http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=midnightuniv&topic=8474

แอกประวัติศาสตร์รัฐรวมศูนย์: ใครสร้าง?

ช่วงที่สถานการณ์ภาคใต้กำลังเป็นไปอย่างไม่น่าไว้วางใจ เช่น 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าผลกระทบจะมีขึ้นมากน้อยเพียงใด ตามแต่ละฝ่ายจะประเมินกัน แต่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันนี้ คือ ใน "โลกหนังสือ" มักมีงานเขียนเกี่ยวกับภาคใต้ออกมาอย่างต่อเนื่อง บางแห่งทั้งแผงเลยทีเดียว น่าสนใจมากไปกว่านั้นอีก ตรงที่เมื่อดูเนื้อหางานที่สะท้อนเกี่ยวกับภูมิหลังของสถานการณ์ความขัดแย้ง ยังคงไม่มีงานใดที่โดดเด่นมากนักเกินกว่าที่เคยทำมา [ขอให้เข้าใจว่านี่คือข้อสังเกตเชย ๆ เท่านั้น] อย่างไรนั้น ก็ขอให้บางชิ้นที่ผู้เขียนขอยกมาอภิปรายดังต่อไปนี้

ชารอม อาหมัด ในงานศึกษาเกี่ยวกับ "ความสัมพันธ์ระหว่างเคดาห์และสยาม" ได้สะท้อนอย่างน่าสนใจต่อกรณีปัญหาภาคใต้ว่า มีเชื้อมูลมานมนานแล้ว และก่อนการสถาปนาอำนาจรวมศูนย์สมัย ร.5 ในคราวตกลงให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก [ปีนัง] สุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากสยาม หากปฏิบัติตนในฐานะกษัตริย์ของรัฐที่มีเอกราชบริบูรณ์ ซึ่งนั่นนับเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม เพราะต่อมาไม่นานอังกฤษก็สร้างปีนังให้กลายเป็นเมืองท่านานาชาติ ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์กลางการค้าที่เคยเฟื่องอยู่ ณ แถบรัฐเคดาห์จนถึงปัตตานีเดิมจึงเกิดการซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

ความสำคัญของการค้าที่มีต่อรัฐเหล่านี้อยู่ตรงประเด็นที่ว่า เพราะเป็นรัฐที่มีอาณาเขตไม่กว้างขวางนัก มีพื้นที่ทั้งหมดรวมเพียง 10 ล้านไร่ การกสิกรรมจึงไม่ได้เป็นรายได้หลักของรัฐ การผลิตก็เน้นหนักไปที่แร่ดีบุกเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการผลิตที่ขึ้นกับดีมานด์ที่มาจากทะเลหลวงนั่นเอง ผิดกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่แม้บางคราวอาจเก็บภาษีจากภาคกสิกรรมได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางครั้งต้องเผชิญการต่อต้านจากภายนอกเช่น สงครามกับพม่า แต่นั่นก็กลับส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไปในตัวเอง กระทั่งสามารถดำรงอำนาจครอบงำเหนืออาณาบริเวณรอบนอกในเวลาต่อมา

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงตระหนักพระทัยดีว่า สยามไม่มีผลประโยชน์เป็นพิเศษแต่ประการใดในบรรดาหัวเมืองเหล่านี้ และหากต้องสูญเสียหัวเมืองเหล่านี้ให้แก่อังกฤษ พระองค์ก็จะขาดเพียงต้นไม้เงินต้นไม้ทอง นอกเหนือไปจากเครื่องราชบรรณาการดังกล่าวก็ไม่มีการสูญเสียด้านวัตถุอื่นใดอีก แต่อย่างไรก็ดีการสูญเสียดินแดนเหล่านี้ย่อมเป็นการเสื่อมเสียในเกียรติภูมิของประเทศ และพระบารมีของพระองค์ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสยามจึงต้องย้ำความเป็นเจ้าของดินแดนเหล่านี้

ปี พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงนำนโยบายการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมาบังคับใช้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอันหนึ่งก็คือการจัดให้หัวเมืองต่าง ๆ ขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย [ซึ่งก็คือกรมหลวงดำรงราชานุภาพขณะนั้น] เป็นการคาดหวังว่า ด้วยระบบมณทลเทศาภิบาลนี้ จะช่วยปกป้องบูรณาภาพของดินแดนสยามจากการคุกคามของอังกฤษและฝรั่งเศส

