Me's point of view / มุมมองของฉัน

 

ปัจเจกชนในฐานะธุลีหนึ่ง ของ "กระบวนการวิวัฒนาการอันยาวนาน" กับ "การจัดระเบียบสังคมเพื่อหนทางอยู่รอดแห่งเผ่าพันธุ์"

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีบวกกับการพิสูจน์ด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้รู้ว่า มนุษย์เรามีวิวัฒนาการในช่วงเริ่มต้นมาเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิติสายพันธุ์อื่นๆ แต่ส่วนที่แยกมนุษย์เราให้แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ก็คือ "สมอง" และ "สองมือ" ที่คิดประดิษฐ์  อารยะธรรม ขึ้นมาได้ ในแต่ละยุคอันทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้าทางวิทยาการมาเรื่อยๆ

แต่มนุษย์ก็ยังหาคำตอบของ คำถามพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเองและเผ่าพันธุ์ ของตัวเองไม่ได้ คือ มนุษย์เกิดมาทำไม? จุดหมายปลายทางของเผ่าพันธุ์มนุษย์คืออะไร? อยู่ที่ไหน?  ที่สำคัญ คือ ทำไม "ธรรมชาติ" จึงให้ "ความสามารถในการคิด" แก่มนุษย์เท่านั้น? ทำไม? ทำไม? ๆๆๆๆๆๆๆ

ที่ติดตามจากการคิดและถือเป็น "ผลผลิต" ของการคิด  ก็คือ   การประดิษฐ์ การดัดแปลง และ การสร้าง อะไรขึ้นมาใหม่จากอะไรที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ นานเข้าก็สั่งสมความจัดเจนมากขึ้น จนส่งต่อตกทอดให้มนุษย์รุ่นหลังๆ ได้ และกลายเป็นอารยะธรรม

มนุษย์คิดได้ เพราะมนุษย์ มี "สมองเปลือกนอก" ในปริมาณที่มากกว่าสัตว์อื่นทุกสายพันธุ์เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว และ ที่สำคัญ ก็คือ ยังมี สองมือ ที่มีนิ้วสามนิ่วสำคัญ คือ โป้ง ชี้ กลาง เคลื่อนไหวทำงานประสานกันได้...สมอง-คิด [ทำงานส่วนที่เป็นนามธรรม] และ สองมือ-ประดิษฐ์ [ทำงานส่วนที่เป็นรูปธรรม] ....ยังคิดไม่ออกว่าถ้ามีแต่สมองมนุษย์แต่ปราศจากสองมือ หรือมีสองมือที่ใช้งานได้แค่เทียบเท่ามือของลิง มนุษย์จะสร้างงานได้อย่างไร ?

เพราะมี "สมองเปลือกนอก" มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติมากมาย และนำมาคิดประดิษฐ์ดัดแปลงสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อการดำรงชีวิตที่ "ง่าย" และ "ซับซ้อน" ขึ้นเรื่อย ๆ  ตั้งแต่ การทำเครื่องมือหากินง่ายๆ จากหิน และ การก่อไฟได้เองจากการเอาไม้แห้งสองท่อนมาขัดสีกัน ในยุคต้นของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมแบบชนเผ่า ......จนกระทั่งมาสู่ ยุคคอมพิวเตอร์ ในต้นศตวรรษนี้ ศตวรรษที่ 21 ที่กำลังจะเข้าสู่ ยุคนาโนเทคโลยี่ ซึ่งคาดว่า จะเป็นเทคโนโลยี่ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของสังคมมนุษย์ครั้งใหญ่

