกกันว่า "อียับ" อีกคนชื่อจริงว่าอะไรจำไม่ได้ เรียกกันแต่ว่า "อีแต๋ว" ส่วนฉันจะถูกเรียกว่า "อีปั๊กเป้า" จำไม่ได้ว่าทำไมฉันจึงถูกเรียกอย่างนั้น แถวบ้านนอกคอกนา/มีทั้งคอกวัวคอกควายและนาน่ะ/สมัยที่ฉันเคยอยู่จะใช้ "อี" นำหน้าคำเรียกเด็กหญิงผู้หญิงกันหมด "อียับ" กับ "อีแต๋ว" ทำอะไรคล่องกว่าฉัน พวกเราจะพากันเดินตามเจ้าควายอ้วนพี 2-3 ตัวกินหญ้า เลาะคันนาไปเรื่อยๆ จนถึงทุ่งที่มีหญ้าเยอะ ๆ แล้วก็ผูกมันไว้กับหลักด้วยเชือกยาวๆ ให้มันเดินกินหญ้าวนเป็นวงกลมรอบๆ หลัก แล้วพวกเราก็ไปนอนเล่นใต้ต้นไม้บ้าง ปีนขึ้นไปเก็บผลไม้บนต้นกินบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นต้นมะกอกน้ำกับต้นมะดันบ้าง พวกเราเด็กๆ เลี้ยงควาย บางทีก็จะพกพาห่อกะปิติดตัวไปด้วย เพราะชอบจะปีนป่ายขึ้นไปเด็ดยอดใบอ่อนๆของมะดันมาจิ้มกะปิกินกัน ส่วนลูกมะกอกลูกมะดันถ้ามีเยอะก็เก็บกลับมาบ้านให้ย่าเชื่อมหรือดองไว้กินทีหลังด้วย

ต้นมะกอกมะดันที่จังหวัดสุพรรณ จังหวัดเครือญาติข้างพ่อฉัน ต้นไม้พวกนี้ขึ้นตามที่สาธารณะที่ใครจะเก็บกินก็ได้ ฉันนึกถึง ต้นกระท้อน มะม่วง ฝรั่ง ทุเรียน ชมพูนาค ชมพูม่าเหมี่ยว มะไฟ ละมุด ตามสวนริมคลองบางกรวย บางกอก(น้อย) ที่จังหวัดนนนท์ จังหวัดเครือญาติ ข้างแม่ฉัน...มีเจ้าของทุกต้น. ..จะเก็บมากินได้แต่ละที   ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและเตรียมวิ่ง ...หนีไอ้พวกหมาหลังอานที่พวกเจ้าของสวนเลี้ยงไว้เฝ้ากัน..บางทีกว่าจะวิ่งรัดเราะกระโดดข้าม "ท้องร่อง"   ลอดมุดช่องรั้วพู่ระหง หนีจาก "สวนหมาดุ" ออกมาได้...พวกเด็กๆอย่างฉัน กับลูกพี่ลูกน้องญาติข้างแม่ ก็หอบกันแฮ่ก ๆ ก่อนจะพากันก็ควักเอาผลอะไรที่ขโมยเก็บมาได้ ออกจากห่อผ้าขะม้าที่มัดแน่นติดเอวกันไว้ ออกมากัดกินกันแบบเต็มคำๆ .....ความหอมหวานอร่อยชื่นใจ ของผลไม้สวนแห่งจังหวัดนนท์ ชดเชยได้กับความใจหายใจค่ำ ที่เสี่ยงอันตรายกับเขี้ยว อันน่าหวาดเสียวของเจ้าหมาหลังอาน แต่มีผลไม้อยู่ชนิดหนึ่ง ที่พวกฉันจะไม่มีวันยอมเสี่ยงด้วย เป็นเด็ดขาด นั่นคือ...ทุเรียน!

