http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=midnightuniv&topic=8475

ว่าด้วยอาณานิคมภายใน

ดร. วัน กาเดร์ เจ๊ะมาน ผู้นำกลุ่มเบอร์ซาตู เมื่อคราวพำนักอยู่ที่ประเทศสวีเดนได้ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของไทยต้องใช้วิธีก่อเหตุรุนแรง ก็เพราะพวกเขามองกันว่า ปาตานีปัจจุบันตกเป็นอาณานิคมของไทย วิธีการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชจึงต้องเป็นวิธีการเดียวกับสงครามปลดแอก...

ถ้าจริงดังคำให้สัมภาษณ์ของ ดร. วัน การก่อเหตุสะเทือนขวัญ "ฆ่ารายวัน" ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปอย่างรุนแรงมากขึ้นนี้ มีความเกี่ยวข้องกับวิธีคิดดังกล่าว ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ [แขก - ไทย] ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นศัตรู เพื่อบรรลุเป้าหมาย ภายใต้แอกที่สวมครอบสถานะความเป็นชาติ คนไทยหรือชาติไทยจึงเป็นศัตรูหรือเจ้าอาณานิคมของประชาชาติปาตานีทั้งหมด ไม่มีการจัดแบ่งว่า จะเป็นคนไทยชั้นชาวบ้านสามัญชน หรือคนชั้นนำของสังคม - ชนชาติ

แน่นอนว่าออกจะไม่ "ใหม่" เสียทีเดียวนัก สำหรับมุมมองการจัดแบ่งเช่นนี้ หลายคนคงนึกเปรียบเทียบกรณี พคท. ในอดีต ที่ฝ่ายนำมองว่า ชาติไทยไม่มีเอกราชอย่างแท้จริง หากแต่ตกอยู่ในสภาพกึ่งเมืองขึ้นของจักรพรรดินิยมอเมริกาและญี่ปุ่น [ภัยขาว - ภัยเหลือง] และครั้งนั้นปัญหาการสู้รบระหว่าง พคท. กับรัฐยุติลงส่วนหนึ่ง ก็ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของชนชั้นนำไทย จากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ถูกหาว่า เป็นจีน เป็นญวน เป็นลาว สารพัด ก็กลับกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในที่สุด

การกล่าวหาว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากชาติมุสลิมภายนอก โดยบุคคลชั้นนำในรัฐบาลจึงสะท้อนอาการสมองเสื่อม ขาดมิติทางประวัติศาสตร์ในการพิจารณาแก้ไขปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การที่รัฐบาลปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนเดือนตุลา' บางส่วน รวมทั้งผู้เคยเข้าร่วมกับ พคท. ในอดีต ที่บัดนี้กลายเป็นนักเทคนิคให้กับพรรคไทยรักไทยไปเสียหลายคน อาการหลงลืมในลักษณะนี้จึงมีความน่าสนใจ

จริงอยู่ว่า สถานการณ์ภาคใต้ปัจจุบัน อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างจากสงครามประชาชนในอดีต และตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น อาจเป็นได้อย่างมากเพียงกรณีศึกษาเปรียบเทียบ โดยไม่ได้เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบถึงไทยเสียเท่าไร สำหรับประเด็นอาณานิคมภายใน - นอก นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงคาบเกี่ยวกันและกันเสมอ จึงต้องพิจารณาควบคู่กันไป แต่อย่างไรก็ตามจำเพาะที่เรื่องนี้เป็นปัญหาภายในมากกว่ามีประเด็นที่น่าวิเคราะห์ต่อไปว่า ด้วยวิธีมองที่ยังคงสวนทางกันเช่นที่เป็นอยู่นี้จะนำไปสู่อะไร ?

