http://www.prachatai.com/05web/th/board/showboard.phpQID=2443&TID=5p0103&sectionid=0101&day=2004/11/17

ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสาร "ลับมาก"

รายการการศึกษาเฉพาะกรณีเรื่อง "ความเกี่ยวพันของโรงเรียนปอเนาะกับขบวนการโจรก่อการร้าย" ที่จัดทำขึ้นโดยหน่วยข่าวกรอง เมื่อเดือนมกราคม 2547 ซึ่งวิเคราะห์ถึงแผน 7 ขั้นตอนอย่างละเอียด

วิเคราะห์เอกสารที่ยึดจากโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา

หน่วยข่าวกรองได้ดำเนินกรรมวิธีแปลและวิเคราะห์เอกสารที่ จนท.ฉก.ร่วมยึดได้จากบ้านพักเลขที่ 33/1 ม.1 บ.เจาะเกาะ/ลูโบ๊ะแจเกาะ ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และโต๊ะทำงานที่โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 1 พ.ค. 46 มีรายการเอกสารที่สำคัญดังนี้

1.เอกสารบันทึกโครงสร้างสภาองค์การนำหรือ DPP(กลุ่มโจร BRN Co-ordinate) และโครงสร้างขั้นตอนสู่ความสำเร็จ(แผนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน) ระบุสภาพปี พ.ศ.2540(ค.ศ.1997 หรือ ฮ.ศ.1417) จำนวน 1 แผ่น

2.เอกสารเกี่ยวกับสภาองค์การนำ(DPP : Dewan Pimpinan Pusat หรือ Dewan Pimpinan Parti) เขียนด้วยลายมือเป็นภาษามลายู อักษรยาวี เป็นแผนผังเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์การนำ(DPP) ซึ่งจากฐานข่าวพอที่จะระบุได้ว่าเป็นส่วนของโครงสร้างกลุ่มโจร BRN Co-ordinate หรือ BRN(ดั้งเดิม) ประกอบด้วย ส่วนแรกเป็นสภาองค์กรนำ ส่วนที่สองเป็นประธานสภา/รองประธานสภา และส่วนที่สามเป็นฝ่ายต่างๆ ประกอบด้วย ฝ่ายการต่างประเทศ/การทูต ฝ่ายการทหาร ฝ่ายเยาวชน ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศาสนา(อูลามา/อูลามอ) และสภาเขต

3.เอกสารขั้นตอนสู่ความสำเร็จ เป็นแผนผังลักษณะขั้นบันได 7 ขั้น ซึ่งมีเนื้อหาเป็นแผนงานต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน(มีลักษณะเป็นข้อความเขียนด้วยลายมือเป็นภาษามลายู อักษรยาวี และนำมาโรเนียวเพื่อทำสำเนาเอกสารสำหรับแจกจ่าย) และมีบันทึกเพิ่มเติมเขียนด้วยลายมือ คล้ายกับเป็นการอธิบายขยายความ

ขั้นที่ 1 สร้างจิตสำนึกมวลชน ได้แก่ อิสลาม(ศาสนา) มลายู(เชื้อชาติ) ปัตตานี(แผ่นดินมาตุภูมิ) การถูกรุกราน/ยึดครอง และการต่อสู้

ขั้นที่ 2 จัดตั้งมวลชน ได้แก่ โรงเรียนสอนศาสนา โรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ คณะกรรมการ(น่าจะหมายถึงคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด) สหกรณ์/บริษัท/ห้างหุ่นส่วน สมาคม การกีฬา

ขั้นที่ 3 จัดตั้งองค์การ(มีบันทึกเขียนเพิ่มเติมว่า "อยู่เบื้องหลัง")

ขั้นที่ 4 จัดตั้งกองกำลัง ได้แก่ การโฆษณาชวนเชื่อ/ชักชวนเยาวชนให้เป็นสมาชิกเพื่อปฏิบัติการทางทหารจำนวน 3,000 คน ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ/ชำนาญการ ผ่านการฝึก และมีจริยธรรม

ขั้นที่ 5 สร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผ่านการปฏิบัติการ/การดำเนินการด้านต่างๆ การต่อสู้ ข้าราชการ(น่าจะหมายถึงข้าราชการไทยมุสลิม) และมาเลเซีย(น่าจะหมายถึงประชาชนไทยมุสลิมที่ประกอบอาชีพหรือพำนักอยู่ในมาเลเซีย)

ขั้นที่ 6 เตรียมพร้อม(จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ น่าจะมีความหมายเดียวกับคำว่า "วันเสียงปืนแตก")

ขั้นที่ 7 จัดตั้งการปฏิวัติ(ก่อการปฏิวัติ) โดยอาศัยพลังของการปฏิวัติ พลังทางการเมือง พลังมวลชน พลังทางเศรษฐกิจ(พึ่งพาตนเอง) และพลังทางการทหาร(กล้าตาย)


นอกจากนี้ยังมีข้ออื่นๆ ที่เขียนเพิ่มเติมเพื่อขยายความ เช่น การปฏิบัติการแยกเป็น เยาวชนทหาร 3,000 คน เยาวชนคอมมานโด กองกำลังประชาชน/ทหารบ้าน และวิธีการปฏิบัติ เช่น ซ่อนเร้นอำพราง วางระเบิด/ทำลาย เป็นต้น

พิจารณาจากรูปแบบเอกสารและการบันทึก น่าจะเป็นเอกสารที่ได้มีการแจกจ่ายให้แนวร่วม/เครือข่ายโจรก่อการร้าย สำหรับใช้ประกอบการอบรม/แนะแนวทางการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน และจากบันทึกสภาพวันเดือนปีที่มีการบันทึก จะเห็นได้ว่า มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540

บัญชีรายชื่อ ที่อยู่ของบุคคล(คาดว่าเป็น จนท./สายข่าว) จำนวน 2 แผ่น พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด ภาษาอังกฤษ และไทย มีรายชื่อบุคคล จำนวน 29 คน (ลำดับ 17-45) ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่า เป็นเอกสารที่ผู้ไม่หวังดีได้นำมาเผยแพร่สู่สาธารณชนโดยการทิ้งแผ่นปลิวเอกสารดังกล่าว ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เมื่อประมาณปี 2537 เพื่อหวังผลในการคุกคาม จนท./สายข่าวของไทย

บัญชีรายชื่อ-ที่อยู่แกนนำของ ส.ส.(สงวนชื่อ) จำนวน 3 แผ่น รวมรายชื่อ 78 คน แบ่งตามพื้นที่ ดังนี้

1.อะระแงะ 33 คน 2.อ.สุคิริน 11 คน 3.อ.เจาะไอร้อง 17 คน 4.อ.จะแนะ 17 คน


ข้อพิจารณา


1) จากการแปลและวิเคราะห์เอกสารดังกล่าว สามารถชี้ชัดได้ว่านายมะแซ อุเซ็ง เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์/พฤติกรรมที่ฝักใฝ่การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนตามแนวทางของกลุ่มโจร BRN Co-ordinate โดยน่าเชื่อว่าเป็นแกนนำคนหนึ่งที่ทำงานด้านมวลชน/จัดหาสมาชิก/อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุร้าย โดยอาศัยบทบาท/ตำแหน่ง/หน้าที่ของตนเองในฐานะครูสอนศาสนา(มีลูกศิษย์มากมาย) ประธานชมรมตาดีกาสัมพันธ์วิทยา และเลขานุการของมูลนิธิศูนย์ตาดีกานราธิวาส(PUSAKA) เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานใต้ดิน และอาศัยความสัมพันธ์กับนักการเมือง เป็นเกราะกำบัง/อำพรางสถานะของตนเอง


2) จากเอกสารตามข้อ 1 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสถานภาพของกลุ่มโจร BRN Co-ordinate ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีว่า โจรกลุ่มนี้ยังมีการเคลื่อนไหวและดำเนินงานด้านการเมืองมาอย่างเงียบๆ และต่อเนื่อง สามารถสร้างเครือข่ายมวลชนกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ใน 3 จชต. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้สถาบันปอเนาะ มูลนิธิ ชมรม หรือองค์กรด้านศาสนาเป็นศูนย์กลางในการสร้างเครือข่ายการดำเนินงานด้านการเมือง / ปลูกฝังแนวความคิดให้กับเยาวชนกรณีของ นายมะแซ มีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับนายอับดุลกอเดร์ สาหะ ครูสอนศาสนา ร.ร.บ้านใหม่วิทยา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งถูกจับกุมเมื่อ 3 พ.ย. 45 เชื่อว่ายังมีบุคคลที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกันนี้ อำพรางตัว/แฝงตัวในคราบโต๊ะครู/ครูสอนศาสนาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก


วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ 3 ประการ (ชาติ ศาสนา มาตุภูมิ)

1.การกรรโชกทรัพย์(อ้างว่าผู้ประกอบกิจการต่างๆ อาศัยมาตุภูมิในรัฐปัตตานี เพราะฉะนั้นจึงต้องจ่ายเงินค่าคุ้มครอง)

2.การเผา/ทำลายป้ายชื่อหมู่บ้าน/ขโมยป้ายที่เป็นภาษาไทย ผู้มีอุดมการณ์มีความมุ่งหมายเพื่อให้รัฐบาลเปลี่ยนป้ายชื่อเป็นภาษามลายู และมีเป้าหมายเพื่อจะถ่ายภาพนำไปประกอบการเรียกร้องในองค์กรมุสลิมโลก และสหประชาชาติ ในการเรียกร้องเพื่อรัฐปัตตานี

3.การเรียกร้องให้เปลี่ยนสัญชาติและเชื้อชาติในบัตรประจำตัวประชาชนโดยขอเปลี่ยนจากเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย เป็นเชื้อชาติมลายู สัญชาติปัตตานี

4.การโฆษณาชวนเชื่อ ปลุกระดมบิดเบือนประวัติศาสตร์ และ ปลุกกระแสรัฐลังกาสุกะ(ปัตตานีในอดีต) โดยปัจจุบันปรากฏการณ์จัดตั้งป้ายชื่อร้านมุสลิม ใช้ชื่อลังกาสุกะและสติกเกอร์ปิดรถยนต์จำนวนมาก (ล่าสุด พ.ศ.กลางปี2548 มีการเคลื่อนไหวโดยการเชิญสื่อมวลชนหลายแขนงเยี่ยมชม พิธีเปิดคลีนิคทันตกรรมที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลีนิคทันตกรรมแห่งลังกาสุกะ เพื่อใช้สื่อมวลชนไทยเป็นเครื่องมือปลุกกระแสรัฐลังกาสุกะ) และ ยังรวมทั้งการสอนประวัติศาสตร์ปัตตานีในลักษระบิดเบือนภายในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือโรงเรียนปอเนาะ เพื่อให้เยาวชนมุสลิมมีความเกลียดชังชาวไทยพุทธ

5.การเผาโรงเรียนของรัฐบาล ความมุ่งหมายเพื่อไม่ต้องการให้เยาวชนมุสลิมเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนดังกล่าว แต่มีเป้าหมายให้เข้าเรียนในโรงเรียนปอเนาะ

6.เมื่อใดก็ตามที่ จนท.ของรัฐ หรือชาวไทยพุทธ เข้าไปแตะต้องสิ่งดังกล่าวคือ ชาติ ศาสนา มาตุภูมิ รวมทั้งประเพณี วัฒนธรรมแล้ว กลุ่มโจร รวมทั้งแนวร่วมจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรงทุกครั้ง เช่น

-การสังหาร จนท./ผู้นำท้องถิ่นมุสลิมที่ทรยศต่อขบวนการ หรือ องค์กรการต่อสู้ปัตตานี

-การลอบวางระเบิดสถานที่ราชการ(อ.ส.ม.ท.ยะลา) / เมื่อปี 39 เนื่องจากผู้จัดรายการได้พูดจาในลักษณะดูหมิ่นกลุ่มโจรและแนวร่วม

