Today's Me

Me's point of view / มุมมองของฉัน

ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ กรุณาอย่าทำให้เป็นเรื่องสามานย์

ข้อดี หรือ ความล้ำเลิศข้อหนึ่ง ของ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในขณะนี้ของไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างประกอบด้วยประชาชนจากแทบทุกอาชีพ ก็คือ ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ  โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร โดยกลไกทางรัฐสภาและองค์กรอิสระ

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ ความพยายามจะทำให้เกิดการถ่วงดุลและตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่มีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยการให้กลไกฝ่ายตรวจสอบทั้งหมด เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เช่น การกำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง และไม่สังกัดพรรคการเมือง การไม่อนุญาตให้ ส.ส.ในระบบเขตเป็นได้ทั้ง ส.ส. และ รัฐมนตรี หรือ ตำแหน่งบริหาร หรือ การให้มีองค์กรอิสระอื่นๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ

หน้าที่ในการการตรวจสอบ ถ่วงดุล ฝ่ายบริหาร/ฝ่ายรัฐบาล จึงถือเป็นภาระหน้าที่ อันสำคัญ และ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่ง ของ สมาชิกรัฐสภา  ทั้ง ส.ส./ส.ว. และ หน้าที่นี้เองที่ทำให้ สมาชิกรัฐสภาทุกคน  ทั้ง ส.ส./ส.ว. ทุกคน เป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ที่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายอิสระ

แต่เป็นที่น่าเสียดายและเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า แทบจะไม่มีนักการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว. คนใด แสดงว่า มีสำนึกในอันที่จะรักษา ข้อดี หรือ ความล้ำเลิศ และ แสดงให้เห็นถึงว่าจะกระทำภาระหน้าที่อันสำคัญ และ ศักดิ์สิทธิ์ ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยดังกล่าวนี้อย่างแน่วแน่ กันแต่อย่างใด

โดยเหมือนว่าต่างจะพากัน "ดูดาย" ให้ ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล กลายเป็นเรื่องสามาณย์ที่ไม่มีความสำหลักสำคัญ หรือ เป็นตัวถ่วงความเจริญอันฝ่ายบริหาร จะทำให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชน ?  ทำให้มันกลายเป็น กิจกรรม "จำอวด" หรือ กิจกรรม "ปาหี่" /เช่น การลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายอย่างพร่ำเพรื่อน่ารำคาญ และ น่ารังเกียจของบรรดา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเพื่อปกป้องรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายตรวจสอบ หรือ การให้สัมภาษณ์กระทบกระแทกแดกดันกันไปมาระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ฯลฯ

ทั้งนี้ตามสภาพการณ์นับแต่ พวกกลุ่มชนคนร่ำรวย ที่ "ได้เปรียบทางสังคม" นำโดยพวก "กลุ่มคนร่ำรวยใหม่" ที่ร่ำรวยมาจากการหากินกับสัมปทาน ทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ ขึ้นบริหารประเทศ ประชาชนส่วนหนึ่ง ก็คาดหวังกันว่า การได้ "กลุ่มคนที่ร่ำรวยใหม่" รวยแล้ว รวยอีก รวยล้นฟ้า มาเป็นผู้นำ มาเป็นผู้บริหารกิจการของประเทศแล้ว พวกเค้าจะ ไม่โกงไม่กิน และ จะเข้ามาจรรโลงระบบการเมืองการปกครองและสังคมไทย ให้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควร

ทว่าจากพฤติกรรมมากมายหลายพฤติกรรมของ "นักการเมือง" ส่วนข้างมากในระบบโครงสร้างส่วนบนที่นำและ "ควบคุม" โดย "กลุ่มคนร่ำรวยใหม่" แสดงให้เห็นว่า จะไม่เป็นดังเช่นที่หวัง แต่การณ์กลับเป็นว่า ยิ่งรวยก็ยิ่งมีพฤติกรรม "ส่อ" ไปในทิศทางที่จะเอื้อประโยชน์ ส่วนตน ส่วนพรรค ส่วนพวก ได้ "เนียน" และ "แยบยล" ยิ่งขึ้น

