ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics)

โดย

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

1 ธันวาคม 2547

 

 ตอนที่ 1

              ภาคที่ 1-ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) คืออะไร
       
       คำว่า "ทักษิโณมิกส์" (Thaksinomics) มาจากคำว่า "ทักษิณ" (Thaksin) ผสมกับคำว่า "อีโคโนมิกส์" (Economics) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีความหมายว่า "เศรษฐศาสตร์ของคุณทักษิณ" "เศรษฐศาสตร์โดยคุณทักษิณ" หรือ "เศรษฐศาสตร์เพื่อคุณทักษิณ"
       
       เราสามารถวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ได้หลายแนวทาง ดังเช่น การวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ในฐานะสำนักความคิดทางเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ในฐานะเมนูนโยบายเศรษฐกิจ หรือการวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ในฐานะยี่ห้อทางการเมือง (Political Brandname)
       
       แนวทางแรก คือ การมองทักษิโณมิกส์ในฐานะ "สำนักความคิดทางเศรษฐศาสตร์" จะเห็นได้ว่าทักษิโณมิกส์ มิได้ ผลิตองค์ความรู้ใหม่ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ และมิได้ ผลิตปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออธิบายพฤติกรรม ปรากฏการณ์ และปัญหาทางเศรษฐกิจในสังคม แต่ต้องการนำเสนอเมนูนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน
       
       แนวทางที่ 2 คือ การมองทักษิโณมิกส์ในฐานะ "เมนูนโยบายเศรษฐกิจ" ทักษิโณมิกส์มีเมนูนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญอยู่ 2 เมนู ได้แก่ นโยบายประชานิยม (People-centered Policy Menu) และยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (Dual-Track Economic Development Strategy) สาระสำคัญของทักษิโณมิกส์มีการลื่นไหล ไม่คงตัว ขึ้นอยู่กับ Hyper-Activeness ของคุณทักษิณ ดังนั้น เราจึงต้องประมวลอย่างรอบด้านโดยวิเคราะห์จากสุนทรพจน์และบทสัมภาษณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รวมตลอดจนข้อเขียนของที่ปรึกษาผู้ชิดใกล้คุณทักษิณ และจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งพบว่ามีความไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณทักษิณพรรณนาว่าเป็นทักษิโณมิกส์
       
       แนวทางที่ 3 คือ การมองทักษิโณมิกส์ในฐานะ "ยี่ห้อทางการเมือง" (Political Brandname) คำถามประกอบการวิเคราะห์ได้แก่ เหตุใดเมนูนโยบายจึงต้องมียี่ห้อ? ทั้งๆ ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้นำเสนอเมนูนโยบายโดยที่ไม่ต้องมียี่ห้อ และ ใครเป็นผู้สร้างยี่ห้อทักษิโณมิกส์? ในความเห็นส่วนตัว "ทักษิโณมิกส์ เป็นประดิษฐกรรมเพื่อการตลาดการเมืองระหว่างประเทศของพรรคไทยรักไทย มีเป้าประสงค์ที่จะสร้างบารมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้เป็นผู้นำแห่งอุษาคเนย์"
       
       ภาคที่ 2-สาระสำคัญของทักษิโณมิกส์
       
       เป้าหมายการดำเนินนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       รัฐบาลทักษิณมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการที่บางครั้งสอดคล้องกัน บางครั้งขัดแย้งกัน ได้แก่ การดำเนินนโยบายเพื่อให้ได้คะแนนนิยมทางการเมืองสูงสุด (Vote-gains Maximization) ที่มุ่งเน้นนโยบาย "ประชานิยม" และ การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลให้มากที่สุด (Private-Interest Maximization) โดยไม่สนใจประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล (Good Governance) ศิลปะของการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ที่การกำหนดและบริหารนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองอย่างผสมกลมกลืนกัน
       
       สังคมการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       ผู้นำทางการเมืองภายใต้ระบอบนี้ต้องการความ "นิ่ง" ทางการเมือง ระบบการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์เป็น "ระบบเถ้าแก่" ซึ่งเป็นระบบการเมืองการปกครองของเถ้าแก่ โดยเถ้าแก่ และเพื่อเถ้าแก่ โดยหลงจู๊และลูกจ้างต้องฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของเถ้าแก่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มาตรา 217 ให้อำนาจ "เถ้าแก่" ในการปลดหลงจู๊อย่างเต็มที่ หลงจู๊จึงต้องกลัวเถ้าแก่ ถ้าลูกชายเถ้าแก่จะจัดงานสังคม หลงจู๊ต้องไปร่วมงาน
       
