Me's point of view / มุมมองของฉัน

สถานการณ์ภาคใต้ และ การ "มีส่วนร่วม" ของ ภาคประชาชน : รัฐ และ สังคมไทย ต้องมองมุมใหม่

สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันนี้ เป็นเรื่องที่ทุกกลุ่มพลังในสังคมไทย และหรือประชาชนคนที่ตั้งรกรากทำมาหากิน และอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ทุกกลุ่มประชากร สมควรจะต้องรวมพลังทำความเข้าใจร่วมกัน โดยไม่ปล่อยให้เป็นการแก้ปัญหาไปตามลำพังแต่ถ่ายเดียว ของภาค "รัฐที่ไม่สมประกอบ" เท่านั้น เพื่อไม่ให้ "เพื่อนร่วมชาติ" ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้(ไม่ว่าจะนับถือศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาอะไร) ของเราต้องเผชิญ "ชะตากรรม" ตามลำพัง

/คุณเจริญ วัดอักษร

หมายเหตุ: "รัฐที่สมประกอบ" จะไม่แก้ปัญหาแบบ 14 ตุลา แบบ 6 ตุลา แบบพฤษภาทมิฬ หรือ แบบการสังหารหมู่ที่กรือแซะ หมายถึง "รัฐที่ไม่สมประกอบ" จะใช้พละกำลังและ "อำนาจ" ของตนไปในการทำ "สงคราม" ฆ่าฟันประชาชนของทุกประชาติทั้งภายในและภายนอก "รัฐ" ของตน หมายถึง "รัฐที่สมประกอบ" จะต้องเป็น "รัฐ" ที่ บริหารกิจการกิจกรรมของรัฐไปอย่าง "โปร่งใสและตรวจสอบได้" ยอมรับ "การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกประชาชาติภายใต้รัฐของตน" และยอมรับการ "การตรวจสอบ" จากภาคประชาชนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ /ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าในโลกนี้จะมี "รัฐที่สมประกอบ" อยู่สักกี่รัฐ? แต่ก็หวังว่าเราจะช่วยกันผลักดันให้รัฐไทยวิวัฒนาการไปสู่ "ความเป็นรัฐที่สมประกอบ" ไว้ก่อนก็แล้วกัน

ทั้งนี้ในประเด็นข้อเท็จจริงในเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็ดี หรือการถูกรุกรานตีชิงดินแดนเอามาผนวกกับ "ราชอาณาจักรไทย" อันเป็นความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ก็(ไม่)ดี หรือการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ในกลไกอำนาจของรัฐก็(ไม่)ดี หรือปัญหาทางเศรษฐกิจก็(ไม่)ดี นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งได้มีการกล่าวถึงและเสนอความคิดเห็นกันไปมากแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการนำเสนอปัญหาแบบมีอคติในมุมมองแบบเดิมๆ ของแต่ละฝ่าย เช่น ฝ่ายพุทธ ฝ่ายอิสลาม หรือฝ่ายรัฐ(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือฝ่ายพุทธ) หรือการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะโดยฝ่าย NGOs และ "สื่อ" หรือ การเสนอความคิดเห็นของประชาชนปัจเจกชนตามเวบบอร์ดในโลกอินเตอร์เนทก็แทบจะเป็นการ "ตีรันฟันแทงกันทางความคิด" ของปัจเจกชนที่มีความแตกต่างกันทาง "ความเชื่อ" และ วัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน กันเลยทีเดียว ฯลฯ

จึงยังไม่เป็นหนทางที่จะทำให้แก้ปัญหาได้ตก เพราะเพื่อนร่วมชาติในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ /ไม่ว่าจะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาอะไร/ ของเรายังคงตายรายวัน

ด้านหนึ่ง "ไทยพุทธระดับรากหญ้า" และ "เจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้า" ล้มตายรายวัน จากการถูกเข่นฆ่าแบบ "ไม่เลือกหน้า" ด้วยประเด็นหลักที่ "อ้างว่า" เพื่อการแบ่งแยกดินแดน อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางสังคมในเรื่องของ เชื้อชาติ  ศาสนา วัฒนธรรม และ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และการถูกกดขี่ข่มเหง ทั้งทางวัฒนธรรม และ ทางเศรษฐกิจจากกลไกแห่งอำนาจของ "รัฐ" และ กลไกทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนเบื้องหลังอำนาจ "รัฐ"

อีกด้านหนึ่ง  "ไทยอิสลาม" ก็ล้มตายรายวันเช่นกันจากการถูกปราบปรามของอำนาจรัฐทั้งในที่สว่าง (กรณีกรือแซะ) และในที่มืด (กรณีทนายสมชาย นีลไพจิตร และอีกหลายๆ กรณี?)

เป็นสองด้านที่เกิดขึ้นและดำเนินไปพร้อม ๆ กัน และนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น คำถามก็มีอยู่ว่า แล้วเราจะมองสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นนี้อย่างไร? จะเข้าใจมันอย่างไร? แต่คำถามที่สำคัญกว่ายังอยู่ที่ว่า ก็แล้วเราจะปล่อยให้กลไกแห่งอำนาจของ "รัฐ" แก้ปัญหาไปตามวิถีทางของ "รัฐ" ตามแต่อคติ ของ "รัฐ" ตามแต่ความคิดที่จมอยู่ในปลักของความมืดมิดอวิชชาของ "รัฐ" หรือไม่? ถ้าไม่เราจะรวมพลังกดดันให้ "รัฐ" แก้ปัญหาไปในแนวทางที่ควรจะเป็นได้อย่างไร?

ก็เชื่อว่า มาถึง ณ วันนี้ ประชาชาติไทย ทุกกลุ่มความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ฐานะทางเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ขึ้นมาถึงระดับกลาง ๆ สามารถจะรวมพลังกันกดดัน "รัฐ" เพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ ได้พอสมควรในระดับหนึ่ง / เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันใกล้สมัยเผด็จการทหาร เพียงแต่ต้อง "รู้" ให้ทันเผด็จการพลเรือนกลุ่มทุน  ที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้หน่อยก็แล้วกัน

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้  เราในฐานะประชาชาติไทยที่ทำมาหากินอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ (ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นผืนแผ่นดินที่ดีที่สุดผืนหนึ่งในโลกโดดเดี่ยวใบนี้) จึงจะกำหนดได้ว่า จะมีท่าทีต่อสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นนี้กันอย่างไร?

