ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงปี 2518-2519

 

 

 

บทที่ 4 /  หลังมอ. หอหญิง หอชาย แคนทีน สโมสรนักศึกษา  อ่างแก้ว หน้ามอ.  ห้วยแก้ว ดอยปุยดอยสุเทพ ตำหนักภูพิงค์  อาจารย์องุ่น มาลิก และ  a few good men in Thailand !

จำได้ว่ามีแต่นักศึกษาปีหนึ่งเท่านั้น ที่ได้สิทธิ์ในการเข้าอยู่หอในมหา'ลัย โดยไม่ต้องจับสลาก นอกนั้นต้องจับสลากว่าจะได้อยู่ "หอใน" หรือเรียกว่า "หอในมอ"

คำว่า "มอ" นี้ ฉันเข้าใจผิดมากว่า 30 ปี ว่าหมายถึง เป็นคำพื้นเมืองภาคเหนือแปลว่า เนินดินอะไรสูงๆ เพราะเดินหรือนั่งรถไปตามถนนในมหา'ลัย จะเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอด จนได้มาตั้งรกรากอยู่ทางภาคีสานเกือบ 30 ปี ต่อมา ที่เขาก็มีมหา'ลัยเหมือนกันเขาก็มีเรียกว่า "มอ" เหมือนกัน ฉันจึงได้ถึงบางอ้อ,ว่า "มอ" ย่อมาจากคำว่า มหา'ลัย

ฉันจับฉลากได้อยู่ หอเจ็ดหญิง/มีหอหนึ่งหญิง(หออ่างแก้ว/เพราะอยู่ใกล้อ่างแก้ว) หอหนึ่งชาย หอสองหญิง หอสองชาย...จำไม่ได้ว่ามีไปถึงหอเท่าไร แต่ละหอจะมีร้านอาหารอยู่ข้างล่างหอ ร้านที่อร่อยในสมัยนั้นน่าจะอยู่หอห้าและหอหกหรือหอสี่หญิง...ก็ชอบไปกินตามหอที่มีร้านอาหารอร่อยพวกนี้ เป็นอาหารถาดหลุม ราคาถูกมากมื้อละประมาณ 5-10 บาทก็อิ่มหนึ่งได้ อาหารหอจะราคาถูก แต่ดีและ "อร่อย" มีให้เลือกเยอะ แต่ฉันชอบอยู่อย่างสองอย่างแล้วก็สั่งซ้ำซากอยู่อย่างนั้น..ตับไก่ทอด..แกงส้ม..แกงจืด..

การอยู่หอนี้   ต้องอยู่ห้องเดียวกับคนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง      เป็นครั้งแรก แปลกดี ไม่รู้เป็นใครมาจากไหนก็มาอยู่ด้วยกันได้ ในห้องมีสองเตียง มีที่เก็บสัมภาระ มีโต๊ะเขียนหนังสือของใครของมัน ใช้ห้องน้ำรวม เพื่อนร่วมห้องคนแรกของฉันเป็นใครก็จำไม่ได้แล้ว การอยู่หอให้ความรู้สึกแปลกๆ ใหม่ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก แต่..อือ..ดีกว่าอยู่บ้าน บ้านฉันไม่อบอุ่น ..อันนั้นแน่อยู่แล้วเพราะฉันมาจากครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด การมาอยู่หอ อยู่ไกลบ้าน เช่นนี้ โดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างเช่นที่เคยรู้สึก จนเหมือนว่าจะรู้สึกอย่างนี้อยู่เสมอ..ตลอดมา..หรือ...ฉันอาจรู้สึกอย่างนี้ไปตลอด นับแต่ แม่ทิ้งฉันไปทำงานในโรงงาน..ทอผ้าห่ม..ที่ไหนสักแห่ง ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าโรงเรียน จำได้ว่าร้องไห้ตามแม่จนสุดเสียง และจะวิ่งตามไปด้วยแต่น้าสาวจับฉันไว้ ความใจหายที่เห็นแม่เดินหายลับตาไป  ยังจับจิตจับใจแม้ผ่านเลยไปหลายสิบปี ความรู้สึกนั้นก็ยังคงอยู่..