ที่สำคัญ นอกจาก สมอง กับ สองมือ [พูดให้ย่อยลงไปอีกก็..กับ นิ้วอีก 3 นิ้ว] แล้ว มนุษย์ยังมีสิ่งที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นไม่มี นั่นคือ การอยู่ร่วมกันเป็น สังคม  ที่ มีการพัฒนา ความสัมพันธ์ทางสังคม ให้มี ความซับซ้อน ขึ้นเรื่อยๆ [แม้สัตว์อื่นจะมีการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เช่น มด ผึ้ง ปลวก ฯลฯ แต่ความสัมพันธ์ทางสังคมของมันไม่มีการพัฒนากี่รุ่นๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมของมันคงยังเป็นไปในแบบเดิม] พร้อมๆ ไปกับการสั่งสม "สิ่งประดิษฐ์คิดสร้าง" ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมในอันที่จะทำให้การดำรงอยู่ในโลกธรรมชาติ "ง่าย" ขึ้น....หรือที่เราเรียกว่า อารยะธรรม/วิทยาการ-เทคโนโลยี่/ความก้าวหน้าของสังคม

จึงนอกเหนือไปจากการมี "ชีวิตทางสรีระร่างกาย" แบบสิ่งมีชีวิตทั่วไป แล้วมนุษย์ก็ยังต้องมี "ชีวิตทางสังคม" ซึ่ง ถือเป็น "ชีวิตทางจิตใจ" หรือที่เรามักพูดกันติดปากว่า "ชีวิตจิตใจ" ที่ต้องมีการพัฒนาและการเจริญเติบโตคู่ขนานกันไปกับ "ชีวิตทางร่างกาย"

"ชีวิตทางร่างกาย" นั้น เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็ค่อยๆ เสื่อมลง และสิ้นอายุขัยไปในที่สุด หมายถึง ดำรงอยู่ได้ในช่วงเวลาอันจำกัด แต่ "ชีวิตทางสังคม" หรือ "ชีวิตจิตใจ" นั้น มนุษย์สามารถส่งต่อจากมนุษย์รุ่นหนึ่งไปยังมนุษย์อีกรุ่นหนึ่งต่อกันไปได้เรื่อยๆ ....ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การบอกเล่าปากต่อปาก เมื่อมี "ภาษาพูด" การจดจารบันทึกด้วย รูปภาพตามผนังถ้ำ เมื่อยังไม่มี "ภาษาเขียน" และ ในรูปการบันทึกปูมประวัติศาสตร์เมื่อมี "ภาษาเขียน" ....

ด้วยการรับรู้ "ชีวิตทางสังคม" ที่ได้รับการส่งต่อตกทอดมาจากมนุษย์รุ่นก่อนๆ หรือยุคก่อนๆ ทำให้มนุษย์รุ่นต่อๆ มาสามารถพัฒนาต่อยอดยกระดับการดำรง  "ชีวิตทางสังคม" ในรุ่นปัจจุบันของตน โดยนัยนี้ จึงเหมือนว่า "ชีวิตทางสังคม" นั้น อยู่ได้ในช่วงเวลาไม่จำกัด หรืออย่างน้อยก็อยู่ได้ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานกว่า "ชีวิตทางร่างกาย" ยาวนานเท่าที่ "สังคมของมนุษย์" หรือก็คือ เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ดำรงอยู่!

การที่มนุษย์ส่งต่อ วิถีการดำรง "ชีวิตทางสังคม" ตกทอดกันมาเป็นรุ่นๆ จนมาถึงรุ่นเราปัจจุบัน ซึ่งเป็น มนุษย์ในต้นศตวรรษที่ 21 นั้น ทำให้เราตระหนักได้ว่า เราไม่อาจอยู่รอดได้ในโลกธรรมชาติหากปราศจากการมาอยู่ร่วมกันเป็น สังคม หรือหากขาด "ชีวิตทางสังคม"

"ชีวิตทางสังคม" เป็นเรื่องของ การจัดระเบียบความสัมพันธ์ หรือ การวางกฎกติกา  ในการที่มนุษย์แต่ละคนแต่ละหน่วยแต่ละกลุ่ม ที่จะ "กระทำ" ต่อมนุษย์ด้วยกันและ ที่จะ "กระทำ" ต่อ "สรรพสิ่ง" หรือ สิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวงที่จะมีผลกระทบต่อ สังคม.......จัดอย่างไร? วางอย่างไร? ให้ สังคม ดำรงอยู่และพัฒนายกระดับขึ้นเพื่อให้ "ชีวิตทางร่างกาย" ของมนุษย์อยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้ ด้วย "ศักยภาพ" ที่เพิ่มขี้น และ ด้วย  "คุณภาพชีวิต" ของ มนุษย์ที่ดีขึ้นรุ่นต่อรุ่น!