       เถ้าแก่ไม่ต้องการระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งประกอบด้วย ความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วม (Participation) และการรับผิด (Accountability) แต่ต้องการ "ความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" และการอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ ผู้ใดก็ตามที่วิพากษ์เถ้าแก่จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง นอกเสียจากว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจเหนือเถ้าแก่ สมาชิกในสังคมรวมถึงข้าราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรอิสระต้อง "อนุวัตร" ตามเถ้าแก่
       
       ระบบเถ้าแก่อาจนำสังคมการเมืองไทยไปสู่ระบอบเผด็จการประชาธิปไตย (Democratic Authoritarianism) เนื่องจากรัฐบาลทักษิณมียุทธวิธีการเพิ่มพลวัตโดยการเพิ่มพื้นที่การยึดครองรัฐสภา....
       
       ระบบการบริหารจัดการภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       ภายใต้ทักษิโณมิกส์ การบริหารรัฐกิจยึดระบบและวิธีการเดียวกับการบริหารวิสาหกิจเอกชน แต่แท้จริงแล้ว ปรัชญาพื้นฐานของการบริหารรัฐกิจคือ การก่อให้เกิดสวัสดิการทางสังคมหรือผลประโยชน์สาธารณะสูงสุด ในขณะที่เป้าประสงค์ของการบริหารวิสาหกิจเอกชนนั้น
       
       ก็เพื่อการสร้างมูลค่ากำไร ยอดขาย และสินทรัพย์ให้สูงที่สุด นอกจากนี้ แม้ว่าการบริหารจัดการแบบ CEOs จะเป็นหัวใจของทักษิโณมิกส์ แต่ว่ารัฐบาลทักษิณปราศจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ วัฒนธรรมการบริหารแบบ CEOs และบุคลากรที่มีความสามารถในการบริหารแบบ CEOs นายทุนในรัฐบาลส่วนมากมีประสบการณ์เป็นเถ้าแก่ ไม่เคยเป็น CEOs
       
       ยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       ยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้ทักษิโณมิกส์คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (Dual-Track Development Strategy) ซึ่งแบ่งออกได้ 2 วิถี ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) และการพัฒนาในระดับรากหญ้า (Grass-Root Development) ซึ่งมีมาตรการทางนโยบายมากมาย เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ข้างต้น มาตรการทางนโยบายเพื่อเกื้อหนุน ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิดเป็นนโยบายเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การปฏิรูปทางการเงิน (โดยการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ TAMC) มาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก
       
       ในส่วนของมาตรการทางนโยบาย เพื่อเกื้อหนุนการพัฒนาในระดับรากหญ้านั้น ประกอบด้วย นโยบายพักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน สินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) สินเชื่อสำหรับพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ นโยบายเอสเอ็มแอล (SML) โครงการสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นต้น
       
       ขณะเดียวกัน รัฐบาลทักษิณยังมีมาตรการทางสังคมที่เกื้อหนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบทวิวิถี ได้แก่ นโยบายเพื่อสวัสดิการสังคม ซึ่งจะเห็นได้จากการประกันสุขภาพ "30 บาทรักษาทุกโรค" การสงเคราะห์คนยากจน การจดทะเบียนคนจน การสงเคราะห์ชนชั้นกลางด้วยโครงการเอื้ออาทร (บ้าน, แท็กซี่, คอมพิวเตอร์) รวมถึงนโยบายเพื่อการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยี เช่น การปฏิรูปการศึกษา การแจกทุนการศึกษาเอื้ออาทรและทุนนักเรียน-นักศึกษาอัจฉริยะให้ไปศึกษาต่อขั้นสูงทั้งในและต่างประเทศ
       
       บทบาทของรัฐภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       ปรัชญาพื้นฐานในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ทักษิโณมิกส์ ทำให้ทักษิโณมิกส์ไม่สามารถกำหนดบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐอย่างชัดเจนได้ ความต้องการคะแนนนิยมทางการเมืองทำให้ต้องเพิ่มบทบาทของรัฐด้วยการดำเนินนโยบายประชานิยม ในขณะที่ความต้องการผลประโยชน์ส่วนบุคคล บางครั้งต้องลดบทบาทของรัฐ บางครั้งต้องเพิ่มบทบาทของรัฐ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีหลักตรรกที่สอดคล้องต้องกัน
       