ม่ มาๆ หายๆ จนฉันอยู่ชั้น ป. 2 แล้ววันหนึ่ง ฉันน่าจะอายุราวๆ สัก 6-7 ปี ฉันก็ถูกปลุกขึ้นมากลางดึก ด้วยเสียงของ พ่อของฉันเอง ในมือของพ่อมีปืนสั้น ซึ่งฉันไม่เคยเห็นมาก่อน บอกว่า จะไปตามหาแม่ "ถ้าเจอจะยิงให้ตายทั้งคู่" !?! ฉันรู้สึกตื่นตกใจ และรู้สึกกลัวๆ

แต่ก็เก็บเสื้อผ้าที่มีไม่กี่ตัวของฉัน ใส่กระเป๋าที่เป็นหีบหวาย..แบบโบราณอย่างงงๆ กระเป๋าหวายแบบโบราณที่รูปทรงยังติดตาฉัน มันเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าประจำตัวของฉันต่อมาอีกหลายปี มันเป็นที่เก็บเศษและม้วนผ้าผ้าสีน้ำเงินกับสีขาวกับสีลาย ๆ     ของแม่ที่ต่อมาย่าเอาออกมาเย็บเป็นกระโปรงกับเสื้อนักเรียน และเสื้อคอกระเช้าให้ฉัน

พ่อบอกฉันต้องไปอยู่กับย่า พร้อมกับน้องๆ อีก 3 คน แล้วฉันก็ได้ออกจากย่านสลัมแออัด   ที่บ้านหลังคาชนกันใต้ถุนตามร่องมีน้ำคลำสีดำ ส่งกลิ่นคลุ้งขึ้นมาเรื่อย เป็นพักๆ  ไปอยู่ในบ้านใต้ถุนสูงอากาศโปร่งมองเห็นแต่ท้องทุ่งท้องนาสุดลูกหูลูกตา ริมแม่น้ำท่าจีนกับย่า...พร้อมน้องเล็กๆ อีกสามคน..แม่ฉันหายไปก่อน  แล้วพ่อของฉันก็ค่อยๆ หายไปอีก....ต่อมา ญาติทางแม่ก็มารับน้องๆ ของฉันไป...แล้วน้องๆ ของฉันก็จึงหายไปด้วย ..เหลือแต่ฉันอยู่กับย่าส่วนปู่แม่บอกว่าปู่ฉันตายตอนวันฉันเกิดพอดี มาคิดย้อนดู เออนิ.....ฉันคงเกิดท่ามกลางความโกลาหล ของงานศพปู่ของฉันเลยนิ...

ย่า......หญิงชราขาวสูงนุ่งจูงกระเบน  ใส่เสื้อคอกระเช้า ผมขาวโพลนทรงมหาดไทย เคี้ยวหมากปากแดง...ฉันชอบนอนกอดและจับนมเหี่ยวๆ ของย่าเล่น บางทีเวลาย่านั่งชันเข่าข้างหนึ่งข้างๆ "เชี่ยนหมาก"(ตะกร้าเล็กๆบรรจุหมากพลู ปูน สีเสียด ยาสูบ สีผึ้งทาปาก) ฉันก็จะนอนหนุนตักย่า เอามือตีเนื้อต้นขาที่ห้อยยานๆ ของย่าเล่น จนหลับไป ส่วนย่าก็นั่ง "ตะบันหมาก" (เอาเหล็กตำหมากและเครื่องปรุงหมากในท่อทองเหลืองสั้นๆ แทนการตำหมากในครก) ไป เคี้ยวหมากไป มีคนบอกว่า ย่ารักฉันมากกว่าหลานลูกของลุงๆป้าๆข้างพ่อฉันทุกคน ...แต่ฉันก็ยังคิดถึงแม่อยู่ดี และคิดถึงแบบโกรธด้วย ฉันโกรธแม่!

ร้านอาหารที่ตึกสโมสรนักศึกษา เรียกอะไร...ก็จำไม่ได้  มีร้านอาหารเยอะเลย ทาง "ฝั่งสวนดอก" ก็มีเยอะ  ที่นี่เรียก ร้านอาหารว่า "แคนทีน" ฉันได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรกก็ที่นี่ ที่ร้านอาหารตึกสโมสรนักศึกษา มีนักศึกษาจากทุกคณะมาที่นี่ มีร้านขายอาหารจ้อกแจ้กจอแจ แต่ฉันเพิ่งรู้จักอาหารจานที่ชื่อว่า "เนื้อน้ำมันหอย" เป็นครั้งแรก ฉันได้ยินเสียงใครตะโกนสั่ง ฉันนึกมีด้วยหรือนี่..น้ำมันหอย ฉันรู้จักแต่น้ำมันหมู!  น้ำมันพืชก็นับว่าเป็นของใหม่สำหรับฉันแล้ว นี่!  น้ำมันหอย     เป็นยังไง?     นึกภาพไม่ออก.."เนื้อน้ำมันหอยจาน" ฉันสั่งด้วย พอได้ฉันก็มองดู มีผักคะน้ากับเนื้อในน้ำมันขุ่นเยิ้มๆ ราดอยู่บนข้าวสวยสีขาวไม่มีหอยสักตัว...คงเหมือนน้ำมันหมูที่ก็ไม่มีหมูเหมือนกัน!?!

