http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3800927/P3800927.html

พฤติกรรมและนิสัยสันดานของประเทศมาเลเซีย!

ตอน1
-----------
นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงไปแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ด้วยตัวเอง ผมได้ดูภาพข่าวทางโทรทัศน์ ดูจบปุ๊บ ก็นึกได้ปั๊บเลยครับว่า นี่คือวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีและ ถูกต้องที่สุด การลอบทำร้ายข้าราชการและประชาชนผู้บริสุทธิ์ของโจร ก็ต้องเจอกับความกล้าหาญชาญชัยของผู้นำ เมื่อผู้นำประเทศแสดงความกล้าหาญให้ประจักษ์ หน้าที่ของเราประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ควรต้องยอมเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เพื่อช่วยกันนำความสงบกลับมาสู่ประเทศไทยให้ไวที่สุด

ผมหงุดหงิดกับคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย กรณีคนไทย 131 คน ที่ข้ามไปมาเลเซียเต็มที อ่านคำให้สัมภาษณ์ของท่านแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคำพูดรัฐมนตรีของประเทศที่มีพรมแดนประชิดติดกัน มาเลเซียนั้นปัจจุบันกลายเป็นประเทศเจ้าปัญหา เดี๋ยวมีปัญหากับสิงคโปร์ เดี๋ยวมีปัญหากับอินโดนีเซีย ฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันหลายรอบ วันนี้ คำพูดของท่านจะมีปัญหากับไทยเข้าให้แล้ว

มาเลเซียน่าจะทำตัวได้เรียบร้อยกว่านี้ ท่านควรนึกว่า ถึงอย่างไรเราก็ไม่สามารถ ย้ายประเทศไปอยู่ในที่ห่างไกลกันได้ เราต้องมีพรมแดนประชิดติดกันต่อไปอีก เป็นร้อยหรือนับพันปี รุ่นลูกรุ่นหลานเหลนโหลนของเรา ก็ยังจะต้องอาศัยอยู่ในแหลมนี้ ปัญหาที่ผู้ไม่หวังดีก่อขึ้น จะทำให้คนรุ่นหลังของเราอยู่ร่วมแหลมกันอย่างไม่มีความสุข หากความขัดแย้งยังขยายบานปลายออกไป ให้เราทั้งสองประเทศเก่งกาจปานใด หาเงินเข้าประเทศได้มากขนาดไหน ก็ต้องเอาไปถมการรบพุ่งกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ฟังคำให้สัมภาษณ์ของผู้คนในคณะผู้นำของรัฐบาลมาเลเซียบางท่าน ทำให้ผมระลึกนึกถึงความเป็นผู้ดีของนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ที่ผู้คนมาเลเซียไม่ว่าหัวหงอกหัวดำต่างให้ความสำคัญว่าท่านเป็นบิดาแห่งเอกราช ฯพณฯ ตนกูอับดุล ราห์มาน อดีตหัวหน้าพรรคแนวร่วมองค์การชาตินิยมมลายู ที่คนมาเลย์เรียกว่าอัมโน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการต่อรองกับรัฐบาลอังกฤษ จนกระทั่งท่านทั้งหลายสามารถประกาศเอกราชให้ประเทศของท่านได้เมื่อ พ.ศ.2500

เด็กรุ่นหลังของมาเลเซียบางคนอาจจะไม่ทราบว่า บิดาแห่งเอกราชของท่านนั้น มีมารดาเป็นคนไทย รัฐไทรบุรีเองก็เคยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของราชอาณาจักรไทย เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดี ไม่เคยมีคนไทยคนไหนประกาศว่าอยากจะได้แผ่นดินในอดีตของไทยคืนมาเลย ทั้งๆที่ไทรบุรี ปะลิสและสตูลนั้น สมัยก่อนรวมกันเป็นมณฑลเทศาภิบาลไทรบุรี สุลต่านอับดุล ฮามิด ก็เคยทรงพระยศข้าราชการไทยเป็นเจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดี เจ้าพระยาไทรบุรี

อังกฤษกับไทยทำสนธิสัญญากันเมื่อ พ.ศ.2452 รัฐมลายูตอนเหนือก็จึงเลยพ้นอ้อมอกของไทย ไปอยู่กับอังกฤษ ซึ่งมีทั้งไทรบุรี ปะลิส กลันตัน และตรังกานู