บางทีพวกเราก็พาพวกควายไปกินหญ้าใกล้หนองน้ำ ที่พวกเราจะลงไปช้อนกุ้งหรือช้อนแมงดานาได้ กว่าควายจะกินหญ้าอิ่มก็บ่ายเย็น พวกเราก็จะพากันนั่งกลับบ้านมาบนหลังมัน ขาไปไม่มีใครนั่งหลังมัน ฉันก็กลัวไม่กล้านั่งเหมือนกัน หะแรกฉันยังเดินห่างๆ มันด้วยซ้ำ ตอนมันทำจมูกฟืดฟาดฉันก็ยังสะดุ้งตกใจ "อียับ" บอกว่า ขาไป ควายมันหิวมันอารมณ์ไม่ดี ขากลับมันอิ่มแล้วมันอารมณ์ดี...ต่อมาฉันจึงรู้ว่าถูก "อียับ" กับ "อีแต๋ว" หลอกเอาน่ะ "อีแต๋ว" เป็นเด็กผิวคล้ำ "อียับ" ผิวขาว   แต่ฉันขาวกว่า..แต่ก็ยังมีคนบอกว่า ฉันดำ พอฉันเถียงก็ว่าฉัน ว่า "ดำน้อยก็ว่าขาว" เพื่อนคณะวิดยาคนหนึ่งเธอเรียกฉันว่า "ตุ๊กตานิโกร" !?!

จำได้ว่าออกค่ายครั้งแรกนั้นค่อนข้างเป็นค่ายใหญ่ สมาชิกค่ายจากคณะต่างๆ น่าจะหลายสิบคนพอไปถึงก็มืดค่ำมีการประชุมแบ่งงานแบ่งความรับผิดชอบกัน งานแรกที่ฉันได้รับมอบหมาย คือ การติดรถสองแถวของชาวบ้านที่เข้าตลาดแต่เช้ามืด ไปซื้อวัตถุดิบ สำหรับประกอบอาหารมาเลี้ยงชาวค่าย ฉันติดรถเข้าตลาดไปกับชาวบ้าน ก็ซื้อทุกอย่างรวมทั้งฟักทองลูกใหญ่ๆ เจ็ดแปดลูก ทั้งขนทั้งหิ้วทั้งค่อยๆ ลากมากองรวมกันไว้ รอเตรียมขึ้นรถ..

ฉันนั่งรอกลุ่มชาวบ้านที่มาด้วยกัน บนแนวฟุตบาท ใกล้กองของ เหมือนว่ามีใครจะมองฉันอยู่ กวาดตาไปก็เห็นชาวบ้านผู้ชายแก่กลางคนกลุ่มที่มาด้วยกัน กับที่แปลกหน้ามาใหม่อีกคนเป็นคนหนุ่ม ใส่เสื้อม่อฮ่อมกางเกงขาก๊วยผ้าด้ายดิบสีน้ำเงินเก่าๆ ก็แบบเดียวกับชาวบ้าน โพกผ้าขะม้าที่ศีรษะ มองมาที่ฉันกับกองข้าวของของฉัน ถามว่า "ซื้อฟักทองมากมายไปทำอะไร"  หนุ่มเหนือหมู่บ้านนี้พูดไทยกลางค่อนข้างชัดแฮะ แถมหน้าตาดีเข้มคมอีกต่างหาก ฉันคิดและรู้สึกแปลกๆ  ทำไมมาถามไม่เห็นชาวบ้านคนอื่นถาม แต่ก็บอกไปว่า "เอาไปทำกับข้าวให้ชาวค่าย ที่หมู่บ้านน่ะ" ชาวบ้านคนนี้นี่ก็บอกว่า "ที่หมู่บ้านน่ะเขาเอามาขายที่ตลาด นะ ห้อยอยู่เต็มรั้ว..ขอชาวบ้านเอาก็ได้ บอกเขาเดี๋ยวเขาก็เอามาให้" คะเนว่าน่าจะอายุมากกว่าฉัน "แล้วอ้าย อยู่ที่หมู่บ้านด้วยใช่ไหม?" ชาวบ้านคนอื่นๆหัวเราะขึ้นพร้อมกัน "ก็ใช่ เดี๋ยวก็ไปด้วยกันนี่แหละ" เขาบอก แล้วทั้งหมดก็ช่วยฉันขนของขึ้นรถที่เข้ามาจอดพอดี เมื่อกลับถึงค่ายตอนไปลงงานค่ายที่ต้องเดินไปตามทางเดินในหมู่บ้าน ผ่านบ้านชาวบ้านที่ตั้งเรียงรายกันอยู่...จริงด้วย มีฟักทอง ฟักเขียว บวบ ห้อยย้อยต่องแต่งเรียงรายอยู่ตามรั้วบ้าน ของชาวบ้านเต็มไปหมด ห้อยลงมาจากต้นไม้ใหญ่สูงๆ ก็ยังมี....แต่เป็นบวบนะ บวบที่เอาซังของมันมาถูตัวแทนฟองน้ำได้น่ะ