-การเผาโรงเรียนและสถานที่ราชการที่ต่อต้านการแต่งกายแบบฮีญาบของสตรีมุสลิม

-การชุมนุมเรียกร้องสิทธิต่างๆ

-การทำลายวัด และสิ่งศักดิ์ของชาวพุทธและชาวจีน กรณีเช่นเมื่อ 21 ต.ต.45 ชาวไทยพุทธในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้จัดงานเทศกาลงานชักพระ(ประเพณีชาวปักษ์ใต้ในเดือน 11) ขณะที่ขบวนแห่พระพุทธรูปและพระสงฆ์ แห่ผ่าน โรงเรียนอาซิสถาน(ปอเนาะอาซิสถาน) ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กลุ่มโต๊ะครูและนักเรียนปอเนาะ โรงเรียนดังกล่าว ได้ใช้ก้อนหินขว้างปาพระพุทธรูปและพระสงฆ์ จนทำให้เกือบเกิดการจลาจลขึ้น


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@



ข้อมูลในมุมมองของกลุ่มการเมือง เอกภาพ : กลุ่มการเมือง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


ความเป็นมาของกลุ่ม "เอกภาพ"

เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มี ความแตกต่างกับประชาชน ในภาคอื่นๆ ของประเทศทั้งในด้านศาสนา ประเพณี และภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น การแก้ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยใช้นโยบายรวมของประเทศไม่สามารถจะแก้ไขได้ จะเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมานานจนถึงบัดนี้ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังๆ นี้ทางราชการได้สร้างปัญหาใหม่ ๆ ที่กระทบกระเทือนกับความรู้สึกของประชาชนเพิ่มขึ้นอีก ซื่งอาจจะเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ โดยเจตนาก็ตามที ปัญหาเหล่านั้นก็จำเป็นจะต้องหาทางแก้ไขและทำความเข้าใจโดยด่วน

จากสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เช่น

๑. จากการนำพระพุทธรูปตามโครงการพิเศษเข้าไปประดิษฐานในโรงเรียนต่าง ๆ ในความควบคุมของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนักเรียนนับถือศาสนาอิสลามมาก ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ที่จังหวัดสตูล ซื่งเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๒๘

๒. ได้มีคำสั่งให้เปลื่ยนชื่อนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสสามในโรงเรียนประถมศึกษาจาก ชื่ออิสลาม เป็นชื่อภาษาไทยเมื่อเดือน มีนาคม ๒๕๒๘

๓. ได้มีการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านและตำบลจากชื่อเดิม เป็นชื่อใหม่โดยพยายาม แปลความหมายเดิม เป็นภาษาไทย ซื่งบางแห่งแปลผิดๆ ถูกๆ เมื่อเอ่ยชื่อหมู่บ้านและ ตำบลตามความหมายที่แปลเป็นภาษา ไทยแล้วทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถรู้ได้ว่าเป็นชื่อหมู่บ้านหรือตำบลใดของประเทศไทย

๔. หน่วยราชการบางหน่วยได้มีการบังคับมิให้ข้าราชการสตรี (มุสลีมะห์) แต่งกายตามบทบัญญัติของ ศาสนาอิสลาม

๕. หน่วยราชการบางแห่งยังไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด ของสำนักจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการที่ขัดแย้งก้บหลักการของศาสนาอิสลาม

๖. พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะแก้ไขกฎหมายอิสลามให้เป็น ไปตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยดำริที่จะแก้ไขมา 10 กว่าปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกมากมาย ที่แสดงใหัเห็นว่าข้าราชการระดับ ท้องถิ่นบางคน หน่วยราชการ บางหน่วยงาน และบุคคลระดับบริหารประเทศบางคน ยังไม่เข้าใจ "ระบอบของอิสลาม" ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเข้าใจว่า "อิสลาม" เป็นศาสนาเหมีอนกับศาสนาอื่นๆ

ดังนั้น ผู้นำศาสนาอิสลาม และนักการเมืองหลายคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมกันพิจารณา เห็นว่า จะต้องหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยรีบด่วน เพื่อมิให้ปัญหาเหล่านั้นขยายวงกว้างออกไปอีก จนมิอาจแก้ไขได้ ซื่งอาจจะเปิดช่องว่าง ให้ผู้ไม่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ นำไปเป็นเงื่อนไข ในการ โจมตี ประเทศไทยให้เกิดความเสียหายได้

ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ปัญหามุสลิมทั้งประเทศ ได้มีการแก้ไขอยู่เสมอ แต่ยังไม่เคยมีการแก้ปัญหาโดยวิธีใช้ "การเมือง" นำ "การศาสนา"

จึงได้มีการรวบรวมนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการ นักศกษา และประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะนับถือคาสนาใด เฉพาะที่มีแนวความคิดเห็นตรงกัน โดยจัดตั้ง กลุ่มการเมืองขึ้นกลุ่มหนึ่ง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่มีอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหา "มุสลิม" ทั่วประเทศ โดยใช้วิถีทางการเมืองนำการศาสนาให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ตาม รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยและจะพยายามให้เพื่อน ร่วมชาติได้เข้าใจ "ระบอบของอิสลาม" ให้จงได้

การแก้ปัญหาต่างๆ นั้น จะต้องแก้เป็น ๒ ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะยาว

การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น จะต้องทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หาทางแก้ไขปัญหา หรือ ระงับปัญหาโดยด่วน (ส่วน)การแก้ไขปัญหาในระยะยาว (นั้น) ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า การแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้นจะต้องหาทางแก้ตามวิถีทางการเมือง โดยให้พรรคการเมืองที่กลุ่มจะเข้าไปสังกัดกำหนดเป็นนโยบายเฉพาะของพรรค เพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่มีอยู่ในแต่ละภาคของประเทศ ซื่ง ปัญหาต่างๆเหล่านั้นจะไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะปัญหา "มุสลิม" เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่เหมือนกับศาสนาอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งปัญหา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่มีเอกลักษณ์ของตนเองโดยเฉพาะ ถ้าใช้นโยบายอันเดียวกันทั้งประเทศ แล้วย่อมจะแก้ ปัญหาไม่ได้

จึงเห็นสมควรจัดตั้ง กลุ่มการเมือง ขึ้นกลุ่มหนื่ง โดยดำเนินการทางการเมืองในระบบพรรค โดยรวบรวมนักการเมืองที่มีแนวความคิดเห็นตรงกันเข้าไปสังกัดพรรคการเมืองพรรคเดียว เพื่อให้พรรคการเมืองนั้นๆร่วมกันผลักดันให้นโยบายของกลุ่มเป็นนโยบายของพรรค พรรคจะได้ดำเนินการ เป็นชั้นๆ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม

ดังนั้น จึงได้จัดให้มีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๒๙ ครั้งที่ ๒ ประชุมเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพ้นธ์ ๒๕๒๙ ครั้งที่ ๓ ประชุมเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๙ และครั้งที่ ๔ ประชุมเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ซื่งปรากฎรายละเอียดดังต่อไปนิ้


๒๗ ถนนรามโกมุท อ.เมือง จ.ปัตตานี

๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

เรื่อง ขอเชิญร่วมรักษาหารือเพื่อกำหนดนโยบายการเลือกตั้ง ส.ส. สมัยหน้า

เรียน ......................................................

จากประสบการณ์ที่กระผมเป็น ส.ส. มา ๓ สมัยแลัว ทำให้กระผมตระหนักดีว่า การปฏิบัติ หน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของเขาตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนาอิสลามแล้วไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะขาดความร่วมมือจากเพื่อน ส.ส. แม้แต่ที่เป็นมุสลิมด้วยกัน เพราะอยู่กันคนละพรรคการเมือง จึงมักจะผูกพันกับเงื่อนไขและผลประโยชน์ของ แต่ละพรรคมากกว่า ที่เห็นแก่หลักการของศาสนาหากปล่อยปละละเลยให้เป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป "อิสลาม" ในบ้านนี้เมืองนี้คงจะตกต่ำยิ่งขึ้น และในที่สุดประชาชนก็จะไม่ได้อะไรเลย กระผมคิดว่าเอกองค์อัลลอฮคงไม่อภัยให้แก่มุสลิมที่เสนอตัวเข้าสมัครเป็นตัวแทนของประชาชนโดยหลอกเอาประชาชนเป็นบรรไดหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างแน่แท้

ใครก็ตามที่คิดจะสมัครเป็นผู้แทนราษฎรโดยอ้างว่าเพื่อทำประโยชน์หรือรักษาผลประโยชน์ชองมุสลิม แต่ไม่ยอมรวมกลุ่มเพื่อประสานประโยชน์ของมุสลิมแล้ว เขาผู้นั้นย่อมไม่มีความจริงใจต่อมุสลิมและประชาชนทั่วไป เพราะการเป็น ส.ส. คนเดียวหรืออยู่พรรคละคนสองคนย่อมทำอะไรไม่ได้เลยไม่มีพลังต่อรองกับพรรคที่ตนสังกัดอยู่แม้แต่น้อย แล้วจะทำประโยชน์ในท้องถิ่นและสังคมมุสลิมได้อย่างไรอย่างมากก็เป็นเครื่องมือให้พรรคหรือหาผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

กระผมจืงได้เชิญนักการเมือง เช่น ส.ส. อดีต ส.ส. นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ที่มีแววจะเป็นนักการเมืองที่ดีในอนาคตตลอดจนผู้สนใจบางท่าน ไปพบ ปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในปัญหานี้ ๒ ครั้งแล้ว คือเมื่อว้นที่ ๙ มกราคม และวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ จากการพบปะทั้ง ๒ ครั้ง ทุกคนมีความ เห็นตรงกัน ในประเด็นที่ว่าเราต้องรวมพลังเป็นอันหนื่งอันเดียวกัน ซื่งเราเคยได้รับผลสำเร็จอย่างงดงามมาแล้ว ในการคราวเลือกตั้งปี ๒๕๑๙ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราได้มีโอกาสอยู่ในสภาเพียง ๖ เดือนกับ ๒ วันเท่านั้น การเลือกตั้งในสมัยที่จะถืงนี้หากเรามีเจตนาดีจริง พระองค์อัลลอฮ คงจะช่วยเราแน่

จากการพบปะครั้งที่แล้วได้มีมติให้เชิญผู้ร่วมปรึกษาหารือเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมและกำหนด วันเสาร์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๙ เป็นวันพบกัน สำหรับ สถานที่นั้นขอเปลี่ยนจากบ้านกระผมเป็นสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (หลังมัสยิดกลางปัตตานี) เริ่มตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ น. (บ่ายสองโมง) เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ข้อยุติที่เด็ดขาด เพราะแต่ละคนอยู่ห่างไกล พบกันเพียงชั่วโมงสองชั่วโมงไม่อาจจะหาข้อยุติได้

กระผมจึงขอเชิญท่านไปร่วมปรึกษาหารือในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว หวังว่าคงจะไดัรับความร่วมมือจากท่านเป็นอย่างดี จึงขอชอบพระคุณ ล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ด้วย

อนื่ง หากท่านไปร่วมประชุมปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้ว ปรากฎว่าท่านไม่เห็นด้วยเสียงส่วนใหญ่ ก็ย่อมเป็นสิทธิของท่านที่ สามาารถเลือก ดำเนินการทางการเมืองอย่างอิสระต่อไปโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น

สำหรับท่านที่ไปร่วมพบปะครั้งก่อนๆ นี้ หนังสือฉบับนี้เพียงเตือนกันลืมเท่านั้นเพราะได้นัดกันที่ประชุมแล้วเพียงแต่ขอเปลี่ยนสถานที่เท่านั้น

