ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2518-2519

บทที่ 10 / โครงงานชาวนา : บ้านแสงตะวัน บ้านมะละกอ บ้านรวงผึ้ง บ้าน...และกลุ่มมังกรน้อยยุวชนลูกหลานแกนนำชาวนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้นปี ๒๕๑๙ ...ฉันเริ่มเป็นรุ่นพี่ปี ๒ แต่ไม่เคยยุ่งอะไรกับการรับน้อง รู้สึกจะไม่รู้จักรุ่นน้องสักคนเลยด้วยซ้ำ [กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นปี ค.ศ. นี้ 2005 ฉันยังจำหน้าได้เพียงคนสองคน!?] มีอยู่วันหนึ่งรุ่นพี่วิดยาผู้หญิงของฉัน /พี่ จ-ขาว/ ก็บอกว่า "โครงงานชาวนา" ต้องการคนเฝ้าบ้าน ถามว่าถ้าฉันเบื่อที่จะขายหนังสืออยู่กับ "กลุ่มผู้หญิงฯ " อย่างนี้แล้วยัง? ตอนนั้นฉันก็ว่า ใน มอ. น่าจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้ทำแล้ว ในใจก็คิดเอาว่า จะประท้วงอะไร กิจกรรมที่ต้องเกี่ยวกับการประท้วง อย่าง กวนกาว พิมพ์/ติดโปสเตอร์ พิมพ์ซิลสกรีน ปั่นโรเนียว เย็บเอกสาร แจกใบปลิว แจกข้าวห่อ เสริฟน้ำ เสริฟข้าวพวกนั่งประท้วง หรือการเป็น "ลูกมือ" ใครเขาอยู่ใต้ถุนเวที ฯลฯ พวกงานเบ๊เหล่านี้ตามวงประท้วง วงสัมมนาอะไร ก็มีรุ่นน้องปี ๑ ที่เข้ามาใหม่....ทำหมด กระทั่งงานขายหนังสือของกลุ่มผู้หญิง หรือการจับกลุ่มพูดคุยตามห้องตามหอพักก็เป็นอะไรที่ไม่ใหม่แล้ว.....

หนังสืออะไรฉันก็อ่านจนไม่มีจะให้อ่านแล้ว เหลือแต่พวกสรรนิพนธ์ของเหมาฯ ซึ่งมีเป็นสิบกว่าเล่ม ที่ฉันเริ่มอ่านไปบ้างแล้วเล่มสองเล่ม มีพูดถึง "สงครามชาวนา" พูดถึง "ชนบท" และ "ชนบทล้อมเมือง" ที่มี ชาวนาเป็นกำลังหลัก ชนชั้นกรรมาชีพนำ(?) ตอนนั้น จำได้ว่าอ่านไปๆฉันก็นึกถึงหน้าลุงๆ ป้าๆ น้าๆ อาๆ ชาวนาญาติๆ ข้างพ่อฉันที่จังหวัดสุพรรณ ...ชาวนาอย่างนั้นจะมีความคิด "ปฏิวัติ" ได้หรือล่ะ? ก็พอจะมีกินมีใช้กัน คือ ไม่ถึงกับจะอดตาย แบบชาวนาจีน...ที่ฉันอ่านในหนังสือตอนนั้น ที่แบบว่ายากจนอดอยากมาก เดินๆ กันไปตามถนนนี่ ...ก็ล้มลงตายกันต่อหน้าต่อตาเลย ...แต่ชาวนาไทยที่ฉัน "รู้จัก" /แบบจับต้องสัมผัสได้/ พวกเขาอยู่กันแบบ "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว" ...กลางวันทำนา เลี้ยงเป็ดทุ่ง กลางคืนก็ออกไปวางเบ็ดราว วางไซ วางข้อง ดักปลา สุ่มปลา ช้อนกุ้ง ...พวกเขาจะ "ปฎิวัติ" กันหรือล่ะ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวก "ชาวสวน" ญาติข้างแม่ของฉันที่จังหวัดนนทฯ ตีสามตีสี่ก็เข้าสวนกันแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีทั้งผลไม้และผัก /ยังไม่นับที่แบ่งไว้กิน/ ลงไป "ท้องร่อง" ในสวน กั้นเป็นคูดินวิดน้ำออกหมด ก็จับได้ไอ้ช่อนปลาตัวเขื่องขึ้นมาต้มยำกินได้แล้ว  คือ   ยังไม่จนยากถึงกับจะอดตายเหมือนอย่างคนจีนผืนแผ่นดินใหญ่ สมัยซูสีไทเฮา/สมัยก๊กมินตั๋ง .....แล้วพวกเขาจะ "ปฏิวัติ" กันรึล่ะ? ให้เอาเรือกสวนไร่นามรดกตกทอดของพวกเขาไปเป็น "ของกลาง"/ของ "คอมมูน" นี่นะ แค่รุกที่กันคืบเดียว ก็ยังว่าได้เอาพร้าฟันเอาปืนฆ่ากันตายไปหลายราย...!? ....แต่ก็ไม่รู้ชาวนาของภาคอีสานกับภาคเหนือเป็นไง ...ตามทฤษฎี ก็เห็นบอก ว่า ใช้ "ชนบทล้อมเมือง" งั้นก็คงเอาพวก อีสานกับเหนือ(พวกบ้านนอกชนบทกว่าอาจจนกว่า?) ล่วงหน้า "ปฏิวัติ" ไปก่อน? แล้ว พวกภาคกลางค่อยทีหลัง? คิดได้ดังนี้ฉันก็ว่า การออกไปอยู่กับ "โครงงานชาวนา" นอกมหา'ลัยก็น่าจะดี น่าจะได้เห็นรูปธรรม ระหว่างที่ว่าไว้ในหนังสือกับรูปธรรมจริงๆ

ก็แล้ว "โครงงานชาวนา" นี่ จริงๆ เค้าทำกิจกรรมรูปธรรมอะไรกันบ้างล่ะ? พี่จ-ขาว บอกแต่ว่า เขาอยากได้คนช่วยเฝ้าบ้าน เป็นกลุ่มที่ออกไปทำงานกับชาวนา-ชาวไร่ในชนบท.....พวกเขาทำงานอะไรกับชาวนาและทำกันยังไง?