 

ฉันมารู้ภายหลังว่า ชาวบ้านที่ฉันเข้าใจว่าเป็น หนุ่มเหนือที่พูดไทยชัด เป็น นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นคนจากจังหวัดปัตตานี ที่ไปคลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน แบบแทบว่าจะ "ฝังตัว" อยู่ในหมู่บ้านเลย เป็นรุ่นพี่มหา'ลัย ที่ฉันเห็นทีไรก็มักจะเห็นอยู่กับกลุ่มชาวบ้านเสมอ บางทีพี่เขาก็นั่งยองๆ โพกผ้าขะม้าไม่ก็ผ้าขะม้าคาดเอว/ของใช้ติดตัวเลยล่ะเจ้าผ้าขะม้าเนี่ยะ/อยู่ริมถนนกับชาวบ้าน จนฉันบอกว่า "พี่เหมือนชาวบ้านเลยนะ" ก็ถูกย้อนว่า "มีแต่คุณสิ..ไม่เหมือนชาวบ้าน" ! พี่คนนี้ต่อมาเป็นผู้บุกเบิกขยายเขตงานใหม่ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และหมู่บ้านที่ฉันไปออกค่ายครั้งแรกและอีกหลายๆ ครั้งต่อมาก็เป็นเขตงานขยายของพรรคฯ ทั้งแถบ (เขต 7/1 และ เขต 7/2 !?!)และพี่เขาคนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งใน " a few good men in Thailand " ของฉัน! แต่ฉันจะตั้งฉายาว่าอะไรดีล่ะ? "เชกูวาราเลียง" ดีไหม? เพราะบางทีพี่เขาก็ไว้หนวดเคราเฟิ้มเลย และทำงานอยู่กับชาวบ้านแถบอำเภอแม่เลียงจนกระทั่งเสียชีวิต! ภาพที่พี่เขาโพกผ้าขะม้าสะพายกลองยาว ขยับมือตบตีกลองยาวเป็นจังหวะสนุก ในงานกาลเล่นตอนกลางคืนใต้คบไต้กับกองไฟ...ยังติดอยู่ในหัวฉัน เป็นความมีชีวิตชีวาแบบชาวบ้าน ๆ ที่มีความภาคภูมิของศิลปะพื้นบ้าน ฉายโชนอยู่ในแววตาของคนเล่น ฉันไม่นึกว่าแค่กลองยาวกับฉิ่งกริ่งกลับ..""เครื่องดนตรีไม่กี่อย่างก็คึกคักสนุกสนานกันได้ คราใดที่นึกถึงพี่เขาภาพนี้ก็จะผุดขึ้นมา...

