ตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง/my oct.2519's memo for me myself

ช่วงปี 2518-2519

.

บทที่ 1 / รถไฟสายมหาวิทยาลัย

ย้อนหลังไป 28 ปี เลือนๆราง ๆ จำได้ว่า ไปดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วติดคณะวิทยาศาสตร์ มหา'ลัยเชียงใหม่ เป็นคณะที่เลือกไว้เป็นอันดับสาม ไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่ปีนี้ไม่มั่นใจ อะไรก็เอาไว้ก่อน ถามตัวเองชอบไม๊ ก็ชอบวิชาชีวะน่ะนะ ชอบส่องกล้องดูเซล ชอบดูสูตรเคมี   อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนมาดามแมรี่คูรี่  ชอบอ่านชีวประวัติของไอน์สไตน์ ชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ และอยากคิดอะไรได้แปลกๆ เหมือนนิวตัน ก็รักวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินะ ชอบดูดอกไม้บานในหนังสารคดี ชอบจ้องดูแสงระยิบระยับบนผิวน้ำยามต้องแสงอาทิตย์ได้นานๆ เคยไปนั่งมองอะไรอย่างนี้อย่างเดียวได้ครึ่งค่อนวัน ชอบวาดรูปเหมือน ชอบใช้ดินสอแรเงา.... แต่ก็ชอบเลขคณิตนะ ก็อยากคิดคำนวณเก่ง ๆ แต่ก็ไม่เคยประทับใจอาจารย์สอนวิชานี้เลย ฉันไม่เก่งการคิดคำนวณแต่ก็ไม่อยากคิดว่าตัวเองโง่ คิดว่าครูสอนไม่เก่งสบายใจมากกว่า ชอบเคมี-ชีวะเพราะ อาจารย์สอนเก่งสอนสนุก ภาษาอังกฤษครูก็สอนเก่งก็เรียนสนุก  แต่คณิตศาสตร์-ฟิสิคส์ ฉันไม่เคยเจอครูสอนสนุกเลย ครูสอนไม่สนุกฉันจึงคิดเลขไม่เก่ง และทำให้สอบไม่ได้คณะที่ตั้งใจอันดับหนึ่ง ปีนี้ได้แค่นี้ก็เอาดีโนะ เข้าไปรองเรียนมหา'ลัย สักปี แล้วจะลองเอ็นฯ ใหม่!

ก็ไม่เคยได้เรียนพิเศษ เรียนอยู่ครั้งเดียว วิชาเคมี รู้สึกจะไม่ได้จ่ายค่าเรียนด้วย ชักดาบครูซะอย่างนั้นแหละ ก็ไม่มีตังค์อ่ะ แอบตาม ๆ เพื่อนเข้าไปนั่งเรียนไม่กี่ครั้งก็เลิก ก่อนสอบเอ็นมีเวลาอีกหลายวัน น้อง ๆ กลับบ้านไปหมดแล้วเหลือแต่ฉันอยู่ดูหนังสือสอบ นั่งรถเมล์ไปสนามหลวง หาซื้อข้อสอบเก่า ๆ ย้อนหลัง 10 ปี ก็ดูอยู่แค่นั้น แล้วก็ไปสอบ ปกติจะเดินจากบ้านครึ่ง กม.มาขึ้นรถเมล์กับน้อง ๆ อีก 3 คน ตอนสอบเอ็นได้นั่งแท็กซี่เป็นครั้งแรกเพราะโรงเรียนที่ไปสอบไม่เคยไปมาก่อน ถ้าให้นั่งรถเมล์ไปก็คงต่อรถไม่ถูก...ก็รู้สึกกลัว ๆ อยู่นะ

