แนวทางการแก้ไขกระบวนรบนอกตำรา 44 ยุทธวิธีก่อเหตุร้ายชายแดนใต้

"ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547- กลางปี 2548(มกราคม- มิถุนายน) พบว่า ช่วงปีเศษดังกล่าวเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ อย่างต่อเนื่อง แบบเหตุร้ายรายวัน ทั้งหมด 1,217 ครั้ง เรียกได้ว่า รุนแรงที่สุดนับแต่ปรากฏขบวนการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมา รัฐไทยโดยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับการแก้ปัญหาในทุกระดับ โดยเฉพาะผู้นำระดับสูงในรัฐบาล ยืนยันตรงกันว่า เป็นฝีมือของกลุ่ม ขบวนการ ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบ ยุทธวิธีสู้รบ จากการมีกองกำลังและฐานที่มั่นที่ชัดเจนในเขตป่าเขาตามแนวชายแดน มาเป็นการสร้างกองกำลังแบบไร้ตัวตน ไร้ฐานที่มั่น ก่อเหตุในพื้นที่เขตเมือง และสลายตัวเข้าไปในชุมชนทันทีที่ก่อเหตุ จนมีผู้เรียกแนวทางการต่อสู้แบบใหม่นี้ว่า จรยุทธ์ในเมือง ึ่งสงครามจรยุทธ์ในเมืองที่เกิดขึ้นนี้ กลุ่มผู้ก่อการได้คิดค้นยุทธวิธีการก่อเหตุในแบบใหม่ ซึ่งนอกเหนือจากตำราการรบที่ผ่านๆ มา จนรัฐไทยไม่อาจปรับทิศทางในการตั้งรับ หรือรุกโต้กลับได้ทันการ จึงได้แต่แก้ปัญหาตามหลังฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา "

อย่างไรก็ดีการต่อสู้ด้วย "สงครามกองโจร" ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่พลพรรคคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศทั่วโลกที่ต่อกรกับจักรพรรดินิยมทุนนิยมอเมริกาได้นำเอามาใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นยุทธวิธีที่ทำให้ฝ่ายซึ่งมีกำลังอ่อนด้อยกว่าจะเอาชนะฝ่ายที่มีกำลังเข้มแข็งทั้งทางด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพลมากกว่าได้ตลอดมา / เช่น จีน เวียดนาม คิวบา  ฯลฯ แต่กองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยังมีกฎกติกามารยาทที่จะไม่ทำร้ายประชาชนแม้จะเป็นประชาชนของฝ่ายตรงข้าม "สงครามกองโจรในเมือง" หรือ "จรยุทธเมือง" ที่เป็นอยู่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทย ณ เวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่!