จำไม่ได้ว่าใครพาไปส่งที่บ้านเช่าของพวก "โครงงานชาวนา" แต่จำได้ว่า พอไปถึงเห็นรุ่นพี่ คนที่ฉันเคยเข้าใจว่าเป็นหนุ่มเหนือพูดไทยชัด ตอนไปออกค่ายครั้งแรกที่ อ.แม่เลียง จังหวัดลำปาง(?ถ้าจำไม่ผิด) แต่ความจริงเป็นรุ่นพี่คณะศึกษาศาสตร์ /ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า "พี่ต-2"/ วิ่งไล่ตาม "สาวน้อย" คนหนึ่งขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ฉันได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ ของเธอ และเสียงพูดแต่ฟังไม่ได้ศัพท์ ของ ทั้งคู่ดังลงมา... [ ต่อมามีใครจำไม่ได้ บอกฉันว่า "สาวน้อย" คนนี้เป็น "เด็กกิจกรรม" จากกลุ่มนักเรียนจังหวัดลำพูน เป็นนักเรียนที่อายุมากกว่านักศึกษาอย่างฉันหนึ่งปี ...และ ว่า พวกเขาเป็นแฟนกัน? ที่จำได้ก็คือ ต่อมา "พี่ต-2" บอกฉันยิ้มๆ ว่า "เขาไม่เอาผม" !?] สักครู่ทั้งคู่ก็ลงมา เธอกลับออกไป ส่วน พี่ต-2 รู้สึกจะเดินเข้ามาคุย "งาน" กับฉัน ว่า นอกจากจะให้ช่วย "เฝ้าบ้าน" เวลา ไม่มีใครอยู่เพราะ "ผู้ปฏิบัติงาน" ของ โครงงานฯ ไป "ออกชนบท" กันหมดแล้ว /อือ,ยังกับฉันเป็น "ไอ้ตูบ" เลยนิ....ดีไม่ให้ส่งเสียง "บ๊อกๆๆๆ" เวลามีคนแปลกหน้าเฉียดกายมาในบ้านด้วยนิ! ฉันคิดในใจ มองหน้าพี่เขายิ้มๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรอย่างนั้นออกไป/ นอกจาก "เฝ้าบ้าน" ก็ว่าอยากจะให้ฉันช่วย "ดูแล" จัดการศึกษาทาง "ทฤษฎี" ให้กับกลุ่มยุวชนลูกหลานแกนนำชาวนา ที่มีอยู่ประมาณเกือบสิบคนด้วย พี่เขาบอกฉันว่า เด็กๆ เหล่านี้   ก็ให้จัดตั้งขึ้นเป็นกลุ่มแล้วก็ใช่ชื่อว่า "กลุ่มมังกรน้อย"....ก็แล้วกัน

จำได้ว่า เรื่องเฝ้าบ้านฉันก็เฝ้าอย่างเดียวจริงๆ รู้สึกบ้านจะมีคนเยอะเป็นสิบ ถ้าพวก "ผู้ปฏิบัติงาน" ของ โครงงานฯ กลับมาพร้อมๆ กัน /มีทั้งพวก ม.ช. และพวก "วิทยาลัยครูเชียงใหม่" รวมทั้งพวก "กลุ่มนักเรียน"/  แต่บางที พวกเขาก็ทยอยแวะเวียนกันมา พวกเขามักจะมา "สรุปงาน" กัน เท่าที่ฟังๆ ดูก็จะเป็นงานการ "เคลื่อนไหวทางความคิด" รู้สึกจะมีตัวหลักๆ อยู่สามสี่คนที่มักจะ เป็นเหมือนจะคอย "ชี้นำ" ทางความคิดผู้ปฏิบัติงานของ "โครงงานชาวนา" คนอื่นๆ อยู่เนืองๆ

 

ที่ฉันจำได้ก็ว่า มีรุ่นพี่ผู้ชายที่มาจากวิทยาลัยครู ๑ คน พี่คนนี้ท่าทางเรียบร้อยและสุภาพมากๆ จำได้ว่านอกจาก พี่ ต-2 แล้วก็พี่เขาจากวิทยาลัยครูคนนี้ ที่เป็นคนคอยดูแลฉันกับเพื่อนนักศึกษาหญิงที่อยู่คณะแพทย์เวลาออกไปอยู่กับ "ชาวบ้าน" ในชนบทด้วย แต่จำชื่อพี่เขาไม่ได้ ติดอยู่ที่ริมฝีปากนี่นึกไม่ออกนึกได้แต่หน้า พี่เขามักจะไปไหนมาไหนคู่กับ พี่ ต-2 ประจำ

มีที่มาจาก กทม./ว่าน่าจะเป็น ม.จุฬา/ รู้สึกจะเรียกกันว่า "พี่ ม. (แว่น)" เพราะใส่แว่น จำได้ว่าพี่เขาคนนี้ตาจะแวววาวเป็นประกาย "สนุกสนาน" อยู่เสมอ ขณะที่มักจะมียิ้มที่มุมปากจะแยงเอียงไปข้างหนึ่งอยู่เป็นนิจ