วัสสลาม

ด้วยความนับถือ

เด่น โต๊ะมีนา

(นายเด่น โต๊ะมีนา)

ส.ส.ปัตตานี


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


๒๗ ถนนรามโกมุท อ.เมือง จ.ปัตตานี

วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๙



เรื่อง ขอเรียนผลการประชุมเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๙

เรียน

ตามที่พวกเราได้มีการพบปะเพื่อปรึกษาหารือในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าเป็นครั้งที่ ๓ เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๙ ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีนั้น ปรากฎว่ามีพวกเราจาก ๔ จังหวัดไปร่วมประชุม ๔๕ คน

ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ให้จัดตั้งกลุ่มการเมืองเพื่อรวมพลังในทางการเมือง ที่ประชุมจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑. เลือกตั้งคณะทำงานจังหวัดละ ๓ คน ดังนี้ ่

จังหวัดนราธิวาส (๑) นายอารีเพ็ญ อุตรสิทธิ์ (๒) นายปริญญา เจตาภิวัฒน์ (๓) นายสามารถ บอตอ

จังหวัดยะลา (๑) นายวันนอร์ มะทา (๒) นายอุสมาน อุเซ็ง (๓) นายอับดุลรอแม หะยีมิง

จังหวัดสตูล (๑) นายจิรายุส เนาวเกตุ (๒) นายฮัจยีสะอาด กะดะ (๓) นายเก็ม หมีดหรน

จังหวัดปัตตานี (๑) นายเด่น โต๊ะมีนา (๒) นายสุดิน ภูยุทธานนท์ (๓) นายมุข สุไลมาน

ให้ คณะทำงานแต่ละจังหวัด ทำการร่าง "ข้อเสนอ" ที่เราต้องการ ตามอุดมการณ์ของอิสลาม เพื่อเตรียมเสนอพรรคการเมืองที่เราจะเข้าไปสังกัด โดยให้ร่างเสร็จภายในวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๙ ในการร่าง "ข้อเสนอ" ดังกล่าว ให้คณะทำงานแต่ละจังหวัดเชิญบุคคลที่มีคุณวุฒิทางศาสนาอิสลามซื่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนในแต่ละจังหวัดเข้าร่วมพิจารณาในฐานะที่ปรึกษาของคณะทำงาน จำนวน ๒-๓ คน

ข้อ ๒. ให้คณะทำงานพบกันในวันเสาร์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๙ ที่ร้านไทย- มาเลเซีย หาดใหญ่ ใกล้โรงพยาบาลประจำอำเภอหาดใหญ่ (ไม่ใช่โรงพยาบาล ม.อ.) เวลา ๑๐.๐๐ น. เพื่อพิจารณาข้อเสนอของแต่ละจังหวัด ให้คณะทำงานแต่ละจังหวัดนำที่ปรึกษาไปร่วมปรึกษาหารือด้วย

เมื่อได้ข้อสรุปของ "ข้อเสนอ" เสร็จแล้วให้คณะทำงานเป็นผู้กำหนดวันประชุมใหญ่ที่จังหวัดปัตตานี และพิจารณาบุคคลที่ควรเชิญเข้าประชุมใหญ่ เพิ่มเติมจากผู้ประชุมครั้งที่ ๓

ในการประชุม (ใหญ่) ครั้งที่ ๔ ให้มีหนังสีอเชิญโดยกำหนดระเบียบวาระดังนี้

(๑) พิจารณารับรอง ''ข้อเสนอ'' ที่คณะทำงาน ๔ จังหวัดเสนอ

(๒) พิจารณาเลือกตั้งกรรมการกลางของกลุ่ม

(๓) พิจารณาเลือกตั้งกรรมการของกลุ่มแต่ละจังหวัด

(๔) พิจารณาตั้งชื่อกลุ่ม

(๕)พิจารณากำหนดพรรคการเมืองที่จะไปต่อรองข้อเสนอของกลุ่ม เพื่อจะเข้าไปสังกัด (ให้คณะทำงานเตรียมนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรค ไปด้วย)

ในการพิจารณาพรรคการเมืองนั้น ตัวแทนจากจังหวัดสตูล (ไปร่วมประชุม ๑๕ ท่าน) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่ารับฟัง ให้ที่ประชุมเอาไปคิด เป็นการบ้าน ๗ ข้อ กระผมเห็นว่าควรบันทึกไว้เพื่อเป็นแนวทางให้การพิจารณาของพวกเราด้วยคือ

(๑) มีความเขัาใจเรื่องศาสนาอิสลามและมุสลิมพอสมควร

(๒) มีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค และเทอดทูนประชาธิปไตย

(๓) มีส่วนช่วยในการหาเสียง (ไม่ใช่ด้านการเงินอย่างเดียว)

(๔) มีนโยบายเด่นชัดเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของสังคมมุสลิม

(๕) มีความบริสุทธิ์ใจ และจริงใจต่อปัญหาของมุสลิมในประเทศไทย

(๖) มีโอกาสเป็นรัฐบาล หรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล

(๗) เป็นพรรคที่ประชาชนในเขตนี้ยอมรับ

(กระผมได้บันทึกในที่ประชุมย่อๆ เมื่อขยายความอาจจะแตกต่างบางประโยคต้องขออภัยผู้เสนอไว้ด้วย)

อนื่ง ค่าใช้จ่ายในการพบปะที่ร้านไทย-มาเลเซียในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๒๙ ให้ใช้วิธี "อเมริกันแชร์"

ข้อ ๓. เมื่อตกลงกับพรรคการเมืองใดเป็นที่แน่นอนแล้วให้กรรมการกลางของกลุ่มไปเผยแพร่แนวความคิด หรืออุดมการณ์ของกลุ่ม ไปยังจังหวัด ต่างๆ ในภาคไต้ตอนบน เช่น สงขลา พัทลุง กระบี่ ตรัง และนครศรีธรรมราช เป็นต้น เพื่อหาแนวร่วมของกลุ่ม และเฟ้นหาตัวผู้สมัครของกลุ่มในจังหวัดเหล่านั้นด้วย

ข้อ ๔. ให้กรรมการกลุ่มประจำจังหวัดเร่งดิาเนินการเผยแพร่แนวความคิดของกลุ่มไปให้ประชาชน ทุกระดับชั้นในจังหวัดของตน และเป็นผู้ พิจารณาเลือกเฟ้นตัวบุคคลที่จะส่งเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส ส. ในสมัยหน้าเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกลาง พิจารณาเสนอรายชื่อผู้สมัคร ในแต่ละจังหวัด ไปยังพรรคการเมืองที่เข้าสังกัดตามความเห็นชอบของคณะกรรมการกลาง

ส่วนวิธีการเผยแพร่ และการเลือกเฟ้นตัวผู้ลมัคร ให้กรรมการกลุ่มในแต่ละจังหวัดเป็นผู้กำหนดวิธีการเอาเอง การเข้าไปสังกัดพรรคการเมืองใดตามมติเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมใหญ่ (ครั้งที่ ๔) หากพรรคการเมืองนั้นๆไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอที่กรรมการกลางของพรรคยอมรับแล้วกลุ่มพร้อมที่จะถอนตัวออกจากพรรคนั้นๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนญ กระผมในฐานะประธานที่ประชุมครั้งที่ ๓ จืงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอให้คณะทำงานในแต่ละจังหวัด โปรดดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมด้วย ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายของกลุ่มจะได้บรรลุสำเร็จอินซาอัลลอฮ พระองค์อัลลอฮคงจะโปรดปรานและประทานความสำเร็จ แก่ผู้ที่มีเจตนาดีต่อสังคมมุสลิม ขอบรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นของพระองค์อัลลอฮ พระเจ้าของมนุษย์แต่เพียงพระองค์เดียวและผู้ทรงนำทาง


วัสลาม

ขอความสันติจงมีแด่ท่าน

เด่น โต๊ะมีนา

(นายเด่น โต๊ะมีนา)

ประธานที่ประชุมครั้งที่ ๓


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@



๒๗ ถนนรามโกมุท อ.เมิอง จ.ปัตตานี

๒๘ เมษายน ๒๕๒๙

เรื่อง ขอเชิญประชุมปรึกษาหารือในการดำเนินงานของ "กลุ่ม"

เรียน

ตามมติที่ประชุมของกลุ่มครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๙ ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานจังหวัดละ ๓ คน รวมเป็น ๑๒ คน เพื่อร่าง "ข้อเสนอ" ของกลุ่มตามอุดมการณ์ของอิสลามเพื่อเตรียมเสนอต่อพรรคการเมืองที่กลุ่มจะเข้าไปสังกัด ซื่ง "คณะทำงาน" ทั้ง ๔ จังหวัด ได้ประชุมที่ หาดใหญ่ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน๒๕๒๙ เรียบร้อยแล้ว คณะทำงานได้ร่าง "ข้อเสนอ" "วัตถุประสงค์ของกลุ่ม" "ระเบียบวาระการประชุม" "กำหนดวันประชุม" และ "จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม" ดังต่อไปนี้

๑. วัตถุประสงศ์ในการจัดตั้งกลุ่ม

๑.๑ เพื่อความเป็นเอกภาพของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย

๑.๒ เพื่อพิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์ของพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ

๑.๓ เพื่อพัฒนาสังคมมุสลิมในดัานการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาและสังคม

๑.๔ เพื่อปลูกฝังความสำนึกทางด้านการเมืองในแนวทางที่ถูกต้อง

๑.๕ เพื่อเผยแพร่ "ระบอบอิสลาม" ให้พี่น้องร่วมชาติได้เข้าใจอย่างถูกต้อง

๑.๖ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

๒. วัน เวลา และสถานที่ ประชุม

๒.๑ วันเสาร์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๙

๒.๒ เวลา ๑๐.๐๐ น.

๒.๓ สถานที่ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ถนนกะลาพอ ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี (หลังมัสยิดกลางปัตตานี)

๓. จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม

ให้เชิญผู้เข้าร่วมประชุมจังหวัดละไม่เกิน ๒๐ คน รวมเป็น ๘๐ คน

๔. ระเบียบวาระการประชุม

๔.๑ ประธานชั่วคราวชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงศ์ในการจัดตั้งกลุ่ม

๔.๑.๑ พิจารณาให้ความเห็นชอบวัตถุประสงค์ของกลุ่ม

๔.๑.๒ พิจารณา "ข้อเสนอ" ที่คณะทำงานจาก ๔ จังหวัดร่างขึ้น เพื่อขอความเห็นชอบ

๔.๑.๓ พิจารณากำหนดชื่อของกลุ่ม

๔.๑.๔ พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการกลางของกลุ่ม

๔.๑.๔.๑ จำนวนคณะกรรมการกลาง

๔.๑.๔.๒ วาระหรืออายุของคณะกรรมการกลาง

๔.๑.๔.๓ หน้าที่ของคณะกรรมการกลาง

๔.๒ พิจารณาเลือกประธานที่ประชุมเพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการกลางของกลุ่ม

๔.๓ พิจารณาเลือกประธานคณะกรรมการกลาง

๔.๔ พิจารณาพรรคการเมืองที่กลุ่มจะเข้าไปสังกัด

๔.๕ เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

ฉะนั้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของพี่น้องมุสลิมทั่วไป กระผมจึงขอเชิญท่านไปร่วมประชุมปรึกษาหารือตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในข้อ ๒ ส่วน"ข้อเสนอ" นั้น กระผมต้องขออภัยที่ไม่สามารถจะส่งมาพร้อมนี้ จะมอบให้ท่านในที่ประชุม และขอความกรุณาไปตามกำหนดเวลาด้วย เพราะเกรงว่าการประชุมจะไม่ทันเสร็จภายในวันเดียว จากการร่วมมือของท่านในครั้งนี้ขอเอกองค์อัลลอฮ (ซ.บ.) จงประทานความสลามัตเราะห์มัต แด่ท่าน ขอบรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นขององค์อัลลอฮ ผู้ทรงนำทาง