แต่ที่ใหม่ ก็คือ การทำให้ "สงครามกองโจร" มีความสามาณย์/ต่ำช้า/แบบสุดๆ ขึ้นมาเท่านั้น เพราะ มีเป้าหมายอยู่ที่พลเรือนและประชาชนที่ไม่มีทางสู้เป็นหลัก  และ การได้รับการสนับสนุนทางด้านการเมืองจาก "ชนชั้นกลาง" ในประเทศบางส่วน เช่น นักวิชาการ องค์กรเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นพวกที่ "ไม่ชอบรัฐบาล" ที่คอยเป็นทนายแก้ต่างให้ รวมทั้งองค์กรประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือมี "เจตนาแฝงเร้น" ทำให้รัฐบาล "หลงทาง" ไม่สามารถใช้มาตรการที่เด็ดขาด "จัดการ" กับ "หัวโจก" ที่ก่อปัญหาได้ ทำให้พวกนี้อยู่ในฐานะได้เปรียบ "ภาวะนี้บั่นทอนความเข้มแข็งของอำนาจรัฐไทยลงไปทุกขณะ ถึงขณะนี้ รัฐไทยก็ยังถูกตั้งคำถามจากทุกฝ่ายว่า จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ? ทั้งปฏิบัติการทางทหาร ปฏิบัติการทางจิตวิทยา และปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อดึงปัญหาความไม่สงบเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน" และ ที่จะต้องทำความเข้าใจ ก็คือ กำลังพลในสงครามกองโจรหรือ "ผู้ทำการจรยุทธ์" โดยเฉพาะในเมือง นั้น จะต้องอยู่ในรูปแบบของ "ชาวบ้าน/ประชาชน" /ที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ในยามที่ไม่ได้ "ปฏิบัติการ" โดย "รูปแบบ" /หน้าตา เสื้อผ้า การแต่งตัว ภาษาพูด บุคลิก จะต้อง "กลมกลืน" ไปกับมวลชนจน "ศัตรู" แยกไม่ออกหรือไม่อาจแยกออกได้ [ซึ่งกล่าวสำหรับพวกมุสลิมสุดโต่ง ตรงนี้ยิ่งได้เปรียบเพราะพวกนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นที่สร้างลักษณะอัตตลักษณ์การแต่งกายที่ "ปิดหน้า" ไว้รองรับแล้ว ยิ่งง่ายต่อการ "อำพราง" เข้าไปใหญ่ แยกไม่ได้เลยว่า ใครเป็นใครจำหน้าก็ไม่ได้เพราะมองไม่เห็นๆ แต่ลูกกะตา เมื่อก่อเหตุจึงไม่มีใครจำหน้าค่าตาของพวกก่อการร้ายได้เลยแม้แต่คนเดียว/ครั้งเดียว] และสามารถจะกลายเป็นรูปแบบอะไรก็ได้เมื่อลงมือปฏิบัติการ ในการปฏิบัติการจะใช้หน่วยย่อยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพลิกแพลง และใช้วัตถุดิบในการก่อการจาก "ศัตรู" และ  "มวลชน" / เช่น อาวุธและยุทธปัจจัยอื่นๆ หรือเสบียง  ฯลฯ ดังนี้สงครามกองโจรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเปิดฉากขึ้นมาด้วยการ "ปล้นปืน" [ การอาศัยยุทธปัจจัยของศัตรูดังนี้ สะท้อนออกในเนื้อเพลง "กองทัพปลดแอกประชาชน" ที่ร้องกันในหมู่พลพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเมื่อครั้งทำสงครามจรยุทธในเขตรอยต่อเมืองกับป่าเขาในอดีตว่า "....เราเริ่มจากสองมือเปล่า แย่งเอาอาวุธปืนปฏิกิริยา เด็ดเดี่ยวเอาอาวุธมัน ล้างมันแหลกลาญ วินัยเหล็กเพชรทรหด อดทน ทำสงครามยาวนาน เสียสละ กล้าหาญ ทะยานล้างโจรทมิฬ....." ]

เช่นนี้ผู้ที่ "ไม่รู้จัก/ไม่มีประสบการณ์" ในการทำสงครามกองโจรหรือสงครามจรยุทธ์ จะทึกทักว่า พวกนี้ฉลาดปราดเปรื่องที่สามารถพัฒนายุทธวิธีการก่อเหตุขึ้นมาอย่างหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่เพียง "อะไร" ที่อยู่ในหลักการธรรมชาติพื้นๆ ของการทำสงครามจรยุทธ์หรือสงครามกองโจรอยู่แล้ว ยังเป็นอะไรที่อยู่ใน "ตำรา" / ตำราการทำสงครามกองโจร! เมื่อพอจะเข้าใจหรือพอจะ "รู้จัก" ก็น่าที่จะกำหนดแนวทางเพื่อเอาชนะทางยุทธวิธีในสงครามกองโจรได้ ดังนี้ [ทั้งนี้บทความนี้จะเน้นทางแนวคิดเพื่อการเอาชนะ/อย่างน้อยก็สามารถป้องกันตัวเองได้ทางด้านยุทธวิธีทางการทหารเท่านั้น -แต่การเอาชนะที่ชี้ขาดคือการเอาชนะทางการเมือง การเอาชนะทางอุดมการณ์ ซึ่งประเมินดูแล้วสถานการณ์ในประเทศไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ของโลกทั้งใบ ก็คาดว่าน่าจะใช้เวลาเป็นศตวรรษเช่นเดียวกับยุคสงครามเย็น (?) แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำคู่ขนานกันไปอย่างเข้มข้น เกี่ยวกับการเอาชนะทางการเมืองหรือทางอุดมการณ์ก็จะอยู่ในอีกบทความหนึ่งต่างหาก]

