Me's voice/ความคิดเห็นของฉัน

ยุคสมัชชาพันธมิตรประชาธิปไตย ร่วมใจ "กู้ชาติ" มุ่งสู่ การปฎิรูปการเมือง   ครั้งที่ 2 : ในสภาพวิกฤติประเทศที่กลุ่มทุนสามาณย์โลกาภิวัฒน์ขึ้นกุมอำนาจรัฐโดยตรง แล้วเปิดศักราชแห่งผลประโยชน์ทับซ้อน  เร่งงาบเร่งเลหลังขายประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

มาถึงวันนี้ ( ๒๕ มิถุนายน ๒๔๔๙) ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า กลุ่มทุนสามาณย์โลกาภิวัฒน์ ที่เข้าครองอำนาจบริหาร และ นิติบัญญัติ ก็ได้ดำเนินกุสโลบายผลประโยชน์ทับซ้อน แปลงสินทรัพย์สาธารณะไปเป็นสินทรัพย์เอกชนของตนและพวก จนเกือบจะหมดประเทศ โดยใช้อำนาจบริหาร ออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ตนและพวก และ ไม่ใช้อำนาจบริหาร แก้กฎหมายที่มีช่องโหว่ให้รัฐ-ประชาชนเสียประโยชน์ แต่กลับใช้ช่องโหว่ของกฎหมายนั้นเพื่อประโยชน์ตนเข้าไปอีก (กรณี ๗๓,๐๐๐ ล้าน ไม่เสียภาษีซักบาท) และใช้กลวิธีทุกอย่างเพื่อทำลายหรือไม่ให้ระบบสามารถตรวจสอบได้ เช่น การเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากโดยการรวบรวมสลายและดูดกลืนยุบรวมพรรคการเมืองอื่นเข้ากับพรรคของตัวเอง จนเหลือจำนวน ส.ส. ที่เป็นฝ่ายค้านน้อยเสียจนไม่สามารถยื่นญัตติไม่วางใจรัฐบาลหรือหัวหน้ารัฐบาลได้ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ครอบงำวุฒิสภา ครอบงำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

จนกระทั่ง ภาคประชาชนชนชั้นกลาง ที่ เคยสนับสนุนและฝากความหวัง ไว้กับ "หัวหน้าพรรคไทยรักไทย"/"หัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างมาก" อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงกระโดดเข้าร่วมกับ "ปรากฏการณ์สนธิ" ยกระดับ "ปรากฏการณ์ ฯ " ขึ้นเป็น "การเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน" ของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งกลายเป็น สมัชชาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะมีตัวแทนอยู่ครบทุกพื้นที่ 76 จังหวัด และประกาศ "หยุดระบอบทักษิณก่อน..แล้วปฏิรูปการเมือง" ประชุมสมัชชาพันธมิตรฯ ครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา ด้วย มุมมองการวิเคราะห์และประเมิน ท่าที ของ ฝ่ายระบอบทักษิณ ๓ ข้อ และ มี มาตรการทางการจัดตั้งเป็นเครือข่ายเพื่อการตอบโต้ ๗ ข้อ ดังนี้

 

มุมมองการวิเคราะห์และประเมิน ท่าที ของ ฝ่ายระบอบทักษิณ ๓ ข้อ

1. เราเห็นร่วมกันว่าท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบริวาร ยังไม่ได้สำนึกต่อความผิดที่ตัวเองได้ก่อความเสียหายแก่สังคมการเมืองไทย กลับยังดึงดันอยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างไร้ยางอาย อีกทั้งยังแผ่อำนาจไปยังองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ยอมรับแนวทางคลี่คลายวิกฤตการณ์ของศาล ไม่ว่าจะเป็นการที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังดื้อด้านอยู่ในตำแหน่งทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาว่า การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นกลางและไม่เป็นธรรม หรือการแทรกแซงตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญบางคน เพื่อตัดตอนไม่ให้เกิดการวินิจฉัยคำร้องที่มีสมาชิกวุฒิสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ท่าทีดื้อด้านของ กกต. และพรรคไทยรักไทย ถือเป็นอาการติดต่อของโรคบกพร่องทางจริยธรรม ที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้แพร่เชื้อไว้ จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนและสำคัญยิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะต้องร่วมกันรื้อถอนระบอบทักษิณ ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง เป็นภารกิจอันดับแรก หากทักษิณและระบอบทักษิณยังอยู่ การปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ เราจำเป็นต้องยืนหยัดขับไล่ทักษิณและระบอบทักษิณต่อไป

2. เราประเมินวิกฤตการณ์ในอนาคตว่า จะมีปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่การพิจารณายุบพรรคไทยรักไทย เนื่องจากข้อมูลหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า พรรคไทยรักไทยมีส่วนในการจ้างพรรคเล็กให้ลงเลือกตั้งและศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งยุบพรรคเล็ก ซึ่งเป็นฝ่ายรับจ้างแล้ว แต่การดำเนินการกับฝ่ายผู้จ้างในความผิดเดียวกัน กกต.กลับไม่ดำเนินการให้รวดเร็ว รัดกุมเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย กลับเตะถ่วงให้เรื่องยืดเยื้อ เสมือนต้องการช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย

ดังนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องติดตามตรวจสอบให้พรรคไทยรักไทยต้องถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม โดยสันติวิธี และหากมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าโดยการบิดเบือนข้อมูลเพื่อปลุกระดมสมาชิกพรรคไทยรักไทยออกมาต่อต้านการทำหน้าที่ของทั้ง 3 ศาล หรือวิธีการใดๆ พันธมิตรพร้อมที่จะชุมนุมใหญ่ได้ตลอดเวลา

3. สมัชชาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราตระหนักร่วมกันว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อขับไล่ทักษิณออกจากตำแหน่งแล้วให้นักการเมือง นายทุน คนใหม่เข้ามาสูบเลือดประชาชนประเทศชาติ ดังนั้น เราจะผนึกพลัง เพื่อผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่มีเป้าหมายอยู่ที่ การลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะความเข้มแข็งของประชาธิปไตยมีหัวใจอยู่ที่ความเข้มแข็งของประชาชน ที่จะมีส่วนร่วมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช่การฝากความหวังให้กับพระเอกขี่ม้าขาว ที่จะกลายเป็นคนไม่ดีในที่สุด
 

หลังจากที่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัส ประทานแก่สถาบันตุลาการ ให้บรรดาผู้พิพากษาของสถาบันศาลต่างๆ ร่วมปรึกษาหารือกัน ที่จะหาทางแก้วิกฤติการของประเทศ และ ทรงพระราชทานให้ทางออกในการแก้ปัญหาว่าให้ทั้งสามศาลพิจารณาเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน อย่างไรก็ดีตอนแรกเหมือนว่า ทางออกในการแก้ปัญหาของประเทศเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่แล้วเมื่อ ในศาล [ศาลปกครองสูงสุด ศาลยุติธรรม(ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา) และ ศาลรัฐธรรมนูญ] คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่แสดงแนวโน้มว่า อาจจะมีตุลาการบางคนหรือบางส่วนถูกแทรกแซง(เหมือนอย่างเคย!) จนเป็นไปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีพฤติกรรม ในการวินิจฉัยคดีอันก่อให้เกิดปัญหาแก่ประเทศชาติประชาชนติดตามมาเฉกเช่นที่ผ่านมา ในหลายกรณี ได้แก่ การตัดสินวินิจฉัย คดีซุกหุ้นครั้งที่๑ การไม่รับพิจารณา คดีซุกหุ้นครั้งที่ ๒ และล่าสุดก็คือ การไม่รับพิจารณา (อีกแล้ว!) คดีถอดถอน กกต. ที่ยื่นโดย ส.ว./รักษาการ จึงเป็นไปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เจ้าเก่าจะแตกแถวพิจารณาและวินิจฉัยไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอีกสองศาลที่เหลือ คือ ไม่เป็นไปตามที่ได้ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะประทานทางออก ที่ให้ทั้งสามศาลวินิจฉัยคดีไปในทิศทางเดียวกัน.....หรือเปล่า?

หากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า ฝ่าย "สมัชชาพันธมิตรฯ" [ซึ่งเป็น "พลังรักษาแผ่นดิน"] ที่จะสู้กับฝ่าย "ระบอบทักษิณ" [ซึ่งเป็น "พลังล้าหลังทุนบริวารโลกาภิวัฒน์ทำลายล้างผลาญทรัพยากรประเทศปล้นชาติขายแผ่นดิน"] มีกำลัง/หรือกลไกตามกฎหมายน้อยอย่างยิ่ง และก็เท่ากับว่า ขณะนี้นอกจากจะยึดกุมอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติแล้ว ฝ่ายระบอบทักษิณยังยึดกุมอำนาจตุลาการได้......อีกหนึ่งในสา! มาตรการการต่อสู้กันทางข้อกฎหมายทางออกสุดท้ายอย่างสันติที่เหลืออยู่ อาจจะไม่สามารถ หยุดระบอบทักษิณ อย่างที่ "พลังรักษาแผ่นดิน" พากันตั้งความหวังไว้เสียแล้ว ????

 

มาตรการตอบโต้ทางด้านการเคลื่อนไหวและจัดตั้ง ๗ ข้อ:

1. เตรียมพร้อมชุมนุมใหญ่ตลอดเวลา หากพบว่ามีกระบวนการดื้อดึงและต่อต้านอำนาจศาล ทั้งนี้ มีข้อเสนอจากที่ประชุมสมัชชาให้แกนนำประเมินความเป็นไปได้ในการชุมนุมใหญ่ราวๆ ต้นเดือนกรกฎาคม

2. ตีแผ่เปิดโปงความฉ้อฉลและกลลวงของนโยบายประชานิยม ที่มุ่งหวังคะแนนเสียงมากกว่าแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์การพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

3. เดินหน้า จัดเวทีพันธมิตรสัญจร ทั้งในระดับภาคและระดับจังหวัดเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารกับพี่น้องประชาชน

4. จัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลในระดับท้องถิ่น เพื่อชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามจากระบอบทักษิณที่มีต่อชุมชนท้องถิ่น

5. จัดตั้ง กรรมการพันธมิตรในระดับภาคและระดับจังหวัด รวมทั้ง คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ ต่างๆ เช่น ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเมือง ยุทธศาสตร์ปฏิรูปสื่อ ยุทธศาสตร์ต่อต้านการคอร์รัปชั่น ยุทธศาสตร์ต่อต้านเอฟทีเอ ยุทธศาสตร์ต่อต้านการขายรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

6.  ให้ ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวระดับจังหวัด หรือ ระดับเครือข่ายปัญหา หรือ เครือข่ายอาชีพ  ไม่จำเป็นต้องผูกติด กับการเคลื่อนไหวของพันธมิตร เสมอไป

7. จัดตั้ง คณะประสานงานระดับภาคๆ ละ 3-5 คน ทั้ง 6 ภาค เพื่อร่วมประชุมกับแกนนำทั้ง 5 และ กรรมการพันธมิตรฯ ส่วนกลาง
 

เพราะ ศาลรัฐธรรมนูญ อาจแตกแถว วินิจฉัยคดีเอื้อประโยชน์แก่ ทักษิณและระบอบทักษิณ เหมือนอย่างที่เคย ประกอบกับ ศาลปกครองสูงสุด และ ศาลยุติธรรม อาจจะดำเนินการในคดีต่างๆ ที่จะทำให้แก้ปัญหาของประเทศที่ "วิกฤติที่สุดในโลก" ได้เป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันกาล [แบบ "กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้"] จน "เงื่อนไข" ทาง ข้อกฎหมายที่จะจัดการกับ "ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างย่ามใจ" หมดลงทุกที ......เช่น หากล่าช้าจนมีการออก พรก. กำหนดการเลือกตั้งได้ กกต. หน้าหนา จะถูกคุ้มครองจากการถูกดำเนินคดีทางอาญาทันที ฯลฯ..จนในที่สุดก็อยู่ในสภาพที่ลงล็อก นาย ก. ที่จะกลับเข้ามากุมอำนาจดังเดิมตาม พิธีกรรมการลากตั้ง ประชาชนคนชั้นกลางก็เดินหน้าสู่ท้องถนนประท้วง..เข้าสู่วงจรเดิม...นั่นหมายถึง ศาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ .....เช่นนี้ หากถือตามแนวพระราชดำรัส ก็คือ  (บรรดาผู้พิพากษา-โดยเฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลทั้งสาม) ในศาลต่างๆ ต้อง(ยกขบวนกัน)ลาออก.....[เว้นเสียแต่ว่า ...โรคอย่างหนา จะได้ลุกลามแพร่ระบาดมาถึงศาลเสียทั้งหมดแล้ว!]

เพราะการที่สถาบันตุลาการ/ศาล จะแก้ "วิกฤติที่สุดในโลก" ในครั้งนี้ได้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้พิพากษา" เป็น "ตุลาการ" ที่เข้ามาร่วมคณะในการดำเนินการแก้ปัญหาของประเทศในครั้งนี้ จะต้อง หนึ่ง มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวทางจริยธรรมคุณธรรมครบทุกมิติ [ ทั้งในมิติของความเป็นมนุษย์ มิติของความเป็น "พลเมือง" ของ ประเทศไทย  มิติของความเป็นนักกฎหมาย มิติของความเป็นผู้พิพากษาที่กระทำการในคดีหรือข้อวินิจฉัยต่างๆ ในนาม ของ พระปรมาภิไธย และที่สำคัญ คือ มิติที่เฉพาะเจาะจงในครั้งนี้ คือ มิติของความเป็น "ผู้ตอบสนองกระแสพระราชดำรัส" ที่ ทรงพระราชทานอย่างเฉพาะเจาะจง มายัง ผู้พิพากษา ทั้งหลาย ที่ถือสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ให้ร่วมปรึกษากัน หาทางแก้ไขวิกฤติของประเทศในครั้งนี้ด้วยข้อกฎหมาย] สอง ต้องถือหลักนิติศาสตร์อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจะต้อง กล้าหาญที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ๆ ทางข้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ทรุชนใช้เป็นช่องเอื้อประโยชน์ตนให้ประเทศชาติและบ้านเมืองเสียหาย ซึ่งไม่ทราบว่าศาลจะตระหนักรู้หรือไม่ ว่า ที่ประเทศต้องมาเผชิญวิกฤติขนาดหนักถึงขนาดนี้ก็ด้วยว่า ในครั้ง เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคดีซุกหุ้นครั้งที่ ๑ นั้น ที่ผลออกมาว่า "บกพร่องโดยสุจริต" ในฐานะประชาชนปัจเจกชนที่เฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองมาตลอด ขอฟันธงว่า เป็นเพราะว่า [จะด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่] ตุลาการเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญในตอนนั้น ไม่ยึดหลักนิติศาสตร์อย่างเคร่งครัด  โดยไพร่ไปให้น้ำหนักของหลักการทางด้านรัฐศาสตร์เสียมากกว่า [ตามพื้นเพที่มาของตุลาการแต่ละท่านที่ไม่ได้มาจากนักกฎหมายล้วนๆ (?)] เพราะในตอนนั้น มี ภาคประชาชน "ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์" รวมตัวกันกดดันศาลใช่หรือไม่? [.....และนี่คือ วิบากกรรมของการฝืนและกระทำตรงกันข้ามกับกระแสพระราชดำรัสหรือพระบรมราชโอวาท ที่ทรงพระราชทานไว้ว่า "ต้องสนับสนุนให้ "คนดี" ได้ปกครองบ้านเมือง".......บัดนี้พิสูจน์แล้วว่า ผู้นำประเทศที่ซุกหุ้นไว้ในชื่อของคนรับใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ย่อมไม่ใช่ "คนดี" ในระดับที่จะเป็น "ผู้นำประเทศ" ได้ ]  และ สาม ต้องกระทำการอย่างเร่งด่วนรัดกุมรวดเร็วทันกาล ไม่ทอดเวลาให้ทุรชนคนไม่ดีได้อาศัยช่องโหว่ช่องว่างของกฎหมายมุดรอดไปได้อีก ไม่เช่นนั้นก็จะเท่ากับว่า กระทำการตรงกันข้ามกับพระบรมราโชวาทที่ว่า "....ต้องสนับสนุนให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง.." อันจะนำพาประเทศไปสู่มุมอับยิ่งขึ้น....และก็อาจจะเข้าสู่สถานการณ์เลือดนองเมืองในที่สุด [.....จากที่นองเป็นรายวันอยู่แล้วในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้!]