คือ ฉันเป็นเด็กบ้านนอกที่เข้ามาเรียน กทม.เป็นครั้งที่สองน่ะ ครั้งแรกตอนอยู่ ป.2 มั๊ง โรงเรียนวัด ตรงแถว ๆ สลัมราชวัตร ที่ว่าเป็นสลัมเพราะอยู่กันอย่างแออัด จำได้ว่าต้องเดินหรือบางทีก็ชอบวิ่งไปตามทางเดินไม้แคบๆ ที่ด้านล่างเป็นน้ำครำสีดำส่งกลิ่นเหม็น ๆ ไปนั่งดู ทีวี ที่ร้านขายของชำ ร้านหนึ่งในจำนวนไม่กี่ร้านแถวนั้นที่มี ทีวี ให้ดู ซึ่งสมัยนั้นยังเป็น ขาว-ดำ ครอบครัวพาฉันมาอยู่แถว ๆ สลัมตรงที่ติดกับบ้านของนายทหาร ถ้าจำไม่ผิดเป็นบ้านของจอมพลอะไรไม่รู้ จำได้ว่ารั้วสูงมาก เป็นรั้วสังกะสี เพราะอยู่ด้านหลัง มีรูโหว่เล็ก ๆ เป็นบางแห่ง มีคนจากห้องแถวตรงที่ฉันอยู่เข้าไปทำงานในบ้านนั้น ผู้คนละแวกสลัมที่ฉันอยู่ส่วนมากเป็นทหารชั้นผู้น้อย รวมทั้งพ่อฉันด้วย ระดับนายสิบ ส่วนพ่อฉัน จบ ป.4 เป็นพลขับ บ้านนี้ชอบมีงานเลี้ยงพวกฉันเด็กๆ ละแวกนั้นชอบแอบมองรอดรูโหว่เข้าไปในบ้านนั้น ก็ไม่ค่อยเห็นอะไรหรอกนะ เห็นแต่ว่า มีนกตัวใหญ่ ๆ สีขาวสวยมากอยู่ในกรงหลายกรง...แต่ชอบบ้านหลังนี้ตรงเวลาน้ำประปาไม่ไหล หรือไหลเอื่อยเหมือนหยด จะมีคนในบ้านนั้น สอดสายยางที่น้ำไหลแรงมากออกมาให้พวกเราที่อยู่นอกรั้วบ้านใหญ่มหึมาหลังนั้นได้ใช้กัน...

มาเรียน กทม.อีกครั้ง ก็ครั้งนี้ ม.ศ.3(2515)-4(2516)-5(2517) แล้วก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย จำได้ว่าเลือกอยู่ 2 มหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะใกล้บ้าน เวลาดูหนังสือเตรียมเอ็นก็ยังเข้าไปนั่งอ่านหนังสือตามใต้ต้นไม้ในมหา'ลัยนี้ ก็ยังเคยเห็นนักศึกษาของมหา'ลัยนี้ เดินขบวนผ่านหน้าตลาดอมรพันธ์บ่อย ๆ ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเท่าไรว่า นศ.พวกนี้เขาทำอะไรกัน แต่จำได้ว่าตอนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็อ่านข่าวอยู่ ดูทีวี ดูหนังสือพิมพ์อยู่ ก็มีความรู้สึก บอกไม่ถูก รู้สึกตื่น ๆ อาจกลัว อาจไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากมายนัก  แต่ก็พอเข้าใจได้เป็นเลา ๆ ว่า พวกเขาต่อสู้กับเผด็จการทหาร เพื่อการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย จริง ๆ อะไรกันทำนองนี้ ฉันก็เห็นด้วยนะว่าที่เป็นอยู่น่าจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ อ่านข่าว ฟังข่าว เดี๋ยวก็ปฏิวัติ เดี๋ยวก็รัฐประหาร ข่าวคณะทหารคณะหนึ่งยึดอำนาจจากคณะทหารอีกคณะหนึ่ง หรือบางทียึดอำนาจจากคณะของตัวเองเองก็ยังมี ฉันก็เรียนเรื่องระบอบประชาธิปไตยจากตำเรียนในโรงเรียนอยู่นะ ก็ว่าไม่น่าจะเป็นแบบนี้ แต่ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยได้สนใจอะไรแบบนี้ ฉันสนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนของฉันและรายการ I.S. SONGS HIT กับว่า แม่จะส่งเงินมาให้เมื่อไร เดือนนี้ฉันกับน้องจะต้องช่วยกันหิ้ว ทีวี ขาวดำ ขนาด 14 นิ้ว ที่มีอยู่เครื่องเดียวในบ้านขึ้นรถเมล์ไปเข้าโรงรับจำนำที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนอีกหรือเปล่า? 