เช่น

สามารถหาผลประโยชน์จากโครงการสัมปทานต่างๆ ที่เรียกขานกันว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่ไม่มีทางที่จะหา "ใบเสร็จ" หรือหลักฐานใดๆ ได้ นอกจากจะดูที่ผล ว่า ทำให้ใคร "รวยขึ้น" และ "รวยขึ้น" เท่านั้น เพราะก็ สามารถจะกำหนดระเบียบหรือวิธีปฏิบัติให้เป็นเรื่อง "ถูก" และ "ถูกกฎหมาย" ได้ไม่ยาก

หรือ การหากินกับ การแปลง "สมบัติของรัฐ" (ที่ "ผู้บริหารประเทศ" โดยกลไกที่เกี่ยวข้อง สามารถจะตรากฎหมาย) ให้เป็นของ "เอกชน" หยิบมือหนึ่ง  อันเป็นหมู่พวกของตน ก็ สามารถจะกระทำกันได้อย่างง่ายดายยิ่ง

หรือ การตราและออกกฎหมายต่างๆ ออกมาให้ตนและกลุ่มพวกของตนได้ใช้ "งบประมาณแผ่นดิน" ไปในทางที่สนองผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง/เป็นต้นว่า ขึ้นเงินเดือน และ "ค่าตอบแทน" ต่างๆ ให้ตัวเอง ทั้งข้าราชการการประจำและข้าราชการการเมือง-สส./สว.  รวมทั้งการเอางบประมาณแผ่นดินไป "ดูงาน"/"ไปเที่ยว" ต่างประเทศกันเป็นว่าเล่นทั้ง สส./สว.และข้าราชการประจำ ก็ ทำกันได้อย่างหน้าตาเฉย

หรือ การจะเอางบประมาณแผ่นดินมาสร้างระบบภายในอาคารรัฐสภาเพื่ออำนวยความสะดวกในการ "เล่นหุ้น" หาเงินหากิน ของบรรดาพวก ส.ว./ส.ส. และ ผู้ติดตาม ก็ ยังจะทำกันได้อย่าง "ไม่ละอาย"

ฯลฯ

เหล่านี้เป็นพฤติกรรมของ "นักการเมือง" ในระบบโครงสร้างส่วนบนที่กือบทั้งหมด แทบจะ ไม่มีพรรคใด กลุ่มใด หรือกระทั่ง คนใด จะแสดงให้เห็นจุดยืนอันมั่นคงที่ว่า จะเป็น นักการเมืองที่มี "หิริโอตตัปปะ"  เป็น "ผู้สร้างระบอบการปกครอง" หรือ "ระบบการเมือง" ที่ดี มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชนยุวชนลุกหลานไทย ที่จะต้องเติบโตขึ้นมาสืบสานภารกิจต่างๆ ของประเทศในวันข้างหน้า

จึงเหมือนกับว่า ประเทศของเราแทบจะหานักการเมืองที่มี "ยางอาย" ในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรหรือส่อไปในทางไม่ถูกไม่ควร แทบจะไม่ได้เลย...กระนั้นหรือ?

โดยเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ นักการเมืองแทบทุกคนล้วนต่าง  "กระสัน"  ที่จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะ  การเป็นรัฐบาล   หมายถึง การเข้าไปมีส่วนในการบริหารงบประมาณแผ่นดินรวมทั้งผลประโยชน์ต่างๆ ของประเทศ อันสามารถจะฉกฉวยหาผลประโยชน์เอาจาก งบประมาณมหาศาลของแผ่นดิน เข้าพกเข้าห่อของตน และ กลุ่มพวกของตนกันได้อย่าง "เต็มที่" จึงไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน

เพราะมีแต่จะ "อดอยากปากแห้ง" ตามที่ หัวหน้าพรรคการเมือง และ     อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนหนึ่ง  นิยามสภาพของการเป็นฝ่ายค้านไว้