การออกค่ายนี้ มีทั้งที่แบ่งกลุ่มกันไปนอนตามบ้านชาวบ้าน แล้วก็มีที่ไปกางเต็นท์นอน บางทีก็นอนบ้านพักครูโรงเรียนเรียงเป็นตับ แต่ที่ไปกางเต็นท์นอนนี่ มัน ออกค่ายที่ไหนนะ รู้สึกจะได้ไปออกค่ายอยู่หลายครั้ง ความทรงจำของฉันมันปนๆ เปๆ กันหมด บางครั้งก็ไปเป็นกลุ่มใหญ่ บางครั้งก็ไปเป็นกลุ่มย่อยสองสามคน ซึ่งต่อมาจะไม่เรียกว่า "ออกค่าย" กันแล้ว แต่จะเรียกว่า "ออกชนบท" ตอนแรก ๆ ที่ออกไปเยอะ ๆ ก็ไปศึกษาปัญหา ออกไปร่วมทำกิจกรรมกับชาวบ้านเขาทำอะไรกันพวกเราที่ออกไปก็ทำด้วย โดยการออกค่ายในยุคของฉันนั้น ไม่เน้นการออกไปสร้างสิ่งปลูกสร้างแบบรุ่นก่อนๆ แต่เน้นการไป "ปลูกฝัง" และ "เผยแพร่" ความคิด เช่น การเผยแพร่ประชาธิปไตย เน้นการไปวิเคราะห์วิพากษ์สังคม และการจัดการของรัฐ ร่วมกับชาวบ้านและแกนนำชาวบ้าน ฯลฯ และการออกไป "หล่อหลอมตนเอง" ให้เข้าใจวิถีชีวิตของ "ชาวบ้าน" เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นแต่ "ปัญญาชนบนหอคอยงาช้าง" ที่ศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องราวอะไรที่ไม่ติดดิน ทำนองนี้ ฉันว่าอันนี้ก็คงใช้กับพวกนักศึกษาที่มาจากครอบครัวที่ใช้ชีวิตในเมืองแบบพวกลูกคนรวยพวกลูกพ่อค้าคหบดีอะไรพวกนี้ แต่ฉันมาจากบ้านนอกอยู่แล้วจะต้องไป อะไร แบบนี้ด้วยเหรอฉันก็สงสัยอยู่ แต่ "ชาวบ้าน" ภาคกลางที่จังหวัดสุพรรณกับ "ชาวบ้าน" ที่ภาคเหนือนี้ก็มีอะไรต่างกันอยู่นะ...

จำได้ว่าที่ชาวบ้าน/ชาวนาจังหวัดสุพรรณเวลา "นวดข้าว" จะเอามัดข้าวมากองตั้งเรียงต่อกันเป็นวงกลมซ้อนกันหลายๆ ชั้น เส้นผ่าศูนย์กลางวงกลมน่าจะราวๆ 8-10 เมตร รอบหลักตรงกลาง แล้วจะมีเชือกมีอะไร/แอก? ที่โยงติดหลักแบบหมุนได้ใช้คาดคอวัวให้ติดกันได้ประมาณ 2-3 ตัว จะให้วัวเดินย่ำหมุนวนไปรอบๆ หลัก มีคนคอยถือไม้ตีไล่ให้วัวเดินอยู่ข้างหลัง ก็เดินวนกันอยู่อย่างนั้นทั้งคนทั้งวัว แต่ก็ใช้แรงวัวแล้วกัน "นวดข้าว" ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกหลุดจากรวง แต่ที่ภาคเหนือเขาไม่ใช้วัวหรือควาย "นวดข้าว" กันนะ แต่เขาใช้คน "ตีข้าว" เขาจะใช้ ไม้ยาวๆ น่าจะประมาณเมตร กลึงกลม โดยที่ปลายข้างหนึ่งไว้เอามือจับ ปลายอีกข้างหนึ่งผูกต่อกันด้วยเชือกที่สามารถจับไขว้กันมัดเอามัดข้าว แล้วลงไปอยู่ในกระด้งยักษ์ที่ทำจากไม้ไผ่สาน เงื้อไม้ยาวๆที่มัดติดมัดข้าวจนสุดแขนฟาดแรงๆ เข้ากับฝากระด้งให้เมล็ดข้าวเปลือกร่วงหลุดจากรวง ใครไม่เคยละก็จะระบมไปทั้งแขนทั้งเอวทั้งตัวเลยทีเดียวเชียว

