ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2518-2519

 

บทที่ 3 / คณะวิทยาศาสตร์ ห้องเลกเชอร์ ห้องแลบ ห้องสมุด อาจารย์ รุ่นเพื่อน รุ่นพี่ ร่วมและต่างชั้นปี ร่วมและต่างคณะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิทยาศาสตร์การแพทย์ เช่น  คณะแพทย์ฯ คณะทันตะฯ คณะเภสัชฯ คณะพยาบาลฯ คณะเทคนิคการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งอยู่อีกซีกหนึ่ง ซีกเดียวกับ โรงพยาบาลสวนดอก  ว่า  พวก "ฝั่งสวนดอก" ส่วนพวกคณะวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายการแพทย์การบำบัด อย่าง คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตรฯ คณะวิศวฯ ฯลฯ จะอยู่ซีกเดียวกับคณะทางสายศิลป์อื่นๆ จำไม่ได้ว่า เขาเรียกว่าพวกไหนกันหรือเปล่า? แต่ฉันขอเรียกเอาเองว่า พวก "ฝั่งสวนสัตว์" เพราะต่อจากซีกนี้ไปทางด้านหน้ามหาวิทยาลัย จะต่อไปถึง "สวนสัตว์" ได้ หมายถึง ซีกนี้อยู่ฝั่งเดียวกับ สวนสัตว์เชียงใหม่

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าคณะวิดยา จำได้ถ้าไม่ผิดว่าตอนนั้นมีอยู่ 5 หรือ 6 ? ภาควิชา มี ภาควิชาชีวะ เคมี คณิตศาสตร์ ฟิสิคส์ และ ธรณีวิทยา จำไม่ได้ว่า มีภาควิชาสถิติ ด้วยแล้วยัง ?

แต่จำได้ว่าสีประจำคณะวิดยาคือ สีเหลือง และที่สะดุดความสนใจของฉัน คือ ภาควิชาธรณีวิทยา ที่ตัวตึกรูปร่างประหลาดสวยเตะตาดี มีตู้โชว์หินชนิดต่าง ๆ น่าสนใจ มีภาพแสดงชั้นหินชั้นดิน เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้เกี่ยวกับปฐพีวิทยา แลพวกรุ่นพี่เค้าก็ดูจะ บู๊ๆ บึกๆ แกร่งๆ เซอ ๆ ดี (ขอเน้นว่า เซอ ๆ นะ คือ ไม่มีไม้เอก) รู้สึกจะไม่ค่อยมีผู้หญิงเรียนเลย เห็นพวกรุ่นพี่ "จีโอ" บอกว่า ต้องออกภาคสนามไปสำรวจพื้นดิน พื้นหิน เก็บตัวอย่างดิน ตัวอย่างหิน ตามป่า ตามเขา ไกลๆ  ฉันนึกภาพตัวเองเป็นนักธรณีวิทยาแต่งตัวบู๊ๆเซอๆ แบบนี้ แบกเป้เครื่องไม้เครื่องมือทางธรณีวิทยา เดินทางสำรวจพื้นปฐพีไปทั่วประเทศ จะได้รู้ว่า ประเทศไทยของเรามีทรัพยากรใต้ดินอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง บางทีก็คงจะได้มีการขุดเจาะระเบิดหินระเบิดดินกันตูมตาม น่าสนุก และฉันคิดว่าศาสตร์นี้น่าเรียน แต่พวกรุ่นพี่ "จีโอ" ตอนนั้น หลายคนเค้าพากันให้ความเห็นกับฉันว่า ไม่เหมาะที่ผู้หญิงจะเรียน เพราะผู้หญิงไม่สะดวกที่จะออกภาคสนามที่ต้องแบกเครื่องไม้เครื่องมือหนักๆ ไปตามป่าเขา ในชนบทที่อาจทุรกันดารไกลๆ นอนกับดินกินกับทราย บางทีหาน้ำอาบไม่ได้ 2 วันก็มี...ฉันมานึกย้อนหลังไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนช่วงต่อมา ที่ตัวเองได้เข้าไปใช้ชีวิตในเขตป่าเขา....เดินแบกเป้ แบกข้าวสาร แบกสัมภาระต่างๆ หนักจนหลังแอ่น ขึ้นเขาลงเขา หลายลูกในแต่ละวัน และหลายสิบลูกในแต่ละเดือน ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย กระทั่งนอนบนเปลกินบนก้อนหิน บางทีหาแหล่งน้ำมากพอที่จะอาบไม่ได้ ต้องได้แต่เช็ดตัวหรือล้างแต่หน้าเอาเป็นอาทิตย์.....อย่างนี้ที่พวกรุ่นพี่ "จีโอ" ว่า ก็จิ๊บจ๊อยเลย...ฉะนั้นศาสตร์ทุกแขนงในสายวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ใครจะเรียนอะไร ขีดจำกัดคงไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ฉันว่านะ!