วัสสลาม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน

เด่นโต๊ะมีนา

(นายเด่นโต๊ะมีนา)

ประธานชั่วคราว

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@



"ข้อเสนอ" ให้ ''พรรคการเมือง'' ที่จะเข้าไปสังกัดพิจารณา (หากตกลงเป็นประการใดแล้ว ต้องบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพี่อเผยแพร่)

ชื่อของกลุ่ม ''กลุ่มเอกภาพ"

วัตถุประสงศ์ในการจัดตั้งกลุ่ม

๑. เพื่อความเป็นเอกภาพของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย

๒. เพื่อพิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์ของพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ

๓. เพื่อพัฒนาสังคมมุสลิมในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาและสังคม

๔. เพื่อปลูกฝังความสำนึกทางด้านการเมืองในแนวทางที่ถูกต้อง

๕. เพื่อเผยแพร่ "ระบอบอิสลาม" ให้พี่นัองร่วมชาติได้เข้าใจอย่างถูกต้อง

๖. เพื่อร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข



ขอบเขตการดำเนินงานของกลุ่ม

กลุ่มได้กำหนดขอบเขตในการดำเนินงานเพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์เป็นขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ ๑ ดำเนินงานเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขั้นที่ ๒ ดำเนินงานในจังหวัดภาคใต้ตอนบน

ขั้นที่ ๓ ดำเนินงานในภาคกลาง

ขั้นที่ ๔ ดำเนินงานในภาคเหนือและภาคอีสาน


นโยบายของกลุ่ม

นโยบายด้านเศรษฐกิจ

พรรคต้องให้ความสำคัญและพัฒนาในด้านเศรษฐกิจของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะที่เป็นเศรษฐกิจหลักของประชาชนอย่างจริงจัง เช่น

ข้อ ๑. ส่งเสริมพยุงราคาผลิตผลด้านการเกษตรที่เป็นสินค้าหลัก เพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพอยู่ในบ้านเกิดได้ ไม่ต้องดิ้นรนไปหางานทำต่างท้องที่ หรือต่างประเทศเช่นปัจจุบัน

ข้อ ๒. พรรคจะต้องเร่งรัดและเพิ่มงบประมาณด้านการชลประทานให้ทั่วถึงโดยเฉพาะชลประทานในบางจังหวัดที่ยังไม่แล้วเสร็จ

ข้อ ๓. ส่งเสริมอาชีพด้านประมง โดยเฉพาะเรือประมงขนาดเล็ก ให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพไดัอย่างมีประสิทธิผลจริงจัง

ในการนี้พรรคจะต้องให้กรมเจ้าท่าจัดเตรียมเรือขุดสันดอนปากน้ำทุกแห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ชาวประมงสามารถ ให้เรือประมงประกอบอาชีพ ได้ทุกฤดูกาล

ข้อ ๔. พรรคต้องสนับสนุนการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ตามระบอบของอิสลาม (ไม่มีดอกเบี้ย) ที่กลุ่มกำลังดำเนินการอยู่ในจังหวัดปัตตานีเป็นแห่งแรก และจะขยายไปทุกจังหวัด เพื่อเป็นฐานในการจัดตั้งธนาคารอิสลามในอนาคต

ข้อ ๕. พรรคจะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุสาหกรรมเกษดรในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง เพื่อขจัดปัญหาคนว่างงานได้ด้วย


นโยบายด้านการศึกษา การศาสนา และสังคม

ข้อ ๑ พรรคจะต้องประกาศนโยบายที่เด่นชัดเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการศาสนาชองชาวไทยมุสลิม ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ มาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๒๕ อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักรัฐประศาสโนบาย ซื่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าวางใว้สำหรับปฏิบัติราชการในมณฑลปัตตานี พุทธศักราช ๒๔๖๖ และหลักการปกครองของกระทรวงมหาดไทย ที่ใช้ใน การปฐมนิเทศ ช้าราชการที่จะออกไปปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเคร่งครัด



รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

มาตรา ๔ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิดหรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง แห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

มาตรา ๕ บทบัญญัติ แห่งกฎหมายใด มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติ นั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้

มาตรา ๒๕ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ พิธีกรรม ตามความเชื่อถือ ของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวในวรรคหนื่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้ร้ฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิ หรือประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือ ศาสนา นิกายของศาสนาหรือลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น


หลักรัฐประศาสโนบาย

ข้อ ๑ ระเบียบการหรือวิธีปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนื่งเป็นทางให้พลเมืองรู้สึกเห็นไปว่า เป็นการเบียดเบียนกดขี่ศาสนาอิสลาม ด้องยกเลิกหรือแก้ไขเสียทันที การใดที่จัดขึ้นต้องอย่าให้ขัดกับลัทธินิยมของอิสลาม หรึอยิ่งทำให้เห็นเป็นการสนับสนุนศาสนามะหะมัดได้ดียิ่ง (ก) ฯลฯ

การอธิบายประกอบหัวข้อ

(ก) การที่จะรู้ว่าเป็นการปรปักษ์ต่อศาสนาหรือลัทธินิยมเพียงไรจำเป็นแก่ผู้ที่รับราชการในท้องที่เช่นนี้จะต้องศึกษา หรือหาความรู้ ด้วยความเอาใจใสให้มากฯลฯ

หลักการปกครองของกระทรวงมหาดไทย

ข้อ ๔ โดยที่ชาวไทยอิสลามเป็นผู้ที่ถือข้อบังคับของศาสนาเป็นกฎหมายสำหรับปฏิบัติโดยเคร่งครัดและถือเป็นขนบธรรมเนียมไปในตัว ฉะนั้น ในการบริหารงาน ของเจ้าหน้าที่ควรจะได้ปฏิบัติการ โดยอนุโลมให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีและลัทธิศาสนาของชาวมุสลิม กล่าวคือ .........................ฯลฯ

ง. ข้าราชการทุกคน ไม่ควรจะไปตั้งข้อรังเกียจหรือบีบบังคับในเรื่องการแต่งกายของชาวไทยมุสลิมควรจะได้อนุโลมให้เขาแต่งกายได้ตามประเพณีนิยม เพราะการแต่งกายเป็นข้อบังคับและขนบธรรมเนียมที่บัญญัติไว้ในลัทธิศาสนาอิสลามด้วย

ข้อ ๒ เพื่ออนุวรรคตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หลักรัฐประศาสโนบาย และหลักการปกครองของกระทรวงมหาดไทย ดังกล่าวในข้อ ๑ พรรคจะต้องแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ กฎกระทรวง และกฎหมายทุกฉบับที่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม ซื่งถือได้ว่าขัดแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่น

๒.๑ ระเบียบว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา และข้าราชการ ทุกกระทรวงทบวงกรม โดยอนุโลมให้แต่งกายตามหลักการของศาสนา (ไม่ใช่ประเพณี) เช่น เดียวกับศาสนาซิก

ชาวไทยมุสลิมที่แต่งกายตามหลักการของอิสลามหรีอแต่งกายตามประเพณีนิยม ผู้ชายไม่ต้องถอดผ้า โพกศีรษะหรือหมวดขาว (กะปีเย๊าะ) ผู้หญิงไม่ต้อง ถอดผ้าคลุมศีรษะ เมื่อเข้าไปเบิกความเป็นพยานที่ศาล

๒.๒ แก้ไข พ.ร.บ. บัตรประชาชนให้ระบุศาสนาในบัตรประชาชนด้วย เพื่อป้องกันคนไทยมุสลิมที่มีชื่อในบัตรประชาชนไม่ตรงตามพระคัมภีร์อัลกุรอาน การตายในต่างท้องที่จะได้เป็นหลักประกันว่าศพของเขาจะต้องได้รับการปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม

๒.๓ แก้ไข พ.ร.บ. ชื่อบุคคล ให้เขียนหรีอสะกดชื่อคนไทยมุสลิมทั่วประเทศ ให้ตรงกับพระคัมภีร์อัลกุรอาน เพื่อขจัดปัญหาคนๆ เดียวสะกดชื่อหลายอย่าง กลายเป็นบุคคลคนละคนกัน จะต้องวิ่งหาผู้ปกครองท้องที่ออกหนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ซื่งก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในทางปฏิบัติ

๒.๔ ชื่อหมู่บ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้คงชื่อเดิมเหมือนทุ่งกุลาร้องไห้

๒.๕ พรรคควรพิจารณาวันศุกร์เป็นวันหยุดราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะชนส่วนใหญ่ในพื้นที่นับถือศาสนาอิสลาม แม้แต่ในยุโรปบางประเทศ วันหยุดราชการในวันสำคัญต่างๆ ใม่เหมือนกันทั่วประเทศ

๒.๖ จัดตั้งสถานศึกษา "อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย" ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.๒๔๘๘ หรือจะย้ายอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยจากกรุงเทพฯ ใปจัดตั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ใด้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว โดยครบถ้วน

๒.๗ พรรคต้องให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาภาคบังคับในเขตการศืกษา ๒ ให้สอดคลัองกับการศืกษาภาคบังคับของอิสลาม เพื่อให้มีประสิทธิผลอย่างจริงจัง

๒.๘ พรรคต้องให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงส่งเสริมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสสามให้สม่ำเสมอและจริงจัง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของ ประชาชน ในท้องที่

๒.๙ พรรคจะไม่ปฏิบัติต่อชาวไทยมุสลิมในสิ่งที่ฝืนความรู้สึกในด้านศาสนาโดยเด็ดขาด เช่น กรณีเรื่องพระพุทธรูปที่เกิดขึ้นแล้วที่จังหวัดสตูล และก่อนที่พรรคจะดำเนินการใดที่เกี่ยวกับศาสนา พรรคจะต้องปรึกษาหารือสำนักจุฬาราชมนตรีเสียก่อน

๒.๑๐ ยกฐานะของจุฬาราชมนตรี ให้มีหน้าที่ปฏิบัติราชการส่วนพระองค์เกี่ยวแก่การที่จะทรงอุปถัมภ์ศาสนาอิสลาม ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘ (ฉบับแรก)

ข้อ ๓ พรรคต้องแก้ไขปรับปรุง และปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามทั้ง ๓ ฉบับเสียใหม่คือ

(ก) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยศาสนูปถัมภ์ฝำยอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘

(ข) พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล พุทธศักราช ๒๔๘๙ และ

(ค) พระราชบัญญติมัสยิดอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๙๐

เพราะกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่มีผลในทางปฏิบัติตามหลักการของอิสลามเป็นเหตุให้ชายไทยมุสลิมทั้งในประเทศเราเอง คนมุสลิม ในประเทศอาเซียนและโลกมุสลิมทั่วไปมองได้อย่างเด่นชัดว่า รัฐบาลของเราไม่มีความจริงใจต่อศาสนาอิสลามในประเทศไทย

พรรคต้องแก้ไขให้สิทธิเสรีภาพเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามหลักการของอิสลามจริง ๆ เท่าที่รัฐธรรมนูญของเราเปิดช่องว่างไว้ เพื่อให้โอกาสแก่คนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วประเทศ ได้ใช้กฎหมายอิสลามอย่างเท่าเทียมกัน โดยถือแนวของกฎหมายอิสลามในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศศรีลังกา และประเทศอาเซียนอื่นๆ เป็นหลัก ขอยกตัวอย่าง เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ (ชนส่วนใหญ่ของประเทศ นับถือศาสนา คริสเตียน)