ตรงนี้ประเด็นที่ต้องทำความเข้าความเข้าร่วมกัน มีอยู่ 3-4 ประเด็น

ประเด็นหนึ่ง คือ ประเด็นความแตกต่างด้านสังคมความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และ วัฒนธรรม พึงต้องเข้าใจว่า

หนึ่ง ประวัติศาสตร์เป็นอะไรที่ผ่านเลยมาแล้ว แก้ไขไม่ได้ ย้อนกลับไปก็ไม่ได้ หากย้อนกลับไปก็ต้อง "สู้รบ" หรือ "ฆ่าฟัน" กันอีก เพราะประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติยุคที่ผ่านมา แทบจะเป็นเรื่องของการประหัตประหารฆ่าฟันแย่งชิงตีชิงปล้นสะดมซึ่งกันและกันล้วนๆ (จนบัดนี้!) เราจึงจะ ศึกษา และ บันทึกประวัติศาสตร์ เพื่อให้รู้ว่าเราเป็นใคร มีรากเหง้าความเป็นมาอย่างไร หรือ เกิดอะไรขึ้นกับเผ่าพันธุ์ของเราบ้าง เพื่อจะก้าวต่อไปในสถานการณ์ปัจจุบัน..อย่างสันติ หรือ ก็อย่างให้เข่นฆ่ากันให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ศึกษาเพื่อจะ "แบ่งแยกดินแดน" หวนคืนสู่สภาพเดิมทางประวัติศาสตร์ /ไม่เช่นนั้น ไทยก็ต้องไปลอกเอาทองมาจากเจดีย์ชะเวดากองของพม่า     หรือ ก็ต้องคืนพระแก้วมรกตให้ลาว หรือ อเมริกาก็ต้องคืนแผ่นดินให้อินเดียนแดง หรือ อังกฤษต้องคืนเพชร-โคตรเพชร ที่ปล้นมาจากทวีปอัฟริกาให้ชาวพื้นเมืองเขาไป ฯลฯ

สอง ความแตกต่าง ทาง ศาสนา และ วัฒนธรรม ศาสนาเป็น "ความเชื่อ" และ วัฒนธรรม เป็น "วิถีการดำเนินชีวิต" ที่ทุกประชาชาติภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมี "ขันติธรรม" ตราบเท่าที่ "ความเชื่อ" และ "วิถีการดำเนินชีวิต" ของประชาชาติหนี่ง ไม่ไป "ทำลายล้าง" ของอีกประชาชาติหนึ่ง

และ ตราบเท่าที่ "ความเชื่อ" และ "วิถีการดำเนินชีวิต" ของประชาชาตินั้นไม่ขัดหรือไม่ละเมิดซึ่ง "สิทธิมนุษยชน" อันเป็นหลักการธรรมดาสามัญที่แม้ปัจเจกชน ก็สามารถจะใช้ดุลพินิจระดับสามัญสำนึก "พิจารณา" ได้ เช่น การฆ่าครู ฆ่าพระ ด้วยข้ออ้างทาง "ความเชื่อ" ของตนหรือกลุ่มตน หรือ การสังหารหมู่เยาวชนที่หลงผิดที่กรือแซะ เพราะ "ความเชื่อ" ว่า ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบนอก จะเข้าข้างร่วมรุมสกรัมด้วย เป็นต้น

หาก ไม่เป็นไปเช่นนี้ โดย "ความเชื่อ" และ "วิถีการดำเนินชีวิต" ของประชาชาติที่ต่างกันภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน เกิดกระทบกระทั่งหรือรุกล้ำขัดแย้งกัน ก็จะต้องมี "กลไก" เข้ามาจัดการให้การกระทบกระทั่งขัดแย้งแก้ไขได้ด้วยสันติวิธี  ซึ่ง ตามทฤษฎีก็น่าจะเป็น "กลไก" ของ "รัฐ"

แต่เนื่องจาก กรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้รัฐไทยซึ่งเป็น "รัฐที่ไม่สมประกอบ" ยิ่งเข้าไปแก้ก็เหมือนยิ่งเข้าไปขยายความขัดแย้ง จึงสมควรจะต้องมี "กลไก" อื่นๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของกลไกรัฐ เข้าไปร่วมแก้ไขด้วย    นั่นคือ "กลไก" ภาคประชาชนของหลายๆ ประชาชาติที่เกี่ยวข้อง

สาม ความเข้าใจใน "ความเชื่อ" และ "วิถีการดำเนินชีวิต" ของผู้คนในแต่ละประชาชาติที่สมควรจะพึงมีต่อกัน กล่าวสำหรับสังคมไทย มีศาสนาหรือ "ความเชื่อ" ใหญ่ๆ อยู่ 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ และอิสลาม โดยสอง "ความเชื่อ" แรกจะเป็นที่ "เข้าใจ" ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทย ว่า จะไม่เป็น "อันตราย" ต่อ "วิถีการดำเนินชีวิต" ของผู้คนส่วนใหญ่

แต่ "ความเชื่อ" หลัง หรือ ศาสนาอิสลาม นั้น ยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย และ เป็นที่ "หวาดกลัว" เป็นที่ "กริ่งเกรง" กระทั่งเป็นที่ "หวาดระแวง" ของประชาชนประชาประชาติอื่นโดยทั่วไป ที่ไม่ได้มี "ความเชื่อ" แบบอิสลาม เพราะ ให้ภาพ ของ "ความทารุณโหดร้ายโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา" และ ให้ความเข้าใจว่าน่าจะเป็น "ความเชื่อ" ที่รุกรานและทำลายล้าง "วิถีการดำเนินชีวิต"   ของทุกประชาชาติในโลก    ด้วยการโฆษณาว่าจะสร้าง "รัฐอิสลาม" หรือ "รัฐที่ปกครองด้วยหลักความเชื่อ หรือปกครองด้วยคัมภีร์ของศาสนาอิสลาม" และ เราก็มีตัวอย่างของ ทาลีบัน ในอัฟกานิสถาน เป็นตัวอย่างของ "รัฐอิสลาม" ที่ทำลาย รูปเคารพของศาสนาอื่น-ศาสนาพุทธ ที่มีอายุตกทอดมานับพันปีลงเสียสิ้นทราก

จึงเป็นหน้าที่ของปัญญาชนและผู้นำอิสลามิกชนในรัฐไทย ที่จะสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนที่ต่าง "ความเชื่อ" ที่อยู่ร่วมในผืนแผ่นดินไทยเดียวกันนี้ ว่า อิสลามในไทยโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เป็นเช่นนั้น...หรือไม่ ?