       โครงสร้างอุปสงค์มวลรวมภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       ในช่วง 9 เดือนแรกของ พ.ศ. 2544 นายกรัฐมนตรีได้วิพากษ์วิจารณ์แบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียบูรพาว่าระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกและการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศทำให้เกิดความง่อนแง่นและการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความแปรปรวนของตลาดสินค้าส่งออก ด้วยเหตุดังนั้น นโยบายรัฐบาลทักษิณจึงเน้นการเพิ่มอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศเพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤต โดยเร่งการใช้จ่ายในการบริโภคของประชาชนด้วยการอัดฉีดเงินให้ประชาชนระดับรากหญ้า (การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและธนาคารประชาชน การพักหนี้เกษตรกร) เพราะว่าแนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลงในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume: MPC) ของคนจนสูงกว่าคนรวย ดังนั้นการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในระดับรากหญ้าจึงส่งผลทวีคูณ (Multiplier Effect) ต่อรายได้ประชาชาติได้สูง นอกจากนี้ ทักษิโณมิกส์ยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้บัตรเครดิต ส่งเสริมการซื้อสินค้าเงินผ่อน ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว และส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายด้านอบายมุข โดยหวังว่าจะส่งผลให้อัตราส่วนของการบริโภคมวลรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงขึ้น และ อัตราส่วนของ "มูลค่ารวมของสินค้าเข้าและสินค้าออก" ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (ขนาดการเปิดประเทศ) มีค่าลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุปสงค์มวลรวมมิได้ เป็นไปตามการคาดการณ์ดังที่กล่าวข้างต้น เพราะการลื่นไหลของเมนูนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ โดยหันมาเน้นยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) ดังเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศภายใต้ชุดนโยบาย FTAs
       
       การคลังรัฐบาลภายใต้ทักษิโณมิกส์
       
       ภายใต้ทักษิโณมิกส์ ไม่มีความชัดเจนว่า ขนาดของรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด การถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) ทำให้ภาครัฐบาลมีขนาดเล็กลง ในขณะที่นโยบายประชานิยมและการแปรรูปให้เป็นสาธารณะ (Publicization) ทำให้ภาครัฐบาลมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งแรงหลังน่าจะมีขนาดมากกว่า
       
       นโยบายการคลังภายใต้ทักษิโณมิกส์ ครอบคลุมทั้งด้านรายจ่ายและรายได้ กล่าวคือ นโยบายรายจ่ายของรัฐบาลเป็น "นโยบายเจ้าบุญทุ่ม" เพราะความต้องการคะแนนเสียงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในส่วนของนโยบายด้านรายได้ รัฐบาลพยายามแสวงหารายได้ที่มิใช่ภาษีอากรและไม่มีการปฏิรูประบบภาษีอากร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมได้ รัฐบาลทักษิณจึงพึ่งพิงรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ ทำให้มีการขยายกิจกรรมโดยการนำหวยใต้ดินขึ้นสู่บนพื้นดิน นอกจากนี้ รัฐบาลทักษิณรุกคืบไปหารายได้จากกาสิโนด้วยการอนุญาตให้จัดตั้งสถานบันเทิง (Entertainment Complex)
       
       ความคล่องตัวในการใช้จ่ายเป็นปรัชญาสำคัญของทักษิโณมิกส์ รัฐบาลทักษิณเน้นการใช้ทรัพยากรการคลังที่ไม่ต้องขออนุมัติรัฐสภาในการใช้จ่ายและทรัพยากรการคลังที่ปลอดพ้นจากการตรวจสอบของรัฐสภา ด้วยเหตุดังนั้น "วินัยทางการคลัง" จึงมิได้ อยู่ในพจนานุกรมของทักษิโณมิกส์
       
       .........
 

