เพิ่มเติม

2549me

วางรากฐานโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ดีวันนี้เพื่อลูกหลานไทยในวันพรุ่ง

สถานการณ์วิเคราะห์

ผ่านไปได้เพียง ๕ ปี ระบอบทักษิณ หรือ   ทักษิณาธิปไตย ก็เผยตัวจริงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารชนชนชั้นกลางที่รู้ทันอย่างล่อนจ้อน ว่า หาใช่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอุดมคติ ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างนานาอารยะประเทศไม่ แต่ที่แท้ ก็คือ แค่ระบอบการปกครองที่รับใช้ ระบอบเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ ที่พุ่งเป้าไปที่ การแปลงสมบัติและโภคทรัพย์ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสมบัติสาธารณะของประเทศ ทั้งหมดให้กลายเป็นสมบัติเอกชนของกลุ่มทุนที่เข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ ด้วยการผ่องถ่าย งบประมาณและหรือรายได้ของแผ่นดิน ให้กลายมาเป็นเป็น ทุนทางการเมือง เช่น การกินค่าหัวคิวจากโครงการทั้งหลายของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ  โดยเฉพาะโครงการเมคกะโปรเจค ฯลฯ และเอา ทุนทางการเมือง นี้ มากวาดซื้อ และ จ่าย "ค่าตัว" นักการเมือง ทั้ง สส. สว. ข้าราชการการเมืองในองค์กรอิสระ รวมทั้งข้าราชการประจำตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ  เพื่อทำให้บุคคลในกลไกอำนาจรัฐเหล่านี้/นักการเมือง สส. สว. ข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง/ประการหนึ่ง ทำหน้าที่ กำหนดเงื่อนไข ออกกฎหมาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ ให้การฉกฉวยผลประโยชน์ที่กลุ่มทุนซึ่งเข้ายึดกุมอำนาจรัฐต้องการ เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกประการหนึ่ง ไม่ทำหน้าที่ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เช่น กลไกการตรวจสอบ ไม่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลตามเจตนารมณ์ ของ ระบอบประชาธิปไตยตามอุดมคติได้ เป็นต้น ที่สำคัญ อำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลเพียงบุคคลเดียว คือ ทักษิณ จึงเป็นเผด็จการและเนื่องจากมาจาการเลือกตั้ง จึงถือว่าเป็นเผด็จการนายทุนในคราบประชาธิปไตย และเรียกขานกันว่า ทักษิณาธิปไตย หรือ ระบอบทักษิณ เพราะมี ทักษิณ เป็น หัวโจก

ทักษิณาธิปไตย หรือ ระบอบทักษิณ กล่าวได้อย่างสังเขป ว่า มีกลไกการขับเคลื่อนง่ายๆ คือ การใช้ ทุนทางการเมือง ดังกล่าวหว่านซื้อ / ซื้อประชากรรากหญ้าด้วย นโยบายประชานิยม/ซื้อข้าราชการกลไก-องค์กรรัฐ ด้วย เงินและอามิส (การขึ้นเงินเดือน โบนัส ตำแหน่งที่สูงขึ้นเดือน เงินใต้โต๊ะก้อนโต / กวาดซื้อกวาดต้อน นักการเมืองกะเลวกะลาดพวกเหลือเดนเหลือขอพวกวัวสันหลังหวะ กระทั่งพวก กากเดนประวัติศาสตร์ ที่เรียกขานกันว่า ตุลาชิน ฯลฯ ให้เข้ามาอยู่มาเป็น "กลไก" ทาง การเมืองการปกครอง ในอาณัติ ซึ่ง สามารถ "สั่ง" ได้ ทั้งอย่างเป็นทางการ และอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อการออกกฎหมายกฎระเบียบ ต่างๆ ให้รองรับการขับเคลื่อน "กลไก" ทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ ตลาดหุ้น  และ การค้าเสรี/เปิดเสรีทางการเงินและการลงทุน ที่เป็นการเปิดให้ ทุนข้ามชาติ เข้ามา สูบและทำกำไร จากทรัพยากรของประเทศทั้งที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ (แรงงานราคาถูก) และ ทรัพยากรธรรมชาติ (ที่ดิน สินแร่ บริการ โทรคมนาคม สาธารณูปโภค ฯลฯ) อย่างเสรี ภายใต้แสนยานุภาพแห่งเทคโนโลยี่ ทั้งในด้านปริมาณ(ขนาดของทุน-มหึมา) และ ด้านคุณภาพ (ประสิทธิภาพ และ ความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ในการบริหารจัดการ-ที่พวกโลว์เทคตามไม่ทันจับไม่ได้)แห่งทุนข้ามชาติที่ร่วมมือกับ นายทุนนายหน้าในประเทศ (ซึ่ง ก็คือ กลุ่มทักฯและเครือญาติกับพันธมิตรนายทุนของทักฯ อีก ๑๐ กว่าตระกูล)