มี พี่ผู้หญิงจาก ม.ช. ๒ คน คนหนึ่งมีชื่อที่แปลได้ว่า "หัวเราะ" ว่าที่บ้านที่ กทม. เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถ/หรือขายรถก็จำไม่ได้แน่ และได้ "บริจาค" รถมอเตอร์ไซค์ให้ "โครงงานชาวนา" หลายคัน ให้ผู้ปฏิบัติงานของ "โครงงานชาวนา" เป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบผู้ชายขับที่มีคาร์ทด้วย ฉันหัดขับมอร์เตอร์ไซค์เป็นก็ที่นี่ รู้สึก "คึ" มาก [จะอธิบายว่าไงนะ คำว่า "คึ" นี่...เหมาะเจาะเหมาะเหม็งเหมาะจริงๆ..มั๊ง?] ที่ได้ขับมอร์เตอร์ไซค์แบบผู้ชายขับ พี่ผู้หญิงจาก ม.ช. อีกคน ที่มีชื่อเล่นเป็นภาษา "คำเมือง" แปลได้ความว่า "พี่สาว" รุ่นพี่คนนี้ มาจากครอบครัวยากจนมาก บ้านเป็นกะต๊อบ คุณแม่พี่เค้าเป็นแม่ค้าเปิดแผงขายของชำในตลาดวโรรส-ถ้าจำไม่ผิด พี่เขามี "คู่รัก" เป็นใครคนหนึ่งที่ฉันได้ยินพวกผู้ปฎิบัติงาน "โครงงานชาวนา" เอ่ยชื่อถึงตั้งแต่ก่อนเห็นตัว เป็นชื่อเพราะๆ ขึ้นด้วยพยางค์ว่า "ธี" ?-ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งปัจจุบันก็เป็นครอบครัวกันไปแล้ว มีลูกสาวหนึ่งคน ป่านนี้คงโตเป็นสาวมากแล้ว? พี่เขาเป็นอะไรที่ฉันประทับใจมาก พี่เขาไม่แต่งตัวเลยยิ่งกว่าฉันเสียอีก ก็...เออนะ...เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สะอาดสะอ้าน สวยเท่ห์ เก๋หรู อาจไม่เท่า "จิตใจที่งดงามเพื่อมวลมหาประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลในชนบท" [....จำไม่ได้ว่าจำมาจากไหนประโยคนี้..ก็คงจากใครๆ ที่ว่ามาทั้งหมดนั่นน่ะ หรือก็แบบว่าจำต่อๆ กันมา..!?!] รู้สึกจะพูดๆ กันอย่างนี้ เสื้อผ้าของบ้านนี้....บ้านแสงตะวัน... [ที่ตั้งชื่ออย่างนี้เพราะปากทางเข้าบ้านต้องผ่านมาทาง "โรงหนังแสงตะวัน" และก็มีหลายบ้าน ...อีกหลังสองหลัง...บ้านมะละกอ ...บ้านลำไย  ..เรียกตามชื่อต้นไม้ข้างบ้าน ... แล้วก็ ....บ้านรวงผึ้ง...ันหลังนี่เพราะมีรวงผึ้งเหน็บอยู่ที่ฝาบ้าน!]....จึงมีแต่เก่าๆ บ้างก็กองสุมๆ กันอยู่ไม่ได้ซัก บ้างที่ซักแล้วก็แขวนซ้อนทับๆ กันไว้ยับๆ ย่นๆ ส่วนใหญ่เป็นเสื้อม่อฮ่อม เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็จะสีดำ สีน้ำเงิน สีขาวกะดำกะด่าง กางเกงยีนส์เก่าๆ เตี่ยวซาดอ ผ้าขนหนูสีมอๆ ไปเหมือนกันหมดทุกผืน ผ้าขะม้า เออนิ...เจ้าผ้าขะม้านี่..เหมือนว่าจะเป็นผ้าประจำตัวของพวก "ผู้ชาย" ของ โครงงานชาวนาเลยด้วย...อ้อมี...ผ้าถุงของพวกผู้หญิงด้วย แต่ฉันไม่จะไม่นุ่งเลยหรืออาจจะนุ่งแต่ไม่บ่อย....กลัวมันหลุด แต่จะนุ่งตอนออกไปกับเพื่อนไปอยู่กับชาวบ้านในชนบท ด้วยไม่มีห้องน้ำที่จะเปลือยอาบน้ำได้และบางทียังต้องไปอาบน้ำตามลำธารอีก .....เสื้อผ้าของบ้านนี้มันก็เยอะอยู่อ่ะนะ ....ฉันไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร มันสีคล้ายๆ กัน/แต่ไม่ใช่ของฉันก็แล้วกัน.... แล้วแต่ใครจะคว้าใส่(?)/ถ้าจำไม่ผิด โดยเฉพาะ "เสื้อแจ็คเก็ตฟิลด์"/แจ๊คเก็ตสนาม เหมือนๆ ว่า เสื้อเป็นแบบนี้จะกลมกลืนกับชาวบ้าน แต่บ้านนี้ก็มี เตารีด รู้สึกจะเอาไว้รีดชุดนักศึกษา เผื่อจะต้องมีใครเข้า มอ./มหา'ลัย ไปเรียนหรือไปสอบ...

รู้สึกจะมีอยู่ครั้งสองครั้งที่ พี่ ต-2 พูดกับฉันเกี่ยวกับ พวกผู้ปฏิบัติงานผู้หญิง จากศูนย์นักเรียนที่บ้านมะละกอ ว่า พวกนั้นดูแลบ้าน ว่าขยันมากและตื่นแต่ตี 5 หากมาเจอเสื้อผ้าเป็นกองๆ แบบนี้ จะเก็บซักให้หมดเลย เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า พวกผู้หญิงบ้านมะละกอมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากกว่าบ้านนี้งั้นม๊ง [เออ..ผู้หญิงบ้านนี้ ก็มีฉันคนเดียวนี่หว่า..ที่อยู่ประจำ คนอื่นๆ ก็ล้วนเดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็ไปๆมาๆ...งั้นก็ ว่าฉันสิท่า.....ก็ดี..ไม่ว่าตรง ว่าอ้อมๆไป] ....ฉันนึกถึงชีวิตตอนเป็นนักเรียนวันหยุดเสาร์อาทิตย์ทีต้องนั่งซักผ้าเป็นกาละมังๆ ของคนทั้งบ้าน พ่อ(เลี้ยง) แม่ น้องๆ อีก 6 คน และของตัวเอง ประมาณ 10 คน เสื้อผ้าที่พอใครๆ ขนเอามากองให้ฉันซักแล้วสูงท่วมหัวฉันตอนนั้นเลย.... หนีเสือ ปะจระเข้ สินิ ......ฟังพี่ท่านพูดแล้ว ฉันรู้สึก    จะไม่รู้ร้อนรู้หนาว...แต่ในใจ ...ก็ว่า...รู้หรอกน่าคิดอะไรอยู่ .....เออโนะ.....นอกจากจะให้เป็น "นังตูบ" เฝ้าบ้านแล้วยังจะให้เป็น "นังแจ๋ว" อีกนะนี่.....รอไปเฮอะ.....แต่ถ้าจำไม่ผิดก็ว่า ได้ร่วมสังฆกรรมซักเสื้อซักผ้าในบ้านนี้อยู่นะ ...ใช้ทั้งมือทั้งเท้าแหละ เพราะรู้สึกจะไม่มีเครื่องซักผ้า....และเสื้อแจ็คเก็ตฟิลด์มันหนามาก แล้วรู้สึกว่าต้องได้ "ทำครัว" ด้วย เรื่องอาหารการกินอะไรอย่างนี้ ก็ใช้วิธีซื้อวัตถุดิบ หรือเก็บยอดผักบุ้ง ผักกระถิ่นแถวๆ รอบๆ บ้านนั่นแหละ มาผัดๆ ทอดๆ โฮะๆ ต้มๆ หรือ บึ้นมอเตอร์ไซด์ไปซื้อแบบถุง   ....เวลาฉุกละหุก ที่พวกออกชนบทไปแล้วกลับมากะทันหันเวลาอาหารพอดี.....