ประเด็นหนึ่ง คือ ประเด็นการถูกรุกรานกดขี่ข่มเหง ทั้งทางวัฒนธรรม และ ทางเศรษฐกิจจากกลไกแห่งอำนาจของ "รัฐ" และ กลไกทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนเบื้องหลังอำนาจ "รัฐ" ประเด็นนี้พึงต้องเข้าใจว่า ไม่เพียง ประชาชนที่มี "ความเชื่อ" และ "วิถีการดำเนินชีวิต" แบบอิสลามเท่านั้น ที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากกลไกแห่งอำนาจของ "รัฐ" หากแต่รากหญ้าของทุกประชาชาติภายใต้รัฐไทยล้วนโดนด้วยกันทั้งสิ้นทั้งนั้น เพราะเราต่างก็อยู่ภายใต้ "รัฐที่ไม่สมประกอบ" เดียวกัน

และการจะแยกไปตั้ง "รัฐ" ใหม่ อย่างที่ "กลุ่มซึ่งฝักใฝ่การแบ่งแยกดินแดนรัฐปาตานีคิดจะทำหรือกำลังทำอยู่" ก็ดี หรือ การจะล้มล้างเข่นฆ่าล้มล้างกลุ่มผู้คนกลุ่มเก่ากลุ่มเดิม ๆ ในกลไกรัฐ โดย "กองกำลังติดอาวุธ" เพื่อการสถาปนาระบบการปกครอง ที่คาดหวังว่าจะแตกต่างจากเดิม อย่างที่ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" เคยทำก็ดี หรือ การที่ผู้ที่ "อ้างว่า" มีความเชื่อแบบอิสลามกำลังทำด้วยการก่อ "สงครามก่อการร้าย" / "ร้าย" ในที่นี้ หมายถึง การทำให้ "ผู้อื่น" ที่ไม่ได้มีความผิดอะไร "โดยตรง" ถึงแก่ชีวิตและสูญเสียสูญสิ้นซึ่งทรัพย์สิน หรือ  เดือดร้อนฉิบหายวายป่วง ด้วยความผิดที่เขาไม่ได้ ก่อ แต่ "ชนชั้นปกครอง" ก่อ /  เพื่อก่อตั้ง "รัฐอิสลามที่ปกครองด้วยคัมภีร์ของศาสนา" ก็ดี ล้วนแต่ต้องผ่าน "สถานการณ์นองเลือดและกลียุค" ...

ที่ประชาชน ตั้งแต่ชนชั้นกลางลงไปถึงประชาชนคนรากหญ้าของทุกประชาชาติภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน จะต้องถูกเข่นฆ่าล้มตายตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เป็น "จำนวนมาก" ( เมื่อเทียบกับการถูกลอบฆ่าแบบ คุณเจริญ วัดอักษร ที่คนรากหญ้าส่วนใหญ่ยังคงมีชีวิตอยู่! ) แต่ชนชั้นสูงยังอยู่ดีมีสุขกันดีอยู่ แถมมีอายุยืนยาวอีกต่างหาก ดูอย่างกรณี "ทรราชถนอม-ณรงค์" เป็นอาทิ

ทั้งหมดนี้ เราประชาชนคนชั้นกลางไปถึงคนรากหญ้า ( ที่มักจะต้องเป็น "ผู้ถูกปกครองตลอดกาล" ไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองแบบไหน และเป็น "ด่านหน้า" ที่ต้อง "สังเวยชีวิต" ไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ "ความรุนแรง" โดยกลุ่มไหน แบบไหน ) จะแน่ใจได้อย่างไรว่า รัฐที่ได้มาจาก "วิธีการรุนแรง" เหล่านี้ จะเป็น "รัฐที่สมประกอบ" ดังที่เราคาดหวัง ?

ประเด็นหนึ่ง คือ การเข้าไปมี "ส่วนร่วม" ในโครงสร้างของ "รัฐ" ของประชาชนแต่ละประชาชาติภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน ประเด็นนี้ พึงต้องยอมรับกันก่อนว่า...

หนึ่ง ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น โดยอุดมคติ เป็นระบอบการปกครองที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เมื่อเทียบกับระบอบการปกครองทุกระบอบการปกครองเท่าที่มนุษย์เคยมีมา

เชื่อว่า มนุษย์ที่มี "วุฒิภาวะ" อย่างเพียงพอในประเทศไทยทุกคน คงไม่มีใคร อยากจะย้อนกลับไปใช้ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ระบอบเผด็จการแบบคอมมิวนิสต์ หรือ กระทั่งระบอบการปกครองแบบรัฐศาสนา หรือ รัฐที่เอาความความเชื่อทางศาสนามาปกครอง มาเป็น "กฎหมาย" อย่างในอดีต หรืออย่างที่เป็นไปในประเทศอื่นในปัจจุบัน

เพราะ ระบอบการปกครองเหล่านี้ในเชิงประจักษ์เป็นที่ชัดเจนกันว่า เป็นระบอบการปกครอง ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น      ที่ "แตกต่าง"    ของ ประชาชนทุกประชาชาติภายใต้รัฐของตน โดยเฉพาะรัฐที่ปกครองด้วยคัมภีร์ทางศาสนาจะเป็นรัฐที่เกือบจะไม่ยอมรับ "ความแตกต่าง" ทางความเชื่อและความคิดของประชาชนประชาติต่างๆอย่างเกือบจะสิ้นเชิง! แม้ทุกศาสนาจะสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ก็มีด้านมืดของศาสนาอยู่ เช่น ศาสนาคริสต์ก็ฆ่านักวิทยาศาสตร์อย่าง กาลิเลโอ ชาร์ล ดาวิน ไปหลายคน เพียงเพราะ "ค้นพบ" ความจริงทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่แตกต่างไปจาก "ความเชื่อทางศาสนา" ที่พิสูจน์ไม่ได้ หรือ สงครามครูเสด-สงครามศาสนาที่ผู้คนต่างความเชื่อต้องเข่นฆ่าล้มตายกันเป็นจำนวนมาก  เป็นต้น