ในการนี้ ความรู้และประสบการณ์จากการใช้ "ชีวิตทางสังคม" ที่ส่งต่อตกทอดกันมา เป็นรุ่นๆ ทำให้ มนุษย์ในต้นศตวรรษที่ 21 อย่างเรา มีความรู้หลักๆ ที่สำคัญอยู่ ๒ แขนงใหญ่ๆ อยู่ในคลังความรู้ของเรา หนึ่งคือ ความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ อีกหนึ่งคือความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์สังคม และมันได้ทำให้เราค่อนข้างตระหนกตกอกตกใจกันที่ว่า เผ่าพันธุ์ของมนุษย์เรา...อาจจะไปไม่รอด....อาจจะต้องสูญสิ้นไปเฉกเช่นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ เป็นต้นว่า อย่างเผ่าพันธุ์ของเจ้าไดโนเสาร์ เมื่อหลายๆ ล้านปีมาแล้ว.....

โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ บอกเราว่า มีพิบัติภัยธรรมชาติ ที่พร้อมจะ "ทำลาย" และ "ล้าง"  เผ่าพันธุ์มนุษย์ และ สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ทุกเมื่อ ทั้งจากใต้พื้นผิวโลก บนผิวโลก เหนือผิวโลกในอากาศ [เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วมจากการละลายของน้ำแข็ง อันเนื่องมาแต่ความร้อนของโลกที่เพิ่มขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ที่ทำลายภาวะสมดุลของธรรมชาติ โรคระบาด ฯลฯ] จนกระทั่งภัยจากอวกาศ ภัยจากนอกโลก [เช่น การถูกดาวหางชน ดาวเคราะห์น้อยชน ฯลฯ] และ แม้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ระบบสุริยะก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวพาโลกเข้าสู่หลุมดำ ......ใกล้เข้าไปทุกทีๆ   ............[ทุกทีๆ..นี่หน่วยเวลาอาจเป็นล้านๆ ปี แสงนะ-ฮิฮิ!] โลกและสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ของโลกก็ถึงจุดจบอยู่ดี! สูญสิ้นอยู่ดี!

อย่างไรก็ดี แตกต่างจากเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอื่นในอดีตที่สูญสิ้นไปแล้ว มนุษย์มี สมอง ที่คิดได้ กับ สองมือ ที่ประดิษฐ์-สร้างได้  และ มี สังคม ที่มีการสั่งสม  อารยะธรรม/วิทยาการ-เทคโนโลยี่.....และ นี่รึเปล่า? คือ .....ปริศนาที่ไขออกมาในระดับหนึ่งว่า ทำไม...ทำไมธรรมชาติจึงประทาน "สมองเปลือกนอก" ที่มี "ศักยภาพในการคิด"/"คิดได้" ให้มนุษย์ติดตัวมา คือ...เพื่อให้มนุษย์ประดิษฐ์คิดสร้างอะไรขึ้นมา เพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ในสภาวการณ์ที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ในอดีตที่สูญสิ้นไปแล้ว...ทำไม่ได้! ?????