ส่วนเรื่อง การจัดการศึกษาทาง "ทฤษฎี" ของพวก "กลุ่มมังกรน้อย" ฉันมานั่งประมวลว่า "ทฤษฎี" มันจะมีเรื่องอะไรมั่ง? ทฤษฎีมันหมายถึงระบบคิด เป็นฐานทางความคิดที่จะใช้ในการมองปัญหา วิเคราะห์ และการหาทางออกทางแก้ ก็นั่งคิดๆ และประมวลออกมา แบบว่ากระท่อนกระแท่น มองย้อนหลังไปน่าจะเป็นการจับแพะชนแกะ จากหนังสือเล่นโน้นเล่มนี้บ้าง จากการฟังเอาจากรุ่นพี่คนนั้นคนนี้พูดบ้าง หรือไม่ฉันก็เข้า มอ. ไปหาคุยเอามาจากรุ่นพี่วิดยาที่เป็น ประธานกลุ่มผู้หญิง-พี่-พ. บ้าง

ตรงนี้เอง ก็มีเรื่อง ให้ฉันจำเอาไว้อมยิ้มคนเดียวอีก ...เนื่องเพราะฉันอยู่กลุ่มผู้หญิงและก็ยังไม่ได้ลาออก จริงๆ ก็ไม่ได้สมัครเข้า เข้าก็เหมือนไม่เข้า ออกก็เหมือนไม่ออก พอไปอยู่โครงงานชาวนา เวลามีปัญหาสงสัยฉันจึงกลับเข้า มอ. มาถามมาถกกับพี่-พ ด้วย ทีนี้ เหมือนว่า พี่-พ. ซึ่งส่วนใหญ่เคลื่อนไหวเรื่องปัญหาสิทธิสตรี กับกลุ่มกรรมกรช่างตามโรงงานแกะสลักในเมือง จะเห็นด้วยกับการจัดตั้งกรรมกรลุกขึ้นสู้ในเมือง หรือไม่ก็เดินแนวทางรัฐสภา-ใช่หรือเปล่านะ ....หรือว่าฉันอาจเข้าใจผิด? แต่พวกโครงงานฯ เอามวลชนชาวนาในชนบทเป็นหลัก -ก็เลยเหมือนขัดๆ กันอยู่ ฉันก็เวลามาอยู่บ้านโครงงานฯ ก็ว่าพี่ต-2 ว่า พี่-พ ว่างี้ ถูกหรือผิด เพราะฉันต้องให้ฟันธง อะไรถูกอะไรผิด เพราะจะเอาไปคุยกับลูกหลานชาวนา... เอาไปเอามาเลยเหมือน ทะเลาะกันระหว่าแนวชนบทล้อมเมืองกับแนวลุกฮือขึ้นสู้ในเมือง จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่-พ น่าจะฉุนๆ อยู่บ้าง บอกฉันว่า ตกลงฉันอยู่องค์กรไหนเนี่ยะ เลือกไปซะองค์กรนึงสิ...ฉันมองหน้าพี่-พ นึกว่าโกรธที่แท้ก็ยังยิ้ม ....ส่วนพี่ต-2 ขานี้ชอบถกชอบคุยกับฉันและใครๆ อยู่แล้ว ....บอกทำนองว่า ตัวเองเป็น คนอ่านน้อยรู้มาก เนื่องเพราะไม่ค่อยจะมีเวลาได้อ่าน ...ต้องเคลื่อนไหวตลอด แต่จะได้จากการถกเถียง

...ฉันชอบฟังเสียงพี่ต-2 บางทีพี่ท่านก็ไว้หนวดเฟิ้ม ฉันชอบมองดูริมฝีปากบางๆ ของพี่เขา ที่ยิ้มไปพูดไป อยู่ใต้หนวด....น่าเสียดาย ที่รุ่นพี่มหา'ลัย ทั้งสองคนนี้ ของฉัน ....เสียชีวิตไปแล้วทั้งสองคน ....อยากรู้จริง ถ้าพวกพี่เขายังมีชีวิตกันอยู่.....จะมีทัศนะคติอย่างไร จะมองการเมืองประเทศไทย และพฤติการณ์พฤติกรรมของเพื่อนพ้องน้องพี่ ในช่วงปี พ.ศ.นี้  พ.ศ. 2549 นี้อย่างไร?......