ชั้นต้น, จากสาเหตุทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นนำสยามจัดการเปลี่ยนรูปการปกครองด้วยวิธีรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งจัดเป็นวิธีสำคัญสำหรับตอบโต้การคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกนั้น มีนัยเป็นการเลียนแบบการล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจเอง แทนที่จะผนึกกำลังกับชนพื้นเมืองเข้าทำการต่อต้านเจ้าอาณานิคม เช่นที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ตรงข้ามชนชั้นนำสยามกลับเป็นผู้รับประโยชน์จากการเข้ามาของจักรวรรดินิยม วิธีการที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเลือกเอามาใช้ อันที่จริงก็ซ้ำรอยเดิมที่ชนชั้นนำสยามเคยกระทำผิดพลาดกันมาแล้ว กล่าวคือแทนที่จะเป็นการแสวงความสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ ก็กลับก่อเหตุรุนแรงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งนี้ย่อมนำมาซึ่งการต่อต้านขัดขืนในแบบเดิม ๆ วนเวียนกันอยู่ต่อไป


ในหลายกรณี เอกราชใช่ว่าจะได้มาด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง ตรงข้ามนั่นกลับเป็นการหยิบยื่นความชอบธรรมแก่เจ้าอาณานิคมให้ใช้ความรุนแรงปราบปรามดุจกัน ตัวอย่างสำหรับขบวนการกอบกู้เอกราชบางประเทศ เช่น ติมอร์ตะวันออก เอกราชได้มาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้นำขบวนการในเวทีสหประชาชาติ เจ้าอาณานิคม เช่น อินโดนีเซีย จึงถูกกดดันผ่านการเจรจาต่อรองด้วยไหวพริบความฉลาดทางการทูต แม้จะมีการใช้ความรุนแรงกันในบางครั้ง แต่ก็มักเป็นไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังเกิดขึ้น ณ ระดับมวลชนมากกว่าจะเป็นการชี้นำโดยผู้นำขบวนการ

ขบวนการกู้ชาติชาวไอริชที่อังกฤษในอดีต ซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าเคลื่อนไหวมาอย่างยาวนานก็เช่นเดียวกัน แม้มีการจัดตั้งองค์กรลับเพื่อต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลก็จริง แต่เท่าที่เหตุการณ์ลอบวางระเบิดจะเกิดขึ้นแต่ละครั้ง มักมีการแจ้งเตือนแก่ประชาชนอยู่ก่อนแล้ว เพราะเป้าหมายสำคัญนั้นอยู่ที่การทำลายสถานที่ตั้งอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ ไม่ก็ศูนย์บัญชาการของฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการเล่นเกมส์ไล่ล่ากับเจ้าหน้า ที่ท้าทายประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือของกองกำลังฝ่ายรัฐบาล พร้อมกันนั้นองค์กรลับที่จัดตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจยังทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยแก่ประชาชาติต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตอิทธิพลของขบวนการอีกด้วย

ผลคือขบวนการสามารถช่วงชิงภาวะการนำบางอย่างจากรัฐบาลมาได้โดยที่ไม่มีการประกาศรับรองเอกราชด้วยซ้ำไป ล่าสุดก็มีการวางอาวุธไปแล้วสำหรับขบวนการกู้ชาติไอริช แต่ไม่ได้หมายความว่าขบวนการและอุดมการณ์กู้ชาติจะเหือดหายไปด้วย เพียงแต่เป็นที่คาดกันว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น


เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จในแบบที่เจ้าอาณานิคมพึงจะมี เกิดการเสียศูนย์เสียแล้ว รัฐบาลอังกฤษมักหันมาเน้นการขยายปัญหาภายนอก คือ ความสัมพันธ์กับนานาประเทศ เพื่ออุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นภายในประเทศของตน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่นายโทนี่ แบลร์ ต้องตัดสินใจนำพาอังกฤษเข้าร่วมเป็นพันธมิตรสหรัฐทำสงครามกับอิรัก และก็ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ที่พม่ายังคงดูมีอธิปไตยเหนือเขตอิทธิพลของกองกำลังชนกลุ่มน้อย บนเวทีการฑูตกับนานาประเทศ และบนแผนที่โลกจะปรากฏเขตแดนประเทศเมียนมาร์ครอบคลุมพื้นที่อาณัติของชนกลุ่มน้อย ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าขบวนการกอบกู้เอกราชจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่