ตามที่มีการพิจารณายุทธวิธีการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อการอาจ ที่แยกออกได้เป็น

ปฏิบัติการทางทหาร

-การทำลายฝ่ายตรงข้าม


๐ ใช้กำลังเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของทหาร ตำรวจ นับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา เกิดเหตุบุกโจมตีฐานที่มั่นฝ่ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ครั้งสำคัญคือเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 เกิดเหตุบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารที่อ.สุคิริน จ.นราธิวาส และ อ.ธารโต จ.ยะลา กระทั่งวันที่ 4 มกราคม 2547 เกิดเหตุการณ์ใหญ่ คือการบุกปล้นค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และตัวการใหญ่ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้บงการเบื้องหลัง คือนายมะแซ อุเซ็ง แกนนำขบวนการ BRN Co-ordinate
จุดมุ่งหมายเพื่อชิงอาวุธปืน ฆ่าเจ้าหน้าที่ และทำลายสัญลักษณ์ด้านอำนาจของรัฐไทย

 ๐ ใช้กำลังเข้าโจมตีสถานที่ราชการสำคัญ เช่นที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ สถานที่ราชการเหล่านี้จะเป็นสถานที่เก็บอาวุธปืนของทางราชการ เช่น ที่ว่าการอำเภอมีอาวุธปืนของอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) ส่วนที่ทำการอุทยานฯ ก็มีอาวุธปืนของหน่วยพิทักษ์ป่า

 ๐ วางระเบิดสถานที่ราชการและสถานบันเทิง ตลอดจนเส้นทางลาดตระเวน หรือจุดและพักของเจ้าหน้าที่ เช่นศาลาที่พักริมทาง การวางระเบิดจะพบใน 2 ลักษณะ รูปแบบที่พบมากที่สุด คือ ระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งยากต่อการติดตามตรวจสอบ แต่มักจะได้ผลแทบทุกครั้ง อีกรูปแบบหนึ่งคือระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดด้วยระบบสายไฟและแบตเตอรี่ โดยลากสายไฟเข้าข้างทาง ส่วนใหญ่ใช้วิธีการขุดหลุมฝังไว้ในพื้นถนน เพื่อมุ่งทำร้ายชุดลาดตระเวนต่างๆ กลุ่มผู้ก่อการได้พัฒนาวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นมา ให้มีอานุภาพทำลายที่รุนแรงขึ้น จากเดิมวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นจะบรรจุในท่อพีวีซี หรือกล่องกระดาษ ก็เปลี่ยนมาบรรจุไว้ในถังน้ำยาเคมีดับเพลิง และถังก๊าชหุงต้มเพื่อให้มีอานุภาพที่รุนแรงขึ้น

๐ ใช้รถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดจำนวนมากแล้วจุดชนวน สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่เป้าหมาย

๐ ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ หรือลูกจ้างของรัฐ

๐ เข้าจู่โจมทำร้ายเจ้าหน้าที่ในลักษณะพลีชีพ  เช่น เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่ผู้คนนับร้อยตัดสินใจถืออาวุธอย่างมีดพร้าเข้าโจมตีที่มั่นของรัฐพร้อมๆกันนับสิบแห่ง ในพื้นที่ จ.ปัตตานีและยะลา จนเจ้าหน้าที่โต้ตอบด้วยอาวุธปืน ทำให้ผู้ก่อการเสียชีวิต 106 คน

๐ บุกจู่โจมปล้นวัตถุระเบิดจากโรงโม่หิน

-การทำลายโครงสร้างสาธารณูปโภค

๐ วางระเบิดรางรถไฟ

๐ วางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง เช่นเหตุการณ์ดับไฟเมืองยะลา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา

๐ วางระเบิดรถไฟ

๐ ระเบิดตอม่อสะพาน

๐ เผาทำลายตู้โทรศัพท์

๐ เผาสถานีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ

 -ยุทธวิธีการสกัดกั้น เบี่ยงเบนความสนใจ

๐ เผาล้อยางบนถนน

๐ โค่นต้นไม้ขวางทาง โปรยตะปูเรือใบบนถนน

๐ การปล่อยข่าวลวง ลักษณะปากต่อปาก เพื่อสร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อเคลื่อนไหวในรูปแบบอื่น

 ปฏิบัติการทางจิตวิทยา

๐ ใช้ดาบหรือมีดพร้าฟันประชาชน และพระภิกษุสงฆ์ขณะออกบิณฑบาต

๐ ฆ่าตัดคอ หรือเชือดคอด้วยอาวุธมีด

๐ ประกบยิงราษฎรด้วยอาวุธปืน

๐ ส่งจดหมายข่มขู่ไปยังกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการครู ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ให้ลาออก และหยุดการปฏิบัติหน้าที่รับใช้รัฐไทย

๐ โทรศัพท์ข่มขู่ ไปยังบ้านเป้าหมาย ส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ให้ยุติความร่วมมือในทุกรูปแบบกับรัฐไทย

๐ แจกจ่ายจดหมายเปิดผนึกหรือใบปลิว มีด้วยกัน 2 ลักษณะคือข่มขู่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับทางการและกล่าวโจมตีรัฐบาล และใบปลิวปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐไทย และต่อสู้เพื่อเอกราชรัฐปัตตานี

๐ ใช้กลุ่มบุคคลไปข่มขู่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ถึงบ้านพัก เพื่อมิให้ทำหน้าที่รับใช้รัฐบาลอีกต่อไป

๐ วางเพลิงที่พักและบ้านเรือนประชาชน

๐ ปักธงรัฐปัตตานี เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการคงอยู่ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

๐ ตัดฟัน ทำลายสวนผลไม้หรือสวนยางพารา

๐ วางเพลิงเผาสถานที่ราชการที่ไม่มีการระวังป้องกัน เช่นโรงเรียน สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านพักข้าราชการ ฯลฯ

๐ วางวัตถุต้องสงสัย ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นวัตถุระเบิด

๐ ปาระเบิดเพลิงเผาทำลายบ้านเรือนราษฎร สถานที่ราชการที่ไม่มีการระวังป้องกันดีนัก เช่นสถานีอนามัย บ้านพักครู

๐ ส่งจดหมายอิเลคทรอนิกส์ หรืออี-เมล์ข่มขู่ ที่ผ่านมาปรากฏผ่านเว็บไซต์ www.pulo.org ของขบวนการพูโล เช่นการประกาศตั้งค่าหัวผู้ว่าราชการจังหวัด นายตำรวจระดับสูงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนการประกาศเตือนว่า จะก่อเหตุร้ายในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

๐ วาดภาพล้อ ท้าทาย ถากถางรัฐบาล

๐ ราดน้ำมันเครื่องบนถนน

๐ ใช้อาวุธปืนยิงใส่ขบวนรถไฟโดยไม่หวังผลทำร้ายใครโดยตรง

๐ เผารถยนต์

๐ แต่งกายเลียนแบบสตรีมุสลิมลอบยิงเจ้าหน้าที่

๐ แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ หรืออาสาสมัครทหารพรานออกก่อเหตุรุนแรง เช่น กราดยิงถล่ม

๐ ใช้กำลังโจมตีสถาบันทางศาสนา เช่น วัด

๐ พ่นสีสเปรย์บนพื้นถนน ป้ายข้างทาง หรืออาคารต่างๆ ด้วยข้อความปลุกระดม เรียกร้องเอกราชรัฐปัตตานี