มีอยู่หลายครั้งที่ฉัน "ออกชนบท" ไปคนเดียว ไปกินนอนอยู่กับ "ชาวบ้าน" ! แต่มีพวกรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเดียวกันบ้างหรือจากวิทยาลัยครูบ้าง คอยแวะเวียนมาดู...บางทีฉันก็ไป 4-5 วัน บางทีก็เป็นอาทิตย์แต่ต้องคอยกลับมาดูว่า มีสอบ มีแลบ หรือเปล่า บางทีฉันก็ "ดร็อป" เรียนไว้ก่อน บางทีฉันก็ลงเรียนวิชาเลือกทางสายศิลป์ที่แบบว่าไม่ต้องเข้าเรียนก็สอบได้...ก็ถูไถเก็บกระบวนวิชาสำคัญได้หมด บางตัวก็ซ่อมภาคฤดูร้อน เรียนอะไรก็เอาแค่พอรอดตัวพอผ่าน 2/c อย่างดีก็แค่ B แต่การ "ออกชนบท" ไปอยู่กับชาวบ้านบางทีฉันก็ออกไปแบบ เพราะ "เบื่อ" บางทีเบื่ออะไรก็ไม่รู้ บางทีก็ออกไปช่วยเขาหาข้อมูลมาให้พวก "ทีมงาน" ที่นำการประท้วงอยู่ "ในเมือง"

ครั้งหนึ่งก็ออกไปหาข้อมูล เกี่ยวกับความขัดแย้ง การทำเหมืองแม่วะ กับเพื่อนจำไม่ได้จากคณะไหนบ้าง 4-5 คน ถ้าไม่มีฉันเป็นผู้หญิงอยู่ในทีมคนเดียว ก็น่าจะมีใครอีกคน แต่จำไม่ได้ จำได้แต่เหตุการณ์ว่าพากันไปรถแรนด์/รถจีฟ? พวกเพื่อนผู้ชาย 2 คนผลัดกันขับ ผ่านห้วยขับรถลุยลงไปในห้วย รถดับก็ลงไปช่วยกันเข็น แล้วก็ขับขึ้นเขาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ด้านหนึ่งเป็นภูเขาอีกด้านหนึ่งเป็นเหวลึก ก็หวาดเสียวกันอยู่แต่เพราะทางชันมากและโค้งอ้อมภูเขาไปเรื่อยๆ ก็ขับขึ้นไปได้ช้าอยู่แล้ว มีอยู่ตอนหนึ่งไม่โค้งแต่ชันตรงลิ่วพุ่งสูงเสียไกล จนแลดูเหมือนว่าถนนมันพุ่งขึ้นไปบนฟ้าเลย  เพื่อนฉันที่ขับอยู่ก็จอดรถเลย       บอกเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า "เฮ้ย,มึงมาขับเหอะ กูกลัว" ความจริงทางที่ผ่านมาก็สูงขึ้นเรื่อยๆอยู่แล้วแต่เพราะโค้งบังมองไม่เห็นเลยไม่กลัว แต่ในที่สุด พวกเราก็ดั้นด้นไปดูจนถึงที่ในเหมืองที่เข้าไปในป่าค่อนข้างลึก และก็ได้เห็นว่า การทำเหมืองเนี่ยะ   มีการระเบิดระเบิดหน้าดินทลายภูเขาเป็นลูกๆ เป็นแถบๆ" ...เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ธรรมชาติสร้างมานับเป็นร้อยๆปี..