อย่างไรก็ดี ด้วยว่า ไม่อาจจะเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้ครอบคลุมรูปธรรมได้ทุกซอกทุกมุม ดังนั้นจึงได้ต้องมี "ผู้พิพากษา/ตุลาการ/นักกฎหมาย/องค์กรกฎหมาย" มาตีความวินิจฉัยชี้ถูกชี้ผิดข้อกฎหมาย ดังนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ท่านจะตีความชี้ถูกชี้ผิดให้กฎหมายทวีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เกรงขามของทุรชนคนชั่ว หรือจะตีความ ให้กฎหมายเป็นไม้หลักปักเลนที่ทุรชนคนชั่วจะยิ่งฮึกห้าวเหิมหาญ

บทเรียน จาก กรณีซุกหุ้นครั้งที่ ๑ ....ผู้คนทั้งสังคมเอาใจช่วยให้โอกาส ..แล้วเป็นไง? ตามมาด้วยการซุกหุ้นครั้ง ๒ หนักกว่าเก่าอหังการ์กว่าเดิม......ฯลฯ....ตอนนี้คนดีๆ หนีหมด...เนติบริกรระดับซือแป๋เรียกอาจารย์อย่าง บวรศักดิ์ วิษณุ ยังถอดใจออกห่าง....จนต้องเอายี้ห้อยร้อยยี่สิบมารับหน้าที่แทน ถ้าเรียกอีโต้มือหนึ่งในการเลี่ยงภาษี อย่างนายสุวรรณอะไรนั่น  มาร่วมแก๊งอีก ....คงดูไม่จืดเลย ....คาดไม่ยากเลย ..ว่ากฎหมายไทยจะถูกตะแบงถูกเจาะถูไชหารูโหว่ รอดออกมารับใช้ผลประโยชน์ทักฯ รับใช้ผลประโยชน์ต่างชาติ.....สักแค่ไหน ....ฉะนั้นศึกครั้งนี้ หากสถาบันตุลาการโดยบรรดาผู้พิพากษา ไม่ตระหนักในหน้าที่บทบาทที่ไม่ธรรมดาของตนในครั้งนี้ พวกท่านจะต้องนั่งดูกฎหมายถูกย่ำยี แบบที่ว่าแทบจะไม่เหลือบรรทัดฐานใดๆ ทางข้อกฎหมาย ที่ท่านจะนำไปสอนลูกศิษย์ลูกหาให้เป็นนักกฎหมายที่ดีได้อีกต่อไป.....และต่อไปเราก็คงต้องทำใจว่า...โรงเรียนกฎหมาย คือ แหล่งผลิต "โจรเสื้อนอก" เพราะหากกฎหมายถูกย่ำยี ศักดิ์ศรีของนักกฎหมาย ศักดิ์ศรีของสถาบันตุลาการจะเหลืออะไร?

ท่านจึงจะต้องถามตัวเองกันว่า จะตีความให้กฎหมายทวีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เกรงขามของเหล่าทุรชนคนชั่ว หรือจะตีความให้กฎหมายเป็นไม้หลักปักขี้เลนที่จะยังให้ทุรชนคนชั่วยิ่งฮึกห้าวเหิมหาญ ที่จะกระทำการชั่วๆ ต่อผู้คน ต่อชุมชน ต่อประเทศชาติบ้านเมืองหนักมือหนักข้อยิ่งขึ้น?

ดังนั้น ต่อกรณีคดีการยุบพรรคไทยรักฯ ที่มีข่าวหนาหูว่า จะมีการตะแบงข้อกฎหมายให้เป็น  "ความรับผิดชอบส่วนบุคคล" ถามว่า เด็กอมมือยังคิดออกเลยว่า เป็นการตีความเลี่ยงบาลี ที่จะเอื้อให้พรรคไทยรักฯ ไม่ต้องรับผิด แล้วศาล-ผู้พิพากษา-ตุลาการ-อัยการ-มือกฎหมายจะไม่รู้หรือ ? แล้วต่อไปกฎหมายจะยังคงมี ความน่าเชื่อถือ รึ? นี่คือ ผลที่หนึ่ง ที่จะตามมา และผลที่สองที่จะตามาอีกด้านหนึ่ง ก็คือ การกระทำผิด เยี่ยงนี้และเยี่ยงอื่นๆ ของ เหล่าทุรชนคนชั่ว จะ หนักข้อ ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ เหล่าทุรชนคนชั่วที่ยึดกุมและถือครองอำนาจรัฐอยู่ในมือ!

สถาบันตุลาการ เป็น กลไกของหนึ่งในสามของอำนาจการปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญ กลไกสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่ โดยยังไม่ได้ถูกระบอบทักษิณครอบได้ทั้งหมด อย่างกลไกอำนาจบริหารและกลไกอำนาจนิติบัญญัติ องค์พระประมุขของประเทศ จึงได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานมาให้อย่างเฉพาะเจาะจง [ขอย้ำว่า..อย่างเฉพาะเจาะจง] ให้สถาบันตุลาการ ใช้ข้อกฎหมายเข้ามาแก้ไขวิกฤติของประเทศ [เพราะทักษิณและพวกอ้างเรื่อข้อกฎหมายอยู่ตลอดเวลา ว่า ตนเองนั้น "ถูกกฎหมาย" และรักษา รักษากติกา...... จึงทรงมีพระราชดำรัส ประมาณว่า บรรดาผู้พิพากษาโดยเฉพาะที่อยู่ในศาลฎีกาอย่าได้นิ่งดูดาย [(ขยายความ)/-ดูบ้านเมืองฉิบหายบรรลัย)] โดยไม่ทำอะไรเลยเพราะถือว่าธุระไม่ใช่ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ให้ ...ลาออกไป!]

ทั้งนี้จะต้องพึงเข้าใจกันว่า ตาม ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย นั้น ประมุขสูงสุดของประเทศ คือ องค์พระมหากษัตริย์ คือ ในหลวง ซึ่งประมุขสูงสุดของประเทศ จะเป็น ประมุขสูงสุดของอำนาจการปกครองประเทศ ทั้งสามอำนาจ อันได้แก่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ ด้วย ฉะนั้น  นายกรัฐมนตรี หาใช่ประมุขของประเทศไม่ เป็นแต่เพียงประมุขของอำนาจบริหาร   หนึ่งในสามของอำนาจการปกครองประเทศเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติยุคทักษิณทักษิโณมิกส์นี้ ประชาชนชนชั้นกลาง ซึ่งใกล้ชิดข่าวสารข้อมูล อันกลไกรัฐบาลทักษิณไม่อาจปิดกั้นได้ สามารถประเมินจาก "พฤติกรรม-พฤติการณ์ของฝ่ายระบอบทักษิณ" กันได้ว่า ตัวทักษิณที่เป็นแต่เพียงประมุขของฝ่ายบริหาร ได้กระทำการที่จะเป็นประมุขของประเทศเสียเอง โดยการแทรกแซงเพื่อเข้าไปมีอำนาจในกลไกอำนาจการปกครองประเทศ อีกสองกลไกอำนาจที่เหลือเสียด้วย เพื่อยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ และใช้อำนาจการปกครองประเทศ เพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจของตนและพวก  โดยกระทำการอย่างโจ่งแจ้งอลังการจนภาคประชาชนทนไม่ไหวและได้ลุกขึ้นมาทำการประท้วงต่อต้านคัดค้านทั่วทั้งประเทศ จากเรือนพันเป็นเรือนหมื่นเป็นเรือนแสนและเป็นเรือนล้านในที่สุด ซึ่งหากเป็นประเทศอื่นที่ผู้นำเขามีหิริโอตตัปปะ หรือความละอายต่อการกระทำชั่ว ก็ต้องลาออกไปแล้ว แต่ผู้นำประทศไทยที่ทั้งด้านและหนาอย่างทักษิณ  ...ไม่ออก!    ....อย่างไร    อย่างไร   ก็ ...ไม่ออก! ภาคประชาชนที่คัดค้านอย่างสันติและอหิงสา ต้องหันไปพึ่ง ประมุขสูงสุดของประเทศ ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งก็คือ  องค์พระมหากษัตริย์ ก็คือ ในหลวง