และในการนั้น ต้องการเทคโนโลยี่ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งเทคโลโลยี่ใหม่ เกิดจาการค้นคว้าพัฒนาลองถูกลองผิดของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า นักวิทยาศาสตร์ แขนงต่างๆ โดยในการนี้ "สังคม" ของมนุษย์จะต้องจัดสรรทรัพยากรและหรือโภคทรัพย์ส่วนหนึ่งมาเพื่อการศึกษาค้นคว้าและรังสรรขึ้นซึ่งเทคโนโลยี่สำหรับการอยู่รอดในโลกธรรมชาติของเผ่าพันธุ์มนุษย์

แต่ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์สังคม บอกเราว่า สังคมมนุษย์มีการจัดความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างกันที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ทางการผลิต  ตาม พลังการผลิต กับ การถือครองปัจจัยในการผลิต [โดยเป็นการถือครองปัจจัยการผลิตโดยปัจเจกชนเป็นหลัก] และ กระจาย/หรือแบ่งปันจัดสรรผลผลิตไปตามสัดส่วนแห่งการถือครองปัจจัยการผลิต ถือครองมากได้มากถือครองน้อยได้น้อย ไม่ได้ถือครองเลยได้แค่ "ยังชีพ" [หรือไม่ก็ถูกปล่อยให้ "อดตายไป"] ซึ่งที่ได้แค่ "ยังชีพ"  นี้ คือ พวกใช้แรงงานกาย เช่น พวกทาส/ชาวนาในยุคสังคมกสิกรรม-การค้า กรรมกรในยุคทุนนิยม-ทุนโลกาภิวัฒน์ เป็นต้น

เพราะ มนุษย์ต้องทำ "การผลิต" เนื่องจากเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ที่ร่างกาย [ซึ่งเทียบได้กับลำต้นของพืช] ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารเองจากแสงแดด น้ำและเกลือแร่จากดินได้เช่นพืช จึงต้องหาอาหารโดยเริ่มแรกก็จากอะไรที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น หาของป่า ล่าสัตว์ ฯลฯ ต่อมาก็เอาพืช-ธัญพืชที่ขึ้นเองมาเพาะปลูกแล้วเก็บเกี่ยวเป็นที่เป็นทาง - ไม่ต้องเร่ร่อนไปหาเก็บเอาตามป่าเอง เอาสัตว์มาเลี้ยง  จนพัฒนาเป็น "การผลิต" ทั้ง ผลิตอาหารและอื่นๆ ที่จำเป็นใช้ และที่ไม่จำเป็นใช้ แต่เพื่อสนองการใช้ชีวิตทางสังคมอื่นๆ [............เพื่อตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติ ของ ร่างกายที่มีสุภาษิตไทยว่า "กิน ขี้ ปี้ นอน" และสันทนาการ]      รวมทั้ง เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี่และวิทยาการใหม่ๆ

การกระจาย "ผลผลิต" ตามสัดส่วนการถือครองปัจจัยการผลิต ทำให้สังคมมนุษย์มีทิศทางที่จะเคลื่อนตัวไปสู่ความวิบัติและทำลายตัวเองจนสูญสิ้นไปเสียก่อน ที่จะทันคิดวิทยาการอะไรที่จะเอาเผ่าพันธุ์ให้รอดในโลกธรรมชาติ เพราะผลผลิตส่วนมากที่สุดอันเกิดจากการลงแรงงานกายและแรงงานสมองของมนุษย์ทุกคนในในสังคม ตกเป็นของมนุษย์จำนวนน้อย ที่ถือครองปัจจัยการผลิตในอัตราส่วนที่มากกว่ามนุษย์ที่เหลือจำนวนมากทั้งหมด โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำผลผลิต  หรือโภคทรัพย์ของสังคมที่ตนถือครองมาใช้เพื่อ "มนุษย์" ทั้งหมด  แต่เพื่อ "ตัวเอง" และ "ตัวเอง" เท่านั้น และเพื่อที่ "ตัวเอง" จะถือครองในปริมาณและคุณภาพที่มากขึ้น และมากขึ้น และมากขึ้น...ไปเรื่อยๆ เท่านั้น!