ก็แล้วจะอยู่อย่างไร...ให้เอื้อกันระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน? คนอื่นอย่างไรไม่รู้ สำหรับมนุษย์กับธรรมชาตินั้น ปัจจุบัน เมื่อฉันสามารถมีบ้านของฉันเองฉันปลูกแต่ต้นไม้ ต้นไม้ และต้นไม้! ส่วนมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ฉันยังเป็นงงมากอยู่ว่าจะอยู่อย่างไรให้เอื้อกัน เพราะมีหลายปัจจัย รู้สึกว่ามนุษย์เป็นอะไรที่จัดการได้ยากยิ่งกว่า ต้นไม้หรือสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ...(ฉันเลยอยู่แบบ "ระวังตัว"  ระวังตัวเองไม่ให้เอาเปรียบคนอื่น      และ  ระวังคนอื่นไม่ให้เอาเปรียบฉัน...แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่า ตัวเองถูกเอาเปรียบอยู่เรื่อยๆ....เลยต้องคิดเรื่องการเสียสละ คิดเรื่องแบบว่าเพื่อมวลมนุษยชาติไปโน่น จึงจะเยียวยาจิตใจตัวเองเวลาเสียรู้คนหรือถูกคนอื่นเอาเปรียบ และหาอะไรท้าทายทำไปเรื่อย)

ครั้งหนึ่งก็ออกไป ทำนา อันนี้ ทำนาจริงๆ ออกไปไถนา ตอนเด็กๆ ที่อยู่สุพรรณยังเล็กอยู่ไม่มีใครให้ไถนา แต่นี่ได้ไถจริงๆ ชาวบ้านสอนให้ ฝนก็พรำๆ ด้วย แต่ท้องนาภาคเหนือนี่สวยจริงๆ มองเห็นภูเขาไกล ๆ ด้วย ข้าวกล้าขึ้นเขียวไปหมด บางผืนนาก็กำลังไถปลูก แต่บางผืนนาก็ปลูกเขียวชอุ่มแล้ว ครั้งนี้ฉันแค่กลับมานอนจับไข้อยู่ที่หอ 2-3 วัน

ครั้งหนึ่งก็ออกไปเกี่ยวข้าว ครั้งนี้ไม่เท่าไร แค่ตากแดดกร้านดำกลับมาหอ แต่ครั้งที่ออกไป "ตีข้าว" กับชาวบ้านนี่สิ ฉันกลับมานอนเจ็บกระดูกกระเดี้ยวแบบว่ากระดิกกระเดี้ยขยับตัวแทบไม่ได้เลย พลิกตัวไปทางไหนก็ให้เจ็บระบมไปหมด ครั้งนี้ฉันกลับมานอนนิ่งในหออยู่หลายวันอย่างมากก็กระหย่องกระแย่งลงไปกินข้าวที่ใต้ถุนหอ

แล้วหลายครั้งก็ออกไป "เก็บใบยาสูบ" ออกไป "เก็บหอม"/หอมแดง หอมหัวใหญ่ ที่ตอนนั้นชาวบ้านมีปัญหาเรื่องขายผลผลิตไปหมด รู้สึกพวกทำไร่ผักไร่ยาสูบนี่ อีกทั้งแปลงถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ผักคะน้า ผักกระหล่ำปลี ต้นหอม ต้นกระเทียม  น่าจะเป็นชนบทแถวจังหวัดลำพูน แล้วเวียงป่าเป้านี่ที่ไหนหนอ ฉันจำชื่อสถานที่หลายแห่งไม่ได้เลือนลืมไปหมด จำได้แต่เหตุการณ์ที่คลับคล้ายคลับคลา รู้แต่ว่าน่าจะวนเวียนอยู่ใน 3-4 จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย บางแห่งเป็นป่าเลย เข้าไปในป่า บางแห่งยังกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์   ที่ฉันเห็นในรูปในหนังแน่ะ สวยมาก  ฉันยังจำบรรยากาศที่ได้นั่งพักเหยียดแข้งเหยียดขาอยู่กลางไร่ผัก มีก้อนเมฆสีขาวลอยลิ่วๆ อยู่บนฟ้าใสสีน้ำเงิน  มีภูเขาสูงตระหง่านซ้อนกันอยู่ไกลๆ    บางทีก็ได้ขึ้นไปบนภูเขา   ซึ่งยังเป็นชายป่าใกล้หมู่บ้าน   มองลงมาเห็นท้องนาอยู่ในหุบเขา   ตกกลางคืน  ก็   เดินเข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้  ช่วยกลุ่มเด็กวัยรุ่นผู้หญิง   ที่จะพากันนั่งเป็นกลุ่มๆ    บ้านละ 3-4 คน ทำกิจกรรมเกี่ยวกับผัก/ผลผลิตจากไร่ ลอกผัก มัดผัก กำผัก เลือกผัก หรือเรียงใบยาสูบ..แล้วก็ได้เสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวและปัญหาของบ้านเมืองกับเยาวชนยุวชนของหมู่บ้านไปด้วย

