ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

 

ช่วงปี 2518-2519

บทที่ 2 / พิธีกรรมรับน้อง เดินขึ้นดอย น้องรหัส พี่รหัส ลุงรหัส กับระบบโซตัส

เข้าสู่เขตรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เสียงเพลงประจำมหา'ลัยดังอยู่ตลอด และมีกิจกรรมพิธีกรรมเพียบเลย ฉันยังรู้สึกตื่น ๆ เพราะตอนเป็นนักเรียนไม่เคยต้องมีพิธีกรรมอะไรมากมายปานนี้ แต่ก็สนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง ปน ๆ กับความรู้สึกว่าไม่รู้จะต้องทำอะไรแบบนี้ไปทำไม? จำได้ว่ามีพิธีอะไรที่รับน้องตามประเพณีทางเหนือแบบไหว้พระ ผูกข้อมือ อะไรที่ศาลาธรรมด้วย  แล้วแต่ละคณะมีงานขันโตกและกาลเล่นพื้นเมืองบนเวทีตอนกลางคืน บางคณะก็มีงานราตรีเต้นรำด้วย

พูดถึงงานราตรีเต้นรำตอนกลางคืนแล้ว ฉันยังจำภาพรุ่นผู้หญิงคนหนึ่งได้ติดตาแต่จำชื่อไม่ได้ เธอใส่ชุดราตรีสีดำเปิดหลัง และเธอก็อ้วนมาก ฉันรู้สึกทึ่งที่อ้วนอย่างนั้นแต่เธอก็ยังแต่งได้ดูสวย ฉันไม่มีชุดอะไรอย่างนั้น ก็มีแค่เสื้อม่อฮ่อมกางเกงยีนส์ ฉันไม่ถูกกับงานอะไรแบบนี้ เต้นรำ ดิ้นเดิ้นอะไร ฉันไม่เป็นทั้งนั้น กระทั่งรำวงไทยๆ ธรรมดาฉันยังไปได้ไม่ถูกจังหวะ ประมาณนี้ ฉันจึงแค่ไปยืนมองๆ  อยู่มุมหนึ่งแล้วก็กลับมานอนหอ..

แล้วก็รู้สึกจะมีพิธีกรรมรับน้องที่ต้องเดินเข้าแถวลอดไปตามซุ้มต่าง ๆ กับการเดินขึ้นดอยสุเทพ จำไม่ได้ว่าอะไรก่อนอะไรหลัง

จำได้แต่ว่าตอนต้องเดินลอดไปตามซุ้มต่าง ๆ จะมีรุ่นพี่นั่งรออยู่ในซุ้มบ้าง ดักรออยู่ตรงทางเข้าทางออกของแต่ละซุ้มบ้าง บางซุ้มฉันก็ถูกเขียนหน้าเขียนตาประแป้ง บ้างซุ้มก็ถูกสั่งให้ทำอะไรบ้าๆ บอ ๆ หรือกลิ้งลงไปในบ่อโคลน แล้วก็ให้พวกนักศึกษารุ่นพี่ตะคอกตะโกนใส่ เอาป้ายอะไรที่เขียนข้อความตลกๆ มาติดไว้ข้างหลัง ฯลฯ แต่ก็แอบไปได้ยินรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งปรารภกันว่า "ไม่รู้น้อง ๆ เค้าจะสนุกกันไม๊ Guคิดกิจกรรมจนหมดมุขแล้ว" ฉันก็รู้เลยสึกขำ ๆ อยู่ในใจ กิจกรรมอะไรอย่างนี้   ก็ต้องใช้หัวคิดด้วยนะ  ยังได้ยินรุ่นพี่คุย ๆ กันว่าเตรียมงานจนเหนื่อย ทั้งกวนกาว ทำป้าย ทำซุ้ม แต่ก็คงเพื่อให้รุ่นน้อง ๆ ที่เข้ามาใหม่ รู้สึกสนุกและหายคิดถึงบ้านกระมัง เพราะรู้สึกแต่ละคน เท่าที่คุย ๆ กัน  ที่เป็นเจ้าถิ่นมาจากจังหวัดเชียงใหม่ก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็มาจากคนละทิศละทางทั้งนั้น มาจากภาคใต้ก็มี กทม.ก็มี และ จากจังหวัดต่างๆ ของทุกภาค