โดยการ "หนีตาย" จากสภาพ "อดยากปากแห้ง" ของการเป็นฝ่ายค้านเช่นนี้ จะเห็นอย่างชัดเจนยิ่ง จาก พฤติกรรม ของ "นักการเมือง" บางคน บางพวก บางพรรค ที่  "ลนลานกระเสือกกระสน" กระสันอยากแต่จะเป็นรัฐบาล หรือ ฝ่ายรัฐบาลเสียจน "น่าเกลียด" แบบ "ด้านได้อายอด" อย่าง "หน้าด้านหน้าทน" และ "น่าขยะแขยง" ในพฤติกรรมเป็นที่สุด

และเห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกจาก พฤติกรรม อัน "น่าชิงชังรังเกียจ" ของ ส.ว. บางคน บาง "จำพวก" ที่จะลาออกไปเป็น "ลูกสมุน" ของฝ่ายรัฐบาล อันจะทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่และสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน  โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ส.ว. ถูกคาดหวังจะให้เป็น กลุ่มคน "ผู้ทรงเกียรติ" ของรัฐสภา ที่จะมี "วุฒิภาวะ" เป็น "แบบอย่าง" มากที่สุดในการเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล แต่ ส.ว.บางคนบาง "จำพวก" เหล่านี้ ก็ยังจะทำกันเยี่ยงนี้ได้ โดยไม่มี "ยางอาย" กันเลยสักนิด

"นักการเมือง" เยี่ยงนี้ แทบจะไม่เคยทำหน้าที่ "ตรวจสอบ" รัฐบาลในช่วงที่ตนไม่ได้มีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลเลยแต่อย่างใด เหมือนกับว่า "นักการเมือง" จำพวกนี้เดินเข้าสู่ระบบรัฐสภามาอย่าง "เสือหิว-ทากโหย" เพื่อจะ "สวาปามและตระกรามกิน" ผลประโยชน์ของชาติ อย่าง "มูมมาม" โดยไม่นำพา และ ไม่สำนึก   ในหน้าที่อัน "ศักดิ์สิทธิ์" และ "ทรงเกียรติ" ของการเป็นสมาชิกรัฐสภาแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ สภาพทั่วไปที่เห็นและเป็นอยู่คือ ฝ่ายค้านไม่สนใจ ที่จะตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ในเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนรูปธรรมของประชาชน  อย่างที่ ตรวจสอบเพื่อการตรวจสอบ / หมายถึง ตรวจสอบเพื่อรักษา และ จรรโลงระบบ ให้เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ให้เป็นระบบซึ่งสามารถจะเป็น "ที่พึ่ง" และ สามารถที่จะ "รักษาผลประโยชน์" ของประเทศชาติและประชาชนได้  / แต่มักจะมุ่งประเด็นไปที่การตรวจสอบเพื่อที่จะนำไปสู่ การล้มรัฐบาล เพื่อที่ฝ่ายตนจะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลแทนเท่านั้น    

ปัญหาเล็กปัญหาน้อย อันเป็นความเดือดร้อนรูปธรรมของประชาชนคนตัวเล็กๆ อย่างกรณีของ "ยายไฮ" ก็ไม่เคยที่จะพึ่งพิงการทำงานของฝ่ายค้านได้ ประชาชนคนตัวเล็กๆ ต้องพึ่งตัวเองหรือพึ่งสื่อ หมายถึง ฝ่ายค้านไม่สนใจ ที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและกลไกของรัฐที่ยังความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนคนตัวเล็กๆ

ส่วน ฝ่ายรัฐบาล ก็     ไม่สนใจจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ      ในการจรรโลงระบอบการเมือง ให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร   โดยมีแต่พฤติกรรมที่ "ส่อ" ไปในทางว่า พยายามจะทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุล หรือ "ส่อ" ว่า พยายามจะทำให้   ระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอหรืออยู่ในสภาพที่ จะกระทำการตรวจสอบถ่วงดุลใด ๆ อย่าง "โปร่งใส"   มิได้