ฉันมานึกย้อนดูถึงกิจกรรมการใช้ชีวิตของฉันช่วงนั้นแล้ว นับว่าสุ่มเสี่ยงอยู่มาก ไปอยู่ยังไงได้ก็ไม่รู้เหมือนกัน กินนอนอยู่กับชาวบ้าน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งไม่ใช่ญาติโกโหติกา มาเทียบดูกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่มีข่าวข่มขืนฆาตกรรม รุมโทรมหญิง ก็นับน่ากลัวนะ... หากลูกสาวฉัน...ลูกสาวคนเดียวของฉัน! เกิดสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ซึ่งก็อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ฉันจะยอมให้ลูกสาวของฉันดำเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยแบบฉัน  ที่ไปมันทั่วที่เลยอย่างนี้หรือไม่?  ฉันว่าคงไม่นะ คงยอมไม่ได้น่ะ แค่ลูกสาวไปออกค่ายลูกเสือ ไปค้างคืนนอกสถานที่ตามโปรแกรมของโรงเรียน ถ้าตามไปดูได้ฉันก็ไป ที่ตามไปไม่ได้เพราะไปต่างอำเภอต่างจังหวัด ฉันก็อยู่บ้านแบบนั่งไม่ติด...ยุคสมัยเปลี่ยนไป คงจะมีหนทางในการศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านและวิถีแห่งความเป็นไปในสังคม ที่แตกต่างกันออกไป ?!?

กลับไป บทที่ 4 / back to main page / CMU / ไป บทที่ 6

 

ข้างขึ้นเดือนหงาย

.

...     ดนตรี..........

.ข้างขึ้นเดือนหงาย
เราขี่ควายชมจันทร์
เพลิดเพลินใจฉัน
โคมสวรรค์พราวพราย

ไขว่ห้างนั่งเฉย
เออระเหยลอยชาย
เป่าขลุ่ยเพลงหนัง
บนหลังควาย
ชื่นพระพายโชยมา

***...แม้ว่าต้องการ เพื่อนคุย
ฉันมีเจ้าทุยสนทนา
พูดจาตอบถามตามประสา
ลัดเลี้ยวคันนาตามชอบใจ...

..สุขใจจริงหนอ
เราไม่ง้อใครๆ
เจอะหน้าคนรัก ก็รับไป
เป่าขลุ่ยสอดคล้องเราร้องไป
ขี่ควายชมฟ้าเพลินตาเพลินใจ
จันทร์แจ่มใสเต็มดวง

....ดนตรี.....

..ข้างขึ้นเดือนหงาย
เราขี่ควายพาควง
แต่หนุ่มชาวเมืองหลวง
พาคู่ควงเปลืองครัน

อยู่กรุงอยู่นา
ไอ้มันก็ฟ้าเดียวกัน
ขี่ควายขี่เก๋ง ก็เหมือนกัน
มันก็พระจันทร์ดวงเดียว

***..เขาว่ารถยนต์ สบาย
แต่ฉันว่า แพ้ควายแท้เทียว
อยู่กรุงไปไหนให้หวาดเสียว
ปรู๊ดปร๊าดโครมเดียว
เราก็ตาย...

..ต้นข้าวอ่อนพริ้ว
ชูยอดริ้วเรียงราย
ค่อยชมแช่มช้อย ค่อยเยื้องกราย
ขี่ควายแช่มช้า
ประสาควาย
อยู่นาสุขแสนเมืองแมนกลายๆ
เดือนก็หงายพอกัน..

.

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 2528-2552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found