โดยหะแรก กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ซึ่งนำโดยแกนนำ จำนวน ๕ คน จากองค์กรภาคประชาชนต่างๆ ที่มารวมตัวกันอย่างหลวมๆ ในขั้นต้นก็ประเมินว่า ทักษิณ จะเป็นผู้นำประเทศ แบบเป็น "สุภาพบุรุษทางการเมือง" ที่มีหิริโอตัปปะลาออกเมื่อประชาชนออกมาคัดค้าเป็นเรือนหมื่นเฉกเช่นผู้นำของอารยะประเทศทั้งหลาย และรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นไปด้วยยกคณะ ก็จะเกิดช่องว่างทางการเมืองเปิดให้ องค์พระประมุข ทรงใช้ พระราชอำนาจ ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ให้สามารถมี นายกฯ ที่มาจากคนกลาง ที่ไม่ใช่จากพรรคไทยรักฯ เพื่อการปฏิรูปการเมืองรอบ ๒ แต่ฝ่าย องครักษ์พิทักษ์ระบอบทักษิณ [เพราะสร้างมากับมือ?] ก็รู้แกว จึงนอกจากจะยุให้ "นายใหญ่" เกาะเก้าอี้แน่น สู้ ๆ และสู้ตาย แล้วในส่วนของตนก็ยังพากันเกาะเก้าอี้แน่นเช่นกัน โดย องครักษ์ฯ จากปีกซ้ายบางคนถึงกับประกาศล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเกาะเก้าอี้แน่นเหนียวอยู่เพื่อรักษากติกา(?) ป้องกันการใช้มาตรา 7.......????? ก็ยื้อกันมาจนมาถึงวันนี้ ที่ แม้จะทรงมีพระราชดำรัสว่า การใช้ มาตรา 7 ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ทรงพระราชทานทางออกมาให้เกิดการแก้ปัญหาของบ้านเมืองครั้งด้วยข้อกฎหมาย โดยกลไกสถาบันตุลาการ คือ ศาล ! ที่จะเผด็จศึกกันด้วย ข้อกฎหมายว่า จะสามารถยุบพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคหรือไม่ยุบ.....ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวละคอน ๓ ตัว/๓ องค์กร.....กกต. อัยการสูงสุด และ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมา กกต. กับ  ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นกลางเอียงช้างทักฯ ส่วน อัยการสูงสุด ก็อยู่ภายใต้อำนาจบริหาร ใต้รัฐบาลทักฯ ตามสายการบังคับบัญชา.....การแก้ปัญหาครั้งนี้ จึงขี้นอยู่กับ ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะยังเอียงข้างทักฯ เหมือนอย่างเคยหรือไม่....

ดังนั้นหากสถาบันตุลาการแก้ไขวิกฤติชาติครั้งนี้ ตามแนวพระราชดำรัสไม่ได้ ก็เหลือแต่การเมืองภาคประชาชนเท่านั้นที่จะต้องขับเคลื่อนกันต่อไป แต่ทั้งนี้ไม่ว่าผลการพิจารณา ของ ศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาเช่นไร สมัชชาพันธมิตรประชาชนฯ ก็จะต้องเดินหน้า มาตรการตอบโต้ทางด้านการเคลื่อนไหวและจัดตั้ง ๗ ข้อ ข้างต้น เพื่อการจัดตั้งเครือข่ายองค์กรการเมืองภาคประชาชนทั่วประเทศให้เข้มแข็ง ไว้ต่อกรต่อสู้และตรวจสอบกลไกอำนาจการปกครองบ้านเมือง โดย....หากว่า พรรคไทยรักฯ และทักฯ พ้นจากวงจรการเมืองไปได้ ก็เดินหน้าปฏิรูปการเมืองรอบ ๒  หากยังอยู่ก็...คัดค้านต่อต้านขับไล่ และให้การศึกษากระจายข้อมูลข่าวสารกันต่อไป

โดยในระยะใกล้จะต้องเป็นการเคลื่อนไหวของ "ชนชั้นกลางในเมือง" [ไม่ได้หมายความเฉพาะแต่ใน กทม. เท่านั้น หมายถึงตามหัวเมืองตามตัวจังหวัดตามอำเภอทั่วประเทศด้วย] ที่จะต้องเพิ่มความเข้มข้นของการคัดค้านต่อต้านให้ได้ถึงขั้น การนัดหยุดงานของทุกวิชาชีพ ส่วนการเคลื่อนไหวเพื่อให้การศึกษากระจายข้อมูลข่าวสารต้องเป็นเป้าหมายระยะยาว เพราะ ประการหนึ่ง ไม่มีช่องทางการเข้าถึง "สื่อ" วิทยุ-ทีวี ที่จะเข้าถึงชนชั้นรากหญ้าตามชนบท ถูกคุมหมดแล้วเป็นแต่ช่องทางกระจายข่าวสารและข้อมูลอันเป็นการโฆษณาข้างเดียวของฝ่ายระบอบทักฯ เท่านั้น [ดังรายการ "นายกฯพบประชาชน"  ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักอยู่ในขณะนี้] และอีกประการหนึ่ง รากหญ้าส่วนข้างมากกำลังเมาประชาชนนิยม ยากที่การให้ข้อมูลอีกด้านที่ต้องอาศัย "การรับรู้" อีกระดับหนึ่ง เพราะเป็นนามธรรม [ เช่น เรื่องซุกหุ้น เรื่องปั่นหุ้น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ]  ยากที่ "รากหญ้า" ในชนบทซึ่งด้อยการศึกษาและกำลังมัวเมาประชานิยมสามาณย์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ของระบอบทักฯ จะเข้าใจได้โดยง่ายในระยะเวลาอันสั้น

ด้วยว่าในระยะใกล้ ชนชั้นกลาง เป็นชนชั้นที่ถูกผลกระทบด้านลบที่สุดจากระบอบทักษิณมากที่สุด เช่น ถูกปิดทาง ทางด้านเศรษฐกิจหากไม่อยู่ในเครือข่ายุธุรกิจกิจของกลุ่มทักและพวก หรือไม่ก็ต้องเสีย "ค่าหัวคิว" จนแทบไม่เหลือกำไร หรือการถูก "รีดภาษี" เพื่อสนองนโยบาย "ชื้อเสียง" ด้วยงบประมาณแผ่นจากนโยบายประชานิยมลวงโลก เป็นต้น ชนชั้นรากหญ้า-พวกคนจน คนจรจัด พวกการศึกษาต่ำไม่ต้องเสียภาษีทางตรง เพราะรายได้น้อยไม่พอจะอยู่ในระดับที่จะเสียภาษี พวกคนรวย พวกเล่นหุ้นได้กำไรหุ้นเท่าไรก็ไม่ต้องเสียภาษี.....ดังนั้นภาระภาษีจะตกอยู่กับชนชั้นกลางและพวกคนล่างๆ ที่ค้าขายตามตลาด ที่จะถูกรีดภาษีจากทั้งรัฐบาลกลางและจากรัฐบาลท้องถิ่น(องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น....เทศบาล อบจ....อบต...) ขณะที่ชนชั้นปกครองใหม่-กลุ่มทุนบริวารนายหน้าของทุนข้ามชาติโลกาภิวัฒน์ กอบโกยเอาโภคทรัพย์และงบประมาณแผ่นดินเข้าไปพอกพูนไว้.....เพราะขณะนี้ ชนชั้นปกครองกลุ่มใหม่-กลุ่มทุนบริวารนายหน้าโลกาภิวัฒน์สามาณย์ ใช้นโยบายประชานิยมลวงโลก-ลวงให้รากหญ้าเป็นหนี้-ลวงให้เป็นสะพานในการถ่ายเททรัพย์สินและโภคทรัพย์โดยเฉพาะงบประมาณแผ่นดินให้เข้าไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มทุนบริวารฯ ดังแผนภูมิ รูป ก. ข้างล่าง เราจึงไม่อาจปล่อยให้ระบอบการจัดการบริหารประเทศดังนี้ดำเนินต่อไปได้.......

[ที่มา "เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง" ]

มาตรการสูงสุดของการต่อสู้ทางการเมืองแบบไม่ใช้ความรุนแรง [อหิงสาธรรม] คือ การนัดหยุดงาน และ พลังอำนาจของชนชั้นกลาง คือ การนัดหยุดงาน หากไม่ใช้พลังอำนาจตรงนี้ให้ถึงที่สุด การเคลื่อนไหวที่ นำและกระทำ โดยชนชั้นกลาง ณ เวลานี้ก็...ว่างเปล่า!

เพราะชนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักเป็น ผู้มีการศึกษาอย่างน้อยก็ระดับ 12 เกรดขึ้นไปจนถึงการศึกษาระดับสูงสุด และอยู่วงการวิชาชีพที่ชี้เป็นชี้ตายการดำเนินชีวิติปกติของประชาชนทั้งประเทศได้ เช่น วิชาชีพแพทย์ วิชาชีพครู เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ และ ข้าราชการ....ฯลฯ ถ้าวิชาชีพเหล่านี้ "นัดหยุดงาน" อย่างมีการ "วางแผน" คาดว่าน่าจะก่อผลกระเทือนบ้าง แต่ก็คงยากเพราะวัฒนธรรมคนไทยนั้นถ้าไม่เดือดร้อนถึงที่สุดกับตัวเองอย่างจวนตัวจริงๆ จะถือคติว่า "ธุระไม่ใช่"

แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางออก  ว่า อะไรจึงจะส่งผลกระเทือนต่อ ระบอบทักษิณอย่างไร? [  ....ทั้งด้าน ...ทั้งหนา...ทั้งเสียสติ....รวมทั้งพวกที่แวดล้อมอยู่ทั้งหมดน่าจะเป็น ....พวกที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมองในระดับต่างๆ กัน ....และพา       ......ให้ผู้คนทั้งประเทศเสียสติกันไปด้วยทั้งหมด.....จากอำนาจเงินจากงบประมาณแผ่นดินที่พล่าผลาญและหว่านโปรยลงไป ....รึว่า...ประเทศนี้กำลังปกครองด้วยกลุ่มมนุษย์ที่วิวัฒนาการถอยหลังทางด้านความรู้สึกนึกคิด?    .....คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแบบ "มนุษย์" วิวัฒนาการไปอยู่ในระดับเดียวกันกับสัตว์หน้าขนอื่นๆ ?]

เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงผ่องถ่ายอำนาจในแต่ละเหตุการณ์ ตัวชี้ขาด คือ "กระบอกปืน" /กองกำลังติดอาวุธ/ ทหาร ไม่ว่าจะ เหตุการณ์ไหน 2475 ....14 ตุลา....6 ตุลา...[การวางอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วยนโยบาย 66/2523] ....พฤษภาทมิฬ...แต่เหตุการณ์ทั้งหมดในอดีตนี้ รากหญ้าไม่ค่อยจะมีบทบาทเท่าไรนัก แทบจะเป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางล้วนๆ แต่เที่ยวนี้ มีขบวนการของรากหญ้าสามาณย์เข้ามาเป็นตัวแปรอย่างเป็นสำคัญ และที่สำคัญพลังต่างๆ ของสังคมในเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด ยกเว้นกรณี 2475 ยังให้ความสำคัญแก่ "สถาบัน" ที่ สำคัญๆ ของชาติ ทั้งยังมีเรื่องของ "ศักดิ์" และ "ศรี" หรือลำดับอาวุโส แบบว่า ยัง "ฟัง" กันอยู่ โดยเฉพาะการ "ฟัง" ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ผู้มีอาวุโสของสังคม ยังมีผู้นำประเทศที่ยอมลาออกเพราะเห็นแก่ความสงบสุขของชาติบ้านเมือง เช่น การลาออกของพลเอกเกรียงศักดิ์ พลเอกเปรม พลเอกชวลิต เป็นอาทิ แต่ก็อย่างที่บอกพวกนี้เป็นพวกทหารหาญ.....

แต่ ณ วันนี้ ผู้นำประเทศที่กำลังถูกไล่เบี้ยไล่บี้อยู่นี้ หาใช่ทหารหาญไม่ แต่มีพื้นเพมาจากตำรวจ! [    .....ตำรวจกวดขี้หมา....จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ร้องเล่นกันอย่างนี้..] และตำรวจมื่อเทียบกับทหารโดยอาชีพแล้ว ความเชื่อถือในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตแทบจะเป็นสูญกระทั่งติดลบ จนมีภาษิตพังเพยสอนหญิงไทยมาแต่ไหนแต่ไรว่า "เป็นเมียทหารนั่งนับขวด(เหล้า) เป็นเมียตำรวจนั่งนับแบ๊งค์" เมื่อได้ตำรวจขึ้นมาบริหารประเทศ ปัญหาการโกงกินคอรัปชั่นจึงมีสภาพอย่างที่ประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่ คือ เป็นยุคแห่ง ความด้าน หนา และปราศจากหิริโอตัปปะอย่างโจ่งแจ้ง [แบบไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน เพราะอะไรที่เคยอยู่ใต้ดินก็ทยอยเอาขึ้นมาอยู่บนดินได้หมด....ผ่านระบบ "ขายตรง" จากศูนย์กลางอำนาจ..ฯลฯ] ยิ่งเมื่อผสมผสานกับแนวความคิดของพวกอดีตพลพรรคคอมมิวนิสต์เก่าที่ผันตัวเองไปเล่นการเมืองในระบบ...อย่างเป็นทางการ....และตาม "รูปแบบ" ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไปลอกพวกฝรั่งตาน้ำข้าวมาแบบหัวมังกุท้ายมังกร .......กำหนดให้ผู้จะเข้าไปมีหรือใช้อำนาจบริการจัดการประเทศต้องผ่าน "การเลือกตั้ง" และได้เสียงข้างมาก...[ ก็คือ เสียงของชนชั้นล่างโดยเฉพาะชนชั้นล่างในชนบท ที่ฝ่ายซ้ายในไทยรักไทยมีฐานอยู่แล้ว] ซึ่ง......ในทางความคิดพลพรรคคอมฯ เก่าในซีกรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเพียง แค่เป็น "วิธีการ" หรือ "รูปแบบ"  เพื่อไปบรรลุเป้าหมาย คือ การเปิดเป็นช่องทางให้ได้เข้าไปใช้อำนาจปกครองประเทศเท่านั้น [โดยไม่ต้องไปเสี่ยงตายยากลำบากจับอาวุธต่อสู้ให้เหนื่อยเมื่อยตุ้ม และในทางเปิดยังสามารถ ฉวยอ้างเอาเป็น "หลักการ" และ "กติกา" อันศักดิ์สิทธิ์เสียอีกด้วย] ดังนั้นกล่าวสำหรับพวกซ้ายซีกนี้แล้ว สถาบันต่างๆ ทางสังคมอันเคยมีมาแต่ดั้งเดิม ....เป็นแค่ "เครื่องมือ"/"ทางผ่าน" (รอการ "ดัดแปลง"/ปรับสภาพ) เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย หามี "ความหมาย" อื่นใดไม่? ก็แค่ "เครื่องมือ" เพื่อคงการปกครอง-การบริหารจัดการประเทศ "ตามที่ต้องการ" [.....เช่นนี้ถ้า "ตามที่ต้องการ" นั้นมันเพื่อ "ประโยชน์สาธารณชน" มันก็น่าจะดีหรอกนะ! แต่มันไม่ใช่!] ทุกสถาบันที่เคยเป็นเสาหลักของสังคม เป็นเสาหลักของประเทศ จึงถูกลากดึง....ถูกนำมา "เล่น" หมด ถูกนำมาเป็น "เครื่องมือ" ทางการเมืองจนหมด จึงเหมือนว่าจะไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้ สถาบันหลักของชาติสถาบันไหน ได้สวมบทบาทเป็น "พระเอก" ที่จะ "ห้ามทัพ" เพื่อสะกด "ความวุ่นวาย" ของบ้านเมือง ดังเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬอีกแล้ว???? ! แต่ทุกเสาหลักทางจิตใจอันสังคมไทยเคยมี .....ถูกเอามาเปลือยให้เห็นว่าล้วนสามานย์และชั่วช้าอัปรีย์เหมือนกันหมด [ข้อพิสูจน์นี้ไปดูได้ตามเวบบอร์ดที่หนุนทักกี้ชิน]

สภาพที่จะ "ฟัง" กันเช่นนั้นวันนี้จึงเหมือนว่าจะไม่มีแล้ว!