อันจะส่งผลให้ การพัฒนายกระดับพลังการผลิตหรือศักยภาพในการเป็น "ผู้ผลิต" / "ผู้ประกอบการ" ของ พลเมืองของประเทศถูกทำลายล้างให้เติบโตไม่ได้ หรือแคระแกร็นอ่อนแอ กระทั่งตายทรากไปในที่สุด รูปธรรม ก็คือ จะทำให้ทุก "วิชาชีพ" ของพลเมืองไทย อยู่ในสภาพอ่อนแอ สิ้นไร้ไม้ตอกปราศจากศักดิ์ศรีและตกต่ำจนสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างที่สุด เช่น วิชาชีพแพทย์ หากไม่ยอมตนเป็น "สุนัขรับใช้ที่มีปลอกคอ" ตามโรงพยาบาลเอกชน/ที่เป็นของทุนข้ามชาติ-ทุนนายหน้า ก็ต้องเป็นแพทย์จนๆ ตามโรงพยาบาลของรัฐ หรือแพทย์ข้างถนน เพราะ จะมีการออกกฎหมายให้แพทย์ตามคลินิกเล็กๆ น้อยๆ กะจิ๊ดกะจ๊อด ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่งประเทศ ไม่สามารถจะจ่ายยาได้ ได้แค่ออกใบสั่งยาเท่านั้น แล้ว นายทุนนายหน้า-นายทุนข้ามชาติ ก็จะเปิดร้านขายยาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบร้านเซเว่นอิเลเว่น ผูกขาดการขายยาด้วย กม.ลิขสิทธิ์และการจัดจำหน่ายยา ... ก็จะเข้าทำนองเดียวกับ ร้านโชว์ห่วย ถูกทำลายด้วยห้างใหญ่ๆ และสาขาของร้านเซเว่นอิเลเว่น ของทุนผูกขาดซีพี กระจายไปทั่วประเทศ เช่นเดียวกับ วิชาชีพเภสัชกร อาจจะกลายสภาพจากเจ้าของร้านขายยาเป็น พนักงานประจำร้านขายยาเฟรนไชส์หรือลูกจ้างบริษัท หรือ "ตกงาน" วิชาชีพวิศวกร ก็คงทำนองเดียวกัน ถ้าไม่เป็น ลูกน้อง" วิศวกรต่างชาติ ก็อาจอยู่ในสภาพล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะถูกหักเปอร์เซ็นต์จากงานรับเหมาที่ต้องผ่านบริษัทใหญ่ๆ ของทุนข้ามชาติทุนนายหน้า วิชาชีพครูขั้นพื้นฐาน และ ลูกศิษย์/นักเรียนนักศึกษา เนื่องจากสาธารณูปโภคทั้งหลาย จะถูกแปลงไปเป็นของเอกชน    ภายใต้สภาพของการเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของทุนนายหน้าและทุนข้ามชาติ ค่าสาธารณูปโภคทั้งหมดแพง เงินเดือนอาจไม่พอจ่าย หนี้สินล้นพ้นตัว ก็อาจจะต้องเข้าสู่ อาชีพโสเภณี เมียเช่า กันทั้งลูกศิษย์และครู....บริการทางเพศแก่ต่างชาติ ที่จะเข้ามาเพ่นพ่านในประเทศเต็มบ้านเต็มเมือง  วิชาชีพนักวิชาการ ที่ไม่ได้เป็นโสเภณีทางวิชาการซึ่งมีความ "ตื่นตัวตื่นรู้" มากหน่อยตามสถาบันศึกษาหรือตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐภาคเอกชน อาจจะต้องอยู่อย่างอกไหม้ไส้ขมและเจ็บปวดกับความเป็นไปของบ้านเกิดเมืองนอน หรือก็อาจจะต้องจำอยู่อย่างไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี เพราะจะถูกปิดปากด้วยไม่เงินก็อำนาจมืด อาชีพข้าราชการอย่างทหารตำรวจ ก็จะเป็นไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีที่จะเจริญก้าวหน้า เพราะการเลื่อนขั้นหรือการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของข้าราชการประจำจะไม่เป็นไปด้วยระบบคุณธรรมความสามารถ แต่จะเป็นไปแบบว่าท่านเป็น "พวกเดียว/รุนเดียวกัน" กับผู้มีอำนาจหรือไม่? ส่วน อาชีพเกษตรกร จะถูกรุกรานทั้ง แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ คุณภาพชีวิต ศักยภาพในการผลิตตกต่ำ ราคาพืชผล ฯลฯ คาดว่าภายใต้ ระบอบการปกครองแบบเผด็จการนายทุน ภายใต้ ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่สามาณย์ ของ ทักษิโฌมิกส์ จะทำให้ ทุนต่างชาติและคนต่างชาติเข้ามารุมใช้ รุมยำทำกำไร ปู้ยี่ปู้ยำพลเมืองไทยและเสพกินโภคทรัพย์ของประเทศไทย เหมือนคนฝรั่งต่างชาติต่างภาษามากมายชาติพันธุ์ เข้ามารุมโทรมโสเภณีไทยจนขาดใจตายคาเตียง แล้วก็ทิ้งศพไว้ให้เป็นอุจาดตา ...หมายถึง พลเมืองไทยในฐานะเจ้าของประเทศจะตกอยู่ในสถานะที่น่าอดสูและสิ้นไร้ซึ่งศักดิ์ศรีอันเคยมีอย่างแทบจะสิ้นเชิง ..... จนไม่อาจจะสามารถยืดอกชูคอสู้สายตาประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เขมร เวียดนาม หรือกระทั่งพม่าได้เสียด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับสภาพที่บ้านเมืองจะแตกจะแยกออกเป็นเสี่ยง เพราะ จากประสบการณ์ของประชาชนชาวไทยที่ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาหลายยุค แม้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง บางส่วนอาจยอมก้มหัว อยู่ใต้อุ้งตีนของต่างชาติ เพราะคุ้นชินกับเขยต่างชาติและลูกหลานพันธุ์ทางพันธุ์ผสม และการเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือที่ตั้งฐานทัพไอ้กันมาก่อน เพราะประกอบด้วยรากหญ้า และอิทธิพลท้องถิ่นที่ยินดีปรีดากับการถูกหว่านซื้อด้วยเงินและอามิสสินจ้างด้วยรูปแบบต่างๆ มาแต่ไร เป็นส่วนข้างมาก แต่ไม่ใช่ ภาคใต้ ที่ไม่เอาพรรคการเมืองที่มีนโยบายเปิดประเทศ  ให้แผ่นดินประเทศไทย มีสภาพไม่ต่างอะไรกับ ดินแดนโสเภณีทางทรัพยากรและวัฒนธรรม ให้ทุนและคนต่างชาติมา "ลงแขก" รุมโทรม มาแต่ต้น ซึ่งเป็นภาคที่กำลังเกิดสภาพสงครามกลางเมืองแบบไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ อยู่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้.....ฉะนั้นจากการออกมาแสดงพลังต่อต้านกดดัน ด้วยการชุมนุมประท้วง ของ ประชาชนพลเมืองไทยทุกชนชั้นและชั้นชน ทุกวิชาชีพ ทุกเพศทุกวัย ทั้งลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่คนชรากระทั่งยอม "เสียสละ" แม้ชีวิตตายคาสนามประท้วง หาก ทักษิณ ผู้ที่เป็นเป้าของการประท้วงขับไล่ หรือ "ตัวแทน" ยัง ดันทุรัง รั้งอยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจการปกครองการบริหารประเทศ ที่ยังเดินหน้า "ขาย" ทุกอย่างของประเทศต่อไป ก็คาดได้ว่า สภาพอนาธิปไตยทางการเมืองการปกครองการบริหารประเทศ ด้วยอารยะขัดขืนจะเพิ่มดีกรีขึ้น จนกลายเป็น การก่อวินาศกรรม ลอบสังหาร อุ้มฆ่า ปะทะ.....และสงครามกลางเมืองแบบสามจังหวัดภาคใต้ในที่สุด!.....ทุกชีวิตในประเทศนี้ ที่ไม่สามารถจะตะเกียกตะกายย้ายไปอยู่แผ่นดินประเทศอื่น เหมือนกับพวกสิบกว่าตระกูล รวมทั้งนักวิชาการ และชนชั้นกลางบางประเภท   ที่มีเครือข่าย   ซึ่งสามารถจะติดปีกหลีกบินหนีหาย ไปฝังตัวตั้งรกรากในประเทศอื่นได้แล้ว นอกนั้นที่จะต้องติดอยู่กับแผ่นดินประเทศไทย ก็ล้วนแต่อาจจะต้องตกอยู่ในสภาพอนาธิปไตย ของ "สงครามกลางเมือง" ที่ทุกข์ยากแสนเข็ญเป็นที่สุด อย่างไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพวกพลังเงียบหรือไม่เงียบไม่ว่าซ้ายหรือขวาหรือกลางตกขอบ

ก็แล้ว ทางออกคือ อะไร?

คำถามนี้ไม่ยาก...คำตอบเป็นขั้นตอน.....คือ 

๑/ ทักษิณ..ออกไป  ๒/ ตั้ง รัฐบาลเฉพาะกาล ที่ปราศจากทักษิณนอไมนี่ เพื่อทำ ภาระหน้าที่เฉพาะกิจ .....นั่นคือ .... ๓/ กำหนดมาตรการที่มีผลทันทีในการปลดแอกสื่อสารมวลชน และวิทยุชุมชน เป็นอันดับแรกทันทีที่รัฐบาลเฉพาะกิจเริ่มทำงาน  ๔/ ปฎิรูปการเมืองรอบ ๒  คือ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้สามารถกำหนดกติกา อันยังให้เกิดความเป็นธรรมอย่างสมดุลแก่พลเมืองไทยทุกชนชั้นทุกกลุ่มผลประโยชน์ ที่มีระบบพิทักษ์คุณธรรมจริยธรรม กำกับพฤติกรรมของทุกอาชีพแลทุกวิชาชีพ ที่แน่นอนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอาชีพนักการเมือง ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และ โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็น "ผู้นำประเทศ" และ ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุล  ๕/ กำหนดมาตรการในการปฏิรูปสังคม ที่ต้องมี ระบบรัฐสวัสดิการ ให้เป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยแก่ เด็ก คนพิการ คนชรา สตรี และ มาตรการในการพิทักษ์สถาบันครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม  ๖/ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสของทักษิณ และ ร.ม.ต. ในรัฐบาลทักษิณทั้ง ๑ และ ๒ เรียงตัว (อดีต)นายกอันดับแรก ไล่เรียงลงมาให้ถ้วนทั่ว ทุกตัว(อดีต) ร.ม.ต.และ(อดีต)ทีมงาน รวมทั้งการตรวจสอบบุคคลขององค์กรอิสระและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ๗/ พิจารณานโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ อะไรจะยกเลิก  อะไรจะคงไว้    และพัฒนาต่อยอด ให้มั่นคง  มีประสิทธิภาพได้ประสิทธิผล ทั้งหมด ตั้งแต่ ข้อ ๓-๗ นี้ ต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กันอย่างเร่งด่วน โดยมีการกำหนดเงื่อนเวลากำกับ ที่ไม่ควรจะเกิน ๑-๒ ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้การบริหารจัดการประเทศ เข้าสู่กระบวนการตามครรลองที่วางให้เป็นการปกติต่อไป

แต่อย่างไรล่ะ ?