กรณีหัวเมืองปักษ์ใต้เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ถูกจัดตั้งใหม่เป็น "มณทลนครศรีธรรมราช" ซึ่งไม่มีปัญหามากมายนัก แต่พื้นที่ใต้ลงไปกว่านั้นกลับไม่เป็นดังหวัง เพราะลักษณะการจัดรูปการปกครองดังกล่าว เท่ากับเป็นการยกเลิกระบอบสุลต่านที่มีมานานไปด้วย [โปรดดูเพิ่มเติมในงานเกี่ยวกับ "ระบอบสุลต่าน" โดยตรงของอาณัติ อนันตภาค] โดยได้มีพระบรมราชโองการประกาศให้ผนวกปัตตานี สายบุรี ยะลา และนราธิวาส เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม จัดตั้งเป็น "มณทลปัตตานี" ซึ่งก็ถูกปฏิเสธจากสุลต่านฯ โดยเฉพาะเตงกูอับดุล กาเดร์ [ Tengku Abdul Kadir ] สุลต่านเมืองปัตตานี สยามจึงได้ส่งกองทัพลงมาปราบปรามแล้วจับสุลต่านฯ มากักขังไว้ที่กรุงเทพฯ

เรื่องมันเริ่มด้วยประการนี้, ควบคู่กับที่โครงสร้างอำนาจถูกจัดตั้งจนเปลี่ยนแปลงไป การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตก็เปลี่ยนไปด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นกลุ่มเจ้าสยามที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีอำนาจเหนือดินแดนเหล่านี้อย่างแท้จริง แต่หนังสือภูมิศาสตร์ประเทศสยาม ตีพิมพ์โดยกระทรวงธรรมการ เมื่อปีพ.ศ.2464 กลับอธิบายว่าดินแดนเหล่านี้ถูกนับรวมเป็นหัวเมืองที่ขึ้นตรงต่อสยามมาแต่ครั้งสุโขทัย โดยมีเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นผู้ดูแลควบคุม นั่นยังไม่เท่าไร, เพราะปัญหาที่เกิดตามมาจากข้อมูลเช่นนี้ก็คือ การที่แบบเรียนสมัยหลังที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการ [พัฒนาจากกระทรวงธรรมการ ] ก็ยังคงยึดถือตามนั้นมาเสมอ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แม้จะมีผลเป็นการล้มล้างอำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ แล้วสถาปนากลไกแห่งรัฐประชาชาติขึ้นแทนที่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับหัวเมืองสำคัญในอดีต ที่ฝ่ายหลังต้องตกเป็นอาณานิคมไปโดยการจัดการปกครองและโครงเรื่องในประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ๆ แต่อย่างใด แม้จะมีการยกเลิกระบบมณทลเทศาภิบาลไปก็ตาม ตรงกันข้ามรัฐประชาชาติที่ถูกสถาปนาขึ้นใหม่ก็กลับยังคงสืบรับเอามรรคผลของการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ อันเป็นผลงานชิ้นเอกของรัชสมัยสมบูรณาฯ มาปรับใช้เสียด้วยซ้ำ

ปัญหาของหัวเมืองห่างไกลอันเป็นศูนย์กลางที่ตั้งสำคัญของวัฒนธรรมเดิมที่ยังคงเข้มแข็งอยู่ เป็นปัญหาสำคัญที่ผู้ก่อการต่างก็วิตกกังวลไม่น้อย แต่แทนที่จะคิดแก้ไขผ่านการผ่อนคลายอำนาจที่เน้นศูนย์กลางนั้น กลุ่มผู้ก่อการกลับทำตรงข้าม แม้อาจมีการเปิดโรงเรียนใหม่แก่หะยีสุหลง พร้อมกับที่มีการแสวงความร่วมมือบางด้านจากผู้นำก้าวหน้าของกลุ่มมุสลิม แต่ก็เพียงเวลาอันสั้น เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงภายหลังที่ส่งผลกระทบอย่างยาวนานและ "รุนแรง" เช่นกรณีการปฏิวัติทางภาษาและวัฒนธรรมของคณะราษฎรกลุ่มหลวงพิบูลสงคราม