๑. เขามีกระทรวงกิจการอิสลามโดยเฉพาะ มีรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นผู้บริหารกิจการของศาสนาอิสลาม (ในประเทศไทยเราในระยะแรก ยังไม่ต้องมีกระทรวงกิจการศาสนาอิสลาม เพียงแต่ขอให้ยกฐานะของกรมการศาสนาขึ้นเป็นกระทรวง หรือทบวง โดยมีกรมกิจการศาสนาพุทธ กรมกิจการศาสนาอิสลาม กรมกิจการศาสนาคริสต์ ฯลฯ ก็จะเป็นที่พอใจของชาวมุสลิมทั่วโลกแล้ว)

๒. มีศาลศาสนาอิสลาม

๒.๑ มีศาลศาสนาอิสลามประจำภาคทั้ง ๕ ภาคทั่วประเทศ

๒.๒ มีศาลศาสนาประจำท้องถิ่น จำนวน ๕๑ ศาล คือ

ในภาคที่ ๑ มีจำนวน ๖ ศาล ในภาคที่ ๒ มีงานวน ๘ ศาล

ในภาคทื่ ๓ มีจำนวน ๑๐ ศาล ในภาคที่ ๔ มีจำนวน ๑๒ ศาล

ในภาคที่ ๕ มีจำนวน ๑๕ ศาล

๒.๓ มีศาลอุทธรณ์

๓ มีประมวลกฎหมายอิสลามต่างหาก เช่น ประเทศศรีลังกา (ชนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาพุทธ)

๑. เขามีกระทรวงกิจการศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ

๒. เขามีศาลศาสนาอิสลามทั่วประเทศประมาณ ๕๒ ศาล

๓. คดีของศาลชั้นต้นสามารถอุทธรณ์ ฎีกาไปยังศาลสูงได้อีกด้วย

ในปัญหาหัวข้อที่ ๓ นี้พรรคจะต้องดำเนินการภายใน ๖ เดือนหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสื้นแล้วในชั้นแรกอาจจะจัดให้มี การสัมมนาระดับผ้นำมุสลิมทั่วประเทศ นักวิชาการฝ่ายมุสลิม นักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหาข้อยุติ เพื่อจะได้นำไปแก้ไขตามนโยบายของพรรคที่ได้ประกาศไว้โดยชัดเจน หรือตาม ข้อตกลงกับ ''กลุ่ม''

ข้อ ๓. พรรคต้องให้รัฐบาลส่งเสริมภาษามลายูเป็นภาษาที่สอง เพราะเป็นภาษาที่ใช้กันมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้และในประเทศของสมาคมอาเซียน

ข้อ ๔. พรรคต้องให้กระทรวงศึกษาธิการจัดพิมพ์เผยแพร่คำชี้ขาดของสำนักจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับการปฏิบัติของทางราชการที่ขัดกับหลักการของอิสลามโดยด่วน

ข้อ ๕. พรรคจะต้องจัดงบประมาณแผ่นดินจากงบกลางประมาณ ๒ ล้านบาท เพื่อเป็นเงินอุดหนุนมัสยิดอิสลามที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วทั่วประเทศ สำหรับ งบประมาณแรก หลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้วเท่านั้น โดยให้ "กลุ่ม" เป็นผู้พิจารณาเสนอว่า จังหวัดใดควรจะใดรับเงินอุดหนุนเท่าใด ภายในวงเงินดังกล่าว

ข้อ ๖. พรรคต้องจัดงบประมาณแผ่นดินประจำปี เพื่อเป็นเงินอุดหนุนคณะกรรมการอิสลามประจํงหวัดทุกจังหวัด โดยถือเกณฑ์จำนวนมัสยิดที่จดทะเบียนแล้ว เป็นหลัก โดยเฉลี่ยให้มัสยิดละไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ บาท เช่น จังหวัดยะลา สมมุติว่ามัสยิดที่จดทะเบียนแล้วอยู่ในควบคุมดูแลของกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา จำนวน ๑๕๐ แห่ง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลาจะได้รับเงินอุดหนุนปีละ ๓๐,๐๐๐ บาท

ข้อ ๗. พรรคต้องจัดงบประมาณแผ่นดินประจำ เงินอุดหนุนฐานะของจุฬาราชมนตรีจากปีละ ๓๐,๐๐๐ บาท ให้เหมาะสมกับตำแหน่งประมุขของศาสนาอิสลาม

สำหรับข้อ ๖ และข้อ ๗ นี้ เมื่อแก้ไขกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามบทบัญฌัติ ของกฎหมายฉบับใหม่



นโยบายด้านการบริหาร

ข้อ ๑. พรรคควรกำหนดนโยบายเรื่องการกระจายอำนาจให้ถึงมือประชาชนให้ท้องถิ่นให้มีส่วนปกครองตนเอง โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เช่นเดียวกับ กรุงเทพและเมืองพัทยา

ข้อ ๒. ให้ตัวแทนของกลุ่มที่เป็นมุสลิมและใด้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีที่นั่งในคณะรัฐมนตรี เพื่อบริหารกระทรวงใดกระทรวงหนื่ง อาจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือช่วยว่าการก็ได้ เพื่อจะใด้มีส่วนช่วยพรรคในการผลักดันนโยบายของพรรคที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยมุสลิม หรือศาสนาอิสลาม ให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อตกลงกับกลุ่ม

ตัวแทนของกลุ่มที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี จะต้องใด้รับความเห็นชอบจากกลุ่มทุกครั้ง ปัญหานี้พรรคควรจะแถลงนโยบายให้ชัดเจน ว่า หากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมในคณะรัฐบาลทุกสมัย พรรคจะต้องสำรองเก้าอี้รัฐมนตรีให้แก่ ส.ส. มุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างน้อย ๑ คนเสมอ เพื่อชาวมุสลิมจะได้เห็นว่า พรรคมีความจริงใจต่อชาวมุสลิมเช่นเดียวกับประเทศฮียิปต์ รัฐบาลทุกสมัยต้องสำรองเก้าอี้รัฐมนตรีให้แก่ชาวคริสต์อย่างน้อย ๑๐% เสมอ

ข้อ ๓. พรรคจะต้องใหัความคุ้มครองชีวิต สวัสดิภาพ และทรัพย์สินของโต๊ะครู และผู้นำมุสลิมทุกระดับ อย่าให้มีพฤติการณ์ที่จะผลักดันให้ผู้นำมุสลิมมีความรู้สึกว่า รัฐให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตของเขาไม่ได้จนต้องหนีไปอยู่ต่างแดน


นโยบายเกี่ยวกับพรรคการเมือง

ข้อ ๑. ให้พรรคเปิดที่ทำการสาขาพรรคทุกจังหวัด มีสมาชิกของกลุ่มที่เข้าสังกัดพรรคตั้งแต่ ๑,๐๐๐ คนขึ้นไป นอกจากนี้พรรคจะต้องเปิดที่ทำการ "ศูนย์อำนวยการ" ของสาขาพรรคในภาคใต้ตอนล่างอีก ๑ แห่ง เพื่อคอยควบคุมดูแลสาขาต่างๆ ให้เป็นอันหนื่งอันเดียวกัน

ข้อ ๒. "กลุ่ม" จะไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของบุคคลใดภายในพรรค ''กลุ่ม'' จะต้องขึ้นตรงด่อหัวหน้าพรรคหรือเลขาธิการพรรคเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อขจัดปัญหาการแบ่งกลุ่มในระดับผู้นำพรรค

ข้อ ๓. ในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น พรรคจะต้องฟังมติของกลุ่มเป็นอันดับแรก หากพรรคมีความเห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อทางกลุ่ม ทบทวนแล้วยืนยันมติเดิม พรรคจะต้องปฏิบัติตามมติของกลุ่ม

ข้อ ๔. พรรคจะต้องช่วยเหลือสนับสนุนการเลือกตั้งของกลุ่ม (ในนามพรรค) ในระดับท้องถิ่นทุกระดับ

ข้อ ๕. ให้ตัวแทนของกลุ่มเข้าร่วมเป็นกรรมการกลาง หรือกรรมการบริหารพรรคอย่างน้อย ๒ คน ซื่งกลุ่มจะเป็นผู้คัดเลือกส่งรายชื่อให้พรรค

ข้อ ๖. ในการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งในทุกระดับการเลือกตั้งของกลุ่ม พรรคจะต้องช่วยเหลือทุกวิถีทาง เช่น ช่วยการปราศรัย ช่วยต่อต้านอิทธิพลอำนาจมืด และช่วยให้ความสะดวกในเรื่องอื่นๆ

ข้อ ๗. พรรคจะต้องให้รัฐบาลแต่งตั้งวุฒิสมาชิกจากคนไทยนับถือศาสนาอิสลามตามเปอร์เซ็นต์ของพลเมืองที่นับถือศาสนาอิสลาม ซื่งขณะนี้มีอยู่กว่า ๑๐% ฉะนั้น วุฒิสมาชิกที่นับถือศาสนาอิสลามจะต้องได้รับการแต่งตั้งประมาณ ๓๐-๓๕ คน

ข้อ ๘. พรรคจะต้องช่วยเหลือผู้สมัครเป็น ส.ส. ของกลุ่ม หากจะกลายเป็น ส.ส. สอบตกอยู่บ้าง ไม่ใช่ทอดทิ้งหรือไม่สนใจเสียเลย



หมายเหตุ

หากพรรคที่กลุ่มเข้าไปสังกัดไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาลหรือร่วมในคณะรัฐบาล ข้อตกลงต่างๆ ที่มีขึ้นระหว่างพรรคกับกลุ่ม เป็นอันพับไปก่อน จนกว่าจะได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาล

แต่ถ้าพรรคมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาล โดยพรรคไม่ปฏิบัติตามขัอตกลงจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่กลุ่มที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว กลุ่มพร้อมที่จะถอนตัวออกจากพรรคตามมติของคณะกรรมการกลางของกลุ่มทันที

ในการประชุมของกลุ่มในครั้งที่ ๑ ถึง ครั้งที่ ๓ ทางกลุ่มคาดว่าถึงจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในต้น ๒๕๓๐ หรืออย่างเร็วก็คงปลายปี ๒๕๒๙ กลุ่มคงจะมีโอกาสเผยแพร่ ความคิดของกลุ่มให้ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เข้าใจ และให้ความสนับสนุนจนถืงขั้นที่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดตัวผู้สมัครเสียเอง

แต่แล้วสภาผู้แทนราษฎรก็ถูกยุบเสียก่อน ทำให้กลุ่มไม่สามารถดำเนินงานของกลุ่ม ให้เป็นไปตามเป้าหมาย หลังจากการประชุมครั้งที่ ๓ แล้ว ทางกลุ่มก็ได้มีหนังสือ นัดประชุมลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๙ โดยกำหนดวันประชุมครั้งที่ ๔ ในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ดังกล่าวข้างต้น แต่สภาผู้แทนฯ ได้ถูกยุบเสียก่อนวันประชุม แต่กลุ่มก็ได้มีการประชุมตามกำหนดการเดิม

เมื่อสภาผู้แทนฯ ได้ถูกยุบอย่างกระทันหัน ที่ประชุมกลุ่มเอกภาพ ครั้งที่ ๔ จึงมีมติให้ตัวแทนของกลุ่มในแต่ละจังหวัด ประชุมปรึกษา ในการเลือกพรรคการเมือง ที่โรงแรมรอแยล (รัตนโกสินท์) ในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๙

ในที่สุดตัวแทนของกลุ่มในแต่ละจังหวัดไม่สมารถจะเข้าไปสังกัดพรรคการเมืองพรรคเดียวได้ เพราะตัวแทนของกลุ่มในบางจังหวัดยังไม่มีโอกาสชี้แจงความสำคัญ ในการเข้าไปสังกัดพรรคการเมืองพรรคเดียวทั้งหมด ให้แก่ประชาชนในจังหวัดของตนได้ จึงมีมติให้แยกไปสมัครในนามพรรคการเมืองที่ประชาชนในจังหวัดของตนต้องการ ผลจืงปรากฎว่า