แม้ว่าจะพ้นอ้อมอกไทยไปแล้ว แต่สัมพันธภาพระหว่างรัฐไทรบุรีกับไทย ก็ยังนับว่าใกล้ชิดกันมาก เจ้านายจากไทรบุรีไม่เคยลืมข้าแดงแกงร้อน พวกท่านยังคงมาเยือนไทยอยู่เสมอ หลายท่านยังเดินทางมาศึกษาหาความรู้ที่กรุงเทพฯซะด้วยซ้ำ

หนึ่งในบรรดาเจ้านายจากรัฐไทรบุรีที่เดินทางมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็คือ ฯพณฯ ตนกูอับดุล ราห์มาน ท่านเข้าศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนถึง พ.ศ.2458 ถึงได้กลับไปเรียนที่ปีนัง และไปเรียนต่อที่อังกฤษในภายหลัง

มาเลเซียมีอดีตอันแสนขมขื่นกับการถูกคนขาวปกครอง ท่านไม่ได้ถูกฝรั่งปกครอง อย่างธรรมดา แต่ถูกแบ่งแยกและปกครองซะด้วยซ้ำ มาเลเซียเป็นดินแดนพหุสังคม ที่มีทั้งชุมชนคนมลายู คนจีนและอินเดีย แตกต่างกันทั้งอาชีพ ศาสนา ภาษาพูดและวัฒนธรรม นโยบายก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ของอังกฤษก็คือ แบ่งแยกและปกครอง แบ่งให้คนมลายูเป็นผู้คนชนชั้นปกครอง และคนจีนให้มีบทบาททางเศรษฐกิจ

กรุณาอย่าปฏิเสธ ว่ามาเลเซียในขณะนั้นไม่ทุกข์ ถ้าใครไม่เชื่อลองไปอ่านงานเขียนของบิดาแห่งเอกราชของมาเลเซีย เรื่อง Viewpoints ท่านสารภาพเองว่าท่านเกลียดชังการมีเจ้านายผิวขาวเป็นยิ่งนัก

ไม่อยากจะเขียนอะไรอย่างนี้เลยครับ แต่เห็นคนไทยทั้งที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม ถูกฆ่าตายทุกวัน พร้อมทั้งได้อ่านคำให้ สัมภาษณ์ของ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ทำให้ผมต้องหยุดเขียนเรื่องจอร์เจียเอาไว้ชั่วคราว และยกประวัติศาสตร์บางตอนของมาเลเซียและไทยขึ้นมาเล่ารับใช้ ด้วยความหวังว่าจะมีใครแปลเอาไปให้ รมว.ต่างประเทศมาเลเซียได้อ่าน

อ่านเพื่อประดับสติปัญญาของท่านเอาไว้บ้าง.

ตอน2
-------------
เมื่อวาน นิติภูมิรับใช้ถึงประวัติของมาเลเซียในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ฯพณฯ ตนกูอับดุล ราห์มาน บิดาแห่งเอกราชของมาเลเซีย และก็ยังรับใช้ไปด้วยว่า มารดาของ ฯพณฯ ตนกูอับดุล ราห์มาน นั้น ท่านเป็นคนไทย แม้แต่ท่านตนกูอับดุล ราห์มาน เอง ท่านก็เคยได้รับการ ศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ของไทย

มาเลเซียเป็นประเทศที่มีชื่อเปลี่ยนแปลงไปมาหลายครั้ง สมัยที่ประกาศเอกราชจากชาติอังกฤษ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 มาเลเซียมีชื่อเป็นทางการว่า สหพันธ์มลายา ประเทศใหม่เอี่ยมถอดด้ามนี้มีเพียง 9 รัฐ คือ ไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ตรังกานู เประ สลังงอร์ ปะหัง เนกรีเซมบิลัน และยะโฮร์ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2504 ตนกูอับดุล ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนแรกของสหพันธ์มลายา ประกาศแนวความคิดอยากจะขยายดินแดน โดยการรวมเอาสิงคโปร์ ซาบาห์ ที่อยู่ในบอร์เนียวเหนือ บรูไน และซาราวัก เข้ามารวมกับประเทศใหม่ของตน ซึ่งดินแดนทั้ง 4 แห่งที่ว่านี่ ตอนนั้นยังอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ

สมัยนั้น มาเลเซียยังไม่มีเอกภาพแท้จริง ทั้งคนมาเลย์ จีนและอินเดียยังเข้ากันได้ไม่สนิท ตีกันก็บ่อย ในเวลาเดียวกัน พวกฝ่ายซ้ายในสิงคโปร์แข็งแรงขึ้นทุกวัน สหพันธ์มลายากลัวว่าสิงคโปร์ จะเป็นคอมมิวนิสต์ ถ้าสิงคโปร์เป็นคอมมิวนิสต์ละก็ อันตรายกับตัวเองแน่ น่าจะเอาสิงคโปร์มารวมเข้ากับตัวเองซะก่อนดีกว่า

สหพันธ์มลายาในสมัยนั้น ทั้งกล้าทั้งกลัวในการไปเอาสิงคโปร์มาร่วมประเทศ กล้าก็คือ เห็นว่าในสิงคโปร์มีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแรง รวมกันเมื่อใด มลายาก็จะแข็งแรงเพิ่มขึ้น ที่กลัวก็คือ สิงคโปร์มีคนจีนเยอะ รวมสิงคโปร์เข้ามาก็จะทำให้มลายามีสัดส่วนของคนจีนมากขึ้น ซึ่งพวกมาเลย์กลัวตรงนี้มาก แต่ก็มีหลายคนให้ความเห็นว่า ไม่เป็นไร รวมเถอะ ถึงอย่างไรคนในซาบาห์ ซาราวัก และบรูไน ที่เราจะเอาเข้ามา รวมใหม่ ก็มีคนเผ่าพันธุ์มาเลย์และนับถือศาสนาอิสลามทั้งนั้น แม้ว่าคนจีนจากสิงคโปร์จะเพิ่ม แต่สัดส่วนของคนมาเลย์จากดินแดนใหม่อีก 3 แห่ง น่าจะเพิ่มมากกว่า

ใต้สมองของผู้นำมาเลเซียตั้งแต่ยุคแรกแล้ว ที่เต็มไปด้วยความต้องการที่จะผนวกดินแดนอื่นมาเข้ากับประเทศของตนเอง โดยเฉพาะดินแดนที่มีผู้คนเชื้อสายมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลาม

พอข่าวว่ามลายาอยากจะได้ซาบาห์ ซาราวักและบรูไน แพร่กระจายขยายออกไป อินโดนีเซียก็ถึงกับโกรธจนหนวดกระดิก ส่งทหารเข้าไปในเกาะบอร์เนียวเหนือทันที ประธานาธิบดีมากาปากัลของฟิลิปปินส์ก็ไม่ยอมเช่นกัน มลายาก็จึงไปขอบารมีอังกฤษ ขอให้อังกฤษช่วยทั้งทางด้านการเมืองและการทหาร ทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็จึงต้องยอมให้มลายา เอาดินแดนทั้งสองที่ว่านั้นไปรวมด้วยอย่างหน้าตาเฉย

ที่แข็งแรงหน่อยก็คือบรูไน สุลต่านแห่งบรูไนไม่ยอมรวมกับมลายา ภายหลังจึงสามารถตั้งประเทศของตัวเองได้ โดยมีชื่อเต็มว่า เนการาบรูไนดารุสซาลาม

สหพันธ์มลายา+สิงคโปร์+ซาบาห์+ซาราวัก=สหพันธ์ มาเลเซีย หรือประเทศมาเลเซีย โดยสถาปนาประเทศใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อ 16 กันยายน พ.ศ. 2506 ปีต่อมาก็มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคแนวร่วมของตนกูอับดุล ราห์มาน ได้ที่นั่ง 123 จาก 159 ที่นั่ง ในสภานิติบัญญัติ จึงตั้งรัฐบาลได้เป็นครั้งที่ 2 ตนกูอับดุล ราห์มาน จึงเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย

ตนกูอับดุล ราห์มาน เป็นหัวหน้าพรรคแนวร่วม นายลีกวนยิวคนจีน เป็นหัวหน้าพรรคกิจประชาคม หรือ People's Action Party ที่เดิมเคยเด่นดังในสิงคโปร์ ก็เข้ามาขยายฐานในมาเลเซีย พรรคกิจ-ประชาคมมีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนว่า ต้องการเป็นคู่แข่งของพรรคแนวร่วม คนก็สนับสนุนนายลีกวนยิวมากขึ้นเรื่อยๆ