แต่ก็จากที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ก็เห็นภาพคนเดินขบวน ภาพฝูงชนล้อมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เจอรูป ใคร ที่เขาเรียกกันว่า "ไอ้ก้านยาว" กำลังยืนจังก้าถือไม้ยาว ๆ อยู่ตรงกลางภาพ มีตำรวจทหารถือปืนอยู่อีกฟาก พวกประชาชนนักศึกษาที่เดินขบวนมือเปล่าอยู่อีกฟาก   มีความรู้สึกประทับใจว่า คนนี้กล้าที่จะสู้กับทหารตำรวจที่ถือปืนด้วยไม้ยาว ๆ เท่านั้น! เป็นฉัน ฉันคงวิ่งหนีน่ะ ไปเจอ "ไอ้ก้านยาว" อีกที เจอตัวจริงเลยงานนี้ งานเกษตรแฟร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรงซุ้มของคณะวนศาสตร์  ได้เจอตัวจริง ฉันรู้สึกตื่นๆ และรู้สึกฉันกับเพื่อนๆ จากโรงเรียนที่ไปด้วยกัน 3-4 คน (จำไม่ได้แล้วว่าใครบ้าง)  พากันขอลายเซ็น(ถึงวันนี้ฉันจำเพื่อนที่โรงเรียนสุดท้ายก่อนเข้ามหา'ลัย ได้ 2 คน เท่านั้น! ม.ศ. 3 หนึ่งคน ม.ศ.4-5 อีกหนึ่งคน)  ฉันเข้าไปขอลายเซ็น   ก็แลพี่เค้า...ใจดีนะ ก็ยิ้มให้ ก็เซ็นชื่อให้ รู้สึกจะเซ็นชื่อและวาดรูปลงในที่คั่นหนังสือไม้หรืออะไรให้นี่แหละ และก็ยังพาเดินเที่ยวงานใกล้ซุ้มภาควิชาต่าง ๆของคณะของพี่เค้าด้วย และคุยเรื่องคณะวนศาสตร์ให้ฟัง จนฉันมีความคิดแว๊บหนึ่งว่าอยากจะเข้าเรียนคณะนี้ ยังจำได้ติดหูว่าพี่เค้า ชื่อ ประพัท แซ่ฉั่ว

นั่น .......   เป็น "ไอ้ก้านยาว" ในราวปี พ.ศ. 2517-2518  ที่ฉันเคยได้เห็น    ได้สัมผัสอยู่ครั้งหนึ่ง....และชื่นชมในวีรกรรม!    มา พ.ศ.นี้ 2546 "ไอ้ก้านยาว" กลายเป็นรัฐมนตรี รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปบ้าง นามสกุลก็เปลี่ยนไปด้วย   ฉันในฐานะชาวประชาสามัญชนคนตัวเล็ก ๆ ก็รอ ๆ ดู อยู่       เผื่อว่า  ฯพณฯ       พี่ท่านจะมีวีรกรรมอะไรคล้าย ๆ กันกับสมัยนั้น  ให้ชื่นชมกันอีกน่ะนะ!