 

 

หรือก็จากการถามไปถามมากับใคร คนในแวดวงที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง ที่แวะเวียนมาหาใครๆ ที่บ้าน จนประมวลออกมา เป็นอะไรได้สักตระกร้าหนึ่ง/เป็นตระกร้าที่ว่าด้วยทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ ซึ่งมีเรื่องหลักๆ ดังต่อไปนี้

๑/ วัตถุนิยมวิภาษวิธี เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ซึ่ง มีกฎอยู่ 4 ข้อ แบบว่าท่องได้เลย 1) สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน ส่งผลกระเทือนซึ่งกันและกัน 2) สรรพสิ่งล้วนมีทั้งลักษณะทั่วไป และลักษณะเฉพาะ ทั้งเหมือนและแตกต่าง 3) สรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน ที่ตรงข้ามกัน ขัดแย้ง เป็นปฏิปักษ์และ ต่อสู้กัน 4) สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง สะสมจากปริมาณไปสู่คุณภาพ........และ สองด้านที่ต่อสู้กันเอง จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ไปสู่คุณภาพใหม่อีกคุณภาพหนึ่ง

๒/ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจการคลี่คลายขยายตัวและวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์  เป็นเนื้อหาประวัติศาสตร์แนวใหม่ที่อธิบายด้วยความสัมพันธ์ของความหมายของคำแปลกๆ  หลักๆ อยู่ 4-5 คำ ได้แก่คำว่า ปัจจัยการผลิต พลังการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต แรงงาน มูลค่าส่วนเกิน กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล หัวข้อนี้ทำให้เข้าใจว่า สังคมมนุษย์เริ่มแรกเป็นสังคมทีแม่เป็นใหญ่-ลูกจะรู้ว่าแม่เป็นใครแต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใครแม่จึงมีอำนาจมากกว่า ปัจจัยการผลิตเป็นเพียงเครื่องมือง่ายๆ ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน....เมื่อมีการพัฒนาปัจจัย-เครื่องมือในการผลิตมีพลังการผลิตเพิ่มขึ้นมีผลผลิตส่วนเกิน เข้าสู่ยุคเกษตรกรรมและเข้าสู่ยุคพ่อ/ผู้ชาย เป็นใหญ่ก็เริ่มการกดขี่ทางเพศ แล้วก็ขยายตัวไปเป็นการดขี่ทางชนชั้น เข้าสู่ ยุคสังคมชนเผ่า ยุคสังคมศักดินา แล้วก็ ยุคสังคมทุนนิยม แล้วก็ สังคมทุนนิยมจักรพรรดินิยมทุนนิยมข้ามชาติ-ทุนนิยมบริวาร สังคมสุดท้ายคือ สังคมคอมมิวนิสต์ โดย....การเปลี่ยนจากประวัติศาสตร์ยุคสังคมหนึ่งไปสู๋ประวัติศาสตร์อีกยุคสังคมหนึ่ง มีความขัดแย้งระหว่าง "พลังการผลิต" กับ "ความสัมพันธ์ทางการผลิต" เป็นตัวขับเคลื่อน.....ฯลฯ

๓/ โครงสร้างลักษณะความสัมพันธ์ทางชนชั้นของสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจลักษณะของสังคมไทย....ตอนนั้นก็มีการวิเคราะห์กันว่า สังคมไทยเป็นสังคม "กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา" .....นายทุนขุนศึก(ทหาร) เป็นใหญ่เป็น เผด็จการฟาสซิสต์ ที่อิทธิพลศักดินายังแน่นหนา

๔/ จักรพรรดินิยมอเมริกา เพื่อให้เข้าใจปัจจัยภายนอกที่กระทำต่อสังคมไทยและรู้ว่าใครคือ ภัย/"ศัตรู" ที่แท้จริง

๕/เกี่ยวกับปรัชญา ที่ว่าแบ่งออกเป็น ๒ ค่าย ค่ายวัตถุนิยมกับค่ายจิตนิยม แต่ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจว่าวัตถุนิยมคือนิยมวัตถุ หรือจิตนิยม คือ นิยมจิต-ศีลธรรม ซึ่งคำสองคำนี้จะมากับคำอีกสองคำว่า อัตตวิสัย และ ภาวะวิสัย ซึ่งฉันเข้าใจง่ายๆ ว่า วัตถุนิยม คือการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จิตนิยมคือการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ คิดแบบไม่มีพื้นฐานความเป็นจริงรองรับ....ฯลฯ 

๖/ ทิศทางและยุทธศาสตร์การต่อสู้ เพื่อให้เข้าใจบทบาทของตัวเอง และ ตระเตรียมฝึกฝนจิตใจและร่างกาย ให้สามารถแบกรับ ภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ ....ว่าต้องเชื่อว่า "อำนาจรัฐได้มาด้วยกระบอกปืน" ก็คือ การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ที่จะต้องเริ่มจากชนบท ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลปฏิกิริยาในขณะนั้น มีกรรมกร-ชาวนา เป็นกำลังหลักว่างั้น ชนชั้นนายทุนน้อย(ชนชั้นกลาง) เป็นกำลังเสริม ชนชั้นนายทุนชาติเป็นแนวร่วม ....ฯลฯ

๗/ขบวนการต่อสู้ของฝ่ายประชาชน เพื่อศึกษาจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะของนักปฏิวัติสากล และนักปฏิวัติไทย ก็ยกเอาประวัติบุคคลสำคัญๆ ของ ประชาชนมาศีกษา เช่น ของต่างประเทศก็ เหมาเจ๋อตุง โจวเอินไหล หมอนอร์แมน เบทูน เช....ฯลฯ ของไทย..ก็ จิตร ภูมิศักดิ์ ครอง จันทร์ดาวงศ์ ฯลฯ

ทั้งนี้มี เป้าหมาย ว่า ผ่านการจัดกลุ่มศึกษาแล้ว ยุวชนเยาวชนลูกหลานแกนนำชาวนาจะเข้าใจ "บทบาท" และ "ทิศทางการต่อสู้ทางชนชั้น" ของ กระบวนการต่อสู้ในภาพรวมของทั้งประเทศ กระทั่งทั้งโลก และเข้าใจ "บทบาท" เฉพาะส่วนของตน โดยสามารถนำเอาทฤษฎีและแนวคิดได้จากการจัดกลุ่มศึกษา ไปเข้าใจและแก้ปัญหาในการทำ "งานปฏิวัติ" ในส่วนของตัวเองได้ ซึ่งงานปฏิวัติของยุวชนเยาวชน ลูกหลานแกนนำชาวนาในตอนนั้น ที่ฉันเข้าใจโดยถามๆ เอาจากพวกรุ่นพี่ๆ ก็คือ การขยายแนวร่วมที่เป็นเยาวชนนักเรียนลูกหลานชาวนาด้วยกันในหมู่บ้าน หรือเพื่อนๆ ในโรงเรียนนั่นเอง