พวกมาเลย์เชื่อว่า ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ ลีกวนยิวคนจีนนี่แหละ จะเป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเข้าสักวันหนึ่ง อย่ากระนั้นเลย เราตัดไฟเสียแต่ต้นลมดีกว่า

ว่าแล้ว ตนกูอับดุล ราห์มาน ก็เสนอบัญญัติเพื่อขอแยกสิงคโปร์ออกจากสหพันธ์ สภานิติบัญญัติที่มีคนมาเลย์เป็น ส.ส. มากกว่า ก็รีบรับรองญัตติในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508

สิงคโปร์จึงต้องออกมาจากประเทศมาเลเซีย ทั้งที่ตอนแรกถูกชวนเข้าไปร่วมเองแท้ๆ

นี่แหละคือ อีกตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาเลเซีย.
 

ตอน 3
----------------------
ผมอ่านนโยบายความมั่นคงที่รัฐบาลมาเลเซียเขียนไว้เพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศ ท่านเขียนว่า...มาเลเซียจะดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองโดยยึด อาเซียน เป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้มีการรับรองและปฏิบัติอย่างจริงจัง ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันตก เป็นดินแดนเป็นกลางและสันติสุข เพื่อให้มาเลเซียปลอดภัยจากการถูกรุกรานจากภายนอก

นอกจากข้อความในข้อแรกนี้แล้ว ก็ยังมีนโยบายด้านความมั่นคงอย่างอื่นอีก 3 ข้อ อ่านแล้วนิติภูมิกิ๊กก๊อกก็เข้าใจเอาเองว่า มาเลเซียกลัวการเป็นไม้เรียวกิ่งเดียวโดดๆ เพราะกลัวโดนมหาอำนาจหักได้โดยง่าย แต่ถ้าไม้หลายกิ่งมารวมกันเป็นกำ มหาอำนาจก็จักหักยาก มาเลเซียจึงต้องการให้หลายประเทศมารวมกันเป็นกำไม้ อยากจะใช้กลุ่มอาเซียนเป็นหลักในการต่อรองกับชาติมหาอำนาจต่างๆ

นิติภูมิรู้เหมือนอย่างที่นายฮารุนหรือนายซาบู พลเมืองของมาเลเซียรู้นั่นแหละว่า อาเซียนประกอบไปด้วย ไทย เขมร ญวน ลาว พม่า บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถ้ามาเลเซีย จะใช้อาเซียนเป็นฐานต่อรองกับมหาอำนาจจริงๆ มาเลเซียก็ต้องจริงใจกับเพื่อนบ้านซักหน่อย อย่าให้มีเรื่องบ่อยครั้งเหมือนในอดีตที่มาเลเซียเคยบาดหมางกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์

รมว.ต่างประเทศมาเลเซียพูดถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนกับไทย นิติภูมิใคร่จะขออนุญาตเรียนท่านว่า ในโลกนี้ ก็มีเพียงท่านเท่านั้นที่โจมตีไทยในเรื่องนี้

มาเลเซียซะอีกที่เคยโดนมากมายหลายประเทศด่าว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเทศตะวันตกเคยรุมประณามหยามด่า อเมริกาก็เคยหยิบปัญหานี้ขึ้นมาพูด

รมว.ต่างประเทศของมาเลเซียท่านทราบไหมครับ ว่าประเทศตะวันตกมองท่านยังไง พวกนั้นมองว่ารัฐบาลมาเลเซียใช้ Internal Security Act กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายใน หรือ ISA เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ใครคัดค้านรัฐบาล รัฐบาลมาเลเซียจับยัดเข้าคุกได้โดยไม่ต้องไต่สวน อันนี้นี่แหละครับ ที่ต้องถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตัวจริง

มาเลเซียออกมาตะโกนก่นโคตรตะวันตกอยู่บ่อยๆ ด่าอเมริกาว่าอย่ามาวิจารณ์ ISA เพราะนั่นมันเป็นเรื่องภายในประเทศของเรา ประเทศเจ้าไม่เกี่ยว