เช่น พฤติกรรมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งทั้งโดยคำพูดและการกระทำ ที่จะให้พรรคของตนเองได้ที่นั่งในสภาฯ มากกว่า 400 ที่นั่ง นั่นหมายถึงว่า กลไก    ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารของรัฐสภาโดยฝ่ายค้าน จะเป็นง่อยไปในทันที / ปัจจุบันนี้ก็นับว่าแทบจะเป็นง่อยไปแล้ว? / และ ก็จะกลายเป็นเผด็จการทางรัฐสภาฯ และ หัวหน้ารัฐบาลก็จะกลายเป็นทรราชในอีกรูปแบบหนึ่ง พฤติกรรมอันเลวร้ายต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นก็จะกระทำกันได้อย่างสะดวกโยธิน เป็นต้น

จึงเหมือนว่า ส.ส./ส.ว. บางคน บางกลุ่ม บางพรรค บาง "จำพวก" เหล่านี้จะไม่มีวามสำนึกในภาระหน้าที่อัน "ทรงเกียรติ" ของตน อันจะพึงมีต่อ สถาบันรัฐสภาแม้แต่น้อย

เมื่อสภาพการณ์ ของ พฤติกรรม ของ "นักการเมือง" อันหมู่เราพวกประชาชนพลเมืองไทย "เลือก" เข้าไปเป็นเช่นนี้ ในฐานะ "ผู้เลือก" จะทำเช่นไร? จึงจะทำให้ พฤติกรรม ของ "นักการเมือง" เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น?

ข้อแนะนำสำหรับ "ผู้เลือก" ก็คือ ในเมื่อ "ผู้ที่มาให้เลือก" ก็มีเท่าที่เห็นๆ กันอยู่นี้ ไม่มีดีไปกว่านี้แล้ว ก็จงเลือกอย่างชาญฉลาด อย่าเลือกให้    ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้คะแนนเสียง อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจน "เกินไป" หมายถึง จนไม่สามารถจะเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ คือ เลือกให้แต่ละฝ่ายสามารถจะเข้าไป ถ่วงดุล ตรวจสอบกันได้ ด้วยพละกำลังที่เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน  เช่น ระบบเขตเลือกประชาธิปัตย์ ระบบพรรคเลือกไทยรักไทย คือ ไม่เลือกทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ระบบพรรค พรรคเดียวกัน หรือ อาจพิจารณาไม่เลือกพรรคเล็ก เพราะเป็นที่พิสูจน์แล้วว่าพรรคเล็กมักจะเป็นพวก "เสือหิว-ทากโหย" เป็นต้น

ทั้งนี้ ก็ใคร่ขอทำความเข้าใจว่า หากการเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ การเป็นรัฐมนตรี หรือ การเป็นรัฐบาล ถือเป็นภาระหน้าที่อัน "ทรงเกียรติยิ่ง" ภาระหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงาน ของ นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี หรือ รัฐบาลรวมทั้งการตรวจสอบการทำงานของ กลไกอำนาจรัฐ ก็ยิ่งสมควรจะต้องถือเป็น ภาระหน้าที่อัน "ทรงเกียรติยิ่งกว่า" เป็น ภาระหน้าที่อัน "ศักดิ์สิทธิ์" และ ทรงไว้ซึ่ง "ศักดิ์ศรี" แห่งสมาชิกรัฐสภาของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ที่สมควรจะต้องได้รับการเคารพและให้เกียรติ ไม่ใช่จะต้องเป็นเรื่องที่จะมาดูหมิ่นถิ่นแคลน กระแนะกระแหนหรือกระทบกระแทกแดกดัน ปานว่าเป็นเรื่องสามณย์ อย่างที่กำลังทำ ๆ กันอยู่

ที่สุดของที่สุด ข้อมูลต่างๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลและกลไกต่างๆ ป็นผู้กุมไว้ทั้งหมด รวมทั้ง "ใบเสร็จ" ที่จะนำมาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล เช่น สัญญาสัมปทาน ข้อตกลงต่างๆ รวมทั้งพันธะสัญญาเกี่ยวกับผลประโยชน์อันรัฐทำกับต่างประเทศหรือภาคเอกชน เป็นต้น ฝ่ายรัฐควรต้องสำเนาและส่งให้ฝ่ายค้าน ฝ่ายตรวจสอบ หรือเปิดเผยโปร่งใสต่อสาธารณชน

ไม่มาค่อนแคะว่า ฝ่ายค้าน "ไม่มีข้อมูลใหม่" เพราะ ผู้ที่กุมข้อมูลต่างๆ เป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน และ การที่ฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลหรือไม่สามารถหาข้อมูลได้ ไม่ใช่จะดูกันตื้นๆ ว่าฝ่ายค้าน ไม่มีน้ำยาเท่านั้น แต่สะท้อนถึงว่าฝ่ายรัฐบาลโปร่งใสหรือไม่ ปกปิดข้อมูลสำคัญหรือไม่?