ในการจัดการศึกษาให้พวกมังกรน้อยตามหัวข้อดังที่ประมวลไว้นี้ ฉันเองก็ได้สนุกสนานทางความคิดทฤษฎีไปด้วย แม้ว่าจะแบบงูๆปลาๆ หรือดำน้ำเอาบ้างก็เถอะ โดยวิธีการจัดกลุ่มศึกษาเท่าที่จำได้ ก็ว่าพวกมังกรน้อยน่าจะมีอยู่ราวๆ สักเกือบ 10 กว่าคน  ไปๆ มาๆ ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้ากันทีเดียวสักเท่าไร แต่ก็รวมกลุ่มศึกษาได้ทีละสี่ห้าคนก็มี สองสามคน หรือกระทั่งคนเดียวก็มี ถ้าเป็นน้อยคนก็เป็นการพูดคุยกันกับฉันบ้าง กับ พี่ ต-2 บ้าง เป็นแบบไม่เป็นทางการ แต่ครั้งแรกๆ เลย รู้สึกฉันจะเกร็งๆ เพราะเพิ่งเข้าไปรู้จักพวกบ้านแสงตะวันหรือพวกโครงงานชาวนาใหม่ๆ รู้สึกจะจัดเป็นทางการอยู่ สามสี่ครั้ง.....เป็นทางการหมายถึง มีใครมาเป็นวิทยากร.....วิทยากรนี่ก็มี พี่ ต-1 ต-2 พี่-ช  พี่-ม(แว่น)....ก็คนกันเองละแวกเดียวกันนั่นแหละ...ใครบ้างก็จำไม่ได้.....ใครพูดเรื่องอะไรบ้างก็จำไม่ได้....จำได้แต่ที่น่าขำ ก็คือ เรื่องหัวข้อ จักรพรรดินิยมอเมริกา ถ้าจำไม่ผิดฉันน่าจะรู้จักพี่ ต-2 ก่อน พี่ ต-1.....ถามพี่ ต-2 แล้วเอาใคร ก็บอก หัวข้อนี้เอาคนนี้ หัวข้อนี้เอาคนนั้น พอมาถึงหัวข้อ จักรพรรดินิยมอเมริกา บอกนี่ต้อง ไอ้ต-1 ฉันก็นึกว่าเป็นผู้หญิงนะชื่ออย่างนี้..พอถึงวันนั้นก็รอ [..พวกมังกรน้อยก็มาแล้วสี่ห้าคน..เฮ้อ..จำไม่ได้อีกว่าใครบ้าง? ..ฉันลืมหน้าพวกมังกรน้อยหมดเลยนะนี่....อีก 10 ปี ข้างหน้า..ฉันคงต้องเป็นโรคอัลไซเมอร์แน่ๆ...] ไม่เห็นมีรุ่นพี่ผู้หญิงที่ว่า มาเลยสักคน แต่มีรุ่นพี่ผู้ชายหุ่นกะทัดรัด.....หน้าตาอารมณ์ดีเดินยิ้มๆ ทั้งที่มุมปากทั้งที่แววตาเข้ามา.....พี่ท่านบอกชื่อ "ต-1" จะมาพูดเรื่องจักรพรรดินิยมอเมริกา...ฉันนึกอ้าวผู้ชายหรือนี่.. ..และดูไปดูมา อ้าว..อีตารุ่นพี่คนนี้.....จำได้ว่าเป็นคนนั้นเองนี่ ที่ฉันเดินผ่าน แล้วเห็นยืนเป่าเม้าท์ออร์แกนด์อยู่บนชั้น 2 ของอาคารยูเนี่ยนนิ ....ตอนฉันไปช่วยเขาพิมพ์ซิลสกรีนโปสเตอร์ประท้วง [..เป็นทำนองเพลงซึ่งต่อมาตอนเข้าป่าไปแล้ว ฉันจึงรู้ว่า เป็นทำนองเพลงของ ..ทหารป่า เพลง ของ ทปท. ที่มีเนื้อร้องว่า.."ทรนงองอาจสู้หมู่ไพรี เพื่อศักดิ์ศรีกองทัพปลดแอกประชาชน เดินหน้าไป ใจบากบั่นและอดทน รณรงค์ศัตรูทั้งชนชั้นแหลกราญ ปวงประชาชนขาวไทยใจรักชาติ จะพิฆาตพวกปฏิกิริยาให้อาสัญ รวมพลังผู้รักชาติทั่วหน้ากัน เอาเลือดมันล้างหนี้เลือดประชาชน ๆ ๆ ๆ...." ]....เนื้อหาของหัวข้อจักรพรรดินิยมฯ ที่มาพูดให้เด็กๆ ฟังก็ทำนองว่า อเมริกาเป็นนายทุนข้ามชาติ ใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง ค้าอาวุธ มีองค์กรซีไอเอเป็นตัวยุให้ประเทศต่างๆ ในโลกรบกันเพื่อจะได้ขายอาวุธ .... ฯลฯ เป็นตัวเลวร้ายประมาณนั้น