อีกมหา'ลัย ที่เลือกก็คือ มหา'ลัยเชียงใหม่ เลือกเพราะว่าเป็นมหา'ลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย อยากไปเห็น..จำได้ว่า ขึ้นรถไฟไปคนเดียว กับพวกนักศึกษาใหม่ด้วยกัน มีรุ่นพี่นักศึกษามาคอยอำนวยความสะดวกให้ด้วย มีนักศึกษาใหม่เต็มตู้รถไฟหลายๆ ตู้ ร้องรำ ทำเพลงกันเป็นที่ครึกครื้นไปตลอดทั้งขบวน .....จำไม่ค่อยได้ว่าบรรยากาศโดยรายละเอียดเป็นอย่างไร จำได้แต่ว่า แม่มาส่ง พร้อมกับให้เงินติดตัวมา น่าจะราว ๆ 3,000 บาท เพราะแม่บอกมีอยู่แค่นี้ หมดบ้านแล้ว เก็บให้ดี ฉันจึงเอาผูกหนังสติ๊กขมวดแน่นไว้ที่ชายเสื้อ ใส่กระเป๋ากางเกง กลัวหาย กลัวถูกล้วงกระเป๋า  แล้วก็ก้าวขึ้นรถไฟมาอย่างตื่น ๆ กลัว ๆ ปน ๆ กับ ความรู้สึกดีใจ ตื่นเต้น ไม่รู้ว่าว่า จะไปเจออะไรบ้าง....ที่ปลายทางข้างหน้า

จำได้ว่ารถไฟแล่นแบบ ..ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง..ไปข้างหน้า แต่ความคิดของฉันนึกย้อนถอยเรื่อย ๆ..ไปข้างหลัง.. เรียนโรงเรียนวัดมา 3 โรงเรียน  แล้วก็โรงเรียนราษฎร์ 3 โรงเรียน แล้วก็โรงเรียนรัฐบาลโรงเรียนนึง ฉันอยู่ตามสถานศึกษาเหล่านี้ไม่เกินปีสองปีก็มีเหตุให้ย้ายเรื่อย ๆ ....

