http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=122&Itemid=57

ผลกระทบวิกฤตชายแดนใต้ จากท้องถิ่นสู่สากล

ผ.ศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา / คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

@@@@@@@@@@

การฟื้นตัวของการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดคือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากยุบเลิก ศอ.บต. และ พตท.43 และรุนแรงที่สุดในปี 2547 โดยการก่อเหตุร้ายและความรุนแรงมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัจจัยปัญหาพื้นฐานที่เป็นปัญหาเฉพาะของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าปัจจัยที่มาจากภายนอกประเทศ ซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้คือ

1. นโยบาย 66/23 ไม่ประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพราะขบวนการต่างๆในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีเป้าหมายในเรื่องของ รัฐปัตตานี ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ซึ่งไม่อาจลบล้างให้หมดไปได้ รัฐอาจจะรักษาความสงบไว้ได้ในระดับหนึ่งแต่การต่อสู้ของกลุ่มหรือขบวนการต่างๆก็จะดำเนินต่อไปเท่าที่โอกาสจะมีและจะเติบโตรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีปัจจัยอื่นๆเกื้อหนุน

2. การปรับโครงสร้างของขบวนการ BRN เน้นกองโจรในเมืองแทนกองโจรในป่า ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2529 ในขณะที่ทางการประเมินศักยภาพของขบวนการต่างๆในช่วงปี 2545 ว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยพิจารณาจากการปราบปรามและการเข้ามอบตัวของสมาชิกจากขบวนการต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เคลื่อนไหวอยู่ในป่า และสมาชิกของกองกำลังติดอาวุธมีจำนวนเหลือน้อยมาก สามารถควบคุมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกำลังทหาร นี่คือ ที่มาของการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่พร้อมๆกับการยุติบทบาทของทหารในการปราบปรามรวมทั้งยุบเลิก ศอ.บต. ในขณะที่กองโจรในเมืองเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายอยู่ทั่วไป

3. การปลูกฝังเยาวชนเพื่อสร้างฐานกำลัง องค์กร PKRRP ของ BRN เริ่มชักจูงเยาวชนเข้าร่วมในการต่อสู้เพื่อสถาปนารัฐอิสลามปัตตานีตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานสำหรับการสะสมสมาชิกและเครือข่าย  ถึงแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเยาวชนที่ร่วมก่อเหตุร้ายต่างๆในปัจจุบันคือสมาชิกส่วนหนึ่งของ PKRRP หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าเยาวชนส่วนหนึ่งได้ถูกจัดวางให้เป็นกำลังหลักของกลุ่มหรือขบวนการที่มีอุดมการณ์ รัฐปัตตานี มาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะไม่มีการยุบเลิก พตท.43 และ ศอ.บต. เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างที่เห็นในช่วงปี 2546-2547 ก็ต้องเกิดขึ้นเช่นกันเพราะทางรัฐไม่ได้เน้นการป้องกันในเรื่องของกองโจรในเมืองและขาดการเอาใจใส่ต่อเยาวชนมาตั้งแต่ต้น

4. มีการวางแผนกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนในการปฏิบัติการ จากข้อมูลเชิงลึกกลุ่มเยาวชนได้รับรู้มาก่อนว่ามีการกำหนดเป้าหมายจะก่อเหตุร้ายในปี 2547 ประกอบกับหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับ “แผนบันได 7 ขั้น เพื่อสถาปนารัฐอิสลามปัตตานี” ที่ทางการค้นพบ แสดงให้เห็นว่าความถี่ในการก่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในปี 2547 เป็นความจงใจให้เกิดขึ้นอย่างถูกกำหนดมาแล้ว