 

คณะวิดยานั้น นับว่าเป็นคณะที่น่าจะใหญ่ที่สุด ของคณะทางสายวิทยาศาสตร์ ที่อยู่ทาง "ฝั่งสวนสัตว์" ที่นักศึกษาทางสายวิทยาศาสตร์ช่วงปี 1-2 ทั้ง "ฝั่งสวนดอก" และ "ฝั่งสวนสัตว์" ต้องมาเรียนกระบวนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานกันทุกคณะ ช่วงปี 1-2 จึงเป็นที่รวมนักศึกษาเยอะมาก

ห้องเลกเชอร์ จะใหญ่มาก ฉันรู้สึกตื่นใจกับความใหญ่โตกว้างขวาง กับรูปทรงโค้งๆ ของแถวม้านั่ง กับพื้นที่ลาดเอียงสูงจากหลังห้องแล้วค่อยๆ ต่ำลงไปทางหน้าห้องของห้องเลกเชอร์  และผู้คนที่มาเรียนรวมกันจำนวนมาก ชม.ละเป็นร้อย ตอนเป็นนักเรียนฉันมีเพื่อนร่วมชั่วโมงเรียนอย่างมากก็ไม่เกิน 40-50 ไม่เป็นร้อย ๆ แบบนี้ เวลานั่งฟังบรรยาย ฉันชอบนั่งอยู่ด้านหลังๆ มองลงไป เห็นอาจารย์ผู้บรรยายอยู่ข้างล่าง และเห็นนักศึกษาเยอะแยะที่นั่งต่อๆ จากฉันลงไป ขณะฟังบรรยายทั้งหมดดูตั้งหน้าตั้งตาฟังกันดี ไม่มีใครคุยกันเหมือนตอนเป็นนักเรียนที่คุยกันจ่อกแจ่กและครูผู้สอนต้องคอยบอกให้เงียบ

ห้องแลบ เป็นอีกห้องที่ฉันทึ่ง เพราะฉันเป็นนักเรียนสายวิทย์ก็จริง แต่ไม่มีอะไรให้ทดลองจริง ๆ มากนัก มีแต่อ่าน ดูรูป และจินตนาการเอา แต่ไม่มีอะไรให้ทดลองทำจริงๆ เหมือนห้องแลบที่นี่ แต่ฉันก็ทำแลบไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ ได้แต่ทำตาม ๆ เพื่อนไป เพื่อนเขาคล่องกว่าเห็นว่ามาจากโรงเรียนเตรียมอุดมฯ โรงเรียนรัฐบาล แต่ฉันมาจากโรงเรียนราษฎร์  อ้อ,เวลาสอบแลบก็เหมือนเล่นเกมเลย...เรียกว่า สอบ "แลบกริ๊ง" มีโต๊ะให้ทำแลบ ต่อกัน โต๊ะละแลบ พอเสียงดังกริ๊ง ก็ต้องวิ่งไปทำอีกโต๊ะหนึ่งต่อไปเรื่อยๆ จนครบทุกโต๊ะ...ก็สนุก แต่ตอนสอบฉันก็ค่อนข้างเครียด เพราะบางทีทำไม่ทัน บางทีกังวลกับเสียงกริ่ง ตกใจมือสั่นเวลามันดัง กริ๊งงง........