มาเลเซียถูกใครต่อใครด่า แต่ก็ดีที่ยังมีมิตรแท้จากประเทศหนึ่งซึ่งยืนเคียงข้าง และคอยโต้ตอบพวกตะวันตกแทนมาเลเซียอยู่เรื่อย คือ ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนของไทย ไม่เชื่อท่านลองไปหาเปิดฟ้าส่องโลกย้อนหลังตั้งแต่ พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบันเอามาอ่านดูก็ได้ มีแต่เชียร์มาเลเซียทั้งนั้น

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะต้องการจะยกระดับจากการที่เราสองประเทศมี “ความสัมพันธ์อันดี” ให้ขยับขยายกลายมาเป็น “ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน”

อีกอย่างหนึ่งซึ่งทำให้ผมเขียนเชียร์มาเลเซียมาตลอดก็คือ มาเลเซียเป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย เอาเฉพาะแค่ปีที่แล้วเพียงปีเดียว มูลค่าการค้ารวมระหว่างเราสองประเทศมีมากถึง 10,821.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตีเป็นเงินไทยก็ตั้ง 428,375.69 ล้านบาท แต่ก่อนง่อนชะไร คนมาเลเซียชอบมาเที่ยวเมืองไทย คนไทยก็ชอบไปเยือนมาเลเซีย พ.ศ.2547 เมื่อปีที่แล้วนี่เอง คนไทย ไปเที่ยวมาเลเซียมากถึง 1.5 ล้านคน คนมาเลเซียก็เข้ามาเที่ยวเมืองไทยในจำนวนไม่แพ้เช่นกัน

ทุกวันนี้ มีนโยบายอุ้มโจรอุบัติขึ้นมา ไอ้นโยบายบ้านี่แหละแหะครับ ที่ทำลายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับมาเลเซีย เมื่อคืนผมนอนฝันว่า ถ้ามาเลเซียเลิกหนุนคนผิด เหตุการณ์ทางใต้ของไทยก็จะสงบจบลงได้ง่าย และความสัมพันธ์อันดีก็จะกระชับกลับมาเหมือนเดิม

ไทยกับมาเลเซียน่ะ เรามีความตกลงที่สำคัญต่อกันเป็นร้อยเรื่อง

เรื่องหนึ่งซึ่งผมอยากจะเตือนความจำ รมว.ต่างประเทศมาเลเซียก็คือ ความตกลงที่ไทยและมาเลเซียลงนามกันเมื่อ 93 ปีมาแล้ว คือเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 และเป็นความตกลงฉบับแรกระหว่างประเทศของเราสอง นั่นก็คือ...

ความตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ไม่ใช่ ความตกลงว่าด้วยการรักษาผู้ร้ายให้อยู่ในแดน.

 

ตอนที่ 4
--------------------------------------------------------
คุณสรพล เถระพัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานสหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัด ชวนนิติภูมิขึ้นไปพูดรับใช้ข้าราชการสหกรณ์ทางภาคเหนือ เกี่ยวกับสหกรณ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ฯลฯ เสาร์ 15 ต.ค. มะรืนนี้ ที่โรงแรมแสนภูเพลส จ.เชียงราย เวลา 13.30-16.30 น.

ไหนๆ นิติภูมิรับใช้ผู้อ่านท่านถึงมาเลเซียมาแล้ว 3 วัน ก็ขออนุญาตเก็บเล็กผสมน้อยเรื่องของมาเลเซียรับใช้กันไปทั้งสัปดาห์เลยก็แล้วกัน ขอเริ่มด้วยว่ามาเลเซียมีพลเมืองน้อยกว่าเราเยอะ คนไทยมี 62 ล้าน ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหน นับถือศาสนาใด เราไม่เคยแบ่ง ทุกคน ทุกศาสนามีสิทธิในประเทศไทยเท่าเทียมกันทุกประการ

มาเลเซียต่างจากไทยตรงที่พลเมืองมีสิทธิไม่เท่ากัน ที่นั่นให้ เกียรติและให้สิทธิชาวภูมิปุตราที่มีอยู่ประมาณ 61.3% ใครจะเป็นภูมิปุตราจะต้องถือกำเนิดเกิดในมาเลเซีย และต้องนับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น นับถือศาสนาอื่นก็ไม่ได้สิทธิ์อันนี้