5. ปัญหาพื้นฐานด้านสังคมจิตวิทยาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการชักจูงบุคคลตางๆเข้าร่วมก่อเหตุรุนแรง แม้ว่า   ในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะมีการยุบเลิก ศอ.บต. ปัญหาสังคมจิตวิทยาลดน้อยลงมามาก แต่ก็ยังมีโอกาสสะสมและปะทุได้อีกหากมีการปลุกเร้าหรือมีสถานการณ์บางอย่างเป็นใจเพราะยังมีผู้ ฝังใจ กับประวัติศาสตร์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประกอบกับบางฝ่ายต้องการให้เกิดความขัดแย้ง  เพื่อใช้เป็นชนวนเป็นเงื่อนไขสังคมนำไปสู่สิ่งที่ตนต้องการ ผู้ชักจูงอาจหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ที่เกิดขึ้น เช่น การที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจรก่อการร้ายโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม การอุ้มฆ่าประชาชนมุสลิมหรือการเหวี่ยงแหจับกุมคนร้ายที่ต้องสงสัยว่าเป็นโจรก่อการร้ายอย่างขาดข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจน รวมทั้ง การเชื่อถือข้อมูลจากภายนอกประเทศเพื่อสนับสนุนนโยบายการต่อต้านการก่อการร้ายสากล ของ มหาอำนาจ โดยพุ่งเป้าหมายไปที่มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือ อิทธิพลจากต่างประเทศมีส่วนทำให้ปัญหาด้านสังคมจิตวิทยาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

6. องค์กรที่ก่อเหตุร้ายในปัจจุบันได้จัดรูปแบบเป็นองค์กรลับ ไม่มีการประกาศตัวเองอย่างเปิดเผยเหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมาซึ่งปฏิบัติการในลักษณะ “ปฏิบัติการในที่มืด ปรากฏตัวในที่สว่าง” กล่าวคือ ไม่มีรูปองค์กรและผู้นำให้เห็นชัดเจนและผู้ก่อเหตุร้ายดำเนินชีวิตอย่างคนปกติทั่วไป ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายโดยผ่านเว็บไซท์ของกลุ่ม

7. อิทธิพลจากต่างประเทศในเรื่องสงครามการก่อการร้าย เป็นแนวคิดและรูปแบบวิธีการที่นำมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเป้าหมายในการก่อเหตุรุนแรงและบุคคลที่ตกเป็น “เหยื่อ” ของความรุนแรงคือบุคคลทั่วไปมิได้จำกัดเพียงแค่เจ้าหน้าที่รัฐ

              จะเห็น ว่า สาเหตุของการย้อนกลับมาของกระแสการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันเกิดจากสาเหตุที่เป็นปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศมากกว่าปัจจัยที่มาจากต่างประเทศ อิทธิพลจากต่างประเทศเป็นเพียงปัจจัยเสริมในเรื่องรูปแบบและวิธีการก่อเหตุร้ายเท่านั้น

สถานการณ์ชายแดนใต้ในระดับนานาชาติ

หลังจากยุบเลิก พตท.43 และ ศอ.บต. เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ โดยจะยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญๆดังนี้

            วันที่ 20 มิถุนายน 2545 คนร้าย 4 คน บุกปล้นปืน สำนักงานอุทยานแห่งชาติบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ได้ปืน 33  กระบอก 4 วันถัดมา  คนร้ายบุกปล้นฐานปฏิบัติการของทหารภายในสำนักงานโครงการปศุสัตว์เกษตรมูโน๊ะ ได้ปืน 2 กระบอก วิทยุ 1 เครื่อง

              ปี 2546 เมื่อวันที่ 28 เมษายน กลุ่มคนร้ายบุกปล้นอาวุธทหารประจำหน่วยทักษิณพัฒนาที่ 5 และ 12 จังหวัดยะลาและนราธิวาส และ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ในปีเดียวกัน คนร้ายใช้อาวุธสงครามบุกยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและปล้นปืนจากอาสาสมัครที่จังหวัดปัตตานี

              จะเห็นว่าหลังจากยุบเลิก พตท.43 กลุ่มคนร้ายกล้าที่จะเข้าปฏิบัติการในที่ตั้งหน่วยของเจ้าหน้าที่มากขึ้นไม่ใช่ลอบยิงตำรวจหรือโจมตีจุดตรวจเท่านั้น เป้าหมายของการปฏิบัติการหลากหลายขึ้น มีการท้าทายอำนาจของทหารมากขึ้น

              กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 4 มกราคม 2547 คนร้ายนับร้อยบุกปล้นอาวุธปืน กองพันพัฒนา ที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส  สังหารทหารที่เข้าเวรเสียชีวิต 4 ได้อาวุธปืนไปเกือบ 400 กระบอก พร้อมกันนั้นก็ได้กระจายกำลังลอบเผาโรงเรียน 19 แห่งใน 11 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส โดยใช้เวลาปฏิบัติการเพียง 30 นาที

              เหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความแตกต่างในการปฏิบัติการของกลุ่มคนร้ายที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก กล่าวคือ ถูกฝึกฝนมาอย่างดี เป็นระบบ พร้อมเพรียง ปิดลับการทำงานได้ดีทั้งก่อนและหลังปฏิบัติการ มีแนวร่วมขนาดมหึมาโดยทางการไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือการชี้เบาะแสจากประชาชนเท่าที่ควร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากทั้งไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐและหวาดกลัวต่อผู้ก่อการ

              และนับแต่นั้นมาความรุนแรงก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคนร้ายใช้ดาบไล่ฆ่าฟันพระสงฆ์ ตำรวจ ครู และประชาชนที่เป็นพุทธและมุสลิม โดยเฉพาะการฆ่าพระสงฆ์ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพของความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก ความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างออกไป จากเดิมระหว่างประชาชนกับรัฐได้ขยายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน  คนที่นับถือศาสนาต่างกันเริ่มไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เหมือนมีความจงใจให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนที่นับถือศาสนาต่างกัน

             เป้าหมายของผู้ก่อการ คือ ต้องการสร้างความรุนแรงและใช้ความรุนแรงเป็นสื่อสะท้อนบางสิ่งบางอย่าง  โดยเห็นได้ชัดเจนในเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2547  เมื่อมีการบุกโจมตีที่ตั้งจุดตรวจ ฐานปฏิบัติการ และหน่วยงานทหารตำรวจกว่า 10 จุด ในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี และยะลา เหตุการณ์ครั้งนั้นผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิตถึง 106  คน โดยเฉพาะที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้หลบเข้าไปซ่อนตัว พร้อมทั้งประกาศว่านั่นคือ การญิฮาด ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจยิงถล่มเข้าไปในมัสยิดทำให้ผู้ก่อการที่อยู่ในมัสยิด 32 คน เสียชีวิตทั้งหมด

             เหตุการณ์ในวันที่ 28 เมษายน ได้ยกระดับปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จากปัญหาท้องถิ่นไปสู่ปัญหาระดับนานาชาติทันที

             ตามมาด้วยเหตุการณ์การสลายการชุมนุมประท้วงและควบคุมตัวผู้ประท้วงที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ในปีเดียวกันทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวน 85 คน (โดยไม่นับตัวเลขของผู้สูญหาย) โดยเฉพาะในจำนวนผู้เสียชีวิตนี้ พบว่า 78 คน เสียชีวิตบนรถบรรทุกขณะขนส่งจากอำเภอตากใบ ไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

               ปี 2547 ตั้งแต่ มกราคมถึงพฤศจิกายน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมด 1,253  ครั้ง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดปี 2547 ข้อมูลจากทางการระบุว่า จำนานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร้อยละ 60 เชื่อว่าเกิดจากการก่อการร้าย

ชายแดนใต้ถูกโยงกับปัญหาระหว่างประเทศ

               ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา นานาชาติให้ความสนใจกับปัญหาการก่อการร้ายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างน้อยในเหตุการณ์  4  ช่วงด้วยกัน

                ช่วงแรก  ระหว่าง  พฤศจิกายน-ธันวาคม  2545  เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์  Asian Wall Street Journal  ซึ่งเป็นสื่อของสหรัฐอเมริกาได้เปิดประเด็น  โดยการนำเอาประเทศไทย  ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายที่มีชื่อว่า  ญามาอะฮ์  อิสลามีญะฮ์ หรือ เจไอ  (Jemaah Islamiyah - JI) ซึ่งเป็นเครือข่ายของอัลเคดา (Al Qaeda) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ใช้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย  ช่วงมกราคม  2545  เป็นพื้นที่สำหรับวางระเบิดบาหลี

                ช่วงที่สอง ระหว่างเดือน พฤษภาคมและสิงหาคม  2546  เมื่อคนไทย  2  คน  ซึ่งมีภูมิสำเนาอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกจับที่ประเทศกัมพูชาในข้อหาว่าเป็นเครือข่าย เจไอ ถัดมาเมื่อวันที่  11 มิถุนายน  2546  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกจับตัวคนไทยมุสลิม  3  คนใน จ.นราธิวาส  คือ นายมัยซูรี  หะยีอับดุลเลาะห์  นายมุยาซิ  หะยีดอเลาะ  และนายแพทย์แวมาฮาดี  แวดาโอ๊ะ  เนื่องจากต้องสงสัยว่าให้ความร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย  เจไอ  วางแผนระเบิดสถานทูตสหรัฐ  ออสเตรเลีย  และอังกฤษรวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวอีก  1  แห่งในกรุงเทพมหานคร  และเมื่อวันที่  15 สิงหาคม  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของไทยและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองกลางของสหรัฐได้ร่วมกันจับนายริดวล ไอซามุดดิน (Riduan Isamudddin) หรือนายฮัมบาลี  (Hambali) หัวหน้าปฏิบัติการก่อการร้าย  เจไอ ได้ที่จังหวัดอยุธยา 