เช่นนี้จึงจะทำให้ ภาระหน้าที่ในการถ่วงดุลและตรวจสอบ เป็นภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ และสามารถจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยไม่ทำให้ระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศ กลายเป็นเรื่องสามาณย์ กลายเป็น "กิจกรรมปาหี่" หรือ "กิจกรรมจำอวด" รายวันในช่วงเปิดสมัยประชุมของรัฐสภา

ไม่เช่นนั้น พวก "นักการเมือง" โดยเฉพาะ พวก "นักการเมือง" ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ โดยเฉพาะ "นักการเมือง" คนที่อยู่ในสถานะ "ผู้นำ" ประเทศอย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็จะต้องถามตัวเองกันว่า จะนำพากันเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" อย่างแท้จริง หรือ จะเฮโลสาระพา กันเป็น ทรราช และ สมุนทรราช ยุคใหม่?

เพราะมีแต่ ทรราช และ สมุนทรราช เท่านั้น ที่กลัว และ พยายามจะทำลายแทนการส่งเสริม ระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุล และ มักปกปิดข้อมูล หรือ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นไปได้โดยยาก อันแสดงถึง การไม่มีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง และ เป็นหนทางของการนำบ้านเมืองไปสู่ "กลียุค" !

หมายเหตุ :

1-บทความนี้แฟกซ์ให้พรรคไทยรักไทย (โทร : (662) 668-2000 โทรสาร : (662) 668-6000) พรรคประชาธิปัตย์ (โทรศัพท์ :02-270-0036 โทรสาร:02-2796086) ประธานรัฐสภา (โทร:02-2441154 โทรสาร: 02-2441397 / 02-2441162) ประธานวุฒิสภา(โทร:02-2441508 โทรสาร:02-2441779) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้ารัฐบาล/หัวหน้าฝ่ายบริหาร ( โทร.กลุ่มงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี 02-6299210 โทรสาร : 02-6299205) และ โต๊ะบทความ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (02-5895674) /ศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2547

2-เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า "ผู้มีอำนาจ" ในประเทศนี้ ในข้อ 1- ไม่มีผู้ใด ใส่ใจกับระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามอุดมคติ ของ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ประกาศใช้มาจนบัดนี้ พลพรรคและบรรดา "นักการเมือง" ส่วนข้างมากของประเทศ โดยเฉพาะในพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เดินในหนทางที่กัดเซาะและบ่อนทำลายระบบ/องค์กรอสระ ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น "ตัว" ตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารของประเทศจนหมดสิ้นในทุกปริมณฑล

 2519me.com ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประเทศไทย และขอไว้อาลัยต่อหนทางการเป็น "รัฐบุรุษ" ที่ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  ไม่เลือกเดิน!/ทั้งๆที่ท่านเลือกได้

ด้วย 2519me.com นั้น ชื่นชมในความคิดบุคลิกภาพท่วงทำนองการทำงานของท่าน ขณะเมื่อขึ้นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาลใหม่ๆ ......และค่อนข้าง "เอาใจช่วย" มาตลอด....    และก็ยังใคร่จะขอบอกว่า น่าจะยังไม่สายเกินที่ท่านจะ "กลับลำ" เพียงแต่ท่านต้อง "รู้เท่าทัน" และคุมฝูงเสือสิงห์กระทิงแรดที่ล้อมรอบอยู่รอบๆ ตัวท่าน....พวกเขาจะทำให้ท่าน "พัง" หรือกระทั่งไม่มีแผ่นดินจะให้อยู่อย่างเป็นสุข!/ 29 พฤศจิกายน 2548

Today's Me-menu

me's main menu /mini menu /next article

What's new!

 Ti Amo - Umberto Tozz