อยู่เชียงใหม่หน้าหนาวอาบน้ำไปสั่นไป เพราะอากาศเย็นมาก มีหมอกลง ฉันชอบตื่นแต่เช้าแม้ไม่มีชั่วโมงเรียน ไปนั่งดู เดินดู ทั่วบริเวณ มหา'ลัย...มันสวยดี สวยจนบรรยายไม่ถูก บางทีฉันก็ไปนั่งมองฟ้ามองน้ำที่บริเวณริม "อ่างแก้ว" อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในมหาวิทยาลัยที่มีหอหญิงหนึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งที่เรียกว่า "หออ่างแก้ว" แล้วบางทีก็เดินออกมา "หน้ามอ" ต่อรถสองแถวขึ้นไปดอยสุเทพ แวะเที่ยวเล่นที่น้ำตกห้วยแก้ว แล้วต่อผ่านเลยพระธาตุดอยสุเทพ ขึ้นไปเดินดูกุหลาบดอกโตๆ บริเวณตำหนักภูพิงค์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ฉันรู้ว่ามีดอยปุยแต่ยังไม่กล้าขึ้นไปคนเดียว ช่วงต้นเทอมแรกของปีหนึ่ง  ฉันยังไปไหนมาไหนคนเดียวเพราะยังไม่มีเพื่อนสนิท บางทีก็     ซื้อตั๋วเข้าไปดินเล่นในสวนสัตว์   บางทีฉันก็นั่งรถสองแถว "เข้าเมือง" ไปเดินเล่นตามตลาด...ตลาดวโรรส....ตลาดข่วงสิงห์ .....สองข้างถนนทั่วเมืองเชียงใหม่ก็มีบ้านสวยๆ หลายหลังเรียงราย ฉันชอบเวลานั่งรถ "เข้าเมือง" และได้มองดูบ้านเหล่านี้ ฉันเข้าใจว่า เป็นบ้านของ "พวกคนรวย" นึกถึงบ้านเพิงหมาแหงนหลังเล็กๆ ที่อยู่กันอย่างแออัดที่ต่างจังหวัดทางภาคอีสานที่ฉันเคยอยู่ คิดว่าถ้ามีของตัวเองแบบนี้สักหลังก็คงดี

ฉันยังชอบนั่งรถสองแถวออกจากมหา'ลัยซึ่งจะออกไปได้ทั้งทางหน้ามอและหลังมอ เรียกว่า "เข้าเมือง" หากไปทางหลังมอก็จะผ่านคณะศึกษาศาสตร์ ออกไปถนนนอกมอซึ่งจะผ่านคณะต่างๆ ของทาง "ฝั่งสวนดอก" ด้วย ฉันชอบ "เข้าเมือง" ไปเดินดูสินค้าพื้นเมือง เดินดูเฉยๆนะ ไม่มีตังค์ซื้อหรอก เดินดูสิ่งละอันพันละน้อยไปเรื่อยๆ เพลินดี คนเชียงใหม่และคนจังหวัดใกล้เคียงช่างประดิษฐ์ประดอยสิ้นค้าพื้นเมืองอะไรกระจุกกระจิกเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะเสื้อผ้าและเครื่องประดับของชาวเขา ...

ฉันจำได้ว่าบริเวณหนึ่งของมหา'ลัย ลึกเข้าไปใกล้เชิงเขามีสถาบันวิจัยเกี่ยวกับชาวเขาของกรมประชาสงเคราะห์ที่น้าสาวกับน้าเขยของฉันทำงานอยู่ จะมีการตั้งแสดงวัฒนธรรมของชาวเขา มีหุ่นแต่งกายเป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือทำไร่ ประกอบพิธีกรรม ลึกเข้าไปอีกก็เป็นบ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ จำลองเท่าของจริงตั้งแสดง และฉันก็ชอบไปเดินดู มีอยู่ครั้งฉันเดินลึกหลงเข้าไป และก็ขึ้นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามทางเดินเท้าที่ย่ำกันเป็นรอยสีดินแดง สองข้างทางเหมือนเป็นป่าเพิ่งเกิดใหม่ แล้วฉันก็เดินลงมาตามเนินแบบไม่มีทางเดินเท้าแต่มองเห็นทางเท้าที่ใหญ่กว่าอยู่ด้านล่าง เย็นใกล้มืด ฉันยังหาทางเดินกลับมอ/กลับมหา'ลัยไม่เจอ ก็พอดีสวนทางกับผู้หญิงสูงอายุหน้ายาวๆ รูปร่างสูง มีเค้าสวย ผิวคล้ำ  หรือน่าจะคล้ำเกล้ามวยผมไว้ข้างหลังนุ่งผ้าถุง จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะสะพายย่ามและถือไม้เท้าด้วย ฉันคิดเอาว่าคงเป็นชาวบ้านแถวนี้ "ป้าๆ ทางไป มหา'ลัยเชียงใหม่ ทางไหนคะ" ฉันถาม เธอมองฉันยิ้มๆ แววตาก็ยิ้มแบบขำด้วย แต่ก็ชี้บอกทางฉัน..แววตานั้นยังติดตาฉันชาวบ้านอะไรมีแววตาแบบนั้น แววตาไม่เหมือนเป็นชาวบ้าน ฉันยังติดอยู่ในใจ