ด้วยถึงแม้ความวุ่นวายบานปลายของบ้านเมือง จะยังไม่มีการ "หลั่งเลือด" อย่างในอดีต แต่ก็เดินหน้า ก่อให้เกิดความอึมครึมผะอืดผะอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ...คืบคลานครอบคลุมไปทั่วสังคมของคนไทยทุกวงการทั้งในและนอกประเทศ องค์พระประมุขของประเทศ ก็ยังคงทรงทำหน้าที่ของการทรงเป็นองค์พระประมุข ของประเทศของพระองค์ ให้พสกนิกรที่ยังคงมุ่งหวังพึ่งพิงพระบารมี-เหมือนอย่างเคย-ด้วยการทรงออกมา ชี้ทางออกทางแก้ให้กับทางตันของปัญหาบ้านเมือง-เหมือนอย่างเคย-แต่ครั้งนี้ยังไม่สามารถจะ "สยบ" เหตุการณ์บ้านเมืองให้สงบได้เหมือนอย่างเคย!

ทำไม?.......ก็น่าจะเป็นเพราะ ทักษิณ/ฝ่ายระบอบทักษิณ  ที่เป็นฝ่ายครอบครองอำนาจรัฐในช่วงนี้นั้น มีส่วนหนึ่งของ กลุ่มอดีตนักศึกษาพลพรรคคอมฯ /อดีตผู้นำนักศึกษาตัวกลั่นๆของสิบสี่ตุลาหกตุลาทั้งสิ้น ผนวกเข้ามาด้วย.... ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) โดยธรรมชาติทางความคิดของผู้คนกลุ่มนี้  จะไม่หยุดเคลื่อนไหวในแนวเดิม....จนกว่าจะหมดหนทางจริงๆ หรือจนกว่าจะไม่มีหนทาง-ช่องทาง ให้พลิกฟื้นสถานการณ์ได้จริงๆ [ถ้าเรือยังไม่จมก็จะยังจ้วงไม้พายอยู่อย่างนั้นโดยไม่คำนึงว่าในเรือจะมีใครนั่งเอาเปรียบตัวเองและประชาชนอยู่???]

[เช่น อยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์ก็อยู่จนพรรคคอมมิวนิสต์ปลุกไม่ขึ้นฟื้นไม่มี มาอยู่กับทักกี้ชินก็ยืนหยัด..จนกว่าพรรคของทักกี้ชินจะถูกยุบถ้าไม่โดนยุบก็หมายถึงว่า ก็เดินหน้ากันต่อ.....อย่างที่เห็น..... นั่นหมายถึงว่า ถ้าไม่ถูกยุบก็ฟื้นคืนแน่นอนอาจจะปรับเปลี่ยนจากประชานิยมเป็นรัฐสวัสดิการซึ่งก็น่าสนใจเพราะจะเป็นประโยชน์กะประชาชน แต่จะทำได้รึ? ที่จะสู้กับ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ของ เจ้าของพรรคไหวรึ???? [ทำไมไม่ออกมาสร้างพรรคด้วยตัวของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดยืนหยัดอยู่ให้ผู้คนเขาก่นด่าอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่คนชั่วโดยสันดานกะเขาซักหน่อย......แค่ตกกะไดพลอยกระโจนไปกะโจรปล้นชาติแค่นั้นเอง!] ที่ผ่านมาก็แค่เป็น รัฐมนตรีน้ำยาบ้วนปากกะรัฐมนตรีไม้ประดับ....ถ้าไม่ถูกยุบและถูกเว้นวรรคพรรคของทักกี้ชินก็กลับมาแน่นอน เฉพาะหน้านี้ถ้า คมช. / รัฐบาลลูกสหายคำตันไม่ทันเกมไม่รู้ธรรมชาติของคนเดือนตุลาซีกนี้-ไม่รีบยุบและให้เว้นวรรคตัวกลั่นๆ ตัวเอ้ๆ ของพรรคทักกี้ชิน ก็คงต้องเตรียมดู "คนพวกนี้" พาประเทศชาติไปติดหล่มกับดักประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ...เหมือนที่พาประเทศมาสู่ภาวะอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ......ตอนนี้ก็เริ่มออกเดินสายกันแล้ว  พอดีประเทศนี้ไม่ต้องทำอะไรกันหรอกนิได้แต่ประท้วงกันไปประท้วงกันมาอยู่อย่างนี้???]

กลุ่มนี้เข้าไปผนวกกับทุนของทักกี้ชินที่เหมือนว่าจะมาตัวเปล่า....      แต่เปล่า!    ....พวกเขาเข้าไปผนวกกับ "นายทุนนายหน้าข้ามชาติ" อย่างทักฯ พร้อมกับ....พกพาอาวุธทางความคิดและประสบการณ์ด้านการจัดตั้งพรรคแบบพรรคคอมมิวนิสต์ และความจัดเจนสั่งสมตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาจนกระทั่งไปเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผ่านงานการจัดตั้งและการเคลื่อนไหวมวลชนรากหญ้ามาอย่างเชี่ยวชาญ ทั้งทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ...... กลุ่มนี้ได้เข้าไปสร้างพรรคไทยรักไทยให้ตระกูลชินฯ ใช้เป็นสะพานก้าวเดินเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจดำเนินกระบวนการ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" แปลงสมบัติและเขมือบสัมปทานในทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประเทศ สร้างความร่ำรวยให้แก่ครอบครัวจนทะยานขึ้นไปเป็นเศรษฐีติดอันดับโลกได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง ๕-๖ ปี จากการทำให้ พรรคไทยรักไทย ของระบอบทักษิณ มีความแปลกใหม่ติดตลาด  "โดนใจ" พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงชนชั้นสูงชนชั้นนำของประเทศทุกกลุ่มที่ต่างก็เทใจให้!

ตรงนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า เครดิตของคนเดือนตุลา/กลุ่มอดีตนักศึกษาพลพรรคคอมฯ  ส่วนหนึ่ง ของ ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อประชนชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เข้าไปผนวกอยู่ในระบอบทักษิณ มีส่วนอยู่ไม่น้อยในการดึงดูดคนดีๆ ของสังคมไทยให้เข้าไปหนุนเนื่องระบอบทักษิณ โดยปราศจาก การพิจารณาตรวจสอบประวัติความเป็นมา และการประเมินพฤติการณ์-พฤติกรรมของทักฯ....(ที่สำคัญก็เบื่อการบริหารจัดการประเทศของ ท่านชวนเชื่องช้าเสียเต็มประดาแล้ว..อยากได้อะไรที่แตกต่างออกไป เผื่อประเทศจะดีขึ้นบ้าง?) ......จึงพากันอกหักถ้วนหน้า....เมื่อธาตุแท้ของทักฯ เผยตัวล่อนจ้อน......ด้วยพฤติกรรมขายหุ้นติดสัมปทานดาวเทียม ที่มีความมั่นคงทางการทหารของประเทศพ่วงอยู่ด้วย ให้แก่กองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นหมื่นๆ ล้าน โดยมีการโอนหุ้นยอกย้อนกลับไปกลับมา แบบปั่นราคาให้สูงขึ้นแล้วขายเหมาเข่งไปเป็นหมื่นๆ ล้าน แบบที่ทั้งขึ้นทั้งล่องด้วยช่องโหว่ช่องว่างของข้อกฎหมายและกฎระเบียบที่ออกกันเองให้ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท ...........แล้วก็เพิ่งมาประมวลตัวตนของทักฯ ได้ว่า ทักฯไม่เคยผ่านกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือการต่อสู้ทางการเมือง ในอันที่จะหล่อหลอมให้มี "จิตสำนึก" ที่จะรักชาติ รักประชาชน รักประชาธิปไตย แต่อย่างใด ....[ที่ทักฯ พล่ามๆ เรื่องนี้โดยเฉพาะเรื่องรากหญ้าได้เป็นคุ้งเป็นแคว...นั้นอาจเป็นไปได้ว่าฝ่ายซ้ายข้างกายบอกบท...?.] ตรงข้ามทักฯ ใช้ชีวิตเกือบทั้งหมด มากับการทำธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลาน ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องมีการแข่งขันก็มักจะไปไม่ค่อยรอด.....เจ๊งเช็คเด้ง     ....มาร่ำรวยตอนทำธุรกิจ ค้าค่าเงินบาทแบบมีเงื่อนงำ จากนั้นก็เล่นกับสัมปทานผูกขาด ....และเฟื่องฟูสุดขีดเมื่อเป็นหัวหน้าพรรคฯหัวหน้ารัฐบาลเข้ายึดกุมอำนาจการบริหารประเทศ และเล่นกลกับงบประมาณแผ่นดินและทรัพย์สิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประเทศ ด้วยพฤติการณ์ที่เรียกขานกันว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ............ที่พฤติกรรมทั้งสิ้นสะท้อนการคิดเรื่องผลประโยชน์ของทักฯ ว่า ไม่มีฐานคิดอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเฉกเช่น "ผู้นำประเทศ" ที่ "ดี" จะพึงคิด.......อ่านต่อได้ "ที่นี่"