ห้องสมุด ของมหาวิทยาลัยใหญ่กว่าห้องสมุดของทุกโรงเรียนที่ฉันเคยเรียน ฉันสามารถใช้เวลาทั้งวันอยู่ห้องสมุด มีหนังสือเยอะแยะ ยังมีห้องสมุดคณะ ห้องสมุดภาควิชา ซึ่งความใหญ่เล็กลดหลั่นกันลงไป แต่ฉันไปแต่ห้องสมุดมหา'ลัยกับห้องสมุดคณะ ยังไม่เคยย่างกรายไปห้องสมุดภาควิชาต่างๆ เพราะปีหนึ่งยังไม่เลือกวิชาโทวิชาเอก ยังเรียนรวมๆ อยู่ แต่รู้มาว่า ภาควิชาที่คนเลือกมากคะแนนสูงก็จะแข่งกัน สมัยนั้นเอกเคมี เป็นเอกที่นักศึกษาคณะวิทย์จะแย่งกันเรียนมากกว่าเอกวิชาอื่น ๆ เพราะว่าไปทำงานตามโรงงานเคมีเงินเดือนสูงๆ ได้ เอกอื่นๆ รู้สึกจะต้องจบออกไปเป็นครูตามโรงเรียน และรับราชการตามกรมวิชาการอะไรเท่านั้น!

อาจารย์ ผู้สอนมหาวิทยาลัย เป็นอะไรอีกอย่างที่ให้ความรู้สึกแก่ฉันยิ่งแปลกออกไป ไม่มีการมาพร่ำเทศนาเรื่องความประพฤติ การแต่งตัว เล็บยาว ผมยาว เสื้อยับ ถุงเท้าดำ ฯลฯ เหมือนคุณครูที่สอนเราสมัยเป็นนักเรียน ที่นี่อาจารย์พูดสอนแต่วิชาการอย่างเดียว หากจะพูดนอกเนื้อหาก็เป็นอะไรที่เพื่อให้นักศึกษาผ่อนคลายมากกว่า และฉันรู้สึกเหมือนมี "ระยะห่าง" มากขึ้น ระหว่างฉันกับอาจารย์ผู้สอน ผู้เลกเชอร์ ฉันรู้สึกโลกภายในหัวของฉันหลวมขึ้น เหมือนหายใจได้เต็มปอดขึ้น เจออากาศที่บริสุทธิ์สดชื่นขึ้น แม้จะเป็น "อากาศ"  ที่ปอดของฉันยังรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกจะเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น   เพราะ "ที่ว่าง"  มีมากขึ้น ฉันไม่รู้สึกอึดอัดและถูกบีบรัดเหมือนตอนเป็นนักเรียน เหมือนว่าเวลาที่เป็นของฉันจะทอดช่วงยาวขึ้น และฉันรู้สึกอิสระ...

ฉันหลุดจากภาระ และพันธะ "ครอบครัวของแม่" อย่างน้อยก็ในตอนนั้น... ไม่มีเสื้อผ้ากองใหญ่ของคนทั้งบ้าน ให้ฉันต้องนั่งซักตั้งแต่เช้ายันเที่ยง ในวันหยุด ไม่ต้องนั่งเลี้ยงน้องเล็กๆ ขณะที่ดูลูกของป้า ที่อายุเท่ากันไปวิ่งเล่น ...ยามที่ฉันนั่งอ่านหนังสือ ก็ไม่มีใครมาคอยพูดประชดว่า ฉันจะสะเออะจะอ่านหนังสือเรียนเอาปริญญาสักกี่ใบกัน  ที่สำคัญฉันไม่ต้องตื่นตีห้านั่งอ่านหนังสือหน้าเตาไฟ ไปพร้อม ๆกับคอยดูหม้อข้าวให้สุกโดยไม่ไหม้...อีกแล้ว ที่นี่ฉันสามารถหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ทุกเวลา ทุกที่ตามต้องการ...และฉันรู้สึกเหมือนนก ที่ถูกปล่อยออกจากรัง แม้จะรุ้สึกกลัวๆ อะไรไม่รู้อยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกเป็นเป็นอิสระ!

โดยเฉพาะการไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด มีหนังสือมากมายรอให้ฉันไปอ่าน....เงียบๆ โดยไม่มีเสียง ทะเลาะเบาะแว้งและด่าทอกันระหว่าง แม่และสามีของแม่ รบกวนโสตประสาทของฉัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ซึ่งฉันรู้สึกแย่สุด ๆ ที่ฉันและน้องที่เป็นลูกของสามีเก่าแม่ มักจะเป็นสาเหตุ และถูกลากดึง ให้เข้าไปอยู่ท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งนั้นด้วย เป็นประจำ ...

ประมาณ 12-13 ปี ฉันเรียนอยู่ราวๆ ชั้น ป.6-ป.7 ยังไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า แต่ใช้เตาถ่านหุงข้าวและต้อง "หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ" ฉันต้องตื่นตีห้าขึ้นมาหุงข้าวให้คนทั้งบ้าน พร้อมกับท่องหนังสือไปด้วย มีอยู่ครั้งที่ ตอนตะแคงหม้อข้าวใบใหญ่ เพราะหุงให้หลายคนกิน-เกือบ 20 คน เพราะครอบครัวตายายที่พ่วงเอาน้าๆ น้องคนละพ่อของแม่ฉัน มาด้วยเป็นโขยง และครอบครัวของป้าเจ้าหนี้ของแม่ฉันมารวมอยู่ใน "บ้านเพิงหมาแหงน" หลังเล็กๆนี้ด้วย ฉันอาจจะตัวเล็กไปสำหรับหม้อข้าวใบใหญ่ปานนั้น ตะแคงหม้ออยู่ในตำแหน่งไม่ดี น้ำข้าวร้อนๆ จึงหกรดโคนขาอ่อนๆ เล็กๆ ของฉัน ความแสบร้อนนั้นฉันยังรู้สึกได้แม้บัดนี้ และพวก "ผู้ใหญ่" ที่อัดแน่นในบ้านเพิงหมาแหงนนั้น ต่างรุมหาว่าฉันไม่ระวัง คงเพราะมัวแต่อ่านหนังสืออยู่ และไม่มีใครสนใจแผลน้ำร้อนลวกของฉัน มีแต่ฉันเท่านั้น ที่เฝ้าดูมันพองเป็นสีน้ำตาลม่วงดำมีน้ำใสๆ อยู่ในนั้นแล้วก็ปริไหลเยิ้มออกมา กลายเป็นแผลให้ฉันแสบๆ เจ็บ ๆ ตอนน้ำกระเด็นถูกเวลาอาบน้ำ แล้วแห้งลอกได้ในอีกหลายวันต่อมา เหลือแต่แผลเป็นใหญ่เป็นร่องรอยให้ฉันเห็นของฉันเองอยู่จนบัดนี้

ฉันจึงไม่รู้สึกว่าครอบครัวของแม่เป็นครอบครัวของฉัน ฉันไม่รู้สึกว่าบ้านของแม่เป็นบ้านของฉัน เพราะสามีของแม่คนปัจจุบันไม่ใช่พ่อของฉัน แต่ฉันก็ยังเคารพเขาในฐานะที่ช่วยแม่ฉันเลี้ยงฉันมามากกว่าพ่อของฉัน บ้านของแม่ฉันมีคนมาอยู่มากเกินไป...ฉันไม่ชอบพ่อของฉัน ที่ไม่สามารถรักษาแม่รักษาครอบครัวและความรู้สึก "เป็นบ้าน" ของฉันไว้ให้ฉันได้ และปล่อยทิ้งให้ฉันต้องไปเผชิญวิบากกรรมกับ "ครอบครัวของแม่" ตามลำพัง....ครอบครัว        และ   บ้าน "ของฉัน" อยู่ที่ไหนไม่รู้..ตอนนั้นฉันคงกำลังตามหาอยู่...