ต่อมาฉันได้มีโอกาสตามรุ่นพี่ที่ทำกิจกรรม ไปบ้านที่พวกเขาพักที่อยู่ข้างๆ  มอ ไปเจอรูปผู้หญิงสูงอายุที่ฉันเจอตอนหลงทางอยู่ที่บ้านนั้น ฉันเลยถามว่าใคร และจึงได้รู้ว่าผู้หญิงสูงอายุที่ฉันเจอตอนหลงทาง เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เล่ากันว่านอกจากจะมีกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมมากมาย บ้านที่นักศึกษาที่ทำกิจกรรมพากันมาพักพิงนี้ก็ยังเป็นบ้านของท่านที่ ให้อยู่ฟรี แล้ว  ท่านยังเป็นอดีตดาวจุฬา สมัยเป็นนักศึกษาอีกด้วย ท่านคือ อาจารย์องุ่น มาลิก

จากรูปแบบและเรื่องที่เล่าขานเกี่ยวกับ ท่านอาจารย์ องุ่น มาลิก ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงการไม่ยึดติดทั้งเรื่องรูปแบบ และ ทรัพย์สิน...ทั้งเรื่องเสื้อผ้า...ความสวยงาม..และทรัพย์ ...ท่านมีบ้านก็ไม่ได้ให้เช่าแต่ให้นักศึกษาที่ทำกิจกรรมอยู่ฟรี?...ฉันว่าแปลกดีและฉันรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องดี ถ้าทั้งโลกจะเป็นแบบนี้! หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดเป็นของกลาง ให้เอกชนอาจเช่าทำธุรกิจในราคาถูกหรือให้อยู่ฟรีสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย? ไม่เป็นทรัพย์สินที่จะตกทอดได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันคงไม่ได้เห็นชาวบ้านฆ่ากันตายเพราะรุกที่กันแค่คืบเดียว ...ความไม่เป็นธรรมต่างๆ ทางสังคมคงลดไปได้อีกเยอะ...ญาติห่างๆ ของฉันที่จังหวัดนนท์ ชาตินี้ทั้งชาติมันแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ได้แต่ตัดที่ขายไปเรื่อยๆ ทีละไร่สองไร่ก็มีเงินเข้ามาทีละ 20 ล้าน 30 ล้าน นั่งกินนอนกินไปได้คราวละ 10 ปี 5 ปี หมดมันก็ประกาศขายอีก ที่ดินมันมีเป็น 50ไร่ 100ไร่น่ะ มันขายที่แพง แล้วมันก็ไปซื้อที่ถูกเก็บไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมันก็เข้าบัญชีไว้กินดอกเบี้ย ส่วนฉัน...บางที ที่จะซุกหัวนอนยังแทบจะไม่มีเลย

รู้สึกช่วงต้นของปีหนึ่งเทอมแรกฉันเหมือนใช้เวลาไปในการสำรวจพื้นที่ ปรับตัว ปรับความรู้สึก ทบทวนอดีตและผู้คนในอดีตของตัวเอง แล้วก็ "แอบดู" ผู้คนใหม่ๆ ที่มาพบเจอในมหา'ลัยไปพร้อมๆ กัน