สอง ดังนั้น "รัฐ" ที่ "พึงประสงค์" จึงต้องเป็น "รัฐ" ที่ปกครองด้วย "กฎหมาย" ที่มีลักษณะเป็น "สากล" ซึ่ง "ตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ โต้แย้ง และ แก้ไขปรับเปลี่ยน" ได้ โดยประชาชนของทุกประชาชาติภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน

โดย ศาสนา ซึ่งเป็นเพียง "ความเชื่อ" จะต้องถอยหรือลดระดับลงมาเป็นเพียงอะไร ซึ่งเรียกว่า "สิทธิส่วนบุคคล" ลดระดับลงมาเป็นเพียงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล หรือส่วนกลุ่มบุคคล ที่ต้องอยู่ภายใต้ "กฎหมาย" ของ "รัฐ"

รวมทั้ง ขนบธรรมเนียมประเพณี จารีต วัฒนธรรม แม้จะได้รับการปฏิบัติตกทอดมานับพันนับร้อยปี หากเป็น "ขนบธรรมเนียมประเพณี จารีต วัฒนธรรม" ที่ดีงามก็แล้วไป ก็ส่งเสริมและยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันต่อไป หากไม่ มันก็ต้องปรับเปลี่ยนหรือล้มเลิกไปได้หรือกระทั่งต้องล้มเลิกไปให้ได้ เช่น "จารีตประเพณี" ของบางประเทศที่ให้ นักบวช เปิดบริสุทธิ์เด็กหญิงที่เข้าสู่วัยรุ่นโดยกระทำพิธีกรรมกันเป็นเรื่อง "ศักดิ์สิทธิ์" (ตัวอย่างนี้ได้มาจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของ UBC รู้สึกจะเป็นการสะท้อนปรากฏการณ์ในประเทศอินเดีย) ซึ่ง หากมีผู้นำเอา "จารีตประเพณี" นี้เข้ามาใช้ถือปฏิบัติในประเทศไทย หรือ "รัฐ" ไทย / คุณเจอคุกแน่ๆ หรือประเพณี "ตกเขียว" ที่ขายลูกสาวให้ไปเป็น "โสเภณี" ของ คนที่เป็นพ่อแม่ของบางจังหวัดบางพื้นที่ในภาคเหนือของไทย หรือ ประเพณีการอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาหลายคน เป็น "ฮาเร็ม" อะไรแบบนี้ แม้ในทางพฤตินัยจะยังคงกระทำกันได้เพราะเป็นความสมยอม แต่ในทางนิตินัยก็ยอมรับให้มีได้เพียงหนึ่ง อันเป็น "ความเท่าเทียม" กันระหว่างหญิงชายภายใต้ "กฎหมาย" โดยกฎหมายไม่ได้ยอมรับ "ความเท่าเทียมที่สามานย์" ที่จะยอมให้หญิงชายมากผัวมากเมียอย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น

เพราะ "ความเชื่อ" มากมายหลายประการของเกือบทุกศาสนาประดามีในโลก มักจะเป็นอะไรที่มัก "ไม่อาจพิสูจน์ได้" และ ถูกทำให้กลายเป็นอะไรที่ "ศักดิ์สิทธิ์" ซึ่ง "แตะต้อง" "โต้แย้ง" หรือ "มีความคิดเห็นค้าน" ไม่ได้ ค้านนิดค้านหน่อยละก็เป็นเรื่อง ดังเช่น กรณีของ ส.ว.ระเบียบรัตน์ นี่ถ้าเป็นสมัยยุคโบราณของฝรั่ง คุณระเบียบรัตน์คงถูกจับเผาทั้งเป็นฐานเป็น "แม่มด" ไปแล้ว เป็นต้น

นอกจากจะ "พิสูจน์" ได้ยากหรือไม่ได้เลย หรือ "แตะต้อง โต้แย้ง เห็นค้าน เห็นต่าง" อะไรไม่ได้แล้ว ภายใต้อาณาเขตหรือดินแดนของรัฐหนึ่งๆ ในโลกยุคปัจจุบัน ยังประกอบด้วยผู้คนที่มี "ความเชื่อ" แตกต่างกันมากมายหลายกลุ่มหลายลัทธิหลายเชื้อชาติและหลายศาสนา เพียงแต่บางพื้นที่จะมีคนนับถือศาสนานี้มากกว่าศาสนานั้น เท่านั้น

เช่นนี้ก็จินตภาพได้เลยว่า มันจะ "อันตราย" และ กลียุค อย่างถึงที่สุดขนาดไหน หากจะ มี "รัฐ" ซึ่งปกครองด้วยหลักการหรือ "คัมภีร์" ของศาสนาใดศาสนาหนึ่งเท่านั้น!

ทั้งนี้พึงต้องเข้าใจว่า บทความนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะต่อต้านการนับถือศาสนาใดๆ เพราะ ตราบใดที่ ยังมีเรื่องที่ "เหนือการรับรู้" ของมนุษย์ หรือ ตราบใดที่ยังมีปรากฏการณ์ซึ่ง "สติปัญญาของมนุษย์" ยังไม่อาจอธิบายได้ หรือ ตราบใดที่ยังมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ซึ่งมนุษย์ ไม่สามารถจะเผชิญหน้าได้ตามลำพัง เพราะ มันไม่แน่นอนเกินไป มันน่ากลัวเกินไป มันโดเดี่ยวอ้างว้างวังเวงเกินไป ตราบนั้น "ความเชื่อ" รวมทั้ง "พิธีกรรม" และวัตรปฏิบัติอะไรต่างๆ ตาม "ความเชื่อ" ก็เป็น "สิ่งจำเป็น" เป็น "ที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว" ทาง "จิตใจ" ของมนุษย์ 

หมายถึง "ความเชื่อ" ของทุกศาสนาของทุกลัทธิของทุกระบบคิดประดามีในโลก มีความจำเป็น ตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่มีความเข้มแข็งทางความคิดเพียงพอที่จะเชื่อมั่นใน "ตัวตน" ของตัวเอง เพราะ ลองคิดง่ายๆ ว่า หากไม่มีมนุษย์/หากมนุษย์สูญพันธุ์ไปเช่นไดเสาร์ ในโลกโดดเดี่ยวใบนี้จะยังมี "ความเชื่อ" อะไรหลงเหลืออยู่อีกละหรือ ?