คุณจิรายุส เนาวเกตุ อดีต ส.ส. จังหวัดสตูล ไปสมัคร ในนามพรรค "ก้าวหน้า"

คุณเสนีย์ มะดากะกุล อดีต ส.ส. จังหวัดนราธิวาส ไปสมัครในนามพรรค "กิจประชาคม"

นอกจากนั้น ได้มมติให้เข้าไปสังกัดพรรคการเมืองพรรคเดียวเพื่อความเป็นเอกภาพของกลุ่มในระยะต่อมา คุณสุดิน ภูยุทธานนท์อดีต ส.ส. จังหวัดปัตตานีก็แยกไปสมัครในนามพรรค "สหประชาธิปไตย" ส่วนที่เหลือจืงมีมติให้สมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ โดยรวบรวมผู้สมัครหน้าใหม่เข้าร่วมทีม ให้ครบทั้ง ๓ จังหวัด ดังต่อไปนื้

จังหวัดปัตตานี

๑. นายเด่น โต๊ะมีนา

๒. นายปรีชา บุญมี

๓. จสต. ศักดิ์ มะอีแต

จังหวัดนราธิวาส

๑. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์

๒. นายพิบูล พงศ์ธเนศ (ปีเตอร์)

๓. นายนภดล ภัทราธิกุล (นิโซ๊ะ)

จังหวัดยะลา

๑. นายวันนอร์ มะทา

๒. นายอับดุลรอแม หะยีมิง (คอลี)

ผ้สมัครของกลุ่มเอกภาพทุกคน ที่แยกไปสมัครในนามของพรรคอื่น ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า หลังจากการเสือกตั้ง ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ แล้ว ไม่ว่าจะได้รับ การเลึอกตั้งหรือไม่ ทุกคนก็จะมาร่วมดำเนินงานในนามของกลุ่มเอกภาพต่อไป ทุกคนได้ให้คำมั่นสัญญาว่า ถืงแม้ว่าจะไปสมัครต่างพรรคกันในระหว่างหาเสียงต่างก็จะไม่โจมตีซื่งกันและกัน โดยให้ประชาชนเป็นผู้ดัดสินเองว่าจะเลือกพรรคใด หรือบุคคลใด

บันทึกไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2529

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


ลังกาสุกะ หน้าแรกแห่งประวัติศาสตร์สามจังหวัดชายแดนใต้นับถือศาสนาอิสลามมาได้ 500 ปี

อาณาจักรลังกาสุกะ อาณาจักรฟูนัน และ อาณาจักรจัมปา ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอารยธรรมอินเดีย และถือว่าเป็นอาณาจักรแรกสุดบนแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นรัฐแห่งอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๖ - ๗ รัฐทั้งสามตั้งอยู่บนคาบสมุทร ซึ่งเป็นเส้นทางติดต่อกันระหว่างอินเดียกับจีน อาณาจักรฟูนันเจริญสูงสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ลังกาสุกะได้ส่งทูต และผู้แทนการค้าไปติดต่อสัมพันธ์กับจีน ในช่วงต่อจากนั้นมาชื่อลังกาสุกะ (จีนเรียก ลัง-ยา-ซู) ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เรือสินค้าของพ่อค้าชาติต่างๆ นิยมแวะพักจอดเรือและค้าขายที่นี่กันมาก

เมื่อถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ อาณาจักรฟูนันก็เสื่อมลง อาณาจักรเจนละของเขมรเจริญขึ้นมาแทน และสืบทอดแบบแผนของศาสนาฮินดูและพุทธ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ดินแดนของอาณาจักรเจนละก็กลายเป็นอาณาจักรเขมรโดยสมบูรณ์ ขณะที่อาณาจักรจัมปายังคงครอบครองดินแดนแถบเวียดนามและอาณาจักรลังกาสุกะปกครองดินแดนคาบสมุทรมลายู

พุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ รัฐลังกาสุกะเริ่มเสื่อมอำนาจลงกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของกษัตริย์กรุงศรีวิชัยและกษัตริย์โจฬะแห่งอินเดียใต้ ต่อมาในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ชาวจีนชื่อ เจาจูกัว ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือชื่อ ชูฝันจิ ว่า เมืองลังกาสุกะเป็นเมืองหนึ่งใน ๑๕ เมืองที่เป็นเมืองขึ้นของสันโฟชิหรือศรีวิชัย หนังสือเนเกอราเกอรตาคามาของพระปัญจะก็ว่ากองทัพเรือของอาณาจักรมัชฌปหิตได้เข้ายึดครองรัฐต่างๆ บนแหลมมลายู มีปะหัง ตรังกานู กลันตัน และลังกาสุกะ ในปี พ.ศ.๑๘๓๕ ในระยะเดียวกันนี้อาณาจักรสุโขทัยได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบครองรัฐอโยธยา-สุพรรณภูมิและนครศรีธรรมราชทำให้เกิดพลังสามารถขับไล่อิทธิพลของกษัตริย์มัชฌปหิต ออกไปจากแหลมมลายูสำเร็จ รัฐลังกาสุกะจึงเข้ามารวมอยู่ในพระราชอาณาจักรของไทยเป็นครั้งแรกภายใต้การควบคุมของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่นั้นมา

ในปี พ.ศ.๑๘๖๖ อาณาจักรสุโขทัยหลังจากพ่อขุนรามคำแหงสิ้นพระชนม์(พ.ศ.๑๘๔๓) แล้ว กษัตริย์องค์ต่อๆ มาไม่สามารถดำรงความเป็นผู้นำได้ พระบรมราชากษัตริย์แห่งรัฐอโยธยา(สมเด็จพระบรมชนกของพระเจ้าอู่ทอง) ทรงปฏิเสธอำนาจของอาณาจักรสุโขทัย ได้เข้ายึดครองเมืองนครศรีธรรมราชตลอดไปจนถึงหัวเมืองต่างๆบนแหลมมลายู จนกระทั่งถึงเกาะสิงคโปร์ ครั้นถึงพ.ศ.๑๘๘๕ กษัตริย์อโยธยาก็ส่งพระพนมวังนางสะเดียงทอง ออกมาปกครองเมืองนครศรีธรรมราช พระพนมวังได้สร้างเมืองนครดอนพระ(อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี) ขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครองอยู่ชั่วคราว ต่อมาในปีพุทธศักราช ๑๘๘๗ พระพนมวัง แต่งตั้งให้พระฤทธิเทวา (เจสุตตรา) ออกไปครองเมืองตานี หนังสือสยาเราะฮ์เมืองตานีเรียกชื่อเมืองตานีสมัยนั้นว่า "โกตามหาลิฆัย" ส่วนหนังสือเนเกอราเกอตาคามา เรียกว่า "ลังกาสุกะ" และว่าพระฤทธิเทวาได้นำชาวเมืองโกตามหาลิฆัยไปช่วยพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.๑๘๙๐ - ๑๘๙๓) ครั้นล่วงมาถึงรัชสมัยของพญาอินทิราผู้เป็นเหลนปู่ของพระฤทธิเทวา จึงได้ย้ายเมืองโกตามหาลิฆัย (หรือเมืองลังกาสุกะ) คือ เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บ้านปราวันหรือปราแว อำเภอยะรัง มาสร้างเมืองปัตตานีขึ้นใหม่ ในปีพุทธศักราช ๒๐๑๒ ถึงปี ๒๐๕๗ ณ บริเวณสันทรายใกล้ปากน้ำปัตตานี ได้แก่ ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานีในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันอาณาจักรอยุธยาเกิดทำสงครามกับอาณาจักรลานนาไทย เป็นเหตุให้เสียรี้พล และยุทโธปกรณ์ไปเป็นอันมาก มะละกาซึ่งเคยเป็นประเทศราชของไทยมาก่อนกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านกำลังทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง จึงทำการแข็งเมืองไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการแก่ไทย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ส่งกองทัพไป ตีมะละกาถึงสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ ฝ่ายมะละกากลับส่งกองทัพเข้ายึดครองเมืองขึ้นของไทยจนหมด ได้แก่ ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี ฯลฯ ในขณะเดียวกัน มะละกาก็ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาอิสลามไปด้วย  ปัตตานีซึ่งเคยนับถือศาสนาพุทธมาก่อน ก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตามสุลต่านมันสุร์ชาฮ์กษัตริย์มะละกา หันมารับศาสนาอิสลามในรัชสมัยพญาอินทิรา ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนพระนามเป็น สุรต่านอิสมาเอลชาฮ์ กล่าวกันว่าในสมัยนี้ปัตตานีได้มีการทำลาย พระพุทธรูป เทวรูป โบราณสถานในเมืองโกตามหาลิฆัย (หรือลังกาสุกะ)จนหมดสิ้น หลังจากนั้นเรื่องราวของเมืองลังกาสุกะก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปรากฎชื่อเมืองปัตตานีโดดเด่นขึ้นมาแทนที่ เมื่อโปรตุเกสเข้ามายึดครองเมืองมะละกาได้จากสุลต่านมะหะหมุด ในปี พ.ศ.๒๐๕๔ และพยายามขยายอิทธิพลทางการค้ามาทางตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู และเข้ามาตั้งสถานี การค้าในเมืองชายฝั่งทะเลทำให้เมืองปัตตานีเป็นเมืองท่าหลักเมืองหนึ่ง

แม้ว่าปัตตานีเป็นเมืองประเทศราช แต่เนื่องจากปัตตานีมีความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้เจ้าเมืองปัตตานี ต้องการเป็นอิสระหลายครั้ง ในปี พ.ศ.๒๐๙๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่านได้นำกองทัพเรือไปช่วยราชการสงคราม แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยาเสียทีแก่พม่า จึงถือโอกาสทำการขบถยกกำลังบุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิหนีข้ามฟากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์ จนเมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังได้แล้วจึงยกกองทัพโอบล้อมตีกองทหารเมืองตานีแตกพ่ายไป


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


ศาสนาอิสลามเข้าสู่ปัตตานี เมื่อไร อย่างไร ?