ผู้คนในมหา'ลัย เป็นกลุ่มผู้คนซึ่งแปลกใหม่สำหรับฉัน ที่ฉันอาจไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เพียงดูจากภายนอก ฉันก็รู้สึกว่าช่างเป็น "ฝูงคน" ที่สวยดี งามดี  จำได้ว่า ตอนที่ฉันเรียนอยู่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดที่ข้างๆ มีโรงเรียนอนุบาลอยู่ ฉันชอบไปนั่งมองเด็กอนุบาลในโรงเรียนนั้น..น่ารักน่าเอ็นดูดี พวกผู้คนในมหา'ลัย ก็เหมือนกัน เป็น "ฝูงคน" ที่ "น่าดู" ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ ล้วนแต่สวยๆ งามๆ กันทั้งสิ้น แม้บางคนรูปร่างหน้าตาอาจไม่จัดว่าสวย แต่ก็มีบุคลิกที่ดูดีละกัน เมื่อเปรียบเทียบกับ "ฝูงคน" ที่ฉันพบเห็น นอกและก่อนเข้ามหา'ลัย เช่น พวก "เมียเช่าฝรั่ง" พวกผู้หญิงตามคลับตามบาร์ดาษดื่นในจังหวัดที่ฉันเคยอยู่   ซึ่งมีที่ตั้งฐานทัพอเมริกันสมัยสงครามเวียดนามยังไม่เลิก พวกขับสามล้อ พวกขับสองแถว พวกขอทานตามข้างถนน พวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาด หรือกับญาติ ๆ ชาวนาข้างพ่อของฉัน หรือญาติ ๆ ชาวสวนข้างแม่ของฉัน  ที่ฉันเห็น ฉันสัมผัสมาตั้งแต่เกิด ความคิด ความอ่าน คำพูด สิ่งที่พูด และกิจกรรมสิ่งที่ทำ แตกต่างออกไป อย่างเกือบจะสิ้นเชิง เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง โลกใหม่ของฉัน!

ในด้านวิชาการ ฉันประทับใจอาจารย์ที่สอนฟิสิคส์ เคมี ชีวะ และอะไรที่เขาพูด ที่เขาอธิบาย เป็นอะไรที่พรั่งพรูออกมา.....อะไรที่ฉันจะไม่ได้ยินได้ฟังตามข้างถนน ตามตลาด หรือจากสิ่งแวดล้อมที่ฉันจากมา ให้ความรู้ความเข้าใจลึกเข้าไปในสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่มองไม่เห็นก็ทำให้ได้รู้ได้พิสูจน์ว่า มันมีอยู่ ด้านสังคมฉันได้อ่านได้เรียนรู้ได้แลกเปลี่ยนกับผู้คน มองได้ลึกเข้าไปในความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนทั้งระบบ ทั้งองคาพยพ เหมือนเป็นอะไรที่อยู่ใกล้ตัวซึ่งคิดให้ไกลตัวออกไปได้ แต่มันก็เป็นเหมือนอะไรที่ยังความรู้สึกให้สับสนแตกตื่นกระเจิดกระเจิงอยู่ในหัวของฉัน

พอกลางค่อนไปทางปลายเทอมหนึ่งของปีหนึ่ง ฉันเริ่มมีเพื่อนมาให้เกาะกลุ่ม มีการประท้วงภายในมหาวิทยาลัย ทั้งการประท้วงในคณะเรื่องโซตัสที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในคณะก็แยกแตกออกเป็นสองพวก พวกที่ยังหัวปักหัวปำสนับสนุนระบบโซตัสถูกเรียกว่า พวกปฏิกิริยา พวกคัดค้านโซตัสเรียกกันว่า พวกก้าวหน้า..รู้สึกว่า    ปีต่อมาแต่ละพวกก็จะฟอร์ม / เตรียมคนของตนลงแข่งขันรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนชั้นปีเพื่อจะกำหนดกิจกรรมรับน้องปีต่อไปได้ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกเพื่อนฉันที่อยู่ฝ่ายก้าวหน้าจะได้ ชื่ออะไรก็จำไม่ได้  และ ดูเหมือนว่า พวกก้าวหน้า จะได้เป็นผู้แทนชั้นปีทุกชั้นปีตั้งแต่ปีสองถึงปีสี่? และถ้าจำไม่ผิดต่อมารุ่นพี่ที่เป็นผู้แทนชั้นปีไม่สามก็สี่ก็เข้าป่าอยู่ที่เดียวกับฉันด้วย รู้สึกว่าคณะวิดยาของฉันจะพากันเข้าป่าครบทุกชั้นปียกเว้นชั้นปีหนึ่งและพ่วงอาจารย์เข้ามาด้วยอีกท่านหนึ่ง