สาม ดังนี้ การเข้าไปมี "ส่วนร่วม" ในโครงสร้างของ "รัฐ" ของประชาชนแต่ละประชาชาติภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน นั้น จึงพึงต้องเข้าใจว่า    ก็คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้าง "กฎหมาย" ที่ "เป็นธรรม" ซึ่ง "ตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ โต้แย้ง และ แก้ไขปรับเปลี่ยน" ได้ ตามวิถีทางและกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย

เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ต่างๆ ตามที่ "กฎหมาย" กำหนด หรือ อะไรที่ยังไม่มีกฎหมายกำหนดก็เข้าไปออกกฎหมายมากำหนดหากมันเป็นปัญหาในภาค "รัฐ" หรือการตั้งกลุ่มผลประโยชน ติดตามตรวจสอบต่อรอง ในภาค "ประชาชน" ฯลฯ

หมายถึง ต่อสู้แก้ไขและจัดระเบียบสังคมกันไป ในท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของ "ความเชื่อ" และ "ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์" ของแต่ละประชาชาติภายใต้รัฐเดียวกันภายในกรอบ ของ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (ในอุดมคติ)  / ที่เราสามารถจะคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมหรือตัดทอนให้เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะกับสภาพเฉพาะ หรือ "เอกลักษณ์" ของเราได้? / เพราะดูจะเป็น "หนทาง" ที่เหมาะสมที่สุดใน "สภาพการณ์ปัจจุบัน" ที่จะ "นองเลือด" หรือ "กลียุค" น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับ "หนทาง" อื่นๆ / สงครามกองโจร สงครามศาสนา สงครามกลางเมือง ที่จะอยู่ในสถานการณ์ที่ขุกเข็ญกันไปทุกหย่อมหญ้า เราไม่อยากให้ประเทศของเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น..!?! เพราะลูกหลาน ลูกเด็กเล็กแดงผู้เฒ่าผู้แก่ของเรารวมทั้งตัวเราคนหนุ่มสาววัยฉกรรจ์วัยทำงาน จะต้องเดือดร้อนล้มตายกันไปหมด ฯลฯ

ประเด็นหนึ่ง คือ "รัฐ" เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลก อะไร คือ สถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบเข้ามาใน "รัฐ" เรา อะไร คือ สถานการณ์ที่เป็นปัญหาที่เป็นปัญหาอันเนื่องมาจากภายในของเราจริงๆ ตรงนี้ทุกฝ่ายต้องแยกแยะ และแก้ปัญหากันให้ตรงจุด

อเมริกานั้นค่อนข้างเป็น "รัฐ" อันธพาล ที่ เบื้องหน้า มีองค์การองค์กรมากมายและไฮเทคอย่างซีไอเอเป็นต้น สยายปีกครอบคลุมทั่วโลกไปทุกหย่อมหญ้า  เบื้องหลัง มีกลุ่มทุน  ทั้งบริษัทค้าอาวุธ ค้ายา ค้าน้ำมัน และค้าเงิน ที่สามารถจะ หากินบนความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชากรโลกได้อย่าง "เลือดเย็น" มาทุกยุคทุกสมัย นับแต่ประเทศนี้ก่อตั้ง / ก่อตั้งขึ้นมาบนกองกระดูกของชนพื้นเมือง ร่ำรวยขึ้นมาจากการค้าอาวุธ ตลอดช่วงยุค "สงครามเย็น" หมดยุคนี้แล้ว แน่ะ ยังจะสามารถสร้างและก่อ "สงครามก่อการร้าย" ขึ้นมาแทนได้อีกแฮะ แล้วก็ขายอาวุธได้อีก

และ "รัฐ" อันธพาลอเมริกาก็กำลังจะทำให้สงครามนี้แพร่สะพัดไปทั่วโลก โดยดึงประเทศเล็กประเทศน้อย ที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยตรงให้เข้าไปอยู่ในวังวนของสงครามที่เป้าหมายอยู่ที่ประเทศอเมริกาด้วย / เบี่ยงเบนเป้าเพื่อประเทศของตนจะได้เสียหายน้อยลง / ด้วยนโยบาย "แบ่งแยกและปกครอง" จุดชนวนความขัดแย้งในแต่ละท้องถิ่นของทุกภูมิภาคที่พอจะมี "เชื้อ" อยู่แล้ว จากความแตกต่างหลากหลายทางความเชื่อและชาติพันธุ์ รวมทั้งรากเหง้าของความขัดแย้ง อันมีมาแต่ประวัติศาสตร์...  ก็เมื่อ ประเทศภายในภูมิภาครบกัน    หรือ คนภายประเทศของประเทศอื่นรบกัน..อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ขายได้อีก

ยุคนี้ "กลุ่มทุน" อเมริกาจะยิ่งรวยเละยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเชื้อโรคร้ายๆ ยังไม่แน่ว่าจะแพร่สะพัดหรือกลายพันธุ์มาจากไหน มาได้ยังไง แต่ เป็นที่ "รู้ๆ" กันว่า ที่ก้าวหน้าที่สุดในวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ อเมริกา เราไม่รู้ว่า "โรคร้ายๆ" ที่โผล่ขึ้นมาในต้นสหัสวรรษนี้เป็น "ฝีมือ" ของ ธรรมชาติล้วนๆ หรือ ของมนุษย์กลุ่มทุนอเมริกันหน้าไหน..หรือไม่? แต่ที่แน่ๆ ก็คือ กลุ่มทุนโดยเฉพาะบริษัทยายักษ์ใหญ่ข้ามชาติอเมริการวยเละจากการขายยารักษาโรคร้ายๆ อีกนั่นเอง เที่ยวนี้เรียกว่ารวยขึ้นมาจากกองกระดูกและทรากศพของประชาชนทุกประชาติและทุก "ความเชื่อ" ทั่วโลก