การได้มาอยู่ "บ้านแสงตะวัน" กับพวกโครงงานชาวนา ได้มารู้จักกับพี่ ต-1 ต-2 ทำให้ฉันรู้จักมักจี่กับผู้คนอีกหลายโขยงเลย ที่เหมือนว่าจะจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งจากในและจากนอกสถาบันการศึกษา จากในสถาบันการศึกษา ก็มีตั้งแต่ระดับนักศึกษาคณะต่างๆ จาก มช. จากวิทยาลัยครู วิทยาลัยการอาชีวะ-การอาชีพ/ เทคนิคภาคภายัพ และจากระดับโรงเรียน จากนอกสถาบันการศึกษา ก็พวกกรรมกร-ชาวนาและลูกหลาน  อือ..มีแต่คนดีๆ ที่ทั้งน่านับถือ และน่ารัก......ไม่ใช่โดยหน้าตา แต่โดยในทางความคิด......ที่ให้ฉันเห็นและรู้สึกได้ว่า พวกเขาหายใจเข้าก็งานส่วนรวม หายใจออกก็งานส่วนรวม รู้สึกพวกเขาจะเคลื่อนไหวได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป เดี๋ยวประชุม....เดี๋ยวจัดกลุ่มศึกษา ....เดี๋ยวไปประกันเพื่อน    ...ช่วงนั้น ...มีถูกจับ  .....มีบาดเจ็บ   ....มีตาย      ...มีงานศพ.....มีประท้วง..มีชุมนุม จังหวัดโน้น จังหวัดนี้ ฯลฯ ส่วนฉันก็ตามๆ เขาไปบ้าง อยู่โยงเฝ้าบ้านบ้าง ....และถึงแม้ จะรู้จักผู้คนเป็นโขยง   ...แต่เอาเข้าจริงๆ ฉันรู้จักใครจริงๆ จังๆ น้อยมาก ส่วนใหญ่ฉันจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ใครทำอะไร มาจากไหน จะไปไหน ไปทำอะไร....[พวกเขาต่าง "ปิดลับ" เพราะช่วงนั้น ทั้งแกนนำนักศึกษากรรมกรชาวนา ถูกลอบฆ่าลอบยิงตายค่อนข้างเยอะ] ......รวมทั้งฉันเองก็จำหน้าคนชื่อคนไม่ค่อยได้ไม่ค่อยแม่น ฉันรู้สึกผู้คนมันหน้าเหมือนๆ คล้ายๆ กันไปหมดถ้าฉันไม่ได้คลุกคลีด้วยจริงๆ ก็มักจะจำสับไปสับมา การทักคนผิด เป็นเรื่องปกติของฉันจนบัดนี้

ตอนนั้น(2519) เปรียบเทียบกับตอนนี้(2549) อเมริกาและบริวารทั้งประเทศบริวารของมัน (อย่างสิงคโปร์) และชนชั้นปกครองบริวารในประเทศของเรา ฉันว่าพวกมันก็ยังเลวร้ายสุดๆ อยู่จนเดี๋ยวนี้หรือจะร้ายและเลวยิ่งเดิมอีก....แต่คนที่สอนใครๆ..อือ..สอนฉันด้วย ....[คือ...ก่อนที่จะมาคลุกคลีกับพวกรุ่นพี่พวกนี้ ฉันยังไม่เห็น ไม่เข้าใจ และ ไม่คิด ด้วยว่า ไอ้กันมันเลวอย่างไร  เพราะพวกบ้านฉันที่จังหวัดอุดรมีอาชีพปลูกบ้านให้ฝรั่งทหารหรือจีไอและ "เมียเช่า" คนไทยเช่า ก็มองว่าทหารอเมริกัน-จีไอ เป็นแหล่งทำมาหากิน ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวอย่างไร มิหนำซ้ำญาติข้างแม่ฉัน-น้ากับป้าฉันก็ยังแต่งงานไปกับจีไอ ปัจจุบันก็ตัดขาดจากประเทศไทยไปแล้ว ไปได้ดิบได้ดีปลูกบ้านปลูกช่องตั้งรกรากอยู่ที่เมืองสคราเมนโต คาลิฟอเนียร์โน่น.....จึงมองไม่ออกว่ามันไม่ดีอย่างไร ....เออ...แต่เมื่อพวกรุ่นพี่บอกว่ามันเลวอย่างไรพร้อมชักแม่น้ำทั้งห้าฉันก็เชื่อ พวกเด็กๆ มังกรน้อยก็เชื่อ....     ว่ามันเลวอย่างไรเมื่อ 30 ปีก่อน เออ...รุ่นพี่หลายต่อหลายคนที่เคยพร่ำบอกพร่ำสอน  กรอกหูฉันกับพวกมังกรน้อยว่า ไอ้กันและรวมทั้งบริวารลูกสมุนสุนัขรับใช้ของมัน ล้วนไม่ดี  ......เออ..มาถึงวันนี้     ....ก็เข้าไปทำงานรับใช้นายทุนนายหน้าของไอ้กัน กันแทบจะหมดเลยแฮะ   ....แต่มองหน้าเหมือนรู้ใจ..(เอ...หรือไม่รู้หว่า....).. ก็มันเป็นสถานการณ์ที่ฉันคิดว่าฉันเข้าใจได้ เข้าใจว่า เมื่อถอยออกมาจากการต่อสู้ในป่าเขากลับมาในเมือง มันไม่มีที่อยู่ที่ยืนของตัวเอง พวกเราส่วนค่อนข้างมากไม่มีที่อยู่ที่ยืน ไม่รู้จักการทำมาหากินหาเลี้ยงชีพ อะไรทำนองนี้ ทำอะไรก็ขาดทุน ก็ถูกอมถูกโกง โกงใครเขากันไม่ค่อยเป็น เมื่อพวกนี้...พวกที่นึกว่าจะเป็น "ทุนนิยมใหม่" จากเนื้อนาบุญของประเทศเราเอง หยิบยื่นที่ยืนและโอกาสให้ พวกรุ่นพี่ฉันก็เลยต้องพากันคว้าฉวยกันไว้มั๊ง...?!? ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่เช่นนั้นจะอยู่ให้รอดทางเศรษฐกิจได้อย่างไร? (งั้นรึ?) (ถามเองตอบเอง) คือ ..ยังอยู่ในสภาพการณ์ที่ต้องรับใช่นายทุน-นายทุนนายหน้า-และนายทุนข้ามชาติ จึงจะมีที่ยืน? หากจะรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนยังไม่มีที่อยู่ที่ยืน .....เพราะนับแต่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยล่มสลาย ก็ไม่มีพรรคการเมืองของประชาชนอีกต่อไป ..มีแต่พรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนเท่านั้น!