แต่ก็อย่างที่บอกด้วยต้องเผชิญกับเจ้าระบบโซตัส ..โลกอิสระในหัวของฉันจึงดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก ก็ให้รู้สึกกดดันอึดอัดอีกแล้วด้วยกระบวนการของการที่รุ่นน้องปีหนึ่งต้องถูกไอ้เจ้าพวกรุ่นพี่ปีอื่นๆ โดยเฉพาะเจ้ารุ่นพี่ชั้นปี 2 มาชี้นิ้วบังคับให้ทำอะไรบ้าๆ บอๆ แค่ไหนก็ได้ อุตส่าห์จะหลุดจากการ "ชี้นิ้ว" ของผู้ใหญ่ในครอบครัว ของครูๆ สมัยเป็นนักเรียน แล้วยังต้องมาเจอ "ฝูงโซตัส" อะไรนี่อีกหรือ? แต่ฉันก็ยังเป็นงง ๆ ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จะไปทางไหนหรือมีท่าทีอย่างไรดีกับ ไอ้เจ้าระบบโซตัสนี่! แต่จากการที่มีนักศึกษาสายวิทย์ชั้นปีหนึ่ง จากสองฝั่ง ทั้ง "ฝั่งสวนดอก" และ "ฝั่งสวนสัตว์" มาเรียนด้วยกันเยอะ ทำให้ฉันเห็นข้อแตกต่างและเกิดการเปรียบเทียบ....

 รุ่นเพื่อน ชั้นปีที่หนึ่งที่มาจาก "ฝั่งสวนดอก" เพื่อนทางฝั่งนี้ดูเป็นอิสระกว่า มั่นใจในตัวเองมากกว่า อาจจะโดยคะแนนสอบเข้า พวกนี้ก็...คะแนนสูงกว่าเป็นส่วนใหญ่ และระบบรุ่นพี่รุ่นน้องคงไม่รุนแรงเท่า ส่วนรุ่นเพื่อนจากทาง "ฝั่งสวนสัตว์" สายวิทย์ตอนนั้นนอกจากคณะวิดยา ก็มี คณะเกษตร กับคณะวิศวะ และก็! วิดยา เกษตร วิดวะ สมัยนั้นนี่! เซียเนียริตี้ แรงเหลือล้ำ เหมือนว่าต้องสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อบดบังอะไรสักอย่างนั้น แต่ฉันก็ไม่ชัดเจนเหมือนกันว่าอะไรน่ะอะไร ตอนนั้นวิดยากับเกษตรจัดได้ว่า ระดับคะแนนสอบเข้าต่ำสุดในสายวิทย์ แต่สำหรับคณะวิดวะก็ไม่น่าจะใช่ปมตรงนี้ และการจะกลบลบปมอะไรอย่างนั้น ระบบโซตัสซึ่งเป็นระบบที่ใช้ความรุนแรงกับรุ่นน้องปี 1 ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ก็ไม่น่าจะใช่ทางออกที่ถูก ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมชอบออกทางที่ผิดๆ กันนัก ทั้งที่สติปัญญาก็มี แม้จะมีไม่สู้เขาทาง "ฝั่งสวนดอก" แต่สอบเข้ามหา'ลัยสมัยนั้นได้ ก็นับว่าสติปัญญามีแหละ..

ฉันมาคิดย้อนดู...คณะทางสายวิทย์ ความจริงเป็นการเรียนรู้ศาสตร์ที่น่าสนุกทุกสาขา โดยเฉพาะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติเพรียวๆ จะเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับธรรมชาติรอบๆตัวเราเองได้ลึกถึงระดับเซลล์ ระดับโมเลกุล ระดับอนุภาคโน่น ถ้าเรียนรู้เกี่ยวพื้นปฐพีก็เจาะลึกลงไปได้ถึงใจกลางโลก หรือมองทะลุท้องฟ้าบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกออกไปในห้วงอวกาศอันไกลโพ้นก็ยังได้...... ว่าแล้วก็อยากย้อนเวลากลับไปเป็นนักศึกษาวัยละอ่อนอีกจริงๆ... ในแง่นี้ก็เสียดายอยู่นะที่มีอะไรมาทำให้เตลิดเปิดเปิงไปไกลเสียก่อน