ฯลฯ

ที่สำคัญ "รัฐ" ไทย ของเราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ "รัฐ" อันธพาลนี้ให้รอดได้อย่างไร? แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่า คือ เราประชาชน "คนรากหญ้า" ของทุก "ความเชื่อ" บรรดามี ก็จะต้องเรียนรู้ที่จะ "ควบคุม ตรวจ สอบ กดดัน"   ไม่ให้ "รัฐ" ไทย ที่กุมกลไกโดย "กลุ่มทุน" ขายเรา ขายทรัพยากรของเรา แล้วผนวกตัวมันเองเข้ากับกลุ่มทุนข้ามชาติ หรือ ตัวมันเองก็กลายเป็นหนึ่งในทุนข้ามชาติ พอเกิดกลียุคในประเทศ กลุ่มทุน พวกนี้ก็หนีไป "เสพสุข" และ  "ตั้งรกราก" กลายเป็น "ซิติเซ่น" ของ "รัฐ" อันธพาลอเมริกาสบายแฮไป ก็จะเหลือแต่เราและเราและเรา "รากหญ้า" เท่านั้น ที่จะต้องก้มหน้าก้มตา "เสพทุกข์ขุกเข็ญ" รับเวรรับกรรมกันไป .....กระนั้นหรือ?

ในประเด็นนี้ สำหรับสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหา คือ เราจะระวังผลกระทบจากสถานการณ์โลกภายใต้อิทธิพลของ "รัฐ" อันธพาล นี้อย่างไร? ที่สำคัญ ก็คือ เราบรรดาประชาชนระดับ "รากหญ้า" ของทุกประชาชาติภายใต้ "รัฐ" เดียวกัน ต้อง ไม่มัว "กัด" และ หรือ "ลอบกัด" กันเอง ดังสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ที่ "เป้าหมาย" อยู่ที่ คนรากหญ้า/คนรากหญ้าไทยพุทธตายรายวัน คนรากหญ้าไทยมุสลิมก็ถูกจับถูกไล่บี้ กระทั่งถูกวิสามัญฆาตกรรมรายวัน / อเนจอนาถสักแค่ไหน และ น่าเศร้าสลดใจสักเท่าใด ที่ทีมฟุตบอลเยาวชนไทยมุสลิมรากหญ้าต้องมาถูกวิสามัญฆาตกรรมตายหมู่ยกทีม เช่นเดียวกับชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจไทยระดับล่างรากหญ้าจำนวนหลายนาย หัวหน้าครอบครัวของหลายครอบครัวที่ก็ต้องจบสิ้นลงในสถานการณ์นี้เช่นกัน / เพราะฉะนั้นเรารากหญ้าของทุกประชาชาติพวกเดียวกันเอง ก็จึงต้องระวังทั้งผลกระทบของสถานการณ์โลก และ ผลกระทบจากพฤติกรรมแห่ง "รัฐที่ไม่สมประกอบ" ของเราเองอีกด้วย เราทุกฝ่ายจึงจะต้องช่วยกันยุติสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่นี้!

ในท้ายที่สุดประเด็นรวบยอด ก็คือ ประเด็นที่ว่า แต่ละฝ่ายจะกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นนี้กันอย่างไร? ซึ่งแต่ละฝ่ายที่ว่านี้ก็น่าจะมี ฝ่าย "กลไก" ของรัฐ หนึ่ง ฝ่ายภาคประชาชนที่ใช่ "อิสลาม" สอง และ ฝ่ายภาคประชาชนที่ไม่ใช่ "อิสลาม" สาม

หนึ่ง สำหรับ ฝ่าย "กลไก" ของ "รัฐ" ต่อสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ บทความคาดหวังว่า "รัฐ" ในฐานะที่จะต้องเป็นตัว "จัดการ" กับปัญหาโดย "หน้าที่" เจ้าหน้าที่ที่ถืออาวุธทั้งทหารตำรวจต้อง จัดการ "ขั้นเด็ดขาด" กับผู้ที่จะก่อการด้วยการใช้อาวุธ-ทุกชนิดประทุษร้ายต่อชีวิตผู้อื่น แต่ต้อง "ไม่เข่นฆ่า" ถ้าไม่จำเป็นอย่างยิ่งยวดจนถึงที่สุด "เจ้าหน้าที่" ในกลไกรัฐต้องมี "ขันติธรรม" ให้ลองคิดว่า ถ้าหาก "กลุ่มที่ท่านจะสาดกระสุนจะฆ่าจะแกงเขานั้นมีลูก ๆ วัยรุ่น ของท่านอยู่ในนั้นด้วย ท่านจะทำอย่างไร?" หมายถึง หากเราตามยึดตามกวาดล้างอาวุธและได้ตัวกลุ่มเป้าหมาย มาแบบ "เป็นๆ" จะต้องดีกว่าไปเข่นฆ่าเขาตายหมดอย่างแน่นอน เหมือนดังที่ รัชกาลที่ ๕ ที่ท่านทรงเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อ หรือ นโยบายการเมืองนำการทหารที่ทำให้   "ป่าแตก" และ นักศึกษาที่เข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รวมทั้งพลพรรคของพรรคคอมฯ ที่จับอาวุธต่อสู้กับ "รัฐ" มาเนิ่นนานนับเป็นสิบๆ ปี ก็กลับคืนเมืองมาด้วยจน "เกลี้ยงป่า" เมื่อโอกาสเปิดให้ เมื่อมีเสรีภาพทางความคิด และ มีช่องทางใช้ชีวิตทำมาหากินได้ เป็นปกติ

ก็ใครล่ะจะอยากจับอาวุธมาทำสงครามเข่นฆ่ากัน...บทเรียนดีๆ ก็มี น่าจะเก็บรับกันบ้าง!

เพราะจริง ๆ ก็ไม่แน่ว่า กลุ่มที่ก่ออาชญากรรมเข่นฆ่าไทยพุทธและเจ้าหน้าที่รากหญ้า จะเป็น "ฝีมือ" ของฝ่ายไหนกันแน่ ? หรือจะเป็นฝ่ายไหนกันบ้าง? ซีไอเอไว้ใจได้หรือ? ประเทศเพื่อนบ้านจะไม่ปากว่าตาขยิบหรือ? หรือ พวกมุสลิมนิยมความรุนแรงสากลจะไม่ผสมโรงด้วย ซึ่ง เราต้องไม่ "ผลักไส" พี่น้อง "ไทยมุสลิม" ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา ให้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายของเขา มีแต่ต้อง "รักษาไว้" /สำหรับพวกที่เขายังไม่คิดยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือ "เยียวยา"/สำหรับพวกที่กลับตัว กลับใจ กลับลำ หรือ "ดึงกลับมา" สำหรับพวกที่ "ถลำลึก" !?!