ทำให้ต้องใช้ "อะไร" ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์เรียกว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ" เช่น ป่าไม้ สินแร่ น้ำมัน น้ำ ดิน คลื่นวิทยุ ฯลฯ จนธรรมชาติเสียสมดุลและเกิดการปรับสมดุลรุนแรงขึ้นทุกที อย่างที่เรียกว่า "ภัยธรรมชาติ" เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ

ทั้งนี้ในยุคปัจจุบันต้นศตวรรษที่ ๒๑ นี้ "มนุษย์ส่วนข้างน้อย" ที่กุมปัจจัยการผลิตเหล่านี้ อยู่ในฐานะครอบครองและครอบงำและกำหนดความเป็นไปของมนุษย์ทั้งโลก สภาพการณ์ที่ การถือครองปัจจัยการผลิต และ การกระจายผลผลิต ในโภคทรัพย์ของสังคมมนุษย์เช่นนี้ ทำให้มีแนวโน้มว่า สังคมมนุษย์จะเดินหน้าไปสู่การทำลายตัวเอง จนดับสูญซึ่งเผ่าพันธุ์ไปเฉกเช่นสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ในอดีต

ด้วยเมื่อโภคทรัพย์ของสังคมอยู่ในมือ "มนุษย์ส่วนข้างน้อย" ที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะนำโภคทรัพย์ที่ตนเองถือครองไปเพื่อการคิดค้นเทคโนโลยี่ หรือวิทยาการเพื่อการอยู่รอดหรือกระทั่งการดำรงอยู่ในธรรมชาติด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีของมวลมนุษย์ด้วยกัน แต่เพื่อ การ "เสพสุข" ทางด้านกายภาพ (กิน ขี้ ปี้ นอน)ของ "มนุษย์ส่วนข้างน้อย" ดังกล่าวนี้เท่านั้น ทำให้มนุษย์โดยรวมไม่มีโภคทรัพย์มากพอสำหรับการศึกษาค้นคว้าพัฒนาวิทยาการเพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ หรือหากจะมีการคิดวิทยาการขึ้นมาได้ ก็มักจะถูก "มนุษย์ส่วนข้างน้อย" บิดเบือนหรือนำไปใช้ประโยชน์เพื่อ "มนุษย์ส่วนข้างน้อย" จะได้ยึดครองปัจจัยการผลิตและผลผลิต-โภคทรัพย์ของสังคมให้มากขึ้นไปยิ่งขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญ เพื่อให้การถือครองปัจจัยการผลิตและครอบครองผลผลิตจำนวนมาก อันเป็นโภคทรัพย์ของสังคมให้อยู่ในมือของ "มนุษย์ส่วนข้างน้อย"  เช่นนี้ตลอดไป "มนุษย์ส่วนข้างน้อย" จะผลิต "ชุดความคิด" ขึ้นมาและทำให้ "ชุดความคิด" เหล่านี้เข้าไปยึดครองพื้นที่ในสมองของ "มนุษย์ส่วนข้างมาก" ทำให้มนุษย์ส่วนข้างน้อย ถือครองปัจจัยการผลิตและผลผลิตส่วนข้างมากของสังคมต่อไปได้

ดังนั้นกล่าวโดยสรุป จากความรับรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคม บอกเราว่า ปัญหาที่เผชิญหน้ามนุษย์ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ประการหนึ่ง ก็คือ มนุษย์จะจัดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ด้วยกันใหม่ได้อย่างไร จึงจะสามารถทำให้มนุษย์ เหลือโภคทรัพย์มากพอที่จะมาใช้ในการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยี่เพื่อความอยู่รอดทางเผ่าพันธุ์ในโลกธรรมชาติ ให้ทันให้ได้ก่อนที่ "หายนะ" ทั้งจาก "ภัยธรรมชาติ" และจากการ "ทำลายตัวเอง" ของ สังคมมนุษย์ จะมาถึง โดยไม่สูญสิ้นไปเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ในอดีต ขณะเดียวกันก็ต้องมีโภคทรัพย์พอเพียงกับความจำเป็นที่จะทำให้มนุษย์ทุกกลุ่มโดยมวลรวม มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอที่จะมี "สมอง" และ "สองมือ" ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีพอที่จะ คิดค้นและสร้างเทคโนโลยี่และวิทยาการเพื่อการฯ ดังกล่าว