ฉันว่ามีรับน้องอะไรบ้าๆบอๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ทำให้คนที่ต่างถิ่นต่างที่มาใหม่ ๆ อย่างฉัน รู้สึกมีความสำคัญและคุ้นเคยกับผู้คนใหม่ๆ ที่พึ่งมาเจอะเจอกันได้เร็วขึ้น แต่บางทีก็ให้รู้สึกเดือดปุดๆ ในอารมณ์เมื่อถูกตะคอกใส่ มีความแปลกๆ แปร่ง ๆ ในความรู้สึกว่าทำไมใครๆ ต้องมาทำอะไรแบบนี้กันด้วย แต่ฉันก็ผ่านพ้นพิธีกรรมรับน้องวันนั้นกลับไปนอนแอ้งแม้งที่หออย่างรอดปลอดภัยได้ละกัน แม้จะด้วยความสะบักสะบอมก็ตามทีเถอะ แต่เห็นว่ายุคหลัง ๆ นี้ บางมหา'ลัย รับน้องกันถึงตายเลย!

พิธีกรรมรับน้องเดินขึ้นดอยสุเทพ เป็นอะไรที่ทำให้เจ็บกระดูกกระเดี้ยวและสะบักสะบอมกลับลงมานอนแอ้งแม้งที่หอได้อีกวัน ตั้งขบวนเดินกันเป็นคณะๆ ไปตั้งแต่ในมหาวิทยาลัยกันแต่เช้าไปจนถึงตีนดอย กราบไหว้บูชาศาลครูบาศรีวิชัย แล้วก็เดินต่อขึ้นไปตามทางถนนลาดยางคดเคี้ยวขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดดอย คือ ดอยสุเทพ   ขึ้นไปกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พากันไปเคาะระฆังดังเหง่งหง่าง ๆ พากันดูวิวทิวทัศน์จากมุมมองที่อยู่สูงลงมาเห็นตัวเมืองเชียงใหม่ เห็นอาณาบริเวณมหา'ลัย

ความจริงทิวทัศน์นี่ก็ดูกันมาเรื่อยๆ ระหว่างทางแล้ว ทำให้หายเหนื่อย และมีกำลังใจที่จะเดินเหนื่อยกันต่อไปเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกสัมผัสบรรยากาศป่าชื้นแบบภูเขากับฉันเป็นครั้งแรก ฉันตื่นตาตื่นใจไปกับแมกไม้และม่านหมอกตามซอกเขา  ไอเย็นและกลิ่นป่า โดยเฉพาะที่ป่าสน ฉันประทับใจต้นมอสที่เกาะไม้ใหญ่เขียวขจีอยู่บนกิ่ง และมีหยดน้ำเกาะ...

ทั้งหมดนั่นดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมรับน้องแบบรวมๆ ทั้งมหาวิทยาลัย แต่ยังมีการรับน้องเฉพาะคณะ ฉันยังถูกพาไปรับน้องคณะต่อที่น้ำตกอะไรจำชื่อไม่ได้ นั่งรถบัสร้องรำทำเพลงกันไป รู้สึกน้ำตกนี้จะเป็นน้ำตกแรกที่ฉันเคยเห็น อากาศเย็น ได้เล่นน้ำตก กินข้าวห่อบนโขดหิน ไปพร้อมๆ กับการได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ พี่ ๆ รู้สึกตอนนี้จะเดินได้แบบไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไรแล้ว รู้สึกขาจะแข็งขึ้น ได้เรียนรู้ธรรมชาติ ภูมิประเทศของภาคเหนือไปด้วยโดยปริยาย