๐ ปลุกกระแสความเข้าใจผิดให้ประชาชนรวมตัวกันต่อต้าน เรียกร้อง และกดดันให้หน่วยงานของรัฐทำตามข้อเรียกร้อง มีการใช้ความรุนแรงยั่วยุ โดยหวังผลให้รัฐใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม เช่นกรณีเหตุการณ์ตากใบ

๐ ปล่อยข่าวลือให้ประชาชนเข้าใจรัฐในทางที่ผิด เช่นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งปล่อยข่าวลือให้ประชาชนหวาดกลัวการใช้อำนาจของรัฐในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแบบเหวี่ยงแห เช่น กรณีคนไทย 131 คนอพยพไปยังรัฐกลันตัน เนื่องจากเกรงกลัวการใช้อำนาจตาม พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

๐ ใช้อาวุธสงครามกราดยิงแบบไม่หวังผล เข้าไปภายในหมู่บ้านไทยพุทธ หรือวัด เพื่อข่มขู่ หรือก่อกวนให้เกิดความไม่สงบ

๐  ทำใบปลิวออกข่มขู่ให้หยุดงานวันศุกร์

        จุดประสงค์เพื่อทำลายอิทธิพล ความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออำนาจรัฐ ว่าไม่สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัย และรักษาความสงบเรียบร้อยได้อีกต่อไป

ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร

๐ใช้ผู้ถูกยกเว้นตามกฎแห่งการทำสงคราม เช่น ผู้หญิงและเด็ก เข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เช่นปิดถนนทางเข้าหมู่บ้าน โดยหวังใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือเผยแพร่ ให้สังคมโลกเห็นว่า กำลังจะมีการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง

๐ เผยแพร่ความผิดพลาดในการใช้อำนาจและกำลังของรัฐว่าเป็นการกดขี่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่นเว็บไซต์องค์กรสิทธิมนุษยชนมลายูปัตตานี หรือ PMHRO

        รวมทั้งสิ้น 44 รูปแบบ 44 ยุทธวิธี การก่อเหตุรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ดังกล่าว จะเห็นว่าครอบคลุมกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

        ด้านหน่วยงานของรัฐได้จำแนกโครงสร้างของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไว้ 4 ระดับ คือ

1.องค์กรนำหรือกลุ่มควบคุมและสั่งการ ถือเป็นส่วนยอดของปิรามิด มีขบวนการ BRN Co-ordinate เป็นองค์กรนำ ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ

2.กลุ่มควบคุมทางยุทธวิธี ถือเป็นส่วนกลางของปิรามิด มีการทำงานผสมผสานกันระหว่างนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น กลุ่มผลประโยชน์ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มโจรรับจ้าง

3.กลุ่มผู้ปฏิบัติการทางทหาร

4.กลุ่มแนวร่วมและมวลชน
         

กลุ่มที่ 3 และ 4 เป็นฐานล่างของปิรามิดมักถูกแสวงประโยชน์จากอัตตลักษณ์ทางเชื้อชาติและศาสนา มีจำนวน 1-2 % ของประชากรในพื้นที่ แต่มีอิทธิพลเหนือชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่ ทำให้การแก้ปัญหาของฝ่ายรัฐไม่สำเร็จตามที่คาดหวัง เพราะชาวบ้านวางเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีแนวโน้มที่จะก่อเหตุร้ายรายวันในรูปแบต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติการทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงจุดมุ่งหมายที่จะต่อต้านการแก้ปัญหาของฝ่ายรัฐในทุกรูปแบบ

สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ เป้าหมายของขบวนการก่อความไม่สงบ ที่ต้องการให้สังคมโลก โดยเฉพาะองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศต่างๆ เข้ามาแทรกแซงปัญหานี้ ด้วยการทำให้เห็นว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติผิดพลาด สร้างความสูญเสีย หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือรังแกชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู การก่อเหตุในลักษณะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐโกรธแค้น และปฏิบัติการตอบโต้ด้วยความรุนแรง จึงมีแนวโน้มจะมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เหตุร้ายยังดำเนินต่อไป จำนวนผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบ จากสารพัดวิธีเหล่านี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

main page / what's new and update

Too Late To Turn Back