ด้วยเพราะ เทคโนโลยี่และวิทยาการ ที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัยได้ในโลกธรรมชาติได้นั้น มักคิดขึ้นได้ด้วย มนุษย์กลุ่มหนึ่ง หรือกระทั่ง มนุษย์คนหนึ่ง ที่มักจะมีโครงสร้างการทำงานของสมองแตกต่างไปจากคนปกติโดยทั่วไป ในอดีตก็ เช่น นิวตัน ดาร์วินซี่ ไอน์สไตน์ แนช (ทฤษฎีเกม) ฯลฯ ด้วยเพราะความรู้ทางวิทยาการด้านการแพทย์การบำบัดในปัจจุบัน ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์กลุ่มนี้ จำนวนมากเป็นมนุษย์ที่มีชื่อเรียกว่า ออทิสติก แอลดี และสมาธิสั้น [หรือที่คนปกติเรียกพวกเขาว่า...พวกพิการทางสมอง...หรือเรียกให้ดีหน่อยก็ว่า ...ผู้ที่มีระบบการทำงานของสมองแตกต่างไปจากคนปกติ หรือผู้ที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมอง..นั่นเอง!] มนุษย์เหล่านี้จะมีที่คิดอะไรได้แปลกๆ ที่คนปกติธรรมดาไม่คิดหรือไม่มีศักยภาพของสมองพอที่จะคิดได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประชากรมนุษย์เหล่านี้ มักถูกสังคมมนุษย์ปกติ ที่มักล้าหลังทางด้านคุณธรรมจริยธรรมและเห็นแก่ตัวมืดมิดอวิชชา ทอดทิ้ง โดยหาได้ตระหนักรู้ไม่ว่า  นั่นคือ การปิดหนทางอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์

ปัญหาที่เผชิญหน้ามนุษย์ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ประการหนึ่ง ก็คือ มนุษย์จะจัดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ด้วยกันอย่างไร จึงจะสามารถทำให้มนุษย์ ทุกกลุ่มทั้งปกติและอปกติ ได้สวัสดิการจากสังคม

[นอกเรื่อง/-ซึ่งอาจจะด้วยการหาคำคอบตรงนี้ไม่ได้ นี่เอง! มนุษย์เลยต้องสร้าง "ระบบความเชื่อ" ขึ้นมาหลายชุด อย่างที่เรียกว่า ลัทธิบ้าง ศาสนาบ้าง ฯลฯ และบางทีเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ...เป็นเรื่องของ "ความต้องเชื่อ"/"ความต้องศรัทธา" เท่านั้นล้วนๆ! และในที่สุดมนุษย์ก็กำลังติดกับชุดความเชื่อของตัวเอง จนอาจจะไม่สามารถพัฒนา "การคิด" ต่อไปได้ และอาจทำลายตัวเองทำลายกันเอง ด้วยเหตุแห่ง "ชุดความเชื่อ" ที่ต่างกัน จนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ในสุดก็เป็นได้? ถ้ามนุษย์ยังไม่สามารถละเลิกการสร้าง "ชุดความคิด" ที่ทำให้ตัวเองติดกับ!?]