๑/ ทักษิณ..ออกไป

ทั้งนี้เท่าที่ประมวลได้ การเคลื่อนไหวเท่าที่ผ่านมาตั้งแต่ปรากฏการณ์สนธิ ของ ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั้น   เห็นว่า กระทำไปบนยุทธศาสตร์ของการหวังพึ่ง พลังอำนาจดึกดำบรรพ์ ด้วยการระดมประชาชนมาชุมนุมประท้วงกันมากๆ ด้านหนึ่งก็เพื่อใช้สนามการชุมนุมเป็นเวทีเปิดโปงทักษิณและระบอบทักษิณที่ฉ้อฉล  ปล้นประชาชน  ขายและล้างผลาญประเทศ อีกด้านหนึ่งก็หวังว่า "ปริมาณ" / "คุณภาพ" ของผู้ชุมนุม จะยังผลให้ทหารบางส่วนที่อาจจะไม่เอาทักษิณ กดดันทักษิณลาออก จึงยึดกลยุทธการยื่นถวายฎีกา ขอ นายกพระราชทาน แต่เนื่องจากถูกฝ่ายทักษิณและพลพรรคตีโต้กลับด้วยกลยุทธเดียวกัน ทั้งการชุมนุม ทั้งการยื่นถวายฎีกา บนความเหนือกว่าทางด้านกลไกรัฐ กลไกพรรค กลไกสื่อ และเม็ดเงิน และการจัดตั้งที่แน่นกว่า จนสามารถ เบี่ยงเบนประเด็นความไม่ชอบธรรมของทักษิณในฐานะผู้นำประเทศที่หมดความชอบธรรม เพราะไม่โปร่งใสด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน กลายเป็นประเด็น การรักษากติกาประชาธิปไตยหรือไม่รักษาไปได้อย่างหน้าด้านๆ เมื่อบวกกับการนำเสนอแนวคิดต่อต้าน นายกพระราชทาน ของ ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เหมือนว่าไม่เอาทักษิณ ที่บางคนถึงกับเรียกร้องให้องค์การนิสตินักศึกษาถอนตัวออกจากการร่วมกับฝ่ายพันธมติรฯ ก็ทำให้ฝ่ายพันธมิตรฯ เหมือนถูกแยกสลายและถูกบั่นทอนไปกว่าครึ่ง สถานการณ์จึงอยู่ในขั้นยันกัน โดยฝ่ายทักษิณและพลพรรค ก็ไม่สามารถแยกสลายม๊อบฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายพันธมิตรก็ไม่บรรลุเป้าในการกดดันให้ทักษิณลาออก ซึ่งนอกจากจะไม่ลาออกแล้ว ก็ยังสามารถเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อฟอกตัวเองได้อีกด้วย แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็สามารถขยายแนวร่วมได้อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ พอจะประมวลกลวิธีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้ในการขยายแนวร่วมและฐานมวลชนก่อนการเลือก/ลากตั้งอัปยศ 2 เมษา. 2549 ได้ ดังนี้ (หนึ่ง) ใช้การชุมนุมเป็นรูปแบบหลัก โดยให้การชุมนุมเป็น เวทีของการให้ข้อมูลข่าวสาร และมหาวิทยาลัยทางการเมืองของภาคประชาชน สลับกับการเดินขบวนไปประท้วงตามสถานที่สำคัญ (จรยุทธ) ร่วมกันต่อต้านสินค้าและธุรกิจในเครือชินคอร์ป-เทมาเซ็กสิงคโปร์ รวมทั้งในเครือพันธมิตรนายทุนที่หนุนและหรือร่วมอยู่ในรัฐบาลทักฯ ต่อต้านคนสิงคโปร์-ธุรกิจของสิงคโปร์ ซึ่งเป็น การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ที่มีผลต่อ ภาพลักษณ์ ของ ทักษิณ ในฐานะเผด็จการนายทุนนายตัวแทนนายทุนข้ามชาติ ภาพลักษณ์ ของ รัฐบาล/ตลาดหุ้นไทย ที่ไม่โปร่งใส เพราะผู้นำประเทศสมคบกับกองทุนรัฐบาลต่างชาติปั่นตลาดหุ้น ภาพลักษณ์ ของ รัฐบาลสิงคโปร์ ที่ไม่โปร่งใสสมคบกับกองทุนตัวเองและผู้นำประเทศไทย ทำการค้าอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งตรงนี้จะมีผลต่อทุกประเทศ ที่จะ หวาดระแวง กองทุนข้ามชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ชนชั้นกลางและนักุธุรกิจ ที่ไม่ได้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์จากทักฯ ทั้งในและนอกประเทศ ได้รับผลกระเทือนและออกมากดดันทักฯ หนุนช่วยการเคลื่อนไหวของขบวนการ "ทักษิณ..ออกไป" _หรือ ก็คือ การก่อให้เกิดพลังกดดันทั้งในและนอกประเทศ จึง นอกจากจะเคลื่อนไหวให้ทักษิณหมดความชอบธรรม ในฐานะผู้นำประเทศ  ในสายตาของพลเมืองไทยทุกภาคส่วนแล้ว ก็ยังต้องให้หมดความชอบธรรม หมดสง่าราศี ในสายตาของต่างประเทศอีกด้วย ......(สอง) ใช้การ เปิดโปงระบอบ ทักษิโณมิกส์ เป็นเนื้อหาหลัก ผ่านทุกช่องทางทุกรูปแบบ โดยโจมตีที่ หัวใจ ของระบอบ  อันได้แก่ การเทคโอเวอร์อำนาจรัฐ ตลาดหุ้น สัมปทาน การค้าเสรี การแปรรูปกิจการสาธารณูปโภค-น้ำไฟ-พลังงาน-การสื่อสาร ให้ เป็นของเอกชน จะได้ขายหรือเปิดช่องให้ทุนต่างชาติ  เข้ามาเขมือบได้อยากสะดวกโยธิน  จึงต้องเคลื่อนไหวคัดค้าน ให้หยุดพฤติกรรมในการนี้อย่างเด็ดขาด โดยใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมาย และมาตรการชุมนุมหยุดงานกดดัน พร้อมๆไปกับการต้องเฝ้าระวังการเคลื่อนไหว พฤติกรรมการออกกฎหมายเพื่อ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมทั้ง การออกสัมปทานที่เอื้อทุนต่างชาติทั้งหมด ที่ต้องให้ยุติไว้ก่อนทั้งหมด ซึ่ง เครือข่ายพันธมิตรฯ โดย องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคฯ นำโดย คุณรสนา  ประสบผลสำเร็จในการ ชนะคดี ก.ฟ.ผ. ที่ยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครองฯ ( โดยพนักงานรัฐวิสาหกิจนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นพักๆ-แต่งดำ ฯลฯ) และ ที่สำคัญยังมีเป้าหมายการเผยแพร่ข่าวสารอยู่ที่ การให้ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นรูปธรรมแก่ รากหญ้าที่เมาประชานิยม ด้วยการเผยแพร่วีซีดีเรื่องอาร์เจนติน่าของคุณนิติภูมิ นอกเหนือไปจากการสัญจรการชุมนุมไปตามหัวเมือง

(สาม) พร้อมๆกับการเปิดโปง ก็ นำเสนอ แนวทาง องค์ประกอบ จุดมุ่งหมายของการปฏิรูปการเมืองรอบ ๒ -การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อ "ล้าง" ระบอบทักษิโณมิกส์ ผลพวงอะไรของระบอบที่เหลือซึ่งต้องพัฒนาต่อไป (โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่รากหญ้าชอบ เช่น การเอาเงินหวยมาให้ทุนการศึกษา อาจจะยกระดับเป็นเอาเงินหวยมาลงทุนปรับโครงสร้างบุคคลากรทางการศึกษา ให้สนองผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนพิการทางสมอง ฯลฯ)  และอะไรที่ต้องล้างบางให้สิ้นซากหรือหมดจดที่สุด เช่น มีกี่มาตรที่ต้องแก้ กี่มาตรที่ต้องเพิ่ม อะไรบ้าง ฯลฯ ที่สำคัญคือ เรื่องจริยธรรมคุณธรรมของผู้คนในสังคมตั้งแต่ระดับผู้นำปะเทศ ไปจนถึงระดับรากหญ้านั้น จะบัญญัติหรือตรากันเป็นรายลักษณ์อักษรไว้ในกฎหมายกันอย่างไร?.......(สี่) เตรียม แผนรับมือการก่อสถานการณ์รุนแรงในระหว่างการชุมนุมของภาคประชาชน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การแทรกตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมก่อความวุ่นวายแล้วปราบ ม๊อบชนม๊อบแล้วปราบ หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน ฯลฯ

๒/ ตั้ง รัฐบาลเฉพาะกาล ที่ปราศจากทักนอไมนี่ เพื่อทำ ภาระหน้าที่เฉพาะกิจ

จะต้องมี การจัดตั้งสถาบันหรือพรรคการเมืองภาคประชาชน ที่มีลักษณะซึ่งสามารถดำเนินการทางการเมืองของภาคประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ด้วย อุดมการณ์ และ ทฤษฏี รองรับซึ่งสอดคล้องกับสภาพฐานรากและวุฒิภาวะทางการเมืองของสังคมประเทศไทย

๓/ ปฎิรูปการเมืองรอบ ๒ คือ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้สามารถยังความเป็นธรรมอย่างสมดุลแก่พลเมืองไทยทุกชนชั้นทุกกลุ่มผลประโยชน์ ที่ต้องมีระบบพิทักษ์คุณธรรมจริยธรรม กำกับพฤติกรรมของทุกอาชีพแลทุกวิชาชีพ ได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอาชีพนักการเมือง ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และ โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็น "ผู้นำประเทศ" และ ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุล 

ใน การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญไว้ซึ่งเนื้อหา ดังต่อไปนี้ ๓.๑ มาตรการป้องกันรัฐบาลและหรือระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ  ๓.๒ สิทธิและหน้าที่แห่งพลเมืองในการเข้าร่วม ในกิจกรรมการใช้มาตรการอารยะขัดขืน และกิจกรรมในการล้มล้าง รัฐบาลทรราชและหรือพรรคการเมืองทรราช รวมทั้งการกดดันถอดถอนนักการเมืองที่ฉ้อฉล  ๓.๓ มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ของ บุคคลและคณะบุคคลที่จะเข้าสู่และอยู่ในกลไกอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ห้ามผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนดำรงตำแหน่งสำคัญ ที่ให้คุณให้โทษต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างเด็ดขาด ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ๓.๔ มาตรการปิดทางตันทางการเมืองทุกทางที่กำลังประสบอยู่ ณ วันนี้ เช่น การยุบสภา การได้มานายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศในสภาพสุญญากาศทางการเมือง เป็นต้น ๓.๕ มาตรการในการปกป้องทรัพยากร ๓.๕ มาตรการกำหนดเป็นข้อกฎหมายให้มีสภานักวิชาชีพนักการเมือง ๓.๖ กำหนดให้คดีฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่นทั้งของข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา มีโทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต และไม่มีหมดอายุความ ๓.๗

๔/ กำหนดมาตรการในการปฏิรูปสังคม ที่ต้องมี ระบบรัฐสวัสดิการ ให้เป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยแก่ เด็ก คนพิการ คนชรา สตรี และสถาบันครอบครัว อย่างเป็นรูปธรรม

เช่น ให้มีบ้านพิทักษ์สิทธิ์ในชุมชนสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยแบบมีทีมบุคลากรดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม กระจายอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ ฯลฯ

๕/ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลทักษิณ ๑ และ ๒ เรียงตัว (อดีต) นายกอันดับแรกไล่เรียงลงมาให้ถ้วนทั่วทุกตัว(อดีต) ร.ม.ต.และ(อดีต)ทีมงาน รวมทั้งองค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตั้งคณะกรรมการจากศาลและสถาบันตุลาการ/อัยการ/สมัชชาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินอดีตรัฐมนตรีและรัฐมนตรีและแกนนำของพรรคไทยรักไทยทุกคนอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะทักสินและครอบครัว นางสุดารัตน์ นายสุริยะ นายยุทธ.......

๖/ กำหนดมาตรการที่มีผลในทันที ในการปลดแอกสื่อสารมวลชนและวิทยุชุมชน เป็นอันดับแรกทันทีที่รัฐบาลเฉพาะกิจเริ่มทำงาน

เร่งออกกฎหมายลูกรองรับเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชน

๗/ กำหนดนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ อะไรจะยกเลิก อะไรจะคงไว้และพัฒนาต่อยอดให้มั่นคงมีประสิทธิภาพได้ประสิทธิผลต่อไปได้อย่างไร

นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักฯ ที่สมควรจะต้องดำเนินการต่อไป และพัฒนาต่อยอดให้ยั่งยืนมั่นคง มีดังนี้ ๑ สามสิบบาทรักษาทุกโรคกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อม SME การเอาเงินกองสลากและเงินหวยสองตัวสามตัวมาพัฒนาสวัสดิการสังคม และ เป็นทุนเริ่มต้นดำเนินการทางด้านสวัสดิการสังคมใหม่ๆ สำหรับ เด็ก คนพิการ คนชรา สตรี และสถาบันครอบครัว

เพิ่มเติม: หลังพระราชดำรัส 25 เมษายน 2549

อ้างอิง

๑. จำแนกคนไล่ทักษิณ ๒. บทเรียนจากประเทศอาร์เจนติน่า-วีดีทัศน์ "เปิดฟ้าส่องโลก" ของนิติภูมิ ๓. ร่วมกันต่อต้านสินค้าและธุรกิจในเครือชินคอร์ป-เทมาเซ็กสิงคโปร์ ๑ รวมทั้งธุรกิจในเครือพันธมิตรนายทุนหนุน-ร่วมรัฐบาลทักฯ ๒ ต่อต้านกลุ่มนายทุนนายหน้า ๓ ๔. แผนรับมือการก่อสถานการณ์รุนแรงในระหว่างการชุมนุมของภาคประชาชน

big page /วอนฟ้าห่มดาว

2549me/สถานการณ์วิเคราะห์

เพิ่มเติม

2549me

วางรากฐานโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ดีวันนี้เพื่อลูกหลานไทยในวันพรุ่ง

สถานการณ์วิเคราะห์

ผ่านไปได้เพียง ๕ ปี ระบอบทักษิณ หรือ   ทักษิณาธิปไตย ก็เผยตัวจริงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารชนชนชั้นกลางที่รู้ทันอย่างล่อนจ้อน ว่า หาใช่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอุดมคติ ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างนานาอารยะประเทศไม่ แต่ที่แท้ ก็คือ แค่ระบอบการปกครองที่รับใช้ ระบอบเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ ที่พุ่งเป้าไปที่ การแปลงสมบัติและโภคทรัพย์ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสมบัติสาธารณะของประเทศ ทั้งหมดให้กลายเป็นสมบัติเอกชนของกลุ่มทุนที่เข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ ด้วยการผ่องถ่าย งบประมาณและหรือรายได้ของแผ่นดิน ให้กลายมาเป็นเป็น ทุนทางการเมือง เช่น การกินค่าหัวคิวจากโครงการทั้งหลายของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ  โดยเฉพาะโครงการเมคกะโปรเจค ฯลฯ และเอา ทุนทางการเมือง นี้ มากวาดซื้อ และ จ่าย "ค่าตัว" นักการเมือง ทั้ง สส. สว. ข้าราชการการเมืองในองค์กรอิสระ รวมทั้งข้าราชการประจำตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ  เพื่อทำให้บุคคลในกลไกอำนาจรัฐเหล่านี้/นักการเมือง สส. สว. ข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง/ประการหนึ่ง ทำหน้าที่ กำหนดเงื่อนไข ออกกฎหมาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ ให้การฉกฉวยผลประโยชน์ที่กลุ่มทุนซึ่งเข้ายึดกุมอำนาจรัฐต้องการ เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกประการหนึ่ง ไม่ทำหน้าที่ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เช่น กลไกการตรวจสอบ ไม่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลตามเจตนารมณ์ ของ ระบอบประชาธิปไตยตามอุดมคติได้ เป็นต้น ที่สำคัญ อำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลเพียงบุคคลเดียว คือ ทักษิณ จึงเป็นเผด็จการและเนื่องจากมาจาการเลือกตั้ง จึงถือว่าเป็นเผด็จการนายทุนในคราบประชาธิปไตย และเรียกขานกันว่า ทักษิณาธิปไตย หรือ ระบอบทักษิณ เพราะมี ทักษิณ เป็น หัวโจก

ทักษิณาธิปไตย หรือ ระบอบทักษิณ กล่าวได้อย่างสังเขป ว่า มีกลไกการขับเคลื่อนง่ายๆ คือ การใช้ ทุนทางการเมือง ดังกล่าวหว่านซื้อ / ซื้อประชากรรากหญ้าด้วย นโยบายประชานิยม/ซื้อข้าราชการกลไก-องค์กรรัฐ ด้วย เงินและอามิส (การขึ้นเงินเดือน โบนัส ตำแหน่งที่สูงขึ้นเดือน เงินใต้โต๊ะก้อนโต / กวาดซื้อกวาดต้อน นักการเมืองกะเลวกะลาดพวกเหลือเดนเหลือขอพวกวัวสันหลังหวะ กระทั่งพวก กากเดนประวัติศาสตร์ ที่เรียกขานกันว่า ตุลาชิน ฯลฯ ให้เข้ามาอยู่มาเป็น "กลไก" ทาง การเมืองการปกครอง ในอาณัติ ซึ่ง สามารถ "สั่ง" ได้ ทั้งอย่างเป็นทางการ และอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อการออกกฎหมายกฎระเบียบ ต่างๆ ให้รองรับการขับเคลื่อน "กลไก" ทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ ตลาดหุ้น  และ การค้าเสรี/เปิดเสรีทางการเงินและการลงทุน ที่เป็นการเปิดให้ ทุนข้ามชาติ เข้ามา สูบและทำกำไร จากทรัพยากรของประเทศทั้งที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ (แรงงานราคาถูก) และ ทรัพยากรธรรมชาติ (ที่ดิน สินแร่ บริการ โทรคมนาคม สาธารณูปโภค ฯลฯ) อย่างเสรี ภายใต้แสนยานุภาพแห่งเทคโนโลยี่ ทั้งในด้านปริมาณ(ขนาดของทุน-มหึมา) และ ด้านคุณภาพ (ประสิทธิภาพ และ ความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ในการบริหารจัดการ-ที่พวกโลว์เทคตามไม่ทันจับไม่ได้)แห่งทุนข้ามชาติที่ร่วมมือกับ นายทุนนายหน้าในประเทศ (ซึ่ง ก็คือ กลุ่มทักฯและเครือญาติกับพันธมิตรนายทุนของทักฯ อีก ๑๐ กว่าตระกูล)

อันจะส่งผลให้ การพัฒนายกระดับพลังการผลิตหรือศักยภาพในการเป็น "ผู้ผลิต" / "ผู้ประกอบการ" ของ พลเมืองของประเทศถูกทำลายล้างให้เติบโตไม่ได้ หรือแคระแกร็นอ่อนแอ กระทั่งตายทรากไปในที่สุด รูปธรรม ก็คือ จะทำให้ทุก "วิชาชีพ" ของพลเมืองไทย อยู่ในสภาพอ่อนแอ สิ้นไร้ไม้ตอกปราศจากศักดิ์ศรีและตกต่ำจนสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างที่สุด เช่น วิชาชีพแพทย์ หากไม่ยอมตนเป็น "สุนัขรับใช้ที่มีปลอกคอ" ตามโรงพยาบาลเอกชน/ที่เป็นของทุนข้ามชาติ-ทุนนายหน้า ก็ต้องเป็นแพทย์จนๆ ตามโรงพยาบาลของรัฐ หรือแพทย์ข้างถนน เพราะ จะมีการออกกฎหมายให้แพทย์ตามคลินิกเล็กๆ น้อยๆ กะจิ๊ดกะจ๊อด ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่งประเทศ ไม่สามารถจะจ่ายยาได้ ได้แค่ออกใบสั่งยาเท่านั้น แล้ว นายทุนนายหน้า-นายทุนข้ามชาติ ก็จะเปิดร้านขายยาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบร้านเซเว่นอิเลเว่น ผูกขาดการขายยาด้วย กม.ลิขสิทธิ์และการจัดจำหน่ายยา ... ก็จะเข้าทำนองเดียวกับ ร้านโชว์ห่วย ถูกทำลายด้วยห้างใหญ่ๆ และสาขาของร้านเซเว่นอิเลเว่น ของทุนผูกขาดซีพี กระจายไปทั่วประเทศ เช่นเดียวกับ วิชาชีพเภสัชกร อาจจะกลายสภาพจากเจ้าของร้านขายยาเป็น พนักงานประจำร้านขายยาเฟรนไชส์หรือลูกจ้างบริษัท หรือ "ตกงาน" วิชาชีพวิศวกร ก็คงทำนองเดียวกัน ถ้าไม่เป็น ลูกน้อง" วิศวกรต่างชาติ ก็อาจอยู่ในสภาพล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะถูกหักเปอร์เซ็นต์จากงานรับเหมาที่ต้องผ่านบริษัทใหญ่ๆ ของทุนข้ามชาติทุนนายหน้า วิชาชีพครูขั้นพื้นฐาน และ ลูกศิษย์/นักเรียนนักศึกษา เนื่องจากสาธารณูปโภคทั้งหลาย จะถูกแปลงไปเป็นของเอกชน    ภายใต้สภาพของการเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของทุนนายหน้าและทุนข้ามชาติ ค่าสาธารณูปโภคทั้งหมดแพง เงินเดือนอาจไม่พอจ่าย หนี้สินล้นพ้นตัว ก็อาจจะต้องเข้าสู่ อาชีพโสเภณี เมียเช่า กันทั้งลูกศิษย์และครู....บริการทางเพศแก่ต่างชาติ ที่จะเข้ามาเพ่นพ่านในประเทศเต็มบ้านเต็มเมือง  วิชาชีพนักวิชาการ ที่ไม่ได้เป็นโสเภณีทางวิชาการซึ่งมีความ "ตื่นตัวตื่นรู้" มากหน่อยตามสถาบันศึกษาหรือตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐภาคเอกชน อาจจะต้องอยู่อย่างอกไหม้ไส้ขมและเจ็บปวดกับความเป็นไปของบ้านเกิดเมืองนอน หรือก็อาจจะต้องจำอยู่อย่างไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี เพราะจะถูกปิดปากด้วยไม่เงินก็อำนาจมืด อาชีพข้าราชการอย่างทหารตำรวจ ก็จะเป็นไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีที่จะเจริญก้าวหน้า เพราะการเลื่อนขั้นหรือการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของข้าราชการประจำจะไม่เป็นไปด้วยระบบคุณธรรมความสามารถ แต่จะเป็นไปแบบว่าท่านเป็น "พวกเดียว/รุนเดียวกัน" กับผู้มีอำนาจหรือไม่? ส่วน อาชีพเกษตรกร จะถูกรุกรานทั้ง แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ คุณภาพชีวิต ศักยภาพในการผลิตตกต่ำ ราคาพืชผล ฯลฯ คาดว่าภายใต้ ระบอบการปกครองแบบเผด็จการนายทุน ภายใต้ ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่สามาณย์ ของ ทักษิโฌมิกส์ จะทำให้ ทุนต่างชาติและคนต่างชาติเข้ามารุมใช้ รุมยำทำกำไร ปู้ยี่ปู้ยำพลเมืองไทยและเสพกินโภคทรัพย์ของประเทศไทย เหมือนคนฝรั่งต่างชาติต่างภาษามากมายชาติพันธุ์ เข้ามารุมโทรมโสเภณีไทยจนขาดใจตายคาเตียง แล้วก็ทิ้งศพไว้ให้เป็นอุจาดตา ...หมายถึง พลเมืองไทยในฐานะเจ้าของประเทศจะตกอยู่ในสถานะที่น่าอดสูและสิ้นไร้ซึ่งศักดิ์ศรีอันเคยมีอย่างแทบจะสิ้นเชิง ..... จนไม่อาจจะสามารถยืดอกชูคอสู้สายตาประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เขมร เวียดนาม หรือกระทั่งพม่าได้เสียด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับสภาพที่บ้านเมืองจะแตกจะแยกออกเป็นเสี่ยง เพราะ จากประสบการณ์ของประชาชนชาวไทยที่ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมาหลายยุค แม้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง บางส่วนอาจยอมก้มหัว อยู่ใต้อุ้งตีนของต่างชาติ เพราะคุ้นชินกับเขยต่างชาติและลูกหลานพันธุ์ทางพันธุ์ผสม และการเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือที่ตั้งฐานทัพไอ้กันมาก่อน เพราะประกอบด้วยรากหญ้า และอิทธิพลท้องถิ่นที่ยินดีปรีดากับการถูกหว่านซื้อด้วยเงินและอามิสสินจ้างด้วยรูปแบบต่างๆ มาแต่ไร เป็นส่วนข้างมาก แต่ไม่ใช่ ภาคใต้ ที่ไม่เอาพรรคการเมืองที่มีนโยบายเปิดประเทศ  ให้แผ่นดินประเทศไทย มีสภาพไม่ต่างอะไรกับ ดินแดนโสเภณีทางทรัพยากรและวัฒนธรรม ให้ทุนและคนต่างชาติมา "ลงแขก" รุมโทรม มาแต่ต้น ซึ่งเป็นภาคที่กำลังเกิดสภาพสงครามกลางเมืองแบบไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ อยู่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้.....ฉะนั้นจากการออกมาแสดงพลังต่อต้านกดดัน ด้วยการชุมนุมประท้วง ของ ประชาชนพลเมืองไทยทุกชนชั้นและชั้นชน ทุกวิชาชีพ ทุกเพศทุกวัย ทั้งลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่คนชรากระทั่งยอม "เสียสละ" แม้ชีวิตตายคาสนามประท้วง หาก ทักษิณ ผู้ที่เป็นเป้าของการประท้วงขับไล่ หรือ "ตัวแทน" ยัง ดันทุรัง รั้งอยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจการปกครองการบริหารประเทศ ที่ยังเดินหน้า "ขาย" ทุกอย่างของประเทศต่อไป ก็คาดได้ว่า สภาพอนาธิปไตยทางการเมืองการปกครองการบริหารประเทศ ด้วยอารยะขัดขืนจะเพิ่มดีกรีขึ้น จนกลายเป็น การก่อวินาศกรรม ลอบสังหาร อุ้มฆ่า ปะทะ.....และสงครามกลางเมืองแบบสามจังหวัดภาคใต้ในที่สุด!.....ทุกชีวิตในประเทศนี้ ที่ไม่สามารถจะตะเกียกตะกายย้ายไปอยู่แผ่นดินประเทศอื่น เหมือนกับพวกสิบกว่าตระกูล รวมทั้งนักวิชาการ และชนชั้นกลางบางประเภท   ที่มีเครือข่าย   ซึ่งสามารถจะติดปีกหลีกบินหนีหาย ไปฝังตัวตั้งรกรากในประเทศอื่นได้แล้ว นอกนั้นที่จะต้องติดอยู่กับแผ่นดินประเทศไทย ก็ล้วนแต่อาจจะต้องตกอยู่ในสภาพอนาธิปไตย ของ "สงครามกลางเมือง" ที่ทุกข์ยากแสนเข็ญเป็นที่สุด อย่างไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพวกพลังเงียบหรือไม่เงียบไม่ว่าซ้ายหรือขวาหรือกลางตกขอบ

ก็แล้ว ทางออกคือ อะไร?

คำถามนี้ไม่ยาก...คำตอบเป็นขั้นตอน.....คือ 

๑/ ทักษิณ..ออกไป  ๒/ ตั้ง รัฐบาลเฉพาะกาล ที่ปราศจากทักษิณนอไมนี่ เพื่อทำ ภาระหน้าที่เฉพาะกิจ .....นั่นคือ .... ๓/ กำหนดมาตรการที่มีผลทันทีในการปลดแอกสื่อสารมวลชน และวิทยุชุมชน เป็นอันดับแรกทันทีที่รัฐบาลเฉพาะกิจเริ่มทำงาน  ๔/ ปฎิรูปการเมืองรอบ ๒  คือ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้สามารถกำหนดกติกา อันยังให้เกิดความเป็นธรรมอย่างสมดุลแก่พลเมืองไทยทุกชนชั้นทุกกลุ่มผลประโยชน์ ที่มีระบบพิทักษ์คุณธรรมจริยธรรม กำกับพฤติกรรมของทุกอาชีพแลทุกวิชาชีพ ที่แน่นอนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอาชีพนักการเมือง ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และ โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็น "ผู้นำประเทศ" และ ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุล  ๕/ กำหนดมาตรการในการปฏิรูปสังคม ที่ต้องมี ระบบรัฐสวัสดิการ ให้เป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยแก่ เด็ก คนพิการ คนชรา สตรี และ มาตรการในการพิทักษ์สถาบันครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม  ๖/ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสของทักษิณ และ ร.ม.ต. ในรัฐบาลทักษิณทั้ง ๑ และ ๒ เรียงตัว (อดีต)นายกอันดับแรก ไล่เรียงลงมาให้ถ้วนทั่ว ทุกตัว(อดีต) ร.ม.ต.และ(อดีต)ทีมงาน รวมทั้งการตรวจสอบบุคคลขององค์กรอิสระและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ๗/ พิจารณานโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ อะไรจะยกเลิก  อะไรจะคงไว้    และพัฒนาต่อยอด ให้มั่นคง  มีประสิทธิภาพได้ประสิทธิผล ทั้งหมด ตั้งแต่ ข้อ ๓-๗ นี้ ต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กันอย่างเร่งด่วน โดยมีการกำหนดเงื่อนเวลากำกับ ที่ไม่ควรจะเกิน ๑-๒ ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้การบริหารจัดการประเทศ เข้าสู่กระบวนการตามครรลองที่วางให้เป็นการปกติต่อไป

แต่อย่างไรล่ะ ?

๑/ ทักษิณ..ออกไป

ทั้งนี้เท่าที่ประมวลได้ การเคลื่อนไหวเท่าที่ผ่านมาตั้งแต่ปรากฏการณ์สนธิ ของ ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั้น   เห็นว่า กระทำไปบนยุทธศาสตร์ของการหวังพึ่ง พลังอำนาจดึกดำบรรพ์ ด้วยการระดมประชาชนมาชุมนุมประท้วงกันมากๆ ด้านหนึ่งก็เพื่อใช้สนามการชุมนุมเป็นเวทีเปิดโปงทักษิณและระบอบทักษิณที่ฉ้อฉล  ปล้นประชาชน  ขายและล้างผลาญประเทศ อีกด้านหนึ่งก็หวังว่า "ปริมาณ" / "คุณภาพ" ของผู้ชุมนุม จะยังผลให้ทหารบางส่วนที่อาจจะไม่เอาทักษิณ กดดันทักษิณลาออก จึงยึดกลยุทธการยื่นถวายฎีกา ขอ นายกพระราชทาน แต่เนื่องจากถูกฝ่ายทักษิณและพลพรรคตีโต้กลับด้วยกลยุทธเดียวกัน ทั้งการชุมนุม ทั้งการยื่นถวายฎีกา บนความเหนือกว่าทางด้านกลไกรัฐ กลไกพรรค กลไกสื่อ และเม็ดเงิน และการจัดตั้งที่แน่นกว่า จนสามารถ เบี่ยงเบนประเด็นความไม่ชอบธรรมของทักษิณในฐานะผู้นำประเทศที่หมดความชอบธรรม เพราะไม่โปร่งใสด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน กลายเป็นประเด็น การรักษากติกาประชาธิปไตยหรือไม่รักษาไปได้อย่างหน้าด้านๆ เมื่อบวกกับการนำเสนอแนวคิดต่อต้าน นายกพระราชทาน ของ ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เหมือนว่าไม่เอาทักษิณ ที่บางคนถึงกับเรียกร้องให้องค์การนิสตินักศึกษาถอนตัวออกจากการร่วมกับฝ่ายพันธมติรฯ ก็ทำให้ฝ่ายพันธมิตรฯ เหมือนถูกแยกสลายและถูกบั่นทอนไปกว่าครึ่ง สถานการณ์จึงอยู่ในขั้นยันกัน โดยฝ่ายทักษิณและพลพรรค ก็ไม่สามารถแยกสลายม๊อบฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายพันธมิตรก็ไม่บรรลุเป้าในการกดดันให้ทักษิณลาออก ซึ่งนอกจากจะไม่ลาออกแล้ว ก็ยังสามารถเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อฟอกตัวเองได้อีกด้วย แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็สามารถขยายแนวร่วมได้อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ พอจะประมวลกลวิธีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้ในการขยายแนวร่วมและฐานมวลชนก่อนการเลือก/ลากตั้งอัปยศ 2 เมษา. 2549 ได้ ดังนี้ (หนึ่ง) ใช้การชุมนุมเป็นรูปแบบหลัก โดยให้การชุมนุมเป็น เวทีของการให้ข้อมูลข่าวสาร และมหาวิทยาลัยทางการเมืองของภาคประชาชน สลับกับการเดินขบวนไปประท้วงตามสถานที่สำคัญ (จรยุทธ) ร่วมกันต่อต้านสินค้าและธุรกิจในเครือชินคอร์ป-เทมาเซ็กสิงคโปร์ รวมทั้งในเครือพันธมิตรนายทุนที่หนุนและหรือร่วมอยู่ในรัฐบาลทักฯ ต่อต้านคนสิงคโปร์-ธุรกิจของสิงคโปร์ ซึ่งเป็น การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ที่มีผลต่อ ภาพลักษณ์ ของ ทักษิณ ในฐานะเผด็จการนายทุนนายตัวแทนนายทุนข้ามชาติ ภาพลักษณ์ ของ รัฐบาล/ตลาดหุ้นไทย ที่ไม่โปร่งใส เพราะผู้นำประเทศสมคบกับกองทุนรัฐบาลต่างชาติปั่นตลาดหุ้น ภาพลักษณ์ ของ รัฐบาลสิงคโปร์ ที่ไม่โปร่งใสสมคบกับกองทุนตัวเองและผู้นำประเทศไทย ทำการค้าอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งตรงนี้จะมีผลต่อทุกประเทศ ที่จะ หวาดระแวง กองทุนข้ามชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ชนชั้นกลางและนักุธุรกิจ ที่ไม่ได้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์จากทักฯ ทั้งในและนอกประเทศ ได้รับผลกระเทือนและออกมากดดันทักฯ หนุนช่วยการเคลื่อนไหวของขบวนการ "ทักษิณ..ออกไป" _หรือ ก็คือ การก่อให้เกิดพลังกดดันทั้งในและนอกประเทศ จึง นอกจากจะเคลื่อนไหวให้ทักษิณหมดความชอบธรรม ในฐานะผู้นำประเทศ  ในสายตาของพลเมืองไทยทุกภาคส่วนแล้ว ก็ยังต้องให้หมดความชอบธรรม หมดสง่าราศี ในสายตาของต่างประเทศอีกด้วย ......(สอง) ใช้การ เปิดโปงระบอบ ทักษิโณมิกส์ เป็นเนื้อหาหลัก ผ่านทุกช่องทางทุกรูปแบบ โดยโจมตีที่ หัวใจ ของระบอบ  อันได้แก่ การเทคโอเวอร์อำนาจรัฐ ตลาดหุ้น สัมปทาน การค้าเสรี การแปรรูปกิจการสาธารณูปโภค-น้ำไฟ-พลังงาน-การสื่อสาร ให้ เป็นของเอกชน จะได้ขายหรือเปิดช่องให้ทุนต่างชาติ  เข้ามาเขมือบได้อยากสะดวกโยธิน  จึงต้องเคลื่อนไหวคัดค้าน ให้หยุดพฤติกรรมในการนี้อย่างเด็ดขาด โดยใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมาย และมาตรการชุมนุมหยุดงานกดดัน พร้อมๆไปกับการต้องเฝ้าระวังการเคลื่อนไหว พฤติกรรมการออกกฎหมายเพื่อ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมทั้ง การออกสัมปทานที่เอื้อทุนต่างชาติทั้งหมด ที่ต้องให้ยุติไว้ก่อนทั้งหมด ซึ่ง เครือข่ายพันธมิตรฯ โดย องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคฯ นำโดย คุณรสนา  ประสบผลสำเร็จในการ ชนะคดี ก.ฟ.ผ. ที่ยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครองฯ ( โดยพนักงานรัฐวิสาหกิจนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นพักๆ-แต่งดำ ฯลฯ) และ ที่สำคัญยังมีเป้าหมายการเผยแพร่ข่าวสารอยู่ที่ การให้ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นรูปธรรมแก่ รากหญ้าที่เมาประชานิยม ด้วยการเผยแพร่วีซีดีเรื่องอาร์เจนติน่าของคุณนิติภูมิ นอกเหนือไปจากการสัญจรการชุมนุมไปตามหัวเมือง

(สาม) พร้อมๆกับการเปิดโปง ก็ นำเสนอ แนวทาง องค์ประกอบ จุดมุ่งหมายของการปฏิรูปการเมืองรอบ ๒ -การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อ "ล้าง" ระบอบทักษิโณมิกส์ ผลพวงอะไรของระบอบที่เหลือซึ่งต้องพัฒนาต่อไป (โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่รากหญ้าชอบ เช่น การเอาเงินหวยมาให้ทุนการศึกษา อาจจะยกระดับเป็นเอาเงินหวยมาลงทุนปรับโครงสร้างบุคคลากรทางการศึกษา ให้สนองผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนพิการทางสมอง ฯลฯ)  และอะไรที่ต้องล้างบางให้สิ้นซากหรือหมดจดที่สุด เช่น มีกี่มาตรที่ต้องแก้ กี่มาตรที่ต้องเพิ่ม อะไรบ้าง ฯลฯ ที่สำคัญคือ เรื่องจริยธรรมคุณธรรมของผู้คนในสังคมตั้งแต่ระดับผู้นำปะเทศ ไปจนถึงระดับรากหญ้านั้น จะบัญญัติหรือตรากันเป็นรายลักษณ์อักษรไว้ในกฎหมายกันอย่างไร?.......(สี่) เตรียม แผนรับมือการก่อสถานการณ์รุนแรงในระหว่างการชุมนุมของภาคประชาชน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น การแทรกตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมก่อความวุ่นวายแล้วปราบ ม๊อบชนม๊อบแล้วปราบ หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน ฯลฯ

๒/ ตั้ง รัฐบาลเฉพาะกาล ที่ปราศจากทักนอไมนี่ เพื่อทำ ภาระหน้าที่เฉพาะกิจ

จะต้องมี การจัดตั้งสถาบันหรือพรรคการเมืองภาคประชาชน ที่มีลักษณะซึ่งสามารถดำเนินการทางการเมืองของภาคประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ด้วย อุดมการณ์ และ ทฤษฏี รองรับซึ่งสอดคล้องกับสภาพฐานรากและวุฒิภาวะทางการเมืองของสังคมประเทศไทย

๓/ ปฎิรูปการเมืองรอบ ๒ คือ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้สามารถยังความเป็นธรรมอย่างสมดุลแก่พลเมืองไทยทุกชนชั้นทุกกลุ่มผลประโยชน์ ที่ต้องมีระบบพิทักษ์คุณธรรมจริยธรรม กำกับพฤติกรรมของทุกอาชีพแลทุกวิชาชีพ ได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอาชีพนักการเมือง ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และ โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็น "ผู้นำประเทศ" และ ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุล 

ใน การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญไว้ซึ่งเนื้อหา ดังต่อไปนี้ ๓.๑ มาตรการป้องกันรัฐบาลและหรือระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ  ๓.๒ สิทธิและหน้าที่แห่งพลเมืองในการเข้าร่วม ในกิจกรรมการใช้มาตรการอารยะขัดขืน และกิจกรรมในการล้มล้าง รัฐบาลทรราชและหรือพรรคการเมืองทรราช รวมทั้งการกดดันถอดถอนนักการเมืองที่ฉ้อฉล  ๓.๓ มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ของ บุคคลและคณะบุคคลที่จะเข้าสู่และอยู่ในกลไกอำนาจรัฐทุกรูปแบบ ห้ามผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนดำรงตำแหน่งสำคัญ ที่ให้คุณให้โทษต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างเด็ดขาด ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ๓.๔ มาตรการปิดทางตันทางการเมืองทุกทางที่กำลังประสบอยู่ ณ วันนี้ เช่น การยุบสภา การได้มานายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศในสภาพสุญญากาศทางการเมือง เป็นต้น ๓.๕ มาตรการในการปกป้องทรัพยากร ๓.๕ มาตรการกำหนดเป็นข้อกฎหมายให้มีสภานักวิชาชีพนักการเมือง ๓.๖ กำหนดให้คดีฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่นทั้งของข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา มีโทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิต-จำคุกตลอดชีวิต และไม่มีหมดอายุความ ๓.๗

๔/ กำหนดมาตรการในการปฏิรูปสังคม ที่ต้องมี ระบบรัฐสวัสดิการ ให้เป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยแก่ เด็ก คนพิการ คนชรา สตรี และสถาบันครอบครัว อย่างเป็นรูปธรรม

เช่น ให้มีบ้านพิทักษ์สิทธิ์ในชุมชนสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยแบบมีทีมบุคลากรดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม กระจายอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ ฯลฯ

๕/ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลทักษิณ ๑ และ ๒ เรียงตัว (อดีต) นายกอันดับแรกไล่เรียงลงมาให้ถ้วนทั่วทุกตัว(อดีต) ร.ม.ต.และ(อดีต)ทีมงาน รวมทั้งองค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตั้งคณะกรรมการจากศาลและสถาบันตุลาการ/อัยการ/สมัชชาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินอดีตรัฐมนตรีและรัฐมนตรีและแกนนำของพรรคไทยรักไทยทุกคนอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะทักสินและครอบครัว นางสุดารัตน์ นายสุริยะ นายยุทธ.......

๖/ กำหนดมาตรการที่มีผลในทันที ในการปลดแอกสื่อสารมวลชนและวิทยุชุมชน เป็นอันดับแรกทันทีที่รัฐบาลเฉพาะกิจเริ่มทำงาน

เร่งออกกฎหมายลูกรองรับเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชน

๗/ กำหนดนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ อะไรจะยกเลิก อะไรจะคงไว้และพัฒนาต่อยอดให้มั่นคงมีประสิทธิภาพได้ประสิทธิผลต่อไปได้อย่างไร

นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักฯ ที่สมควรจะต้องดำเนินการต่อไป และพัฒนาต่อยอดให้ยั่งยืนมั่นคง มีดังนี้ ๑ สามสิบบาทรักษาทุกโรคกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อม SME การเอาเงินกองสลากและเงินหวยสองตัวสามตัวมาพัฒนาสวัสดิการสังคม และ เป็นทุนเริ่มต้นดำเนินการทางด้านสวัสดิการสังคมใหม่ๆ สำหรับ เด็ก คนพิการ คนชรา สตรี และสถาบันครอบครัว

เพิ่มเติม: หลังพระราชดำรัส 25 เมษายน 2549

อ้างอิง

จำแนกคนไล่ทักษิณ / ร่วมกันต่อต้านสินค้าและธุรกิจในเครือชินคอร์ป-เทมาเซ็กสิงคโปร์ ๑ /รวมทั้งธุรกิจในเครือพันธมิตรนายทุนหนุน-ร่วมรัฐบาลทักฯ ๒ /ต่อต้านกลุ่มนายทุนนายหน้า ๓ /แผนรับมือการก่อสถานการณ์รุนแรงในระหว่างการชุมนุมของภาคประชาชน

big page /วอนฟ้าห่มดาว