มีเล่ากันไว้ในลักษณะของตำนาน กล่าวคือ ศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้าสู่ปัตตานี และปาหัง ก่อนที่จะเข้าสู่มาละกา ตำนานเมืองปัตตานีกล่าวว่า เป็นเพราะเจ้าเมืองปัตตานีล้มป่วย ไม่มีหมอในปัตตานีรักษาได้ เกิดการตีฆ้องร้องป่าวหาผู้รักษา มีแขกปาซายจากสุมาตรา ชื่อเช็กสะอิ หรือ เช็กซาฟียิดดิน ได้ขันอาสามารักษาสุลต่าน แต่ขอคำมั่นสัญญาว่าถ้ารักษาหายแล้ว พระองค์จะต้องเข้ารีดนับถือศาสนาอิสลาม ได้รักษาจนหายแต่เมื่อหายแล้วสุลต่านไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาเลยป่วยหนักอีก กลับมารักษากันใหม่ขอคำสัญญากันอีก กลับไปกลับมาเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง สุลต่านเลยต้องยอมเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาอิสลาม หมอผู้รักษาได้รับการแต่งตั้งเป็น ดาโต๊ะ สะรี ยารา ฟาเก้าฮ์ (ผู้รู้ทางศาสนายอดเยี่ยม) เมื่อเจ้าเมืองเปลี่ยนศาสนาใหม่ โอรส ธิดา ขุนนาง และชาวเมืองก็เริ่มเปลี่ยนศาสนาตามเป็นศาสนาอิสลาม ต่อจากนั้นก็เริ่มมีการทำลาย พระพุทธรูป พุทธสถาน เทวรูป และเทวาลัย อาณาจักรที่เคยนับถือพระพุทธศาสนาอยู่หลายร้อยปี จึงมีโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาน้อยเต็มที หรือแทบจะไม่มีเลย



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


ปมประวัติศาสตร์

"มูฮำมัด" เนื่องจากเป็นบุตรคนแรก ชาวปัตตานี นิยมเรียก ลูก คนโตหรือหัวปีว่า "ซูลง" ชื่อที่เรียกเล่นๆ นี้ จึงติดปาก ตลอดมา ฮัจยีสุหลง จึงเขียนชื่อตัวเองว่า "ฮัจยีมูฮำมัดซูลง อับดุลกอเดร์ อัลฟาฎอนี" คนไทยทั่วไป เรียกว่า "หะยีสุหลง" (บิดา - นายฮัจยีอับดุลกอเดร์ บิน มูฮำมัด เป็น หลาน ของ ต่วนมีนาล (ฮัจยีไซนัลอาบีดีน บิน อาห์มัด) ผู้แต่งตำรา ศาสนาอิสลาม ที่มีชื่อเสียงมาก ชื่อต่วน มีนาล ชาวบ้านนิยม เรียก โต๊ะมีนา จึงเป็นนามสกุล ของตระกูลฮัจยีสุหลง / มารดา นางเจ๊ะซารีฟะฮ์)

เกิดปี พ.ศ.2438 (1895) ที่ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัด ปัตตานี ขณะที่ฮัจยีสุหลงเกิด เมืองปัตตานีมีชื่อว่า "ปัตตานี ดารุซ ซาลาม" มีเจ้าเมือง ชื่อว่า "สลุต่าน สุไลมาน-ซารีฟุดดีน" ภายใต้ การปกครองของรัฐบาลกลางกรุงเทพฯ หลังจากบิดาสอนศาสนา ด้วย ตนเองแล้วก็ส่งไปเรียนที่ปอเนาะบานาของโต๊ครูฮัจยี อับดุลรอเซะ (โรงเรียนศาสนูปถัมถ์ ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี ปัจจุบัน)

เมื่ออายุ 12 ปี ปี 2450 (1907) มารดาถึงแก่กรรม บิดาจึงส่งไป เรียนต่อที่ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอารเบีย แต่ไม่ปรากฎสถาบัน การศึกษาของฮัจยีสุหลง เพราะสมัยนั้น นิยมเรียนกับอาจารย์ โดยตรง สำนักสุดท้ายที่ฮัจยีสุหลง ศึกษา เป็นชาวตูนีเซียชื่อ "ฮาบีบุลเลาะห์" เป็นอูลามาทางศาสนาที่มี ชื่อเสียง

เมื่อเรียนจบก็เป็นครูสอนที่เมกะ มีลูกศิษย์ ลูกหา จาก ประเทศต่างๆ มากมาย ในบรรดาศิษย์เหล่านี้ ก็มี "มูฮำมัดนูร ฮืบบราเฮม" ร่วมอยู่ด้วย ต่อมาคนๆ นี้กลายเป็นพี่ภรรยาของ ฮัจยีสุหลง และเป็นมุฟตี ประจำรัฐกลันตันแทนบิดา

เมื่ออายุ 28 ปี ก็สมรสกับบุตรสาว ของครูสอนศาสนาที่โดงดัง คนหนึ่ง แต่ไม่ทันมีบุตรด้วยกัน ภรรยาก็ ถึงแก่กรรม จึงได้แต่งงานกับ นางฮัจยะฮ์คอดีเย๊าะ บุตร ฮัจยีอิบราเฮม มุฟตี ประจำรัฐกลันตัน ซึ่งเกิดกับภรรยา ที่เมกกะ มีบุตรชายคนแรกชิ่อ มาฮมูด ขณะที่อยู่ในวัยช่างพูดก็ถึงแก่กรรม ยังความโศกเศร้า แก่ ฮัจยีสุหลง และภรรยามาก

การสูญเสียบุตรชายดังกล่าว จึงได้เดินทางเยี่ยมบ้านเกิด พร้อม ภรรยา เพื่อคลายความโศกเศร้าได้บ้าง ขณะนั้นภรรยาตั้งครรภ์ บุตรคนที่ 2 ฮัจยีสุหลง มีอายุ 32 ปี ในปี พ.ศ.2470 (1927) ก็เดินทางถึงมาตุภูมิ โดยมีคำมั่นสัญญา กับภรรยาว่า จะอยู่เพียง 2 ปี เท่านั้น

ฮัจยีสุหลงกลับคืนสู่เหย้า ขณะที่เมืองปัตตานีเป็น "มณฑลปัตตานี" มี พระยาอุดมพงษ์ เพ็ญสวัสดิ์ เป็นสมุหเทศาภิบาล ฮัจยีสุหลงแทบไม่เชื่อว่า สังคมเมืองปัตตานียังเป็นสังคมมืด คนยังเชื่อผีสางเทวดาอีกมากมาย ทั้งๆที่ ตำรับตำรา ทาง ศาสนา อิสลามที่โดงดัง ก็แต่งโดยชาวเมืองปัตตานี แต่ชาว ปัตตานีจริงๆ ส่วนใหญ่ไม่รู้ เรื่องศาสนาเลย ขณะนั้น มณฑลปัตตานี มีพลเมือง ประมาณ 600,000 คน แต่มีคนเข้าเรียน ปอเนาะ เพียง 1% เท่านั้น ปอเนาะก็สอนให้มุ่งไปสวรรค์อย่างเดียว จึงเริ่ม "ตับลีค" และ "ดะวะห์" ไปยังที่ต่างๆ เป็น เวลา 2 ปี เต็ม ประชาชนเริ่มเห็นแสงสว่างของ "อิสลาม" ไม่สนใจการโจมตีจากโต๊ะครู ปอเนาะต่างๆ และสายลับรัฐบาล ที่รายงานว่า ฮัจยีสุหลงทำให้ราษฎรลืมตาอ้าปากขึ้น จะเป็นภัย ต่อแผ่นดิน จนถูก เจ้าคุณอุดมฯ เรียกไปสอบสวน แต่ปรากฎว่าไม่มีความผิด

เมื่อถึงกำหนดกลับเมกะ ก็ไม่ยอมกลับเพราะทิ้ง ประชาชนไป ไม่ลงเกรงจะเป็นบาปด้วย จำเป็นจะต้องเผยแพร่ หลักธรรมของ อิสลามต่อไป จึงชักชวนลูกศิษย์บริจาคทุนทรัพย์ และกำลังกายช่วยกัน สร้าง โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งแรกในปัตตานี โดยตั้งงบประมาณ การก่อสร้าง 7,200 บาท มีเจ้าเมือง 1 ใน 7 หัวเมืองรับ อาสาจะ บริจาค 3,600 บาท โดยให้ใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อโรงเรียน จึงเริ่ม ก่อสร้างในปี 2472 (1929) และเสร็จในปี 2474 (1931) เจ้าเมืองผู้นั้นเบี้ยวไม่ยอมจ่าย จึงเอาป้ายชื่อลง ตั้งชื่อ โรงเรียน ใหม่ว่า "Madrasah al-Ma arif al-Wataniah" หลังจาก พันเอกพระยาพหลพยุหเสนา (21 มิ.ย. 2476) (21 June 1933) เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่สองของเมืองไทย ฮัจยีสุหลง ก็เดินทางไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แลงถึงการดำเนินงาน เผยแพร ่ศาสนาอิสลาม และเล่าถึงการตระบัดสัตย์ของเจ้าเมือง นายกรัฐมนตรี จึงบริจาคให้ 3,200 บาท

16 ธันวาคม 2481 (1938) พันเอก หลวงพิบูล สงคราม ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้รัฐนิยมในปี 2482 (1939) เรื่มชักชวน ให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ ให้เป็น มหาอำนาจ ให้ทุกคนใช้ภาษาเดียวกัน ขนบธรรมเนียมประเพณี เดียวกัน แม้แต่ศาสนาก็ควรจะเป็นศาสนาเดียวกัน พ.ศ.2486 (1943) จอมพล ป.พิบูลสงคราม สั่งให้ยกเลิก การใช้ กฎหมายอิสลามใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้า นั้น สั่งห้ามมิให้แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม และประเพณีนิยม สร้างความขมขื่นแก่ชาวมุสลิมโดยทั่วไป

เมื่อรัฐบาลสั่งยกเลิกกฎหมายอิสลาม ผู้วิจัยหลัก กฎหมาย อิสลามก็ถูกยกเลิก ฮัจยีสุหลง ก็เรียกประชุม อาเล็มอูลามา (นักปราชญ์ทางศาสนาอิสลาม) ประมาณ 100 คน เมื่อวันที่ 28 เซาวาล ฮิจเราะห์ ศักราช 1362 (2486-1943) เพื่อพิจราณาถึงความรับผิดชอบของอูลามาต่อสังคมมุสลิม เพราะสังคมมุสลิมจะอยู่ไม่ได้โดยปราศจากผู้ชี้ขาดทางศาสนา (กอฎี)

ที่ประชุมจึงมีมิติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้ง

1. นายฮัจยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา

2. นายฮัจยีมูอำมัด อิดริส เบอรมิน หรือ ภูมี

3. นายฮัจยีอับดุลมายิด (ฮัมบน) บิน อับดุลเลาะ (ซะเอาะ)

เป็นกอฎี ทำหน้าที่ ดูแลหลักศาสนาอิสลาม ในจังหวัดปัตตานี

เนื่องจาก โรงเรียนอัล-มูอาเรอัล-วาฎานียะฮ์ ถูกรัฐบาลสั่งปิด ฮัจยีสุหลง จึงใช้อาคารครั้งนี้เป็นสำนักงานกอฎี โดยตั้งชื่อ สำนักงานว่า "มัจลิสไฮอาติมูนาฟีซีล อัฮกามิลซารออียะฮ์ฟาฎอนี" ซึ่งแปลว่า "สำนักงานดำเนินการตามศาสนบัณณัติประจำจังหวัดปัตตานี" โดยมี ฮัจยีสุหลง เป็นผู้ดำเนินการเป็นการภายในโดยไม่เปิดเผยมากนักเพราะไม่มีกฎหมายบ้านเมืองรองรับ

ปี 2488 (1945) รัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย การศาสนูปถัมถ์ ฝ่ายอิสลาม ให้มีจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด นาย ฮัจยีสุหลง ได้รับแต่งตั้ง เป็นประธาน คณะกรรมการกลาง อิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ คณะกรรมการ อิสลาม ประจำ จังหวัดไม่มีอำนาจดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกิจการ ศาสนาอิสลาม เป็นเพียงที่ ปรึกษาของคณะกรรมการจังหวัด เท่านั้น แต่ ฮัจยีสุหลง ก็ได้ดำเนินการในนามของ "มัจลิส" ที่เกี่ยวกับศาสนาเท่าที่จะทำได้

ฮัจยีสุหลงได้เรียกร้อง ให้รัฐบาล ให้อำนาจคณะกรรมการ อิสลาม ประจำจังหวัดดำเนินการศาสนาอิสลาม และให้จัดตั้งศาลศาสนาแต่ไม่บังเกิดผล

ปี 2489 (1946) รัฐบาลได้ออกกฎหมาย เรียกว่า พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการใช้ กฏหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล พ.ศ.2486 โดยให้มุสลิมที่พิพาท เกี่ยวกับ ครอบครัว และมรดก ใช้กฤหมายอิสลามได้ และ ให้มีดะโต๊ะ ยุติธรรม เป็นผู้วินิจัยชี้ขาด ร่วมกับ ผู้พิพากษาของศาสจังหวัด รัฐบาลเสนอตำแหน่ง ดะโต๊ะยุติธรรม ให้ ฮัจยีสุหลง แต่ ฮัจยีสุหลงไม่ยอมรับตำแหน่งนี้เพราะ ประการแรก ฮัจยีสุหลง ได้เป็น กอฎีที่ได้รับเลือกตั้งแล้ว ประการที่สอง ฮัจยีสุหลงคิดว่า ดะโต๊ะ ยุติธรรมไม่ได้ทำหน้าที่ กอฎีที่แท้จริง ทำหน้าที่เพียงเป็น ที่ปรึกษาของผู้พิพากษาเท่านั้น