               ช่วงที่สาม  เหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อวันที่4  มกราคม  2547  หลังเหตุการณ์ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง  พลเอก  กิตติ  รัตนฉายา  อดีตแม่ทัพภาค4  ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อการโดยเชื่อมโยงกับกลุ่ม  KMM (Kumpulan  Mujahideen  Malaysia )  และเชื่อมโยงโดยอ้อมกับกลุ่ม  เจไอ  และ อัลเคดา  โดยผ่าน KMM

               ช่วงที่สี่  คือ เหตุการณ์การสลายกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 25 ตุลาคม 2547

              จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสี่ช่วง ทำให้ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐและไทย  สื่อมวลชนจากต่างประเทศ นักวิชาการและนักวิจัย ที่สนใจด้านการก่อการร้ายและความมั่นคงจากหลายประเทศจำนวนมาก รวมทั้งกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

               ที่สำคัญสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากสาเหตุหรือปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แตปัจจัยภายนอกประเทศมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกัน

อิทธิพลของต่างประเทศที่มีต่อสถานการณ์ชายแดนใต้

การเปลี่ยนแปลงของสังคมระดับโลก

           สภาวะโลกาภิวัฒน์ (Globalization) เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้อารยธรรม วัฒนธรรม ของผู้คนในซีกโลกที่ต่างกันถ่ายทอดถึงกันได้ สังคมโลกถูกทำให้ทันสมัย ขณะเดียวกันก็รุกเข้าไปทำลายอารยธรรมเดิม เกิดปฏิกิริยาเรียกว่า “การโต้ภาวะทันสมัย” (Counter-Modernization) ดังเช่นปรากฏการณ์ฟื้นคืนศาสนาอิสลามในตะวันออกกลางและเอเชีย เช่น เกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน การที่กลุ่มตาลีบันประกาศใช้กฎหมายอิสลามเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศอัฟกานิสถานเมื่อปี 2539

เหตุการณ์ 11 กันยายน 2544
             เหตุการณ์การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 โดยเฉพาะเมื่อ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวคำปราศรัยต่อสภาคองเกรสเมื่อ 20 กันยายน 2544 ว่า  “โลกในวันนี้ไม่มีทางเลือกมากไปกว่านี้ จะเลือกอยู่ข้างเรา (อเมริกา/ประชาธิปไตย) หรือลัทธิก่อการร้าย”          แม้ กลุ่มผู้นำประเทศมุสลิม 52  ประเทศ  จะประกาศจุดยืนร่วมกับสหรัฐอเมริกาเพื่อปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย แต่กลุ่มประชาชาติหรือมวลชนมุสลิมทั่วโลกได้เคลื่อนไหวต่อต้านการโจมตีอัฟกานิสถาน  เกิดกระแสการต่อต้านสหรัฐอเมริกา สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประชาชนมุสลิมในอินโดนีเซียลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐอเมริการุนแรงที่สุดในภูมิภาคนี้

ความเชื่อว่ามีเครือข่ายการก่อการร้ายสากลอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

           โลกตะวันตกโดยเฉพาะซีไอเอ (CIA)  มีทัศนะว่าความเชื่อมโยงของกลุ่มมุสลิมที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศต่างๆ  ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือเข้าใจว่า เจไอ เป็นแนวหน้าของอัลเคดาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นกลุ่มที่รวมของนักรบเพื่อศาสนา (Jihadists) หรือมูจาฮีดีนที่เคยร่วมรบกับกองทัพตาลีบันในการขับไล่กองทัพรัสเซียออกจากอัฟกานิสถาน  หลังจากที่ปฏิบัติการรบในอัฟกานิสถานเสร็จสมบูรณ์แล้ว  นักรบเหล่านี้ก็ได้แยกย้ายกันเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตน  หลายคนได้ต่อสู้ต่อไปในประเทศบ้านเกิด ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ยุติธรรม ซึ่งพวกเขาไม่พอใจโดยเชื่อว่าตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้มีอำนาจอยู่เหนือประเทศเหล่านี้