๑. ความสนับสนุนของประชาชาติในพื้นที่ และ
๒. ความยอมรับจากเวทีนานาประเทศ

ทั้งสองปัจจัยนี้สำหรับแนวทางก่อการร้ายที่ภาคใต้ปัจจุบัน กล่าวได้ว่ายังห่างไกลจากเป้าหมายที่พวกเขาใฝ่ฝันกันมากมายนัก
การโจมตีกลุ่มเป้าหมายโดยไม่แยกแยะว่าจะเป็นรัฐหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ มีผลทำให้ขบวนการกู้ชาติกลายเป็นเพียงกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบธรรมดา อันสามารถเกิดขึ้นได้ อย่างน้อยก็ในสายตาของฝ่ายรัฐบาล ไม่ก็ญาติพี่น้องผู้สูญเสีย ความผิดพลาดลักษณะนี้เกิดขึ้นกับขบวนการฝ่ายซ้ายในอดีตเช่นกัน แต่ไม่รุนแรงดุจกันนี้ เพราะยังจำกัดอยู่เพียงการยกเลิกฐานทัพอเมริกา ไม่ก็การบอยคอตสินค้าญี่ปุ่น แม้ว่าขณะเสนอแนวคิดจะมีการโจมตีอเมริกากับญี่ปุ่นทั้งชาติ โดยหลงลืมกลุ่มคนทุกข์ยากที่อยู่ใต้แอกชาติทั้งสอง ทั้งที่มองแง่หนึ่งผู้คนเหล่านั้นก็มีฐานะเป็นอาณานิคมภายในของชาตินั้น ๆ เช่นกัน เป้าหมายที่เป็นการกอบกู้เอกราชนั้นอันที่จริงไม่เป็นที่ชิงชังเท่าไรหรอก หากปัญหาคือวิธีการที่เลือกนำมาใช้นั่นต่างหาก

ประเด็นความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นศัตรูนั้น กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่อาจจะนำความสำเร็จมาให้ขบวนการแบ่งแยกฯ เพราะปัจจุบันชาติพันธุ์บริสุทธิ์นั้นดังที่ทราบคือไม่หลงเหลืออยู่แล้ว หากแต่ผสมกลมกลืนกัน คนไทยเองก็ไม่มีคนไทยแท้ จะมีก็แต่ลูกครึ่งเลือดผสมทั้งนั้น ไทยกับแขกมาเลย์เองปัจจุบันก็ปะปนกันอยู่

กระนั้นก็ตาม การสร้างความเป็นศัตรูดังกล่าวก็สะท้อนอาการลักลั่นของการเมือง ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ยึดถือสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์ ละเลยปัญหาชาติพันธุ์ ขณะที่ในความเป็นจริงกลุ่มคนสังกัดแต่ละชาติพันธุ์ กลับได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน จากรัฐ - รัฐบาล หรือจากอะไรก็ตาม ส่วนบางชาติซึ่งอาจเป็นคนส่วนน้อยกลับถูกยกย่องเชิดชูให้เป็นหน่อเนื้อเชื้อสายของชนชั้นปกครอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอีกปัจจัยหนึ่ง คือการเร้าโลมจากบรรยากาศความรับรู้ทางประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ของบางชาติพันธุ์หรือบางท้องถิ่น ตามที่เป็นมามักจะกดบีบให้ไม่หลงเหลือความเป็นอิสระ และหรือ ความยิ่งใหญ่ในตัวเอง หากต้องขึ้นตรงต่อศูนย์กลางแห่งใดแห่งหนึ่ง กล่าวอีกนัยคือ สภาพที่ประวัติศาสตร์ศูนย์กลางสร้างอำนาจเผด็จการเหนือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชนชาติที่มีความเป็นมาผูกพันธ์กับวัฒนธรรม ภาษา และพื้นที่นั้น ๆ จะถูกครอบงำจนเกิดแอกประวัติศาสตร์ที่กดทับกันอย่างเป็นมั่นเหมาะ ภายใต้บรรยากาศนี้บางครั้งหากจะชูภาพลักษณ์ของท้องถิ่นขึ้น ก็จะเป็นท้องถิ่น ที่สะท้อนความเหนือกว่าและชอบธรรมที่ศูนย์กลางจะปกครอง ไม่ก็ขายทำกำไรในรูปของการท่องเที่ยวเสีย



ปัญหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของอาณานิคมภายใน จึงดูซับซ้อนกว่าอาณานิคมภายนอก ตรงที่ไม่เพียงอาณานิคมภายในจะถูกครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยโครงสร้างทางสังคมการเมืองที่เหนือกว่าเท่านั้น หากยังถูกครอบครองสำนึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้วย

กรณีเขมรเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องนี้ดีทีเดียว สยามเสียอำนาจในเขมรแก่ฝรั่งเศสก็เนื่องด้วยสยามไม่ประสบความสำเร็จ ในการแสดงหลักฐานยืนยันถึงอำนาจของตนต่อเขมรว่า มีมากกว่าญวนเพียงใด ญวนตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส และฝรั่งเศสก็จึงอ้างอำนาจญวนอีกต่อหนึ่งเข้ามายึดครองเขมรในที่สุด กล่าวได้ว่าครั้งนั้นสยามเสียเขมรทั้งที่ไม่ได้รบแพ้ฝรั่งเศสเลยด้วยซ้ำ หากสยามแพ้ในเรื่องความรู้ทางประวัติศาสตร์ สมมติว่าถ้าครั้งนั้นสยามไม่แพ้ล่ะก็ เป็นที่คาดหมายได้ว่า เขมรคงไม่แคล้วตกเป็นอาณานิคมภายในของสยามเช่นเดียวกับปาตานี

และก็ด้วยการรู้จักประยุกต์ใช้พลานุภาพของความรู้ทางประวัติศาสตร์นี้เอง ที่รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามสามารถชิงดินแดนอีกฟากของแม่น้ำโขงมาได้ ทั้งที่ไม่มีกำลังรบเพียงพอแก่การเอาชนะฝรั่งเศสเลย หลวงวิจิตรวาทการ นักประวัติศาสตร์ผู้รับใช้รัฐบาลหลวงพิบูลได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ชนชาติไทยในอดีตนั้นมีความยิ่งใหญ่เพียงใด ขณะที่ฝรั่งเศสต่างหากที่ออกจะดู "ป่าเถื่อน" ไปอย่างเทียบกันไม่ได้ ฉะนั้นฝรั่งเศสจึงไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นผู้ปกครองของชนชาติไทยในแดนลุ่มน้ำโขงอีกฟาก สงครามอินโดจีนจึงอุบัติขึ้นส่วนหนึ่งก็จากอาการหลงตัวเองอย่างแรงของผู้นำไทยสมัยนั้น

กล่าวโดยสรุป เมื่ออำนาจความชอบธรรมของการครองอาณานิคมมาพร้อมกับอำนาจของประวัติศาสตร์ การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยอาณานิคมส่วนหนึ่ง จึงต้องกระทำผ่านการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่ท้าทาย ล้มล้าง ต่อสู้เบียดขับ กับอำนาจของประวัติศาสตร์เจ้าอาณานิคมโดยฝ่ายที่ตกเป็นอาณานิคมเอง วิธีก่อการร้ายจึงผิดประเด็นอย่างมาก !!

กำพล จำปาพันธ์
 

main page / what's new and update

Yesterday - Paul McCartney