แม้แต่พวกภูมิปุตราด้วยกัน ก็ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรก ที่เป็นภูมิปุตรา first class มีอยู่ 50.3% พวกนี้เป็นชาวมาเลเซียที่มีคุณสมบัติ 2 ข้อ คือ 1. เผ่าพันธุ์มาเลย์ และ 2. นับถือศาสนาอิสลาม ถ้าเป็นผู้คนชนชาติอื่น เผ่าพันธุ์อื่น ถึงแม้ว่าจะนับถือศาสนาอิสลาม ก็ไม่ได้รับสถานะเป็นภูมิปุตราชั้นหนึ่ง

ส่วนพวกภูมิปุตราชั้นสอง หรือพวก second class นี่ จะมีอยู่ประมาณ 11% ของประชากรทั้งหมด

นอกนั้นก็เป็นชาวมาเลเซีย “เผ่าพันธุ์” จีน 23.9% อินเดีย 7.1% อื่นๆ 1.2% ส่วนพลเมือง “สัญชาติอื่น” ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย มีอยู่ประมาณ 6.5%

เพราะความที่มีการแบ่งเป็นคนชั้นนั้น ประเภทนี้ นับถือศาสนาโน้น ในประเทศของตนเอง มาเลเซียบางพวกก็จึงถึงเข้าใจผิดคิดว่าพลเมืองไทย จะต้องถูกแบ่งตามเผ่าพันธุ์และศาสนาอย่างเช่นในประเทศของตัวเอง เมื่อใต้สมองของมาเลย์บางพวกเข้าใจอย่างนี้ มีอะไรเกิดขึ้นนิดหน่อย ก็จะโทษว่าเป็นเพราะความต่าง ศาสนา ต่างเผ่าพันธุ์ พูดง่ายๆ ก็คือ เอาประสบการณ์ที่ทำกันจนชินในมาเลเซียมาโทษประเทศไทย

ผมเคยจ้างคนมาเลเซียเชื้อชาติจีนมาทำงานเป็นผู้ช่วยของผมที่สถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำอยู่นานพอสมควร สนทนากันแทบทุกวัน ผมก็จึงพอทราบว่าคนจีนในมาเลเซียนั้น ไม่ได้มีสิทธิมากมายเหมือนคนมาเลเซียที่เป็นชาวภูมิปุตรา อยู่กันอย่างเป็นพลเมืองชั้นสอง ชั้นสาม จริงๆ

อัมโนกลุ่มที่มีอำนาจบริหารประเทศของมาเลเซีย มีนโยบายบริหารที่เน้นความเป็นชาตินิยม เมื่อวานผมเรียนว่า มาเลเซียต้องการใช้อาเซียนเพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจตะวันตก วันนี้ขอเรียนเพิ่มเติมครับว่า เท่าที่สังเกตการกระดิกพลิกตัวของมาเลเซียในทวีปแอฟริกา และในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผมมีความเชื่อว่า นอกจากอาเซียนแล้ว มาเลเซียยังต้องการพลังจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศอิสลาม เพื่อใช้ไปเป็นอำนาจต่อรองกับพวกมหาอำนาจตะวันตกด้วยเหมือนกัน

การออกแอ็กชั่นต่อกรณีภาคใต้ของไทย 3 จังหวัดนั้น มาเลเซียอาจจะถือว่าตัวเองยิงปืนนัดเดียว ได้นกตกลงมาทั้งฝูง หากมีเหตุการณ์พลิกผันอย่างไม่คาดคิด มาเลเซียอาจจะได้ดินแดน เพิ่ม บางคนคิดอุบาทว์ คิดว่าถ้ามีรัฐใหม่เกิดขึ้นทางภาคใต้ ของไทยแล้ว มาเลเซียก็จะได้ใช้รัฐนี้เป็นรัฐกันชน เหมือนเช่นที่สาธารณรัฐเลบานอนสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์ เพื่อใช้ให้เป็นรัฐกันชนกับรัฐอิสราเอล

การออกแอ็กชั่นต่างๆ ยังทำให้มาเลเซียได้ใจประเทศอิสลามเล็กๆ ที่อยู่กระจัดกระจายหลายภูมิภาคอีกบาน