        การที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยถูกโยงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการก่อการร้ายสากล มีสิ่งที่น่าจะนำมาพิจารณาหลายประการคือ

            ประการที่หนึ่ง  ทำไมนักรบมูจาฮีดินที่เคยสนับสนุนสหรัฐฯ เพื่อขับไล่กองทัพรัสเซียออกจากอัฟกานิสถาน เมื่อเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนจึงกลายเป็น “พวกหัวรุนแรง” และ “พวกก่อการร้าย” ในทันที หรืออาจเป็นไปได้ว่าการรับเอาความคิดการก่อตั้งรัฐอิสลามตามอย่างตาลีบันกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตนหรือการฟื้นฟูอิสลามเป็นการบั่นทอนความมั่นคงของระบบทุนนิยมซึ่งเป็นสิ่งท้าทายอันใหม่ที่เข้ามาแทนที่ลัทธิคอมมิวนิสต์

            ประการที่สอง  ถ้าเป็นการเชื่อมโยงกันในรูปขององค์กรหรือขบวนการต่างๆในภูมิภาค ก็น่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันแบบเฉพาะกิจ  มีเป้าหมายในการต่อสู้ที่คล้ายกันคือ ความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือต้องการฟื้นคืนสังคมอิสลามในประเทศของตนเอง กล่าวคือ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในฐานะที่เป็นคนเชื้อชาติศาสนาเดียวกันมากกว่า โดยอาศัยจิตวิญญาณของความเป็นมุสลิมยึดโยงกันอยู่ ซึ่งน่าจะยืดหยุ่นได้ดีกว่าการเชื่อมโยงกับระดับองค์กรในภูมิภาคซึ่งมีความแตกแยกของกลุ่มต่างๆอยู่ตลอดเวลา เช่นการแตกแยกของขบวนการต่างๆที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยดังที่ปรากฏอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

            ประการที่สาม  การที่ซีไอเอ และสิงคโปร์กล่าวอ้างว่ากลุ่ม GMIP ที่ปฏิบัติการอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นเครือข่ายหนึ่งของ เจไอ และสนับสนุนอัลเคดาในระดับสากลนั้นมีข้อน่าสังเกตที่ขัดแย้งกันอยู่กล่าวคือ ทางการไทยเคยระบุว่ากลุ่ม GMIP เป็นกลุ่มโจรมิจฉาชีพไม่ได้มีอุดมการณ์แต่อย่างใด จึงไม่น่ามีความเป็นไปได้ว่าว่า GMIP เชื่อมโยงกับ เจไอ และสนับสนุนอัลเคดา โดยมีเป้าหมายระดับสากลคือต่อต้านสหรัฐอเมริกา แสดงว่าข้อสมมุติฐานของ ซีไอเอ และสิงคโปร์ ในการวาดโครงสร้าง เจไอ อาศัยข้อมูลที่ผิวเผินไม่ได้อยู่บนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพียงแต่เห็นว่ากองกำลังติดอาวุธใดที่เป็นมุสลิมก็จะถูกดึงเข้ามาเป็นเครือข่ายทั้งสิ้น

            ประการที่สี่   การจับ 2 คนไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ที่กัมพูชาและการจับหมอและโต๊ะครูพร้อมบุตรชาย ที่จ.นราธิวาส ในข้อหาเป็นเครือข่าย เจไอ เป็นการจับกุมตามข้อมูลหลักฐานที่ได้รับจากภายนอกประเทศ หรือแม้แต่การจับตัวนายฮัมบาลีได้ในประเทศไทยซึ่งเวลาผ่านมานานแล้วแต่ก็ยังไขปริศนาของเครือข่ายการก่อการร้ายในประเทศไทยไม่ได้เสียที

           การวิเคราะห์ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้อด้อย คือ สมมุติฐานของการก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบอาจจะเกิดจากการเชื่อมโยงหรือเกิดจากการกระทำของขบวนการก่อการร้ายระดับสากลเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะการตั้งสมมุติฐานผิด วิธีการแก้ปัญหาก็จะผิดไปด้วย เช่น การตั้งสมมุติฐานว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรังของการก่อการร้ายสากลเพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมจึงมีการตรวจสอบเงินบริจาค เงินการกุศล เงินสนับสนุนการศึกษาขององค์กรมุสลิมอย่างเข้มข้นรวมทั้งการตั้งข้อสงสัยต่อผู้นำศาสนาทุกระดับว่าอาจเป็นเครือข่าย เจไอ ยังผลให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงในหมู่ผู้นำศาสนาอย่างกว้างขวางเสมือนหนึ่งเป็นการดึงเอาปัจจัยภายนอกเข้ามาเสริมสร้างปัญหาให้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