าถึงจุดนี้ ฉันก็รู้แล้วว่าฉันควรจะมีท่าทีอย่างไรกับมันดีเจ้าระบบโซตัสนี่...ฉันก็เพียงแต่ไม่เอามัน และก็ไม่แคร์มัน แต่ก็ไม่พูดเรื่องนี้กับพวกที่ยังแคร์มันอยู่....ก็เลี่ยงเงียบๆ ไปคบไปอยู่กับกับพวกที่ก็ไม่เอามันเหมือนกันทั้งในและนอกคณะ..ก็เท่านั้น ไปหากิจกรรมที่สร้างสรรค์กว่าทำ! หรือ ก็ออกไปจากมัน ไปเข้าห้องสมุด ไปเรียนหนังสือ เข้าห้องเลกเชอร์ ไปออกค่าย เดี๋ยวเพื่อนๆ มันก็จะมารู้จักกันจากกิจกรรมพวกนี้เอง โดยไม่ต้องไปอาศัยไอ้เจ้ากิจกรรมเพื่อโซตัส ที่ต้องไปสนองหรือรองรับความบ้าคลั่งของไอ้พวกบ้าๆ บอๆ แล้วจึงจะมีเพื่อน จึงจะมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นบ้าบออะไร ฉันมาคิดๆ ดู การงมงายงี่เง่ากับพิธีกรรมของระบบโซตัสนี้.....ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต่อการดำเนินชีวิตทั้งในและนอกมหา'ลัย

ส่วนนอกคณะก็มีประท้วงสนับสนุนการประท้วงที่ ส่วนกลาง กทม.ด้วยเรื่องเกี่ยวชาวนาหรืออะไรก็จำไม่ได้ ลำดับไม่ถูก..

จำได้ว่า  มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะนั่งประท้วงกันอยู่หน้า "ยูเนี่ยน" ที่ตึกสโมสรนักศึกษา ฟังพวกรุ่นพี่ทางคณะสังคม/มนุษย์และก็พวกเพื่อนผู้ชาย ไม่รู้จากคณะไหนกันบ้าง / จำไม่ได้อีกแหละว่ามีใครบ้าง / คุยกันเรื่อง ว่าไปมีเรื่องกับนักศึกษาคณะวิศวะมาอยากจะมาเอาพวกไปถล่มกันให้เข็ด /       ก็สมัยนั้น...อย่างที่บอก ทาง "ฝั่งสวนสัตว์" นี่ คณะที่ "ปฏิกิริยา" ที่สุด คือ วิดวะกับเกษตร / ฉันฟังไม่ได้ศัพท์ว่าไปมีเรื่องอะไรกัน แต่ได้ยินรุ่นพี่ผู้ชายจากคณะมนุษย์ตัวเล็กๆ บอกทำนองว่า "ถ้าจะทำต้องเอากันให้ถล่มไปทั้งตึกให้ตึกวิดวะมันหายไปทั้งตึก " ฉันนึกในใจ อุ้ ปานนั้นเลยก๊ะ? คนโตตัวเล็กๆ นี้ใจใหญ่ใจถึงจริงนิ / อันนี้เปรียบเทียบกับตัวฉันที่ตัวเล็กเหมือนกันและใจก็ยิ่งเล็กใจก็ยิ่งน้อยกว่าตัวอีก ใจไม่ใหญ่ใจไม่ถึง และจริงๆ ฉันออกจะขี้กลัวและออกๆจะขี้ขลาดที่ได้แต่คิดและทำอะไรตามๆ เขาไป/ มองหน้าคนพูดก็เห็นยังยิ้มๆ...

ฉันมองย้อนหลังไป..ฉันนึกออกแล้วรุ่นพี่มหา'ลัยคนนี้ของฉันเค้า หน้าตา แววตา ปาก คลับคล้ายคลับคลา ริชาร์ด เกียร์ ดาราฮอลลี่วู้ดนะ แต่ตัวเล็กกะทัดรัดแบบคนเอเชียนะ คือ เป็นริชาร์ด เกียร์แคระ ประมาณนี้ ที่สำคัญในความเห็นของฉัน พี่เค้าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกระบวนการนักศึกษา มช.สมัยนั้นที่ค่อนข้างมี "อิทธิพล" ทางความคิด และสำหรับฉัน ก็เรียกได้ว่า พี่แกเป็นหนึ่งใน a few good men in Thailand  (เลียนแบบจากหนังฮอลลี่วู้ดเรื่อง a few good men in Africa ที่ ฌอร์น คอนเนอร์รี่ แสดงนำไง) เป็น a few good men in Thailand  ที่ฉันรู้จักและติดแหง็กเป็นลูกแหง่ทางความคิด พี่แกชอบพูดอะไรที่ฉันชอบฟัง และบางทีฉันก็ฟังไม่รู้เรื่อง มันเป็นนามธรรมน่ะ นึกตามไม่ค่อยทัน

เดี๋ยวนี้รุ่นพี่คนนี้  แต่งงานกับเพื่อนวิดยาชั้นปีเดียวกับฉัน มีครอบครัว มีลูกแล้วหนึ่งคน แต่กว่าจะได้เป็นครอบครัว เป็นตัวเป็นตน ก็รู้สึกจะหักอกใครต่อใครไปหลายคน ต่อไป ถ้ากล่าวถึงรุ่นพี่คนนี้อีก ฉันจะเรียกว่า "ริชาร์ด เกียร์ (แคระ)" จะดีไหมนะ?