ด้วยว่านระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยฯ นั้น เมื่อภาคพลเมืองไม่พอใจรัฐบาลผู้ปกครอง-ผู้บริหารจัดการประเทศ...พวกเขา-ประชาชน/พลเมืองที่ปราศจากอาวุธ....ทำได้เพียงการชุมนุมประท้วงอย่างสันติแล้วแสดงเจตจำนง ซึ่ง วิธีการชุมนุมประท้วงกดดันให้ผู้นำหรือคนในกลไกรัฐลาออกเช่นนี้ จะใช้ได้กับ คน ที่มี "หิริโอตตัปปะ" เท่านั้น แต่โชคร้ายของประเทศไทยและพลเมืองไทยที่ ...อะไร ที่เรียกว่า หิริโอตตัปปะ นั้น นักการเมืองไทยส่วนข้างมากไม่เคยมีหรือไม่ค่อยจะมี......การรวมตัวชุมนุมประท้วงเพื่อกดดันให้ทักฯ ลาออก บนความคาดหวังว่าทักฯ จะมีสำนึกที่คำนึงถึงประโยชน์สุขของบ้านเมืองและความสามัคคีของคนในชาติ.......แล้ว "เสียสละ" ลาออกไป......สู้คดีบรรดา(ที่จะต้อง)มี(อย่างแน่นอน!).....จึงไม่เป็นผล! นอกจากไม่เสียสละลาออกแล้ว ยังตอบโต้ด้วยยุทธการมวลชนชนมวลชนทุกรูปแบบ......แบบตาต่อตาฟันต่อฟันพร้อมๆ กับการดันทุรังจะแปลงกิจการสาธารณูปโภคไปเป็นทรัพย์สินเอกชน ....

โดยที่เอกชนในกรณียุคทักษิโณมิกส์นี้ ก็คือ ทักฯและกลุ่มชนชั้นนำที่หนุนทักฯ ซึ่งได้ส่งลูกหลานหรือหัวหน้าครอบครัวหรือคนในครอบครัว เข้าไปเป็นรัฐมนตรี/เป็นที่ปรึกษาผ่าน ระบบบัญชี ส.ส. ปาตี้ลิสต์ ซึ่งในที่สุดก็เป็นเจ้าของสมบัติสาธารณะของประเทศที่แปลงไปในรูปของการถือหุ้นทั้งผ่านและไม่ผ่าน "ตลาดหลักทรัพย์"/"ตลาดหุ้น"....[ระบบ ส.ส. จากบัญชีปาตี้ลิสต์จึงเป็นช่องทางให้ทุนธุรกิจการเมืองเข้ายึดกุมกลไกอำนาจและดำเนินกระบวนการ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ได้อย่างง่ายดาย]

ซึ่งด้วย "ฝีมือ" ของซีกซ้ายข้างกายทักฯ ยุทธการมวลชนจัดให้ได้ทันทีทุกรูปแบบ   ....มีฐานอยู่แล้วโดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ!...ไม่ยาก ยุทธศาสตร์ที่พรรคคอมฯ เคยใช้ก็ขนมารับใช้นายทุนนายหน้ากันเต็มรูปเพิ่มพิกัด ......."ชนบทล้อมเมืองโลกล้อมประเทศ"....ฯลฯ .........ที่ผนวกของนายทุนนายหน้าเข้ามา ก็คือ ......การขายชาติ! [ผ่าน...ตลาดหุ้น..การเก็งกำไรค่าเงินบาท-ตลาดเงิน....การขาย/แจกสัมปทาน(กินค่าคอมฯ) ฯลฯ]....ตรงนี้ที่ต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทยหรือ พคท. คือ พคท.ไม่ขายชาติ! ไม่ฉกประโยชน์ประชาชน  .....แล้วการเมืองของประเทศก็เดินเข้าสู่วังวน วัตจักรของ...วงจรอุบาททางการเมืองของไทย ที่หมุนกลับไปเหมือนอย่างในอดีต   .......เมื่อมีแนวโน้มว่าม๊อบมวลชน....จะปะทะกันเลือดนองท้องช้าง...ก็เกิดเงื่อนไขห้ทหารรัฐประหารยึดอำนาจ เกิดเงื่อนไขให้วงจรอุบาททำงานของมันได้อีกครั้ง.... และก็เหมือนอย่างที่มันเคยเป็น......ทหารก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย-ยุคนี้ก็ฝ่ายทักฯและฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายทักฯ  ...ขึ้นอยู่กับว่า ....

ใครจะช่วงชิงทำได้ก่อน???

ผลก็ออกมา ว่า ฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายทักฯ [แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายที่ต่อต้านทักฯ มาแต่ต้น....ฝ่ายประชาชนภาคพลเมืองที่เรียกตัวเองว่า ฝ่ายพันธมิตรประชาชนฯ-ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น] ช่วงชิงทำได้ก่อนแบบเส้นยาแดงผ่าแปด โดยมี นายทหาร ที่เรียกขานกันในโลกอินเนทว่า "สนธิบัง" ......เพราะเป็น อิสลามิกชน เป็นผู้นำ ทำให้ประเทศนี้ยังสามารถรักษากิจการสาธารณูปโภคที่สำคัญ คือ ไฟฟ้า ไว้ได้ และ ยุติไว้ชั่วคราวได้ซึ่งสภาพการณ์อุจาดโลกทัศน์ ที่บรรดาผู้นำประเทศตั้งแต่ตัว "หัวโจก" (หัวหน้ารัฐบาล)และ รมต./รมช. ทางเศรษฐกิจไปจนถึงข้าราชประจำชั้นสูงที่ เอาผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ [โดยเฉพาะผลประโยชน์ของกสิกร-ชาวนาชาวไร่ชาวสวน-อาชีพพื้นฐานดั้งเดิมของประเทศ] ไปใส่พานประเคนให้ "ต่างชาติ" ทั่วโลก และ ที่สำคัญ คือ ประเทศชาติ รอดจากสภาพการเป็น "รัฐตำรวจ" อย่างหวุดหวิด

จึงนับว่าเป็นโชคดีของประเทศนี้ในเบื้องต้น    ....ในเบื้องต้นเท่านั้น!

เบื้องกลางเบื้องปลายยังต้องช่วยกันตามดู.....อย่างใกล้ชิด!

เพราะ.....ดอกผลของการปฏิรูปการเมืองรอบที่ ๑ ที่ได้ผลผลิตออกมาเป็น....รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 นั้น นายทุนนายหน้า(ที่มีทักกี้ชินเป็นหัวโจก)และทุนข้ามชาติ กวาดเอาไป แล้ว เห็นๆ แสนกว่าล้านพร้อมๆ กับ ป.ต.ท./หน่วยพลังงานของประเทศ........