 ตอนที่ 2
              ภาคที่ 3-มายาคติว่าด้วยทักษิโณมิกส์
       
       มายาคติที่ 1-ทักษิโณมิกส์เป็นนวัตกรรมทางความคิด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
       
       มายาคติที่ 1 ถือเป็น "โฆษณาชวนเชื่อ" เพราะทักษิโณมิกส์ มิได้ นำเสนอปรัชญาใหม่ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มิได้ นำเสนอ Systematic Analytical Framework ใหม่ และมิได้ นำเสนอแนวความคิดใหม่ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าทักษิโณมิกส์ผสมผสานแนวคิดดั้งเดิมเพื่อนำเสนอเมนูนโยบาย

              ทฤษฎีใหม่ทฤษฎีเดียวของทักษิโณมิกส์ คือ การซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลใน Premier League ก่อให้เกิดการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยอย่างก้าวกระโดด และก่อให้เกิดความรุ่งโรจน์แก่เศรษฐกิจไทยอย่างสุดขีด
       
       มายาคติที่ 2-ทักษิโณมิกส์ปฏิเสธแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียบูรพา (East Asian Economic Development Model: EAEDM)
       
       ทักษิโณมิกส์วิพากษ์แบบจำลองนี้ว่าเป็น Single-Track Development แต่ว่ารัฐบาลทักษิณเองในภายหลังก็ดำเนินตามยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด และให้ความสำคัญแก่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกเช่นเดียวกับแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียบูรพา นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งนโยบายเพื่อคนรากหญ้าทั้งหลาย ได้มีการดำเนินการในหลายประเทศในเอเชียบูรพามาก่อนแล้ว จึงไม่ถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบายของทักษิโณมิกส์
       
       มายาคติที่ 3-ทักษิโณมิกส์ปฏิเสธฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) และ Neoliberalism
       
       ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) ประกอบด้วย การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (Liberalization) การถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) การลดการกำกับ/ควบคุม (Deregulation) และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stabilization) รัฐบาลทักษิณได้ดำเนินนโยบายสามประการแรก และเดินตาม Neoliberalism ในระดับที่ไม่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
       
       มายาคติที่ 4-ทักษิโณมิกส์เน้นนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม (Nationalism)
       
       พรรคไทยรักไทยขี่กระแสชาตินิยมหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 จนชนะการเลือกตั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 ใน 9 เดือนแรก ทักษิโณมิกส์เอียงข้างนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม เพราะความต้องการคะแนนเสียง แต่ก็ลื่นไหลมาสู่นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมมากขึ้น เพราะความต้องการผลประโยชน์ส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงกลิ่นอายความเป็นชาตินิยมอยู่บ้าง ดังเห็นได้จากการปลุกกระแสชาตินิยมเรียกร้องให้คนไทยโบกธงชาติไทยด้วยความสง่างาม และด้วยความภาคภูมิใจภายหลังการชำระคืนเงินกู้ IMF
       
       ภายใต้ทักษิโณมิกส์ รัฐบาลจะยึดลัทธิเศรษฐกิจใดก็ได้ที่ให้ผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง.....
       
       มายาคติที่ 5-ทักษิโณมิกส์เน้น Inward-Looking Strategy
       

       ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถีภายใต้ทักษิโณมิกส์ให้ความสำคัญแก่ Domestic-Led Growth กอปรกับการเอียงข้างจุดยืนชาตินิยมในระยะแรกเริ่ม ทำให้มีความเข้าใจกันว่า ทักษิโณมิกส์ยึด Inward-Looking Strategy ทว่ารัฐบาลทักษิณค่อย ๆ เปลี่ยนเมนูนโยบายไปสู่ Outward-Looking Strategy มากขึ้น เช่น นโยบายส่งเสริมสินค้า OTOP เพื่อเพิ่มการส่งออก นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว การทำกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแฟชั่น การจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับนานาประเทศ (FTAs) เป็นต้น
       
       มายาคติที่ 6-ทักษิโณมิกส์ลดการพึ่งพิงต่างประเทศ
       
       เนื่องจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าขนาดของการเปิดประเทศจะลดลงตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของทักษิโณมิกส์ โดยที่ผลของการยึดนโยบาย Consumption-Led Growth การทุ่มการใช้จ่ายของภาค รัฐบาลและการส่งเสริมการส่งออก ทำให้ขนาดการเปิดประเทศเพิ่มขึ้น การลดลงของอัตราส่วนเงินออมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ การกระตุ้นการใช้จ่ายนำไปสู่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น อันจะนำไปสู่การพึ่งพิงแหล่งเงินทุนภายนอกที่เพิ่มขึ้น
       