พอได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตาหลายๆ คนเข้า ฉันก็ตามๆ พวกเขาออกไปทำกิจกรรมนอกมหา'ลัย กิจกรรมแรก เหมือนว่า จะเป็น กิจกรรมการออกค่าย ที่ทำให้รู้จัก ผู้คนที่น่ารักทั้งหน้าตาและอบอุ่นทางความคิดอีกกุรุสหนึ่ง! ที่ฉันคิดว่า เป็นผู้เป็นคน ที่เป็นคนดีๆ ของสังคมไทยอันมีอยู่ไม่กี่คนของประเทศนี้! หรือก็เป็น a few good men in Thailand ในความหมายของฉันนั่นเอง!

a few good men in Thailand ของฉันนั้น นอกจากรุ่นพี่และเพื่อนๆ ในซีกนักศึกษาซึ่งมีอยู่หลายคนแล้ว ก็ยังมีที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ยังบันทึกอยู่ในความทรงจำของฉันอีก 2-3 คน../ช่างมีน้อยเสียจริงๆ นิ..ก็แค่.."ของฉัน" น่ะ หากรวมกับ "ของคนอื่นๆ" ด้วยก็คงจะมีเยอะอยู่.../  คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนเคมี  โดยรูปแบบและอัธยาศัยฉันรู้สึกอาจารย์ท่านนี้น่ารักดี แต่ทางความคิดไม่มีอิทธิพลกับฉันนัก หากเป็นเหมือนอะไรที่ดูได้อยู่ไกลๆ และพึ่งได้อุ่นใจได้ ว่าในยามมีภัยด้วยกัน ก็เชื่อใจว่าท่านจะไม่เอาตัวรอดไปคนเดียวเด็ดขาด /ก็ไม่รู้เอาอะไรวัด สัญชาติญาณกระมัง ฉันเอาสัญชาติญาณของฉันวัด/    อีกคนเป็นอาจารย์ทางคณะสังคมฯหรือคณะมนุษย์ฯจำไม่ได้ อาจารย์ท่านนี้อัธยาศัยร่าเริงและคุยตลกดี มักจะถกกับใครๆ และให้ความรู้ใครๆ ด้วยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์บ้าง ทางสังคมบ้าง 2 ท่านนี้ต่อมาได้เข้าไปใช้ชีวิตในเขตป่าเขาที่เดียวกันกับฉัน

อีกคนน่าจะเป็นอาจารย์ทางคณะสังคมฯ หรือคณะศึกษาฯ หรือย่างไรนี่แหละ ชื่อเหมือนบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับดาวเทียมบริษัทแรกของไทยน่ะ อาจารย์ท่านนี้ dark tall and handsome  ฉันละชอบแอบมองเสียจริง เหมือนมองรูปปั้นกรีก-โรมันน่ะ จำไม่ผิดก็ว่าท่านเป็นนักเรียนนอกด้วยจากประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด /ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า?/ไม่รู้เข้าป่าที่ไหนหรือไม่...ดูเหมือนว่าครั้งหนึ่งฉันจะได้ฟังอาจารย์ท่านนี้พูดจากวงสัมมนาวงเล็กๆ ระหว่างการประท้วงในมหา'ลัย ตอนกลางคืนขณะที่วงคนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษาคณะแพทย์ฯ วงหนึ่ง น่าจะเป็น "วงคมเคียว" ถ้าจำไม่ผิดกำลังเล่นเพลงไทยเดิมที่แปลงเนื้อร้องใหม่  ให้เข้ากับบรรยากาศของการประท้วง และเพลงเก่งของวงนี้รู้สึกจะเป็นเพลง "อาลัยพ่อหลวงอินถา"...