แต่ที่น่าอนาถใจ ก็คือ......การพยายามใช้การสื่อสารมวลชน-ธุรกิจโทรคมนาคมที่มีเครือข่ายครอบคลุมโลกทั้งใบ......"สร้างภาพ" ให้ "นายทุนนายหน้า" ของ นายทุนข้ามชาติเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย และ บิดเบี้ยวความเป็นจริงของ การรับใช้ "ผลประโยชน์ของนายทุนนายหน้า" ของ กลุ่มผู้คนเดือนตุลาซีกองครักษ์พิทักษ์ทักฯ  และ ลูกหาบทั้งหลายแหล่ที่กิน "เงินเดือน" / "เงินค่าหาเสียง" จากครอบครัวเครือญาติทักกี้ชิน นายทุนนายหน้าเจ้าของพรรคฯ ตัวจริงเสียงจริง ว่า....เป็นผู้พิทักษ์กติกาประชาธิปไตย ไป "น้ำขุ่นๆ" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ.....[วีรบุรุษและผู้พิทักษ์กติกาประชาธิปไตยจากประชานิยมที่ไม่ยั่งยืน จากการซื้อเสียงขายเสียงกินสินบาดคาดสินบน เซ็งลี้ซื้อขายทั้งนักการเมืองเป็นตัวๆ    และซื้อทั้งพรรคการเมืองยกพรรคให้พรรคตนเองที่ใหญ่อยู่แล้ว ให้ใหญ่ยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลโดยรัฐสภาดำเนินไปได้.....ฯลฯ นี่นะ??] .....แทบจะเรียกได้ว่า ผู้คนเดือนตุลากลุ่มนี้กลุ่มซีกข้างกายทักฯ ได้ สวมจิตใจที่เคยรับใช้และจิตใจของการเป็น "ลูกที่ดี" ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างไร ก็เอาจิตใจเช่นนั้นไปใช้กับพรรคของ "นายทุนนายหน้า" ด้วย!.....และ.... จึงเป็นมุ้งสุดท้ายที่เหลืออยู่อย่างยืนหยัด ในแง่นี้จึงจะเห็นได้ว่า ไม่เพียงแต่ดอกผลของการปฏิรูปการเมืองรอบแรกเท่านั้น ที่นายทุนนายหน้ากวาดเก็บเอาไปจนเกลี้ยง   .....แต่ดอกผลของการต่อสู้ของกระบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ พ.ค.ท. ที่ต่อเนื่องมากว่าหรือเกือบครึ่งศตวรรษ(ที่พอจะมีเหลืออยู่บ้าง.....) ก็ถูกนายทุนนายหน้าทักกี้ชินกวาดเอาไปรับใช้ผลประโยชน์ของตนเสียอีกด้วย! .......เว้นเสียแต่ว่า.....??????? [ละไว้..ในฐานที่ยังไม่ค่อยเข้าใจอ่ะ-ฮา]...

สภาพความเป็นจริงเฉพาะหน้าของขบวนการ...การเมืองภาคพลเมือง....[ที่ยัง ไม่เคยได้มี พรรคการเมืองที่มีศักยภาพในการทำงานการเมืองที่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ เข้าไปทำงานในระบบรัฐสภาได้อย่างเป็นฝ่ายกระทำ] จะทำอะไรกับ....ปัญหาที่เผชิญอยู่ตรงหน้า.....ในสภาพที่...โลกทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ดิจิตอล ที่มีอเมริกันอันตรายเจ้าเก่าเป็นกระแสหลักครอบงำโลกทั้งใบ ....โดยมีโลกอิสลามเป็นกระแสรอง(แต่เป็นกระแสรองที่เป็นกระแสหลักของกระแสรองด้วยกัน:กระแสนิเวศนิยม กระแสรัฐสวัสดิการ กระแสสังคมนิยมใหม่(แถบละติน)...ฯลฯ) ซึ่งหาญกล้าขึ้นมาต่อกร (แม้จะด้วยความป่าเถื่อนที่มุ่งเอาพลเรือนฝ่ายตรงข้ามเป็นเป้า) ส่วนกระแสคอมมิวนิสต์-สังคมนิยมถูกทลายไปแล้วทั้งแนว....

ตอนนี้ประเทศของเราเหมือนถูก กระแสรอง(แต่เป็นกระแสหลักของกระแสรองด้วยกัน)/กระแสอิสลาม รุกคืบรุกฆาตที่ด้ามขวานสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วน กระแสหลัก/กระแสทุนนิยม(สามานย์)โลกาภิวัฒน์ ก็กำลังล้วงกินตับไตไส้พุงจาก กทม. ศูนย์กลางอำนาจใจกลางของประเทศ.... ผ่านช่องทาง ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดหุ้น และ การค้าเสรี ฯลฯ.....ด้วยการทำประชาชนภาคพลเมืองอันเป็นส่วนฐานของโครงสร้างรัฐ-สังคมไทย ให้อ่อนแอเสื่อมทรามด้วยวัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบมักง่ายแดกด่วนโลกาภิวัฒน์ และด้วยการล้างสมองชนชั้นปกครองและชั้นชนปัญญาชน อันเป็น โครงสร้างส่วนบน/เป็นส่วนสมอง(??) ของ รัฐ-สังคมให้เป็น ทาสทางความคิดและติดกับดักทางความคิดทฤษฎี ด้วยทฤษฎีประชาธิปไตยตะวันตกทั้งดุ้น และทฤษฎีโลกาภิวัฒน์ ว่า....เป็นกระแสก้าวหน้า(??)ที่มิอาจต้านทาน...[มีแต่ต้องยอมตัวศิโรราบลงเป็นทาสแล้วเอาทรัพย์สมบัติประเทศประเคนขายราคาถูกๆ ให้มันไปตามช่องทางต่างๆ ดังกล่าว.....ฯลฯ] ????

ด้วยเพราะ....ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของ รัฐ-สังคม (เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการผลิต) ได้(บ้าง) (ก็มีแต่) ต้องยึดกุมอำนาจรัฐได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องพอมี "อิทธิพล" ที่จะกระทำต่อ "อำนาจรัฐ" ได้บ้าง...!?! จึงจะสามารถทำกิจกรรมหรือดำเนินภารกิจที่ส่งผลกระทำต่อโครงสร้างให้เอื้อประโยชน์กับภาคพลเมืองได้บ้างไม่มากก็น้อย .......ซึ่ง ช่องทางที่การปกครองระบอบนี้เปิดไว้...ก็คือ.....มีแต่จะต้องจัดตั้งกันขึ้นเป็นพรรคการเมือง.....????? [ไม่เช่นนั้นก็ทำได้แต่กิจกรรมการเมืองข้างถนน...ซึ่งก็ทำได้แต่การร้องแรกแหกกระเชอให้ตะกวดการเมืองบรรดามีทั้งหลายทำโน่นทำนี่ให้....ซึ่งน้อยมากที่จะทำให้/จะสู้เข้าไปทำเองได้ไง?] ในสภาพการณ์อย่างนี้หากผู้คนใน การเมืองภาคพลเมือง ยังไม่ "ถอดใจ" ปล่อยบ้านทิ้งเมืองให้ พวกตะกวดการเมืองยำประเทศกันเละตุ้มเป๊ะ ก็ต้องมานั่งพิจารณากันว่า รัฐ-สังคมไทย มีต้นทุนอะไรเหลือให้.....การเมืองภาคพลเมือง....บ้าง??? ที่จะพอให้หยิบเอาเป็น "เครื่องมือ"/ช่องทาง ในการสานร้อยกันเป็นพรรคการเมืองได้โดยไม่ "ตีกันเอง" และโดยไม่ถูกพรรคการเมืองกะเลวกะลาดบรรดามีอยู่เตะตัดขาตัดแขนกระทั่งตัดหัว....ให้เป็นเป็ดง่อยหรือให้เดี้ยงไปเสียก่อน ..... ประมวลตรงนี้ได้จึงจะมองเห็นแนวทางการสานสร้างพรรคการเมืองภาคพลเมืองที่เป็นรูปธรรม  ......ว่าพอจะมีแนวทางที่จะให้สามารถฝ่าด่าน "ประชาธิปไตยแดกด่วนกินได้รวยเร็วรวยสามานย์" ที่ นายทุนนายหน้าทักกี้ชินหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์เอาไว้ทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ...หรือไม่......????

[ขอยกยอดไปอภิปราย (คนเดียว-ผู้เขียน-แอดมิน/บก.2519me) ที่...(คลิก)...แนวคิดในการสานสร้างสานร้อยบวนการประชาชนภาคพลเมือง """"""""""""".....ปัจฉิมบทประวัติศาสตร์ชาติไทยหลังยุทธการเมือง "ทักษิณออกไป" ปิดฉากการเมืองยุคทักษิโณมิกส์ ??? ]

ต้องรักษาครอบครัว รักษาชุมชน รักษาสังคม รักษาประเทศ รักษาโลก และรักษาจักรวาล เพื่อให้มนุษย์เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่อยู่รอด.....สมกับที่ "ธรรมชาติ" ประทาน "สมองเปลือกนอก" ให้มา...

แฟ้มที่เกี่ยวข้อง

พฤติกรรมระบอบทักษิณ/ เปิดขุมข่าย ข้าราช(กู) รังใหญ่ระบอบทักษิณคุมเศรษฐกิจ/. ฐานคิดเรื่องผลประโยชน์ของทักษิน

 

Today's Me-menu /Me-voices menu

 

 

 

Kiss me goodby_PTK