คณะวิทยาศาสตร์ มช. สมัยนั้นเรียกกันสั้น ๆ ว่า คณะวิดยา เรียกรวมพลกันที่สนามในคณะ สนามนี้อยู่ตรงกลางมีอาคารล้อมรอบ เรียกตึกอะไรน้า จำไม่ได้  มีการแนะนำพี่รหัส  หมายถึงนักศึกษารุ่นพี่ปี 2 กับรุ่นน้องปี 1 ที่เข้ามาใหม่ที่มีรหัสตรงกัน คือ ฉันเข้ามาใหม่ชั้นปีที่หนึ่งเป็นน้องรหัสของนักศึกษาชั้นปีที่สองและเป็นหลานรหัสของนักศึกษาชั้นปีที่สาม เรียกกันว่าป้ารหัสลุงรหัส ส่วนชั้นปีที่สี่เรียกกันว่าปู่รหัสย่ารหัส ซึ่งใกล้จะจบแล้ว ปู่รหัสย่ารหัสจะไม่ค่อยมาสนใจอะไรตรงนี้ เพราะต้องเร่งทำ "โครงการทดลอง" อะไรไม่รู้ก่อนจบ ฉันจึงรู้สึกจะรู้จักแต่พี่รหัสกับลุงรหัส ก็พาไปเลี้ยงข้าว พูดคุย ก็ดี จากบ้านมาไกล ทำให้อุ่นใจนิดหน่อยว่ายังมีคนคอยแนะนำอะไร ๆ ให้บ้าง ทั้งการลงทะเบียน การเลือกภาควิชา การเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา

แต่เดี๋ยวนี้ฉันก็ลืมไปหมดแล้ว ว่าพี่รหัส ลุงรหัส หน้าตาเป็นอย่างไร แต่รู้สึกว่าพี่รหัสของฉันจะเป็นคนสวยมากและว่าเกือบได้เป็น "ดาว" /นางงาม/ ของคณะวิดยา ประมาณนี้ ส่วนลุงรหัสจำได้ว่าเป็นคนดำๆ หน้าเข้มๆ ทั้งคู่น่าจะมีแนวความคิดไปอีกทางหนึ่ง ส่วนฉันก็คงจะมีแนวความคิดไปอีกทางหนึ่ง ก็เลยห่างออกจากพี่รหัสกับลุงรหัสอะไรนี่ และไม่มีกิจกรรมอะไรผูกพันกันมากมาย หลังจากพาไปเลี้ยงข้าวครั้งหรือครั้งก็ห่างหายกันไป และฉันก็ไปเกาะกลุ่มอยู่กับเพื่อนและรุ่นพี่ที่มีความคิดไปอีกซีกหนึ่ง...

รู้สึกตอนนั้น จะมีความขัดแย้งขึ้นในคณะแบ่งความคิดออกเป็นสองซีก ๆ หนึ่ง ต่อต้านระบบโซตัส นำโดยนักศึกษาปีหนึ่งกลุ่มหนึ่ง เพราะคณะวิดยา ได้ชื่อว่า มีระบบโซตัสรุนแรง และหฤโหดที่สุด..ว่าเข้าไป...แต่ก็จริง ๆ นะ เขาเล่า ๆ กันมา และฉันก็เจอด้วยตัวเองด้วย

ฉันต้องเข้าห้องซ้อมเชียร์ เรื่องการเชียร์ของคณะวิดยาสมัยนั้นก็เหมือนกัน เห็นว่า ยังกับฝึกทหารแน่ะ ต้องพร้อมเพรียงกันมากเลย แล้วฉันก็เป็นโรคตบมือไม่เข้าจังหวะน่ะ พอเขาเงียบกันหมด เสียงปรบมือของฉันก็แหวกความเงียบกริบของทั้งห้องเชียร์ออกมา ..แปะ!..ทั้งห้องหันหน้าหาต้นเสียงกันเลิกหลั่ก ฉันเลยไม่ค่อยชอบเข้าห้องซ้อมเชียร์