กระบวนการสร้างความเป็นไทยที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จากการบังคับใช้นามประเทศอย่างเป็นทางการ โดยนัยของมันนั้นรุนแรงเกินกว่าที่กลุ่มผู้นำครั้งนั้นจะคาดคิด เพราะนั่นจัดเป็นการทำลายกลุ่มคนที่มีความเป็นอื่นอยู่แต่เดิมโดยตรง กรณีข้อเรียกร้องของกลุ่มหะยีสุหลง แทนที่จะเป็นโอกาสในการทบทวนแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมา ก็กลับจบลงด้วยวิธีใช้ความรุนแรง หะยีสุหลงกลายเป็นวีรบุรุษจากความตายอันเงียบงันของเขา ซึ่งนั่นมีผลเป็นการยืนยันถึงแนวทางที่คนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าอยู่ก่อนแล้ว คือการต่อสู้เพื่อปลดแอกอาณานิคมภายในนั่นเอง

กล่าวเช่นนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มผู้ก่อการคณะราษฎรเท่าไร เนื่องจากสถาบันกษัตริย์สมบูรณาฯ ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาก็ได้สร้างรากฐานบางอย่างซึ่งอยู่ ณ ระดับที่ลึกเกินกว่าที่ผู้ก่อการจะขุดรื้อหรือถอนรากได้หมด ตรงข้ามเมื่อจำเป็นต้องพร่ำเพ้อถึงการรวมศูนย์ความจงรักภักดีในหมู่ราษฎร รัฐบาลที่มาจากสามัญชนเช่นคณะราษฎร ก็ยังจำต้องพึ่งพระบารมีเดิมของกษัตริย์สมบูรณาฯ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงตกอยู่ในสภาพหัวมังกุท้ายมังกร เกิดขั้วอำนาจซ้อนทับกันลดหลั่นมากมาย ตั้งแต่อำนาจที่ปรากฏเพียงในนาม ไปจนถึงอำนาจที่ถือว่ามีอยู่จริงในการควบคุมกลไกการใช้อำนาจของรัฐและประชาชน

ตรงนี้เองที่เป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้ บางปัญหาซึ่งมีรากเหง้ามาจากการรวบอำนาจสู่ส่วนกลาง [โดยสถาบันกษัตริย์] ยังคงดำรงอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลงเมื่อใด นัยหนึ่งปัญหาดังกล่าวก็จึงจัดเป็นด้านกลับที่สะท้อนถึงเงื่อนไขของอำนาจที่ยังคงแนบชิดอยู่กับส่วนกลาง พร้อมกันนั้นการอธิบายอดีตก็จึงยังคั่งค้างอยู่ โดยซึมซับเอามโนทัศน์ที่เคยสร้างขึ้นอย่างฉาบฉวย ใต้แอกประวัติศาสตร์แบบสมบูรณาญาสิทธิ์ และในการอธิบายอดีตเช่นดังกล่าวนี้ อัตลักษณ์แห่งชาติ [Nation Identities] ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย สำหรับแอกประวัติศาสตร์แบบนี้ย่อมเป็นสิ่งที่จะถูกนับรวมอยู่ด้วยกันไม่ได้[อย่างน้อยก็ไม่ได้โดยง่าย] เพราะหากทำนอกเหนือเช่นนั้น ก็เชื่อแน่ได้ว่าอำนาจรัฐที่รวมศูนย์จะหมิ่นเหม่ต่อการถูกมองเป็นอำนาจที่ปราศจากความชอบธรรมไปโดยสิ้นเชิง

จาก "โลกหนังสือ" หันมามองความจริงที่เห็นกัน กรณีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทักษิณ ๒ ในปัจจุบันน่าสังเกตว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ขาดมิติทางประวัติศาสตร์ เพราะวิธีการ เช่น การออก พรก. ฉุกเฉิน ซึ่งมีผลให้อำนาจมากเกินกว่าที่หลายฝ่ายจะยอมรับได้ อันที่จริงนั่นเท่ากับซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมที่เคยมีมาก่อน เพราะอำนาจรวมศูนย์ลักษณะนี้นั่นเองที่เป็นปัญหาโดยตัวมันเอง ไม่ใช่แนวทางการแก้ไขระดับลึกและยั่งยืน

ณ วันนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการ หากส่วนหนึ่งคือ การรักษา "บาดแผล" เก่า ๆ นั้นด้วย
 

กำพล จำปาพันธ์

 

main page / what's new and update

 Evergreen - Will Young