ในวงสัมมนาเล็กๆ กลางสนามหญ้าที่ฉันกับเพื่อนเดินผ่านไป ก็เลยแวะเข้าไปฟัง ฉันประทับใจ ตรง คำอธิบายของอาจารย์ท่านนี้ ในเรื่อง โอกาสของคน ที่ ประมาณว่า " ..หากมีการรับสมัคร คนเข้าทำงานตำแหน่งหนึ่ง แม้จะเป็นการสอบคัดเลือกอย่างเท่าเทียมกัน แต่คนที่มาจากครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า สภาพครอบครัวดีกว่า การอบรมบ่มเพาะทางด้านบุคลลิกภาพมาดีกว่า    มาจากสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า โอกาสย่อมดีกว่าอีกคน     ที่มาจากสภาพตรงกันข้าม ...นี่ยังไม่รวมปัจจัยด้านเส้นสาย ...ดังนั้นหากไม่เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม   ให้คนเราได้รับโอกาสดีๆ ที่เท่ากันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ในระดับครอบครัว การที่คนจะได้รับโอกาสเท่ากันก็เป็นความจริงไม่ได้.." คำอธิบายทำนองนี้ทำให้ฉันไม่ซูฮกใครเลย คิดว่าหากฉันได้รับโอกาสแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น ฉันก็อาจไปได้ดีเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ไปได้ดีกว่าฉัน /ในตอนนั้น/ นี่ เป็นคำอธิบาย   แบบที่ฉันไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน พวกผู้ใหญ่ตามบ้านนอกของฉัน มีแต่บอกว่า ".. แข่งเรือแข่งพายอาจแข่งได้ บุญวาสนาแข่งขันกันไม่ได้.." ฉันละเกลียดคำอธิบายแบบนี้จริงๆ ปมเงื่อนมันไม่ได้อยู่ที่วาสนา แต่อยู่ที่ปัจจัยซึ่งไม่เท่าเทียมกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ ....ฉันเข้าใจเอาประมาณว่าถ้าพ่อหรือแม่ฉันเป็นรัฐมนตรี ฉันก็อาจจะเป็นอะไรระดับประมาณนั้นได้เหมือนกันอ่ะนะ

กิจกรรมในมหา'ลัย ช่วงนั้น การออกค่าย เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่เป็นเหมือนห้องเลกเชอร์วิชาทางสังคม ที่ดูสนุกสนานทางความคิดสำหรับฉัน มีเพื่อนใหม่ ความคิดใหม่ ประสบการณ์ใหม่ๆ ฉันมาจากชนบทภาคกลางภาคอีสาน แต่ชนบทภาคเหนือนี้มีอะไรที่แตกต่างออกไป....และตัวฉันเองก็มีอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิมด้วย!

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฉันเริ่มรู้จักเพลงอะไรหลายๆ เพลงที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนเข้ามหา'ลัย เป็นเพลงที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับพวกหนังสือที่ฉันได้ขมักเขม้นอ่านในเวลาต่อมา..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับไป บทที่ 3 / back to main page / CMU / ไป บทที่ 5

ขวัญใจเจ้าทุย

คำร้อง   สมศักดิ์  เทพานนท์
ทำนอง  เอื้อ  สุนทรสนาน
ขับร้อง  รวงทอง ทองลั่นทม

เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินไหมใครมากู่ กู่
เรียก หาเจ้าอยู่ อยู่ หนใดรีบมา
เจ้าทุยเพื่อนฉัน ออกมาหากันดีกว่า กว่า
อย่า เฉยเลยอย่าอย่า มะมา เร็วไว

เกิดมามีแต่ทุยเป็นเพื่อนกัน
ค่ำเช้าทำงาน ไม่ทิ้งกันไม่หายไป
ข้ามีข้าวและน้ำนำมาให้
อีกทั้งฟางกองใหญ่ อย่าช้าไย อย่าช้าไย

เจ้าทุยเพื่อนจ๋า ออกไปไถนาคงเหนื่อยอ่อน
เหนื่อยนักพักผ่อนก่อน หิวจนอ่อนใจ
ข้าจะอาบน้ำ ป้อนฟางทั้งกำคำใหญ่ ใหญ่
จะสุมไฟกองใหม่ ใหม่ ไว้กันยุงมา

เจ้ามีคุณแก่เรามามากมาย
ถึงแม้เป็นควาย เจ้าเหนือกว่า ดีเสียกว่า
ผู้คนที่เกียจคร้านไม่เข้าท่า
ทุยเอ๋ยเจ้าดีกว่าช่วยไถนาได้ทุกวัน

เจ้าทุยนี่เอ๋ย ข้าเคยเลี้ยงดูมาก่อนเก่า
เมื่อครั้งยังเยาว์เยาว์ ทั้งทุยและฉัน
ข้าเคยขี่หลัง นั่งไปไหนไป ไม่หวาดหวั่น
สุขทุกข์เคยบุกบั่น รู้กันด้วยใจ

เติบโตมาด้วยกันในไร่นา
เคยหากินมาข้าเห็นใจ ข้าเห็นใจ
เจ้าทุยยากจะหาใครเทียมได้
ข้ารักดังดวงใจ ไม่รักใคร ข้ารักทุย

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 2528-2552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found