ฉันว่ามันยังไง ๆ อยู่นะ ที่ต้องมานั่งร้องเพลงเชียร์แล้วมีใครมาทำตัวบ้า ๆ มายืนตะโกน หรือมายืน ว๊าก อยู่ข้างหน้า แต่ก็กลัว ๆ อยู่ มีใครไม่รู้บอกว่า ถ้าต่อต้านระบบเชียร์ ระบบโซตัส (คำนี้ฉันก็ลืม ๆ ไปแล้วว่ามันย่อมาจากอะไร) สังคมของคณะ ของมหาวิทยาลัยจะไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นความจริง เพราะต่อๆ มา ฉันก็เรียนจบมาได้ และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้   โดยไม่ได้อาศัยอิทธิพลหรือใบบุญของความเป็นระบบโซตัสบ้าๆ บอๆ อะไรนั่นแต่อย่างไร

 

ฉันมาคิดย้อนหลังดู พิธีกรรมกิจกรรมรับน้องอะไรเหล่านี้  ดูๆ ก็น่าจะเป็นวิธีการอันแยบยลที่ทำให้นักศึกษาใหม่รู้สึกมีความสำคัญ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันรวมทั้งได้เรียนรู้สถานการณ์ใหม่ๆ ของการก้าวข้ามจากชีวิตนักเรียนมาเป็นชีวิตนักศึกษา ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองด้วยตัวเองมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว....อือ ก็ดีนะ แต่ไอ้ระบบโซตัสอะไรที่รุ่นพี่จะต้องมาทำอะไรบ้าๆบอๆกับรุ่นน้องปีหนึ่ง  ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่และยังเป็นงงๆกับชีวิตใหม่สถานการณ์อะไรใหม่ๆ เนี่ยะ ฉันว่า มันไม่น่าจะดี!

 

กลับไป บทที่ 1 / back to main page / CMU / ไป บทที่ 3

 

 

นิราศเวียงพิงศ์
สิทธิ  โมระกรานต์   คำร้อง-ทำนอง
ทูล ทองใจ  ขับร้อง

 

โอ้ เวียงพิงค์ดังเวียงสวรรค์
สวยกว่าถ้อยคำเสกสรร
ที่พรรณาเปรียบเปรย
แดนไหนอื่นหมื่นแสนบ่แม้นได้เลย
เฮานี้สุดหาถ้อยเอ่ย
เปรียบเปรยงามนั้นได้หนา

หากใครแม้น เที่ยวไปได้เห็นสักครา
เขาคงจะจำติดตา ตรึงอุรามิเคยเสื่อมคลาย

คู่เวียงพิงค์คือปิงสุดงาม
สวยอยู่บ่เคยเสื่อมทราม
ช่างงามซึ้งใจบ่วาย
น้ำใสเย็นมองเห็นจนพื้นหาดทราย

ปลาน้อยแตกฝูงกระจายอยู่ในธาราน่าชม

ช่างพาฝันงามนั้นชวนฉันชื่นชม
ฉันพลอยคลายความโศกตรม
นั่งชมน้ำปิงสุขใจ

เบื่อลำน้ำเฮาไปแอ่วดอย
ผาเงอบชวนเพลินใช่น้อย
แอ่วดอยแสนเพลินกระไร
มีน้ำตกและนกบินร้องก้องไพร

ยินเสียงมันแล้วสุขใจสุขใดบ่มีเปรียบปาน

โอ้เวียงพิงค์ แม้ฉันจากไปแสนนาน
แต่ความหมุนเวียนแห่งกาล บ่ได้ทำให้ข้าลืม

.

 

 

 

 

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 25282552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found