ผมเดินทางไปสาธารณรัฐอรับซีเรียหลายครั้ง ได้พบเจอพลเมืองไทยหลายคนในประเทศนี้ที่ถือหนังสือเดินทาง ของมาเลเซียด้วย คนไทยเหล่านั้นเกิดในไทย เป็นคนไทย มีพาสปอร์ตไทยแล้ว ทำไมมาเลเซียถึงต้องให้หนังสือเดินทางมาเลเซียอีกเล่มหนึ่ง และทำไมท่านเลือกให้เฉพาะคนไทยที่ไปศึกษาหาความรู้ในประเทศซีเรีย?

ท่านมีนโยบายอะไรพิเศษเกี่ยวกับคนไทยผู้ไปเรียนที่ซีเรียหรือเปล่า?

 

ตอนที่ 5
------------------------------
วันนี้คงเป็นวันสุดท้าย ที่นิติภูมิจะรับใช้ท่านถึงเกร็ดเล็กเกร็ด น้อยของมาเลเซีย เพื่อให้ท่านเห็นภาพอีกด้านหนึ่งของเพื่อนบ้านผู้ อยู่ใกล้ชิดติดเรา

ผู้อ่านท่านผู้เจริญ ก่อนหน้านั้นทะเลสุลาเวสีไม่มีความสำคัญอันใดนัก เป็นทะเลที่ไม่มีใครอยากได้ไว้ในครอบครอง ในทะเลนี้มีเกาะเล็กมากอยู่ 2 แห่ง คือ เกาะสิปาดันและเกาะลิกิตัน สองเกาะนี่แสนกระจอกงอกง่อย ไม่ค่อยมีใครอยากไปอยู่อาศัย แต่หลังจากที่มีการค้นพบนํ้ามันนอกชายฝั่ง เอาละซี ทีนี้วุ่นกันใหญ่ พ.ศ.2512 มาเลเซียประกาศเปรี้ยงเลยว่า เกาะสิปาดันและเกาะลิกิตันนั้นเป็นของข้า อ้า ดังนั้นทะเลสุลาเวสีที่มีนํ้ามันเยอะๆ ก็จะต้องเป็นของข้าตามไปด้วย

อินโดนีเซียไม่ยอม มาเลเซียจึงลากอินโดนีเซียขึ้นศาลโลก

มาเลเซียนำกรณีที่เคยมีคนมาเลเซียไปเก็บไข่เต่าบนเกาะทั้งสองมาอ้างต่อศาล อ้างแล้ว ทนายความมาเลเซียก็ไปงัดเอากฎควบคุมการเก็บไข่เต่า ขึ้นมาแสดงแถลงต่อผู้พิพากษาศาลโลกว่า อ้า ถ้าเกาะทั้งสองไม่ใช่ของมาเลเซีย เราจะทะลึ่งออกกฎเก็บไข่เต่าทำไม ในอดีต เราก็ยังเคยสร้างประภาคารไว้บนเกาะทั้งสองนี่อีกด้วย

หลังจากต่อสู้กันยาวนาน พ.ศ.2546 ศาลโลกก็พิพากษาให้มาเลเซียชนะ เมื่อมาเลเซียได้แผ่นดินเพิ่มขึ้นเป็นเกาะกระจิริดกระจ้อยร่อยอีก 2 เกาะแล้ว ก็เป็นผลให้ทะเลสุลาเวสีกลายเป็นของมาเลเซียไปด้วย จากนั้นมาเลเซียก็อนุญาตให้มีการสำรวจนํ้ามันในทะเลนี้ทันที อินโดนีเซียทำได้แค่สั่งให้ผู้แทนของตนในกรุงเฮกโชว์สปิริตแสดงความยินดีต่อมาเลเซีย เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์พูดจาน่าสงสารว่า ที่อินโดนีเซียยอมเคารพกติกาของศาลโลกในครั้งนี้นั้น ไม่ใช่ เพราะอินโดนีเซียเชื่อว่าเกาะทั้งสองเป็นของมาเลเซีย แต่เพราะอินโดนีเซียต้องการรักษาเสถียรภาพ สันติภาพ และความสงบเรียบร้อยในภูมิภาคอาเซียนต่างหาก