เพราะ นี่คือ "สงครามแย่งชิงประชาชน" และ การเอา "รัฐ" ของเราให้รอดจากสถานการณ์โลกที่ "รัฐ" อันธพาลอเมริกา กำลังทำสงครามอย่าง "เอาเป็นเอาตาย" กับ โลกอิสลามหัวรุนแรงทั่วโลก เราจะรอดจากวังวนนี้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ วัตรปฏิบัติ ของ "กลไก" ของ "รัฐ" ไทยต่อไทยอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีดินแดนเชื่อมต่อ และ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เอื้อให้รับอิทธิพลของสถานการณ์โลกได้ง่ายด้วย

ส่วน "กลไก" ของ "รัฐ" ไทย ที่ไม่ติดอาวุธ อย่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายพัฒนาด้านการศึกษาจิตวิญญาณและการอาชีพ ต้องทำงานร่วมกับหัวหน้าชุมของไทยมุสลิมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งก็เห็นว่า กลไกของ "รัฐ" ส่วนนี้ ก็กำลังทำงานกันอยู่อย่างขะมักเขม้นได้ค่อนข้างดี แต่จะดียิ่ง ๆ ขึ้น ถ้าจะเพิ่ม ความเข้าใจในวิถีและวัตรปฏิบัติของประชาชนประชาชาติไทยอิสลาม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เข้มข้นเข้าไปอีกสักมาก ๆ หน่อย

และ หากหาข้อมูล  เพื่อทำความเข้าใจ ที่ไหนยังไม่ค่อยได้ ก็คลิก เข้าไปอ่าน " 3 จังหวัดชายแดนใต้… โจทย์ที่ต้องการคำตอบ " ของ คุณบรรจง นะแส ไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน

สอง สำหรับ ฝ่ายภาคประชาชนที่ใช่ "อิสลาม" พึงต้องเข้าใจว่า ในบรรดา "ความเชื่อ" ที่แตกต่างใหญ่ ๆ ระหว่าง พุทธ คริสต์ และอิสลาม ต้องยอมรับว่า อิสลาม ค่อนข้างจะเป็นที่เข้าใจได้น้อยที่สุด ของ ประชาคมภายใต้ "รัฐ" ไทย และ สังคมไทยมุสลิมค่อนข้างเป็นสังคมปิด? ภาพรวมที่ประชาชาติไทยกลุ่ม "ความเชื่อ" อื่นๆ ได้เกี่ยวกับประชาชาติไทยมุสลิม ก็คือ ภาพของมุสลิมหัวรุนแรงที่กำลังโรมรันพันตู กับ ชนชาติอเมริกาและพันธมิตรด้วยความเหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนาไปทั่วโลก ดังที่บทความนี้ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น การจะเรียกร้องให้ กลไก "รัฐ" ไทย ที่ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบเป็น "คนไทยพุทธ" /หลายเชื้อชาติ-หลายชาติพันธุ์ เชื้อสายไทยกลาง เชื้อสายไทยจีน ฯลฯ/ หรือ การจะเรียกร้องให้ประชาชาติไทยกลุ่ม "ความ เชื่อ" อื่นๆ มาเข้าใจ "ไทยอิสลาม" แต่ถ่ายเดียว เป็นอะไรที่ "ขัดกับความเป็นจริง" เพราะจะมีใครเข้าใจ "ไทยอิสลาม" มากไปกว่า "ไทยอิสลาม" เอง!

ฉะนั้น จึงต้องเป็นหน้าที่ของ ฝ่ายภาคประชาชนที่ใช่ "อิสลาม" ที่ด้านหนึ่ง จะต้องออกมาให้ "การศึกษา" ประชาคมไทยให้เข้าใจ พี่น้องร่วมชาติ "ไทยมุสลิม" ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

หมายถึง ผู้นำอิสลามในรัฐไทย ต้องกล้าหาญที่จะออกมา ให้ภาพ ที่แตกต่างออกไปจากอิสลามนอกรัฐไทย ให้ประชาชนประชาชาติอื่นๆ มั่นใจ แน่ใจว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ และ กล้าที่จะออกมา ประณาม และ ขัดขวาง การเอาศาสนามาเป็น   ข้ออ้างในการเข่นฆ่า คนบริสุทธิ์รากหญ้า ที่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงและถูกรุกรานวิถีชีวิตจากกลไกของรัฐ เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ ปัญญาชนอิสลามในรัฐไทย ต้องไม่หดหัวเงียบเชียบอยู่แต่ในกระดองแล้วปล่อยให้ "ใครก็ไม่รู้" เอาข้ออ้างทางศาสนาของตน มาคอยลอบเข่นฆ่าทำร้ายผู้คนที่ไม่มีทางสู้ เช่นนี้ไม่เรียกว่า "ชาตินักรบ" และ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็น "นักรบของพระเจ้า"...ใช่หรือไม่?

หมายถึง บทความนี้ต้องการจะเห็นบทบาท ของ "มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์" ในเรื่องนี้มากกว่านี้ ต้องการจะเห็นบทบาทของ บรรดา ดร.ทางศาสนา ของพี่น้องไทยมุสลิม รวมทั้ง ดร.สาขาอื่นๆ ที่มีคติ "ความเชื่อ" แบบ "ไทยมุสลิม" ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องนี้มากกว่านี้ ให้ ประชาคมไทยรู้ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ สำหรับวิถีและวัตรปฏิบัติของพี่น้อง "ไทยมุสลิม" ช่วยนำเสนอว่า เศรษฐกิจในภาพรวมของประชาคมไทยทั้งประเทศ กับวิถีชีวิตแบบ "ไทยมุสลิม" จะพัฒนาแบบเกื้อหนุนกันไปได้อย่างไร?