            ประการที่ห้า  เหตุการณ์การปล้นปืน เมื่อ 4  มกราคม 2547 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงของไทยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายในไทยร่วมกับ KMM และ เจ.ไอ. มีข้อน่าสังเกตคือ รัฐบาลมาเลเซียได้กวาดล้างกลุ่ม KMM อย่างหนักจน หมดศักยภาพไปตั้งแต่ปี 2545 และความเชื่อมโยงของกลุ่ม KMM กับกลุ่มก่อการร้ายของไทย เท่าที่ปรากฏข้อเท็จจริงคือ กลุ่ม KMM ได้ซื้ออาวุธปืน M16 อุปกรณ์การทำระเบิด และระเบิดมือจากสมาชิกของกลุ่ม PULO และพ่อค้าอาวุธสงครามจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

          ในช่วงปี 2544-2545 รัฐบาลมาเลเซียได้จับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเครือข่าย เจไอ จำนวน 64 คน ซึ่งมีภรรยาของนายฮัมบาลีรวมอยู่ด้วย ถ้าศาลมาเลเซียตัดสินว่าคนทั้งหมดไม่ได้เป็น เจไอจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทย แต่ถ้าศาลตัดสินว่ามีคนในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นเครือข่าย เจไอ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็น่าเป็นห่วงอย่างมากเพราะมีชายแดนติดต่อกับมาเลเซียซึ่งง่ายต่อการสร้างเครือข่ายแต่ขณะนี้ผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาเป็นเครือข่าย เจไอ ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด

            เมื่อมีการจับอุสตาซ 4 คน ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาของโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยทางการสรุปว่าเป็นสมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็น แกนนำก่อความไม่สงบ ทำให้เกิดการหักมุมความเชื่อว่ากลุ่มก่อการร้ายสากลมีส่วนในการปล้นปืนเมื่อ 4 มกราคม และเป็นสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดปี 2547 หมดความสำคัญลงไปทันที

การก่อการร้ายและนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย
             มีการวิเคราะห์ว่ามีต่างชาติเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ 2 กลุ่ม คือ

            กลุ่มแรก  ผู้ก่อการร้ายต่างชาติสนับสนุนการฝึกแก่โจรก่อการร้ายและเยาวชนในพื้นที่ จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการสัมภาษณ์ประชาชนในอ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พบว่ามีชาวอินโดนีเซียมาช่วยฝึกประชาชนในหมู่บ้านในลักษณะของกองกำลังป้องกันตนเอง แต่ก็เป็นความเห็นของประชาชนที่เล่ากันปากต่อปาก ข้อเท็จจริงเชิงการข่าวหรือข้อมูลที่เป็นรูปธรรมยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่นักวิชาการมาเลเซียอ้างว่าเมื่อปี 2540 มีการประชุมร่วมกันของกองกำลังติดอาวุธจากหลายประเทศในมาเลเซีย ก็มีความเป็นไปได้ว่ามีการเชื่อมโยงร่วมมือกัน แต่ผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน  เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ต่างปฏิเสธว่า  ไม่มีกองกำลังต่างชาติใดๆอาศัยอยู่ในประเทศตนทั้งสิ้น การขาดข้อมูลหลักฐานในเรื่องกองกำลังต่างชาตินั้น  ทางการไทยควรจะขอความร่วมมือในทางลับกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาในภูมิภาคดีกว่าการประกาศข้อสงสัยผ่านสื่อให้เกิดเป็นความหวาดระแวงในระดับระหว่างประเทศ

            กลุ่มที่สอง  เชื่อว่าเป็นการกระทำของหน่วยปฏิบัติการของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีนักวิชาการเป็นจำนวนไม่น้อยทั้งไทยพุทธและมุสลิมให้ความเห็นในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางผ่านเวทีสัมมนาวิชาการต่างๆ มีข้อสรุปตรงกันว่า มีประเทศมหาอำนาจไม่ต้องการเห็นความสงบในภูมิภาคนี้โดยพยายามจ้างวานกลุ่มบางกลุ่มให้สร้างสถานการณ์ สนับสนุนให้ฆ่ากัน ให้เกิดเป็นความรุนแรงและในที่สุดก็จะเข้ามาแทรกแซง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่อาจหาข้อสรุปที่แท้จริงได้