ฮัจยีสุหลงได้ยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ต่อรัฐบาลคือ

1. ให้มีการเลือกตั้งผู้นำใน 4 จังหวัดภาคใต้ที่นับถือศาสนา อิสลามและเกิดใน 4 จังหวัดภาคใต้ (คล้ายกับสมุหเทศาภิบาล)

2. ให้มีการสอนภาษามลายูในโรงเรียนรัฐบาล

3. ภาษีรายได้ใน 4 จังหวัด ขอให้ใช้เฉพาะใน 4 จังหวัดเท่านั้น

4. ข้าราชการใน 4 จังหวัด ขอให้เป็นมุสลิมไม่น้อยกว่า 80%

5. ภาษามลายูเป็นภาษาที่ใช้ในราชการด้วย

6. จัดตั้งศาลศาสนาเพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับหลักศาสนาอิสลาม

7. ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจ ดำเนินการ เกี่ยวกับกิจการของศาสนาอิสลาม

หมายเหตุ จังหวัดสตูลสมัยนั้นขึ้นกับ มณฑลไทรบุรี (KEDAH) เคยมีศาลศาสนาเมื่อ ยกรัฐเคดาห์ ให้อังกฤษ ปี พ.ศ. 2452 (1909) จึงยุบศาลศาสนาที่สตูล

*ขณะนี้ประเทศในอาเซียน ตลอดจน ประเทศศรีลังกา มีศาลศาสนาแล้ว


วันที่ 16 มกราคม 2491 (1948) นาย ฮัจยีสุหลง กับ พวกถูก ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี จับกุมในข้อหากบฎ แบ่ง แยก ดินแดน

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2492 (1949) ศาลนครศรีธรรมราช ตัดสินจำคุก ฮัจยีสุหลง 3 ปี ฐานหมิ่นประมาทรัฐบาลไทย แต่ไม่ผิดข้อหาแบ่งแยกดินแดน ฮัจยีสุหลงกับพวก ถูกส่งตัวอยู่ เรือนจำบางขวาง นนทบุรี

วันที่ 7 มิถุนายน 2493 (1950) ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ ฮัจยีสุหลง คนเดียว จาก 3 ปี เป็น 7 ปี แต่ลด 1 ใน 3 เหลือ 4 ปี 8 เดือน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2493 (1950) ศาลฏีกายืนตาม ศาลอุทธรณ์

ปี 2495 (1952) ฮัจยีสุหลงได้รับอภัยโทษ ให้พ้น โทษก่อนกำหนด ซึ่งต้องถูกจำคุกประมาณ 4 ปี หลังจากพักอยู่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ฮัจยีสุหลง ได้เดิน ทางกลับ จังหวัดปัตตานี โดยได้ทำการสอนและเผยแพร่ศาสนา เหมือนเดิม

วันที่ 13 สิงหาคม 2497 (1954) นาย ฮัจยีสุหลงกับ เพื่อนอีก 2 คน และนายอาห์มัด โต๊ะมีนา ลูกชายคนโต (ที่ตั้งครรภ์ที่เมกกะ) เดินทางไปพบตำรวจสันติบาลที่จังหวัดสงขลาตามคำสั่ง ซึ่งลูกชายไปช่วยเป็นล่ามเท่านั้น แต่ได้หายสาบสูญไปทั้งหมด รัฐบาลแถลงว่า ตำรวจสันติบาล ได้ปล่อยตัวแล้วตามบันทึก ปล่อยตัวที่เซ็นไว้ในเวลาต่อมาจึงได้ทราบจาก คณะกรรมการสะสางคดี นี้ซึ่งแต่งตั้งโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีว่า

นาย ฮัจยีสุหลง กับพวก 2 คน และลูกชาย ได้ถูกตำรวจฆ่าตายในวันนั้นเอง โดยรัดคอตาย แล้งผ่าศพผูกเสาซีเมนต์ ไปทิ้งทะเลสาบสงขลา

*ต่อมาอดีตรองผู้การสันติบาลได้เขียน บันทึกเปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งฆ่านาย ฮัจยีสุหลง จริง (ดูหนังสือ "บุรุษเหล็กแห่งเอเซีย" โดย พ.ต.อ.พุฒ บรูณสมภพ)

ความสูญเสียของตระกูลโต๊ะมีนายังไม่จบเพียงแค่นั้นเมื่อ หะยีอามีน โต๊ะมีนา ลูกชายของหะยีสุหรง ลงสมัครส.ส.เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2500 โดยประเด็นที่หยิบยกมาหาเสียงคือ เรื่องศาสนานำการเมืองตามรอยของผู้เป็นบิดาจนความตื่นตัวของชาวมุสลิมในเรื่องสิทธิและเสรีภาพเกิดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้น หะยีอามีน จึงได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ปัตตานีทั้ง 2 ครั้งที่มีการเลือกตั้งซ้อนกันในปีนั้น

เดือน เม.ย. 2501 หะยีอามีน จัดพิมพ์หนังสือชื่อ "GUGUSAN CHAHAYA KESELAMA TAN" หรือ "รวมแสงแห่งสันติ" ออกเผยแพร่จำนวน 10,000 เล่ม เนื้อหาเน้นความจำเป็น ในการต่อสู้เพื่อเอกราชตลอดจนความร่วมมือกันในหมู่ชาวมลายู หากทำตามหนังสือนี้แล้วก็จะปลอดภัยหรือได้รับสันติ โดยได้เขียนคำนำในหนังสือ พร้อมบรรยายใต้ภาพของหะยีสุหรงว่า

"หะยีสุหรงถูกฆ่าตายโดยเจ้าหน้าที่ที่โหดร้ายของรัฐ ขอให้พี่น้องมุสลิมจดจำเป็นเยี่ยงอย่าง"

ปรากฏว่า หนังสือของหะยีอามีนถูกเผาทิ้งทั้งหมด และตัวเขาถูกจับในข้อหาแบ่งแยกดินแดน โดยระบุว่า ได้ชักจูงให้ชาวมุสลิมรื้อฟื้นความคิดของหะยีสุหรง และรำลึกถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ ดินแดน เชื้อชาติ ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเปิดเผย และยังรับช่วงงานก่อตั้งรัฐปัตตานีตามแผนการของ "ตวนกู ยะลา นาเซร์" อีกด้วย

หะยีอามีน ถูกส่งฟ้องศาลทหารกรุงเทพฯ ในข้อหาสมคบกับพวกกระทำการเป็นขบถเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร กระทำการโฆษณาโดยทางวาจา และหนังสือให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องเพื่อก่อการขบถ ต่อมาในปี 2508 ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาวันเดียว ครม.ก็มีมติให้ถอนฟ้องหะยีอามีน ด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ!

ปี 2524 (1981) หะยีอามีนได้รับการปล่อยตัวและกลับไปอยู่กับญาติที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง และเสียชีวิตลง ณ ประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา


เด่น โต๊ะมีนา เป็นลูกของ

"หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์"

ซึ่งถูกอุ้มไปพร้อมกับลูกชายคนโต "อาห์หมัด โต๊ะมีนา"

และเป็นน้องชายของ "อามีน โต๊ะมีนา"

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@



มองโลกยุคหลังสมัยใหม่

ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้บนความแตกต่างระหว่างชนชั้นทางสังคม พระเจ้านั้น คือผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ผู้คนยกย่องพระเจ้านั้น แท้จริงแล้วเป็นคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์นั่นเอง โลกวัตถุนั้นเป็นโลกที่แท้จริง ส่วนแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับโลกนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากโลกวัตถุ อุดมการณ์ที่ถูกสร้างผ่านทางประวัติศาสตร์และกระบวนการสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ปิดบังไม่ให้ผู้คนเห็นสภาพทางวัตถุที่แท้จริงในชีวิต

การเปรียบเทียบระหว่าง "ธรรมชาติ" กับ "ประวัติศาสตร์" หลายครั้งที่ "สภาพการมีอยู่นำหน้าสำนึก" นั่นคือใครคนหนึ่งจะเป็นอย่างใดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งหนและเวลา   ที่เขาอยู่สภาพทางสังคมมีอำนาจมากกว่าพฤติกรรมดั้งเดิมนั่นเป็นเพราะลักษณะสำคัญของมนุษย์คือ การปรับตัวให้เขากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นภาพสะท้อนมาจากผลของประวัติศาสตร์และสภาพทางสังคม (ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้ถ้ายังเชื่อว่ามีธรรมชาติที่แท้ของมนุษย์อยู่) ไม่เชื่อว่าคนทุกคนจะทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่ก็ไม่เชื่อเช่นเดียวกันว่าลักษณะที่ใครสักคนทำงานนั้นถูกกำหนดด้วยความคิดส่วนตัวไปทั้งสิ้น การทำงานนั้นเป็นกิจกรรมทางสังคม และเงื่อนไขรวมถึงรูปแบบของการทำงานนั้นถูกกำหนดโดยสังคมและเปลี่ยนแปลงตามเวลา สังคมมีรูปแบบในการพัฒนาโดยเริ่มจากรูปแบบ แบบศักดินา ไปจนถึงรูปแบบ แบบทุนนิยม อุดมการณ์ เป็นความคิดที่สะท้อนผลประโยชน์ของบางชนชั้นในบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ แต่กลับถูกแสดงว่าเป็นความเชื่อที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ ชนชั้นและทุกๆเวลา ความเชื่อดังกล่าวมิได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ผิดพลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่สำคัญทางการเมืองด้วย การควบคุมที่ชนชั้นหนึ่งๆ กระทำผ่านทางการครอบครองเครื่องมือการผลิตนั้นมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกับการผลิตอาหารหรือสินค้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับการผลิต ,ความคิดหรือความเชื่อด้วยเช่นกันระบบทุนนิยมนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่เป็นระบบโดด ๆ แยกกันไปตามแต่ละประเทศ ดังนั้นการวิเคราะห์จะต้องพิจารณาว่าเป็นระบบที่เชื่อมต่อกันในระดับโลก เมื่อมองในระดับโลกแล้ว ระบบทุนนิยมในขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการก่อตัว และก็กำลังขยายช่องว่างระหว่างคนมั่งมีและคนยากจนขึ้นเรื่อยๆ ความคิดนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมสมาชิกของชนชั้นที่ถูกกดขี่จึงยังมีความเชื่อที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นแม้ว่าความเชื่อบางอย่างจะผิดพลาดแต่มันก็ยังเผยให้เห็นความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ความทุกข์ทางศาสนานั้นเป็นทั้งการแสดงออกของความทุกข์ที่แท้จริงและการประท้วงไม่ยอมแพ้ต่อความทุกข์ที่แท้จริง ศาสนาคือเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกดขี่ หัวใจของโลกที่ไร้หัวใจวิญญาณของสภาพไร้วิญญาณศาสนานั้นเป็นเครื่องมือทางสังคมสำหรับการแสดงออกและจัดการกับความเหลื่อมล้ำนั่นเอง
 

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ตัดเอามาแปะจาก เวบบอร์ดประชาไท หัวข้อ "อย่าหวั่นไหว" ความเห็นนี้โพสต์โดยผู้ที่ใช้ชื่อว่า "หนูไม่ได้หนีไปไหน ก็ยังอยู่ในถังข้าวสารนั่นแหละ "

 

main page / what's new and update

You Are So Beautiful - Joe Cocker