ตอนฉันไปโรงเรียนครั้งแรก จำได้ว่านั่งเรือแจวไป โรงเรียนที่สองฉันเดินไปแบบมีรองเท้านักเรียนสีดำมีถุงเท้าสีขาว โรงเรียนที่สามฉันไปโดยการเดิน แต่รองเท้าแตะ บางทีก็เดินเท้าเปล่าเลาะไปตามคันนา ต่อมาฉันก็รู้จักการไปโรงเรียนโดยรถสองแถวไม่ก็รถเมล์ นี่,ฉันกำลังจะเปลี่ยนที่เรียนอีกแล้ว  และก็ไปไกลเลย...โดยรถไฟ เสียงรถไฟยังดังอยู่ในมโนนึกของฉัน เป็นครั้งแรกที่นั่งรถไฟนานและไกลอย่างนี้ จำได้ว่านั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ เห็นฟ้าข้างนอกมัว ๆ  แล้วข้างทางก็กลายเป็นเงาตะคุ่ม ๆ วูบ ๆ ผ่าน วูบๆ ผ่าน แหงนหน้าดูฟ้าก็ยังเห็นดาวระยิบระยับอยู่ไกลโพ้น  รู้สึกเที่ยวนี้ฉันจะได้ไปไกลจริง ๆ ...ไปตามลำพัง ไปไกลจากแม่ จากบ้าน..อีกแล้วหรือ? แต่ที่ไหน คือ "บ้าน" ของฉันกันล่ะ?... นึกถึงที่โน่นที่นี่ที่ฉันเคยระเห็จระหนไปอาศัย ไปซุกหัวนอนอยู่ ใช้คำว่าซุกหัวนอนได้เลย จำได้ว่ามุ้งเดียว สมัยก่อน นอนมุ้งผ้า ยังไม่รู้จักมุ้งลวด พวกฉันเด็กๆ  ลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กๆ ตัวน้อย ๆ  นอนกัน 7-8 คน กับยาย นึกถึงผู้คนทั้งญาติโกโหติกา  ตามบ้านนอก นึกถึงเรือยนต์ เรือประทุน เรือสำปั้น เรือบด....คลองบางกอกน้อย ต้นก้ามปูริมแม่น้ำท่าจีน...ต้นฝรั่ง ต้นมะม่วง ต้นกระท้อน ต้นละมุด...ในสวน ท้องนา ท้องทุ่ง บึงสายบัว หอยโข่ง หอยขม การยกยอ การช้อนกุ้งด้วยสวิง และฝูงเป็ด ฉันเคยอยู่แต่ภาคกลาง-ภาคอีสานนิ ที่จะไปนี่ ภาคเหนือ  จะมีอะไรบ้างหนอ...จะเจอผู้คนแบบไหน อาหารการกินเป็นอย่างไร คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย.. ผล็อยหลับไปเมื่อไรไม่รู้...มารู้สึกตัวอีกทีก็ใกล้สว่าง ล้างหน้าล้างตา เช็ดหน้าเช็ดตา แล้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินไปตาม "เสียง" โทรโข่งแนะนำ เสียงตะโกนโหวกเหวก จ๊อกแจ็กจอแจ ฉันขยับตัวเคลื่อนที่ไหลเลื่อน ไปตาม "เสียง"      แนะนำจากหลายทิศหลายทาง...จนเข้าเขตรั้วมหาวิทยาลัย ! มหา'ลัยเชียงใหม่! เป็นมหา'ลัย ที่สวยจริง ๆ ทั้งอาณาบริเวณ ฉันตื่นตาตื่นใจไปกับวิวทิวทัศน์ ของภูเขา และยอดดอยไกล ๆ ที่ฉันเห็น ฉันชอบบรรยากาศของมหา'ลัยนี้ จริง ๆ ไม่ใช่คณะอันดับหนึ่งที่ฉันได้ แต่ก็เป็นมหา'ลัยอันดับหนึ่งที่ฉันเลือก

.

มนต์เมืองเหนือ

คำร้อง-ทำนอง   ไพบูลย์  บุตรขัน
ขับร้อง  ทูล ทองใจ


ป่าเหนือเมื่อหน้าดอกไม้บาน
ลมฝนบนฟ้าผ่าน ฟ้ามองดังม่านน้ำตา
น้ำฝนหล่นจากฟากฟ้า
ขังแก่งเหมือนแอ่งน้ำตาไหลตกจากผาแว่วดัง


ป่าเหนือเมื่อได้ไปพบมา
เมืองเหนือเมื่อน้ำป่า เลาะธารซ่านซ่าเคล้าดัง
น้ำไหลไปหลากมากทั้ง
หมุนวนสายชลเหมือนดังไหลหลั่งเป็นวังน้ำวน


ริมฝั่งวังน้ำค่ำลงคงมีแสงจันทร์
คืนหนึ่งคืนนั้นพบกันน้องเอยสองคน
เมืองเหนืออนงค์นั้นคงมีมนต์
เป่าหัวใจเสียจนก่นให้ใฝ่ฝัน


แอ่วสาวเจ้าวอนอ้อนน้ำคำ
จนสูรย์ลอยคล้อยต่ำสายัณห์เย็นย่ำทุกวัน
แล้วไฉนจะให้ลืมนั้น
แม้นใครได้ไปเที่ยวพลันหลงมั่นในเมืองเหนือเอย

เพลง ม.ช. คลิก "ที่นี่" / มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[ขอขอบคุณฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และศูนย์ประสานงานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่(  CMU ) ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่าย]

back to main page / CMU / ไป บทที่ 2

Intro2519Me

ช่วงปี 2519-2523

ช่วงปี 2523-2528

ช่วงปี 25282552

Me's main menu / Today's Me /Me's relaxing/Me's activities for Autistic Thailand Found