ำได้ว่า ฉันเริ่มเตลิดไปกับรุ่นเพื่อนปี 1 วิดยากลุ่มหนึ่งสมัยนั้นที่ต้าน"ระบบโซตัส" ที่นำโดยผู้แทนชั้นปี 1 เพื่อนฉันเองหรือไงนี่แหละ จำไม่ได้..ชื่ออะไรน้า..แล้วไปรวมกลุ่มกับ รุ่นพี่ หัวก้าวหน้าชั้นปีอื่น ๆ แล้วก็ค่อยๆ ขยายสายสัมพันธ์ไปยังรุ่นพี่รุ่นเพื่อนคณะอื่น ๆ ที่หัวก้าวหน้าเหมือนกัน โดยเฉพาะรุ่นเพื่อนรุ่นพี่จากคณะทางสายวิทย์ทาง "ฝั่งสวนดอก" และรุ่นเพื่อนรุ่นพี่จากคณะทางสายศิลป์ "ฝั่งสวนสัตว์" แต่รุ่นพี่ตัวกลั่นๆ คณะวิดยาของฉัน เป็นรุ่นพี่ผู้หญิงชั้นปี 3 หรือ ปี 4 น๊า จำไม่ได้อีกแหละ ฉันรักมากเลย 3 คนนี้ คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว อีก 2 คนชื่อเหมือนกันแต่คนหนึ่งผิวดำ คนหนึ่งผิวขาว ยังมีชีวิตอยู่ รู้สึกฉันจะได้ความรู้สึกนึกคิดอะไร ๆ จากรุ่นพี่ผู้หญิง 3 คนนี้เยอะมากจนเตลิดเปิดไปไกลด้วยกันเลยในที่สุด

อ้อ! แล้วที่ว่า "หัวก้าวหน้า" นี่ เริ่มแรกในตอนนั้นก็แค่ต้านระบบโซตัสอะไรกันเท่านั้น ยังไม่มีแนวคิดไปถึงเรื่องการเมืองอะไรกันเลย... และตัวฉันเอง ก็ยังกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับวิวทิวทัศน์ทั้งภายในภายนอกรอบๆ มหาวิทยาลัยอยู่น่ะ! ยังสำรวจพื้นที่ไม่หมด ยังมีอะไรต่อมิอะไรตื่นตาตื่นใจให้ชื่นชมอยู่ได้เรื่อยๆ....

พร้อมๆ ไปกับการมีเพื่อนใหม่ๆ ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป จากเพื่อนในสมัยที่ยังเป็นนักเรียนมัธยม...เพื่อนสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในละแวกเดียวกันโรงเรียนเดียวกัน แต่เพื่อนที่มารู้จักกันตอนอยู่มหา'ลัย เหมือนกับจะมาจากทั่วทุกสารทิศ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับไป บทที่ 2 / back to main page / CMU / ไป บทที่ 4

กุหลาบเวียงพิงค์

วงจันทร์ ไพโรจน์

กุหลาบเวียงพิงค์
ดอกนี้บ่มีเจ้าของ
เพิ่งแรกแย้มบ่มีไผปอง
เป็นเจ้าของครองใจเด็ดดม

ส่งกลิ่นอบอวล
ยั่วยวนหัวใจไปตามสายลม
ทั่วแว่นแคว้นแดนไทยหมายชม
สมเป็นกุหลาบ เวียง เหนือ

กุหลาบเวียงไหน
ทั่วถิ่นแคว้นในแดนสยาม
ยังบ่เทียมเทียบเท่าความงาม
เปรียบดังสาวชาวพิงค์งามเหลือ

บ่ได้แต่งเติม
เสริมส่งไว้ลวงให้ใครหลงเชื่อ
ปากบ่แดงแป้งบ่ได้เจือ
คิ้วบ่ได้เถือดินสอ

กุหลาบเวียงพิงค์
ดอกนี้สวยจริงเจ้าเอ๋ย
ยังบ่มีผู้ใดไหนเลย
มาโลมเล้าเอาไปพนอ

ด้วยสาวชาวพิงค์
กลัวบ่ฮักจริงของชายรูปหล่อ
กลัวเสียนักกลัวคำป้อยอ
กลัวน้ำตาร่วงรินทรวง

หมู่เฮาชาวเหนือ
อย่าไปเชื่อเชียวหนอคำชาย
เดี๋ยวจะต้องเจ็บช้ำใจกาย
เปิ้นเมืองใต้พูดจาหลอกลวง

หากเปิ้นได้เฮา
เปิ้นคงทิ้งเราน้ำตาไหลร่วง
หากหลงลม คงโดนหลอกลวง
ช้ำทรวง เหมือนดั่ง บัวบาน

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 2528-2552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found