มีข้อน่าสังเกตต่อเรื่องนี้ คือ มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในประเทศไทยอย่างมหาศาล จึงไม่น่าจะกระทำการที่เป็น การทำลายผลประโยชน์ของตนเองในประเทศไทย แต่การแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจที่เคยกระทำมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง  ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและมีความรู้สึกในทางลบในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม   โดยเฉพาะคนมุสลิมเป็นจำนวนไม่น้อยในจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกา ได้ปรับปรุงระบบการแบ่งปันด้านการข่าวกับมิตรประเทศ จากรายงานของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ วอชิงตัน ดี.ซี. หรือ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อปฏิบัติการลับสุดยอดในไทย ถือเป็นการกลับมาร่วมมือกันครั้งสำคัญทางด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาหลังสงครามเวียดนาม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานจำนวนหนึ่งของ ซีไอเอ เข้ามาทำหน้าที่โดยตรงร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพบก โดยใช้ชื่อ “ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย” หรือ Counter Terrorist Intelligence Center (CTIC)  เมื่อต้นปี 2544

          รัฐบาลไทยไม่เคยยอมรับว่ามีศูนย์ดังกล่าว แต่การจับกุมสมาชิก กลุ่มเจไอ ชาวสิงคโปร์ และผู้ต้องหานั้นได้ซัดทอดมาถึงคนไทย เป็นเหตุให้มีการจับกุมนายแพทย์ แวฮามาดี แวดาโอ๊ะ นายมัยซูรี หะยีอับดุลเลาะห์ และนายมุยาซิ หะยีดอเลาะ ย่อมแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติการร่วมกันไม่ว่าสหรัฐอเมริกาจะส่งสัญญาณผิดพลาดหรือถูกต้อง ย่อมส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาเสมอ

ข้อเสนอยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา  สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันนี้จึงมีประเด็นที่ท้าทายต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาดังนี้คือ

1.  หากแนวคิด รัฐปัตตานี  และการดำรงอยู่ของขบวนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ของความเป็นคนเชื้อชาติมลายูปัตตานีไม่อาจทำให้หมดไปได้  รัฐไทย  จะทำอย่างไรที่จะให้ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างรัฐกับคนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ร่วมกันได้โดยไม่แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง

หรือถ้ารัฐพยายามทำให้เชื่อว่าแนวคิด รัฐปัตตานี  เป็นแนวคิดที่ผิดกฎหมาย รัฐจะสามารถสร้างบรรยากาศ ที่มีผลต่อความรู้สึกของชาวไทยมุสลิม ว่า การมี รัฐปัตตานี มิได้เป็นสุขกว่าการอยู่ในรัฐไทย ได้อย่างไร ?

2.  ทำอย่างไรที่จะดำเนินการมิให้มีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องสงสัยในลักษณะต่างๆที่ไม่เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนลดความรู้สึกหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐสกัดกั้นมิให้ผู้ที่มีความคับแค้นใจเข้าร่วมก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้

3.  จะทำอย่างไรกับเยาวชนซึ่งถูกหล่อหลอมให้มาก่อเหตุรุนแรง ? และจะสลายแนวคิดการใช้ความรุนแรงในหมู่เยาวชนบางกลุ่มอย่างไร ?

          ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มิได้เกิดจากศัตรูภายนอก แต่เป็นเรื่องภายในของคนไทยด้วยกันที่มีความขัดแย้งทางความคิดจนลุกลามถึงขั้นใช้กำลังรุนแรง วิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งทางควรจะอยู่ในกรอบของความเข้าใจเห็นใจซึ่งกันและกัน ด้วยความรู้สึกของความเป็นเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน สันติวิธี ควรถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกหนึ่งท่ามกลางความขัดแย้งแม้จะยากในทางปฏิบัติ เพราะทั้ง รัฐ และ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กำลังใช้ความรุนแรงตอบโต้ซึ่งกันและกัน แต่ถึงจะยากแค่ไหน สันติวิธี ต้องเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหา  เพราะทุกฝ่ายต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน

กันยายน 2005

main page / what's new and update

 My Sentimental Friend - Herman's Hermits