เขียนรับใช้ให้เข้าใจกันง่ายๆก็คือ อินโดนีเซียไม่อยากจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใครในกลุ่มอาเซียนให้อายชาวโลก

ระหว่าง พ.ศ.2523-2525 นิติภูมิเรียนปริญญาตรีศิลปศาสตร์ ทางรัฐศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือการทูต ที่มหาวิทยาลัย รามคำแหง ผมต้องศึกษา Sungai Johor Water Agreement 1961 and 1962 ด้วย เป็นข้อตกลงที่มาเลเซียขายน้ำดิบให้สิงคโปร์ โดยข้อตกลง ค.ศ.1961 จะสิ้นสุด ค.ศ.2011 และข้อตกลง ค.ศ.1962 จะสิ้นสุด ค.ศ.2061 ผมไม่เคยนึกเลยนะครับว่า แค่เรื่องสิงคโปร์ขอน้ำไปใช้ดื่มใช้กิน ภายหลังมาเลเซียจะใช้เป็นปัญหามาบีบขอสตางค์เพื่อนเพิ่ม

ตามข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้แต่ดั้งเดิม มาเลเซียต้องส่งน้ำดิบให้สิงคโปร์วันละ 350 ล้านแกลลอน ในราคา 1,000 แกลลอนต่อ 3 เซนต์ เมื่อเอาน้ำดิบไปพัฒนาเรียบร้อย สิงคโปร์ก็สามารถเอาไปใช้ในบ้านตัวเองได้ส่วนหนึ่ง ส่วนน้ำที่กรองแล้วอีกวันละ 37 ล้านแกลลอน สิงคโปร์จะต้องส่งกลับมาให้รัฐยะโฮร์ในราคา 1,000 แกลลอนต่อ 50 เซนต์ ระยะหลัง คนมาเลเซียกดดันรัฐบาล ให้เพิ่มราคาค่าน้ำดิบหรือไม่ก็ไม่ต้องส่งน้ำดิบไปให้คนสิงคโปร์ใช้ แรกๆสิงคโปร์ก็พยายามใช้การเจรจา แต่ตอนหลัง ครม.ของมาเลเซีย มีมติให้หยุดการเจรจา รมว.ต่างประเทศคนที่ชื่อซัยยิด หะมิด อัลบาร นี่แหละ เป็นคนประกาศว่า “จะไม่มีการเจรจากันอีกแล้ว”

พ.ศ.2546 นิติภูมิได้รับชวนจากรัฐบาลสิงคโปร์ให้ไปเยือนสิงคโปร์ และให้ไปเยือนโรงงานผลิตน้ำที่เรียกว่า Neo Water แม้แต่น้ำสกปรกจากห้องส้วม สิงคโปร์ก็ยังต้องนำมากรองใหม่เพื่อให้สามารถดื่มได้ ผมยังได้ทดลองดื่มกับเขาด้วย

ปีนั้นเองที่ผมได้รับหนังสือชื่อ Water Talks? If Only It Could. แปลเป็นไทยก็คงจะได้ว่า เจรจาเรื่องน้ำหรือ? ถ้าน้ำพูดได้ ละก็...ซึ่งเป็นหนังสือที่รัฐบาลสิงคโปร์อธิบายเรื่องน้ำและแจกจ่าย ไปถึงนักการทูตและผู้คนในรัฐบาลมาเลเซียได้อ่าน

มาเลเซียเสียชื่อเสียงขนาดหนัก ขนาดต้องใช้เงินมหาศาลลงโฆษณาตามสื่อสากล เพื่ออธิบายเรื่องนี้ต่อสังคมโลกครั้งแล้วครั้งเล่า จะตอบโต้กับมาเลเซีย ท่านจะต้องใช้เทคนิคทางสื่อสารมวลชนชั้นสูง มาเลเซียถึงจะไม่กล้าอือกล้าหือกับเราอีก วันหน้าถ้ามีโอกาส ผมจะนำกรณีที่มาเลเซียทำขี้เพื่อนบ้านอีกเป็นสิบกรณีมารับใช้ครับ

สำหรับคืนนี้ นิทราราตรีสวัสดิ์ ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.

นิติภูมิ นวรัตน์

กันยายน 2005

 

main page / what's new and update

Young Ones - Cliff Richard & Shadows