เมื่อคิดทบทวนย้อนหลัง ฉันเห็นภาพเยาวชนคนหนุ่มสาว บรรดาพวกรุ่นพี่รุ่นเพื่อนรุ่นน้อง จากหลากหลายสถาบันในปีนั้น ก่อร่างสร้าง.....องค์กรเยาวชนนักเรียน-นักศึกษา องค์กรกรรมกร องค์กรชาวนาอย่างไร ....ทำได้ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเลย..มีแต่สมองกับสองมือเปล่า.....อ้อ...และก็มีเงิน "ยังชีพ" จากครอบครัว เหมือนว่าครอบครัวพ่อแม่หาเลี้ยง แต่มาทำงานให้ประชาชน...[ในขณะที่พ่อแม่ก็ยังเข้าใจว่ามาเรียน?]

...หากใน พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้   [รุสึกแต่ละบทแต่ละตอนฉันจะใช้เวลารังสรรข้ามปี...เลยทีเดียว...]     คิดจะสร้างพรรคหรือสภาบันการเมืองของประชาชนขึ้นมาอีกครั้ง  [อ๊ะๆๆ อย่าตกใจใหญ่โตไปไม่ใช่อย่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีตหรอก]  .....แต่เออ  ...ใครจะเลี้ยง...ประชาชนจะเลี้ยงไม๊? จะให้เงินยังชีพไหม? ถ้าให้จะให้อย่างไร? เพราะแต่ละคนตัวไม่ได้เปล่าเล่าเปลือย มีครอบครัว มีลูก มีบริวาร ที่จ้องจะกินจ้องจะแบมือขอใช้กันคนละเยอะๆ .....และก็ต้องกินต้องใช้ตามสถานภาพของ "ชนชั้นกลาง" ไม่ว่าจะกลางล่างๆ กลางบนๆ หรือกลาง กลางๆ ซึ่งครอบครัวระดับชนชั้นนี้ ชนชั้นกลาง ค่าเลี้ยงดูหรือรายได้ที่จะไปจุนเจือและเลี้ยงครอบครัว ต้องน่าจะไม่ต่ำกว่า สาม-ห้าหมื่นต่อเดือน! [อันเป็นอัตราที่พรรคของนายทุนปัจจุบัน/ที่กำลังถูกไล่ให้ออกไปจากวงจรอำนาจใน พ.ศ. นี้ เลี้ยงดูลูกพรรค/ลูกหาบและข้าทาสนั่นเอง!]

 

พูดถึงเรื่อง กลุ่มมังกรน้อย ก็ได้รับการบอกเล่าให้รู้ว่า  พวกเขาแต่ละคน อย่างน้อยก็หลายคนกลายเป็นผู้นำชุมชน ก็แน่นอนว่ามีลูกมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว?  ฉันมาได้ข่าวจากพวกเขาบางคนโดยตรงอีกครั้งก็ เดือนสงกรานต์ปี ๒๕๕๒ นี้ เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง มีเสียงมาตามสายว่าพวกเขาจะจัดงานรดน้ำดำหัวพวก "พี่ๆ" โครงงานชาวนา อยากให้ฉันเขียนอะไรลงหนังสือที่ระลึกที่จะพิมพ์แจกในงานสักสองสามหน้ากระดาษ A4 ....แล้วฉันจะจำอะไรเกี่ยวกับพวกเขาได้อีก.....???

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอาเข้าจริงๆ ฉันก็แค่...อยู่วงนอกๆ ชอบที่จะอ่าน จะค้น จะคิด จะจินตนาการ...มากกว่าที่จะลงมือทำจริงๆ ยกเว้น ที่เป็นเรื่องที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้.....ฉันทำกิจกรรมอะไรร่วมกับพวกเขาบ้าง? น่าจะไม่มาก จัดกลุ่มศึกษา จัดค่าย ก็เป็นอะไรที่อยู่ข้างหลัง พระเอกนางเอกก็ ....โน่นน่ะ...พวกวิทยากร หรือ พวก "พี่ๆ" โครงงานชาวนา วีรบุรุษวีรสตรี แบบอย่างที่ดีตัวจริงเสียงจริงของพวกเขา ..... แล้วจะจำอะไรได้บ้างล่ะ? ก็คงอย่างที่บอก....เมื่อความทรงจำร้างเรือนไป ก็คงต้อง..จินตนาการเอาบ้าง จริงบ้างเท็จบ้าง ก็คือ ความทรงจำ....[ลิก]. "กลุ่มมังกรน้อยในความทรงจำ".....ของฉัน!

กลับไป บทที่ 9 / back to main page / CMU /ไป บทที่ 11

 

กลิ่นโคลนสาบควาย

..ดนตรี...

อย่าดูหมิ่น ชาวนาเหมือนดั่งตาสี
เอาผืนนาเป็นที่ พำนักพักพิงร่างกาย
ชีวิตเอย ไม่เคยสบาย
ฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย
ไล่ควายไถนาป่าดอน

เหงื่อรินหยด หลั่งลงรดแผ่นดินไทย
จนผิวดำเกรียมไหม้ แดดเผามิได้อุธรณ์
เพิง พักกายมีควายเคียงนอน
กลิ่นโคลนสาบ ควายเคล้าโชยอ่อน
ยามนอน หลับแล้วใฝ่ฝัน

***...กลิ่นโคลนสาบควายเคล้ากายหนุ่มสาว
แห่งชาวบ้านนา
ไม่ลอยเลิศฟ้าเหมือนชาวสวรรค์
หอมกลิ่นน้ำปรุงฟุ้งอยู่ทุกวัน
กลิ่น กระแจะจันทร์
หอมเอยผิวพรรณนั้นต่างชาวนา....

อย่าดูถูก ชาวนาเห็นว่าอับเฉา
มือถือเคียวชันเข่า
เกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา
ชีวิตคนนั้นมีราคา ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา
บูชา กลิ่นโคลนสาบควาย

...ดนตรี...

อย่าดูถูก ชาวนาเห็นว่าอับเฉา
มือถือเคียวชันเข่า
เกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา
ชีวิตคนนั้นมีราคา ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา
บูชา กลิ่นโคลนสาบควาย

 

 

 

 

 

 

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 2528-2552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand