2549me

ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์:แผนเปลี่ยนการปกครองไทย ?

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ

ตอนที่ ๑ /18 พฤษภาคม 2549

บทความนี้จงใจใช้ชื่อเพื่อเรียกร้องให้คนไทยที่รักแผ่นดินรีบช่วยกันคิด ท้ายชื่อมีเครื่องหมาย ? ไว้ให้เป็นคำถาม เพื่อทุกคนจะได้ตรวจสอบใคร่ครวญเอาเอง ไม่ต้องเชื่อใคร รวมทั้งผม โดยปราศจากหลักฐานและเหตุผล
       
       ผมภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ถึงผมจะบ่นบ้าไม่พอใจวิบัติกรรมต่างๆ ของบ้านเมือง ผมก็มองโลกในแง่ดีว่าสังคมไทย มีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่เหมือนใคร คือ
       
       หนึ่ง สังคมไทยนั้นเป็นสังคมแห่งความรัก มิใช่ความเกลียด
       
       สอง เมื่อถึงคราวอับจน ไทยสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยปัญญา
       
       สาม เมื่อถึงเวลา คนไทยพูดกันรู้เรื่อง
       
       หากเป็นเช่นนี้จริง ผมเชื่อว่าเราจะรักษาความเป็นไทยไว้ได้
       
       แต่เดี๋ยวนี้ชักจะไม่จริงเสียแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและคณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.ทั้ง 4 เป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจภาษาไทย ฟังพระราชดำรัสก็ไม่เข้าใจ ฟังศาลก็ไม่เข้าใจ ซ้ำสวนกลับมาแบบสำราก เช่น เป็นเสือจะกัดคนที่เอาไม้มาแหย่บ้าง กระชากกลับพระราชดำรัสเรื่องพรรคเดียวคนเดียวไม่เป็นประชาธิปไตยว่า ไม่เป็นจะบัญญัติไว้ในกฎหมายทำไม อยากพูดอะไรก็พูด น่าเสียใจ
       
       บุคคลที่ผมพูดถึงข้างต้นนี้กับพรรคพวกลิ่วล้อที่พากันตามแห่ตามเชียร์กำลังพากันทำลายคุณสมบัติของความเป็นไทยทั้ง 3 ข้อ
       
       เวลานี้เรามองเห็นชัดแล้วว่าคนไทยมิได้ช่วยกันแก้ปัญหาด้วยความรักความเข้าใจ สำนึกว่าเราเป็นคนไทยลูกพ่อเดียวกัน ผู้มีอำนาจกลับเป็นผู้ตอกย้ำความแตกแยก ความเป็นเขาเป็นเรา ระหว่างผู้ที่สนับสนุนกับผู้ที่ไม่สนับสนุน จังหวัดที่เลือกกับจังหวัดที่ไม่เลือก คนชั้นกลางในกรุงกับคนชนบท ภาคเหนือกับภาคใต้ ฯลฯ การเรียกร้องความรักให้กับตนโดยยุยงให้เกลียดและทำร้ายคนอื่นนั้นเป็นอาชญากรรมการเมืองที่เลวร้ายยิ่ง
       
       การแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แทนที่จะสำเหนียกว่าคนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว แทนที่จะใช้สติปัญญา พยายามอ่อนน้อม ยอมรับผิด กลับเกรี้ยวกราดโกรธาด่าทอ ยกยอยกหางตนเองว่าเก่งกฎหมาย เข้าใจประชาธิปไตย เข้าใจโลกาภิวัตน์ แม้ศาลวินิจฉัยว่าผิด แม้พระราชกฤษฎีกาถูกคว่ำก็ต้องย้ำว่าศาลต่างหาก ผู้อื่นต่างหากที่โง่ไม่เข้าใจ ตนเองไม่มีอะไรบกพร่อง ไม่ยอมรับผิดชอบลาออก
       
       ผมนึกไม่ถึงว่า ทักษิณ วาสนา ปริญญา จารุภัทร และวีรชัย จะน่าทนได้ถึงเพียงนี้ (โปรดกรุณาอย่าพิมพ์คำว่า "น่า" ผิดหรือทำให้ความหมายแปรไป) ผู้คนและสื่อที่อดรนทนไม่ได้ก็ประโคมโจมตีว่าท่านทั้งเหลี่ยมทั้งหนา ทั้งหน้าด้านหน้ามึน ฟังแล้วผมหดหู่ใจยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อเกิดการเผชิญหน้าและท้าทายกันด้วยกำลังระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล ผมรู้สึกว่ารัศมีอำมหิตของความเกลียดชังกำลังแผ่คลุมบรรยากาศของประเทศไทย
       
       ผมหลับตาเห็นภาพจลาจลกลางถนนในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ แล้วไม่สบายใจ ภาวนาขออย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเราเลย เดี๋ยวมันจะกลายเป็นวิถีชีวิตของสังคมใหม่ไปอีกนาน
       
       พฤติกรรมของทักษิณและพลเอกวาสนากับพวกที่ออกมาในทำนองเดียวกัน เป็นสิ่งที่น่าศึกษาว่าเป็นเช่นนี้ได้เพราะอะไร เพราะภูมิหลังทางการศึกษาและอาชีพ หรือว่าผลประโยชน์ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เหมือนขบวนการค้ายาเสพติดซึ่งเข้าไปแล้วไม่มีวันจะปลีกตัวได้ นอกจากจะยอมเสี่ยงชีวิตเพราะเขาจะปิดปาก
       
       แต่ที่น่ากลัวที่สุด ถ้าหากความเหนียวแน่นระหว่างทักษิณกับ กกต.เป็นเพราะความเป็นเอกภาพและมีอุดมการณ์ใหม่ทางการเมืองร่วมกัน
       
       ผมไม่มีคำตอบ และไม่มีเวลาศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง แต่หวังว่าสังคมไทยคงมีต้นทุนทางปัญญาพอที่จะศึกษาหาความจริงได้
       
       คำถามต่อไปที่สำคัญยิ่งก็คือ ถ้าเช่นนั้น การกระทำทั้งหมดและบุคคลคณะดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ฟินแลนด์หรือ แผนเปลี่ยนการปกครองไทยหรือไม่
       
       สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมถูกพาดพิงถึงปฏิญญาหรือยุทธศาสตร์ฟินแลนด์หลายหน โดยผมมิได้รู้เห็นด้วย บังเอิญคำนูญ สิทธิสมาน เขียนถึงปฏิญญาฟินแลนด์ ในขณะที่ผมเขียนถึงยุทธศาสตร์ทักษิณ ในผู้จัดการฉบับเดียวกัน มีเนื้อหาหลักๆที่สอดคล้องคล้ายคลึงราวกับนัดกันมาเขียน
       
       ผมเป็นคนรักความจริงและความยุติธรรม ผมจะไม่มีวันกล่าวหาใครโดยปราศจากหลักฐานตรวจสอบแล้วจนสิ้นสงสัย กับทั้งผมสนใจการกระทำมากกว่าสนใจตัวบุคคล
       
       ผมต้องสารภาพว่า ผมไม่ทราบว่าปฏิญญาฟินแลนด์หรือยุทธศาสตร์ฟินแลนด์นี้มีอยู่จริงหรือไม่ มีใครบ้างช่วยกันสร้างขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อใด มีสาระสำคัญว่าอย่างไร ผมเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เมื่อไม่กี่วันนี้จากคณาจารย์หลายท่านที่มาเยี่ยม ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจติดตามศึกษาให้รู้ความจริง เพราะถ้าเป็นความจริง เราจะอยู่นิ่งไม่ได้ ถ้ารู้ว่ามีกลุ่มบุคคลจงใจสมคบกันจะทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อย่างไร
       
       ผมยังไม่กล้าพูดถึงยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ แต่ผมกล้าพูดว่าผมรู้จักประเทศฟินแลนด์และประเทศสวีเดนดี รู้จักความเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการต่างด้าวในสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ดี เพราะครั้งหนึ่งผมเคยไปร่วมขบวนการต่อต้านสงครามอเมริกันในเวียดนามที่นั่น
       
       ผมกล้าพูดว่าที่สวีเดนมีบุคคลที่ต้องการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ออกเว็บไซต์โจมตีพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์ ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นสำเนาพิมพ์มาจากเว็บไซต์นั้นเล่มเบ้อเริ่ม
       
       ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นภาพถ่ายแหล่งผลิตและบริเวณใกล้เคียง ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นเอกสารธนาคาร ผมกล้าพูดเพราะเห็นชื่อบุคคลที่ส่งเงินว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับพรรคไทยลักไทย ผมกล้าพูดว่านายกรัฐมนตรี ตำรวจ และรัฐบาลย่อหย่อนไม่ติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้
       
       ผมไม่กล้าพูดว่าเว็บมนุษยะดอทคอมนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ฟินแลนด์โดยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น
       
       มันเป็นความบังเอิญที่เหนือบังเอิญ ที่องค์ประกอบหลักของยุทธศาสตร์ฟินแลนด์มาพ้องกับยุทธศาสตร์ทักษิณของผมเข้าทั้ง 5 ข้อ ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์จะมีจริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ สำคัญที่ระบบพฤติกรรมทั้ง 5 ข้อที่ผมเรียกว่ายุทธศาสตร์ทักษิณมีจริงหรือไม่ ผมไปได้ 5 ข้อนี้มาจากที่ไหน อย่างไร
       
       ขอเรียนสั้นๆว่า ผมได้ศึกษาพฤติกรรมของรัฐบาลทักษิณมาแต่เริ่มต้น ได้วิเคราะห์การกระทำนั้นๆ ด้วยตนเอง ได้อ่านบทความและฟังความหลายๆ ฝ่าย ทั้งที่โปรและแอนตี้ทักษิณ เกิดความรู้สึกว่า เราปล่อยให้ 5 ปีผ่านไปเฉยๆ ได้อย่างไร ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ Ideology หรืออุดมการณ์การเมืองใหม่ ก็น่ากลัวมาก ถ้าเป็นเรื่องวิวัฒนาการที่มันค่อยๆ เกิดขึ้นเอง แบบมันเป็นเช่นนั้นเอง ก็ค่อยยังชั่ว ที่อ้างว่าเรารู้ทันทักษิณ เรามองเห็นมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นต่อสถาบันและระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ
       
       ผมคิดว่าจำเป็นที่ผมจะต้องตอกย้ำเรื่องยุทธศาสตร์ทักษิณทั้ง 5 ข้ออีกครั้ง โดยอธิบายแต่ละข้อให้ละเอียดขึ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะให้ผ่านไปเหมือนลมโชย ขอย้ำอยากหนักแน่นว่า ผลงานหรือการกระทำหรือความเป็นไปของการเมืองไทยที่ผมมาเรียกชื่อเอาทีหลังว่ายุทธศาสตร์ทักษิณและระบอบทักษิณได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นขั้นเป็นตอน เป็นจริงเป็นจัง เป็นรูปเป็นร่าง หากดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะครบสมบูรณ์ในตอนที่เราจะไมมีพระมหากษัตริย์และประชาธิปไตยแบบที่เราต้องการอีกต่อไป
       
       ในสัปดาห์ที่แล้วผมได้กล่าวถึงลักษณะโดยสังเขปของยุทธศาสตร์ทักษิณไว้ดังนี้
       
       "ยุทธศาสตร์ทักษิณ - จะมีชื่อว่าอะไรก็ตามแต่-ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยกลุ่มคนที่มีสมองเยี่ยมในแผ่นดิน มีประสบการณ์โชกโชนทั้งในเมือง ในป่า และในมหานครของโลก มีเป้าหมายหลักอยู่ 5 ประการ (1) สร้างระบบการเมืองเป็นระบบพรรคเดียว (2) ทำลายความเข้มแข็งแบบเก่าของระบบราชการ โดยทำให้ระบบราชการต้องรับใช้ระบบการเมืองโดยไม่มีเงื่อนไข (3) แปลงสินทรัพย์ของรัฐให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี (4) ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์ให้มากที่สุด...และ (5) สร้างระบบพรรคแบบรวมศูนย์การนำสูงสุด เป็นพรรคของกรรมการ แบบ cadre party แต่แฝงอยู่ในเสื้อคลุมหรือเปลือกนอก (ที่หลอกลวง) ว่าเป็นพรรคมวลชน...."
       
       ขอให้ท่านผู้อ่านพยายามนึกย้อนกลับไปดูผลงานของพรรคไทยรักไทยตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เฉพาะในข้อที่ 1 กับข้อที่ 5 ก่อน ดังนี้
       
       (1) การสร้างพรรคมวลชนจำลอง โดยวิธีการตลาดแบบเข้าถึงตัวโดยตัวบุคคลที่อยู่ในกลไกการปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ตามด้วยการส่งบัตรสมาชิกพรรคพร้อมเสื้อยืดหรือบางกรณีแจ็กเกตถึงหัวหน้าครอบครัวในชนบททางไปรษณีย์ด้วยวิธีการตลาดที่มีประสิทธิภาพ สร้างความประทับใจอย่างที่ไม่เคยมีในชีวิต ผลก็คือมีสมาชิกซื้อตรงในเบื้องแรกเกือบ 12 ล้านคน ติดตามด้วยมาตรการประชานิยม เพิ่มจำนวนอีกมหาศาล
       
       (2) การซื้อ ส.ส.และผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคอื่น การลงทุนจ่ายเงินสู้เลือกตั้งให้พรรคอื่น การรวมพรรค ซื้อพรรค ควบ และยึดพรรค และการพิชิตเลือกตั้งแบบเสร็จ เป้าหมายสูงสุดของการเป็นพรรคเดียวกำลังจะสัมฤทธิผลในการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 นี้ หากไม่ถูกยับยั้งเสียก่อน โดยพระราชดำรัส 25 เมษายน และศาล ขณะนี้กำลังหาหายุทธวิธีออกมาตอบโต้
       
       (3) การสร้างทีม และส่งคนเข้าควบคุมจุด "ลมปราณ ขององค์กรอำนาจรัฐ เช่น กกต. ปปง. สลากกินแบ่ง ศาลรัฐธรรมนูญและอื่นๆ โดยเฉพาะทีมตำรวจที่รู้ใจรู้สันดาน การเพิ่มยศ เพิ่มลาภและจับวางกันไว้ในตำแหน่งสูงสุด ยกกรณีส่งตำรวจเข้าคุม กกต.เป็นตัวอย่าง พล.ต.อ.วาสนา คือใคร ในสมัยสังกัดกระทรวงมหาดไทยอย่างมากวาสนาก็เป็นแค่พ.ต.อ.ซึ่งด้อยอาวุโส และอยู่ใต้บังคับบัญชาของคนชื่อปริญญาและวีระชัย ที่เป็นผู้ว่า อธิบดีและรองปลัดกระทรวงมาโชกโชน วาสนาไม่ได้ยศเพราะเป็นนายตำรวจที่ดีเด่น แต่ได้มาเพราะเป็นเด็กการสร้าง นอกวงการตำรวจจนกระทั่งได้เป็นพล.ต.อ. ควรไปศึกษาประวัติดู ทักษิณเป็นนายกฯ ที่ขอยศพล.ต.อ.และเลื่อนยศให้ตำรวจนอกกรมมากที่สุด จนกระทั่งภายหลังในหลวงไม่ทรงโปรดลงพระปรมาภิไธย ตำรวจเหล่านี้ล้วนแต่เอามาคุมอำนาจ การเงินและการเมืองทั้งสิ้น เลขาธิการ กกต. แค่พล.ต.ต. อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องเป็นลูกน้องผู้ว่าฯ แต่กลับมาเป็นนายผู้ว่าฯ อาวุโสรองปลัดกระทรวงที่อยากมาเป็นรองเลขาธิการ
       
       การเพิ่มยศนั้นโจ่งแจ้งกว่าเพิ่มลาภ แต่การเพิ่มลาภแนบเนียนและซาบซึ้งกว่า เพราะสามารถทำให้คนที่ไม่เคยมี สามารถมีบ้านตีกอล์ฟในต่างประเทศ มีทุนให้ลูกไปเรียนเมืองนอก มีเงินให้บินไปพักผ่อนดูงานจากงบกองสลากและอื่นๆ มากมาย คนที่รับราชการสุจริตจะมีทางหรือ สิ่งเหล่านี้ในประเทศประชาธิปไตยจะต้องพากันติดคุกหัวโตทั้งคนให้คนรับ แต่ในเมืองไทยกลับมีพรรคกตัญญูรู้คุณหมอบลาภคาบแก้ว แม้จะยกชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาอ้อนวอนถึง 2-3 ครั้งก็แกะไม่ออก เพราะบุญคุญท่วมหัว
       
       (4) เหตุในข้อ 3 จึงมีการขันน็อต-คลายเกลียวการปฏิบัติงานใน กกต.ให้สมประโยชน์พรรคเดียว ไม่ว่าจะเป็นการประชุมโดยไม่ต้องประชุม การออกกฎและระเบียบโดยลืมลงราชกิจจานุเบกษาการออกใบเหลืองใบแดงเปลี่ยนไปมาโดยยังมิได้มีการลงนาม ฯลฯ ยังมีอีกเหลือคณานับจนถูกเปิดโปงและฟ้องนับไม่ถ้วน เดี๋ยวนี้โจษจันกันอยู่ว่า กกต.ไม่กล้าออกเพราะกลัวถูกเช็กบิล บางเสียงก็บอกไมใช่ ไม่กล้าออกเพราะมีคนสั่ง ขืนออกศาลฎีกาตั้งคนกลางจริงๆ พรรคใหญ่จะต้องถูกยุบแน่
       
       (5) ผลสืบเนื่องจากข้อ 4 ก็คือการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน มีวาระซ่อนเร้น เพราะก่อนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเพียง 17 วัน จะได้ใช้การตลาดแบบซื้อเหล้าแถมเบียร์ ให้ผู้แทนอุ้มวุฒิเข้าสภาเพื่อทั้งสองสภาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ต่อไปการตรวจสอบแต่งตั้งอะไรท่านหัวหน้าพรรคก็คุมได้ นี่หรือจะมิใช่ระบบพรรคเดียวในความเป็นจริง
       
       (6)การปฏิบัติงานใน ครม. ในสภาผู้แทนราษฎร เสนาะ วิจารณ์ว่าติดคุกขอ นั่นยังน้อยไป ผมเคยสรุปแล้วว่านี่ไม่ใช่พรรคมันเหมือนอั้งยี่ ที่เรียกว่าพรรค เป็นพรรครวมศูนย์ รวบอำนาจ เป็นทาสหัวหน้า
       
       ผมยังเขียนได้อีกหลายสิบหน้า แต่จำต้องจบ ขอให้ท่านผู้อ่านกลับไปอ่านพระราชดำรัสหลายๆ เที่ยว ขอให้พวกเราติดตามให้กำลังใจศาล ศาลจะต้องกู้ชาติตามที่ในหลวงทรงขอ แล้วพวกเราเล่า จะพากันอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ กกต.เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ทักษิณทำลายระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขต่อไปง่ายๆ กระนั้นหรือ

ที่มา: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000065158

ตอนที่ ๒/ 18 พฤษภาคม 2549

ผมเขียนตอนที่ (1) ของบทความนี้ก่อนที่พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ จะลาออกและก่อนที่เลขาธิการประธานศาลฎีการายงานผลการหารือและความเห็นร่วมของสามประธานศาลคือ ศาลฎีกา ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อบ่ายวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2549 หลังจากรายงานศาล เลขาธิการ กกต.ออกมาชี้แจงว่า ศาลจะว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องของศาล กกต.ที่เหลืออยู่อีก 3 นายจะไม่ลาออก เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องทำงานต่อไป
       
        ความประพฤติของ กกต.จนกระทั่งถึงวันนี้ไม่ต่างอะไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวคือ สุดที่จะอดทน คิดและอ้างว่าตนเป็นคนที่จะขาดไม่ได้ ขาดตนแล้วบ้านเมืองจะล่มจม ประชาธิปไตยจะล้มสลาย
       
        ผมเคารพสิทธิของทั้ง 4 นายที่จะคิดเช่นนั้น แต่คนอื่นก็มีสิทธิจะคิดต่างอย่างไรก็ได้ ว่าที่ไม่ยอมออกมีเหตุผลดังนี้ (1) กลัวเพราะนั่งทับขี้มีความผิด (2) ติดยึดผลประโยชน์ไม่ยอมลง (3) มั่นคงกตัญญูต่อมูลนายทีให้ทั้งยศทั้งลาภ (4) ซึมทราบในอุดมการณ์ใหม่ ต้องอยู่ช่วยสร้างไทยให้เป็นระบบพรรคเดียว (5)เสียวไทยลักไทยจะถูกยุบ
       
        นักธุรกิจสาวร้อยล้านคนหนึ่งโทร.มาต่อว่าว่าผมเอาเรื่องอะไรมาเขียน คืนเดียวกันนั้น ผมไปงานกินเลี้ยง เมียของเพื่อนที่เป็นอดีตผู้ว่าฯ หลายจังหวัดก็ตั้งคำถาม (หรือกล่าวโทษ) ขบวนการต้านทักษิณคล้ายๆ กัน คือคล้ายกับเหตุผลของกองเชียร์ทักษิณ หลังจากซักถามอธิบายกันอยู่นานจึงถึงบางอ้อ
       
        ผมมหัศจรรย์ใจจริงๆ ที่คนเหล่านี้ ไม่เคยรับรู้หรือได้ยินพระราชดำรัส วันที่ 25 เมษายน ทุกคนเข้าใจว่าพวกที่คัดค้านรวมทั้งศาลเป็นลูกน้องสนธิ เป็นพวกลูกอีอิจฉา พากันรังแกทักษิณซึ่งเป็นนายกฯ คนโปรดของพระเจ้าอยู่หัว ทั้งอ้างว่าในหลวงทรงแสดงทางอ้อมครั้งแล้วครั้งเล่าว่า รักในหลวงห่วงประเทศชาติต้องไม่ขาดทักษิณ ผมว่ากลไกโฆษณาชวนเชื่อของ ทรท.ช่างไร้เทียมทานจริงๆ
       
        ทีแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆให้เรื่องนี้จบ 2 ตอน อธิบาย 5 ลักษณะความเคลื่อนไหวของยุทธศาสตร์ทักษิณ ผมต้องเปลี่ยนใจ พร้อมกับใคร่ขอร้องให้สื่อ โดยเฉพาะสื่อของรัฐที่เป็นโทรทัศน์และวิทยุ ช่วยนำเอาพระราชดำรัสและเรื่องที่เกี่ยวข้องมาเผยแพร่และอธิบายให้ประชาชนฟังมากๆ และบ่อยๆ หน่อย รวมทั้งความเห็นศาลข้างล่างนี้
       
        คัดมาบางตอน เปลี่ยนอักษรใหญ่ทึบขึ้นหรือขีดเส้นใต้ ส่วนที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านเน้นและทำความเข้าใจ
       
        รายงานข้อปรึกษาและความเห็น 3 ประธานศาล 16 พฤษภาคม 2549
       
        “ศาลไม่อาจเข้าร่วมดำเนินการกับ กกต.ทั้ง 4 คนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปร่วมมือในรูปแบบใดก็ตาม เหตุผล เนื่องจาก กกต. ชุดนี้ ได้ถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนแล้วว่า ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
       
        การที่ กกต.ทั้ง 4 ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ทำความเสียหายให้เกิดแก่ประเทศชาติอย่างมาก หากปล่อยให้ทำหน้าที่หรือจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้นอีกก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะไม่สามารถดำเนินการให้การเลือกตั้งเรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรม ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ”
       
        ด้วยเหตุผลดังกล่าว ที่ประชุมทั้ง 3 ศาล จึงมีความเห็นว่า ศาลจะเข้าไปมีส่วนร่วม ในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ก็ ต่อเมื่อมีการสรรหาและแต่งตั้ง กกต.ชุดใหม่จากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง เป็นอิสระ ปราศจากบุญคุณ ความแค้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งการดำเนินการใน เรื่องนี้จะสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อ กกต.ทั้ง 4 คน ได้เสียสละลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ เพื่อเปิดทางให้มีกระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อเสนอให้วุฒิสภาคัดเลือกดำเนินการต่อไปได้ ส่วนที่ มีข่าวว่ามี กกต. 1 คน เสียสละลาออกจากตำแหน่งนั้น นายจรัล กล่าวว่า ที่ประชุมประธาน 3 ศาล ก็ได้แสดงความชื่นชมในความเสียสละและความสำนึกรับผิดชอบในภารกิจของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่า กกต.ที่เหลืออีก 3 คน จะใช้ช่วงโอกาสนี้เสียสละเพื่อประเทศชาติตามแบบอย่างที่ดีต่อไป”
       
        บุคคลชั้นนำของไทยตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมาจนถึง กกต.ฟังภาษามนุษย์ธรรมดาไม่เข้าใจ ความจริงไม่ต้องคอยจนถึงขนาดนี้ ฟังพระราชดำรัสหลายต่อหลายครั้ง ฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ก็จะต้องละอายใจลาออกแล้ว ไม่ต้องคอยให้มาย้ำแล้วย้ำอีก นายกฯ ก็เหมือนกันทำลับๆ ล่อๆ หนีไปเที่ยว ไปชอปปิ้ง ไปตีกอล์ฟ ลอยหน้าลอยตาบอกว่าว่างงาน เคยได้ยินบ้างไหมไม่กี่เดือนนี้ นายกฯ เกาหลีใต้เขาลาออก เพราะละอายใจที่มัวแต่ไปตีกอล์ฟ กลับมาแก้ปัญหาฉุกเฉินไม่ทัน บ้านเราไม่มีปัญหาเช่นนั้นหรือ ภาคใต้สงบแล้วหรือ หรือจะเอาแต่งานง่ายๆ พอจะได้หน้าก็เริดกลับมา ไม่นึกถึงความกระอักกระอ่วนของคนอื่นบ้าง
       
        ผมอยากสรุปเหลือเกินว่าความหนาแน่นระหว่างทักษิณกับวาสนา เป็นเพราะต่างก็มีสัมพันธ์ลับ ต่างก็มุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ทักษิณที่จะสร้างการเมืองระบบพรรคเดียวให้กับประเทศไทย แต่ผมยังไม่สรุป ผมยังไม่รู้แน่ว่าเป็นความมั่ว หรือเป็นเรื่องของระบบ แต่ทั้งสองอย่างล้วนแก้ตัวไม่ขึ้นทั้งสิ้น
       
        ระบบนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ว่าดังนี้
       
        “แต่ว่าเท่าที่ฟัง ดูมันเป็นไปไม่ได้ ในการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เลือกตั้งขึ้นพรรคเดียว เบอร์เดียว ไม่ใช่ทั่วไป อย่างมีคนที่สมัครเลือกตั้งคนเดียว มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตย”
       
        พอวันที่ 4 พฤษภาคม พล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ ก็สวนกลับมาทันที
       
        “ประการที่ 2 กกต.คำนึงตลอดเวลา และวิเคราะห์สถานการณ์ตลอด บอกว่าการเลือกตั้งลงคนเดียวไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วไปเขียนกฎหมายไว้ทำไมละครับในมาตรา 74 ให้สมัครคนเดียวได้ คนเดียวลงเลือกตั้งได้ถ้าไม่ถึง 20% ต้องเลือกตั้งใหม่ เขียนไว้ทำไม ผมเขียนหรือใครเขียน ผมเขียนเหรอ และบอกว่าลงคนเดียวไม่ประชาธิปไตย นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด น่าเสียดาย น่าเสียใจ นะครับท่าน”
       
        วาสนาย่อมมีสิทธิแก้ตัวว่าไม่ได้หมายความถึงพระองค์ท่าน แต่วาสนาก็ควรจะสำนึกและกราบทูลขอพระราชอภัยบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ และพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบ แต่ก็มิได้กระทำ จนกระทั่งสมาคมนายทหารนอกราชการทนไม่ได้รวมตัวกันมาฟ้องวาสนา เรื่องการฟ้องหมิ่นพระบรมเดชาฯ นี้ในหลวงทรงเดือดร้อนไม่อยากให้ฝ่ายใดกระทำ น่าจะมีวิธีแก้อย่างอื่นที่ไม่ระคายพระยุคลบาท
       
        ผมขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม เรื่องกลอุบายจัดม็อบมาชนม็อบ หรือการระดมคนมาให้กำลังใจ วิธีการของวาสนากับทักษิณไม่ต่างอะไรกันเลย ไม่ต่างแม้แต่กุหลาบชมพูที่พากันถือมา เมื่อวานนี้ ที่ 17 พฤษภาคม กลุ่มผู้สนับสนุนของวาสนาพากันมาที่ กกต. หลังจากบีบน้ำตากันแล้วก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่ไปปลดป้ายของฝ่ายที่สนับสนุนศาลมากดดัน กกต.มิหนำซ้ำยังใช้ร่มตีและด่าทอนักข่าว และลามปามด้วยวาจาและติดป้ายว่าพวกที่ต่อต้าน กกต.เป็นพวก “ขายชาติ” เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ที่คม-ชัด-ลึก และที่อุดรธานี อีกหน่อยระบาดไปทั่วประเทศไทย เพราะตำรวจถ้าไม่ทำตาปริบๆ ยืนดูเฉยๆ บางครั้งกลับอำนวยความสะดวกให้กลุ่มอันธพาลด้วย
       
        มีคนบอกผมว่า กกต.เดี๋ยวนี้ถูกคุมด้วยตำรวจ มีการโอนตำรวจแบบยกโขยงมา นักข่าวหญิงบางกอกโพสต์บอกผมว่ามีถึง 1,500 คน กินเงินเดือน สามหมื่นขึ้นไปถึงแปดหมื่น คนในบางคนบอกผมว่าไม่ถึง ประมาณ 6-700 เท่านั้น ผมว่าเราควรจะขอหลักฐานมาดู ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงศาลอาจจะต้องทำอะไรมากกว่าขอให้ กกต.ลาออก
       
        สำหรับท่านที่ไม่เคยทราบ ผมมหัศจรรย์จริงๆว่าไม่ทราบได้อย่างไรว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน ศกนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการ ให้ศาลฎีกา และศาลปกครองไปทำการปรึกษาหารือและร่วมมือกันกับศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะช่วยกันแก้ไขวิกฤต รักษาระบอบประชาธิปไตย และป้องกันมิให้บ้านเมืองล่มจม
       
        พวกเราควรจะตามรอยพระยุคลบาท พากันสนับสนุนศาลและฝากความหวังไว้ที่ศาล องค์พระประมุขทรงใช้คำว่า “ขอร้อง” 6 ครั้ง “ขอฝาก” 5 ครั้ง “ขอให้” 11 ครั้ง รวมทั้งคำที่เป็นการขอทางอ้อมอีกเพื่อให้ศาลช่วยแก้วิกฤตของบ้านเมือง ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็น “วิกฤตที่สุดในโลก”
       
        ก็คนที่สร้างวิกฤตและจะช่วยแก้วิกฤตได้ทันที คือพ.ต.ท.ทักษิณ และ กกต.ทั้งสาม วาสนา-ปริญญา-วีระชัย เขายังไม่สำนึกและไม่ยอมแก้ แค่พากันลาออกไปไวๆ ดีๆ ฟ้าก็จะใส แผ่นดินก็จะสว่าง ประเทศไทยก็จะเดินหน้าปฏิรูปแบบราชประชาสมาสัยได้เมื่อเขาไม่ยอมแก้ พวกเราก็ต้องโหมกำลังเข้าช่วยกันแก้ คนที่รักทักษิณมากกว่าในหลวง เราก็ไม่ว่า ขอให้หลบไปเสียดีๆ อย่าทำวุ่นวาย
       
        นึกถึงคำของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจทำไม่ได้”
       
        ผมอยากจะเติมว่า ทำอะไรก็ทำเถิดแต่อย่าทำชั่ว ที่แล้วมาทำมั่วๆ ก็จะผ่อนหนักเป็นเบาให้ ขอให้สองนายตำรวจการเมืองเลิกคิดเรื่องระบบพวกเดียว และช่วยพวกเราสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้เป็นจริง ด้วยการหลบไปเสียสักพักจะดีกว่า ไม่ต้องไปลับเหมือนท่านผู้ให้กำเนิด ร.ร.นายร้อยตำรวจก็ได้

ที่มา: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000065271

ตอนที่ ๓ /21 พฤษภาคม 2549

ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ คล้ายคลึงกับยุทธศาสตร์ทักษิณที่ผมจับตามานาน หลายๆคนเรียกยุทธศาสตร์นั้นว่า ปฏิญญาฟินแลนด์ เพราะผู้นำ ทรท.อดีตคอมมิวนิสต์ อดีต 14 ตุลา ไปประชุมตั้งและวางแนวทางต่อสู้ของพรรคที่ฟินแลนด์
       
        คำว่าปฏิญญาหรือคำประกาศ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า manifesto ยุทธศาสตร์มาจากคำว่า strategy คำหลังขลังน้อยกว่าคำแรก แต่ปฏิญญานั้นถึงจะยอดเยี่ยมสักเพียงใด หากไม่มียุทธศาสตร์ที่จะปรุงให้เป็นยุทธวิธีที่ดีได้ ก็ไร้ผล
       
        เราได้ยินคำว่า manifesto จาก Communist Manufesto หรือ Manifesto of the Communist Party คือปฏิญญาคอมมิวนิสต์ ซึ่ง Marx กับ Engels ช่วยกันเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1848 หรือ พ.ศ. 2391 วรรคแรกว่าดังนี้
       
        “A spectre is haunting Europe - the spectre of communism : เงาทะมึน กำลังทาบลงมาเขย่าขวัญยุโรป คือ เงาทะมึนของคอมมิวนิสต์”
       
        นักแปลไทยมักจะแปล spectre นี้ว่าปีศาจ กว่าปีศาจตัวใหม่จะประสบความสำเร็จ โค่นราชวงศ์โรมานอฟ และสถาปนารัฐคอมมิวนิสต์ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกได้ก็กินเวลาถึง 69 ปี คือในปี ค.ศ.1917 หรือ 2460
       
        ผู้นำปฏิวัติและผู้นำสหภาพโซเวียตคนแรกคือ เลนิน (1870-1924) ไปลี้ภัยเพาะบ่มอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อยู่ในประเทศฟินแลนด์นาน
       
        คำว่า manifesto นี้ คอมมิวนิสต์มิได้ผูกขาด พรรคการเมืองประชาธิปไตยทุกพรรคในอังกฤษ ก็ออก Manifesto of the .....Party มาทุกสมัยการเลือกตั้ง ที่ผมเล่าเรื่อง เลนิน กับฟินแลนด์อาจจะหรืออาจจะไม่เชื่อม โยงกับพรรคไทยรักไทยก็ได้ บางทีก็เป็นเพียงเรื่องของสัญลักษณ์
       
        พรรคไทยรักไทยจงใจเลือกวันที่ 14 กรกฎาคม เป็นวันสถาปนาพรรค วันที่ 14 กรกฎาคม นอกจากเป็นวันชาติแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ เป็นวันที่ระลึกการโค่นล้มระบบกษัตริย์และสถาปนามหาชนรัฐฝรั่งเศส
       
        ทำไมผู้นำไทยรักไทยจึงต้องไปประชุมที่ฟินแลนด์ ผมก็ไม่แน่ใจ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์นั้นต้องการให้รัฐคุมทุน จึงต่างกันกับ อุดมการณ์ของไทยรักไทยที่ต้องการให้ทุนคุมรัฐ แต่มียุทธศาสตร์แบบเดียวกัน คือ ให้รัฐอยู่ใต้พรรค แต่ ให้พรรคคุมรัฐแบบเผด็จการ และเป็นระบบพรรคเดียวเหมือนกัน
       
        ผมจะไม่บอกว่ามีใครไปประชุมบ้าง ผมกำลังคอยหลักฐาน แต่บุคคลหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manussaya.com ที่โจมตีพระเจ้าอยู่หัวแน่นอน ผมจะนำหลักฐานเรื่องนี้มาผนวกเมื่อบทความนี้จบบริบูรณ์ เวลานี้เว็บไซต์ดังกล่าวกำลังปรับโฉมแปลงตัว ทำเป็นชุมทางขายของและบริการสารพัดไม่มีการเมืองเลย หวังว่าจะตบตากันตื้นๆ
       
        manussaya.com
        Click here to make this your homepage
        Click Here to bookmark this page
       
        เว็บไซต์แก้เก้อ (ใหม่) เพื่อให้ตำรวจอ้างว่าตรวจแล้วไม่เห็นมีอะไร
       
        ก่อนกระโดดไปถึงยุทธศาสตร์ข้อ 4 คือการทำสถาบันกษัตริย์ให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ ผมขอให้ท่านผู้อ่านเชื่อมโยงสิ่งต่อไปนี้ก่อน (1) จุดยืนพรรคเดียวและการมุ่งมั่นสร้างพรรคเดียวของทักษิณ (2) เมื่อในหลวงมีพระราชดำรัส เรื่องพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย ประธานกกต.ก็สำรอกกลับทันทีโดยไม่ยำเกรง (3) การดิ้นของ ทรท.และ กกต.ที่ไม่ฟังเสียงศาล ทหาร สื่อและอาจารย์นิติศาสตร์รัฐศาสตร์เกือบทั้งประเทศที่ขอร้องให้ลาออก ศาลได้รับพระราชโองการให้แก้ปัญญาที่ทักษิณและ กกต.ชุดนี้ร่วมกันสร้างขึ้น(4)การที่ ทรท.และกกต.ประสานเสียงว่าจะยุบพรรคเก่าแก่ (5)หาก กกต.ชุดนี้ลาออก ก็จะปลดล็อกใหญ่คือล็อกแก๊งเลือกตั้งพรรคเดียวกุมอำนาจ เพื่อทำการปฏิรูปที่แท้จริงได้ ล็อกนี้สำคัญกว่าล็อก 90 วันเหมือนฟ้ากับดิน
       
        การทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์ให้มากที่สุดคืออย่างไร เราจำเป็นจะต้องเข้าใจหลักเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย การยกหรือลดฐานะพระมหากษัตริย์ให้เป็นสัญลักษณ์เฉยๆ ก็หมายความว่า การลิดรอนไม่ยอมให้พระมหากษัตริย์ใช้พระราชอำนาจใดๆ ได้
       
        พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามทฤษฎีรัฐธรรมนูญและจารีตประเพณีอังกฤษต้นแบบ อำนาจของพระมหากษัตริย์มีอยู่ 3 ประเภท
       
        1. พระราชอำนาจทั่วไป (Usual Powers) ได้แก่อำนาจ แนะนำ ตักเตือน และให้กำลังใจ (Advise, Warn, & Encourage) รัฐบาลผ่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ถวายรายงานและขอพระราชทานบรมราชวินิจฉัย(คำปรึกษา) นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะต้องเข้าถวายรายงานทุกสัปดาห์ โดยหมายกำหนดการที่แน่นอนเป็นทางการกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นการเฝ้าสองต่อสอง ไม่มีการบันทึก ไม่มีการแถลงข่าวใดๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงลำเอียงเข้าหรือไม่เข้าข้างรัฐบาลในเรื่องใด กับทั้งป้องกันมิให้ผูกพันเกิดภาระจำยอมแก่ทั้งสองฝ่ายในประเด็นซึ่งอาจจะเห็นไม่ตรงกันหรือนำไปปฏิบัติยังไม่ได้หรือไม่ได้ ประเทศไทยประพฤติกันผิดๆ ตลอดมาทั้งด้วยการ “ปล่อยข่าว” โดยฝ่ายผู้เข้าเฝ้า และการ “เดาข่าว” ของสื่อ หรือการแสดงนัยหลอกลวงให้ประชาชนเข้าใจผิด ยกตัวอย่างกรณีทักษิณเข้าเฝ้าแล้วกลับมาประกาศเว้นวรรคทันที และครั้งหลังพอเข้าเฝ้าเย็นศุกร์ที่ 19 เช้าจันทร์ที่ 21 พฤษภาคมนี้ก็จะกลับมาทำงาน ซ้ำยังมีการกระพือข่าวส่งไปถึงศาลว่าในหลวงทรงเห็นด้วยว่าจำเป็นจะต้องให้ กกต.ชุดเดิมเหลืออยู่ อย่าว่าแต่ประชาชนไร้เดียงสาเลย ผู้มีความรู้และบุคคลระดับสูงก็อาจเดาผิดๆ เชื่อว่าเป็นพระราชประสงค์ อย่างนักวิชาการเรียกว่าละเมิดพระราชอำนาจ พูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า อ้างในหลวงไปหลอกประชาชน เพื่อผลประ โยชน์ทางการเมืองของตน
       
        2. พระราชอำนาจพิเศษ (Royal Prerogative) และ (3) พระราชอำนาจสงวนหรือสำรอง (Reserve Powers) ถ้าอธิบายง่ายๆ รวมกันแบบของไทยก็คือ อำนาจที่ต้องลงพระปรมาภิไธย เช่น เรื่องแต่งตั้ง ปลด ยุบหรือตั้งรัฐบาลฯลฯ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ ราชินีอังกฤษเสด็จเยือนเมืองไทย ได้ตรัสข้อความอันเป็นอัศจรรย์ว่า เพิ่งเคยเห็นพระมหากษัตริย์ที่เหมือนพระมหากษัตริย์จริงๆ คราวนี้แหละ แต่ในหลวงของเราหาได้มี พระราชอำนาจพิเศษ: Royal Prerogative กับอำนาจสำรอง:Reserve Powers เท่าเทียมกษัตริย์อังกฤษไม่ อำนาจนั้นมีอะไรบ้าง สุดวิสัยที่จะเขียนหมด ขอยกตัวอย่างและอธิบายสั้นๆ บางเรื่อง ทั้งๆที่กษัตริย์ต้องเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ก็ยังหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะต้องทรงใช้พระราชอำนาจเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้งในปี 1957 กับปี 1963 หรือ 2506 ซึ่งกรณีหลังนี้พระนางเจ้าฯ ทรงวินิจฉัยเองและพระราชทานคนนอกคือ Earl of Home ซึ่งไม่ตรงกับสองบุคคลที่สภาต้องการ ทั้งนี้โดยมิได้ปรึกษาสภาแต่อย่างใด ส่วนอำนาจสำรองก็มีการใช้บ่อย เมื่อกษัตริย์ไม่ทรงยินยอมยุบสภาตามคำขอของนายกรัฐมนตรี หรือโปรดเกล้าฯ ให้ยุบสภาโดยรัฐบาลมิได้ร้องขอ หรือขอให้รัฐบาลยุบสภาก่อนเพื่อให้สภาใหม่มาผ่านกฎหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาขุนนาง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนโครงสร้างรัฐธรรมนูญ และอีกหลายเรื่องๆ ที่ไม่ลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.บ.จนกว่ารัฐบาลจะแก้ไขเสียก่อน เป็นต้น
       
        การลิดรอน สร้างอุปสรรค บิดเบือนหรือแย่งชิงการใช้พระราชอำนาจที่กล่าวข้างต้นนี้ คือการลดหรือยกให้พระมหากษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์หรือตรายางที่ไม่มีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ้างทฤษฎีพระมหากษัตริย์ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแต่อยู่เหนือการเมือง ความจริงแล้ว การเมืองต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ยกเว้นการเมืองเผด็จการ เผด็จการไม่ยอมให้พระมหากษัตริย์กระทำการใดๆ เพราะกษัตริย์เป็นเพียงอธิปัตย์แต่ในนาม เผด็จการต่างหากที่เป็นอธิปัตย์ที่แท้จริง
       
        ก่อนที่จะพูดถึงระบอบทักษิณทำลายพระราชอำนาจ ขอพูดถึงเรื่องสัญลักษณ์ 2 กรณีที่รู้จักกันดี โดยผมจะไม่วิจารณ์ว่าอย่างไร แต่มีผู้คนประณามกันอย่างกว้างขวางว่า ทักษิณทำตัวไม่สมควร และตีเสมอในหลวง โดยใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นเข้าไปทำพิธีที่วัดพระแก้วแล้วนั่งเกือบจะจุดเดียวกับพระที่นั่ง และกรณีที่ไปตรวจราชการต่างจังหวัดมีคนมาแห่ป้ายทรงพระเจริญ เพื่อเชียร์นายกฯ ตัวนายกฯ เอง ผู้ว่าราชการหรือตำรวจที่อยู่ในที่นั้นๆ ก็ไม่พากันห้าม ถ้าจะเป็นการถวายพระพรจริงๆ ทักษิณจะต้องเข้าไปร่วมถือป้ายด้วย
       
        ผมจะพูดสั้นๆ ถึงยุทธการลิดรอนพระราชอำนาจ เพื่อทำให้พระมหากษัตริย์เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์อย่างเดียว ผมจะยกตัวอย่างต่างๆ เพียงสั้นๆ ผมใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านไปค้นคว้าเพิ่มเติม และช่วยพากันสอบถามเผยแพร่ความเข้าใจให้กว้างขวางออกไป เพื่อจะได้ช่วยกันสกัดกั้นการขยายตัวของยุทธศาสตร์ที่ทำลายการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
       
        กิระ ดังได้ยินมาดังนี้
       
        1. ยุทธการป่าล้อมเมือง-โลกล้อมประเทศ เป็นยุทธการสร้างภาพให้ตนเองและทำลายภาพของคู่แข่งขัน มิได้หมายถึงตัวปฏิบัติการที่ปลุกระดมคนต่างจังหวัดเข้ามาเชียร์ทักษิณ ขู่ และปะทะฝ่ายตรงกันข้าม การสร้างภาพนี้มีทั้งขบวนการ “ปั้นข่าว” “ปล่อยข่าว” “กระจายข่าว” และ “ต้านข่าว” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทบ้านนอกด้วยกลไกของรัฐและของพรรค ประเด็นที่สำคัญคือฉายภาพว่า เด็กของในหลวงกำลังถูกรังแก ทักษิณเป็นนายกฯ คนโปรดของในหลวง ในหลวงฝากให้ดูแลบ้านเมืองแทนในอนาคต กระซิบให้สู้ไม่ใช่ให้ออก กระซิบให้รีบเลือกตั้ง และให้รีบตั้ง กกต.เพิ่ม อย่ามัวฟังศาล และในที่ที่ชาวบ้านยังมีความสงสัย ในภาคอีสานและเหนือ ก็จะถามชาวบ้านแบบปุจฉาว่าใครเป็นคนเอาเงินมาให้ ทักษิณหรือในหลวง แล้วจะเอาใคร สำหรับการต้านข่าว ก็คือการโกหก ปกปิด บิดเบือน กำจัดและจำกัดข่าวที่ไม่เข้าข้างทักษิณไม่ให้ได้ออกอากาศ ฯลฯ ในต่างประเทศมีการปนเปรอนักข่าว สร้างเครือข่ายป้อนข้อมูลและการวิเคราะห์ที่โดนใจนักข่าว ที่ไม่มีพื้นฐานที่จะเข้าใจการเมืองไทยอย่างแท้จริง จนกระทั่งนิตยสารใหญ่คือ Economist ขึ้นปกว่าประชาธิปไตยไทยถูกกระหน่ำ เพราะทักษิณที่มาจากการเลือกตั้งถูกกีดกันโดยพลังไม่เป็นธรรม และระยะหลังนอกจากเว็บไซต์ต่างๆ วิจารณ์ในหลวงยังมีหนังสือเล่มและรายงานว่าศาลถูกแทรกแซง ฯลฯ นอกจากนั้นทักษิณยังไปพูดอย่างเปิดเผยตามสถานทูตไทยว่าไม่กลัวที่องคมนตรี 3 ท่านอยากเป็นนายกฯ และวางแผนล้มรัฐบาล ฯลฯ
       
       ยังมีอีก 3 ยุทธการ คือ (2) ยุทธการครอบสภา ฝ่าระบบกฎหมาย (3) ยุทธการพรานล่อกระต่ายป่า (4) ยุทธการต่อต้านพระราชดำริ แต่วันนี้เวลาและหน้ากระดาษหมด
       
        นี่ เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งที่ลอยอยู่หน้าฉาก ผมเชื่อว่าสิ่งล้ำลึกที่มองไม่เห็นยังมีอีกมาก แต่แค่นี้ ก็เห็นจะต้องร้องเพลงของหลวงวิจิตรวาทการกันแล้ว
       
        “ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย”

ที่มา: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000066549

 

ตอนที่ ๔/ 22 พฤษภาคม 2549

ยุทธศาสตร์ลิดรอนพระราชอำนาจ ที่ผมแจกแจงเป็น 4 ยุทธการ ถูกโวยวายโดยเพื่อนใน ทรท.ว่าเกิดมาไม่เคยได้ยิน ก็เป็นความจริง จะได้ยินยังไง เพราะผมเป็นคนตั้งชื่อยุทธการนั้นๆ เอง ตามลักษณะของการปฏิบัติการโดยกลไกของพรรค ที่ผู้ปฏิบัติเองอาจจะไม่ได้รับคำสั่ง หรือไม่เข้าใจว่าตนกำลังทำอะไร เนื่องจากไม่มีใบสั่งที่ติดป้ายว่า “ยุทธการครอบสภา” มาด้วย มีแต่คำสั่งของวิปว่า เรื่องนี้ให้กดปุ่มนี้ เรื่องนี้ให้ยกมือ เรื่องนี้ให้ประท้วง พ.ร.บ.นี้ให้ผ่าน พ.ร.บ.นั้นไม่ให้ผ่านเท่านั้น
       
        ผมได้บอกแล้วว่า โครงสร้างและพฤติกรรมของพรรคเป็นแบบ “รวมศูนย์-รวบอำนาจ-เป็นทาสหัวหน้า” บุคคลที่เป็นรัฐมนตรีรู้ชะตากรรมของตนเองไหมว่าพรุ่งนี้จะเป็นอะไร ผู้แทนราษฎรรู้ไหมว่าพรุ่งนี้จะยุบสภา ถ้าตอบว่าทุกคนรู้ดี เพราะมีการประชุมกลั่นกรองกันหลายชั้นแล้วทั้งในระดับกรรมการ ทั้งในที่ประชุม ส.ส. ทั้งในที่ประชุมใหญ่สมาชิกพรรค ก็แปลว่าพรรคเป็นพรรคที่แท้จริงในระบบพรรคการเมืองรัฐสภา ทุกอย่างจึงไม่ต้องขึ้นกับคำสั่งหรือเสียงซุบซิบว่านี่คือความประสงค์ของหัวหน้า และต้องไม่มีการแตกตื่นกับข่าวลือ
       
        ตอนนี้มีข่าวลือใหญ่ออกมาอีกแล้ว ทักษิณกลับจากเข้าเฝ้าทีไร มีข่าวบันลือโลกทุกที ผมพูดไปแล้วเมื่อวานนี้ “ครั้งหลังพอเข้าเฝ้าเย็นศุกร์ที่ 19 เช้าจันทร์ที่ 21 พฤษภาคมนี้ก็จะกลับมาทำงาน ซ้ำยังมีการกระพือข่าวส่งไปถึงศาลว่าในหลวงทรงเห็นด้วยว่าจำเป็นจะต้องให้ กกต.ชุดเดิมคงอยู่” นี่แหละคือตัวอย่างของการ “ปั้นข่าว” คือการปั้นน้ำเป็นตัว หามูลความจริงมิได้
       
        อีกระลอกยิ่งหนักเข้าไปอีก บอกว่า “ในหลวงสั่งให้รีบกลับเข้าทำงาน ไม่งั้นบ้านเมืองจะล่มจม แล้วให้รีบออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง เลือก กกต.ใหม่อีก 2 คนมาสมทบกับชุดเดิมด่วน อย่าไปปรารมภ์เรื่องศาลเลย” เรื่องนี้ โกหกทั้งเพ แต่ป่านนี้ ข่าวเท็จนี้ลือไปทั่วประเทศไทยถึงในป่าตามเครือข่ายจัดตั้งของ ทรท.เรียบร้อยแล้ว ใครโวยวายคัดค้านระวังจะเจอดี
       
        เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครได้ยินจากพระโอฐดอกครับ เพราะเป็นการเข้าเฝ้าฯ สองต่อสอง ไม่มีการบันทึก และไม่มีการแถลงข่าว หากจะมีอะไรเป็นทางการ ก็จะต้องผ่านสำนักราชเลขาธิการออกมา โดยไม่อ้างอิงถึงการเข้าเฝ้าฯ เรื่องนี้ผมเชื่อว่าทักษิณเข้าใจดี
       
        ที่สำคัญที่สุด พวกเราต้องเคยได้ยินวลีว่า “เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ” และต้องภูมิใจว่าในหลวงของเราเป็นยอดกษัตริย์ของกษัตริย์ หากอยากรู้ว่าพระองค์ตรัสว่าอย่างไร ให้กลับไปอ่านพระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548 และ 25 เมษายน 2549 ดูให้ดีเถิด
       
        สมาชิกส่วนใหญ่ของไทยลักไทยถูกลากเข้ามาและล่ามโซ่ไว้ ในเครือข่ายของการอุปถัมภ์ คอยหวังพึ่ง คอยลาภลอย และมาตรการประชานิยม ไม่ต้องรู้อะไรก็ได้ นอกจากบูชาหัวหน้าพรรค คอยฟังข่าว (ลือ) สำคัญ และคอยรับรางวัล ผมรับรองไทยลักไทยไม่มีวันพิมพ์พระราชดำรัสไปแจก
       
        ผมใช้คำว่า “ป่าล้อมเมือง” เพราะจำนวนคนที่จงรักภักดีและอยู่ในระบบของ ทรท.ที่อยู่ในชนบทมีจำนวนมหาศาล เมื่อเทียบกับในเมืองหรือผู้ที่ไม่เชื่อข่าวลือ นี่คือป่าล้อมเมืองที่คอมมิวนิสต์ทำไม่สำเร็จ ไทยลักไทยทำได้สบาย เพราะมีทั้งเทคโนโลยีและเงิน พร้อมทั้งข้าทาสบริวารในระบบราชการ (ซีอีโอ) ส่วนโลกล้อมประเทศนั้นก็คือการใช้โทรทัศน์ สำนักข่าวและสื่อต่างประเทศที่โอนอ่อนตามทักษิณเพราะความเป็นมิตร อามิสและเข้าใจผิดให้เข้ามาล้อมสื่อและนักข่าวไทยในประเทศไทยนั่นเอง
       
        ก่อนที่จะไปถึงยุทธการลิดรอนพระราชอำนาจให้ครบทั้ง 4 ผมขอกลับมาที่ปฏิญญาฟินแลนด์อีกครั้ง ผมได้รับเชิญถึง 4 ครั้งให้ไปพูดถึง 4 แห่ง รวมทั้งไปออก ASTV ผมปฏิเสธไปแล้ว 3 แห่ง และได้ชี้แจงกับนักข่าวที่โทร.มาจะนัดขอสัมภาษณ์ว่า ผมไม่ใช่คนที่รู้หรือรอบรู้เรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ผมกำลังศึกษาและรวบรวมหลักฐานที่ได้ยินมาอยู่ แต่ถึงแม้ว่าปฏิญญาฟินแลนด์จะมีหรือไม่มีอยู่จริงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญอยู่ที่แผนการหรือปฏิบัติการที่คล้ายคลึงกับความที่อ้างไว้ในปฏิญญานั้นมีจริงหรือไม่ อันนี้ผมว่ามี จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ช่าง จะเก็บใส่แฟ้มติดป้ายไว้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ผมย้ำอีกครั้งว่า ความสำคัญอยู่ที่มีการกระทำนั้นๆ หรือไม่ ตรงนี้ที่ผมเชื่อว่ามี การกระทำนั้นๆ สำคัญและมีความหมาย
       
        เพราะฉะนั้น ผมจึงตอบรับที่จะไปร่วมที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม นี้ โดยผมไม่สนใจว่าหัวข้อของการอภิปรายจะเป็นอย่างไร ผมจะไปพูดถึงระบบพฤติกรรมของพรรคที่ผมเชื่อว่าเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมไม่มีเจตนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีบุคคลหนึ่งบุคคลใด
       
        ในบรรดา 4 ยุทธการที่ผมกล่าวถึง คือ (1) ยุทธการป่าล้มเมือง-โลกล้อมประเทศ (2) ยุทธการครอบสภา-ฝ่าระบบกฎหมาย (3) ยุทธการพรานล่อกระต่ายป่า และ (4) ยุทธการต้านพระราชดำริ ผมเห็นว่ายุทธการป่าล้อมเมืองเป็นยุทธการที่สำคัญและอันตรายที่สุด ยุทธการนี้ถูกค้ำยันด้วยการตลาดของพรรคมวลชนและมาตรการประชานิยม จึงสามารถครองใจมวลชนจำนวนมหาศาล พลังของมวลชนเหล่านี้ หากนำไปใช้ในทางที่ดีก็จะเกิดผลดี หากนำไปใช้ในทางที่ผิดก็จะเกิดผลร้าย ท่านผู้อ่านคงเห็นตัวอย่างแล้วที่เชียงใหม่ อุดรธานี คม-ชัด-ลึก และล่าสุดที่ กกต.ตัวอย่างเหล่านี้เป็นแต่เพียงตัวอย่างประเภทเดียว อำนาจทำลายของพลังมวลชนที่หลงผิดนั้นมีศักยภาพและอานุภาพยิ่งใหญ่นับประเภทและขอบเขตมิได้ เราไม่ควรประมาท
       
        ความสำเร็จของนโยบาย 66/3 ที่เอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ได้กลับจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เมื่อใดที่สามารถทุ่มพลังมวลชนเข้ามาเสริมหรือควบคุมยุทธการอีก 3 อย่างที่ผมกำลังจะพูดต่อไป
       
        2. ยุทธการครอบสภา ฝ่าระบบกฎหมาย อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจของสภานั้นเป็นหนึ่งใน 3 อำนาจอธิปไตย สำหรับกรณีของไทยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ รัฐธรรม นูญบัญญัติว่า “ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางสภา” แปลว่ากฎหมายที่ออกจะต้องผ่านสภาและมีพระปรมาภิไธยจึงจะออกบังคับเป็นกฎหมายได้ กฎหมายที่ผ่านสภามีสารพัดเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เพื่อจะบำบัดทุกข์-บำรุงสุขประชาราษฎร แต่มีอยู่หลายกรณีเหมือนกันที่กฎหมายบางฉบับทำลายผลประโยชน์หรือทรัพย์สินของคนบางกลุ่ม เช่น กฎหมายเวนคืน บางฉบับให้ประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม เช่น เรื่องส่งเสริมอุตสาหกรรม การขายหุ้น การยกเว้นภาษี การให้สัมปทาน เป็นต้น การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่แท้จริง ต้องให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ที่จะทำนุบำรุงประเทศและพสกนิกร โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ในบางครั้ง รัฐบาล (โดยสภา) กับพระมหากษัตริย์อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันพระมหากษัตริย์ก็จะไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายที่สภาเสนอมา กรณีเช่นนี้ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างพระมหากษัตริย์กับสภา ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสภาวะกดดัน เช่น พ.ร.บ.การศึกษาไม่ผ่าน บรรดาครูอาจจะเสียประโยชน์เรื่องตำแหน่งหรือเงินเดือน อาจจะทำให้เกิดน้อยใจพระมหากษัตริย์ โดยหารู้ไม่ว่ากฎหมายนั้นบกพร่องโดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของรัฐบาล
       
        รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลที่ขาดความระมัดระวังที่สุดในการเสนอกฎหมาย ทั้งๆ ที่มีเสียงท่วมท้น ทำให้ พ.ร.บ. และ พ.ร.ฎ หรือแม้แต่การโปรดเกล้าฯ ยศ และตำแหน่งล่าช้า มิได้ลงพระปรมาภิไธย ซึ่งไม่ใช่ความผิดของในหลวง แต่เป็นความผิดของรัฐบาล ทำให้ในหลวงเดือดร้อนและถูกเข้าใจผิด นอกจากนั้นกฎหมายหลายๆ อย่างที่เป็นพระราชอำนาจ ต้องผ่านสภาและลงพระปรมาภิไธย รัฐบาลก็แย่งชิงพระราชอำนาจนำไปทำเอาเองโดยฝ่ายบริหาร ไมผ่านสภา ทั้งๆ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่อง ให้สิงคโปร์ใช้ฐานทัพ ใช้น่านฟ้าฝึกบิน เรื่อง FTA เหล่านี้ เป็นต้น การกระทำเช่นนี้เป็นการช่วงชิงพระราชอำนาจ และทำให้สถาบันเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดและเผชิญหน้ากับฝ่ายนิติบัญญัติ เรื่องนี้ไม่เคยมีในรัฐบาลก่อนในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา
       
        (3) ยุทธการพรานล่อกระต่ายป่า ยุทธการนี้มิได้พาดพิงถึงตัวบุคคลว่าใครเป็นพราน ใครเป็นกระต่าย แต่หมายถึงวิธีการที่พรานกระต่ายใช้ คือการเอาแสงจันทร์เทียมจากไฟฉายหรือโคม และเหยื่อมาล่อกระต่าย บรรดากระต่ายที่หลงกลก็พากันตกเป็นเหยื่อ มีเสียงพูดกันหนาหูว่า ทักษิณมีความเก่งกาจในการแย่งคนและซื้อคนจากสังกัดเดิม โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและจริยธรรม โดยเห็นแก่ผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเดียว ต่อมาก็นำวิธีการนี้มาใช้ในทางการเมืองด้วย และใช้เป็นประจำ ไม่เลือกที่ต่ำที่สูง
       
        บางครั้งก็เลยเถิดไปถึงข้าราชบริพารใกล้ชิด หรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่จะต้องรับใช้ถวายชีวิตต่อพระเจ้าอยู่หัว ถึงแม้จะกระทำต่อท่านเหล่านั้นในฐานะส่วนตัวหรือในตำแหน่งอื่นๆ ก็หาสมควรไม่
       
        (4) ยุทธการต่อต้านพระราชดำริ ตัวอย่างยุทธการนี้มีมาก เช่น ชอบป่าวประกาศทั้งทางราชการและหาเสียงว่า เมืองไทยไม่มีใครสนใจคนจน วิธีช่วยเหลือคนจนที่ได้ผลเพิ่งค้นพบโดยทักษิณ ในยุคทักษิณ เช่น โมเดลอาจสามารถ ทั้งนี้โดยหาคิดไม่ว่าโครงการในพระราชดำริมีนับไม่ถ้วน และมีมานานตั้งแต่ทักษิณยังเป็นนักเรียน และโครงการส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จภายในขอบเขตและพื้นที่ปฏิบัติ บางโครงการก็ขยายผลได้อย่างดียิ่ง นอกจากนั้น รัฐบาลทักษิณมิได้สนใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงใจ พอมีพระราชดำรัสยังไม่ทันสิ้นสุรเสียง ก็ผลิตโครงการเมกะและวิมานในอากาศขึ้นมาเทียบเคียงบดบังโดยไม่มีความสำนึกใดๆ อดีตโฆษกของพรรคไทยลักไทย เคยออกมาวิจารณ์ทำนองว่า พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ไม่น่าจะนำประเทศไทยไปรอดได้ สิ่งที่จะนำประเทศไทยไปรอด คือระบบทุนนิยมแบบ dual track ของพรรคเท่านั้น บุคคลที่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงของไทยลักไทยหรือทักษิณ เช่น สมัคร และ ดุสิต ได้ออกมาโจมตีพลเอกเปรม ซึ่งนำกระแสพระราชดำริมาเผยแพร่ และคอยจ้องวิพากษ์วิจารณ์พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ กับดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระราชดำริ เพื่อทำลายความเชื่อถือเพราะระแวงว่าทั้งสองท่านอาจจะเป็นตัวเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
       
        อีกเรื่องหนึ่งที่ในหลวงทรงเดือดร้อนและขอร้อง ผมเคยเขียนแล้วในเรื่องใครทำให้ในหลวงเดือดร้อนก็คือ บรรดาตำรวจและลิ่วล้อที่จงรักภักดีต่อทักษิณ แต่อ้างว่าจงรักภักดีต่อในหลวง กระจัดกระจายพากันไปฟ้องร้องบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้าอ่านพระราชดำรัสก็จะประจักษ์ชัดว่าในหลวงไม่โปรดให้กระทำเช่นนั้นเลย พระองค์ท่านเดือดร้อน ทั้งทักษิณและตำรวจของทักษิณก็หาได้ฟังไม่ ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียดื้อๆ
       
        กรณีที่อาจสงเคราะห์เข้ากับยุทธการต่างๆ ยังมีมากมายนัก ทางที่ดีท่านผู้อ่านที่ยังไม่ทราบอาจไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงานและหนังสือซึ่งมีอยู่มากมาย ท่านที่ทราบดีอยู่แล้วอาจนำสิ่งที่ท่านทราบแล้วมาเผยแพร่และบอกกล่าวกัน ถ้าจะกรุณาก็ส่งมาให้ผมด้วย
       
        เราอย่าประมาท และชะล่าใจว่าหากไม่มีปฏิญญาที่ชื่อว่าฟินแลนด์แล้ว การบั่นทอนพระราชอำนาจและความมุ่งมาดให้พระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ธรรมดาจะไม่มี
       
        ผมนึกถึงอาจารย์คึกฤทธิ์ ผมกับท่านมีความเห็นไม่ตรงกันหลายเรื่อง แต่คราวนี้สุดเสียดายที่ท่านหาไม่แล้ว มิฉะนั้นเราคงจะได้ยินคำประกาศก้องว่า กูไม่กลัวมึง

ที่มา: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000066985

big page /ฝากฟ้า