       มายาคติที่ 7-ทักษิโณมิกส์เดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
       
       มีความเข้าใจผิดโดยทั่วไปว่า ทักษิโณมิกส์เดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แท้ที่จริงแล้ว ทักษิโณมิกส์มิได้ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มิได้เดินตามยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาหรือฉันทมติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ชุมชนกับผลประโยชน์ของธุรกิจขนาดใหญ่ ทักษิโณมิกส์จะเข้าข้างกลุ่มทุน

              มายาคติที่ 8-ทักษิโณมิกส์สลัดแอกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
       
       หลังจากที่รัฐบาลชำระหนี้คืนกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้หมดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 นายกรัฐมนตรีทักษิณประกาศย้ำว่า รัฐบาลจะไม่คลานไปหา IMF อีกแล้ว แต่ว่า "แอกทางความคิด" ยังคงอยู่ จากการที่รัฐบาลกำหนดนโยบายตามเมนูนโยบายของ IMF เพราะการไม่ปฏิบัติตามเมนูนโยบายของ IMF ในประเด็น "การรักษาเสถียรภาพ" มีผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน (International Credit Rating) รัฐบาลทักษิณยังคงปฏิบัติตาม "IMF Policy Conditionalities" ในประเด็นการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) เมื่อการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนให้ประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง นอกจากนี้ IMF ยังคงมีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายในประเทศไทย อย่างน้อยในหมู่ขุนนางนักวิชาการ (Technocrats)
       
       รัฐบาลไทยไม่ต้องคลานไปหา IMF อีกแล้วหรือ?-ไม่มีหลักประกันว่า รัฐบาลไม่ต้องขอ Stand-By Arrangements จาก IMF อีกในอนาคต ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องขอ Stand-By Arrangements ในอนาคตคือ ความผิดพลาดในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และ "ความไม่มีโชค"
       
       มายาคติที่ 9-ทักษิโณมิกส์ไม่นำมาซึ่งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
       
       รัฐบาลทักษิณย้ำประชาสัมพันธ์อยู่เสมอว่า วิกฤตการณ์เศรษฐกิจดังที่เกิดขึ้นในปี 2540 จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก จนดูเสมือนหนึ่งว่า ทักษิโณมิกส์จะไม่นำมาซึ่งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ นโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ เช่น การส่งเสริมการใช้จ่ายในการบริโภค การทุ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลภายใต้ชุดนโยบายเอื้ออาทรโดยมิได้ปฏิรูประบบภาษีอากร และการทุ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยหลบเลี่ยงกลไกการตรวจสอบและการรับผิดต่อรัฐสภา อาจส่งผลให้เกิดการขาดดุลการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อันอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคตที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และยากที่จะสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)
       
       มายาคติที่ 10-ไม่มีอะไรดีในทักษิโณมิกส์
       
       แม้ว่าทักษิโณมิกส์จะไม่มีอะไรใหม่ในด้านปรัชญาเศรษฐศาสตร์ ระเบียบวิธีการวิเคราะห์ และแนวความคิดพื้นฐาน ไม่มีกรอบการวิเคราะห์ที่เป็นระบบและชัดเจนเกี่ยวกับขนาดของการเปิดประเทศและขนาดของภาครัฐที่เหมาะสม แต่ทักษิโณมิกส์ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดีเสียเลย
       
       จุดเด่นของทักษิโณมิกส์อยู่ที่ การวางกรอบความคิดและนำกรอบความคิดไปดำเนินนโยบายในการสถาปนา Social Safety Net แต่ว่าการสถาปนา Social Safety Net โดยรัฐบาลมุ่งเอื้ออาทรประชาชนมากเกินไป อาจทำให้ Social Safety Net อยู่ในระดับที่ Marginal Social Cost มากกว่า Marginal Social Benefit ได้ ดังนั้น การสถาปนาดังกล่าว ควรจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม (Optimal Social Safety Net) ซึ่งเป็นระดับที่พึงปรารถนาในแง่ของสังคมโดยส่วนรวม
       


       หมายเหตุ :
บทความนี้มาจากการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง "Thaksinomics" จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2547ผู้เขียนขอขอบคุณนายสุปรีดี พิบูลย์พัฒน์ ซึ่งช่วยเรียบเรียงจากการอภิปรายดังกล่าวนี้
 

ยุคตะกวดปกครองควาย ๑๖ ล้านตัว! กวาดผลประโยชน์กระดูกสันหลังของชาติประเคนทุนข้ามชาติ!

big page