อีกด้านหนึ่ง ผู้นำชุมชนมุสลิมต้องกล้านำพา "พี่น้องไทยมุสลิม" ออกมาทำงานร่วมกัน หรือ เข้ามาทำงานร่วมกับประชาคมความเชื่ออื่นๆ ในการพัฒนาชุมชนของตนอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับชุมชน "ความเชื่อ" อื่นๆ อย่าง ชุมชนแม่มูลมั่นยืน ชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ลำน้ำพอง เป็นต้น

หรือ หาทางที่เข้าไปมี "ส่วนร่วม" กับภาค "รัฐ" ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และ เป็นการแสดงให้ประชาคมใน "รัฐ" ไทยเดียวกัน เห็นว่า พี่น้อง "ไทยมุสลิม" เป็นอันหนึ่งอันเดียว กับ พี่น้อง "ไทยความเชื่ออื่นๆ"/หรือ โดยเฉพาะ "ไทยพุทธ" ที่ก็ พยายามจะ "ปกป้อง" วิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์แห่งชุมชนของตน พยายามจะปกป้องทรัพยากรแห่งท้องถิ่นตน ไม่ให้ "รัฐ" ซึ่งกุมอำนาจโดย "กลุ่มทุน" หรือ "ชนชั้นสูง" ย่ำยีบีฑาได้อย่างย่ามใจ

และ ก็ต้องขอบอกไว้ตรงนี้ว่า ทั้งพี่น้อง "ไทยพุทธ" หรือ "ไทยอิสลาม" ล้วนแต่เคยถูก "กลไก" ของ "รัฐ" ไทย "ฆ่าหมู่" ล้มตายเป็นใบไม้ร่วงมาแล้วทั้งสิ้น แต่นี่เป็น "วิถี" ของ วิวัฒนาการทางสังคมที่ มนุษยชาติจะต้องก้าวพ้นยุคป่าเถื่อนนี้ไป ...ได้หรือไม่? ..ก็ยังไม่รู้ !?! แต่ก็ขอให้ช่วยขับเคลื่อนกันไปก็แล้วกัน

โดยไม่คิดไม่ทำเรื่อง "การแบ่งแยกดินแดน" เพราะ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะ "ยอมได้" !

ซึ่ง จากบทความ " 3 จังหวัดชายแดนใต้… โจทย์ที่ต้องการคำตอบ " ของ คุณบรรจง นะแส ก็เชื่อว่า พวกที่คิด "แบ่งแยกดินแดน" จะมีเป็นจำนวนน้อย และ ก็คงจะทำนองเดียวกับ "คนไทยเชื้อสายจีน" ที่เกิดและเติบโตในผืนแผ่นดินไทย เมื่อเขาไปเมืองจีน   เขาก็ไม่ได้คิด ว่า เขาเป็นคนจีน แม้รูปร่างหน้าตาและสีผิวจะบอกว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกันแท้ๆ พี่น้อง "ไทยมุสลิม" ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงจะเช่นเดียวกัน เมื่อไปเมือง "มาเลเซีย" ...ใช่เช่นนี้หรือไม่?

สาม สำหรับ ฝ่ายภาคประชาชนที่ไม่ใช่ "อิสลาม" ท่าทีที่ควรจะมี ก็คือ ด้านหนึ่ง ต้องมี ท่าทีของการทำความเข้าใจ ศึกษา อ่าน คิดพิจารณาความเป็นจริงแห่ง  พี่น้อง "ไทยมุสลิม" อย่างถ่องแท้ก่อนจะออกความเห็นโดยไม่ใช้ภาพรวมของ "มุสลิมหัวรุนแรง" ที่กำลังโรมรันกับ "รัฐ" อันธพาลอเมริกาและประชาชาติออเมริกาเป็น "ฐาน" แบบฟังความข้างเดียว

ทั้งนี้ สื่อต่างๆ เพื่อความสมานฉันท์ของประชาชานที่ต่าง "ความเชื่อ" กันในชาติ สื่อก็ต้องต้องเปิดช่องทางและเสาะหาให้ข้อมูลของฝ่าย พี่น้อง "ไทยมุสลิม" ได้ถูกเปิดเผยออกมาให้เป็นที่ "เข้าใจ" อย่างถูกต้องของประชาคมไทยทั้งประเทศ

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายภาคประชาชนที่ไม่ใช่ "อิสลาม" ก็ต้องคอยตรวจสอบ วิเคราะห์ วิพากษ์ การทำงานของ "กลไก" ของ "รัฐ" เพื่อผลักดัน ให้ "รัฐ" ที่ยังเป็น "รัฐไม่สมประกอบ" ของเรา เติบโตทาง "วุฒิภาวะ" เพียงพอที่จะแก้ปัญหาไปตามครรลองที่ควรจะเป็นได้ ซึ่งในส่วนนี้ เท่าที่ติดตาม บทความนี้เห็นว่า ฝ่ายภาคประชาชนที่ไม่ใช่ "อิสลาม" ทำได้ค่อนข้างดี

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็ด้วยหวังว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะถูกแก้ไขไปในทางที่ดี ด้วย "สติปัญญา" และ "ภูมิปัญญา" ของประชาคมทุกภาคส่วนในสังคมไทย ที่จะพัฒนา "จิตวิญญาณ" ที่ "ยอมรับ" และ "เคารพ" ในส่วนที่ "ดีงาม" ของ "การดำรงอยู่" ในทุกมิติของความแตกต่างหลากหลาย ของสังคมชุมชน  อันจะนำมาซึ่ง ความรู้สึกที่ดี ๆ ของผู้คน

เช่น จะรู้สึกดีสักเพียงใด ที่จะเห็นว่า ในโรงเรียนสามัญทั่วไปจะมีนักเรียนที่มาจากชุมชนหรือครอบครัวซึ่งต่าง "ความเชื่อ" มาโรงเรียนเดียวกัน เรียนด้วยกัน แต่มีมุมที่จะประกอบพิธีกรรมตาม "ความเชื่อ" ของตนเองเป็นปกติ เป็นต้น

เชื่อว่า ถ้าทุกภาคส่วนร่วมด้วยช่วยกัน ภาพเช่นนี้คงจะเกิดขึ้นแทนภาพการ "วิสามัญฆาตกรรมหมู่ที่กรือแซะ" ในไม่ช้า! นั่นคือ การอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจและสมานฉันท์

และ นี่คือ ความคาดหวังของบทความนี้ !

main page / what's new and update

Everybody's Free (To Feel Good) - Rozalla