กล่าวสำหรับประเทศไทยในฐานะส่วนหนึ่ง ของ ประชากรโลก-ส่วนหนึ่งของประชากรมนุษย์-สิ่งมีชีวิตเพียงสายพันธุ์เดียวที่คิดได้ดัดแปลงและสร้างได้ ทำอย่างไรจึงจะจัดความสัมพันธ์ทางสังคมของตนโดยไม่ให้เกิดการ "ทำลายตัวเอง" นั่นคือ สังคมไทยจะปรับตัวเปลี่ยนผ่านอย่างไรไห้พลังทางสังคมต่างๆ ทั้งพลังสังคมทางกายภาพ และพลังสังคมทางความคิด เอาด้านที่เป็นคุณพัฒนาต่อยอดให้สังคมไทยเจริญงอกงามต่อไปอย่างได้ดุลยภาพ นี่คือ โจทย์ของสังคมไทยยุคนี้!

ปัจฉิมลิขิต:

 

 

 

 

 

 

 

พลังสังคมทางกายภาพ [ซึ่งในที่นี้จะ หมายถึง คน หมายถึง มนุษย์ตัว "เป็นๆ" ] : ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง/นายทุนเก่า(นอกลุ่มนายทุนใหม่ที่มีทักฯเป็นตัวแทน) ชนชั้นนายทุนใหม่ ชนชั้นรากหญ้า [สำหรับพวกรากหญ้ายังเป็นพวกที่ไม่มีพลังความคิดทางเศรษฐกิจการเมือง เป็นของกลุ่มหรือชนชั้นตัวเอง-นี่พูดสำหรับประเทศไทย-จะเป็นพวกที่ถูกพลังอื่นดึงเอาไปเป็นฐานเป็นพวกตลอดมา]

พลังสังคมทางความคิด : พลังทางความคิดแบบศักดินาจารีต พลังความคิดแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ พลังความคิดแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์และทุนนายหน้าทุนนิยมบริวาร

**พลังทางความคิดแบบศักดินาจารีต พลังนี้ยับเยินสะบักสะบอมมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 2475 มาฟื้นคืนยุคสฤษดิ์แต่ก็วางอยู่บนฐานของ "พรรคข้าราชการประจำ" ทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน  และวิวัฒน์ให้สอดคล้องกับการปกครองของยุคสมัยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ที่อยู่ในสถานะตั่งรับอีกครั้ง?

**พลังความคิดแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ พลังนี้ปัจจุบันถูกแยกสลายไปหลอมหลวมเป็น "อีแอบ" แฝงอยู่ในพลังทางความคิดอื่น [ซีกหนึ่งหันมาค้นหารากเหง้าของสังคมไทยเพื่อจะต่อยอดหาหนทางพัฒนาสังคมไทยที่ "เป็นตัวของตัวเอง" แบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" และอีกซีกหนึ่งเหลือแต่ความคิดจะ "โค่นล้มสถาบันหลัก" ของสังคมไทย โดยหันไปหลอมรวมกับ พลังความคิดแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์และทุนนายหน้าทุนนิยมบริวาร สมคบกับทุนนิยมข้ามชาติต่างชาติปล้นประชาชนและขายประเทศ]

**พลังความคิดแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์และทุนนายหน้าทุนนิยมบริวาร ปัจจุบันพลังนิ้ อยู่ในขั้นรุกเขมือบและยันกันอยู่กับรากเหง้าและพลัง "รักชาติ"  ของสังคมไทย

ต้องสังเคราะห์แล้วประมวลด้านที่เป็นคุณของพลังทางตวามคิดต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยเหล่านี้ ออกมา แล้วนำมาหลอมหลวมบูรณาการเป็นพลังทางความคิดของสังคมไทยชุดใหม่ ที่มีอัตตลักษณ์ของตนเอง แล้วนำมาเป็นฐานคิดของการจัดระเบียบสังคมไทยใหม่ให้พลังทางกายภาพซึ่งประกอบด้วยชนชั้นและชั้นชนต่างๆ ของสังคมดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล หรือก็คือ เป็น "สังคมดุลภาพ" นั่นเอง!

 

main page / what's new and update

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Sukiyaki - A Taste Of Honey